เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ (จัดทำโดยลูกศิษย์)

29 ก.ค. 69 - ทางออกจากทุกข์อยู่ที่ใจ : การภาวนา โดยเฉพาะการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์ 8 ถ้าเราทำให้ครบถ้วน ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา เกิดสัมมาทิฏฐิขึ้น เราก็จะรู้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราเลย ไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย ความกระจ่างแจ้งในความจริงเช่นนี้ทำให้ปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ไม่เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่เวลามีมันในครอบครอง ก็ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี น่าพอใจ คือไม่ยึดติดกับมัน พอไม่ยึดติดกับมัน สูญเสียไป ใจก็ไม่ทุกข์ ทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการใคร่ครวญและการปฏิบัติ ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงบอกทางเอาไว้แล้ว เรียกว่า เป็นทางออกจากทุกข์ ก็มีอยู่แล้วในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่เราควรจะใคร่ครวญให้ลึกซึ้ง โดยเฉพาะเมื่อมาถึงวันนี้ เพราะว่าธรรมบทนี้อย่างที่อาตมาบอก มันคือแผนที่ชีวิต ที่บอกเส้นทางชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนตาย และยังบอกไม่ใช่ทางที่ต้องจะเจอความทุกข์เสมอไป เพราะทางออกจากทุกข์ก็มีอยู่ แม้ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องป่วย ต้องตาย ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ที่พอใจ แม้ต้องประสบกับสิ่งที่ไม่รัก ไม่พอใจ แต่ว่าเราทำได้ เจอทุกข์แต่ใจไม่ทุกข์ ถ้าเรารู้จักนำเอาธรรมะที่พระองค์สอนแสดงมาปฏิบัติ

28 ก.ค. 69 - สงบได้เพราะใจรู้ : ความสงบ สงบเพราะรู้ รู้ทันความคิดและอารมณ์ ไม่ใช่สงบเพราะไม่รู้ หรือสงบเพราะตัดการรับรู้ และถ้ารู้ทันความคิดและอารมณ์ ต่อไปก็พร้อมจะรับรู้เสียง รูป รสที่เกิดขึ้น ไม่ต้องตัดมัน เพราะว่าแม้จะได้ยินเสียงใจก็ไม่ทุกข์ มันก็ช่วยทำให้เราสามารถที่จะพบความสงบได้ แม้กลับไปบ้าน แม้ไปที่ทำงาน แม้อยู่ในเมือง อยู่ในตลาด ใจก็สงบได้ เสียงที่มากระทบหูก็ไม่ทำให้ใจเป็นทุกข์ ไม่จำเป็นต้องเก็บตัวอยู่ในห้องพระ ปิดประตูหน้าต่าง เปิดแอร์ จึงจะสงบได้ อยู่ท่ามกลางผู้คน ทำงานทำการ ใจก็สงบ อันนี้คือสงบเบื้องต้นที่จะพึงได้จากการปฏิบัติ ต่อไปก็จะสงบไม่ใช่เพราะสติ แต่สงบเพราะปัญญา ซึ่งอันนั้นก็เป็นอีกขั้นหนึ่งของการเข้าถึงความสงบในพุทธศาสนา

27 ก.ค. 69 - สิ่งที่ต้องระวังเมื่อเจอความไม่ถูกต้อง : ผู้ที่ใฝ่ธรรมเวลาเจอคนไม่ดีจึงต้องระวัง ไม่ใช่ระวังอะไรแต่ระวังใจเราว่า ความโกรธความเกลียดที่เกิดขึ้นจะดึงเอาความชั่วร้ายในใจเราออกมา ทำให้เรากลายเป็นอีกคนเหมือนกับถูกผีเข้าสิง หรือมิฉะนั้นมันก็จะคอยเป็นตัวดูดซับเอาความไม่ดีของคนอื่นมาไว้ในตัวเรา เราเกลียดเขาอย่างไรเราก็เป็นอย่างนั้น อันนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

26 ก.ค. 69 - ชีวิตดีเพราะมีตัวช่วย : บางทีต้องรู้จักหาตัวช่วยอย่างอื่นด้วย เช่น บางทีตั้งใจว่าจะทำแต่ว่าลืม ลืมเพราะว่าไม่ใช่เป็นนิสัยความเคยชิน แล้วก็มีอะไรที่ชวนให้หลงให้ลืมอยู่บ่อย ๆ ก็ต้องเอาการปฏิบัติไปผูกติดอยู่กับสิ่งที่เราทำเป็นประจำ เช่น ทุกวันเรากินข้าว อาบน้ำ ล้างจานทุกวัน ก็เอาการภาวนาหรือการปฏิบัติไปผูกติดอยู่กับสิ่งที่เราทำทุกวัน พอเรากินข้าวเสร็จแล้ว ก็นึกขึ้นมาได้ว่าต้องปฏิบัติแล้ว หรือก่อนจะกินข้าว ตื่นนอนขึ้นมา ล้างหน้าเสร็จแล้วก็ปฏิบัติเลย เพราะว่าเราจำได้ว่าอาบน้ำเสร็จ ต้องภาวนา ต้องปฏิบัติ แล้วต้องฉลาดในการหาตัวช่วยอย่างอื่นด้วย คนที่ชอบฟุ้งซ่าน ใจลอย บางทีก็ต้องรู้จักเอาปัจจัยภายนอกมาเป็นตัวช่วย ตัวเตือนสติ เช่น ไฟแดง ขับรถหลายคนไม่ชอบไฟแดง สัญญาณไฟแดง เจอสัญญาณไฟแดงทีไร หงุดหงิดทุกทีเพราะต้องหยุด แต่ถ้าเราลองเอาสัญญาณไฟแดงไปเป็นเครื่องเตือนใจว่า เอ้า ได้เวลาหยุดแล้ว หยุดฟุ้งซ่าน เห็นไฟแดงเมื่อไหร่ ก็คือเตือนสติให้หยุดฟุ้งซ่าน หยุดคิด กลับมาอยู่กับลมหายใจ อันนี้ก็เรียกว่าเป็นการหาตัวช่วย

24 ก.ค. 69 - ใช้ชีวิตแบบคิดเผื่อเสมอ : ชีวิตของคนสมัยใหม่ก็เป็นชีวิตที่เผื่อหลายอย่าง แต่ว่าหลายคนลืมเผื่อความตาย หรือความพลัดพรากสูญเสีย ซึ่งไม่ได้หมายถึงความตายของตัวเองหรือของคนที่เรารัก แต่คือความพลัดพราก สูญเสียทรัพย์สินเงินทอง ของรัก เผื่อไว้บ้างก็ดี เงินทองที่มีอยู่ในธนาคารอาจจะโดนกวาดไปเกลี้ยงเพราะพวกสแกมเมอร์มาเอาไป อย่างน้อยก็เผื่อใจไว้ แต่ถ้าทำได้มากกว่านั้นคือ นอกจากเผื่อใจไว้ก็ลงมือทำด้วย เช่น เผื่อใจว่าคนที่เรารักอาจจะจากไปวันนี้วันพรุ่งหรือว่าในเร็วๆนี้ อันนี้เผื่อใจ เรียกว่าทำจิต แล้วก็นำไปสู่การทำกิจก็คือว่า ปฏิบัติต่อเขาให้ดีที่สุด ฉะนั้นถ้าเราคิดเผื่อแบบนี้ แล้วขยายจากการทำจิตไปเป็นการทำกิจ ก็จะไม่มีอะไรให้ตนเองเศร้าเสียใจหากว่าเหตุร้ายเกิดขึ้น ถ้าคนเราเผื่อไว้เสมอมันจะไม่ลืมตัว เวลาไปประชุม หรือว่าไปเข้าตึกไหน หรือว่าไปสังสรรค์ ก็มองหาป้ายทางออกฉุกเฉินไว้บ้าง เผื่อไว้ เผื่อไฟไหม้จะได้หนีออกได้ทัน หรือเผื่อแผ่นดินไหวก็จะได้รู้ว่า จะวิ่งหนีไปทางไหน เรียกว่าใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท แต่อย่าให้ถึงกับประสาท ประสาทนี่ก็ไม่ดี ไม่ประมาทแต่อย่าถึงกับประสาท ถ้าเราเผื่อเอาไว้อย่างนี้เสมอ เราก็จะเป็นชีวิตที่ตื่นรู้ เตรียมพร้อมอยู่เสมอ และสิ่งที่ควรทำเราก็จะได้ทำ ไม่ปล่อยให้ค้างคาหรือบกพร่อง โดยเฉพาะการทำจิต ฝึกจิตฝึกใจ การทำหน้าที่ ทำความดีต่อคนที่เรารัก

23 ก.ค. 69 - สิ่งที่ผู้ใฝ่ธรรมพึงได้ : ยิ่งมันคิดเราก็ยิ่งรู้ ถ้าไม่คิดเราก็ไม่รู้ รู้อะไร รู้ทันความคิด แล้วถ้าเห็นความคิดบ่อยๆ ก็จะได้รู้สัจธรรมของความคิด สัจธรรมที่ว่าคือความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน หรือไตรลักษณ์ ความคิดฟุ้งซ่านแสดงไตรลักษณ์ให้เราเห็น อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นไหม และเรามองเห็นได้ถ้าหากว่าเรารู้จักใคร่ครวญ ไม่ใช่คิดแต่จะจ้องเอาความสงบ เอาสีเอาแสง ของบางอย่างมันเกิดขึ้น แต่เราไม่เห็น ไม่ใช่ไม่มี แต่ว่าเราไม่มองมัน ไม่ใส่ใจมัน เพราะเราคิดแต่จะเอาความสงบ ทั้งที่การได้เรียนรู้ก็เกิดขึ้นกับเราแล้ว ถ้านักภาวนาเน้นเรื่องการใฝ่รู้ ใฝ่เรียนรู้ มันยิ่งฟุ้งมันยิ่งคิด มันยิ่งได้รู้ รู้ทันความคิดซึ่งทำให้สติเติบโตได้เร็ว ยิ่งคิดก็ยิ่งได้สติ เพราะว่าสติมีแบบฝึกหัด จะระลึกได้ก็ต้องหลงหรือลืมก่อน ถ้าเราไม่หลงหรือไม่ลืม เราจะระลึกได้อย่างไร ระลึกได้ก็คือหน้าที่ของสติ จะจำได้ก็ต้องหลงก่อนหรือลืมก่อน จะรู้ตัวก็ต้องลืมตัวก่อน ฉะนั้นการลืมตัวก็ดี การหลงลืมก็ดี ก็เป็นข้อดีทำให้จิตได้พัฒนา มีสติรวดเร็วว่องไว มีความสามารถในการรู้ทันความคิดและอารมณ์ ซึ่งมีคุณค่ามาก

14 ก.ค. 69 - ธรรมะอยู่ฟากตาย : คนเราถ้ารู้จักตระหนักว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา ชีวิตไม่ใช่ของเรา อย่างน้อยร่างกายก็ต้องคืนให้กับธรรมชาติไปเมื่อถึงเวลา แต่พอไม่คืนเข้า ก็เลยเกิดความทุกข์ พยายามต่อสู้ขัดขืนกับความตาย พยายามไม่ยอมคืนร่างกายให้กับเจ้าของที่แท้คือธรรมชาติ ที่จริงความตายนี่มาเตือนเราว่า ไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย หลวงปู่มั่นท่านพูดไว้ดี ธรรมะนี่อยู่ฝากตาย หลวงปู่ดู่ พรหมปญโญ ก็พูดเหมือนกัน นิพพานอยู่ฝากตาย ในแง่หนึ่งก็หมายความว่า เวลาปฏิบัติธรรมก็ต้องพร้อมตาย หรือพร้อมที่จะมอบกายถวายชีวิต ไม่ว่าจะเดินธุดงค์ ไม่ว่าจะปฏิบัติอะไรก็ต้องพร้อมตายทุกเมื่อ ก็คือเจริญมรณสติอยู่เสมอ แต่ว่าความหมายที่ว่าธรรมะอยู่ฝากตายยังมีความหมายที่ลึกซึ้ง ก็หมายความว่า เราจะพบธรรมะก็ในฝากของความตาย หรือในยามที่ประสบความทุกข์ ความทุกข์หรือว่าฝากตายก็คือแรงที่อุดมไปด้วยธรรมะ เราจะเข้าใจธรรมะได้นี่ก็ต้องค้นหาจากความทุกข์ยาก หรือแม้กระทั่งในยามที่กำลังจะตาย ถ้าเราเข้าใจว่าธรรมะอยู่ฝากตายก็อาจจะทำใจได้ เวลาเดินธุดงค์แล้วปรากฎว่าถูกช้างเหยียบ ถูกเสือกัดตาย หรือว่ากลับมาแล้วโดนรถชนตาย เพราะว่าเมื่อจะปฏิบัติธรรมทั้งที่ก็ต้องพร้อมที่จะมอบกายถวายชีวิต พร้อมที่จะตายได้ทุกเมื่อ แต่ในขณะเดียวกันถ้ายังไม่ตายก็ต้องรู้ว่า ในความทุกข์หรือที่โบราณเรียกว่าฝากตาย คือโอกาสที่เราจะพบธรรม งั้นถ้าหากต้องการที่จะเข้าถึงธรรม ต้องไม่กลัวความทุกข์ ไม่กลัวความตาย และที่จริงก็เป็นอย่างนั้น เพราะว่าพอถ้าหากเราไม่เห็นธรรมในเวลาปกติ พอใกล้ตายก็จะเห็นธรรมขึ้นมา อย่างที่พระอรหันต์หลายท่านได้บรรลุธรรมตอนจะใกล้ตาย เพราะความตายสอนให้ท่านรู้ว่า ร่างกายไม่ใช่ของเราเลย ถึงเวลาที่ร่างกายจะคืนสู่ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือคืนสู่ธรรมชาติก็ต้องยอม เพราะถ้าไปยึดว่าเป็นของกู ของกู ไม่ยอมให้ ไม่ยอมคืนให้กับเจ้าของที่แท้ก็จะทุกข์ทรมาน แต่ถ้าคืนให้กับเจ้าของที่แท้คือธรรมชาติ ก็อาจจะพบกับนิพพานได้ หรือถึงไม่พบกับนิพพานก็จะพบว่า พบธรรมที่ทำให้จิตใจสุขสงบ ฉะนั้นเวลาเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นมา ให้เราอย่าไปหวั่นไหวว่าทำไมทำบุญ ทำไมปฏิบัติธรรม ถึงต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เพราะว่าถ้าเราวางใจเป็น นอกจากเราจะพร้อมรับความตายทุกเมื่อ เรายังพบว่าท่ามกลางความตายนั้นก็มีธรรมะให้เราได้เรียนรู้ หรือสามารถจะเข้าถึงได้ เพราะธรรมะก็อย่างที่หลวงปู่มั่นท่านว่าอยู่ฝากตาย

