เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ (จัดทำโดยลูกศิษย์)

1 เม.ย. 69 - ฝึกใจให้มีความสุข : คนเรานี่ถ้าหากว่าฝึกใจให้รู้จักมองเห็นสิ่งที่ดี ไวต่อความสุข แม้ว่าจะประสบเหตุเภทภัยอะไรก็ ยังมีความสุขได้ และที่สำคัญคือว่า เมื่อเจอความทุกข์แล้ว เรามองเห็นว่าเป็นธรรมดา ธรรมะช่วยได้ ทำให้เรามองเห็นว่าความสูญเสีย ความเจ็บป่วย ความพลัดพราก มันเป็นธรรมดาของชีวิต มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ถ้าเราไม่ยึดติดถือมั่นในสิ่งที่มี สิ่งที่เป็น เมื่อสูญเสียสิ่งที่มี สิ่งที่เป็นไป มันก็ไม่ทุกข์อะไร อันนี้เป็นธรรมะที่เราสามารถฝึกใจให้เห็น แม้ว่ามันจะจดจ่อ เวลามีความทุกข์ มันก็จะไม่จมไปกับความทุกข์ เพราะมีปัญญาเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา และยิ่งถ้าหากว่ามีสติ รู้จักมองว่า เราก็ยังมีสิ่งดี ๆ อีกเยอะ เราสูญเสีย 1 แต่เรายังมีตั้ง 2 มีตั้ง 3 ตั้ง 4 เรายังมีสิ่งดี ๆ อีกมาก และสิ่งที่เสียไปมันก็สอนธรรมให้กับเรา สอนความจริงให้กับเรา เสียทรัพย์แต่ได้ปัญญา ได้เห็นสัจธรรมความจริง ก็กลายเป็นดีไป เพราะฉะนั้น แม้ว่าสมองเราจะถูกออกแบบมาไม่ให้เรามีความสุข แต่ใจเราฝึกได้ ให้สามารถที่จะเป็นอิสระจากความทุกข์แล้วเข้าถึงความสุข ท่ามกลางความผันผวนแปรปรวนของโลกได้ ใจสิ่งที่มี สิ่งที่ดี ตามองเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส ยังเหมือนคนปกติ เดินเหินไปไหนก็ได้

31 มี.ค. 69 - อย่างหลงติดหัวโขน : สมมติที่มันมาพร้อมกับตำแหน่งฐานะ หรือเพศ ก็ยังเป็นเรื่องที่เห็นได้ง่าย แต่สมมติที่มันเกิดจากความยึดติดถือมั่นว่า สัตว์ตัวตนบุคคลเราเขา อันนี้เข้าใจยาก แต่ถ้าเพียงแต่เรารู้เท่าทันสมมติที่มันเป็นหัวโขน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งชื่อเสียง ฐานะ แล้วเราไม่หลงติดในมัน รู้ว่ามันเป็นแค่สมมติ เป็นแค่มายา เราก็สามารถจะเป็นอิสระจากมันได้ ถึงแม้ว่ายังหลงยึดติดในสัตว์ตัวตนบุคคลเราเขาก็ตาม ยังมีเรา-มีเขา แต่อย่างน้อยก็สามารถจะก้าวพ้นขีดจำกัด หรืออิทธิพลของสมมุติไปได้ ถ้าหากเข้าถึงธรรมะจริงๆ มันก็จะเข้าถึงภาวะที่หลวงพ่อคำเขียนบอกว่าไม่เป็นอะไรกับอะไร อันนี้ก็เรียกว่าเป็นอิสระจากสมมติอย่างสิ้นเชิง แต่ว่าถ้ายังไม่มีปัญญาเห็นถึงขนาดนั้น อย่างน้อยก็ไม่หลงเพลินในหัวโขน รู้เท่าทันอำนาจของหัวโขนในความเข้าใจของชาวโลก แล้วพอหัวโขนมันแปรเปลี่ยนไป ก็จะได้ไม่ทุกข์กับความผันผวน กับความเปลี่ยนแปลงนั้น

