เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ (จัดทำโดยลูกศิษย์)

31 ม.ค. 69 - คุณค่าของความดี ความจริงและความสุข

28 ม.ค. 69 - มองให้เป็นก็เห็นประโยชน์ต่อทุกสิ่ง

26 ม.ค. 69 - รักษาใจอย่าให้ไหลตามกระแส

25 ม.ค. 69 - ฝึกจิตให้นิ่ง ทำใจให้สงบ

23 ม.ค. 69 - ภาวนาอย่างไรในชีวิตประจำวัน

21 ม.ค. 69 - ฝึกจิตให้เป็นอิสระจากโลกธรรม

18 ม.ค. 69 - เห็นต่างกันได้ ไม่ต้องเกลียดกัน

17 ม.ค. 69 - เจออะไร ใจก็นิ่งได้ใจสงบ

8 ม.ค. 69 - หมั่นระบายขยะออกจากใจ : เพราะความโกรธ ความโศก หรืออารมณ์อกุศล นอกจากบงการให้เราทำตามอำนาจของมันแล้ว ก็ยังบงการให้ใจเราหวนคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทำให้โกรธ ทำให้เศร้าอยู่เสมอ เหมือนกับว่าเป็นการเติมเชื้อให้กับอารมณ์เหล่านี้ แล้ววิธีที่จะเติมเชื้อให้อารมณ์เหล่านี้ ส่วนหนึ่งก็คือเกิดจากการที่ทำตามอำนาจของมัน และการที่หวนนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทำให้เกิดความโกรธ ทำให้เกิดโทสะ ทำให้เกิดความเศร้า ลองสังเกตดู คนที่เจ้าอารมณ์ ก็จะชอบจะหวนคิดกลับไปนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งก็ทำให้จิตใจเราย่ำแย่ ทำให้ขยะเพิ่มพูนมากขึ้น สติสำคัญตรงนี้ เพราะสติช่วยทำให้ใจไม่ไปหวนนึก เพื่อปลุกอารมณ์ที่เป็นขยะ ให้เกิดขึ้นในใจ หรือหมักหมมสะสมในใจ ในด้านหนึ่งสติหรือความรู้สึกตัว ทำให้เราไม่ตกอยู่ในอำนาจของมัน สั่งให้ด่าเราก็ไม่ทำ สั่งให้ซึมเศร้าดำดิ่ง เราก็กลับกระตือรือร้น ขวนขวาย ไม่ยอมนั่งเจ่าจุกหรือซึมเซา ให้มีความกระฉับกระเฉง สั่งให้ใจหวนไปนึกถึงเหตุการณ์เก่าๆ เพื่อปลุกเร้าอารมณ์โกรธ เศร้า เครียด ก็เพราะสติทำให้เกิดความรู้สึกตัว กลับมาอยู่กับปัจจุบัน กลับมาอยู่กับสิ่งที่กำลังทำในปัจจุบัน

7 ม.ค. 69 - หลงเมื่อไร ทำร้ายใจตนเองเมื่อนั้น : ฉะนั้นถ้าเราใคร่ครวญเราก็จะรู้เลยว่า เมื่อเรามีความโกรธ มีความน้อยใจ เมื่อได้ยินใครพูดอะไรใส่หูเรา นั่นเป็นเพราะเราฟังอย่างไม่มีสติ เราก็เลยไปรับอารมณ์ของเขามาทำร้ายจิตใจเรา คำพูดของเขาทำร้ายจิตใจเราไม่ได้ หรือแม้แต่อารมณ์ของเขาก็ทำร้ายจิตใจเราไม่ได้ ถ้าใจเราไม่ไปรับอารมณ์ของเขาเข้ามาทำร้ายจิตใจเรา หรือพูดง่ายๆ คือว่า เราจะทุกข์หรือไม่ ไม่ใช่เพราะคำพูดของใคร หรืออารมณ์ของใคร แต่เป็นเพราะเราไปรับเอาอารมณ์ของเขามาทำร้ายจิตใจเรา นั่นก็เพราะเราไม่ได้ฟังอย่างมีสติ ฉะนั้นการฟังอย่างมีสติมีความสำคัญ และคำพูดเช่นนี้ก็ช่วยให้เราระลึกได้ว่า ถ้าเราฟังอะไรก็ตาม หรือเราได้ยินอะไรก็ตาม ถ้าเราเกิดทุกข์ขึ้นมา เราจะไปโทษคำพูดหรือโทษเสียงนั้นไม่ได้ เราต้องโทษใจเรา อย่างที่หลวงปู่บุดดาเคยเตือนลูกศิษย์

6 ม.ค. 69 - ปฎิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

5 ม.ค. 69 - ระวังใจไม่ให้ปรุงแต่ง : มัยนี้เราถูกฝึกให้คิด ๆ ๆ จนกระทั่งวางความคิดไม่ได้ เพราะว่าความคิดมันต่อกันไปยาวเลย เวลาเดินเจริญสตินี่ รู้เลย สังเกตได้ มันคิดสารพัดเลย จากเรื่องนั้นไปเรื่องนี้ จากเรื่องนี้ไปเรื่องโน้น บางทีคิด 10 เรื่อง กว่าจะรู้ตัว แต่บ่อยครั้ง ไม่ใช่แค่คิด 10 เรื่อง คิดเรื่องเดียว แต่คิดปรุงยาวไปเลย แล้วแต่ละเรื่องที่คิดนี่ก็ทำร้ายตัวเอง หรือไม่ก็สร้างผลเสีย เกิดโทษแก่ตัวเอง ความที่เราไม่ค่อยใส่ใจกับความคิดในหัว หรือว่าถนัดคิด จนกระทั่งไม่รู้เนื้อรู้ตัว มันสามารถจะซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้กับตัวเราได้ สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่อะไรอื่น คือใจของเรา โดยเฉพาะใจที่ไม่ได้ฝึกฝน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ โจรกับโจรทำร้ายกัน ก็ไม่ก่อความเสียหายมากเท่ากับจิตที่วางไว้ผิด จิตที่วางไว้ผิด ก็มีตั้งแต่จิตที่ชอบปรุงแต่ง แล้วปรุงต่อไปยาวเหยียด ซึ่งล้วนแล้วแต่มีอคติเป็นตัวกระตุ้น อคติ หรือความหวงแหน หวงลูก ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความกลัว อารมณ์พวกนี้สามารถจะปรุง หรือจะเอาความคิดใดความคิดหนึ่ง เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งมาปรุงเป็นสายยืดยาว ดังนั้น ถ้าหากว่าเราไม่อยากจะทำร้ายตัวเอง ก็ต้องรู้จักรู้ทันความคิด แล้วก็ตระหนักว่า ความทุกข์ก้อนใหญ่ของเรานั้นเกิดจากการปรุงแต่ง ซึ่งปรุงแต่งนั้นมีหลายระดับ แม้กระทั่งปรุงว่ามีตัวกู หรือปรุงว่าของกู ของกู นี่ก็เป็นเรื่องใหญ่ แต่ว่าคนไม่ค่อยตระหนัก เพราะมันลึกมาก เห็นไม่ค่อยชัด