13 ก.ค. 69 - ฝึกตนให้สงบเย็น เป็นประโยชน์ : แม้ว่าเรายังอยู่ในโลก แต่ว่าใจเราเหนือโลกได้ ไม่ใช่ว่าต้องไปจัดการกับสิ่งต่าง ๆ ให้มันถูกใจเรา ให้มีคนแวดล้อมเราที่น่ารัก พูดจาไพเราะ สั่งอะไรก็ทำตาม หรือว่าคิดเหมือนเรา พูดเหมือนเรา อันนี้เรียกว่าถ้ายังติดยึดตรงนี้แสดงว่าใจยังไม่เหนือ ถ้าใจเหนือก็คือว่าสิ่งเหล่านี้ ปัจจัยเหล่านี้ รูปรสกลิ่นเสียงเหล่านี้ ทำอะไรใจเราไม่ได้ เจออะไร ใจก็ไม่ทุกข์ หรือว่าเจอการกระทบแต่ใจก็ไม่กระเทือน สุดท้ายก็ไปเกื้อโลกด้วย เกื้อโลก ไปช่วยเหลือโลก แม้ว่าจะเจอคำต่อว่าด่าทอ เจอความล้มเหลว เจอความเข้าใจผิด แต่ถ้าใจเราเหนือ ใจอยู่เหนือแล้ว มันก็ไม่หวั่นไหว ก็ทำอะไรได้ต่อเนื่อง นี่เรียกว่า อยู่ใน ใจเหนือ เกื้อโลก ซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวกับ สงบเย็น เป็นประโยชน์ ถ้าเราจับหลักนี้ได้ มันก็ทำให้การปฏิบัติของเราถูกทาง ตรงกับการปฏิบัติแบบพุทธ ครอบคลุมทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา ครอบคลุมทั้งการบำเพ็ญประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ครอบคลุมทั้งการทำจิตและการทำกิจ ไม่ใช่ไปจัดการแต่ภายนอกอย่างเดียว แต่ว่าจัดการภายใน ทำกิจนี่ก็รวมถึงการดูแลสุขภาพด้วย ดูแลสุขภาพให้ดี แต่ถ้ามันป่วยขึ้นมา ใจก็ไม่ทุกข์ แต่ถึงแม้ใจไม่ทุกข์นี่ก็ต้องรักษา เหมือนกับบ้านที่มันรั่ว หลังคารั่ว ใจไม่ทุกข์เพราะรู้จักทำจิต แต่ก็ต้องทำกิจคือซ่อมหลังคา ไม่ใช่ปล่อยให้มันรั่ว พูดง่าย ๆ คือ ทำจิต แม้จะหมายถึงการปล่อยวาง แต่ไม่ได้หมายถึงการปล่อยปละละเลย คนไม่เข้าใจ พอไม่เข้าใจเรื่องการทำกิจและทำจิต ก็คิดว่าปล่อยวางคือการปล่อยปละละเลย ปล่อยปละละเลยคือการไม่ทำกิจ ซึ่งไม่เหมือนกับการปล่อยวาง ปล่อยวางคือการทำจิต ต้องแยกแยะให้ถูก

12 ก.ค. 69 - ธรรมะจากซอมบี้ : มีศาสนา ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะไม่ได้เป็นซอมบี้ ศาสนาก็สามารถทำให้คนเป็นซอมบี้ได้เหมือนกัน คือมีร่างมนุษย์แต่ว่าไม่มีจิตใจ ไม่มีความเป็นมนุษย์ เพราะว่ามีความโกรธ ความเกลียด ศาสนาพุทธก็เหมือนกัน ถ้าไปคลั่งมากมันทำให้เรากลายเป็นซอมบี้ได้เหมือนกัน มันก็มีมาแล้ว ชาวพุทธญี่ปุ่นสนับสนุนการทำสงครามในจีนและเกาหลี เพื่อให้มีศาสนาพุทธที่บริสุทธิ์กว่าในประเทศเหล่านั้น หรือศาสนาพุทธในบ้านเรา ที่ไปปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังพวกมุสลิมก็เหมือนกัน หรือแม้กระทั่งศาสนาพุทธที่บอกว่าฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป อันนี้ก็เป็นเพราะว่าความคลั่งในศาสนา มันไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเราจะไม่เป็นซอมบี้ แต่ถ้ามีธรรมะ มีสติ มีความรู้สึกตัว มันก็ช่วยทำให้เรามีความเป็นมนุษย์ จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึกตัว เพราะถ้ารู้สึกตัวเป็นครั้งเป็นคราว ปล่อยให้ความหลงเข้ามาครอบงำ มีความโกรธความเกลียด เราก็สามารถจะกลายเป็นซอมบี้น้อยๆ ได้ ในช่วงที่คนไทยกำลังพูดถึงเนเน่ ให้พิจารณาความหมายของซอมบี้ที่เนเน่ร้องเยอะๆ หน่อยก็ดี มันจะได้เกิดการธำรงรักษาความเป็นมนุษย์ในใจของเรา ไม่ใช่ว่าร้องเพลงซอมบี้แต่ตัวเองเป็นซอมบี้เสียเอง อันนี้มันก็น่าหัว

10 ก.ค. 69 - รู้ตัวได้ไว ก็พลั้งพลาดได้ยาก : เวลาเราเจริญสติ สติทำงานอย่างไร แล้วการเจริญสติที่เราฝึกมา เราฝึกให้เกิดสัมมาสติโดยใช้วิธีที่ยอมให้ฟุ้งได้ ยอมให้เผลอได้ แต่ยิ่งเผลอก็ยิ่งรู้ อย่างที่หลวงพ่อเทียนว่า ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้ ยิ่งเผลอ สติก็ยิ่งไวเพราะได้ฝึก แต่ถ้าเราไม่ยอมเผลอ เราจะพยายามบังคับจิตให้นิ่ง เราจะได้ความสงบ แต่ว่าสติจะเรียกว่าไม่เกิดก็ได้ หรือไม่พัฒนาก็ได้ ถ้าเรายอม ฝึกบ่อย ๆ แล้วถ้าฝึกบ่อย ๆ นี่จะมาเอง จะมาช่วยเราได้ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน โดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาช่วยเรา มาเตือนเรา มาทักเรา อย่างกรณีของพนักงานขับรถที่มาทักนายทหารคนนั้นซึ่งหวุดหวิดจะกลายเป็นฆาตกรไปแล้ว คนเราจะต้องเจอกับวิกฤตต่าง ๆ มากมายที่ทำให้เกิดอารมณ์ท่วมท้น แล้วทำให้เราทำอะไรบางอย่างที่เกิดความเสียหายหรือเกิดความเสียใจ เว้นแต่ว่าเรามีสติมาช่วยเตือนให้เรากลับมารู้เนื้อรู้ตัวได้ไว และนี่แหละจะเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับการปฏิบัติมาก

9 ก.ค. 69 - อย่าหลงเชื่อความคิดหรือยึดมั่นตรรกะ : ความโกรธ ความฟุ้งซ่าน ความหงุดหงิด ความเศร้า จริงๆ แล้วมันก็เป็นสภาวธรรมธรรมดา แต่คนเรามักจะไปให้สมมติกับมัน ไปยึดกับสมมติว่ามันไม่ดี มันเป็นอกุศลธรรม มันเป็นสิ่งอกุศล ต้องจัดการ พอมันเกิดขึ้นก็เลยเกิดความทุกข์ขึ้นมา เพราะเราไปให้ค่าหรือเราไปติดสมมติที่ให้กับอารมณ์ความคิดเหล่านั้น ถ้าเรามองว่ามันเป็นกลางๆ มันเกิดขึ้นเราก็แค่รับรู้มันเฉยๆ ไม่ให้ค่ามัน จะเป็นความโศกความเศร้า ความหงุดหงิด เราก็มองมันอย่างกลางๆ มันก็ไม่ทุกข์ ที่เรามาเจริญสติกันเพื่อที่เราจะได้มามองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับกายและใจ โดยไม่ไปให้ค่า โดยไม่ไปติดกับสมมติ มีความโกรธเกิดขึ้น มีความเศร้าเกิดขึ้น เราก็แค่ดูมันเฉยๆ สักแต่ว่าเห็น แต่พอเราไปให้ค่าว่ามันเป็นลบ เราก็จะร้อนใจ เราก็หงุดหงิด เราก็จะพยายามกำจัดมัน ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการเพิ่มความทุกข์ให้กับเรา ลองมองมันอย่างไม่ตัดสิน อย่างเป็นอิสระจากสมมติดู เราจะพบว่ามันสอนธรรมให้กับเราได้มาก เราจะเห็นธรรมะจากความโกรธ ความเศร้า ความหงุดหงิด ได้ดีไม่น้อยไปกว่าอารมณ์ฝ่ายบวก หรืออาจจะดียิ่งกว่าก็ได้ พอเราไปให้ค่าหรือไปสมมุติว่ามันไม่ดี มันก็ทำให้เราไม่สบายใจ เหมือนกับเราให้ค่าว่าเงินที่ได้นี่น้อย ทั้งที่เงินก็เป็นก้อนใหญ่ พอเราไปมองว่ามันน้อย เราก็ทุกข์เลย แต่ถ้าเรามองว่ามันมาก เราก็มีความสุข ถ้าเราไปมองว่ามันก็ไม่มากไม่น้อย มันธรรมดาๆ มันก็ไม่มีอิทธิพลต่อเรา ก็แค่เห็นมันเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งภายนอกหรือภายในก็ตาม การปฏิบัติธรรมก็คือการฝึกใจให้เห็นว่า สมมตินี้มันมีมากมายหลากหลาย อย่าไปยึดติดกับสมมติมาก รู้จักใช้มันให้เป็น ความคิดความเข้าใจกติกาก็รู้ว่ามันมีข้อจำกัด รวมทั้งตรรกะด้วย อย่าไปหลงเชื่อตรรกะของเรา เพราะคนอื่นเขาก็มีตรรกะอีกแบบหนึ่ง อย่าไปเชื่อความคิดของเรา เพราะความคิดของเราอาจจะไม่ใช่ความถูกต้องจริงแท้ก็ได้ ที่จริงมันก็ล้วนแต่เป็นเรื่องสมมติทั้งนั้นแหละ แล้วถ้าเรารู้จักรู้ทันสมมติ สมมติมันก็ไม่สามารถจะมีอิทธิพลต่อชีวิตเราได้ แต่เราใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ไม่ว่าสมมติที่เกี่ยวข้องกับวัตถุสิ่งของผู้คน หรือว่าความคิดอารมณ์ภายใน

8 ก.ค. 69 - ปกติคือสุข แต่ป่วยก็ไม่ทุกข์ : เราฝึกได้ ถึงแม้เราจะรู้ว่าการที่สุขภาพดี ชีวิตปกติ เป็นความสุขที่ควรจะรู้จักชื่นชม แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง นอกจากเราจะฝึกใจให้รู้จักชื่นชมความปกติว่าเป็นความสุข ถือว่าเป็นโชคที่เรามีสุขภาพดี ไม่ต้องมีอะไรมากกว่านั้น เราก็มีความสุข เพียงแค่กินอิ่มนอนอุ่น สุขภาพดี หายใจได้ปกติ ไม่เจ็บไม่ป่วย ไม่มีอะไรจะมาบีบคั้นร่างกาย ไม่พิการ ซึ่งส่วนใหญ่เราก็มีอยู่แล้วทุกวันนี้ แต่เท่านั้นไม่พอ นอกจากการชื่นชมสิ่งดีๆ ที่มีอยู่แล้ว เราก็ต้องเตรียมใจยอมรับเวลาที่พลัดพรากสูญเสียไป และมีความเจ็บความปวด มีทุกขเวทนามาแทนที่ มีความติดขัดมาแทนที่ อย่างน้อยเราทำใจยอมรับ ก็ต้องรู้จักฝึก ว่าทำอย่างไรไม่ให้ทุกขเวทนามาบีบคั้นใจ มีความปวดแต่ไม่มีผู้ปวด อันนี้ต้องอาศัยการเจริญสติ หรืออย่างน้อยก็มีสมาธิ มันปวดที่ขา มันปวดที่ท้อง ก็เอาจิตไปจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ ไปจดจ่ออยู่ที่มือที่กำและแบ อันนี้ก็ช่วยลดความเจ็บความปวดได้ กายปวดแต่ว่าใจไม่ทุกข์เท่าไหร่ ต้องฝึกเอาไว้ ถ้าไม่เช่นนั้นถือว่าเราประมาท แล้วก็ไม่ต้องรอให้แก่เสียก่อน เป็นหนุ่มเป็นสาวก็ยิ่งต้องฝึก เพราะเราไม่รู้ว่าความเจ็บความป่วยจะมาเยือนเมื่อไหร่ บางทีไม่ได้แค่เยือนเฉยๆ มาปักหลักเลย ปักหลักจนลมสุดท้าย แต่ว่าแม้จะปักหลักอย่างไร มันก็ทุกข์แต่กายแต่ใจไม่ทุกข์ อันนี้เราทำได้

