ธรรมะเพื่อการเจริญสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางโดยพระปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม A collection of the Lord Buddha's teachings conveyed by the venerable Luangpor Pramote Pamojjo, a master teacher of mindfulness for the modern world and Vipassana meditation.
Listeners of หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม that love the show mention: teaching.

"ถ้าเรารู้ว่ากำลังฝันอยู่ คือกำลังหลงอยู่ จิตเราจะตื่นทันที แบบเดียวกันถ้านอนหลับอยู่ เรารู้ตัวว่ากำลังฝัน จิตจะตื่น ร่างกายจะตื่นขึ้นมา แล้วเวลาภาวนาถ้าเรารู้ทันว่าจิตเราฝันอยู่ จิตเราหลงอยู่ในโลกของความคิด จิตจะตื่นทันทีเลย เมื่อจิตตื่นก็ฝึกบ่อยๆ ให้ตื่นบ่อยๆ ทำกรรมฐานอันหนึ่งจิตหลงไป คือจิตฝันไป รู้ทัน จิตก็จะตื่น เดี๋ยวก็ฝันอีก ฝันอีก รู้อีกก็ตื่นอีก ทำให้มากเจริญให้มาก ในที่สุดจิตจะมีกำลัง จิตมีกำลังขึ้นมา จะตื่นโดยเราไม่เจตนาคราวนี้ แต่ตรงนี้ก็ยังเป็นโลกิยะ ยังเสื่อมได้ ไม่ต้องตกใจ มีหน้าที่ทำกรรมฐานไป พอจิตไหลไปจิตหลงไป รู้ทัน ทำให้มากเจริญให้มาก มันก็จะตื่นขึ้นมา พอตื่นขึ้นมาช่วงหนึ่งก็เสื่อม เราก็ปฏิบัติเหมือนเดิมนั่นละ ทำทุกวันก็จะเห็นเจริญแล้วเสื่อม เจริญแล้วเสื่อม ต่อไปจิตมีกำลังมาก จิตเราตื่นโดยที่เราไม่ต้องระวังรักษา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 29 ธันวาคม 2568

"ถ้าเรามีทฤษฎีชี้นำที่ถูก รู้เบื้องหลังความคิดของตัวเอง ศีลของเราก็จะดี คำพูดของเราดี พฤติกรรมทางร่างกายของเราดี การดำรงชีวิตของเราดี เมื่อเราดี ตรงนี้ใจเราจะไม่วุ่นวาย ใจเราจะสงบสุข เราก็จะสามารถก้าวไปสู่กลุ่มของมรรคที่ตรง เป็นการพัฒนาจิตโดยตรง มีองค์ 3 สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ มีองค์ 3 ประการ เมื่อเรามีทฤษฎีชี้นำถูกคือเราต้องรู้ทุกข์ ละสมุทัย มีความคิดที่ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส มีศีลที่ดีทั้งคำพูดทั้งการกระทำ ทั้งการทำมาหากิน ใจเราก็ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่มีเรื่องต้องทุกข์ร้อนมากมาย การปฏิบัติจะง่าย อริยมรรคเกิดเองเมื่อ ศีล สมาธิ ปัญญา สมบูรณ์ เวลาอริยมรรคเกิด มรรคทั้ง 8 เกิดร่วมกันทีเดียว แต่เวลาเราเรียน ค่อยๆ พัฒนามรรคมาทีละตัวๆ อันนั้นเรียกว่าบุพพภาคมรรคยังไม่ใช่อริยมรรค เวลาอริยมรรคเกิด ทั้งหมด 8 ตัวนี้ รวมเข้าด้วยกันทีเดียว" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 28 ธันวาคม 2568

"ความพอดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างบางคนกินข้าวแค่นี้พอดี นอนแค่นี้พอดี อันนี้เป็นทางสายกลางของคนนั้น อีกคนหนึ่งต้องอดนอน อดนอนผ่อนอาหารแล้วพอดี จิตใจมีสติ มีสมาธิ เดินปัญญาคล่องแคล่ว อันนี้ทางสายกลางของเขา เราเห็นครูบาอาจารย์อดนอน ผ่อนอาหาร แล้วท่านเจริญในธรรม เราก็คิดว่าต้องทำแบบนี้แล้วเจริญ ร่างกายเราไม่ได้เหมาะที่จะเป็นอย่างนั้น ก็ทรมานตัวเอง อันนั้นไม่ใช่ทางสายกลาง อันนั้นเป็นอัตตกิลมถานุโยค การทำสิ่งเดียวกัน เท่าๆ กันกับคนอื่น อาจจะหย่อนไป หรืออาจจะตึงไปก็ได้ การวัดทางสายกลางนั้น วัดที่ตัวเราเอง ไม่ได้ไปเทียบกับคนอื่นหรอก สังเกตที่ใจของเรา อันไหนทำแล้วกุศลเจริญ อกุศลลดละลงไป อันนั้นพอดีกับเรา สังเกตตรงนี้ มีสติรู้เท่าทัน อันไหนที่เราทำแล้ว อกุศลที่มีอยู่ดับไป อกุศลใหม่ไม่เกิด อันไหนที่เราทำแล้วกุศลที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น กุศลที่เกิดแล้วก็เจริญขึ้น อันนั้นทางสายกลางสำหรับตัวเรา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 27 ธันวาคม 2568