3 ม.ค. 69 - รู้จักฉุกคิด ชีวิตเปลี่ยน

2 ม.ค. 69 - จุดหมายชีวิตของผู้ใฝ่ธรรม

31 ธ.ค. 68 - เป้าหมายอยู่ไกลใจอยู่กับปัจจุบัน : ถ้าใจอยู่กับปัจจุบัน เผลอแป๊บเดียวครบปีแล้ว เผลอแป๊บเดียวถึงเป้าหมายแล้ว ในขณะที่ถ้าใจคอยมองหาเป้าหมาย ก็จะรู้สึกท้อรู้สึกเหนื่อย เมื่อไหร่จะถึงๆ เหมือนกับเวลาเราเดินทาง ถ้าเราใส่ใจกับการเดินทาง ใส่ใจกับสองข้างทาง วางเป้าหมายหรือจุดหมายปลายทางไว้ก่อน เราพบว่าประเดี๋ยวเดียวก็ถึงแล้ว ในทางตรงข้าม ถ้าใจไปจดจ่ออยู่ที่จุดหมายปลายทาง ก็จะเครียด จะท้อ จะเหนื่อย เมื่อไหร่จะถึงๆ ฉะนั้นแม้เราจะมองไกล แต่ใจเราอยู่กับปัจจุบัน จะทำให้เราเห็นความสำคัญของการก้าวไปทีละนิดๆ ข้อสำคัญคืออย่าหยุด ทำบ่อยๆ ทำทุกวัน แล้วเป้าหมายที่ไกลก็จะถึงได้ไม่ยาก

30 ธ.ค. 68 - เปลี่ยนผิดให้เป็นถูก : แต่ว่าคนส่วนใหญ่ พอผิดครั้งแรกแล้วก็มักจะผิดครั้งที่ 2 แล้วครั้งที่ 2 มักจะหนักกว่าครั้งแรกเสมอ คนในสังคมก็ไม่ชอบคนที่ทำผิดแล้วปฏิเสธ ไม่ยอมรับผิด ไม่ยอมขอโทษ แต่พอตัวเองเจอแบบนั้นบ้าง ก็ทำเหมือนกับคนอื่น ที่ตัวเองเคยประณามเอาไว้ เพราะว่าอัตตาพาไป ต้องมีสติ ถ้ามีสติจะเห็นเลยว่า หลงเชื่ออัตตาไม่ได้ มันจะล่อหลอกยังไง ให้เป่าคดี ให้ปฏิเสธ แต่ถ้ามีสติมากพอ ก็กล้าที่จะขัดขืน ทำผิดก็ขอโทษ แม้ว่าจะเสียหน้า แต่ที่จริงที่เสียหน้าคืออัตตาเสียหน้า แต่ว่ากลับกลายเป็นดีสำหรับเรา เพราะทำให้คุณธรรมในใจงอกงามมากขึ้น เพราะฉะนั้นเตือนใจอยู่เสมอ ผิดครั้งแรกยังไม่เท่าไหร่ อย่าผิดครั้งที่ 2 ต้องทำให้มันถูก แล้วชีวิตก็จะเจริญ ไม่ว่าจะเป็นการเกี่ยวข้องกับผู้คน เกี่ยวข้องกับทรัพย์สมบัติ สุขภาพร่างกาย หรือว่าในการภาวนา การปฏิบัติธรรมก็ตาม

29 ธ.ค. 68 - รักษาใจให้ปลอดภัยจากอารมณ์ : ถ้าเราเวลาทำอะไร วางอย่างอื่นไว้ก่อน ให้มีสติอยู่กับสิ่งที่ทำ แน่นอน มันจะไม่ได้อยู่กับสิ่งที่ทำไปตลอด เดี๋ยวก็เผลอแวบไปโน่น คิดไปนี่ บางทีก็มีอารมณ์เกิดขึ้น ก็ประเดี๋ยวก็รู้ พอใจไหลไปตามความคิดและอารมณ์ ประเดี๋ยวก็เกิดความรู้สึกตัวขึ้นมา กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว กลับมาอยู่กับปัจจุบัน อันนี้เป็นวิธีที่จะช่วยทำให้ใจเรารู้สึกตัว มีสติ มีสมาธิกับสิ่งที่ทำ และต่อไปก็จะมีวิธี มีอุบาย ในการรับมือกับอารมณ์อกุศลต่าง ๆ ที่เราเรียกว่านิวรณ์ มีความฟุ้งซ่าน ความง่วงเหงาหาวนอน มีความโกรธ หรือว่าการโหยหาสิ่งเสพ สิ่งเร้า หรือความเบื่อ ความเซ็ง ความลังเลสงสัย พวกนี้จะไม่อาจรบกวนจิตใจได้ถ้าเรามีสติรู้ทัน ไม่ปล่อยให้อารมณ์เหล่านี้เข้ามารบกวนรังควาน หรือว่ามาบีบคั้นใจ

28 ธ.ค. 68 - คุณค่าของการเดินทางภายใน : มองในแง่หนึ่งการเดินทางภายนอกก็สามารถจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางภายในที่ทำให้เราค้นพบตัวเอง และค้นพบว่ามีบ้านของใจ ที่ให้ความสงบร่มเย็นแก่เราได้ แม้จะไม่ร่ำรวย หรูหรา อู้ฟู่ แม้จะไม่เจอสิ่งที่ตื่นตาตื่นใจ แต่ความสงบที่พบได้นี้มีค่ามากกว่าเยอะเลย เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเราจะเพลิดเพลินกับการเดินทางภายนอกอย่างไร ก็อย่าลืมความสำคัญของการเดินทางภายใน ซึ่งเป็นการเดินทางที่จะให้คุณค่า ให้ความสุขกับเราอย่างแท้จริงไม่ว่าในยามผันผวนปรวนแปร ในยามแก่ชรา ในยามพลัดพราก ก็พบความสงบภายในได้