30 มี.ค. 69 - ทางออกพบได้ที่ใจ : ถ้าเราทำความเพียรแล้วลดความคาดหวังลง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังในคำชื่นชมสรรเสริญ การได้รับความสำคัญหรือความสำเร็จ เราเพียรเท่าไหร่ แม้จะไม่สำเร็จเราก็ไม่ทุกข์ ก็ยังทำ ยังตั้งหน้าตั้งตาทำความเพียรต่อไป เหมือนกับเวลาเราปฏิบัติธรรม เราทำความเพียรปฏิบัติทั้งวัน แม้ว่าจะยังดูเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความสงบก็ยังไม่เกิด ปัญญาก็ยังไม่ปรากฏ แต่เราก็ไม่ทุกข์ เพราะว่าความเพียรของเราไม่ได้ผูกติดอยู่กับความสำเร็จหรือความคาดหวัง วิธีที่จะลดความทุกข์จึงไม่ใช่แค่การพยายามให้ได้มาอย่างที่ต้องการ แต่อยู่ที่การลดความต้องการลง ลดความคาดหวังลง ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ถ้าเราศึกษา หมั่นมองดูใจ เราจะพบว่าทางออกจากทุกข์ ทางออกจากปัญหา จริง ๆ แล้วอยู่ที่ใจเรา ไม่ใช่อยู่ที่ว่าต้องให้ได้อย่างที่อยาก เจอแดดร้อน ๆ แม้ทุกข์กายแต่ใจไม่ทุกข์ก็ได้ อันนี้ก็คำตอบเดียวกัน คือทางออกจากทุกข์อยู่ที่ใจเรา แม้ว่ายังต้องเจอทุกข์ แต่ก็แค่ทุกข์กายแต่ใจไม่ทุกข์ แม้จะไม่ได้แต่ก็ไม่ทุกข์ เพราะไม่ได้หวัง ฉะนั้นถ้าเราหันมาสังเกตใจของเราจากการที่ได้เจอกับความทุกข์ ความยากลำบาก สุดท้ายเราก็จะพบว่าทางออกมีอยู่เสมอ อย่างน้อยกทางออกก็คือที่ใจ

23 มี.ค. 69 - เตือนใจให้ใช้หัว : ตัวเราเองแต่ละคนก็เหมือนกัน บางทีแม้เราจะรู้ผิดรู้ถูก สนใจธรรมะ ฟังธรรมมาเยอะ แต่ว่าบางทีถ้าปล่อยให้อารมณ์ลุกลาม ไม่ว่าจะเป็นความโกรธจนเกิดการบันดาลโทสะ หรือเกิดโลภะ ราคะ เกิดอารมณ์ชั่ววูบ แม้กระทั่งการกิน การกินที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หลายคนก็รู้ว่ากินน้ำตาลมาก ๆ ไม่ดี กินของหวานไม่ดี กินไขมัน กินพวกที่มีไขมันเยอะไม่ดี แต่ก็ห้ามใจไม่ได้ เพราะคนเราการกระทำคนเราไม่ได้ใช้หัวอย่างเดียว ใช้อารมณ์ ใช้ใจ ความอยาก ก็ทำให้ลืมตัวก็เผลอกินเผลอเสพสิ่งที่รู้ว่าเป็นโทษต่อร่างกาย แต่ตอนนั้นไม่ได้ใช้ความรู้ ใช้ความรู้สึก แต่ถ้าคนเรารู้จักเตือนตนด้วยตนเอง คือมีสติ ก็ช่วยทำให้เราไม่เผลอทำสิ่งที่เป็นโทษต่อผู้อื่น หรือทำร้ายตัวเองได้ การมีสติสำหรับยุคนี้สำคัญมาก เพราะว่าเราก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรมากระตุ้นให้เราเกิดความโกรธ ทำให้เราเกิดความโลภจนลืมตัวหรือเปล่า อย่างที่ว่าสมัยก่อนยังมีคนช่วยตักช่วยเตือน มีเพื่อน มีหมู่มิตร แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ก็ต้องรู้จักเตือนตัวเอง แล้วเราจะเตือนตัวเองได้ต้องมีสติ ขนาดมีสติแล้วยังไม่พอ บางทีแม้ว่ารู้ว่าโกรธไม่ดีแต่ก็ยังโกรธอยู่ รู้ว่ากินของหวานไม่ดีแต่ก็ยังกินอยู่ บางทีสติไม่มีอำนาจเพียงพอ แต่ถ้าเราเตือนตัวเองบ่อย ๆ เตือนตัวเองบ่อย ๆ ก็จะช่วยชะลอได้ในที่สุด ใหม่ ๆ เวลาโกรธแล้ว เผลอหลุดปากด่าไป มารู้ตัวก็ว่าไปเรียบร้อยแล้ว แล้วคนที่ถูกว่าบางทีก็เป็นพ่อแม่ เป็นลูก แต่ถ้าเราไม่ท้อไม่ถอย ทำไปเรื่อย ๆ ต่อไปก็จะเตือนตัวเองได้เร็วขึ้น จนกระทั่งตอนหลังมีความโกรธก็รู้ว่าโกรธ แล้วไม่ปล่อยให้ความโกรธครอบงำ ต่อไปก็จะรู้ทันมากขึ้น จนกระทั่งไม่ทันจะโกรธเลย แค่หงุดหงิด แค่ไม่พอใจ ก็หยุดแค่นั้น เพราะมีสติมาเตือน ยุคนี้ถ้าเราไม่มีสติ ก็ง่ายที่เราจะพลั้ง ง่ายมากที่เราจะเผลอ ง่ายมากที่เราจะทำในสิ่งที่ต้องเสียใจในภายหลังได้