"ในฐานะที่พวกเราเกิดมาในยุคที่พระพุทธศาสนายังดำรงอยู่ อย่าปล่อยปละละเลยโอกาส โอกาสทองอย่างนี้หายาก นานๆ ถึงจะเกิดศาสนาพุทธทีหนึ่ง แล้วศาสนาพุทธก็มักจะอยู่ได้ไม่นาน เป็นศาสนาที่เข้าใจยาก เป็นศาสนาที่ทวนกระแสของโลก สัตว์โลกมันไหลไปตามกระแสของกามของกิเลส เราคิดว่ากามสุขมันยิ่งใหญ่เหลือเกิน เราก็เลยผัดวันประกันพรุ่ง ตอนนี้ขอหากามสุขไว้ก่อน ไว้เจอพระศรีอาริย์แล้วค่อยแสวงหาสุข ที่ประณีตขึ้นไปจากความพ้นทุกข์พ้นกิเลส อย่าโง่ เราสามารถพัฒนาจิตของเรา ให้เข้าถึงความสุขความสงบได้ตั้งแต่ในชีวิตนี้ เรื่องอะไรเราจะต้องจมในความทุกข์ไปอีกตั้งนาน เพื่อจะไปเจอธรรมะอันเดียวกันนี้อีก ฉะนั้นอย่าโง่ มีโอกาสศึกษาปฏิบัติธรรมทำไว้ แล้วชีวิตเราร่มเย็นเป็นสุข มันมีความสุขจริงๆ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 21 ธันวาคม 2568

"จะล้างกิเลสให้เด็ดขาดก็ต้องทำวิปัสสนา ทำจิตให้สงบ นั่งสมาธิ ข่มกิเลสได้ชั่วคราว หมดกำลังสมาธิ กิเลสมันก็กลับมาอีกแล้ว "เป็นฆราวาสทำวิเวก 3 ได้ไหม ทำกายวิเวกได้ไหม ทำจิตตวิเวกได้ไหม ทำอุปธิวิเวกได้ไหม" กายวิเวกไม่มีก็เพราะแส่ส่ายออกไปเอง แต่อย่างถ้าเราจำเป็นต้องอยู่กับคนมากๆ เราฝึกจิตให้ดี ก็เหมือนอยู่คนเดียว อยู่ตรงไหนก็เหมือนอยู่ตามลำพัง มีจิตตวิเวกตัวเดียว มันก็เหมือนมีกายวิเวกอยู่ในตัวแล้ว อยู่กับคนเยอะๆ ก็เหมือนอยู่กับอากาศธาตุ อุปธิวิเวกก็อาศัยการทำสติปัฏฐานไป มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 20 ธันวาคม 2568

"ทำกรรมฐานจะเริ่มจากกายก็ได้ เริ่มจากเวทนาก็ได้ เริ่มจากจิตก็ได้ ทำกรรมฐานอะไรก็ได้สักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้สภาวะ สภาวะคือรูปธรรมนามธรรม ไม่ใช่เรื่องราวที่เราคิด อย่างเราขยับเราเห็นรูปมันเคลื่อนไหวใจเป็นคนรู้สึก เดินจงกรมรูปมันเคลื่อนไหวใจเป็นคนรู้สึก มีกายกับใจ ร่างกายถูกรู้ ใจเป็นคนรู้ ถ้าดูนามธรรม เห็นสุข ทุกข์ ดี ชั่ว เกิดขึ้นมา เปลี่ยนแปลง ใจเราเป็นคนรู้คนเห็น มันต้องมีใจเป็นคนรู้คนเห็น เพราะฉะนั้นการปฏิบัติตรงที่เราจะเริ่มเจริญปัญญา เราต้องแยกขันธ์ได้ แล้วขันธ์อย่างน้อยแยก 2 ขันธ์ แล้ว 1 ใน 2 ที่ต้องมีขาดไม่ได้คือจิตหรือวิญญาณขันธ์ จิตรู้กายที่เคลื่อนไหว แล้วพอจิตมันรู้กายมันกำลังหลงๆ พอร่างกายเคลื่อนไหวปุ๊บ สติมันเกิดเอง ทันทีที่สติเกิดสัมมาสมาธิจะเกิดร่วมด้วยอัตโนมัติ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ วัดเจ้าอาม 13 ธันวาคม 2568

"ทาน ศีลต้องทำอยู่แล้ว ภาวนาให้จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู ให้จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู เมื่อจิตเราตั้งมั่นมีกำลังแล้ว เราจะเห็นขันธ์แต่ละขันธ์แยกกันอยู่ เราไม่ต้องแยกขันธ์ แต่ละขันธ์ไม่ใช่เรา แล้วเสร็จแล้วพอรู้แจ้งตัวอื่น ทวนเข้ามาที่จิต บางคนตัดเข้ามาที่จิตเลย ถ้ากำลังน้อยก็ดูไปทีละขันธ์ กำลังมากก็เข้ามาที่จิตเลย เห็นผู้รู้เองเกิดดับ แล้วถ้ามาตรงนี้ได้ก็ผ่าน รู้แล้วจิตผู้รู้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ขันธ์ 5 ซึ่งจิตผู้รู้พัฒนาขึ้นมา ขันธ์ 5 มาจากจิตตัวเดียวนี่ล่ะ วิญญาณะปัจจะยา นามะรูปัง วิญญาณหรือปฏิสนธิวิญญาณ วิญญาณที่หยั่งลงไป ทำให้นามรูปปรากฏขึ้นมา ถ้าเราเห็นถึงต้นตอของมัน จิตวิญญาณไม่ใช่เรา สิ่งที่สร้างขึ้นมาก็ไม่ใช่เรา โลกที่อาศัยอยู่ก็ไม่ใช่เรา ไม่มีเราในขันธ์ 5 ไม่มีเรานอกขันธ์ 5 ไม่มีเราที่ไหนเลย ถ้าเราถึงตรงนี้ เราเข้าจุดที่ปลอดภัยแล้ว" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 11 ธันวาคม 2568

