ธรรมะเพื่อการเจริญสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางโดยพระปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม A collection of the Lord Buddha's teachings conveyed by the venerable Luangpor Pramote Pamojjo, a master teacher of mindfulness for the modern world and Vipassana meditation.
Listeners of หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม that love the show mention: teaching.

"เราเดินในสติปัฏฐาน 4 เข้ามาเป็นลำดับๆ มา เราจะค่อยๆ สังเกตเห็นกุศลหรืออกุศล สุข หรือทุกข์ กุศลอกุศลเสมอกัน เป็นไตรลักษณ์เหมือนกัน จิตก็ไม่สนใจแล้ว จิตวาง จิตจะทวนกระแสเข้ามาที่จิต เมื่อจิตทวนกระแสเข้ามาที่จิตแล้ว ตรงนี้เป็นจุดที่หลวงปู่ดูลย์บอกว่า นักปฏิบัติเกือบทั้งหมดมาตายอยู่ตรงนี้ มาตายอยู่ที่จิตประภัสสรนี้ล่ะ พอจิตเราสว่างผ่องใส เราก็ปลื้มอกปลื้มใจ โอ้ จิตเราดีแล้ว จิตเราไม่มีกิเลสแล้ว มันอยู่ได้ชั่วคราวเดี๋ยวมันก็เสื่อม หลวงปู่ดูลย์ท่านสอนหลวงพ่อ จิตประภัสสรครูบาอาจารย์วัดป่าเรียกว่าจิตผู้รู้ หลวงตามหาบัวท่านบอกว่า จิตผู้รู้หรือจิตประภัสสรนี่ล่ะคือจิตอวิชชา ยังไม่จบๆ แล้วบอกเกือบทั้งหมดของนักปฏิบัติมาตายอยู่ตรงจิตอวิชชา หรือจิตประภัสสร หรือจิตผู้รู้นี่ล่ะ มีหลายชื่อแต่ตัวเดียวกัน" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ บ้านจิตสบาย 15 กุมภาพันธ์ 2569

"ในขันธ์ 5 เราจะเรียนรู้ความจริง ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ในขั้นตอนท้ายของสติปัฏฐานจะเป็นเรื่องการเจริญปัญญา เรียนแล้วได้ปัญญา เราจะมีปัญญาในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารก่อน แล้วมีปัญญาในจิตเป็นตัวสุดท้าย บางคนบารมีแก่กล้า ตัดเข้ามาที่จิตเลย เห็นจิตไม่ใช่เรา ทันทีที่เห็นจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา โลกธาตุทั้งหมดไม่ใช่เรา จักรวาลไม่ใช่เรา แล้วถ้าตัดตรงตอนสุดท้าย เห็นจิตไม่ยึดถือจิตตัวเดียว ก็ไม่ยึดถือขันธ์ 5 ไม่ยึดถือโลกธาตุทั้งหมด ไม่ยึดถือจักรวาลทั้งหมด ฉะนั้นรู้ที่จิต ละที่จิต ตัดลงที่จิตที่เดียวเลย อันนี้เป็นเส้นทางที่ลัดที่สุดเลย ครูบาอาจารย์จะย้ำเลยว่า "การดูจิตเป็นการปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด" วันใดเห็นว่าจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่เป็นเราหรอก ขันธ์ 5 เป็นผลผลิตจากจิต วันใดไม่ยึดจิต ก็ไม่ยึดขันธ์ 5 อัตโนมัติเลย นี้กำลังเราไม่พอ เราก็ไล่มาตามลำดับ รู้สึกกายไป เห็นความจริงของกาย เห็นความจริงของเวทนา บางท่านเข้ามาดูเวทนา แล้วเห็นปฏิจจสมุปบาท เห็นธัมมานุปัสสนาต่อ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 14 กุมภาพันธ์ 2569