7 ก.ค. 69 - รู้ตัวเมื่อไร ก็ใกล้ชิดหลวงพ่อเทียน : การมีสติ ระลึกรู้กายและใจ ท่านสอนอย่างไรเราก็ปฏิบัติตามจนกระทั่งเกิดผล เมื่อเราเข้าถึงหรือสัมผัสภาวะเช่นนี้ได้ สิ่งที่เป็นสถานที่ที่ชวนให้ระลึกถึงท่าน หรืออนุสรณ์สถานก็ดี ภาพหรือว่าข้าวของเครื่องใช้ที่ท่านเคยใช้ อันนั้นมันก็จะมีความสำคัญกับเราน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะว่าเราได้ถึงสิ่งที่สำคัญกว่า อันนี้ก็เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระวักกลิ พระวักกลิอยากจะเฝ้า อยากจะเดินตามใกล้ชิดพระพุทธเจ้า เพราะไปเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างคือพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เลยตรัสว่าที่จริงไม่ใช่หรอก ที่เห็นมันไม่ใช่พระพุทธเจ้า ต่อเมื่อเห็นธรรมจึงเห็นเรา ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม หมายความว่าที่เห็นด้วยตามันยังไม่ใช่ของจริง มันต้องสัมผัสด้วยใจ คือใจที่เข้าถึงธรรม และธรรมที่ว่า ท่านหมายถึงไม่ใช่แค่โมกขธรรม แต่ยังหมายถึงปฏิจจสมุปบาท คือเข้าใจวงจรแห่งความทุกข์ เข้าถึงความพ้นทุกข์ ท่านเรียกว่าญายธรรม ธรรมเครื่องออกจากทุกข์ ถ้าเข้าใจถ้าเห็นธรรมนั่นแหละ ถึงจะเห็นพระองค์ เช่นเดียวกัน ถ้าเราเข้าใจหรือเข้าถึงภาวะที่โปร่งโล่ง เป็นอิสระจากความทุกข์ เกิดความรู้ตัวอย่างแท้จริง เรียกว่ารู้ตัวเต็มร้อย ก็เหมือนว่าเราได้ใกล้ชิดกับครูบาอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นหลวงพ่อคำเขียน หลวงพ่อเทียน ส่วนสถานที่ สิ่งที่เป็นวัตถุรูปธรรม อันนั้นก็เป็นส่วนเสริม แม้กระทั่งพระพุทธรูปก็เป็นส่วนเสริม จะได้ไป 4 สังเวชนียสถานหรือไม่ ก็ไม่สำคัญ เพราะว่าใจได้ใกล้ชิดกับพระองค์แล้ว ถ้าเกิดว่าเราปฏิบัติจนเข้าถึงสภาวธรรมอย่างแท้จริง

6 ก.ค. 69 - จากใจใฝ่เสพเป็นใจใฝ่รู้ : ถ้าเรามีใจใฝ่รู้ แทนที่จะเป็นใฝ่เสพ เจอความไม่สงบในวัด หรือเจอความไม่สงบที่ไหนก็ตาม เราจะไม่หงุดหงิดหัวเสีย เรากลับมองว่าดี ได้เรียนรู้ ได้รู้ใจตัวเอง ได้เรียนรู้ผู้คนที่เขาทำตัวไม่น่ารัก ได้เรียนรู้เรื่องโลกธรรม 8 แล้วก็ได้ฝึก ได้ทดสอบ ดั้งนั้น ถ้าเรามีใฝ่รู้ มันจะนำไปสู่ใจที่ใฝ่ทำ ซึ่งตรงข้ามกับใจที่ใฝ่เสพ หรือใฝ่เอา ชาวพุทธนี่ ถ้าหากว่าเราขยันทำบุญมาก ๆ แล้วเราไม่ระวัง มันจะมีใจที่ใฝ่เอา ใจที่ใฝ่ได้ อยากได้อยากเอา อยากได้โชคอยากได้ลาภ แล้วพอเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ก็จะโวยวายตีโพยตีพาย ทำไมฉันทำบุญแล้วจึงต้องมาเจ็บป่วย แต่คนที่มีใจใฝ่เรียนรู้ ก็จะไม่ทุกข์เลย ก็จะไม่โวยวายตีโพยตีพาย ถือว่ามาก็ดี ได้เรียนรู้ ได้เรียนรู้เรื่องทุกข์ ได้เห็นธรรมชาติของความทุกข์ ถ้ามีใจใฝ่เสพ เวลาเจ็บป่วยมันอยากจะหาย ตรงนี้ที่หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเตือนเอาไว้ ท่านบอก อันความอยากหายจากทุกขเวทนา ท่านบอก อย่าอยากหาย เพราะถ้าอยากหาย มันจะเป็นตัวสมุทัย ซ้ำเติมเพิ่มความทุกข์ให้มากขึ้น ถ้าอยาก ให้อยากเห็นสัจธรรมจากความทุกข์ที่แสดงออกที่กายกับใจ ตัวนี้แหละที่มันจะเป็นตัวมรรค ที่ทำให้ ออกจากทุกข์ได้ มันก็ไม่ง่ายที่เวลาเราเจ็บป่วย เรารู้จักวาง วางความอยากหาย แต่มาเสริมความอยากเรียนรู้สัจธรรมจากทุกขเวทนา แต่ถ้าเราฝึกภาวนาด้วยใจที่คิดจะละ ใจที่ละอยู่เสมอ ละความอยาก ละความคาดหวัง ในยามที่เรายังไม่เจ็บไม่ป่วย เราก็ได้เรียนรู้การละ ได้ฝึกการละ ไม่ต้องละอะไรมาก ละความอยาก ละความคาดหวัง ละความอยากได้ความสงบ อยากให้จิตมันนิ่ง ถ้าเราฝึกอย่างนี้เรื่อย ๆ ต่อไป ถึงเวลาเราเจอโลกธรรม 8 โลกธรรมฝ่ายลบ เจอความเจ็บป่วย จิตที่คิดจะเอามันก็จะไม่มาครอบงำใจ แต่จิตที่คิดจะเรียนรู้ จิตใจที่ใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา นี่มันจะเข้ามาเป็นใหญ่ และก็ช่วยทำให้เราได้กำไรจากความเจ็บป่วย ได้กำไรจากโลกธรรมฝ่ายลบ

5 ก.ค. 69 - ศิลปะแห่งการไม่ทำอะไรเลย : จะว่าไปแล้ว การไม่ทำอะไรเลย มันก็เป็นไปได้ แม้ใหม่ ๆ ไม่ทำกิจ แต่ทำจิต มีการบังคับจิต มีการจ้อง เฝ้าดูความคิด แต่พอเราฝึกไปถึงจุดหนึ่ง เราก็ไม่เป็นต้องบังคับจิต ไม่จำเป็นต้องเฝ้ามองความคิดเลย เพราะสติทำงานแทน เราไม่ต้องทำอะไรเลย ก็ยังอยู่ได้ การที่ไม่ทำอะไรเลย มันก็เป็นไปได้เหมือนกัน ซึ่งอันนี้ก็จะว่าไปแล้ว มันก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ที่เราต้องฝึก เพราะถ้าเราพัฒนาหรือฝึกศิลปะนี้ได้ การอยู่กับตัวเองจะเป็นเรื่องง่าย การที่จะมีความรู้สึกตัวในเวลาเจอสิ่งล่อเร้าเย้ายวน หรือเจอเหตุร้าย แต่เราก็จะตั้งสติได้เร็ว มีความรู้สึกตัวได้เร็ว แล้วก็หลุดจากความทุกข์ได้เร็ว ก็เกิดขึ้นได้ง่าย แล้วมันก็เริ่มต้นมาจากการที่เราฝึกการไม่ทำอะไรเลย แต่ต้องไม่ทำอะไรอย่างมีศิลปะ อย่างถูกต้อง ไม่อย่างนั้นก็อาจจะพาเราไปหลงทิศหลงทางได้

4 ก.ค. 69 - หมั่นสร้างสิ่งเตือนใจในทางกุศล : ถ้าหากว่าเราได้ทำอะไรซ้ำ ๆ กัน โดยเฉพาะที่เป็นสิ่งดี ๆ สวดมนต์ก็ตาม ทำสมาธิก็ตาม เจริญสติก็ตาม หรือแม้แต่นึกถึงคำสอนครูบาอาจารย์อยู่เรื่อย ๆ ถึงเวลาที่เกิดวิกฤตขึ้นมา เกิดภาวะคับขันหน้าสิ่วหน้าขวาน จิตจะทำงานเอง สติจะออกมาเตือนคนที่ระลึกถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์อยู่บ่อย ๆ ถึงเวลาที่เครื่องบินจะตก รถจะชน หรือแม้กระทั่งจมน้ำ แทนที่จะเกิดความตื่นตระหนก จิตกลับนึกถึงหลวงพ่อ นึกถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ นึกถึงบทสวดมนต์ที่ทำเป็นประจำ และการระลึกนึกถึงเหล่านี้ช่วยเตือนใจให้กลับมามีสติ มีความรู้สึกตัว มีความสงบ ถึงแม้เราจะรู้ว่า เมื่อจะตาย ให้นึกถึงพระ ละทุกสิ่ง แต่ตอนเวลาจะตายจริง ๆ ถ้าไม่ได้ฝึกเป็นประจำ มันนึกไม่ออก มันจะนึกถึงแต่เรื่องราวในอดีต อาจจะนึกถึงความผิดพลาด เรื่องที่รู้สึกผิดติดค้างใจ หรือความกลัว ว่าจะไปอบาย พวกนี้จะมารุมเร้าแทนแต่ถ้าหากว่าเราฝึกอยู่เสมอ ในเรื่องการเจริญสติ หรือการระลึกถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ที่เรียกว่าเจริญพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ อยู่เป็นประจำ หรือระลึกถึงสิ่งที่เป็นกุศล นึกถึงครูบาอาจารย์ที่เคารพนับถือ ทำบ่อย ๆ ถึงเวลาที่เป็นช่วงวิกฤต หรืออยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต ก็จะระลึกถึงได้เอง เป็นการเตือนจิตให้กลับมามีสติ โดยที่ไม่ต้องตั้งใจนึก แต่มันทำงานเอง การที่เราหมั่นสร้าง สะสม ตัวเตือนสติหรือเครื่องเตือนจิต ให้นึกถึงสิ่งที่เป็นกุศล มันคือสิ่งที่ต้องทำสม่ำเสมอ แล้วเมื่อถึงเวลา ไม่ต้องคิด เพราะตอนนั้นมันคิดไม่ออกอยู่แล้ว ถ้าเกิดช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานคับขัน แต่ว่าจิตจะทำงานเอง เพราะว่ามีเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงสิ่งดีงาม เป็นเครื่องเตือนใจที่เกิดจากการฝึกอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ

3 ก.ค. 69 - อย่าทิ้งงานภายใน : คนเรานี่ ความสุขไม่ได้เกิดจากการเสพ แต่เกิดจากการทำสิ่งที่มีประโยชน์ ยิ่งถ้าเอาสิ่งที่ทำมาเป็นจุดหมายของชีวิต แม้จะเป็นงานเล็กงานน้อย มันก็มีคุณค่า แต่ก็อย่าไปเน้นงานภายนอกมากนัก เพราะว่าพอแก่ตัวมาก ๆ งานภายนอกก็ทำได้ยากแล้ว ไม่มีแรงไปกวาดใบไม้ที่วัด ไม่มีแรงไปเป็นจิตอาสาแยกขยะ บางทีอาจจะต้องนอนติดเตียง แต่ว่าชีวิตก็ยังมีเป้าหมาย ถ้าเปลี่ยนจากงานภายนอกเป็นงานภายใน งานภายใน เช่น ฝึกจิต ให้มีสติ ให้มีความรู้สึกตัว ฝึกให้อยู่กับทุกขเวทนา อยู่กับความเหงาให้ได้ หลายคนทำแต่งานภายนอก พอติดเตียงเข้า เคว้งเลย กระสับกระส่าย อันนี้เพราะว่าไม่รู้จักทำงานภายใน พอไม่รู้จักทำงานภายใน มันก็จะมีความเบื่อ ความฟุ้งซ่าน ความโศก ความเศร้าเสียใจ เพราะไปนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต หรือไม่ก็ไปปรุงแต่งถึงภาพอนาคตในทางลบทางร้าย ทั้งหมดนี้มันเป็นการบ้านสำหรับงานภายในได้ดีเลย พอทำงานภายใน อยู่กับปัจจุบัน รู้จักปล่อยรู้จักวางความคิดและอารมณ์ต่าง ๆ จนสามารถจะพบความสงบภายใน เป็นมิตรกับตัวเองได้ บางทีเราทำงานภายนอกเพื่อหนีตัวเอง แต่พอไม่มีงานทำ ต้องเผชิญหน้ากับตัวเอง ก็ทุกข์มากเลย เพราะรู้สึกแปลกแยกกับตัวเอง แต่งานภายในมันทำให้เป็นมิตรกับตัวเอง แม้อยู่คนเดียว อยู่บนเตียง ทำอะไรไม่ได้ ก็ยังไม่ทุรนทุราย พบความสงบภายใน หรือสามารถจะเปลี่ยนทุกขเวทนาให้เป็นอุปกรณ์สอนธรรมก็ได้ งานภายนอกสำคัญ ต้องรู้จักหา เพื่อทำให้ชีวิตมีคุณค่า แต่อย่าเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกติดอยู่กับงานภายนอกมาก เพราะถึงวันหนึ่งจะทำงานภายนอกไม่ได้ เพราะเจ็บ เพราะป่วย เพราะแก่ แต่ถ้าเรารู้จักทำงานภายใน แม้ว่าจะป่วย แม้จะแก่ เราก็ยังสามารถจะอยู่กับความเป็นจริงได้ด้วยใจที่ไม่ทุกข์ และมันทำให้ไม่มีความสงสัยว่าชีวิตมันไร้ค่า ยิ่งถ้าทำงานภายในจนกระทั่งถอนความยึดติดในตัวตนได้ ก็ไม่มีความปรารถนาที่จะทำให้ตัวเองมีคุณค่าแล้ว หรือไม่แคร์แล้ว เพราะว่ามันไม่มีตัวตนที่จะไปถนอมรักษาหรือกังวล ไม่มีตัวกูที่จะแสวงหาคุณค่าให้กับตัวเอง อยู่อย่างไม่ต้องแสวงหาความหมายของชีวิต อยู่อย่างไม่ต้องแสวงหาคุณค่าของตัวเองก็ได้ เพราะว่ามันไม่มีตัวกูจะให้พะวงหรือให้กังวลอีกต่อไป อันนี้ก็เป็นผลของงานภายใน ซึ่งถ้าหากว่าเรารู้จักทำนี่ มันจะไม่มีความทุกข์ ไม่มีความรู้สึกว่างเปล่าเคว้งคว้างในชีวิตเลย