24 ธ.ค. 68 - สุขสำเร็จเพียงใดก็อย่าชะล่าใจ : สิ่งที่ต่อต้านไม่ใช่ปัญญา ไม่ใช่ความรู้เนื้อรู้ตัว แต่คือกิเลส คืออัตตา ยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ ยิ่งมีความสุขมากเท่าไหร่ บางทีอัตตาก็พองโต และอะไรก็ตามที่ทำให้อัตตา หรือความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนเบาบางลง ยิ่งต่อต้าน เราก็ต้องรู้เท่าทัน ว่าตัวที่ทำให้เราไม่เห็นค่าของการปฏิบัติธรรม ทำให้เราประมาทกับชีวิต คืออะไรแน่ที่เป็นตัวการอยู่เบื้องหลัง ถ้าเราไม่ปล่อยให้มันครองใจ ใช้ปัญญาพิจารณา เราจะพบว่าอริยทรัพย์ก็ดี วิชาชีวิตก็ดี หรือการปฏิบัติธรรมการเจริญสติ คืออนาคต เพราะว่าความแก่ก็ดี ความเจ็บความป่วยก็ดี ความพลัดพรากสูญเสียก็ดี คือสิ่งที่รอเราอยู่ วันนี้อาจจะไม่เจอ แต่พรุ่งนี้หรือวันหน้าก็ต้องเจอ แต่ถ้าเราปฏิบัติธรรม เรามีวิชาชีวิต เรามีสิ่งที่ช่วยรักษาใจ มีภูมิรักษาใจ ถึงเวลาเจอความทุกข์ก็สามารถจะแคล้วคลาดผ่านไปได้ หรือยิ่งกว่านั้นคือสามารถจะเอาทุกข์มาเสริมสร้างธรรมให้เจริญงอกงาม เมื่อใดก็ตามที่เรามีความสุขอยู่ อย่าชะล่าใจ เปิดใจรับสิ่งที่จะช่วยเราได้ในอนาคต นั่นคืออริยทรัพย์ หรือว่าการปฏิบัติธรรม

21 ธ.ค. 68 - รู้ใจก็ไกลทุกข์ : เราจะรู้จักใจของเรา ก็ต้องมีสติ เพราะเหตุนี้ต้องฝึกสติเพื่อให้เรารู้จักใจ รู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ พอรู้เท่าทันแล้ว ความคิดและอารมณ์เหล่านั้นก็มาบีบคั้น ทำร้าย หรือเผารนจิตใจได้ยาก และจริง ๆ แล้วถ้าหากว่าเรามีสติดูใจเรามากพอ สุดท้ายก็จะเห็นสิ่งที่เรียกว่าความลับของจักรวาล อยู่กลางใจของเรา ต่อเมื่อเรารู้จักใจดีพอ ก็จะเห็น แต่ก่อนจะถึงตรงนั้น การที่เราเฝ้าดูใจ จะช่วยทำให้ความทุกข์ลดลง ความทุกข์ที่เกิดจากการวางใจผิด หรือการที่ใจไม่มีสิ่งป้องกัน ป้องกันอะไร ป้องกันไม่ให้ความคิดและอารมณ์ที่เป็นลบมันมาทำร้ายจิตใจ เพราะถ้าปล่อยให้มันทำร้ายจิตใจ ก็จะเป็นการซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้ตัวเองอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า โจรกับโจรทำร้ายกัน ก็ยังไม่เท่าความฉิบหายที่เกิดขึ้นจากการที่วางใจไว้ผิด คือใจที่ไม่มีสติ ใจที่เราไม่รู้จักดีพอ

20 ธ.ค. 68 - หมั่นมองตน และนึกถึงคนอื่น : ที่เราทุกข์เพราะเรามองเห็นแต่สิ่งแย่ ๆ หรือไปจดจ่อแต่สิ่งแย่ ๆ เช่น การกระทำและคำพูดของคนอื่น แต่ถ้าเรารู้จักมองสิ่งที่ดี ๆ แทนที่จะมองเห็นแต่ขยะที่เกลื่อนถนน มองเห็นท้องฟ้าที่สวยงาม แทนที่จะไปจดจ่ออยู่กับเงินที่หาย ก็มองขอบคุณที่ยังมีเงินอีกมากมายในกระเป๋าหรือในบัญชีธนาคาร ยังมีโทรศัพท์มือถือ ยังมีอะไรต่ออะไรอีกมากมาย ถ้าเรามองเป็นก็เห็นสุข แต่ถ้าเรามองไม่เป็นก็เห็นทุกข์ หรือว่าเป็นทุกข์เสียเอง เพราะฉะนั้นเวลาเรามีความทุกข์ ก่อนที่จะไปโทษใคร หันกลับมามองตัวเองก่อน เหมือนกับที่ชายตาบอดไปโทษคนที่เดินมาชนเขาโดยที่ไม่ได้รู้เลยว่านี่เป็นเพราะโคมของตัวเองดับตั้งนานแล้ว

19 ธ.ค. 68 - สติที่จำเป็นต่อชีวิต : สติทีแรกช่วยทำให้แคล้วคลาดจากอันตราย ต่อไปจะช่วยทำให้ไม่เข้าหาอันตราย หรือไม่ไปก่อทุกข์ให้กับตัวเอง เจอสิ่งล่อเร้าเย้ายวนให้โลภ ให้โกรธ เจอคนมาต่อว่าด่าทอ โกรธขึ้นมา เจอเงินทองที่เขาทิ้งเอาไว้ เกิดอยากได้ แต่พอมีสติ ก็ไม่ทำตามความโกรธ ก็ไม่ทำตามความโลภ ก็เลยเลี่ยงไม่เกิดทุกข์ ไม่ไปก่อทุกข์ หรือเอาง่ายๆ แค่เดินลงบันได ใจลอย อยู่ดีๆ ก็มีสติขึ้นมา ก็เดินอย่างระมัดระวัง ไม่หกล้มไม่ตกบันได เดินเข้าห้องน้ำ แทนที่จะปล่อยใจลอย ก็มีสติ หลุดจากความคิด หลุดจากเรื่องราวที่กำลังคิด แม้ว่าจะเป็นเรื่องงานการซึ่งกำลังมีปัญหา เรื่องคนรัก บุพการีซึ่งกำลังเจ็บป่วย มีความห่วงกังวล แต่ว่าระหว่างที่เดินเข้าห้องน้ำได้สติขึ้นมา หลุดจากอารมณ์นั้น เดินอย่างระมัดระวัง ก็ไม่ลื่นไถล เพราะถ้าลื่นไถลแล้วอาจจะหัวกระแทกพื้น กะโหลกร้าว เส้นเลือดในสมองแตก บางทีคาที่เลย นี่เรียกว่านอกจากช่วยให้แคล้วคลาดจากอันตราย ยังช่วยให้ใจ หรือช่วยตัวเราไม่ไปก่อทุกข์ ดังนั้นสติที่ว่านี่มีคุณประโยชน์มาก แต่ว่าจะพึ่งพาอาศัยได้ก็ต้องฝึก ให้โอกาสสติเขาได้ทำงาน ยอม ซึ่งก็ต้องยอม ยอมให้ใจฟุ้ง ยอมให้ใจลอย เพราะว่าใจที่ฟุ้งนี่แหละที่จะเป็นแบบฝึกหัดให้กับสติ รวมทั้งอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ก็เป็นแบบฝึกหัดหรือการบ้าน ให้สติได้เติบโตด้วย นี่แหละคือสติที่จำเป็นต่อชีวิตของเรา