"การที่เราคอยสังเกตความรู้สึกตัวเอง มีประโยชน์อย่างยิ่งเลย เพราะทั้งวันมีสิ่งมากระทบใจเราตลอดเวลา อย่างเราเห็นชาวบ้านคนนี้มา ท่าทางคนนี้หรือเคยติดต่ออะไร คนนี้เรียบร้อย พูดจารู้เรื่อง เราเห็นคนนี้ ใจเราโอเค ใจเราชอบ อีกคนหนึ่งมาทีไรโวยวายทุกทีเลย เห็นหน้ามันเข้าประตูมา เราก็เกลียดแล้ว แทนที่เราจะรอให้เกลียดมากๆ อ่านใจตัวเองให้ออก ใจเราชอบก็รู้ ใจเราเกลียดก็รู้ มันไม่เห็นจะยากเลย คนทุกคนสามารถอ่านใจตัวเองได้ ปัญหาใหญ่คือละเลยที่จะอ่าน หัดดูอย่างนี้เรื่อยๆ เวลาเรากระทบอารมณ์แต่ละครั้งๆ จิตใจเราจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าทำตัวนี้ได้ ไม่นาน เราจะพบความอัศจรรย์ของธรรมะ เราจะรู้สึกศรัทธาในพระพุทธเจ้าอย่างยิ่งเลย เพราะจิตของเราจะเปลี่ยนแปลงในเวลาอันสั้น" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 11 กุมภาพันธ์ 2569

"เบื้องต้นก็มีวิหารธรรมแล้วก็เรียนของเราไป หรือเริ่มจากจุดที่เราทำได้ แล้วต่อไปความรู้ความเข้าใจมันจะขยายออกไป อย่างเรารู้กาย หายใจออกไม่ใช่เรา หายใจเข้าไม่ใช่เรา จิตที่ไปรู้กายที่หายใจก็ไม่ใช่เรา รู้หมดทั้งกายทั้งจิตล่ะ ฉะนั้นเบื้องต้นอยู่กับวิหารธรรมไป แล้วดูจิตหนีไปจากวิหารธรรมก็รู้ จิตถลำไปเพ่งไปจ้องเอาเป็นเอาตายก็รู้ แล้วจิตมันจะค่อยๆ พัฒนาเกิดความรู้ถูกเข้าใจถูก ความรู้มันก็จะกว้างขวางออกไปเรื่อยๆ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 8 กุมภาพันธ์ 2569

"ถ้าเราหัดทำกรรมฐาน จิตเราไหลเรารู้เรื่อยๆ ต่อไปเราจะเห็นวิญญาณไม่เที่ยง วิญญาณคือความรับรู้อารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เป็นอนัตตา สั่งไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ ตัวนี้ ถ้าพวกเราฝึกจิตให้ดี แล้วเรามาเห็นความเกิดดับของวิญญาณทางอายตนะทั้ง 6 การเจริญปัญญาจะสั้นนิดเดียว ถ้าเห็นวิญญาณไม่ใช่เรา จิตที่หยั่งรู้อารมณ์ สั่งไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ ตรงนี้ล่ะสำคัญมาก จะแตกหักกันตรงนี้ พอรู้ลงมาถึงจิต จิตไม่ใช่เราตัวเดียว ขันธ์ที่เหลือล้วนแต่เป็นผลผลิตของจิต จิตเป็นตัวไปรู้เข้า กระทั่งตัวที่เป็นผู้ไปรู้ยังไม่ใช่เราเลย ของถูกรู้มันจะเป็นเราได้อย่างไร" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 7 กุมภาพันธ์ 2569

"เราจะฝึกให้จิตตั้งมั่น ไม่ใช่ไปบังคับจิตให้ตั้งมั่น แต่มีสติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น คือจิตที่หยั่งลงไปตรงโน้นหยั่งลงไปตรงนี้ หยั่งไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนั่นล่ะ ไม่มีที่อื่นหรอก ถ้าเราเห็นบ่อยๆ จิตเราจะตั้งมั่นมีกำลังขึ้นมา ฉะนั้นสัมมาสมาธิเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำให้สัมมาญาณะบริบูรณ์ สัมมาญาณะคือการเจริญปัญญา มีสมาธิแล้วก็ต้องไปเดินปัญญา จะเห็นความจริงคือเห็นไตรลักษณ์ตรงนี้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 2 กุมภาพันธ์ 2569