2 ก.ค. 69 - พื้นฐานของชีวิตและธรรมทั้งปวง : เวลามีความรู้สึกตัว เราก็จะเห็นความคิดเกิดขึ้น แล้วก็จะรู้ว่าความคิดไม่ใช่เรา อารมณ์ที่เกิดขึ้นอารมณ์นั้นก็ไม่ใช่เรา การที่เห็นความจริงแบบนี้ ช่วยให้จิตไถ่ถอนจากความยึดติดถือมั่นในตัวกูของกูได้มาก ถอนมาทีละนิดๆ แต่ก่อนทำอะไรก็กูทำ กูเดิน กูกิน กูคิด กูโกรธ แต่ตอนหลังเริ่มเห็นแล้ว มันไม่ใช่กูที่ทำ มันเป็นรูปที่ทำ หรือเป็นนามที่ทำมากกว่า หลวงพ่อเทียนใช้คำว่า เห็นรูปทำ นามทำ แต่ก่อนมีแต่กูทำ กูเดิน กูนั่ง กูกิน ตอนหลังเห็นว่าเป็นรูปที่นั่ง เป็นรูปที่กิน ส่วนความคิดนี่ไม่ใช่กูคิด เป็นนามที่คิด ความโกรธก็ไม่ใช่กูโกรธ เป็นนามที่โกรธ เห็นว่าความคิดไม่ใช่เรา ความโกรธไม่ใช่เรา ก็ช่วยทำให้เราได้เห็นความจริงของอารมณ์ภายใน ก็คือความคิดและอารมณ์ ว่ามาแล้วก็ไป ไม่เที่ยง ช่วยเปิดเผยสัจธรรม ความรู้สึกตัวช่วยทำให้ความคิดและอารมณ์ หรือรูปและนาม เปิดเผยความจริงออกมาว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แต่ก่อนทั้งที่รูปนามอยู่กับตัว แต่ว่าไม่เห็น ไปคิดว่ารูปเป็นเรา นามเป็นเรา รูปเป็นของเรา นามเป็นของเรา แต่พอมีความรู้สึกตัวอย่างต่อเนื่อง จะเห็น รูปนามก็แสดงสัจธรรมให้เราเห็นว่า มันคือรูป ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา นามก็คือนาม ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา ก็ช่วยทำให้ใจเริ่มเห็นความจริง เป็นการออกจากความหลงอีกชนิดหนึ่ง ทีแรกหลงเพราะไม่รู้ตัว แต่ตอนหลังกลายเป็นว่ายังมีความไม่รู้อีกชนิดหนึ่ง คือการไม่รู้ความจริง แล้วพอรู้ความจริงแล้ว ความทุกข์ก็จะเบาบางหรือหายไป

1 ก.ค. 69 - ชีวิตขึ้นหรือลงใจก็คงที่ : คนเราถ้าหากว่ารู้ เข้าใจถึงความไม่เที่ยง ไม่ว่าจะเป็นคำชื่นชมสรรเสริญหรือความสำเร็จ หรือลาภยศสรรเสริญ ถึงเวลามันเสื่อมไป จากคำชื่นชมเป็นคำต่อว่าด่าทอ โห่ฮา หรือจากชัยชนะเป็นความพ่ายแพ้ จากความสำเร็จเป็นความล้มเหลว เราก็ยังอยู่ได้ โดยเฉพาะถ้าเราไม่เอาค่าของเราไปผูกติดอยู่กับความสำเร็จอย่างที่พูดไว้ก่อน ถ้าคนเราเอาค่าของตัวเราไปผูกติดอยู่กับผลงาน อย่างที่มีคนพูดว่าค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน เวลางานย่ำแย่ อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ดี หรืออาจจะดีแต่ไม่ถูกใจคน คนไม่ชื่นชมสรรเสริญ ก็รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ที่จริงไม่ใช่เลย ค่าของคนเราอย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสว่า สงบเย็น เป็นประโยชน์ ถ้ารู้จักเข้าถึงความสงบเย็น แล้วใช้ชีวิตเป็นประโยชน์ได้ นั่นถือว่ามีชีวิตที่งดงามแล้ว ส่วนเขียนหนังสือหรือทำอะไรแล้วไม่ประสบความสำเร็จ คนไม่ชื่นชมสรรเสริญ นั่นเป็นเรื่องของโลก แต่ไม่ใช่เรื่องของเรา เราทำได้ถึงสิ่งที่เป็นคุณค่าที่แท้แล้ว จริงๆ แล้วค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ผลของงาน แต่ก็ยังดีกว่าเอาค่าของคนไปผูกติดอยู่กับเงินทองชื่อเสียง เสื้อผ้าหน้าผม อย่างไรก็เอาผลของงานหรือการกระทำมาเป็นเกณฑ์ในการวัดค่าของคนหรือของตัวเราก็ยังดีกว่า แต่สุดท้ายก็ต้องเป็นอิสระจากความสำเร็จ คำชื่นชมสรรเสริญ ให้ถือว่ามันเป็นเรื่องของโลก ไม่ใช่เรื่องของเรา ถ้าเข้าใจความจริงของชีวิตแบบนี้ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มีความผันผวนปรวนแปรอย่างไร ชื่นชมสรรเสริญหรือคำตำหนิต่อว่าด่าทอ จะประสบความสำเร็จหรือไม่สำเร็จ จะขึ้นหรือลง ตอนนั้นก็ไม่สำคัญเท่าไหร่

30 มิ.ย. 69 - อย่าให้พลังลบครองใจ : ความโกรธความเกลียดนี้มีพลัง แต่เป็นพลังลบที่น่ากลัวมาก ถ้าเรารักษามัน ถนอมมันเอาไว้ นอกจากมันจะเผาลนกรีดแทงใจเราแล้ว มันยังสามารถทำให้เราตกต่ำย่ำแย่ได้ ยิ่งเกลียดความไม่ถูกต้องของใคร ก็ง่ายมากที่จะซึมซับเอาความไม่ถูกต้องของคนนั้นมาเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา มันก็เลยเห็น ยิ่งไม่ชอบความไม่ถูกต้องของใคร เราเองกลับทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อาจจะยิ่งกว่าด้วยซ้ำ อันนี้เพราะพลังลบ คือความโกรธความเกลียด แต่ถ้าเราพยายามสร้างพลังบวกขึ้นมา เช่น ความรัก ความเมตตา มันสามารถทำให้เราทำสิ่งที่เหมือนกับปาฏิหาริย์ได้ คนเราเลือกได้ว่าจะสะสมพลังลบหรือพลังบวกไว้ในใจ ก็ต้องมีสติด้วย เป็นเบื้องต้น รู้ว่าเรามีพลังลบอยู่ในใจ มีความโกรธความเกลียด ก็อย่าให้มันครองใจ และพยายามที่จะปลุกพลังบวกขึ้นมา ความรักความเมตตา อันนี้ทำให้จิตใจเรามีพลัง แล้วก็สามารถทำให้เรามีความสุขได้ง่าย และทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลได้ หรือที่สุดนี่ก็สามารถทำให้มีพลังในการอยู่รอดได้ แทนที่จะตายเสียก่อนเพราะว่าเกิดวิกฤต ก็สามารถที่จะ เอาตัวรอดได้ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อผู้อื่น

29 มิ.ย. 69 - เห็นคุณค่าตัวเองจนเป็นอิสระ : คนส่วนใหญ่ยังมีความคิดว่า มีเรา แต่เมื่อมีเราแล้ว ก็ต้องระวัง อย่าไปยึดว่าอะไร ๆ เป็นของเรา ถ้าคิดว่าเป็นของเราเมื่อไหร่ เราเป็นของมันทันทีเลย ไม่ใช่เฉพาะคน เงินทอง ทรัพย์สมบัติ งานการ แม้กระทั่งสิ่งที่อยู่ในใจ เช่น ความคิดและอารมณ์ เป็นเพราะไม่รู้ ก็เลยไปยึดว่าความคิดเป็นเรา เป็นของเรา เราก็เลยเป็นของมันทันที ความคิดเป็นนายเรา อารมณ์เป็นนายเรา เพราะไปหลงยึดว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา แม้ว่าจะเป็นอารมณ์อกุศล ความคิดลบคิดร้าย แต่พอไปยึดมั่นว่ามันเป็นเรา มันเป็นของเรา เราเป็นของมัน มันก็มาทำร้ายจิตใจ เกิดความโศก ความเศร้า ความกลัดกลุ้มได้ การมีสติ เห็นว่าความคิดและอารมณ์ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันช่วยให้ใจเป็นอิสระ อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ต่อไปก็จะทำให้เกิดปัญญา จนเห็นว่าสิ่งภายนอกก็เช่นกัน ก็ไม่ใช่ของเรา ยึดว่าเป็นเรา เป็นของเราไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคน พ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน สามีภรรยา เงินทอง ทรัพย์สมบัติ หรืองานการ มันเป็นสิ่งที่มาช่วยทำให้ชีวิตทำประโยชน์ แต่ว่ามันไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา ถ้าไปหวังอยากให้มันอยู่ในอำนาจของเรา เราก็จะอยู่ในอำนาจของมันทันทีเลย แล้วก็ตกเป็นทาสของมัน หาความสุข ความสงบ ความเย็นไม่ได้เลย อันนี้ก็ต้องตระหนักเอาไว้อยู่เสมอ อย่างน้อยก็ให้เห็นว่า คุณค่าของเราอยู่ที่ความดี อยู่ที่ความสามารถ อยู่ที่ความรู้ การกระทำของเรา อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการที่จะเป็นอิสระจากความยึดถือในคุณค่าของตัวเอง

20 มิ.ย. 69 - รักษาใจให้แคล้วคลาดจากอันตราย : ความทุกข์เป็นเพราะมี ตัวกู เข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ ไม่เช่นนั้นก็ ของกู ตรงนี้คือตัวสมุทัย ซึ่งถ้าเข้าใจหรือเห็นสมุทัย ก็จะเห็นอริยสัจ 4 ถ้าเห็น เข้าใจ ก็ถือว่าเห็นธรรม ซึ่งเกิดจากการที่ไปดูหรือเห็นความคิดและอารมณ์ ครูบาอาจารย์ท่านจึงบอกว่า ดูคิด เห็นธรรม ดูกาย เห็นจิต ดูคิด เห็นธรรม ความหมายคืออันนี้ เอาแค่เห็นรูปเห็นนาม ก็เห็นขันธ์ 5 เอาแค่เห็นสมุทัยคือ ตัวกูของกู ก็เห็นอริยสัจ 4 อย่างนี้ท่านก็ถือว่าเป็นการเห็นธรรม ไม่ต้องไปเห็นถึงขั้นโพชฌงค์ 7 หรือ อายตนะ 12 ก็ได้ แค่เห็นหลัก ๆ แค่นี้ ก็ถือว่าเห็นธรรม เห็นธรรมก็ช่วยทำให้ความทุกข์มันเบาบางลง เพราะว่าไม่หลงเชื่อตัวกูของกูอีกต่อไป เวลาใครเอาของไปก็ไม่ทุกข์แล้ว เมื่อก่อนทุกข์เพราะว่า ของกู ของกู แต่ตอนนี้มันไม่ได้มีความสำคัญมั่นหมายว่าของกูแล้ว ถ้ามีตัวกูของกูเมื่อไหร่ ก็ทุกข์เมื่อนั้น แต่ถ้าหากว่าถอนตัวกูของกูได้ ความทุกข์ก็ลดน้อยลง ก็เรียกว่าเข้าใกล้นิโรธ ซึ่งก็เป็นธรรมในอริยสัจ 4 ฉะนั้น การเจริญสติจึงเป็นอุบายที่จะช่วยถอนใจจากความทุกข์ได้ อุบายนี้ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เลวเสมอไป หมายถึงวิธีการ เป็นเครื่องมือในการช่วยถอนใจจากความทุกข์ทำให้อันตรายที่ปกปิดทำอะไรเราไม่ได้ ส่วนใหญ่เรานึกถึงแต่อันตรายที่เปิดเผยก็เลยขยันทำบุญเยอะ ๆ จะได้ไม่มีอันตรายมาแผ้วพาน แต่บุญที่ว่านี้มันไม่ช่วยรักษาใจเราให้รอดพ้นจากอันตรายที่ปกปิดได้ อันตรายที่ปกปิดจะแคล้วคลาดได้ก็ต้องอาศัยการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่แค่ทำบุญเฉย ๆ และปฏิบัติธรรมที่จะช่วยเราได้ตรง ๆ คือ การเจริญสติ โดยเฉพาะสติปัฏฐาน 4

19 มิ.ย. 69 - ธรรมชาติสอนใจ : การที่เรารู้จักเห็นธรรมจากธรรมชาตินี่ก็สำคัญ แต่จะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องอาศัยความรู้สึกตัว เพราะถ้าใจเราเปิด อยู่กับปัจจุบัน เราจะเห็นธรรมจากธรรมชาติได้ การเจริญสติในแง่หนึ่งก็ทำให้เราเห็นธรรมะจากกายและใจ จากรูปและนาม จากความคิดและอารมณ์ แม้กระทั่งจากกิเลส แต่ว่าถ้าเราฉลาดในการมองเรียกว่ามีโยนิโสมนสิการ ไม่ใช่แค่รูปนามหรือกายใจที่สอนธรรมให้กับเราได้เท่านั้น ธรรมชาติแวดล้อม ภูเขา ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ กบน้อย แมงป่อง สารพัดสัตว์ก็สอนธรรมให้กับเราได้ ต้องฉลาดในการสังเกต แต่จะสังเกตได้ ใจก็ต้องว่าง จะว่างได้เพราะใจอยู่กับปัจจุบัน ไม่ไหลไม่ลอยไปอดีต ไม่จมกับอนาคต ไม่ปล่อยให้ความคิดมันครอบงำใจ ใจที่ว่างด้วยสติด้วยความรู้สึกตัว นอกจากจะช่วยทำให้เราเห็นธรรม จากความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายในแล้ว ก็ยังเห็นธรรมจากสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ ต้องฉลาดในการมอง ฉลาดในการพิจารณา