"เรามีสติรู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก ร่างกายหยุดนิ่งรู้สึก ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึก ร่างกายอยู่ในอิริยาบถใดๆ รู้สึกไปเรื่อยๆ ขั้นแรกก็รู้สึกถึงความมีอยู่ของร่างกาย ต่อไปเราก็จะเห็นความจริงที่ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง คือเห็นไตรลักษณ์ของร่างกาย อันนี้ง่ายๆ ไม่ยากหรอก แค่เราใส่ใจ สนใจที่จะเรียนรู้ตัวเอง ไม่ใช่เพลินกับโลกไปเรื่อยๆ ความเผลอความเพลินร้ายมากเลย ร้ายยิ่งกว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยอีก อย่างเจ็บไข้ได้ป่วยเรายังเห็นร่างกายมันทุกข์อะไรอย่างนี้ เห็นเป็นครั้งเป็นคราว แต่ความเผลอเพลิน มันหลอกเราได้ยาวนานมากเลย เวลาชีวิตเรามีความสุข เรามักจะเผลอเพลิน เวลามีความทุกข์ขึ้นมาเราก็คร่ำครวญ ก็ไม่ยอมเรียนรู้ความจริงของชีวิต มีสติรู้สึกในร่างกายของเราไปเรื่อยๆ แล้วเราก็จะรู้ร่างกายนี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่น่าเพลิดเพลินอะไรเลย มีสติอยู่เราจะรู้ร่างกายทุกข์อยู่ตลอดเวลาเลย ทุกข์มากบ้างน้อยบ้าง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 7 ธันวาคม 2568

"เราไม่ต้องรู้เยอะหรอก รู้รูปธรรมกับนามธรรม รูปธรรมคือ สิ่งที่ประกอบด้วยดิน น้ำ ไฟ ลมเป็นตัวเราขึ้นมา ก็รู้สึกเอา เรียนรู้รูปธรรม เราก็จะเห็น ความไม่สวยไม่งาม ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา และนามธรรมมี เวทนา สุข ทุกข์ สัญญาความจำได้หมายรู้ สังขารความปรุงดีปรุงชั่ว นี่ก็เป็นส่วนของนามธรรม แล้วก็อีกอันหนึ่งก็คือวิญญาณ วิญญาณแปลว่าความหยั่งรู้ หยั่งรู้อารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็อันเดียวกับจิตนั่นล่ะ ทั้งรูปธรรม นามธรรมเกิดแล้วดับทั้งสิ้น ไม่มีอะไรที่อยู่ในอำนาจบังคับของเราได้จริง สิ่งที่มีอยู่จริงนั้นก็คือตัวทุกข์นั่นละ กายนี้คือตัวทุกข์ จิตนี้คือตัวทุกข์ ถ้าเห็นได้ จะเห็นธรรม ถ้าไม่รู้ทุกข์ ก็ไม่รู้ธรรมะหรอก เห็นทุกข์ถึงจะเห็นธรรม " หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 6 ธันวาคม 2568 (ช่วงบ่าย)

"คำสอนแรกของหลวงปู่ดูลย์ในขั้นเบื้องต้นเลย "อย่าส่งจิตออกนอก" ก็คือมีสติรู้ทันเวลาจิตออกนอก ถ้าเรามีสติรู้ทันจิตที่ออกนอก จิตที่ออกนอกจะดับ จิตที่ตั้งมั่นจะเกิด เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะได้มา จากการที่จิตไม่ออกนอกก็คือจิตตั้งมั่น เมื่อจิตเราตั้งมั่นแล้วหลวงปู่ดูลย์ก็สอนต่อไปอีก "จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป" ญาณคือปัญญา มีปัญญาเห็นจิตเหมือนตาเห็นรูป เวลาที่ตาเราเห็นรูป ถ้าเรามีตา เรามีรูป เรามีแสงสว่าง มีความสนใจที่จะรู้รูป จิตมันก็หยั่งลงไปรู้รูป จิตก็ไปเกิดที่ตา เวลาที่ตาเราเห็นรูป เราไม่ได้เจตนา เวลาที่ตาเห็นรูป ตาไม่ได้เลือกอารมณ์ ตัวที่ทำให้เราเห็นดีบ้าง ไม่ดีบ้าง คือวิบาก กุศลวิบากส่งผลมา ฉะนั้นเวลาที่ตาเราเห็นรูป เราไม่ได้เลือกรูป เราไม่ได้เลือกว่าจะรู้รูปอะไร มันรู้ของมันเอง "ทำญาณเห็นจิตเหมือนตาเห็นรูป" ก็คือมีอารมณ์อะไรทางจิตเกิดขึ้นก็รู้อันนั้น ไม่เลือกอารมณ์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 6 ธันวาคม 2568 (ช่วงเช้า)

"พยายามทำให้ครบ เป็นฆราวาส ทาน ศีล ภาวนา หลวงพ่อยังทำเลย ทาน ศีล ภาวนา ทำครบ พวกเราให้เงินหลวงพ่อมา มันเกินจะใช้ ไม่ได้ใช้อะไร บางทีก็เอาไปให้โรงพยาบาลให้อะไร ไม่ต้องเอาเงินมาให้หรอก ต้องหาโรงพยาบาลแจก คนด่าหลวงพ่อเยอะ โดยเฉพาะยุคก่อน คนไม่เข้าใจ หลวงพ่อก็อภัย ไม่ว่า อยากด่าก็ด่าไป นี่ก็คือทาน เรียกอภัยทาน หลวงพ่อสอนธรรมะทุกวันๆ นี่คือธรรมทาน ฉะนั้นพระก็ทำทานได้ ทำทาน ศีลต้องรักษาอยู่แล้ว ถ้าไม่รักษาศีล สมาธิมันจะเสื่อม หรือถ้าเรามีสติรักษาจิตเราได้ ศีลเราจะดีอัตโนมัติ ต้องพยายามฝึกตัวเอง ให้ศีล สมาธิ ปัญญา อัตโนมัติเกิดขึ้นจนได้ วันนี้ยังไม่อัตโนมัติ ก็อดทน ฝึกไป ศีลอัตโนมัติเกิดจากสติรู้เท่าทันจิตของเรา กิเลสเข้ามาในใจเรา เรารู้ทัน กิเลสครอบงำใจไม่ได้ เราไม่ผิดศีลหรอก คนทำผิดศีล เพราะถูกกิเลสครอบงำ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 5 ธันวาคม 2568