18 ธ.ค. 68 - ทำจริงจังแต่ไม่คาดหวังผล : ใจเราก็เหมือนกัน บางครั้งก็เอาจริงเอาจัง เอาเป็นเอาตายกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่พอผ่านไปก็ไม่สนใจแล้ว นี่คือสิ่งที่เราสามารถจะเรียนรู้ได้จากการปฏิบัติ ได้เห็นว่าใจเอาแน่เอานอนไม่ได้ ไม่เที่ยง และสุดท้ายพบว่า เราบงการจิตใจไม่ได้เลย อ้าว ไหนว่าใจเป็นของเรา แต่ทำไมบงการไม่ได้ เบื่อ จะให้หายเบื่อ ก็ไม่ยอมทำตาม มันง่วง จะให้หายง่วง ก็ไม่ยอมทำตาม โกรธ จะให้มันสงบ มันก็ไม่ยอม ก็ไม่เชื่อ หงุดหงิด จะให้มันหายหงุดหงิด มันก็ไม่สน ก็เริ่มเห็นว่าใจไม่ใช่ของเราเลย แต่ว่าอยู่ในวิสัยที่จะฝึกได้ อยู่ในวิสัยที่จะอบรมได้ ให้เชื่อง โดยเฉพาะถ้าหากว่าสร้างสติ สร้างปัญญาให้เกิดขึ้น สติปัญญาก็จะควบคุมรักษาใจ ไม่ให้อารมณ์ที่เกิดขึ้นมาเผาลน มากรีดแทง มาบีบคั้นใจได้ นี่คือสิ่งที่เราจะได้เรียนรู้ระหว่างการปฏิบัติ แม้ว่าความคาดหวังหรือสิ่งที่คาดหวังก่อนมา อาจจะยังไม่เกิด หรือไม่ถึงระดับที่คาดหวัง แต่ก็ได้อะไรหลายอย่างที่มีคุณค่า หรือบางทีอาจจะมีคุณค่ามากกว่าสิ่งที่เราคาดหวัง หรือผลที่เราปรารถนาด้วยซ้ำ อันนี้ต้องฉลาดในการเฝ้ามอง แล้วก็จะเห็น เหมือนกับเราเดินทาง ถ้าคิดแต่จะไปถึงเป้าหมาย เราอาจจะลืมมองไปว่าสองข้างทางนี่สวยงาม ถ้าเราสนใจสองข้างทาง เราอาจจะพบวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม แม้ว่าจะยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางก็ตาม นักเดินทางที่ดี เขาจะไม่เอาแต่จดจ่ออยู่ที่จุดหมายปลายทาง เขาจะสนใจสองข้างทาง ไม่ว่าผู้คนหรือว่าทิวทัศน์ แล้วเขาก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งดีๆ มากมาย ทำให้การเดินทางคุ้ม แม้จะยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางก็ตาม

17 ธ.ค. 68 - เว้นวรรคให้ชีวิต : ความคิดและอารมณ์ก็มาแล้วก็ไป ไม่เที่ยงเลย ในขณะเดียวกัน สติก็มีกำลังเร็วขึ้น ๆ รู้ทันได้เร็ว แล้วก็ระลึกได้เร็ว ระลึกอะไร ระลึกว่ากำลังทำอะไรอยู่ เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ง่าย คนส่วนใหญ่ลืมว่ากำลังทำอะไรอยู่ เพราะความคิดพาให้ใจลอย หรือไม่ก็ความทรงจำก็ทำให้ไหลไปอดีต ความกังวลทำให้จมอยู่กับอนาคต แต่พอเรามีสติรู้ตัว มีสติเกิดความรู้เนื้อรู้ตัวขึ้น ใจสว่างเลย ความคิดและอารมณ์ก็เหมือนกับละลายหายไป แล้วต่อไปเราก็จะได้เรียนรู้ รู้จักจิตใจของเราได้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่การปฏิบัติอย่างเดียว แต่เป็นการเรียนรู้ด้วย เรียนรู้เกี่ยวกับความจริงของกายและใจ ต่อไปก็จะขยายเป็นการเรียนรู้แจ่มกระจ่างในความจริงของชีวิต ทั้งหมดนี้ต้องเริ่มต้นจากการที่เราต้องรู้จักเว้นวรรคให้ตัวเองบ้าง เว้นวรรคจากงานการ กิจวัตรที่ทำ มาให้เวลากับการปฏิบัติ จะที่วัดหรือที่ไหนก็แล้วแต่

8 ธ.ค. 68 - ตื่นจากความหลง : เราสวดมนต์ทั้งที่หลงก็ยังสวดได้ ปากว่าไปแต่ใจไม่รู้อยู่ไหน แต่สังเกตดูเพราะว่านั่นจะเหมือนกับละเมอ ไม่ต่างจากคนละเมอ เพียงแต่ว่าละเมอที่เราที่เห็นส่วนใหญ่ร่างกายหลับ แต่ละเมอที่ว่าร่างกายไม่หลับ ร่างกายตื่น แต่ว่าใจนี้หลง แล้วพอเราตื่นจากหลง แม้จะเป็นความไม่รู้ตัว แต่ก็ช่วยทำให้ความทุกข์เบาบางลง เพราะแต่ก่อนหลงเข้าไปในความคิดทีไร ตามไปด้วยความทุกข์ แล้วก็สร้างความทุกข์ให้กับผู้อื่นด้วยความไม่รู้ตัว แต่พอเราเริ่มรู้ตัวมากขึ้น ตื่นจากความหลงได้บ่อยขึ้น ๆ เราก็จะพบกับความปลอดโปร่ง แล้วก็สามารถจะหลุดจากอารมณ์ต่าง ๆ ที่เคยเกาะกุมจิตใจทำให้ทุกข์ได้ แต่เผลอเมื่อไหร่ก็ทุกข์ใหม่ จนกว่าจะเห็นความจริง รู้ความจริงว่าไม่มีเรา ไม่มีอะไรที่เป็นของเรา ไม่มีความยึดมั่นสำคัญหมายในตัวตน ถึงตอนนั้นแหละก็จะเรียกว่าไม่มีผู้ทุกข์อีกต่อไป จะเรียกว่าหมดทุกข์ก็ได้

7 ธ.ค. 68 - เสียงเตือนที่สำคัญ : ถ้าคนเรารู้จักเอาสิ่งที่ไม่ถูกใจเรามาเป็นเครื่องเตือนใจ ก็มีแต่จะประสบความเจริญ เอาทุกเหตุการณ์แม้กระทั่งความทุกข์มาเป็นเครื่องเตือนใจ เอาความสูญเสียพลัดพรากมาเป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้หลงยึดติดในสิ่งต่าง ๆ เอาคำวิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้กระทั่งคำต่อว่าด่าทอของคนอื่นมาเป็นเครื่องเตือนใจ ให้เรามีความอดทน หรือว่ารู้จักเฝ้าดูใจของตัว เฝ้าดูว่าเราทำอะไรที่ไปก่อความเดือดร้อนรบกวนรังควานคนอื่นหรือเปล่า ทำให้เขาต้องแสดงปฏิกิริยาอย่างนั้น สุดท้ายแล้วก็ต้องพึ่งสติของตัว เพราะถ้าพึ่งแต่คนอื่นอาจจะสายเกินไป สติจะเป็นที่พึ่งให้กับเราได้ เราก็ต้องสร้างสติให้รวดเร็วฉับไว จนสามารถจะเป็นที่พึ่งของเราอย่างแท้จริง เพราะไม่เช่นนั้นก็อาจจะเกิดเหตุร้ายสายเกินการก็ได้