22 มี.ค. 69 - ปลอดภัยเพราะใจมีบ้าน : บ้านที่ก่อด้วยอิฐสร้างด้วยปูนป้องกันอะไรไม่ได้เลย ได้แต่ป้องกันสัตว์ร้าย มิจฉาชีพ ผู้ร้าย อาจจะป้องกันน้ำท่วม แผ่นดินไหวได้บ้าง แต่ว่าความสูญเสียคนรัก ของรัก และการประสบกับสิ่งที่ไม่รักไม่พอใจป้องกันไม่ได้ แต่บ้านในใจป้องกันได้ สติก็ดี สัมปชัญญะความรู้ตัวก็ดี ปัญญาก็ดี ช่วยป้องกันได้ และถ้าเรามีบ้านชนิดนี้ อยู่ที่ไหนก็อบอุ่น อยู่ที่ไหนก็ปลอดโปร่งเป็นอิสระ แม้ว่าจะอยู่ห่างจากบ้านที่คุ้นเคย ที่เป็นอาคารสถานที่ แต่ว่าความเหงาก็มาครอบงำจิตใจไม่ได้ ต้องใส่ใจในการหาบ้านอย่างนี้ให้กับใจของเรา เพราะถึงวันที่เราเจ็บเราป่วย ถึงวันที่เราต้องเจอกับความพลัดพรากสูญเสีย ถึงวันที่เราอาจจะต้องตกอยู่ในสภาพที่ร่างกายกลับกลายเป็นคุกขังเราไว้ จะก็ขังได้แต่กาย แต่ว่าขังใจไม่ได้ เพราะใจมีอิสระ เพราะใจมีบ้าน ที่ให้ความอบอุ่นข้างในแก่เรา