"การฝึกสมาธิมีประโยชน์มาก ในทางธรรมมันมีประโยชน์อยู่แล้วล่ะ ในทางโลก พวกเราส่วนใหญ่อยู่ในทางโลก ก็ต้องรู้จักเอาสมาธิมาใช้ ฉะนั้นเวลาชีวิตมีปัญหาอย่าไปวิ่งชนมัน ปัญหามีเอาไว้แก้ ไม่ใช่วิ่งชน เอาไว้แก้ไข ทำใจให้สงบ ปัญญามันเกิด มันรู้ว่าอันไหนควรจะแก้แล้วมันจัด Sequence ให้เลย เรื่องนี้แก้ก่อน เรื่องนี้ต่อไปๆ รู้อันไหนเป็นปัญหาหลัก อันไหนเป็นปัญหารอง อันไหนเป็นปัญหาเฉพาะหน้า ไม่เหมือนกันแต่ละอัน สติปัญญามันเกิด มันก็แก้ถูกจุด แป๊บเดียว เวลาใจมันฟุ้งคิดเท่าไรๆ คิดไม่ออก คิดไม่ออก อย่าไปคิดมัน คิดไม่ออกก็ทำความสงบให้จิตได้พัก พอจิตได้พักจิตก็มีกำลัง นี่ประโยชน์ของสมาธิในทางโลก" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 1 กุมภาพันธ์ 2569

"ทีแรกก็แยกหยาบๆ เป็นรูปธรรมนามธรรม แยกละเอียดขึ้นไปก็เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แยกละเอียดเข้าไปอีก ตัวรูปจริงๆ อย่างร่างกายเรานี้ จริงๆ เป็นธาตุ เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในสเปซ คืออากาศธาตุ ดินเป็นตัวเราไหม น้ำเป็นตัวเราหรือเปล่า ลมเป็นตัวเราไหม อย่างหายใจ ลมหายใจเป็นตัวเราไหม น้ำ เราฉี่ออกมาเป็นตัวเราไหม พอดูลงไปเรื่อยๆ เราจะพบตัวเราไม่มีหรอก ส่วนที่เป็นร่างกายนี้ก็เป็นแค่ธาตุ ส่วนนามธรรมก็แยกไป 4 ส่วน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เวทนา สัญญา สังขาร เขาเรียกเจตสิก คือสิ่งที่ประกอบกับจิต วิญญาณคือตัวจิตที่เกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ วิญญาณกับจิตอันเดียวกัน เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ นี้เราไปแยกออกไป เราก็เห็นความสุขไม่ใช่เรา ความทุกข์ไม่ใช่เรา ความเฉยๆ ไม่ใช่เรา ความจำก็ไม่ใช่เรา ความดีก็ไม่ใช่เรา โลภ โกรธ หลง ก็ไม่ใช่เรา ความรับรู้ทางตาก็ไม่ใช่เรา ความรับรู้ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็ไม่ใช่เรา ความรับรู้ทางใจก็ไม่ใช่เรา ดูไปๆ แยกๆๆ ออกไป เหมือนถอดรถยนต์เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วรถยนต์หายไป เราแยกตัวเองออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วตัวเราหายไป เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วตัวเราไม่มี" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 31 มกราคม 2569

"สิ่งที่ชาวพุทธเราเรียน จุดสูงสุดก็เรียนรู้ชีวิตตัวเอง ทำความเข้าใจกับชีวิตของตัวเอง ถ้าเราเข้าใจชีวิตเราถ่องแท้แล้ว เราก็จะไม่ทุกข์ ความทุกข์อันนี้หมายถึงความทุกข์ทางใจของเรา ส่วนความทุกข์ทางร่างกาย มันเป็นเรื่องปกติ ทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องทุกข์ ส่วนความทุกข์ทางใจเป็นสิ่งที่เราเอาชนะได้ วิธีเอาชนะก็คือการเรียนรู้ความจริงของชีวิตตัวเอง สิ่งที่เป็นตัวเราเขาเรียกมีประกอบด้วยร่างกายกับจิตใจ แล้วเราก็เรียนรู้ความจริงของร่างกายของจิตใจไป ความจริงของร่างกาย ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ความจริงของจิตใจ ต้องสมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง ใจยอมรับได้ รู้สึกว่าธรรมดามันเป็นอย่างนี้ล่ะ พอเรายอมรับธรรมดาได้ก็คือเราเห็นธรรมะแล้ว เรียกว่าเราเห็นธรรมะแล้ว พอใจยอมรับธรรมดาได้ ใจจะไม่เกิดความอยาก มันจะอยากทำไม อยากไม่แก่อย่างนี้ อยากไปแล้วก็ป่วยการ อย่างไรมันก็แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย อย่างไรมันก็หนีไม่ได้ อยากไปก็เหนื่อยเปล่าๆ ทุกข์เปล่าๆ เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนามองโลกแง่ร้าย สอนให้เราดูความจริงของชีวิตเราจริงๆ ทั้งทางร่างกาย ทางจิตใจ ถ้าเราเข้าใจธรรมดาของร่างกาย ธรรมดาของจิตใจ นั่นล่ะคือการเข้าใจธรรมะ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 30 มกราคม 2569