6 ธ.ค. 68 - เตรียมใจรับมือกับปัญหาที่ต้องเจอ : ถ้าเจอคำต่อว่าด่าทอแล้วก็ยังเป็นทุกข์ เจอคนที่ไม่น่ารัก แล้วก็ยังทุรนทุราย เจอความสูญเสียพลัดพรากแล้วก็ยังคับแค้นใจ ก็ยากที่จะรับมือกับความตาย หรือความเจ็บป่วยที่รุนแรงได้ มองในแง่นี้เหล่านี้ก็คือแบบฝึกหัด บางทีเราไม่ต้องเข้าหา มันมาหาเราเอง แต่ถ้าหากว่าชีวิตเราเรียบเกินไป ก็อาจจำเป็นต้องเข้าหามัน เหมือนกับที่โค้ชอ๊อดสร้างสถานการณ์เพื่อให้นักกีฬาของแกได้เข้าใจ ได้เรียนรู้ที่จะรับมือกับความไม่เป็นธรรม ซึ่งที่จริงแล้วนั่นเป็นแค่ปัญหาชนิดหนึ่งที่จะเกิดขึ้นกับเรา และมีอีกมากที่หนักหนากว่านั้น ใช้ประสบการณ์ที่มีอยู่ แม้จะไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ ให้มาเป็นแบบฝึกหัด ไม่ใช่มัวแต่บ่นโวยวายตีโพยตีพาย อันนั้นก็มีแต่ซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้ตัวเอง แต่ถ้าเราเปิดใจ เรียนรู้จากสิ่งนั้น ยอมรับ ก็ทำให้เรามีความพร้อมมากขึ้นในการรับมือกับปัญหาที่หนีไม่พ้น ที่หนักหนาสาหัส โดยเฉพาะความตายที่จะมาถึงกับเราในวันข้างหน้า

5 ธ.ค. 68 - ปรับจิตให้พอดี ใช้ชีวิตให้สมดุล : คนที่เพ่งเพราะการปฏิบัติผิด เวลาจะแก้ยากกว่าคนที่ส่งจิตออกนอก แล้วพยายามกลับมาดูจิตดูใจ คนที่ส่งจิตออกนอกแล้วพยายามกลับมาดูจิตดูใจ ดูเหมือนยาก แต่ว่าการเพ่ง แล้วพยายามแก้อารมณ์ให้คลายสู่ความพอดี กลับยากกว่า อันนี้เป็นเพราะว่าชอบตั้งท่าปฏิบัติ ทำใจไม่ได้ ถ้าบอกว่าไม่ต้องปฏิบัติ ก็จะเผลอปฏิบัติแต่อย่างนั้น แต่พอปฏิบัติทีไรก็ผิดทุกที เพราะว่าตั้งท่ามากไป ตั้งใจมากไป เลยใช้เวลานาน เรื่องแบบนี้เราแต่ละคนต้องรู้จักแก้อารมณ์ของตัวเอง เพราะบางอย่าง สิ่งที่จะช่วยเราได้ อาจจะไม่ใช่วิธีการมาตรฐานที่ครูบาอาจารย์แนะนำ ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ก็แนะนำว่าอย่าส่งจิตออกนอก แต่บางครั้งถ้าจิตเพ่งเข้าใน ก็ต้องพยายามดึงออกไป ให้ไปรับรู้สิ่งภายนอก จะได้เกิดความพอดี แต่ว่าวิธีนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัว แต่ละคนต่างต้องหาวิธีการแก้ของตัวเอง เพื่อให้เกิดความพอดี เกิดความสมดุล นี่เป็นหัวใจของการปฏิบัติและการดำเนินชีวิต

4 ธ.ค. 68 - คิดให้ชัดก็ปฎิบัติได้ผล : เวลาปฏิบัติธรรม นอกจากความเพียร ความศรัทธาแล้ว ต้องมีความคิดที่ชัดเจนว่าต้องการอะไร แล้วเวลาจะเอาการปฏิบัติธรรมรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งมาใช้ ก็ต้องถามก่อนว่า วิธีนั้นมีจุดมุ่งหมายอะไร ตรงกับที่เราต้องการไหม แล้วถ้าต้องการได้สติ ต้องการได้ปัญญา สมาธิ อะไรบ้างที่จะทำให้เกิดคุณธรรมเหล่านั้นในตัวเรา อันนี้เป็นเรื่องการคิดให้ชัด คิดให้ชัดทั้งในแง่ของวัตถุประสงค์ เป้าหมาย เรียกว่า อัตถัญญุตา แล้วคิดให้ชัดว่า มีหลักการอะไรที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ว่า ที่ต้องการ หลักการที่ว่าก็คือธรรมะนั่นเอง อันนี้เขาเรียกว่า ธัมมัญญุตา รู้เหตุ รู้ผล หรือรู้ผล รู้เหตุ ฉะนั้นถ้าเข้าใจชัด คิดชัด การปฏิบัติธรรมก็จะไม่ยาก สามารถจะประยุกต์ใช้ได้กับชีวิตประจำวัน และสามารถที่จะนำพาผู้คนให้เข้าถึงธรรมะอย่างที่เราต้องการได้ แต่ถ้าคิดไม่ชัดแล้ว ก็จะเป็นเรื่องการทำตามรูปแบบ เสร็จแล้วก็ลงเอยด้วยความผิดหวัง เพราะไปบังคับยัดเยียด แล้วเขาไม่เอาด้วย หรือเกิดความงมงายขึ้นมา อันนี้เป็นสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับผู้ใฝ่ธรรม ผู้ปฏิบัติธรรมจำนวนมาก เพราะว่าคิดไม่ชัด จับหลักไม่ได้ ก็เลยปฏิบัติผิด หรือว่าไม่เกิดผล