19 มี.ค. 69 - สิ้นสุดการทะเลาะในตัวเอง : การสิ้นสุดของการทะเลาะในตัวเอง ดังนั้นมันจะมีความสงบ เป็นความสงบที่ไม่ใช่ว่าไม่มีกิเลส มันก็ยังมี หรือกิเลสก็ยังมีโอกาสที่จะเกิด แต่ว่าไม่มีเหตุปัจจัยที่จะเกิดได้ เพราะว่าความหลง ซึ่งเป็นบ่อเกิดหรือเป็นเชื้อของความโกรธ ความเครียด ความเศร้า มันไม่มี ก็เหมือนกับไฟ ไฟลุกเป็นเปลวได้เพราะมีเชื้อ แล้วก็มีออกซิเจน แต่เมื่อไรก็ตามที่เชื้อหมด เมื่อไรก็ตามที่ไม่มีออกซิเจน ไฟก็ดับ กิเลสและความโกรธ ความเศร้า ความเกลียด ความเครียด อารมณ์อกุศลพวกนี้ รวมทั้งความฟุ้งด้วย มันเกิดขึ้นได้เพราะความหลง หลงเมื่อไรก็เหมือนกับกิเลสได้เชื้อไฟ แต่พอรู้สึกตัวขึ้นมาเมื่อไร ออกซิเจนหมด เชื้อหาย ไฟก็ดับ มันไม่ใช่ภาวะที่ต้องไปโรมรันพันตูกัน ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในใจของคนที่ใฝ่ดี ใฝ่ธรรม แต่ว่าการที่จะรับมือกับกิเลส ความคิด และอารมณ์ที่ทำให้ใจว้าวุ่น ฟุ้งซ่าน มีวิธีที่ดีกว่านั้น คือเห็นมัน

18 มี.ค. 69 - สงบได้เพราะรู้ใจ : คำว่ารู้นี่สำคัญ สงบกับรู้ไม่ได้ขัดแย้งกัน เพียงแต่ว่ารู้ในที่นี้คือรู้อาการของใจ รู้จิต รู้เวทนา ไม่ใช่รู้ข้างนอก รู้ข้างนอกอาจจะทำให้ใจไม่สงบได้ แต่ถึงจะรู้ข้างนอก ถ้าหากว่ารู้ข้างในไปด้วย เวลาตาเห็นรูป ก็มีสติเห็นใจที่กระเพื่อมขึ้นกระเพื่อมลง เวลาหูกระทบกับเสียง ก็มีสติเห็นใจยินดียินร้าย ถ้าทำอย่างนี้ได้ ความสงบก็เกิดขึ้นได้ และความสงบแบบนี้สำคัญมาก เพราะว่าไม่ได้หมายถึงการตัดการรับรู้ เรายังรับรู้โลกภายนอกได้ แต่ว่าเราไม่ได้แค่รู้นอก เรารู้ในด้วย รู้ทันความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้น รู้อาการของใจที่ไปต่อสู้ผลักไส รู้สึกลบกับภาพที่เห็นหรือเสียงที่ได้ยิน รู้ทันความอยาก ความคาดหวังที่เกิดขึ้น แล้วก็ไม่ปล่อยให้มันครองใจ ความเพียรยังทำอยู่ แต่ว่าแยกเอาความอยากหรือความคาดหวังออกไป ของอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องมาคู่กันก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ก็จะมาคู่กัน ถ้ายิ่งมีความเพียรเท่าไร ก็ยิ่งมีความอยาก มีความคาดหวังมากเท่านั้น แต่ถ้าเราเพียรโดยที่ปลดความอยาก ความคาดหวัง หรือถึงจะมีก็รู้ทันมัน ถ้าเรารู้เรื่องโลกภายนอก แล้วรู้อาการของใจ ความสงบก็เกิดขึ้นในใจเราได้ ไม่จำเป็นต้องปิดหูปิดตาอย่างลิงสองตัวนั้นก็ได้ ตาก็ยังเห็นรูป หูยังได้ยินเสียง แต่มีสติเห็นใจ เห็นอารมณ์ เท่านี้ก็ทำให้เกิดความสงบในใจขึ้นมาได้