"พวกเราฝึกเรื่อยๆ วันหนึ่งเราจะเข้าใจธรรมะ คือจิตยอมรับความจริง ยอมรับความจริงได้ว่า เราจะต้องแก่ จะต้องเจ็บ จะต้องตาย เราจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักจากคนที่รัก เราต้องประสบกับสิ่งที่ไม่รักไม่ชอบใจ เราจะต้องเจอกับความสมหวัง ผิดหวัง เอาแน่เอานอนไม่ได้ จิตยอมรับความจริงได้แล้วจะไม่ทุกข์ จะค่อยๆ คลายความยึดถือออกไป ถึงขั้นสุดท้ายบรรลุพระอรหันต์ นอกจากเห็นความจริงร่างกายจิตใจไม่ใช่ตัวเรา จะเห็นเลยไม่ใช่ของที่น่ายึดถือ จิตปล่อยวางไม่ยึดถือมัน เมื่อจิตไม่ยึดถือ กายจะแก่จิตไม่หวั่นไหว กายจะเจ็บจิตไม่หวั่นไหว อะไรจะเกิดขึ้นในโลกจิตก็ไม่หวั่นไหว พ้นจากความหวั่นไหวสิ้นเชิง ไม่กระเพื่อมไม่หวั่นไหว เรารู้ว่าทุกอย่างในโลกเรานี้ เราอยู่เหมือนอยู่ในความฝันเท่านั้นเอง ไม่ใช่ของจริงแท้แน่นอนอะไร ของหลอกๆ ชั่วครั้งชั่วคราว แล้ววันหนึ่งทุกอย่างที่เราเห็น ทุกอย่างที่เรามี ทุกอย่างที่เราเป็น ถึงวันหนึ่งก็ต้องหมดไปสิ้นไป ใจยอมรับตรงนี้ได้ ใจจะไม่ทุกข์ นี่คือศาสตร์ที่จะนำเราไปสู่ความพ้นทุกข์ คือหันหน้ามาเรียนรู้ทุกข์ สิ่งที่เรียกว่าทุกข์ ทุกข์อยู่ที่กายอยู่ที่ใจ หันหน้ามาเรียนรู้ความจริงของร่างกายจิตใจ จนจิตฉลาด ยอมรับความจริงของร่างกายของจิตใจได้ว่าเป็นของไม่เที่ยง ของที่ถูกบีบคั้นให้แตกสลาย เป็นของที่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา จิตยอมรับได้ จิตก็ปล่อยวางไม่ยึดถือ จิตก็พ้นจากทุกข์สิ้นเชิง นี่คือสิ่งที่ตอบโจทย์ว่าทำอย่างไรเราจะไม่ทุกข์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 27 มกราคม 2569