"เราอย่านึกว่าเรื่องทานเป็นเรื่องเล็ก สังเกตไหมว่าชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์คือมาทำทาน พระเวสสันดรทำทาน เสียสละยอมเหนื่อยทุกอย่าง ยอมลำบากทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของคนอื่น ฉะนั้นพวกเราถ้าทำงานอาสาสมัคร สวมหัวใจอย่างพระเวสสันดรไว้ ทำไม่ใช่เพื่อเอาเข้าตัว ทำเพื่อส่วนรวมเพื่อคนอื่นเพื่อสัตว์อื่น สิ่งที่ได้ตอบมามหาศาล คือพอลดละความเห็นแก่ตัวได้มาก เวลาเราภาวนาที่จะล้างกิเลสนั้น ก็ไม่ต้องล้างเยอะ คนเห็นแก่ตัวภาวนายาก ภาวนาไม่ได้เพราะตัวตนของมันใหญ่เหลือเกิน ในขณะที่คนที่เสียสละ ทำอย่างโน้นอย่างนี้เสียสละ วิธีเสียสละทำได้เยอะแยะไป อย่างไปบริจาคโลหิตก็เสียสละ ได้บุญเยอะ บริจาคอวัยวะร่างกายได้บุญมากกว่า ทำทานที่ใช้เงินใช้วัตถุ ทำได้ก็ทำ หลวงปู่ดุลย์ท่านเคยสอนว่า ความดีทั้งหลายมีโอกาสทำก็ให้ทำ ถ้าโอกาสผ่านไปแล้ว ก็อยู่เฉยๆ ภาวนาไป ท่านก็สอนอย่างนี้ ฉะนั้นพอเข้าใจ ที่เรามาช่วยกันทำงาน จุดสำคัญเพื่อลดละกิเลส นี่คือประโยชน์ของตน เพื่อช่วยเหลือสืบทอดศาสนา ให้ความร่มเย็นกับคนซึ่งเร่าร้อนยากลำบากเป็นประโยชน์ของผู้อื่น ประโยชน์ของเราคือเราได้พัฒนาใจของเรา สุดท้ายเราจะไปสู่ประโยชน์สูงสุดคือพระนิพพาน" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 1 ธันวาคม 2568


"ตัวที่จะส่งผลให้เราไปสู่วิมุตติคือมรรค มรรคก็คือการที่เราพัฒนาตัวเองด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา เราจะต้องรู้สิ่งเหล่านี้ อย่างเราจะถือศีลเราก็ต้องเข้มแข็ง เราจะมีสมาธิเราก็ต้องเข้มแข็ง เจริญปัญญาเราก็ต้องเข้มแข็ง ถ้าจิตใจอ่อนแอมันก็ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง เบื้องต้นเราจะฝึกสติ ฝึกให้จิตมีสติก็ต้องเข้มแข็ง ฉะนั้นความเข้มแข็ง ความกล้าหาญ ความอดทนเป็นจุดสำคัญ บางคนไม่อดทนเลย ทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็ท้อแท้ยอมแพ้แล้ว พวกนี้ไม่ได้กินหรอก ไม่ได้เรื่องหรอก หลวงพ่อบอกพวกเราทุกที หลวงพ่อไม่ใช่คนเก่ง หลวงพ่อก็พอๆ กับพวกเราล่ะ แต่สิ่งที่หลวงพ่อเหนือกว่าพวกเรามากเลยคือความอดทน ความกล้าที่จะต่อสู้กับกิเลส อดทนสำคัญมากเลย" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 30 พฤศจิกายน 2568

"ถ้าทำสมาธิแล้วมีความสุข แล้วพอมีสมาธิมากพอมาเจริญปัญญา ได้เรียนรู้กายรู้ใจตัวเอง มันสนุก หลวงปู่มั่นท่านแต่งกลอนไว้อันหนึ่ง พิจารณาร่างกายเหมือนไปเที่ยวในถ้ำ ร่างกายมันเหมือนถ้ำ เป็นโพรง ไปเที่ยว สนุก อันนั้นท่านพิจารณากายว่าสนุก หลวงพ่อไม่ได้เดินทางพิจารณากาย แต่เดินมาทางดูจิต พิจารณาจิต ก็สนุก ของที่ไม่เคยรู้ได้รู้ ของที่ไม่เคยเห็นได้เห็น ของที่ไม่เคยเข้าใจได้เข้าใจ มันสนุก แต่ละวันๆ เหมือนเราได้บทเรียนแปลกใหม่ ซึ่งเราไม่เคยรู้เคยเห็น พอภาวนาเป็น ไม่อยากยุ่งกับคนอื่น เพราะเราอยู่คนเดียว เราก็มีความสุข ไม่ต้องดิ้นรนแสวงหาอะไรมากมาย ไม่ต้องไปดูหนัง ฟังเพลง แล้วก็ไปดูกายกรรม ดูโน่นดูนี่ ดูกีฬา หลวงพ่อไม่เอาเวลาไปอย่างนั้น เอาเวลามาดูจิตดูใจตัวเอง มันสนุก แต่ละวันๆ เราเห็นลีลาอาการของกิเลส ที่มันผลัดกันมาหลอกเราต่างๆ นานา เรารู้ทันบ้าง ไม่รู้ทันบ้าง วันไหนยังรู้ทันไม่ได้ สู้มันไม่ได้ ก็ตั้งใจไว้ เดี๋ยววันหลังต้องสู้ให้ได้ มันเหมือนเรากำลังเล่นเกมอันหนึ่งกับกิเลสตัวเอง มันสนุก มันไม่ใช่เรื่องน่าท้อแท้อะไรเลย" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 29 พฤศจิกายน 2568