17 มี.ค. 69 - เปิดโอกาสให้สติทำงาน : ถ้าเรารู้จักให้สติทำงาน เราไม่ทำงานแทนสติ การปฏิบัติก็จะเป็นเรื่องง่าย แต่ว่าก็ต้องอดทน อย่าใจร้อน เพราะถ้าใจร้อนแล้วเราก็จะไปทำงานแทนสติ แล้วสติก็จะไม่มีโอกาสได้เติบโต ได้พัฒนาเลย ถ้าเราให้สติทำงาน เราก็จะเหนื่อยน้อย การปฏิบัติก็จะไม่ใช่เรื่องยาก ทำได้ทั้งวัน อาจจะเมื่อยเพราะเดินมาก แต่ว่าไม่เวียนหัว ไม่แน่นหน้าอก ไม่เครียด เพราะว่าเราให้สติทำงาน แต่ที่เวียนหัว แน่นหน้าอก เครียด เพราะว่าเราไปทำงานแทนสติ คือไปตั้งใจมาก ไปห้ามความคิด แทนที่จะมีสติรู้ทันความคิด ก็ไปห้ามความคิดซะ ก็เลยเครียด ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะความคาดหวัง

16 มี.ค. 69 - เพียรแต่ไม่คาดหวัง : ก็ให้เราวางใจให้ดี มีความเพียร ก็เต็มที่เลย แต่ว่าความอยาก ความคาดหวัง ลืมมันไปก่อน หรือวางเอาไว้ แต่ถ้ายังเผลอผุดขึ้นมาในใจ ก็ให้แค่รู้ทันมัน อย่าไปห้าม อย่าไปเบรกมัน แค่เห็นว่าตอนนี้มีความอยาก ตอนนี้มีความคาดหวัง แค่เห็นมัน รู้ทันมัน หรือที่เรียกว่ารู้ซื่อ ๆ มันก็จางคลายและถ้าเราวางจิตวางใจได้แบบนี้ การปฏิบัติจะทำได้ทุกที่ ทำได้ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องมาปฏิบัติที่วัด ไม่จำเป็นต้องไปที่ที่สงบ ไปที่ไหน อยู่บนรถ เดินทาง อยู่บนถนน หรือว่าทำงาน อยู่ท่ามกลางผู้คน ก็ปฏิบัติได้ เพราะว่าไม่ได้เรียกร้องความสงบ จิตฟุ้งปรุงขึ้นมาก็รู้ หงุดหงิดก็รู้ เพราะเราไม่ได้มุ่งเอาคุณภาพของจิตว่าต้องสงบ ต้องนิ่ง ฟุ้งก็รู้ นิ่งก็รู้ หงุดหงิดก็รู้ เพราะว่าความรู้ทันความคิดและอารมณ์นี่เอง ที่จะทำให้สติของเราเติบโต เพราะฉะนั้น ที่สำคัญคือ มีความเพียรน่ะดีแล้ว แต่ให้วางความอยากความคาดหวังลง ไม่อย่างนั้น เราก็จะปฏิบัติด้วยความเครียดด้วยความทุกข์

15 มี.ค. 69 - ฝึกใจให้เหมือนใบบัว : ถ้าไม่มีโคลนตม ก็ไม่มีดอกบัว No Mud, No Lotus ฉะนั้นเวลาเราเจอความทุกข์หรือเจอปัญหา ลองมองดี ๆ อย่ามัวแต่เศร้าโศกเสียใจ ลองมองดูดี ๆ แล้วจะเห็นธรรมะ ทุกข์อยู่ไหน ธรรมะอยู่ตรงนั้น หรือว่าจะพูดให้ใกล้ตัวหน่อยก็คือ ปัญหาอยู่ตรงไหน ธรรมะอยู่ตรงนั้น ฉะนั้นถ้าเรารู้จักมองให้ดี ๆ ทุกข์หรือปัญหาก็ทำให้ใจเราสว่างด้วยปัญญา อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราสามารถจะเรียนรู้ได้จากดอกบัวและใบบัว ฉะนั้นพุทธศาสนานี้จึงให้ความสำคัญกับใบบัวและดอกบัวมาก หนังสือทำวัตรของเราก็มีแต่รูปใบบัว ดอกบัว พระพุทธรูปก็มีฐานบัว แล้วก็มีการเอาดอกบัวมาเคารพเป็นเครื่องสักการะ