"เราไม่หนีโลก แล้วเราก็อย่าหลงโลก อยู่กับโลกด้วยการรู้เท่าทันมัน เท่าทันว่าจริงๆ โลกนี้ทุกระดับ ตั้งแต่โลกใหญ่ๆ จนถึงโลกเล็กๆ คือตัวเราเองนี้ ตกอยู่ใต้สถานการณ์อันเดียวกัน คือไม่เที่ยง แล้วก็ถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ให้เสื่อมไป แตกสลายไป แล้วก็บังคับควบคุมอะไรไม่ได้ สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ตามที่เราอยากให้เป็น พระพุทธเจ้ามีพระปัญญาธิคุณมาก ท่านสอนเราให้เรียนรู้กายรู้ใจของตัวเอง เรียนรู้รูปนามนี้ล่ะ ถ้าเราเข้าใจความจริงของรูปนามกายใจตัวเอง เราก็จะเข้าใจคนอื่น แล้วเราก็เข้าใจโลก แต่ถ้าเรียนรู้โลก มันเรียนไม่จบ ความรู้ในโลกมันไม่มีวันจบ พระพุทธเจ้าเลยสอนให้เรามาเรียนรู้ที่กายที่ใจตัวเองนี้ เพราะเรียนแล้วมีที่จบ จบตรงเกิดปัญญาสัมมาทิฏฐิ คือรู้ความเป็นจริงของรูปนามกายใจหรือของชีวิตเรานี้เอง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 25 มกราคม 2569

"อานาปานสติไม่ใช่ง่าย มีความพลิกแพลงมากมาย จะทำให้เป็นสมถะก็ได้ ทำให้เป็นวิปัสสนาก็ได้ ทำให้เกิด คือขณิกสมาธิก็ได้ อุปจารสมาธิก็ได้ อัปปนาสมาธิก็ได้ พลิกไปเป็นกสิณก็ได้ ฉะนั้นโอกาสที่จะพลาดก็เยอะ มีทางแยกเยอะ อาจารย์อภิธรรมบางท่านสอนเลย อานาปานสติเป็นกรรมฐานของมหาบุรุษ คือระดับบารมีสูงๆ ถ้าพวกเราไม่ได้ขนาดนั้น เราก็ใช้ตัวที่ง่ายกว่าอานาปานสติ เราใช้อิริยาบถ 4 ข้อดีคือดูง่าย ขณะนี้นั่งอยู่ รู้สึก ขณะนี้เดินอยู่ รู้สึก ขณะนี้ยืนอยู่ รู้สึก ขณะนี้นอนอยู่ รู้สึก แต่ข้อเสียก็คือมันอยู่ในแต่ละอิริยาบถนานไป อย่างเรานั่ง นั่งเป็นชั่วโมง จะดูรูปนั่งตั้งชั่วโมง ขี้เกียจดู เบื่อ เดี๋ยวก็ไม่ยอมดู ลืม อีกตัวหนึ่งที่พอดีๆ ไม่ละเอียดเกินไปแบบอานาปานสติ แล้วก็ไม่หยาบเกินไปแบบอิริยาบถ 4 คือการรู้สึกในร่างกาย เคลื่อนไหว รู้สึก หยุดนิ่ง รู้สึก เราก็เคลื่อนไหวเป็นระยะๆ เดี๋ยวก็ขยับตรงโน้น เดี๋ยวก็ขยับตรงนี้ คอยรู้สึกไป ถ้าเราใช้ อันนี้เขาเรียกสัมปชัญญบรรพ เคลื่อนไหวแล้วรู้สึก หยุดนิ่งแล้วรู้สึก ทำไปเรื่อยๆ แต่มีข้อแนะนำ ถ้าจะใช้บรรพอันนี้ ควรจะเคลื่อนไหวแบบเป็นธรรมชาติ ถ้าเคลื่อนไหวซ้ำซาก เดี๋ยวก็เผลอ แล้วโอกาสพลาดสูงคือไปเพ่ง เพราะฉะนั้นเราทำกรรมฐาน เราก็ดูแต่ละอย่างมีทั้งข้อดีข้อด้อย อันไหนพอดีกับเรา อันไหนเหมาะกับเรา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 24 มกราคม 2569

"ในความเป็นจริงแล้วจิตของเราทุกคน กระทั่งจิตของสัตว์เดรัจฉาน จิตของเทวดา ของสัตว์นรกอะไร จิตดั้งเดิมประภัสสรผ่องใสอยู่แล้ว จิตประภัสสรสว่าง สงบ แต่โง่ไม่ฉลาด ยังไม่ฉลาด ไม่มีปัญญา ฉะนั้นจิตประภัสสร ครูบาอาจารย์วัดป่าเรียกว่าจิตผู้รู้ ทีนี้พวกเราจะต้องมาพัฒนาจิตผู้รู้ หรือพยายามพัฒนาจิตให้กลับไปสู่สภาวะเดิมคือจิตที่ประภัสสร การที่จะพัฒนาจิตให้กลับไปสู่ความเป็นจิตผู้รู้หรือจิตประภัสสรได้ ต้องรู้ทันว่ามีอะไรแปลกปลอมเข้ามา มีอะไรมาปิดบังจิตไว้ ส่วนใหญ่ก็คือความปรุงแต่งทั้งหลายนั่นล่ะ ทั้งดีทั้งชั่วนั่นล่ะ เข้ามาปิดบังจิตที่ประภัสสรเอาไว้ เพราะฉะนั้นวิธีการที่เราจะปฏิบัติ เราจะต้องรู้ทันเวลาสิ่งแปลกปลอมมันเข้ามาบังจิตใจของเรา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 18 มกราคม 2569