18 มิ.ย. 69 - รู้ธรรมแล้ว ฝึกใจให้ถึงธรรมด้วย : ความรู้เยอะแต่ว่าพอเวลาเกิดเหตุร้าย มีสิ่งกระตุ้นเร้าให้โกรธให้โมโห หรือว่าให้เกิดความโลภนี่มันลืมหมด แม้แต่พระจบประโยค 9 ก็พลาดท่าเสียที เพราะมีสิ่งล่อเร้ายั่วยวน เพราะลืมไปว่าขณะที่เรารู้ประโยค 9 กิเลสก็รู้ประโยค 9 เหมือนกัน กิเลสก็เอาความรู้ที่อยู่ในหัวเรามาเป็นข้ออ้างในการชวนให้เราทำชั่ว ไม่ว่าจะเป็นสนองความโกรธ ความโลภ แต่ถ้ามีสติ มันก็ทำให้กิเลสไม่สามารถจะมาครองใจ สติที่มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้เกิดความรู้สึกตัวเรียกสติปัฏฐาน เพราะฉะนั้นการเจริญสติ ไม่ว่าจะเป็นสติที่ช่วยทำให้ระลึกได้ถึงคำสอน ข้อธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ของครูบาอาจารย์ หรือสติที่ทำให้เกิดความรู้สึกตัวนี่สำคัญมาก มันช่วยทำให้ความรู้ที่มีอยู่ในหัว มันเกิดผลในทางปฏิบัติ เอามาใช้เพื่อช่วยให้เราออกจากทุกข์ได้ ออกจากปัญหาได้ อันนี้มันดีกว่าการข่มใจ บางทีไปกดมากๆ เข้า มันเกิดอาการเก็บกดแล้วก็ระเบิดออกมา แต่การมีสติที่ทำให้รู้สึกตัว อารมณ์ที่เกิดขึ้นนี่มันเลือนหายไปเลย ไม่ใช่ว่าถูกซ่อนหรือถูกเก็บกดซุกซ่อนเอาไว้ มันจะเลือนหายไป เพราะว่ามันอยู่ได้เพราะความหลง แต่พอมีความรู้สึกตัวเข้า มันก็เหมือนกับไฟที่ไม่มีอากาศ มันก็ดับเท่านั้นเอง

17 มิ.ย. 69 - เรากลายเป็นคนใหม่ได้เสมอ : ใครที่ยังไม่แก่ ยังไม่ป่วย ก็เตรียมใจไว้ว่ามันอาจจะเกิดขึ้นได้ ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดขึ้นได้กับทุกคน เตรียมใจยังอย่างไร ก็เตรียมฝึกสติเอาไว้ ให้มีสติรู้ทันอารมณ์ ทั้งที่เป็นอารมณ์ชั่ววูบ หรืออารมณ์ยืนพื้น ทั้ง Emotion และ Mood และที่สำคัญคือยอมรับตัวเองให้ได้ว่า เราไม่ใช่เป็นคนเดิมแล้ว ถ้ายอมรับว่าเราเป็นคนใหม่ ไม่ยึดติดกับตัวตนเดิม ถ้าเรายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ มันก็ผ่านไปได้ แต่ถ้าไม่ยอมรับ บ่นโวยวายตีโพยตีพาย หรือพยายามผลักไสมัน ก็ไม่สามารถจะอยู่เหนืออำนาจของมันได้ เตือนใจอยู่เสมอว่า วันนี้เราโอเค แต่วันหน้าเราอาจจะไม่โอเค อาจจะมีเหตุหลายอย่างที่ทำให้เราต้องไปลักขโมย ต้องทุจริต ต้องคดโกง หรืออาจจะฆ่าใครสักคน มันเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเราไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอย่างนั้น ก็ต้องฝึกใจเอาไว้ ตั้งสติเอาไว้ให้ดี เพราะว่าอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ถ้าเราประมาท

16 มิ.ย. 69 - ทำสบายๆให้ใจสงบ : หลายคนทุกข์เพราะความคาดหวัง หวังให้จิตมันสงบ หวังให้จิตมันนิ่ง แต่พอมันไม่นิ่ง ก็เกิดความหงุดหงิด เกิดความไม่พอใจ เกิดความท้อ บางคนก็โมโหตัวเอง มันฟุ้งเยอะเหลือเกิน บางคนก็เอารองเท้าแตะฟาดหัว ทำไมมันคิดมากเหลือเกิน บางคนก็เอากำปั้นทุบอกตัวเองซ้ายขวา ซ้ายขวา เพราะหงุดหงิดผิดหวังที่มันคิดไม่หยุด ความคิดไม่หยุด มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย ถ้าหากว่าเราคิดเมื่อไหร่ก็รู้ทัน อาจจะรู้ทันช้าหน่อยแต่ว่าทำไปเรื่อย ๆ มันก็จะรู้ทันได้เร็วขึ้น เตือนใจตัวเอง อย่างที่หลวงพ่อเทียนท่านบอก มันคิด เราก็รู้ มันยิ่งคิด เรายิ่งรู้ รู้ คือรู้ทันความคิด อนุญาตให้มันคิดได้ อนุญาตให้มันไปได้ แล้วก็ฝึกให้มีสติรู้ทันความคิด หรือว่าให้รู้จักพาใจกลับมา นอกจากไม่เพ่ง ไม่จ้องแล้ว จะให้ดีก็ต้องไม่คาดหวัง วางความคาดหวังลง ยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับกายและใจ อนุญาตให้มันคิดได้ ข้อสำคัญก็คือว่า อะไรเกิดขึ้นก็รู้ แค่รู้เท่านั้นแหละ หลงก็รู้ สงบก็รู้ คิดก็รู้ ไม่คิดก็รู้ การปฏิบัติมันวัดกันตรงนี้ วัดกันตรงที่ว่ารู้ไปหมด ไม่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับกายและใจก็รู้ โดยไม่ไปควบคุมบังคับมัน อาจจะใช้คาถาว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” “ช่างมัน ช่างมัน”

15 มิ.ย. 69 - รักตนจึงพบสุข : ถ้าเรารักตัวเองจริงๆ เราย่อมไม่หาทุกข์มาใส่ตัว แต่หลายคนก็หาทุกข์มาใส่ตัวด้วยการเสพ สูบบุหรี่บ้าง กินเหล้าบ้าง แม้แต่อาหาร ก็ต้องมีรสชาติจัดจ้าน ทั้งๆ ที่รู้ว่า หวานมากไม่ดี ไขมันมากไม่ดี แต่ก็ยังอยากกิน อาหารที่มีสีสันสดใส แม้จะรู้ว่าเต็มไปด้วยสารเคมี ก็อดใจไม่ได้ ต้องไปดิ้นรนหามาเสพ อันนี้ก็คือการหาทุกข์มาใส่ตัวในส่วนร่างกาย? ในส่วนจิตใจก็อาจจะไปเบียดเบียนผู้อื่น ที่เรียกว่าผิดศีลผิดธรรม การผิดศีลผิดธรรมก็เป็นการหาเรื่องมาใส่ตัว หรือเอาความเดือดเนื้อร้อนใจมาให้แก่ตัวเอง ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นเพราะไปเชื่อ ไปหลงรักกิเลส มันสั่งให้ทำอะไรก็ทำ ทั้งที่สิ่งที่ทำนั้นใคร่ครวญแล้วก็ล้วนแต่ไม่ถูกต้อง เรามักจะเอายาพิษหรือขยะมาเติมใส่ให้กับจิตใจของตัว เล่นเกมออนไลน์ก็เหมือนกัน หรือเล่นการพนัน นอกจากเสียเงินแล้วก็ยังเป็นการเติมทุกข์ให้ใจ อันนี้เรียกว่าหาทุกข์มาใส่ตัว ถ้าเรารักตัวเอง เราก็จะไม่ทำอย่างนั้น อย่างที่มีคำพูดว่า ถ้ารักตัวเองก็ย่อมรักดี รักดีคือการทำสิ่งที่ถูกต้อง ทำสิ่งที่ดีงาม ไม่ไปข้องแวะกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะความไม่ถูกต้องนั้นมันก็จะนำพาความเดือดร้อนมาให้แก่ตัวเอง คนเราถ้ารักตัวเอง เวลามีความสุข เราก็จะเอาใจไปอยู่กับความสุข เราก็มีความสุขด้วยใจที่เต็มร้อย

14 มิ.ย. 69 - ฝึกใจให้ยอมรับความจริง : ถ้าเกิดว่ายอมรับความทุกข์ทางใจ หรือยอมรับว่าการภาวนาของเรามันยังไม่มากพอ หรือยอมรับว่า เออ เรายังปฏิบัติไม่มากพอ มันก็ทำให้ความทุกข์ใจเบาบางลง หรือมิฉะนั้นก็ยอมรับว่า เออ มันเป็นเช่นนั้นเองแต่ว่าเป็นเพราะคาดหวังกับสิ่งที่ควรจะเป็น ก็คือว่าอุตส่าห์ภาวนามาหลายสิบปี มันน่าจะมาใช้มาช่วยให้ใจสงบได้ แม้กายจะป่วยก็ตาม อันนี้คือสิ่งที่ควรจะเป็น แต่ความเป็นจริงคือว่าเจริญสติก็แล้ว ทำสมาธิก็แล้ว ทำกรรมฐานก็แล้ว ใจมันก็ยังโวยวาย ตีโพยตีพาย ถ้ายอมรับสิ่งนี้ได้ ความทุกข์มันก็ลดลง แต่ว่าความทุกข์มันกลับเพิ่มขึ้นมาเพราะว่าไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ไม่ยอมรับเพราะว่ามันสวนทางกับความคาดหวัง แล้วทำไมความจริงมันไม่เกิดขึ้นตามที่คาดหวัง อันนี้ก็มีเหตุปัจจัยมากมาย แล้วกับดักของผู้คนมากมายที่มีความเพียรพยายาม ก็คือความคาดหวังสิ่งที่ควรจะเป็น แต่ไม่ค่อยเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงที่ไม่ตรงกับความคาดหวัง

5 มิ.ย. 69 - ทำดีอย่าหวังผล : ปัญหาของนักปฏิบัติธรรมจำนวนมากคือ ทำแล้วไม่เกิดผลอย่างที่คาดหวัง หลายคนมักจะถามว่าทำแล้วไม่เห็นได้อะไรเลย อันนี้แสดงว่าเวลาทำ วางใจไม่ถูก ไปยึดติดถือมั่นกับผล พอไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการก็หงุดหงิดไม่พอใจหรือท้อถอย เวลาทำก็ทำให้ดีที่สุด แต่อย่าไปยึดมั่นในผล ปล่อยวางผลได้ยิ่งดี อย่างที่ภาษิตจีนบอกว่า ความพยายามเป็นของมนุษย์ ความสำเร็จอยู่ที่ฟ้า อันนี้เป็นภาษิตที่ดีมาก ถ้าพูดแบบพุทธก็คือว่าทำความเพียรให้เต็มที่ ส่วนผลมันเป็นเรื่องของเหตุปัจจัย ตถตา อะไรดีก็ทำ แต่ถ้ามันไม่ประสบผลก็ไม่ทุกข์ อย่างหลวงพ่อเขียนท่านช่วยชาวบ้าน แต่ว่าไม่ประสบความสำเร็จ ท่านก็ไม่ท้อไม่ทุกข์ ใครมาถามว่างานที่หลวงพ่อทำ ช่วยชาวบ้านสำเร็จแค่ไหน ท่านบอกงานล้มเหลว แต่ตัวหลวงพ่อไม่ล้มเหลว หมายความว่าแม้งานจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ว่าใจไม่ได้ทุกข์อะไร ยังมีกำลังใจในการทำความดีเหมือนเดิม นี่เป็นการปฏิบัติธรรมที่สำคัญ ทำโดยไม่ยึดติดถือมั่นในผล หรือว่าทำโดยไม่สนใจผลว่ามันจะเป็นยังไง แต่ขอให้ทำด้วยจิตที่ปรารถนาดี และใช้สติปัญญาอย่างเต็มที่ เมื่อทำเต็มที่ด้วยวิริยะ ด้วยสติ ด้วยปัญญา แล้วผลจะเป็นยังไงก็เป็นเรื่องเหตุปัจจัย ที่ไม่อยู่ในอำนาจของเราจะควบคุมได้ บางอย่างก็ออกมาดีเกินคาด อย่างเรื่องของโจ แต่บางอย่างมันก็ไปคนละทิศคนละทาง หรือบางอย่างก็เกิดผลตรงข้าม มันก็เป็นเช่นนั้นเอง หรืออนัตตา คือไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา

4 มิ.ย. 69 - เข้าถึงสุขเพราะเข้าใจทุกข์ : สุขที่ผู้คนพูดถึงและก็หลงใหลเป็นสุขที่เกิดจากการเสพ เกิดจากการเร้าจิตกระตุ้นกาย ซึ่งล้วนแต่ไม่เที่ยงและไม่สมบูรณ์พร้อม หรือว่าร้อน แต่ถ้าสุขที่เกิดจากการลดการละ ที่เกิดจากการถอนความหลงไปได้ เป็นสุขที่ประเสริฐ แต่จะมาพบสุขแบบนี้ได้ ต้องเข้าใจเรื่องความทุกข์และเกี่ยวข้องกับความทุกข์ให้เป็น จนกระทั่งเข้าถึงสมุทัย และถอนสมุทัยออกไปจากใจได้ พูดง่ายๆ คือว่าที่พุทธศาสนาไม่ได้พูดถึงสุขแต่พูดถึงทุกข์ก่อน เพราะว่าทุกข์นั้นแหละจะเป็นประตูสู่ความสุข นิโรธซึ่งเป็นสุขอันประเสริฐ เป็นอริยสัจข้อที่ 3 ซึ่งจะเข้าถึงได้ก็ต้องผ่านอริยสัจข้อแรกก่อน คือทุกข์ ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรรู้ นิโรธเป็นสิ่งที่ควรเข้าถึงหรือว่าทำให้แจ้ง ที่จริงพุทธศาสนาพูดเรื่องความสุข แต่ว่าสุขคนละแบบ แตกต่างจากสุขที่คนเข้าใจ เป็นสุขที่ประเสริฐกว่า พุทธศาสนาจึงไม่ใช่เป็นพวกทุกข์นิยม เพราะว่าพูดถึงความสุขไว้เยอะ สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง แต่ว่าวิธีเข้าถึงเกิดจากการที่เข้าใจเรื่องทุกข์ เช่น เห็นว่าทุกข์เกิดจากความยึดติด การแบกถือของหนักเป็นความทุกข์ในโลก การสลัดของหนักทิ้งลงเสียเป็นความสุข จะสลัดทิ้งของหนักลงได้ต้องเข้าใจเรื่องทุกข์ให้ดี และเข้าใจว่าเป็นเพราะความหลงที่ไปแบก ทำให้จิตไปแบกของหนักเอาไว้ ที่คนหนุ่มสาวเขาตั้งคำถาม ทำไมพุทธศาสนาไม่พูดถึงสุข ทำไมพูดแต่ถึงทุกข์ ที่เขาตั้งคำถามก็ถูกแล้ว ถูกในแง่ที่ชวนให้เราคิดต่อว่าทำไมพุทธศาสนาจึงพูดถึงทุกข์มากกว่าสุข แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ได้พูดถึงสุข แต่พูดทีหลัง เพราะเหตุผลอย่างที่ว่ามา เพราะฉะนั้นเวลาเราเจอเด็กรุ่นใหม่ถาม ก็อย่าไปโกรธเด็กว่าท้าทาย ถ้าเราเข้าใจและอธิบายให้ถูกต้อง เด็กเขาก็จะเข้าใจว่าทำไมพุทธศาสนาพูดถึงทุกข์มากกว่าสุข แต่ปัญหาคือผู้ใหญ่บางทีไม่รู้ ตอบไม่ได้ บางทีเด็กถามก็เลยโมโห ก็ทำให้พลาดโอกาสในการที่จะชี้แจงให้เด็กเข้าใจ

3 มิ.ย. 69 - รู้ทันอัตตา : ผู้ปฏิบัติธรรมนี่ต้องสามารถจะรู้ทันกิเลสอัตตาได้ มันก็ธรรมดาที่เราจะไม่พอใจคนที่มาบอกว่าเราลืมรูดซิป หรือว่าเราทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง แต่ว่าถ้าเรารู้ทันเพราะมีสติ แทนที่เราจะว่าเขา เราก็ขอบคุณเขา เหมือนกับบางที่เราพูดอะไรผิดพลาดก็มีคนทวงติง แม้ว่าจะต่อหน้าธารกำนัล มันธรรมดามากที่จะรู้สึกเสียหน้า แล้วก็จะเกิดไม่พอใจคนที่ท้วงติง แต่นั่นเป็นปฏิกิริยาของคนที่ไม่มีสติ เป็นคนที่ไม่ได้ฝึกตน ถ้าฝึกตนแล้วก็จะไม่ทำอย่างนั้น แม้จะรู้สึกเสียหน้า จะรู้สึกโกรธ แต่ก็รู้ทันความโกรธ แล้วก็กลับมองว่าที่เขาพูดมานี่มันถูก เราต้องขอบคุณเขา อันนี้เป็นนิสัยของผู้ใฝ่ธรรม ที่ฝึกฝนตนจนไม่ปล่อยให้อัตตาหรือมานะครองใจหรือว่าเป็นใหญ่ ก็ไม่ใช่ง่าย เพราะว่าอัตตามีกำลังมาก แม้กระทั่งคนที่เป็นอัลไซเมอร์ คนที่ป่วย คนที่เป็นโรคจิต อะไรต่างๆ แย่หมดแล้ว แต่กำลังของอัตตานี่มันก็ยังไม่ได้ลดถอยลงไปเลย กลับรุนแรงมากขึ้น ฉะนั้นถ้าเราไม่ฝึกตนเอาไว้ เราก็สามารถจะสร้างปัญหาให้กับคนอื่นได้ เพราะว่าปล่อยให้อัตตาครองใจ เราก็ต้องฝึกเอาไว้ อันนี้เป็นวิสัยของผู้ใฝ่ธรรม

2 มิ.ย. 69 - งานขโมยความสุขจากเราไม่ได้ : การเจริญสติ ถ้าเรามองว่าเป็นการปฏิบัติธรรม มันก็เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำงาน โดยเฉพาะการทำงานทางโลก ถ้าเรามองว่าการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องของธรรมะ มันก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตทางโลก เดี๋ยวนี้เราทำงานใช้ชีวิตทางโลก เราไม่สนใจการฝึกจิต ไม่สนใจการเจริญสติ ก็เลยอยู่ในโลกอย่างรุ่มร้อน แม้กระทั่งวันหยุดก็ไม่มีความสุข เพราะว่าคอยแต่พะวงว่าจะมีงานเข้ามาไหม บางคนเลยไม่กล้าที่จะมีความสุขในวันหยุด เพราะเดี๋ยวกลัวว่าความสุขนั้นมันจะพังทลายเมื่อมีงานเข้ามาอันนี้ก็เรียกว่าไม่รู้จักปฏิบัติกับความสุขอย่างถูกต้อง ก็คือว่าเมื่อมีความสุขก็อย่าละเลย แต่ก็อย่าไปหมกมุ่นสยบมัวเมากับมัน เพราะไม่ว่าสุขอย่างไรก็ไม่เที่ยง

1 มิ.ย. 69 - สุขเพราะเป็นมิตรกับตัวเอง : ความสุขที่ประณีตกว่านั้นคือ ความสุขที่เกิดจากความสงบ ยิ่งสงบเท่าไหร่ก็ยิ่งพบสุขภายใน อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี สงบที่ว่านี้ไม่ใช่สงบจากเสียงดังนะ อันนั้นมันเป็นเรื่องหยาบ สงบจากความคิด และ สงบจากกิเลส จะทำให้เข้าถึงความสุขที่ช่วยหล่อเลี้ยงใจให้ไม่ต้องไปดิ้นรนที่ไหน อยู่คนเดียวก็มีความสุข เหมือนที่พระพุทธเจ้าสามารถที่จะนั่งนิ่ง ๆ คนเดียวได้ 7 วัน หรือนานกว่านั้นก็ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าพิมพิสารทำไม่ได้แล้วก็ยอมแพ้ เวลาเราจะพิจารณาว่าเรามีความก้าวหน้าในการปฏิบัติแค่ไหน ก็ลองดูนะว่าเราสามารถจะอยู่นิ่ง ๆ คนเดียวในห้องได้ไหม ถ้าเราทำได้ ก็แสดงว่า เออ เราเป็นมิตรกับตัวเองได้แล้ว หรือว่าเรามีใจเป็นมิตร มีจิตเป็นเพื่อนได้

31 พ.ค. 69 - ประโยชน์ที่ควรได้จากพุทธศาสนา : ธรรมมีประโยชน์อย่างไร ธรรมะมีประโยชน์ก็ตรงที่ทำให้เราได้เข้าใจสัจธรรมความจริงจนกระทั่งไม่ยึดติดถือมั่นในสิ่งที่มี มีเท่าไหร่ก็ไม่ได้ยึดมั่นว่ามันจะอยู่กับเราไปตลอด เข้าใจสัจธรรมความจริงว่า เมื่อเกิดมาแล้ว ก็ต้องมีแก่ มีเจ็บ มีความพลัดพรากสูญเสีย และมีความตาย เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ก็จะไม่ยึดติดถือมั่นในสิ่งที่มี และพร้อมที่จะปล่อยวางได้ อันนี้แหละคือหน้าที่ของธรรมะ หรือการเข้าใจสัจธรรมความจริง และฝึกใจจนกระทั่งเห็นความจริงที่ว่า แล้วนี่คือสาระสำคัญของวันวิสาขบูชา พระพุทธเจ้าประสูติแล้วก็ยังต้องปรินิพพาน แต่ว่าพระองค์ค้นพบทางออกจากทุกข์เพราะทรงตรัสรู้ รู้แจ้งในพระสัมมาสัมโพธิญาณ พวกเราซึ่งถือเป็นชาวพุทธ นับถือพระพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดา ในวันเช่นนี้ ก็ขอให้เราระลึกถึงว่าพระพุทธเจ้าทรงค้นพบอะไร อะไรคือความจริงที่ทรงค้นพบ และให้เราถือเป็นหน้าที่ที่เราจะบำเพ็ญเพียรเพื่อเข้าถึงสัจธรรมความจริง

30 พ.ค. 69 - อย่าคิดว่าเอาอยู่ถ้ายังไม่เจอเอง : อย่าไปคิดว่าสติที่มีอยู่มันจะเอาอยู่ เพราะว่าถ้ายังไม่เคยเจอของจริง ก็อาจจะยังไม่รู้ว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น emotion หรือ mood นี่มันรุนแรงแค่ไหน แต่ถ้าเราเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่ประมาท พยายามฝึกอยู่เสมอ สติเพิ่มพูน อันนี้ก็ช่วยทำให้ เมื่อถึงเวลา มันก็จะพาเราไม่ให้ถลำจมไปในความทุกข์ได้ แม้ว่าจะเกิดเหตุร้ายกับร่างกาย กับทรัพย์สิน กับการงาน หรือกับคนรักของเรา แต่ว่าใจก็ไม่ได้ถูกฉุดให้ย่ำแย่ตามไปด้วย

28 พ.ค. 69 - อย่าหลงใหลสุขวันนี้ จนละเลยสุขวันหน้า : แต่เวลาคนเรามองอะไร เราใช้ความรู้สึกกันเสียเยอะ เราก็เลยรู้สึกว่าสุขในวันนี้นี่ต้องคว้าไว้ก่อน ถึงแม้มันจะทำให้ทุกข์ในวันหน้า อะไรเป็นทุกข์ในวันนี้ก็ขอให้เลี่ยงก่อน เพราะว่ามันน่ากลัวกว่าทุกข์ในวันหน้า เราต้องรู้เท่าทันกิเลส แล้วก็เลือกที่จะยอมทุกข์ในวันนี้ ถ้าหากว่ามันจะทำให้สุขหรือสบายในวันหน้า อะไรก็ตามที่มันเป็นความสุขในวันนี้ ถ้ามันทำให้ทุกข์ในวันหน้าก็ควรจะเลี่ยง ใช้เหตุ ใช้ผล ใช้สติให้มาก ๆ ไม่งั้นเราก็จะพาชีวิตไปในทางตกต่ำย่ำแย่ได้

27 พ.ค. 69 - ประโยชน์และข้อจำกัดของพุทธทาส : ความทุกข์ ไม่ใช่ว่าจะแก้ทุกข์ได้ด้วยการที่รู้ข้อมูลเยอะ ข้อมูลยังเป็นความรู้ชั้นสอง จนกว่าจะนำมาปฏิบัติให้เกิดผล ฝึกฝนตนจนกิเลสเบาบาง อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นลดน้อยถอยลง ความทุกข์ถึงจะบรรเทาเบาบางไปได้ ไม่ใช่แค่รู้ รู้หมดแล้วความทุกข์จะหมดไปด้วย ไม่ใช่รู้มันอยู่ในหัว แต่ถ้าไม่ปฏิบัติก็ยังมีความทุกข์อยู่ ธรรมะจึงไม่ใช่เป็นเรื่องของข้อมูลที่ AI จะป้อนให้ มันต้องเกิดจากการนำเอาความรู้มาปฏิบัติ เพราะฉะนั้นแม้จะมีพุทธทาส AI แต่ว่าการปฏิบัติธรรมก็ยังสำคัญอยู่ เหมือนกับมีแผนที่แล้วไม่ใช่ว่าจะถึงที่หมาย พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ท่านเป็นเพียงผู้ชี้ทาง ส่วนเราเป็นคนเดิน AI อาจจะเป็นแค่ผู้ชี้ทางหรือให้สูตรอาหาร แต่คนเดินและคนทำอาหารก็คือเรา ถ้าไม่เดิน ถ้าไม่ทำอาหาร ไม่ปรุงอาหาร แล้วไม่กิน ไม่ป้อนเข้าปากก็ไม่หายหิว ไม่หายทุกข์

22 พ.ค. 69 - ควรปฎิบัติอย่างไรต่อทุกข์และสุข : มีความทุกข์ก็พยายามหาทางออกจากทุกข์ และก็ต้องสามารถใคร่ครวญจนเห็นว่า ความทุกข์ก้อนใหญ่เกิดจากใจที่วางไว้ผิด ใจที่เกิดความยึดความติด ตรงนี้แหละคือสมุทัย ไม่ว่าจะเป็นความอยาก หรือว่าความโกรธ ก็เป็นอยาก 2 แบบ อยากได้กับอยากผลักออกไป นี่คือตัวสมุทัยที่ต้องรู้จัก จัดการกับมัน ระหว่างที่ยังจัดการมันไม่ได้ มันยังมีอยู่ เวลาเจอความทุกข์ อย่างน้อยก็รักษาใจไม่ให้ทุกข์ เช่น ความเจ็บความป่วย ความสูญเสีย และถ้าให้ดีก็ต้องรู้จักหาประโยชน์จากมันให้ได้ หาประโยชน์จากความเจ็บป่วย หาประโยชน์จากความสูญเสีย หาประโยชน์ยังไง ก็มองว่าสอนธรรมให้กับเรา ซึ่งช่วยทำให้เราไม่เพลินยึด ไม่เพลินติด เพราะว่าความทุกข์ เมื่อสาวถึงที่สุด ก็เกิดจากความยึดติดถือมั่น ที่เรียกว่าอุปาทาน อุปาทานในทรัพย์ ในสิ่งที่ให้ความสุขทางกาย เช่น กามสุข เรียกว่ากามุปาทาน ความยึดติดในอัตตาตัวตน หรืออัตตวาทุปาทาน ความยึดติดในความคิด คิดว่าถูก มั่นใจว่าถูก อันนี้ก็ทิฏฐุปาทาน ความยึดติดในวิธีการว่าวิธีนี้ดี วิธีนี้ประเสริฐ ก็เรียกว่าสีลัพพัตตุปาทาน อุปาทานพวกนี้คือเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริง ทางที่จะออกจากทุกข์ได้คือละวาง คลายความยึดติดถือมั่น อันนี้คือสิ่งที่เราสามารถจะเรียนรู้ได้จากทุกข์ เรียกว่าหาประโยชน์จากทุกข์ เพราะว่าทุกข์ไม่ใช่แค่ทำให้เกิดทุกขเวทนาอย่างเดียว มันสามารถจะเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาได้ด้วย และถ้าทำได้ครบทั้ง 4 ประการ ก็เรียกว่าเป็นชาวพุทธ หรือผู้ใฝ่ธรรมที่เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า และช่วยทำให้ชีวิตเรามีความสงบเย็นเป็นปกติได้ แม้จะต้องเจอความผันผวนปรวนแปร เจอความแก่ ความเจ็บความป่วย ความพลัดพราก เจอคำต่อว่าด่าทอ เจอความไม่ถูกต้องของโลกภายนอก แต่ว่าในใจก็มีความสงบสันติได้