6 มี.ค. 69 - อยู่กับกิเลสเหมือนน้ำกับใบบัว

1 มี.ค. 69 - ทุกข์มีเพราะยึด ทุกข์หลุดเพราะปล่อย

27 ก.พ. 69 - อย่าปล่อยให้ความคิดเป็นนายเรา

17 ก.พ. 69 - อันตรายของความยึดว่าเป็นตัวกูของกู

12 ก.พ. 69 - เจออะไร ก็ได้เรียนรู้เสมอ

4 ก.พ. 69 - สิ่งที่ควรถนอมรักษาอย่างยิ่ง

3 ก.พ. 69 - ทำอะไรก็เข้าใจจุดมุ่งหมาย

2 ก.พ. 69 - รับมืออย่างไรกับความเครียด

1 ก.พ. 69 - มีโอกาสก็ไม่ทำเพราะใจใฝ่ธรรม

31 ม.ค. 69 - คุณค่าของความดี ความจริงและความสุข

28 ม.ค. 69 - มองให้เป็นก็เห็นประโยชน์ต่อทุกสิ่ง

26 ม.ค. 69 - รักษาใจอย่าให้ไหลตามกระแส

25 ม.ค. 69 - ฝึกจิตให้นิ่ง ทำใจให้สงบ

23 ม.ค. 69 - ภาวนาอย่างไรในชีวิตประจำวัน

21 ม.ค. 69 - ฝึกจิตให้เป็นอิสระจากโลกธรรม

18 ม.ค. 69 - เห็นต่างกันได้ ไม่ต้องเกลียดกัน

17 ม.ค. 69 - เจออะไร ใจก็นิ่งได้ใจสงบ

8 ม.ค. 69 - หมั่นระบายขยะออกจากใจ : เพราะความโกรธ ความโศก หรืออารมณ์อกุศล นอกจากบงการให้เราทำตามอำนาจของมันแล้ว ก็ยังบงการให้ใจเราหวนคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทำให้โกรธ ทำให้เศร้าอยู่เสมอ เหมือนกับว่าเป็นการเติมเชื้อให้กับอารมณ์เหล่านี้ แล้ววิธีที่จะเติมเชื้อให้อารมณ์เหล่านี้ ส่วนหนึ่งก็คือเกิดจากการที่ทำตามอำนาจของมัน และการที่หวนนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทำให้เกิดความโกรธ ทำให้เกิดโทสะ ทำให้เกิดความเศร้า ลองสังเกตดู คนที่เจ้าอารมณ์ ก็จะชอบจะหวนคิดกลับไปนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งก็ทำให้จิตใจเราย่ำแย่ ทำให้ขยะเพิ่มพูนมากขึ้น สติสำคัญตรงนี้ เพราะสติช่วยทำให้ใจไม่ไปหวนนึก เพื่อปลุกอารมณ์ที่เป็นขยะ ให้เกิดขึ้นในใจ หรือหมักหมมสะสมในใจ ในด้านหนึ่งสติหรือความรู้สึกตัว ทำให้เราไม่ตกอยู่ในอำนาจของมัน สั่งให้ด่าเราก็ไม่ทำ สั่งให้ซึมเศร้าดำดิ่ง เราก็กลับกระตือรือร้น ขวนขวาย ไม่ยอมนั่งเจ่าจุกหรือซึมเซา ให้มีความกระฉับกระเฉง สั่งให้ใจหวนไปนึกถึงเหตุการณ์เก่าๆ เพื่อปลุกเร้าอารมณ์โกรธ เศร้า เครียด ก็เพราะสติทำให้เกิดความรู้สึกตัว กลับมาอยู่กับปัจจุบัน กลับมาอยู่กับสิ่งที่กำลังทำในปัจจุบัน