3 ธ.ค. 68 - ปฎิบัติถูกเพราะจับหลักได้ : การฝึกสติก็ต้องอนุญาตให้ความหลงเกิดขึ้นได้ เพื่อที่จิตหรือสติจะจำได้ว่าไอ้ตัวหลงเป็นยังไง ไม่ว่าจะมาในรูปของความโกรธ ความโศก ความเศร้า ความคิดลบ ความคิดฟุ้ง พวกนี้เป็นตัวที่ทำให้จิตหลงได้ทั้งนั้น ถ้าจะให้จิตมีสติ ก็ต้องรู้ทันความหลง ความฟุ้งที่เกิดขึ้น แล้วต้องอนุญาตให้ความฟุ้งเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่บังคับจิตไม่ให้ฟุ้ง ไม่ให้คิด อันนี้คือวิธีการ คือหลักที่จะต้องรู้ นักปฏิบัติต้องจับหลักได้ จับหลักได้คือรู้ว่าต้องการอะไร ต้องการธรรมะอะไรให้เกิดขึ้นในใจ และธรรมะนั้นมีลักษณะอย่างไร จะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย และวิธีการใดที่จะทำให้ธรรมะที่ว่าเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นสติ สมาธิ ความรู้สึกตัว ปัญญา ศรัทธา ปีติ ปราโมทย์ เมตตา กรุณา ฉะนั้นถ้าเข้าใจทั้งจุดมุ่งหมายคืออรรถ และเข้าใจหลักการคือเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดธรรมะนั้นขึ้นมาได้ การปฏิบัติจึงจะมีโอกาสที่ไปได้ถูก แล้วเกิดเจริญงอกงาม ไม่เช่นนั้นก็ทำไปตามประเพณี ทำสักแต่ว่าทำ แล้วก็อาจจะทำให้เกิดความหลง ให้ทานก็ทำตาม ๆ กัน แต่จิตใจก็ไม่ได้มีความโลภน้อยลงเลย รักษาศีลก็กลับมีกิเลสมากขึ้น หรือภาวนาก็เกิดความหลงตัวลืมตน อันนี้เพราะว่าไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติธรรม และไม่เข้าใจหลัก ก็เลยปฏิบัติผิด

2 ธ.ค. 68 - เห็นธรรมจากทุกข์ : เวลาทุกข์อย่าทุกข์ฟรีๆ ให้หาประโยชน์จากความทุกข์ให้ได้ อย่างน้อยก็มาเป็นเครื่องฝึกใจให้มีสติ ถึงแม้ปัญญายังไม่ทันเกิดก็มีสติเอาไว้ มีสติเห็นความโกรธ มีสติเห็นความเศร้า มีสติเห็นความคับแค้น มีสติเห็นความเหงาความเครียด การที่เห็นอารมณ์เหล่านี้ ก็ช่วยทำให้สามารถยกจิตเหนืออารมณ์เหล่านั้นได้ แม้จะเป็นการพ้นทุกข์ชั่วคราว เพราะว่าปัญญายังไม่เกิด แต่ว่าสติที่เป็นเหมือนตาใน ที่ทำให้เห็นความโกรธ ความเศร้า ต่อไปก็จะเห็น แสดงสัจธรรมให้เห็นชัด ความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ความโกรธก็ไม่ใช่เรา ความทุกข์ก็ไม่ใช่เรา อันนี้คืออนัตตานั่นเอง และถ้ามองไปลึกๆ ก็จะเห็นตัวสมุทัย ซึ่งก็หนีไม่พ้นอุปาทาน ไม่ว่าจะเป็นอัตตวาทุปาทาน ความยึดติดในความคิดว่ามีตัวตน ทิฏฐุปาทาน ความยึดติดในความเห็นความเชื่อ กามุปาทาน ความยึดติดในทรัพย์ ในสิ่งที่ให้ความสุขทางวัตถุ หรือแม้แต่ความยึดติดในแบบแผนวิธีการ สีลัพพตุปาทาน สุดท้ายก็ไม่หนีพ้นอุปทานทั้ง 4 อันนี้คือตัวสมุทัย ซึ่งถ้าเราเห็นชัดมากเท่าไร การที่จิตจะหลุดจากความยึดติดถือมั่นก็มีมากเท่านั้น ก็เป็นสิ่งที่เราเรียนรู้ได้ในความทุกข์ เรียนรู้ได้จากทุกปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในทางโลกเขาบอกว่าปัญหาอยู่ไหน เงินอยู่ตรงนั้น ในทางธรรมก็เหมือนกัน ปัญหาอยู่ตรงไหน ธรรมะก็อยู่ตรงนั้น จะว่าไปปัญหาก็เป็นขุมทรัพย์ที่เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้ธรรม เช่นเดียวกับความทุกข์

1 ธ.ค. 68 - สุขเพราะวาง : ปัญหาก็มีเอาไว้ให้แก้ ไม่ใช่มีไว้กลุ้ม ถ้าเรายังไม่มีเวลาที่จะแก้ปัญหา ก็วางลง หนี้สินก็เหมือนกัน หนี้สินมีไว้เพื่อชำระ ไม่ใช่มีไว้เพื่อแบก ถ้าเราเริ่มรู้จักการแบก และรู้จักการวางบ้าง ก็จะช่วยได้ แต่จะให้คิดเอานี่วางไม่ได้ ต้องมีสติ เพราะว่าอย่างที่บอกไว้แล้วว่า เรายึด เราแบก เพราะความหลง ต่อเมื่อมีสติ มีความรู้สึกตัว จึงจะวางลงได้ เพราะเมื่อความหลงหายไป การวาง การปล่อยจึงจะเกิดขึ้นได้ ยังไม่ต้องถึงขั้นปล่อยวางความยึดถือในตัวกูของกู แค่วางความทรงจำที่เจ็บปวด วางปัญหาที่ยังแก้ไขไม่ลุล่วง วางงานการที่ยังคาราคาซังอยู่บ้าง ลงจากใจ ถึงเวลานอนก็นอน ถึงเวลากินก็กิน วางทุกอย่างลง อาบน้ำก็อยู่กับการอาบน้ำ เราจะเริ่มพบกับความสงบ เป็นความสงบที่เกิดจากการวาง แม้จะวางได้ไม่ถึงที่สุด แต่ สติ และ ความรู้สึกตัว ช่วยทำให้เราพบกับความสุขอย่างแท้จริง ไม่ใช่ความสุขจากการได้ การมี แต่เป็นความสุขจากการปล่อย การวาง

30 พ.ย. 68 - หนาวทั้งที อย่าทุกข์ฟรีๆ : ถ้าเป็นเรื่องอารมณ์อกุศลเกิดขึ้นแล้วไม่รู้ ก็เท่ากับปล่อยให้เข้าไปเล่นงาน เล่นงานจิตใจเรา ซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้ แล้วคนเดี๋ยวนี้แก้ปัญหาความทุกข์ของตัวเองไม่ได้ พื้นฐานก็เพราะว่าไม่รู้ว่าตอนนี้มีความทุกข์แบบไหน ก็เลยไม่รู้ว่าทุกข์เพราะเรื่องอะไร หรือทุกข์เพราะสาเหตุใด ยังไม่ต้องลากไปถึงเรื่องของอุปาทาน กิเลส อวิชชา แค่ทุกข์เพราะเรื่องอะไรก็ตอบไม่ได้ ถ้าเราใช้โอกาสที่หนาว ๆ แบบนี้ มาฝึกใจ ดูกาย ดูจิต ดูเวทนา หรืออย่างน้อยก็ดูกายดูจิตก่อน ให้เห็นใจที่บ่น ใจที่โวยวาย ใจที่หงุดหงิด อันนี้ก็ถือว่าเป็นนักฉวยโอกาสแล้ว ฉวยโอกาสในทางธรรม แล้วจะทำอย่างนั้นได้ก็เรียกว่าไม่ได้ทุกข์ฟรี ๆ ทุกข์ทั้งทีก็ได้อะไรให้เกิดประโยชน์แก่จิตใจของตัวเองบ้าง