21 พ.ค. 69 - ปฎิบัติให้ถึงแก่นธรรม : ถ้าเกิดว่าเราเป็นชาวพุทธ เราก็ต้องพยายามเข้าถึงหัวใจของพุทธธรรมให้ได้ อย่าไปติดที่ความเป็นชาวพุทธ อย่างท่านโกเอ็นก้าท่านไม่ได้เรียกว่าตัวเองเป็นชาวพุทธเลย ท่านกลับมองว่าท่านเป็นผู้ใฝ่ธรรม แล้วมีใช้คำว่า ธัมมิโก หรือ ธรรมจารี เพราะท่านเห็นว่าความเป็นชาวพุทธจะกลายเป็นกรอบที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกกัน และชาวพุทธจำนวนมากก็เป็นอย่างนั้น พอไปติดกับยี่ห้อแล้ว มันก็จะเกิดความรู้สึกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เวลาเจอคนที่นับถือศาสนาอื่นก็เกิดความรู้สึกว่าเป็นคนละพวกกัน ทั้งที่ก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน และทั้ง ๆ ที่ก็อาจจะเข้าถึงธรรมเหมือนกันก็ได้ แต่พอเราไปติดที่รูปแบบ แล้วเราไม่สนใจที่จะเข้าถึงแก่นแท้ แก่นธรรม ความรู้สึกร่วมในฐานะที่เป็นมนุษย์ หรือว่าผู้ที่เข้าถึงศาสนธรรมก็เกิดขึ้นได้ยาก ก็เลยเกิดความรู้สึกเป็นฝักเป็นฝ่าย เดี๋ยวนี้เราติดกัน ติดที่ยี่ห้อมาก ไม่ว่าจะเป็นศาสนา ภาษา สีผิว สถาบัน ฉะนั้นถ้าคนเราไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้หรือแก่นธรรมได้ การที่จะหลุดพ้นจากกรอบหรือยี่ห้อมันก็ยาก ก็ยังติดอยู่กับรูปแบบซึ่งก็ทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน เกิดความแตกแยกระหว่างศาสนา แล้วก็ระหว่างเชื้อชาติ อย่างที่เป็นกันอยู่ทุกวันนี้

20 พ.ค. 69 - สุขไม่น่ารัก ทุกข์ไม่ควรเกลียด : มีคนพูดไว้ดีนะ บอกว่าความสุขเหมือนกับหญิงสาวที่เราชอบ เรานี่หมายถึงผู้ชายนะ เราชอบเขา แต่เขาไม่ชอบเรา เขาพยายามหนีเรา ยิ่งรักเท่าไหร่ ยิ่งชอบเขาเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งหนีห่างจากเรามากเท่านั้น ส่วนความทุกข์เหมือนกับคนที่เราไม่ชอบ แต่เขาชอบเรา ไม่ว่าเราพยายามหนีห่างอย่างไร เขาก็พยายามตามตื๊อเราอยู่นั่นแหละ ก็เป็นการเทียบที่ดีนะ แต่ว่าสิ่งที่ควรทำคือ แม้สุขก็แค่รู้ ไม่รัก แล้วก็ไม่ถึงกับหลง ไม่ถึงกับติด แม้เจอทุกข์ก็ไม่เกลียด ก็แค่ยอมรับ รู้ซื่อๆ สุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ ไม่หลงใหลในสิ่งที่ทำให้มีความสุข หรือไม่หลงใหลยึดติดในสุขนั้น ส่วนทุกข์ก็ไม่ปฏิเสธไม่ผลักไส แม้จะไม่แสวงหา แต่ถ้ามันมาก็แค่ยอมรับ แล้วก็รู้ซื่อๆ ไม่เกลียด ไม่กลัว ไม่โกรธ ไม่ผลักไส เพราะยิ่งผลักไสก็ยิ่งทำให้มันมีอำนาจเหนือเรา จะทำอย่างนี้ได้ต้องมีสติและปัญญา มีสติคือรู้ว่าพอเจอสุขแล้ว เริ่มจะติดเริ่มจะหลง ก็แค่ถอยออกมา วางระยะ แค่รู้ซื่อๆ เจอทุกข์ แม้ใจจะเกลียดไม่ชอบ แต่ก็เห็นความเกลียด ความรู้สึกลบ ก็ดูมันเฉยๆ ถ้ามันเกิดขึ้นก็ยอมรับมัน ไม่โวยวาย ไม่ตีโพยตีพาย ไม่ตีอกชกหัว ถ้าให้ดีก็เห็นธรรมะจากสิ่งที่เกิดขึ้น เอามาใช้เป็นประโยชน์ อันนี้เราต้องมีสติ ถ้ามีปัญญาก็จะเห็นเลยว่า ไม่ว่ารักอะไร ในที่สุดถ้ามันหลงก็นำไปสู่ความยึดติด และเมื่อยึดติดแล้ว ก็เตรียมทุกข์ได้เลยเพราะไม่มีอะไรที่ยึดมั่นถือมั่นหรือหลงใหลยึดติดได้ ถ้ามีปัญญา จะเห็นว่าการที่ปฏิเสธผลักไสอะไรก็ตาม ก็คือการให้อำนาจกับสิ่งนั้นเหนือใจของเรา ทำให้ใจไม่เป็นอิสระ ถ้ามีปัญญา อย่างน้อยก็ยังมีสติที่จะรู้ซื่อๆ เมื่อมีสุขก็รู้ว่าสุข แต่ไม่หลง ไม่ติดในสุข เมื่อมีทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์ แต่ว่าไม่ผลักไส ไม่ไล่ส่ง ก็ทำให้ใจเกิดความปกติ เกิดความสงบเย็นได้

19 พ.ค. 69 - สติที่ควรมี : ใหม่ๆ ก็มีสติอยู่กับกายที่กำลังทำนั่นทำนี่ เรียกว่ารู้กาย แต่ต่อไปพอรู้กายบ่อยๆ เวลาใจเผลอคิดนึก มันก็จะรู้เห็นทันใจที่คิดนึก พอรู้ทันแล้ว ใจที่เคยหลงไปกับความคิดก็กลับมาอยู่กับกาย อยู่กับสิ่งที่ทำ ก็เกิดความรู้เนื้อรู้ตัวขึ้น นี่เรียกว่าเกิดการกลับมา จิตมันไปอยู่แล้ว มันชอบเที่ยว แต่ถ้ามีสติดีก็จะกลับมา กลับมาบ่อยๆ ตอนจะกลับก็รู้ทันความคิด เรียกว่าดูกายเห็นจิต ดูกายก็เห็นจิต แต่ดู ไม่ใช่จ้อง แต่ว่าเอาใจมาอยู่กับกาย มารับรู้ดูกายที่เคลื่อนไหว แต่ถ้ามันเผลอคิดไป ก็เห็นความคิด เห็นอาการของจิต แต่ก็ไม่จมกับอาการ ก็กลับมา ระหว่างที่เห็นความคิดเห็นอารมณ์ เห็นไปๆ มันก็จะเริ่มเห็นธรรมชาติของความคิดและอารมณ์ คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และที่สำคัญคือไม่ใช่เรา อันนี้เรียกว่าเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นธรรมจากการที่สังเกต ความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อันนี้เขาเรียกว่า ดูกายเห็นจิต ดูคิดเห็นธรรม แต่ความหมายมันต้องอธิบาย เพราะไม่อย่างนั้นจะไปเข้าใจว่า ไปจ้องดูกายเดี๋ยวก็จะเห็นจิต อันนั้นไม่ใช่ แต่ถ้ามีสติรู้กาย พอมีความคิดเกิดขึ้น หรือมีอาการของจิตปรากฏ เช่น การกระเพื่อมไหว ก็จะรู้ รู้แล้วกลับมา กลับมาที่กาย การที่รู้บ่อยๆ รู้จิต รู้อารมณ์บ่อยๆ ก็ทำให้เห็นสัจธรรม อันนี้เขาก็เลยสรุปว่า ดูคิดเห็นธรรม แต่ไม่ใช่ไปจ้องเอา มันเห็นเอง เห็นเพราะเห็นบ่อยๆ ธรรมคืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั่นแหละ ถ้าเราเข้าใจงานหรือหน้าที่ของสัมมาสติ เราก็จะรู้ว่าทำไมต้องฝึกบ่อยๆ ต้องทำซ้ำๆ แล้วเรารู้ว่าทำไปเพื่ออะไร การทำก็จะถูกต้อง ก่อให้เกิดผลที่ต้องการได้

17 พ.ค. 69 - ปรับตัวเข้าหาธรรม : เวลาเรามีชีวิตที่สะดวกสบาย ก็เตือนใจไว้ว่ามันเป็นความสะดวกสบายชั่วคราว มันไม่ใช่เป็นสาระที่แท้ของชีวิต พยายามกลับมาอยู่พอใจกับชีวิตที่เรียบง่าย ไม่เอาความสุขไปผูกติดอยู่กับการเสพ แต่เอาความสุขไปผูกติดอยู่กับความสงบเย็นในใจ ถ้าใจเราพบความสงบมันก็มีความสุข การที่จะไปพึ่งพาความสุขจากสิ่งเสพมันก็จะน้อยลง และที่ชีวิตพระมันเป็นชีวิตที่ไม่สะดวกสบายมาก ก็เพราะต้องการที่จะน้อมนำผู้คนให้มาแสวงหาความสุขจากสมาธิภาวนา เพราะถ้ายังติดอยู่กับความสุขจากสิ่งเสพ มันก็ไม่อยากจะไปหาความสุขจากสมาธิภาวนา แต่พอไม่มีความสุขจากสิ่งเสพ มันก็ทำให้ต้องดิ้นรนหาความสุขจากสมาธิภาวนา แล้วนั่นแหละคือประโยชน์ที่จะได้รับจากการมาบวชพระ หรือการมาอยู่วัด ถ้าไม่สามารถเข้าถึงความสุขจากสมาธิภาวนา หรือความสุขจากจิตใจได้ มันก็ต้องโหยหาความสุขจากสิ่งเสพอยู่เรื่อยไป แล้วก็โหยหาความสะดวกสบายอย่างที่คุ้นเคยจากชีวิตทางโลก ก็ต้องฝึกเอาไว้ ปรับตัวให้เข้าหาธรรมเรียกว่าธัมมานุวัตร เพราะว่าตอนนี้วัดเราก็โลกานุวัตรมาพอสมควรแล้ว คนที่จะมาอยู่วัดจะได้ประโยชน์ก็ต้องปรับตัวให้เข้าหาธรรม

16 พ.ค. 69 - ใจสงบได้เพราะรู้จักเมิน : บางทีเราไม่รู้ คนที่เราคุยด้วยอาจจะเป็นการคุยครั้งสุดท้ายหรือเปล่า อาจารย์โกวิทท่านเล่าว่าสมัยที่เป็นพระไปพม่า ก็มีพระพม่ามาต้อนรับ ตอนนั้นอาจารย์โกวิทเป็นพระ แล้วที่เจอเจดีย์ชเวดากอง แล้วพระพม่าต้อนรับดีมาก ตอนที่จะเลิกจากกัน พระพม่าก็บอกว่า ขอถ่ายรูปหน่อย อาจารย์โกวิทไม่ชอบพวกถ่ายรูปพวกนี้ ทีแรกก็ปฏิเสธ แต่ตอนหลังก็สะดุดใจที่พระพม่าบอกว่า “เราอาจจะไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกเลย ยังไงก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก็แล้วกัน” อาจารย์โกวิทก็ได้คิด เออ เราจะเอาแต่ความต้องการของตัวเองอย่างเดียวไม่ได้ ใส่ใจกับความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย ก็เลยให้ถ่ายรูป พระพม่านั้นก็ดีใจมาก กลับมาเมืองไทยได้ไม่นาน ก็ได้ข่าวพระพม่ามรณภาพแล้ว อาจารย์โกวิทบอกว่า โอ้โห ตัดสินใจถูกแล้วที่เราไม่เอาความต้องการของตัวเองเป็นใหญ่ เพราะว่าเราไม่รู้หรอกคนที่เราคุยด้วยหรือพบปะกันครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นก็ไม่มีโอกาส การใส่ใจกับปัจจุบันสำคัญมาก ใส่ใจกับสิ่งที่กำลังทำในปัจจุบัน ใส่ใจกับคนที่กำลังอยู่ต่อหน้า อันนี้คือสิ่งที่สติช่วยเราได้ อะไรที่ไม่สำคัญก็เมินมันซะ อย่ามาใส่ใจจนรกหัว หรือเสียอารมณ์ ถ้าหากว่าเราไม่รู้จักเมิน เราอาจจะเสียเวลา เสียอารมณ์ไปกับหลายสิ่งหลายอย่าง และบางทีเราก็จะทำในสิ่งที่ต้องเสียใจในภายหลังก็ได้