"ชีวิตนี้วุ่นวาย มีเรื่องปวดหัวมากมาย ถ้าถึงเวลาเรากลับบ้านกลับช่อง ไปทำงานมาเหนื่อยๆ กลับบ้าน อาบน้ำอาบท่า พักผ่อนสบายแล้วก็ภาวนา ไหว้พระ สวดมนต์ ให้จิต ทำกรรมฐาน มีวิหารธรรมให้จิตอยู่ในอารมณ์ที่เราอยู่แล้วมีความสุข ไม่นานจิตก็สงบ แล้วจิตมีกำลัง ไปต่อสู้กับชีวิตได้อีก ถ้าจิตไม่มีแรง แล้วก็เหนื่อยมากๆ สู้ชีวิตไปมากๆ เดี๋ยวก็เป็นโรคจิต โรคซึมเศร้า ทุกวันนี้คนเป็นโรคจิต โรคซึมเศร้า มหาศาลเลย คนไทยเรานี้ล่ะ ไม่ต้องชาติอื่นหรอก ฝรั่งมังค่าที่เศรษฐกิจมันพัง พิลึกพิลั่น พิกลพิการเยอะแยะเลย จิตใจ ถ้าเราทำได้จิตเราจะมีกำลังไปสู้กับชีวิตได้ดี แล้วถ้าเรามีสมาธิดีๆ เวลาคิดงาน จะคิดได้ดี บางเรื่อง งานยากๆ เราคิดไม่ออก คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ก็อย่ามัวแต่ไปคิดซ้ำซาก คิดแบบแมลงบินชนกระจก ไปเจอหน้าต่างกระจกแล้วชนอยู่นั่นล่ะ เดี๋ยวก็ตายเปล่า มาทำใจให้สบาย สงบก่อน พอใจเราสงบ มันจะเกิดปัญญาไปแก้ปัญหาชีวิต หรือแก้ปัญหาการงานได้ ได้ดีขึ้นเพราะตอนที่จิตสงบ ใจเราจะไม่มีอคติ ไม่มี Bias เราจะมองอะไรได้ถูก ได้ตรง มากกว่าคนซึ่งเขาไม่มีสมาธิ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 17 มกราคม 2569

"สติปัฏฐานเป็นคำสอนที่สุดยอดเลย เป็นแบบฝึกหัดที่สุดยอดจริงๆ แล้วก็ไม่ได้ยากเกินไปด้วยเป็นสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาจะทำได้ การทำสติปัฏฐาน เริ่มต้น เราต้องหาเครื่องอยู่ให้จิตอยู่สักอย่างหนึ่ง เครื่องอยู่ที่พระพุทธเจ้าสอนเราก็คือกาย ร่างกายเรานี้ เวทนา ความรู้สึกสุขทุกข์ จิตที่เป็นกุศลอกุศล แล้วก็ธรรมคือสภาวะรูปธรรมนามธรรมทั้งหลายทั้งปวง อันนี้จะดูยาก กระบวนการทำงานของมัน ของที่ดูง่ายๆ ก็ดูกาย ดูเวทนา ดูจิต ถ้าจิตเราไม่มีเครื่องอยู่ จิตจะร่อนเร่หนีไปตลอดเวลาโดยเราไม่รู้ว่าจิตกำลังหลงทางอยู่ เพราะฉะนั้นเบื้องต้นเราต้องดูวิหารธรรมที่พอเหมาะพอดีกับตัวเราเอง บางคนถนัดรู้สึกกาย บางคนไม่ชอบดูกาย อาจจะชอบดูเวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์ บางคนไม่ชอบดูเวทนา ดูจิตก็ได้ จิตที่เป็นกุศลอกุศล ส่วนธัมมานุปัสสนาเป็นของละเอียด ทำตรงนี้ง่ายๆ ก่อน ทำตรงที่ง่ายๆ ได้แล้ว ต่อไปก็ทำของที่ละเอียดได้ วิธีจะสู้กับกิเลสก็ต้องมีความรู้สึกตัว ความรู้สึกตัวเรียกว่าสัมปชัญญะ รู้เนื้อรู้ตัวอยู่ รู้ว่าตอนนี้เราจะสู้กับกิเลส รู้วิธีว่าเราจะมีสติระลึกรู้เท่าทัน ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก จิตใจเคลื่อนไหว รู้สึก ทำไปเรื่อยๆ แล้วสติเราจะแข็งแรงมากขึ้นๆ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 11 ม.ค. 2569