29 พ.ย. 68 - มีโดยไม่ยึดเป็นเจ้าของ : ให้เตือนใจอยู่เสมอ เวลาดีใจ เพราะได้อะไรมา ได้เสพอะไรมา กินของอร่อย ฟังเพลงเพราะ ถ้าเรามีสติสักหน่อยก็ไม่เพลินกับมันมาก เพราะถ้าเพลินกับมัน ถึงเวลามันหายไป เสื่อมไป ก็ไม่ทุกข์ เวลาใจสงบก็เหมือนกัน สงบก็อย่าไปปลื้ม อย่าไปหลง อย่าไปดีใจ เพราะว่ามันก็ของชั่วคราวเหมือนกัน ไม่ช้าก็เร็วธรรมชาติก็เอาไป ถึงตอนนั้นก็ไม่ทุกข์ ฉะนั้นถ้าเราวางใจแบบนี้ ก็จะอยู่กับโลกที่มีความผันผวนแปรปรวน แม้จะไม่เที่ยงแต่ว่าใจก็ไม่ทุกข์ แม้ทุกอย่างจะไม่ใช่ของเรา สักวันธรรมชาติเอาไป และถึงตอนนั้นใจก็ไม่ทุกข์ เพราะรู้ว่าเป็นเช่นนั้นเอง

20 พ.ย. 68 - ฝึกใจให้เห็นความจริง : การเจริญสติ เวลาที่ครูบาอาจารย์บอกให้เห็นๆ ก็เห็นอย่างที่ว่ามา เริ่มต้นจากการเห็นกายเคลื่อนไหว เห็นใจคิดนึก เห็นทั้งความคิดและอารมณ์ ต่อไปก็เห็นความคิดที่ไม่ดีเกิดขึ้น และยอมรับได้ ไม่ปกปิดไม่กดข่ม แล้วต่อไปก็มองทะลุเห็นกิเลส หรือตัวอวิชชา ที่อยู่เบื้องหลังความคิดที่ไม่ดี อารมณ์ที่ไม่ดี จะเรียกว่าตัวอุปาทานก็ได้ ต่อไปก็เห็นว่าพวกนี้ ความคิดก็ดี อารมณ์ก็ดี กิเลสก็ดี แม้กระทั่งความทุกข์ ไม่ใช่เรา แค่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับกายกับใจ แล้วต่อไปก็เห็นถึงขั้นว่าไม่มีเรา มีแต่รูปกับนาม เกิดอาการแยกออกมา ที่เขาเรียกว่าแยกรูปแยกนาม ที่จริงรูปกับนามแยกกันอยู่แล้ว แต่ความหมายจริงๆ คือแยกตัวกูออกมาเป็นรูปกับนาม ไม่มีตัวกู ถ้าเราเห็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นต่อไป เห็นไตรลักษณ์ เห็นปรมัตถ์ เห็นสมมติไปเรื่อยๆ อย่างน้อยก็เห็นก่อน เห็นกายเคลื่อนไหว หรือรู้กายเคลื่อนไหวใจคิดนึก เห็นความคิดไม่ใช่เรา เห็นความโกรธไม่ใช่เรา เวลามันมีก็รู้แต่ว่าข้างในมันร้อน ข้างในมันขุ่นมัว แต่ไม่ใช่เราร้อน ไม่ใช่เราขุ่นมัว ทำไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นเอง อย่าไปบังคับให้เห็น แล้วก็ไม่ใช่เรื่องการใช้ความคิดด้วย แต่เป็นเรื่องของการที่รับรู้หรือรู้สึกได้ พูดภาษาชาวบ้านคือรับรู้ด้วยใจ แต่ที่จริงคือรับรู้หรือเห็นด้วยสติ จนเกิดการพัฒนากลายเป็นการเห็นด้วยปัญญา พอเห็นด้วยปัญญาก็อย่างที่เราสวดในบทติลักขณาทิคาถา เห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้นแหละก็จะเป็นหนทางออกจากทุกข์ได้

19 พ.ย. 68 - ทำเต็มที่แต่ใจไม่เครียด : ไม่ว่าเราทำอะไร เราเกี่ยวข้องกับจุดหมายปลายทางได้ถูกต้อง หรือเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ได้ถูกต้อง งานยากแค่ไหน เราไม่เครียด แต่ความเพียรก็ไม่ได้ลดหย่อนลงไปเลย ไม่ใช่ว่าหายเครียดเพราะเกียจคร้าน ยังทำความเพียรอยู่ แต่ไม่เครียด เรียกว่าทำเต็มที่ แต่ไม่ซีเรียส อันนี้แหละเป็นท่าทีที่ควรจะมาเอามาฝึกตน เวลาปฏิบัติธรรม หรือว่าเวลาทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าทางธรรมหรือทางโลก มีประโยชน์ทั้งนั้น

18 พ.ย. 68 - ตัวช่วยและบททดสอบที่ควรมี : ใครที่ทำอะไรไม่ถูกต้อง ผิดกติกา ผิดมารยาท ผิดระเบียบ พวกนี้เป็นบททดสอบได้ รวมถึงเวลาซื้อของ ซื้อของแพงกว่าคนอื่น แม่ค้าจ่ายเงินทอนไม่ครบ พวกนี้ก็เป็นบททดสอบ หรือของหาย บางทีโทรศัพท์หาย นั่นคือบททดสอบอย่างดีเลยว่า สติเราเอาอยู่ไหม เราจะรับมือกับความสูญเสียได้หรือเปล่า ถ้าเรามองแบบนี้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราจะเป็นของดี รวมถึงสิ่งที่เป็นอนิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ไม่น่าพอใจ หรือเหตุร้าย เช่น คำต่อว่าด่าทอ ความสูญเสีย พวกนี้เป็นอนิฏฐารมณ์ที่ไม่มีใครชอบ แต่จะกลายเป็นของดีทันทีสำหรับเรา ถ้าหากว่าเรามองว่านี่คือบททดสอบสติของเรา

17 พ.ย. 68 - ตั้งใจแต่ไม่บังคับจิต : ทำไมตอนที่พยายามระงับความโกรธ ความโกรธไม่หาย ก็เพราะว่าพยายามใช้เวลากดข่ม แม้จะบริกรรมว่า โกรธหนอ โกรธหนอ แต่ว่าใจลึก ๆ ก็อยากจะให้ความโกรธหายไป ทนไม่ได้ แต่พอสุดท้าย เธอโกรธก็ได้ คือยอม อนุญาตให้มันเกิดขึ้นได้ พออนุญาตให้เกิดขึ้นได้ มันไปเลย เพราะตอนนั้นใจยอมรับแล้ว ไม่ผลักไส แค่รับรู้เฉย ๆ บางครั้งการอนุญาตให้อารมณ์ความคิดบางอย่างเกิดขึ้นโดยที่ไม่ผลักไส ช่วยได้เยอะ เพราะว่ามันนำไปสู่การรู้ซื่อ ๆ รู้ซื่อ ๆ คือ ไม่ผลักไส ไม่ไหลตาม รู้ซื่อ ๆ ยอมรับ จะฟุ้งก็ยอมรับ เพราะฉะนั้นจึงบอกว่า การที่เรายอมให้หลง เป็นข้อดี เป็นความดีอย่างหนึ่ง ดีอย่างแรกคือ ดีที่รู้ว่าหลง ดีอย่างที่สองก็คือว่า ได้สติ พาใจกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว แล้วดีอย่างที่สามคือ ดีที่อนุญาตให้หลงได้ ฟุ้งได้ ถ้าไม่อนุญาตมันยิ่งก่อกวนรังควานเข้าไปใหญ่