"ทางสายกลางคือทางที่มันไม่สุดโต่งไป 2 ฝั่ง ฝั่งที่หลงไปกับฝั่งที่บังคับไว้ เพ่งไว้ ทีนี้ธรรมชาติของพวกเราเวลาไม่ได้ปฏิบัติ เราก็หลงเพลินๆ ไป เวลาปฏิบัติเราก็มานั่งเพ่งเอาไว้บังคับไว้ เรื่องของความเคยชินทั้งหมดเลย เราไม่เคยจะรู้ด้วยความเป็นกลาง จิตไม่เข้าสู่ทางสายกลาง ภาวนากี่ปีๆ มันก็อยู่อย่างนั้นล่ะ อาจจะบังคับตัวเองได้เก่งขึ้นเนียนขึ้น แต่สุดท้ายมันก็คือบังคับอยู่ พยายามฝึกความเคยชินใหม่ เบื้องต้น ฝึกความเคยชินที่จะรู้ทันเวลาจิตมันหลงไป ส่วนใหญ่มันหลงไปคิด มันชินอย่างนั้น หลงทั้งวัน หลงทั้งคืน กลางคืนก็ฝันไป กลางวันก็คิดไปมันแบบเดียวกัน ไปตลอดเวลา ลืมกายลืมใจของตัวเอง เราก็ต้องมาฝึกความเคยชินอันใหม่ คือความเคยชินที่จะคอยรู้สึกตัว ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง อะไรก็ได้ๆ ทำไปเถอะ แล้วคอยสังเกตจิตใจของตัวเอง อ่านใจตัวเองให้ออก" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 23 พฤศจิกายน 2568

"นั่งฟังเทศน์ที่หลวงพ่อเทศน์ แล้วจิตมันจะมีสมาธิขึ้นมา มันตั้งมั่นขึ้นมา จิตที่มันตั้งอย่างนี้ มันไม่เหมือนที่เราไปนั่งสมาธิมั่วซั่วกัน นั่งแล้วเคร่งเครียด อย่างตอนที่ฟังหลวงพ่อเทศน์ มันไม่ได้เครียด มันมีสมาธิอีกชนิดหนึ่งขึ้นมา คือสมาธิที่เราไม่ได้เพ่ง ไม่ได้จ้อง ไม่ได้บังคับ ไม่ได้เจตนาให้เกิด ถ้าไปทำสมาธิชนิดเพ่งจ้อง มันพัฒนาไม่ได้ ติดอยู่ตรงนั้น จำรสชาติสมาธิที่เกิดจากการฟังที่หลวงพ่อเทศน์นี้ จำรสชาติตัวนี้ไว้ เห็นไหม จิตเราอยู่กับตัวเอง จิตเรามีพลัง โดยที่เราไม่ได้ไปเพ่ง ไปจ้อง ไม่ได้ไปบังคับ ถ้าเริ่มต้นก็เริ่มบังคับกาย บังคับใจ อันนั้นเริ่มต้นก็ผิดแล้ว แค่เราตั้งใจฟังธรรม จิตของเราก็เกิดสมาธิแล้ว เมื่อจิตเรามีสมาธิมากพอ เราก็ดูไป ร่างกายมันนั่งอยู่ ร่างกายมันหายใจอยู่ เราจะแค่ดู ไม่ได้เพ่ง ไม่ได้จ้อง ถ้าเริ่มต้นบอกไปดูลมหายใจ ก็ไปเพ่งลม ไปดูท้องก็เพ่งท้อง แต่ที่หลวงพ่อพาทำวันนี้ เราไม่ได้เริ่มจากการเพ่งจ้อง เรามีสมาธิที่เกิดจากการฟังธรรม สมาธิตัวนี้เราไม่ได้เจตนา ไม่ได้เพ่ง ไม่ได้จ้อง ไม่เคร่งเครียด" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 22 พฤศจิกายน 2568

"ทำอย่างไรจิตเราจะยอมรับความจริงคือยอมรับธรรมะได้ ธรรมะคือตัวสัจธรรมคือตัวความจริง มี 2 ส่วน สัจธรรมที่อยู่กับโลกกับสัจธรรมที่อยู่เหนือโลก สัจธรรมที่อยู่กับโลกก็คือ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มีเหตุมันก็จะเกิดเมื่อหมดเหตุมันก็ดับ มันไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเรา ธรรมะที่เหนือโลกก็คือไม่มีเหตุ เพราะฉะนั้นไม่มีเกิดไม่มีดับ มีสิ่งเดียวนั่นคือพระนิพพาน ทีนี้ก่อนที่เราจะไปถึงนิพพาน เราต้องเข้าใจธรรมะประจำโลกก่อน จนใจมันเบื่อหน่ายคลายออกจากโลก เราถึงจะพ้นโลกได้ พ้นโลกก็คืออยู่เหนือโลกหรือคำว่า "โลกุตตระ" นั่นเอง ฉะนั้นเราจะไปสู่โลกตตุระจะไปสัมผัสพระนิพพานได้ เราต้องเข้าใจโลกให้แจ่มแจ้ง เราสังเกตตั้งแต่ของภายนอกจริงหรือไม่จริง มีลาภก็ต้องเสียไป ได้มาก็ต้องเสียไป ทำงานได้เงินมาใช่ไหม ก็ต้องกินต้องใช้ ก็หมดไปสิ้นไป หรือชีวิตร่างกายเราทุกวันหมดไปสิ้นไปทุกวันๆ ที่จริงถ้าดูละเอียดเข้าไปหมดไปสิ้นไปทุกลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าทีหนึ่งชีวิตเราก็สั้นลงทีหนึ่ง หายใจออกทีหนึ่งชีวิตเราก็สั้นลงทีหนึ่ง ถ้าเราเห็นความจริงได้ จิตมันยอมรับความจริง จิตมันเข้าใจธรรมะแล้วมันจะไม่ทุกข์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ บ้านจิตสบาย 16 พฤศจิกายน 2568