"เราตามรู้กายรู้ใจเนืองๆ จิตมันยอมรับความจริงได้ ความสุขในร่างกายก็ไม่ยั่งยืน ความทุกข์ในร่างกายก็ไม่ยั่งยืน ความสุขในจิตใจก็ไม่ยั่งยืน ความทุกข์ในจิตใจก็ไม่ยั่งยืน เห็นแล้วก็รู้ เราถูกหลอกให้วิ่งหาความความสุข ให้วิ่งหนีความทุกข์ตลอดเวลา วิ่งหาความสุข ความสุขก็ไม่ยั่งยืน วิ่งหนีความทุกข์ มันก็หนีไม่ได้จริง เพราะจริงๆ สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ไม่ใช่เป็นสุข เราหนีความจริงไม่ได้ พอเราเห็นตามความเป็นจริง ใจมันก็เบื่อ ก็ค่อยๆ คลายความยึดถือ จิตใจเราก็เข้าสู่ความเป็นกลาง มีความสุขมีความทุกข์ในกาย ใจก็เป็นกลาง มีความสุขความทุกข์ในจิตใจ จิตใจเราก็เป็นกลาง สุขกับทุกข์เสมอกันด้วยความไม่เที่ยง ด้วยความอยู่ชั่วคราว มันทนอยู่ตลอดไปไม่ได้ แล้วเราก็บังคับไม่ได้เหมือนๆ กัน ตรงนี้สำคัญ ไปดูเรื่อยๆ นานๆ ดูทีหนึ่งไม่ได้กินหรอก ดูถี่ๆ ดูเนืองๆ สติระลึกรู้กาย สติระลึกรู้ใจไป" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 10 มกราคม 2569

"ศรัทธาของปุถุชนกลับกลอก ทีแรกอาศัยเชื่อลองดูก่อน ยังไม่ต้องศรัทธาเต็มร้อยหรอกเพราะไม่มีหรอก ศรัทธาบ้าง ไม่ศรัทธาบ้าง แต่มาลองดู มาลองเรียนไตรสิกขาดู แล้วพอเราเห็นผลของการปฏิบัติ ศรัทธาของเราจะแน่นแฟ้น การที่เราเข้าเห็นผลของการปฏิบัติเรียกว่าเรามีปัญญาแล้ว เรารู้เหตุรู้ผลแล้ว ทำศีลไปอย่างนี้มีผลอย่างนี้ เจริญสมาธิมีผลอย่างนี้ เจริญปัญญามีผลอย่างนี้ ถึงโลกุตตระแล้วเป็นอย่างนี้ๆ ศรัทธาเราจะแน่นแฟ้นมากขึ้นๆ พอเราเข้าถึงธรรมะที่แท้จริง ศรัทธาเราแน่นแฟ้น แต่ถ้ายังเป็นปุถุชนอยู่ ศรัทธายังกลับกลอกได้ เราก็ต้องระมัดระวังจิตใจของเรา ทำอย่างไรศรัทธาเราจะไม่ตกง่าย ตั้งใจรักษาศีลให้ดี ทุกวันทำในรูปแบบไว้ คบก็คบคนซึ่งเขาสนใจปฏิบัติด้วยกัน มีเวลาก็มาฟังธรรมมาวัด มาไม่ได้ก็ดูยูทูปเอา ให้ใจมันเคล้าเคลียอยู่กับธรรมะ ถ้าใจมันเคล้าเคลียอย่างนั้นเรื่อยๆ ไปศรัทธามันจะไม่ตก ถ้าตกก็ตกแวบๆ เดี๋ยวก็ศรัทธาใหม่" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 4 มกราคม 2569