16 พ.ย. 68 - ทุกข์เพราะไม่รู้ใจ : การปฏิบัติก็เพื่อสิ่งนี้ เห็นทั้งข้างนอก เห็นทั้งข้างใน และสุดท้ายก็จะพบว่า ข้างนอกไม่ได้เป็นเหตุแห่งทุกข์เลย ถ้าพูดถึงความทุกข์ใจ ไม่ว่าจะเป็นการกระทําคําพูดของใคร ดินฟ้าอากาศ ความสําเร็จ ความล้มเหลว แต่ว่าการปรุงแต่งในใจ รวมทั้งความหลง ไม่รู้ทันความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ พยายามหมั่นฝึกเอาไว้ เห็นทั้งข้างนอก เห็นทั้งข้างใน เราจะได้ไม่ไปโทษสิ่งภายนอกมาก จนลืมที่จะดูแลใจเราให้มีสติให้มีปัญญาเป็นเครื่องคุ้มกันรักษาใจ แม้ว่าจะเผลอปล่อยให้อารมณ์ที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นในใจ แต่ก็ยังไม่สายที่เราจะรักษาใจไม่ให้ทุกข์ ไม่ให้ถูกอารมณ์เหล่านี้ทําลายได้

15 พ.ย. 68 - เห็นนอกเห็นในใจสงบ : การที่เราฝึก มามีสติอยู่ความคิดและอารมณ์ หรือมีใจเห็นความคิดและอารมณ์นี้เป็นของดี เพราะฉะนั้นเวลายุงกัด ยุงตอม มดกัด หรือเสียงหมาเห่าเป็นของดีเลย มาฝึกให้เรามาดูใจว่าใจกระเพื่อมไหม มีความไม่พอใจเกิดขึ้นไหม มีความวิตก มีความกังวลเกิดขึ้นหรือเปล่า นั่นเป็นของดีโดยเฉพาะถ้ามองในแง่ของการฝึก ให้มาเห็นทั้งข้างนอกและเห็นทั้งข้างใน และที่จริงไม่ใช่เป็นเฉพาะฝึกเวลาปฏิบัติอย่างเดียว แม้ขณะในชีวิตประจำวันก็จำเป็นต้องมีสิ่งนี้ด้วย พอไม่อย่างนั้นเราก็จะโดนอารมณ์ท่วมทับ เวลาใครพูดไม่ดีกับเรา เราก็โกรธ ถูกความโกรธเล่นงาน สั่งให้เราด่ากลับไป ตอบโต้กลับไป แต่เราไม่เห็นความโกรธ เราปล่อยให้ความโกรธครอบงำเรา แทนที่เราจะรู้ทันแล้วก็วางมันลง หรือว่าปล่อยให้มันเกิดขึ้นโดยที่ทำอะไรใจเราไม่ได้ ในชีวิตประจำวันที่เราทุกข์เพราะเราเห็นแต่ข้างนอก แต่เราไม่เห็นข้างใน อารมณ์ต่าง ๆ ก็เลยเล่นงานเรา รวมทั้งความคิดต่าง ๆ ก็ก่อกวนรังควาน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องหมั่นฝึกในชีวิตประจำวันด้วยไม่ใช่เฉพาะในการปฏิบัติเท่านั้น

14 พ.ย. 68 - เรียนรู้จากทุกอย่างที่เกิดขึ้น

13 พ.ย. 68 - สุขหรือทุกข์ก็อย่าทิ้งสติ : ที่เรามา ก็ถือว่าพวกเรามีโชค ที่เราไม่เจ็บไม่ป่วย ที่เรายังมีกำลังวังชา เอาสิ่งดีๆ เหล่านี้มาใช้เพื่อการปฏิบัติ เพื่อการฝึกฝนตน เพื่อให้มีสติ แล้วเพื่อเอามาใช้รับมือทั้งกับความสุข หรือว่าความพอใจที่เกิดขึ้น เพราะถ้าเราไม่สามารถจะวางใจให้ถูกต้องกับความสุข ความสบาย สิ่งที่ถูกใจแล้ว พอเจอความทุกข์ เจอความไม่สบาย เจอความไม่ถูกใจ เราก็ยิ่งทุกข์เข้าไปใหญ่เหมือนกันถ้าเกิดเราวางใจไม่ถูกกับคำชม คำสรรเสริญ เราหลงใหลได้ปลื้มกับมัน อยากโชว์อยากอวด ถึงเวลาเราเจอคำต่อว่าด่าทอ คำตำหนิ เราก็จะทุกข์

4 พ.ย. 68 - รู้ทันอุบายของความโกรธ : การให้อภัยหรือแผ่เมตตา ช่วยได้มาก เพราะถ้าเราให้อภัยได้ แผ่เมตตาได้ ความโกรธก็อยู่ไม่ได้ แต่ก็ไม่ยอมที่จะให้เราให้อภัย เพราะว่าจะบอกเราว่าให้อภัยได้ยังไง เดี๋ยวก็ได้ใจสิ ให้อภัยไม่ได้ อันนี้เป็นเหตุผลของความโกรธ เพราะรู้ว่าถ้าเราให้อภัย ก็จะหายไปจากใจเรา และขณะเดียวกันก็พยายามให้เราส่งจิตออกนอก พุ่งไปที่คนที่เราต้องการแก้แค้น เพราะกลัวว่าถ้าเราหันมาดูใจ จะเห็น เห็นผู้ร้ายที่หลบซ่อนอยู่ในใจ ความโกรธกลัวถูกรู้ ถูกเห็น ถ้าถูกรู้เห็นเมื่อไหร่ ก็จะละลายหายไป เมื่อกลัวถูกรู้ถูกเห็น ก็เลยพยายามล่อให้ส่งจิตออกนอก ออกไปสนใจสิ่งอื่นแทน อย่าหันใจ อย่าเอาความใส่ใจ ความสนใจกลับมาที่ใจ เพราะเดี๋ยวจะเห็นความโกรธ แล้วจะอยู่ไม่ได้ ฉลาดมากแต่ว่าไม่เกินความสามารถของสติที่จะรู้ทัน แล้วก็จัดการกับความโกรธนั้นอย่างละม่อม ไม่ใช่ด้วยการกดข่ม แต่เพียงแค่รู้ เห็น แบบรู้ซื่อ ๆ ก็อยู่ไม่ได้