"จุดเริ่มต้นของการปฏิบัติ เราต้องรักษาศีลไว้ก่อน สิ่งที่จะต้องพัฒนาอันต่อไปก็คือสติ เพราะสตินี้ไม่ใช่สติธรรมดา สติที่พูดถึงคือสัมมาสติ สิ่งที่พวกเราต้องฝึกคือสติปัฏฐาน สติปัฏฐานมันมี 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกฝึกให้เกิดสติ ทันทีที่เกิดสติที่ถูกต้อง สัมมาสมาธิก็จะเกิดร่วมด้วยทันที เราก็จะได้เครื่องมือ 2 ตัวแล้ว จะได้สัมมาสติกับสัมมาสมาธิ เมื่อเรามีเครื่องมือคู่นี้ เราถึงจะเจริญปัญญาได้ การทำสติปัฏฐานขั้นต้น ทำให้เกิดสติกับสมาธิ ขั้นปลายทำให้เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 15 พฤศจิกายน 2568





"ทำกรรมฐานในรูปแบบ แล้วคอยรู้ทันจิตตัวเองไว้ 2 อย่าง จิตลืมกรรมฐาน กับจิตเพ่งกรรมฐาน ถ้าได้ 2 ตัวนี้แล้ว มันจะตัดเข้าไปสู่จิตตานุปัสสนา สู่ธัมมานุปัสสนาได้อย่างรวดเร็ว ถ้าดูตัวนี้ไม่ได้ จิตไปเพ่งก็ไม่รู้ จิตไปคิดก็ไม่รู้ ดูกายไป ดูกายไปเรื่อยๆ หรือมีเวทนาในกาย มีเวทนาในใจ มีกุศลอกุศลในใจ ก็ค่อยๆ ค่อยเรียนไปตามลำดับไป สุดท้ายมันก็เข้ามาที่จิต ครูบาอาจารย์ถึงสอน ได้จิตก็ได้ธรรมะ ไม่ได้จิตก็ไม่ได้ธรรมะ เห็นจิตคือเห็นธรรม ไม่เห็นจิตก็ไม่เห็นธรรม ฉะนั้นอย่างเราเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นเจตสิก ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ได้ธรรมะหรือยัง ยัง ยังไม่ถึงจิต ต้องเห็นจิตไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวเราของเรา อันนั้นล่ะได้ธรรมะแล้ว" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 8 พฤศจิกายน 2568


"อยากได้ของดีก็ต้องลงทุน ไม่กลัวความลำบาก ยังมีแรงก็รีบภาวนา เมื่อก่อนหลวงพ่อเคยเจอครูบาอาจารย์องค์หนึ่งท่านบอกว่า เวลาเราเอาของไปถวายพระเรามักจะเลือกของดีๆ ไปถวาย ทีนี้ทำไมเวลาเราปฏิบัติธรรม เราไม่ใช้ช่วงเวลาที่ดีของเรา คือช่วงที่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาว ช่วงที่เราแข็งแรง เอาเวลาช่วงนี้ไปหลงโลกมากไป เว้นแต่เรื่องว่าต้องทำมาหากิน อันนั้นเป็นหน้าที่ของฆราวาส แต่พอมีโอกาสแล้วก็ไม่ยอมปฏิบัติ ฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ คิดโน้นคิดนี้ไป พระพุทธเจ้าบอกว่าคนมีอายุ 100 ปี แต่ไม่มีสติ ไม่ได้อะไร ไม่ได้สาระอะไรเลย สู้คนซึ่งมีสติวันเดียว ท่านใช้คำว่าหนึ่งราตรี มีชีวิตที่ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะอยู่หนึ่งราตรีหนึ่งคืน ยังมีประโยชน์มากกว่าคนอายุ 100 ปี ที่ไม่เคยภาวนา ท่านบอกอย่างนี้ ฉะนั้นตัวเวลาไม่ใช่ตัวสำคัญว่าภาวนากี่ปี ตัวสำคัญก็คือเรามีสติแค่ไหน เห็นไหมหลวงพ่อทำงานแต่ว่าเราปฏิบัติธรรมทั้งวันเลย แทรกตอนไหนมีโอกาส พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนว่าทำให้น้อยเจริญให้น้อย ไม่เคยสอนเลย มีแต่บอกทำให้มากเจริญให้มาก ไปเอาบทเรียนที่หลวงพ่อเล่าให้ฟังไปทำ ปฏิบัติตั้งแต่ตื่นจนหลับ ยกเว้นเวลาที่ทำงานที่ต้องคิดเท่านั้นล่ะ ถ้าทำได้ แล้วมันจะไม่ได้ดีมันเป็นไปไม่ได้เลย ทำเหตุที่ถูกต้อง ต้องถูกด้วย ไม่ใช่ขยันภาวนาแต่ภาวนาผิด เรียนที่หลวงพ่อบอก หัดเจริญสติไป มีศีล มีสติ มีสมาธิ มีปัญญาไป" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 2 พฤศจิกายน 2568