15 พ.ค. 69 - รู้ทันจนจับทางกิเลสได้ : กิเลสจะมาหลอกล่อเราร้อยแปด อย่างน้อยๆ ก็หลอกล่อให้เราคิดปรุงแต่งสารพัด หาเรื่องคิดหาเรื่องปรุง เพราะว่าเป็นอาหารของกิเลส เป็นอาหารของจิต เราก็พลาดท่าโดนมันหลอก หลงปรุงไปกับมัน แต่พอเราปฏิบัติได้ถึงจุดหนึ่ง เราก็รู้แล้ว หลังจากถูกหลอกเป็นอาจิณ หรือครั้งแล้วครั้งเล่า เราก็เริ่มจับทางได้ว่ามันจะมาทางนี้ แต่พอเราจับทางนี้ได้ มันก็จะมาทางใหม่ มาอุบายแบบใหม่ เราก็พลาดอีก แต่ก็ไม่เป็นไร ถ้าหากว่าเรารู้จักสรุปบทเรียน และต่อไปก็จะรู้ว่าไม่ใช่ทุกความคิดที่จะเชื่อได้ เพราะบางทีมันก็เป็นเหตุผลหรือข้ออ้างของกิเลส เราจบปริญญาตรี กิเลสก็จบปริญญาตรี เราจบปริญญาเอก กิเลสก็จบปริญญาเอก เราจบประโยค 9 กิเลสก็จบประโยค 9 เรารู้ธรรม กิเลสก็รู้ธรรม แล้วมันก็เอาธรรมที่รู้มาหลอกล่อเรา อันนี้เราก็ต้องรู้เท่าทันด้วย บางทีก็หาเรื่องคิด หาเรื่องพิจารณาธรรม พิจารณาเรื่องปฏิจจสมุปบาท ทั้งที่ไม่ใช่เวลา แต่ก็อยากจะหาเรื่องคิด คิดหน่อยน่า อยากจะรู้ว่าตัณหาทำให้เกิดอุปาทานได้อย่างไร อุปาทานก่อให้เกิดภพได้อย่างไร ภพก่อให้เกิดชาติได้อย่างไร ภพชาติคืออะไร ก็หาเรื่องคิด หลังจากที่เรารู้ทันอุบายอย่างอื่นแล้ว ทีแรกก็จะหาเรื่องคิดวางแผนไปเที่ยว พอเรารู้ทัน มันก็หาเรื่องคิดเรื่องใหม่ ที่มักจะได้ผลคือเรื่องธรรมะ เอาธรรมะมาคิด ทั้งที่ไม่ใช่เวลา ก็ต้องรู้จักวางมันลง หรือว่ารู้เท่าทันมัน อันนี้คือแบบฝึกหัด บททดสอบระหว่างการปฏิบัติ ซึ่งมันจะให้บทเรียนแก่เราได้มากทีเดียว

8 พ.ค. 69 - ขยันเรียนรู้จากทุกข์ : คนเราสามารถจะเรียนรู้อะไรได้มากมายจากความทุกข์ เวลาเรานึกถึงคำว่า ได้ ถ้าเรานึกถึงการได้เงินได้ทอง ได้โชคได้ลาภ ได้ความสุขสบาย เราจะผิดหวังได้ง่าย เพราะว่าบางครั้งนอกจากไม่ได้แล้วยังเสียอีก แต่ถ้าเราเป็นผู้ใฝ่รู้ ใฝ่เรียนรู้ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นก็ได้เรียนรู้ ได้เรียนรู้ได้ฝึก และเราอย่าไปรอให้ได้เรียนรู้ในยามที่เจ็บป่วยอย่างหนัก หรือสูญเสียมาก ควรจะฝึกการเรียนรู้เวลาเจออะไรที่ไม่ถูกใจ รถติด เพื่อนผิดนัด เจอคำต่อว่าด่าทอ เจอเสียงดัง เจอคนไม่น่ารัก พวกนี้ถ้าเราเป็นผู้ใฝ่รู้ เราได้เรียนรู้เยอะเลย รวมทั้งได้ฝึกใจด้วย เวลามาปฏิบัติธรรม ไม่มีคำว่าไม่ได้ แต่หลายคนมาบอก ปฏิบัติธรรมแล้วไม่ได้อะไรเลย อันนั้นเพราะเขามองว่าได้ หมายถึงได้ความสงบ ได้สิ่งที่เป็นอิฏฐารมณ์ เช่น อำนาจจิต ญาณพิเศษ แต่ถ้าเขามองว่าได้นี่คือได้เรียนรู้ มันได้เยอะเลย เดินหนึ่งชั่วโมงก็ได้เรียนรู้ แม้ว่าใจจะฟุ้งตลอด แต่ก็ได้เห็นความฟุ้ง คนเราถ้าหากว่าเป็นผู้ใฝ่รู้ จะไม่ใช่คนที่ทุกข์ง่าย เพราะว่าอนิฏฐารมณ์ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ไม่น่าพอใจ ก็ล้วนแต่ให้อะไรกับเรามากมายคือ ให้บทเรียน ทำให้เราได้เรียนรู้ หรือได้ฝึกจิตฝึกใจ แต่จะทำอย่างนี้ได้ต้องฝึกอยู่เสมอ เพราะไม่งั้น เวลาเจอแต่สิ่งที่สะดวกสบาย เจอความสมหวังมักจะทำให้เราประมาท

7 พ.ค. 69 - อานุภาพของการสังเกต : แต่ถ้าเห็นความจริงของกายและใจ ไม่ใช่แค่เกิดความสงบ แต่ว่าเกิดความสว่าง สว่างเพราะเห็นความจริงของกายและใจ ไม่ไปยึดมั่นถือมั่น ไม่ไปหลงกับมัน มันก็ทำให้ความทุกข์ลดลง ดังนั้น การสังเกตุมีพลัง สังเกตุ แต่ไม่ต้องรอให้กายนิ่ง กายเคลื่อนไหว แต่ว่าใจตั้งอยู่บนฐานรู้ หรือมีกายเป็นฐาน เฝ้าดูความเป็นไปต่าง ๆ โดยที่ไม่เข้าไปทำอะไรกับสิ่งที่เห็น ไม่ว่าจะเป็นความคิดและอารมณ์ ดูเฉย ๆ จะเรียกว่าดูแบบนิ่ง ๆ ก็ได้ มันก็จะเห็นความลับของกายและใจ เห็นกระทั่งว่ามันไม่มีเรา ไม่มีตัวเรา อันนี้เป็นความจริงที่ประเสริฐมาก เป็นอริยสัจอย่างหนึ่งเลย ที่ช่วยทำให้หลุดจากทุกข์ได้ เห็นความจริงที่เกิดจากการสังเกตุ ไม่ใช่ด้วยกายที่นิ่ง แต่ด้วยจิตที่ตั้งมั่นอยู่บนฐานรู้ จะเรียกว่าเป็นจิตที่นิ่งก็ได้ แต่อย่าไปเข้าใจว่ามันไม่คิดอะไร มันก็มีความคิด แต่ความคิดไม่ใช่จิต แต่ว่าจิตดูแล้วก็เห็นความคิดนั้น แล้วก็เห็นธรรมชาติของมัน อารมณ์ความรู้สึกด้วย เวทนาด้วย ความรู้สึกปวดเมื่อยด้วย เห็นแล้ว มันก็เผยแสดงสัจธรรม ทำให้เกิดปัญญา ปัญญาคือเหตุที่ทำให้สว่าง เป็นความสว่างที่ช่วยให้ออกจากทุกข์ได้ เพราะฉะนั้นให้เราหมั่นสังเกตุ หมั่นดู แต่ไม่ใช่ไปจ้องดู การสังเกตุนี่แหละ ที่จะช่วยทำให้เราได้พบอะไรที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

6 พ.ค. 69 - ชีวิตสงบเย็นได้เมื่อรู้จักเมิน : ศิลปะที่สำคัญของชีวิตอย่างหนึ่งคือการรู้จักเมิน รู้ว่าอะไรควรเมิน อะไรควรใส่ใจ บางคนรู้ แต่ทำไม่ได้เพราะว่าสติมันอ่อน แต่ถ้าเราไม่เพียงแต่รู้ว่าอะไรควรใส่ใจและไม่ควรใส่ใจ เรามีสติด้วย สติจะช่วยทำให้สิ่งที่ไม่ควรใส่ใจไม่เก็บเอามาคิด และช่วยทำให้ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ควรใส่ใจ หรือควรให้ความสำคัญ ถ้าเราไม่มีสติ การที่จะใส่ใจสิ่งที่ควรทำก็กลับทำไม่ได้ อะไรที่ควรเมินก็กลับใส่ใจ แล้วเห็นเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต เก็บเอามาสุมไว้ในใจ กลายเป็นเกิดความทุกข์เกิดความเครียดขึ้นมา อยากให้ใจโปร่งเบาก็ต้องรู้จักมีสติ เพื่อที่เราจะได้เมินสิ่งต่างๆ ที่ไม่ควรให้ค่าหรือความสำคัญกับมัน

5 พ.ค. 69 - ทุกข์เพราะหลงเชื่อความคิด : จริงๆ แล้วคนเราไม่ได้ทุกข์เพราะความคิด แต่ทุกข์เพราะไปหลงเชื่อความคิด ความคิดถึงเรื่องราวในอดีต ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี่เป็นธรรมดาที่เกิดกับเราได้ เช่นเดียวกับการเปรียบเทียบ ความคาดหวัง มันเป็นธรรมดาของปุถุชน ความคิดเหล่านี้มันทำอะไรเราไม่ได้ มันทำให้ทุกข์ไม่ได้ ถ้าเกิดว่าเรารู้เท่าทัน ไม่หลงเชื่อมัน มันคิดก็คิดไป แต่ไม่เชื่อมัน บางทีก็ทักท้วงมัน เช่น มีความกลัว กลัวเพราะปรุงแต่งว่ามีคนอยู่ข้างนอก เดินรอบกุฏิ หรือมีตุ๊กแก มีงูอยู่ มันปรุงแต่ง แต่ไม่เชื่อมัน ทักท้วงมัน แม้กระทั่งมีความกลัวก็เห็นความกลัว เพราะฉะนั้นจะพูดว่าทุกข์เพราะความคิดก็คงไม่ถูก ความคิดเกิดขึ้นแต่ไม่ทุกข์ก็ได้ ถ้าเห็นมัน รู้เท่าทันมัน ไม่หลงเชื่อความคิดเหล่านั้น สติช่วยเราตรงนี้แหละ ช่วยทำให้เราเห็นความคิด ไม่หลงเชื่อความคิด รู้จักทักท้วงความคิด เพราะเห็นว่าความคิดไม่ใช่เรา แต่ก่อนมีความคิดเกิดขึ้นก็ฉันคิด กูคิด แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ความคิดไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ความกลัวก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มีความปวดก็ไม่ใช่กูปวด แค่ความปวดเกิดขึ้นกับกาย แม้มีความคิดใดเกิดขึ้น ก็ไม่สามารถจะมีอิทธิพลบีบคั้นใจให้เป็นทุกข์ได้ เพราะว่ามีสติเห็นมัน ไม่หลงเชื่อมัน นี่แหละคือสิ่งที่จะช่วยทำให้ความทุกข์เกิดขึ้นกับใจของเราน้อยลง แม้ยังมีความคิด แต่ไม่หลงเชื่อความคิดเหล่านั้น

4 พ.ค. 69 - ขยันรู้และรู้ไม่เลือก : ถ้าเราฝึกสติ เราต้องรู้แบบไม่เลือกที่รักมักที่ชัง รู้ไปหมด หลวงพ่อคำเขียนท่านใช้คำว่ารู้แบบตะพึดตะพือเลย หงุดหงิดก็รู้ เสียใจก็รู้ ท้อแท้ก็รู้ ผิดหวังก็รู้ และมันก็จะกลายเป็นของดีไป เพราะต่อไปก็จะเห็นสัจธรรม หรือรู้ความจริงเกี่ยวกับอารมณ์เหล่านี้ ก็จะกลายเป็นวิปัสสนา ต่อไปก็จะรู้ถึงขั้นว่า มันไม่มีอะไรที่เป็นเราของเราเลย ทุกอย่างเป็นอนัตตาไปหมด รูปก็ไม่ใช่เรา จิตก็ไม่ใช่เรา อันนี้เพราะว่าเริ่มต้นจากการที่ใฝ่รู้ หรือว่ารู้แบบไม่เลือกที่รักมักที่ชัง รู้ซื่อ ๆ ให้เราปฏิบัติไปเรื่อย ๆ อย่าให้ความอยาก และความคาดหวังมาครอบงำใจของเรา แม้จะมี ก็ให้รู้ทัน

3 พ.ค. 69 - รู้ทันเหตุผลของกิเลส : การที่คนเราจะทำดี เสียสละเพื่อส่วนรวมหรือไม่ หรือว่าจะหาประโยชน์ส่วนตัว สิ่งสำคัญคือการที่เรารู้ทันเหตุผลข้ออ้างของกิเลสที่จะทำความดี ก็จะมีเหตุผลข้ออ้างของกิเลสให้งดทำ หรือให้ผลัดผ่อนไปก่อน เวลาจะทำชั่วก็จะมีเหตุผลข้ออ้างของกิเลสที่ส่งเสริมให้กระเหี้ยนกระหือรือหรือว่ากระตือรือร้นที่จะทำ ถ้าเราไม่มีสติรู้ทัน อุบายกิเลส เราก็กลายเป็นเครื่องมือของกิเลส โดนมันชักนำไป การเจริญสติ นอกจากช่วยทำให้เรามีความสุขได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยทำให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของกิเลส ซึ่งมีข้ออ้างสารพัด อย่างที่มีคนพูดว่า กิเลสหรือมารผีห่าซาตานก็มีเหตุผลของมัน ยุคนี้เป็นยุคที่เราบอกว่าเราทำอะไรอย่างมีเหตุผล พูดอย่างนี้ยังไม่พอ ต้องดูว่าเป็นเหตุผลของอะไรด้วย ต้องแยกแยะให้ถูก เพราะกิเลสก็มีเหตุผลของมันเหมือนกัน แล้วก็สวยหรูด้วย ฉะนั้นถ้าเราไม่เท่าทันมัน มันก็พาเราเข้ารกเข้าพง