7 ม.ค. 69 - หลงเมื่อไร ทำร้ายใจตนเองเมื่อนั้น : ฉะนั้นถ้าเราใคร่ครวญเราก็จะรู้เลยว่า เมื่อเรามีความโกรธ มีความน้อยใจ เมื่อได้ยินใครพูดอะไรใส่หูเรา นั่นเป็นเพราะเราฟังอย่างไม่มีสติ เราก็เลยไปรับอารมณ์ของเขามาทำร้ายจิตใจเรา คำพูดของเขาทำร้ายจิตใจเราไม่ได้ หรือแม้แต่อารมณ์ของเขาก็ทำร้ายจิตใจเราไม่ได้ ถ้าใจเราไม่ไปรับอารมณ์ของเขาเข้ามาทำร้ายจิตใจเรา หรือพูดง่ายๆ คือว่า เราจะทุกข์หรือไม่ ไม่ใช่เพราะคำพูดของใคร หรืออารมณ์ของใคร แต่เป็นเพราะเราไปรับเอาอารมณ์ของเขามาทำร้ายจิตใจเรา นั่นก็เพราะเราไม่ได้ฟังอย่างมีสติ ฉะนั้นการฟังอย่างมีสติมีความสำคัญ และคำพูดเช่นนี้ก็ช่วยให้เราระลึกได้ว่า ถ้าเราฟังอะไรก็ตาม หรือเราได้ยินอะไรก็ตาม ถ้าเราเกิดทุกข์ขึ้นมา เราจะไปโทษคำพูดหรือโทษเสียงนั้นไม่ได้ เราต้องโทษใจเรา อย่างที่หลวงปู่บุดดาเคยเตือนลูกศิษย์

6 ม.ค. 69 - ปฎิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม

5 ม.ค. 69 - ระวังใจไม่ให้ปรุงแต่ง : มัยนี้เราถูกฝึกให้คิด ๆ ๆ จนกระทั่งวางความคิดไม่ได้ เพราะว่าความคิดมันต่อกันไปยาวเลย เวลาเดินเจริญสตินี่ รู้เลย สังเกตได้ มันคิดสารพัดเลย จากเรื่องนั้นไปเรื่องนี้ จากเรื่องนี้ไปเรื่องโน้น บางทีคิด 10 เรื่อง กว่าจะรู้ตัว แต่บ่อยครั้ง ไม่ใช่แค่คิด 10 เรื่อง คิดเรื่องเดียว แต่คิดปรุงยาวไปเลย แล้วแต่ละเรื่องที่คิดนี่ก็ทำร้ายตัวเอง หรือไม่ก็สร้างผลเสีย เกิดโทษแก่ตัวเอง ความที่เราไม่ค่อยใส่ใจกับความคิดในหัว หรือว่าถนัดคิด จนกระทั่งไม่รู้เนื้อรู้ตัว มันสามารถจะซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้กับตัวเราได้ สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่อะไรอื่น คือใจของเรา โดยเฉพาะใจที่ไม่ได้ฝึกฝน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ โจรกับโจรทำร้ายกัน ก็ไม่ก่อความเสียหายมากเท่ากับจิตที่วางไว้ผิด จิตที่วางไว้ผิด ก็มีตั้งแต่จิตที่ชอบปรุงแต่ง แล้วปรุงต่อไปยาวเหยียด ซึ่งล้วนแล้วแต่มีอคติเป็นตัวกระตุ้น อคติ หรือความหวงแหน หวงลูก ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความกลัว อารมณ์พวกนี้สามารถจะปรุง หรือจะเอาความคิดใดความคิดหนึ่ง เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งมาปรุงเป็นสายยืดยาว ดังนั้น ถ้าหากว่าเราไม่อยากจะทำร้ายตัวเอง ก็ต้องรู้จักรู้ทันความคิด แล้วก็ตระหนักว่า ความทุกข์ก้อนใหญ่ของเรานั้นเกิดจากการปรุงแต่ง ซึ่งปรุงแต่งนั้นมีหลายระดับ แม้กระทั่งปรุงว่ามีตัวกู หรือปรุงว่าของกู ของกู นี่ก็เป็นเรื่องใหญ่ แต่ว่าคนไม่ค่อยตระหนัก เพราะมันลึกมาก เห็นไม่ค่อยชัด