"คีย์เวิร์ดในการภาวนาที่หลวงพ่อสอน สำหรับการทำวิปัสสนา ให้เรามีสติรู้กายรู้ใจ ไม่ใช่สติรู้อย่างอื่น รู้อย่างไร รู้ตามความเป็นจริง ไม่เข้าไปดัดแปลง ไม่เข้าไปแทรกแซง อย่างใจเราโกรธ รู้ว่าโกรธ ไม่ต้องแทรกแซงให้หายโกรธ มันเป็นอย่างไรรู้ว่าเป็นอย่างนั้น มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง จะรู้ตามความเป็นจริงได้ ต้องรู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่น จิตที่ตั้งมั่น คือจิตที่ทรงสัมมาสมาธินั่นล่ะ พอรู้แล้ว ปฏิกิริยาถัดไปก็คือยินดีบ้าง ยินร้ายบ้าง ต่อสิ่งที่เราไปรู้ไปเห็นเข้า ตรงนี้ให้รู้ทันความยินดียินร้าย ความชอบไม่ชอบ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 1 พฤศจิกายน 2568

"วิธีฝึกให้จิตตั้งมั่น เราก็ทำใจสบายๆ อยู่กับกรรมฐานของเราไป สงบก็ช่างไม่สงบก็ช่างมัน อยู่กับกรรมฐานไป จนใจเราเชื่อง คล้ายๆ หมดความดิ้นรนแล้ว แล้วต่อมาพอจิตมันไหลไปคิดเราจะเห็น หลุดออกจากฐานแล้วไปเห็น หรือบางทีก็ถลำลงไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน แต่ส่วนใหญ่เวลาจิตมันตั้งมั่นอย่างนี้สิ่งที่มันจะพลาด ก็คือจิตมันแส่ส่าย แล้วไม่เห็นว่ามันกำลังแส่ส่ายแสวงหาว่าจะดูอะไรดี ฉะนั้นถ้าจิตเราเข้าฐานจิตเราตั้งมั่นได้แล้ว จิตมันแส่ส่ายให้รู้ว่าแส่ส่าย ไม่ต้องพยายามทำให้มันนิ่ง ส่วนใหญ่พอจิตมันส่าย แป๊บเดียวหลงไปที่อื่น หรือไม่ก็ส่ายๆ แล้วก็พยายามบังคับให้นิ่ง ตรงนั้นไม่ถูก พอจิตเราตั้งมั่น จิตเราว่างๆ ขึ้นมา ไม่ได้ฟุ้งซ่านอะไร สงบว่างๆ มันรู้สึกว่าน่ากลัว รู้สึกอยู่ไม่ได้ ต้องหาอะไรเกาะสักอย่างหนึ่ง อันนั้นจิตมันยังอ่อนแอ ถ้าจิตมันแส่ส่ายจะไปหาอารมณ์ที่อยากเกาะ ที่จะเอาเป็นที่พึ่งที่อาศัย ให้รู้ทัน จิตก็จะหยุดการแส่ส่ายแล้วก็ตั้งมั่นขึ้นมาอีก นี่วิธีฝึกจิตให้ตั้งมั่น ตัวนี้สำคัญ จิตไม่ตั้งมั่นภาวนาวิปัสสนาไม่ได้ จิตสงบได้แต่สมถะ ถ้ามีจิตตั้งมั่นถึงจะทำวิปัสสนาได้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 31 ตุลาคม 2568

"ดูไปเรื่อยๆ แต่ละตัวๆ ทำงาน สุดท้ายเราแยกได้ว่าจิตนั้นเป็นคนรู้ เป็นคนรู้ร่างกาย เป็นคนรู้เวทนา เป็นคนรู้สังขาร จิตเองก็ไม่เที่ยง เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้หลง เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เดี๋ยวเป็นผู้รู้ เดี๋ยวเป็นผู้ไปดูรูป เดี๋ยวเป็นผู้รู้ เดี๋ยวเป็นผู้หลงไปฟังเสียง เดี๋ยวเป็นผู้รู้ เดี๋ยวเป็นผู้หลงไปดมกลิ่น เราจะเห็นว่าตัวจิตเองก็เกิดดับ จิตไม่ได้มีดวงเดียว จิตเกิดดับตลอดเวลา พอดูไปเรื่อยๆ เราก็จะเข้าใจจิตเองก็ไม่เที่ยง จิตรู้ก็ไม่เที่ยง จิตหลงก็ไม่เที่ยง จะหลงทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อะไรก็ไม่เที่ยงทั้งนั้น สุดท้ายเราจะรู้ว่าจิตทั้งหมดไม่เที่ยง แล้วจิตทำงานได้เอง ทำงานไปตามที่เคยชิน เราก็จะรู้ว่าจิตไม่ใช่ตัวเรา จิตเป็นอนัตตา ตัวนี้เราก็จะเข้าใจความจริงแล้ว ภาวนาต่อไป เราก็จะปล่อยวางขันธ์ 5 ปล่อยวางกายปล่อยวางใจได้ เมื่อปล่อยวางได้ เราก็ไม่ทุกข์อีกแล้ว มันทุกข์เพราะยึดถือ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 30 ตุลาคม 2568

"สิ่งสำคัญคือเราจะต้องเห็นรูปธรรมนามธรรมตามความเป็นจริง ถึงเรียกว่ารู้ทุกข์ ในอริยสัจ 4 ท่านสอนว่า ทุกข์ให้รู้ ก็คือรู้ว่าตัวขันธ์ 5 ตัวรูป ตัวนาม ตัวตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือตัวทุกข์ ถ้าเห็นอย่างนี้ได้ถึงจะปล่อยวางได้ เห็นทุกข์อย่างนี้ เห็นว่าขันธ์เป็นทุกข์ รูปนามเป็นทุกข์ คือทุกขสัจ เพราะฉะนั้นความสุข ความสุขก็เป็นในใจเรามีความสุขขึ้นมา อันนั้นสุขเวทนา แต่พอมองในมุมของทุกขสัจ ความสุขก็คือทุกขสัจตัวหนึ่งอยู่ในทุกขสัจ หยิบเข้าไปเมื่อไรแล้วเดือดร้อนเมื่อนั้น มันเป็นทุกข์ มันทุกข์เพราะมันไม่เที่ยง มันทุกข์เพราะมันถูกบีบคั้นให้แตกสลาย มันทุกข์เพราะมันไม่อยู่ในอำนาจบังคับ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 26 ตุลาคม 2568

"ความสุขของคนหลงโลก มันไม่มีอะไรยั่งยืน มันไม่ใช่ความสุข มันเป็นความทุกข์ แต่ว่าความเขลา มันทำให้หลงไปกอดเอาความทุกข์มาเป็นความสุข อย่างร่างกายเรานี้คือตัวทุกข์ คนเขลาก็กอดร่างกายนี้ ว่าเป็นตัวเราของเรา จิตใจก็คือตัวทุกข์ คนเขลาก็ไปกอดจิตใจว่าเป็นตัวเราของเรา มันเป็นลำดับ คนธรรมดาไม่ได้ภาวนา มันก็ไปเกาะติดสิ่งโน้นสิ่งนี้ไปเรื่อยๆ นักภาวนา เราก็จะเห็น โอ้ เราเข้าไปยึดกายเราก็ทุกข์ เราไปยึดจิตเราก็ทุกข์ ถ้าไม่ยึดจะไม่ทุกข์ สติปัญญามันเพิ่มขึ้นแล้ว รู้ว่าถ้าอยาก ถ้ายึดก็ทุกข์ ไม่อยาก ไม่ยึด ก็ไม่ทุกข์ ก็พยายามจะไม่อยาก พยายามจะไม่ยึด ตรงพยายามไม่อยาก พยายามไม่ยึดนั่นล่ะ ยึดเรียบร้อยแล้ว ยึด ทฤษฎีว่า ถ้าไม่อยาก ไม่ยึด ก็ไม่ทุกข์ ยังยึดความเห็นนี้อยู่ แล้วทำไมมันอยากไม่ทุกข์ ก็เพราะมันรักตัวเอง มันถึงอยากไม่ทุกข์ อยากให้ไม่มีความอยาก เพื่อจะได้ไม่ทุกข์ เห็นไหมมันยังพลาดอยู่ใช่ไหม จริงๆ ก็คือยังหลงรักตัวเองอยู่นั่นเอง ถ้าภาวนาเรื่อยๆ ทำสติปัฏฐาน ทำวิปัสสนากรรมฐานไปตามลำดับ ไม่รีบร้อน ไม่คิดเอา สุดท้ายมันก็เห็นความจริง กายนี้คือตัวทุกข์ จิตนี้คือตัวทุกข์ จะอยากหรือไม่อยาก จะยึดหรือไม่ยึด กายนี้ก็คือตัวทุกข์ จิตนี้ก็คือตัวทุกข์ ถ้าเห็นอย่างนี้ เรียกว่าเราเห็นทุกขสัจแล้ว เห็นขันธ์ 5 เป็นตัวทุกข์ มันทุกข์โดยตัวของมัน มันทุกข์ ไม่ใช่ว่าเราต้องไปยึดมันถึงจะทุกข์หรอก อย่างเราไม่ยึดร่างกายนี้ ร่างกายยังทุกข์ไหม มันก็ยังทุกข์อยู่" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 25 ตุลาคม 2568

"ถ้าเราเดินไปตามลำดับขององค์มรรค พัฒนาตัวเองไป ตั้งใจรักษาศีล ศีลเป็นฐานที่สำคัญ สร้างตึกยังต้องมีเสาเข็มเลย ศีลก็คือเสาเข็ม เมื่อตั้งใจรักษาศีลแล้ว ขั้นต่อมาคือฝึกจิต การทำสมาธิ คือการฝึกจิตให้พร้อมสำหรับการเจริญปัญญา ถ้าจะฝึกจิตให้สงบ ก็น้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง พาจิตไปรู้อารมณ์อันนั้น ไม่บังคับ จิตจะหนีจากอารมณ์นั้นเมื่อไรก็ได้ แต่หนีแล้วเรารู้ไวๆ หน่อย แล้วก็ไม่ต้องอยากสงบ อยากสงบก็ผิดทันทีแล้ว คนส่วนใหญ่ที่ภาวนาแทบเป็นแทบตายแล้วไม่ได้ผล เพราะทำผิด ผิดตรงที่เริ่มต้นก็จะเอาสมาธิ สัมมาสมาธิมันตามหลังสัมมาสติมาในองค์มรรค นึกออกไหม มีสัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ทีนี้อยู่ๆ บอกจะเอาสัมมาสมาธิโดยไม่เคยฝึกสติ มันก็จะได้มิจฉาสมาธิ เพราะฉะนั้นนักปฏิบัติส่วนใหญ่ที่ทำสมาธิ คือมิจฉาสมาธิ นั่งเพ่ง นั่งจ้อง นั่งเครียดๆ นั่งเคลิ้บเคลิม เห็นโน้นเห็นนี้ สัมมาสมาธิมาจากสัมมาสติ สัมมาสติมาจากสัมมาวายามะ สัมมาวายามะหมายถึง จิตใจเรามีความกล้าหาญ ห้าวหาญที่จะต่อสู้กับกิเลส ที่จะไม่ให้กิเลสมาเกิดอีก ที่จะทำให้กุศลที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น กล้าหาญที่จะรักษากุศลเอาไว้ ต้องใช้ความกล้าหาญ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 19 ตุลาคม 2568