"ธรรมะมันธรรมดา เมื่อไรใจเรายอมรับธรรมดาได้ ใจเราเป็นธรรมดา ใจเราไม่ทุกข์ ความทุกข์มันเกิดจากความอยาก ความอยากทั้งหลายล้วนแต่เรื่องไม่ธรรมดาทั้งนั้น อย่างธรรมดาของร่างกายเรา ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เราอยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย อยากของที่มันไม่ธรรมดา จิตใจเราต้องกระทบอารมณ์ที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง พลัดพรากจากสิ่งที่รัก ประสบกับสิ่งที่ไม่รัก สมปรารถนาบ้าง ไม่สมปรารถนาบ้าง มันธรรมดา เราก็ไม่อยากพลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก จากคนที่เรารัก เราอยากให้สิ่งที่เราไม่ชอบหมดไปสิ้นไป เป็นเรื่องความอยาก ความอยากทั้งหลายแหล่ล้วนแต่เป็นเรื่องไม่ธรรมดาทั้งนั้น ที่เรามาปฏิบัติธรรมกันคือเรามาเรียนรู้ธรรมดาของชีวิตเรา สิ่งที่เป็นตัวเราก็ร่างกายกับจิตใจ มาเรียนรู้ธรรมดาของร่างกาย เรียนรู้ธรรมดาของจิตใจ ถ้ายอมรับธรรมดาของกายได้ ก็จะไม่มีความอยากอะไรที่ผิดธรรมดา ใจเราไม่ทุกข์ ยอมรับธรรมดาของจิตใจได้ ก็ไม่มีความอยากที่ผิดธรรมดา ใจมันก็ไม่ทุกข์ ความอยากทั้งหลายแหล่ ล้วนแต่เรื่องผิดธรรมดาทั้งนั้น" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 3 มกราคม 2569

"การเห็นทุกข์ก็คือการเห็นอริยสัจ ถ้าเรารู้ความจริง โดยเฉพาะการรู้ความจริงว่าจิตคือตัวทุกข์ จิตรู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็จะละสมุทัย ละความอยาก ละความยึด ตรงที่เรารู้ทุกข์แจ่มแจ้งเรียกว่าเรามีวิชชา ล้างอวิชชาได้ อวิชชาคือความไม่รู้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นั่นล่ะไม่รู้อริยสัจ เราภาวนาเรื่อยๆ เราเห็นมีแต่ทุกข์ ถ้ายังดูตรงนี้ไม่ออก บางคนยังไม่เห็น ก็ดูทุกข์ของกายไป กายนี้ทุกข์ แล้วพอจิตเรามีสติ สมาธิ ปัญญาแข็งแรงขึ้น มันจะเห็นว่าจิตจะเป็นตัวทุกข์ ไม่มีใครทำอะไรมัน การที่มันมีผัสสะแล้วมันสะเทือนตลอดเวลามันคือทุกข์ ทุกข์แบบบอกไม่ถูกเลย แล้วภาวนาเรื่อยๆ จนมันรู้แจ่มแจ้ง จิตนี้คือตัวทุกข์ มันก็จะปล่อยวาง ฉะนั้นรู้ทุกข์แจ่มแจ้งมันก็จะละสมุทัยโดยอัตโนมัติ สมุทัยเป็นตัวตัณหา เป็นตัวอยาก เป็นตัวยึด ละโลภะตัวนี้ได้ ฉะนั้นรู้ทุกข์แจ่มแจ้งมันก็หมดอยาก ถ้ารู้ทุกข์ไม่แจ่มแจ้งมันก็จะเกิดความอยาก พอถึงขั้นละเอียด เราจะเห็นจิตมันทำงานทั้งวันทั้งคืน มันสะเทือน ถ้าเราเห็นอย่างนั้นมันก็จะปล่อยวางจิตได้ แต่ถ้าเรายังเห็นไม่ถึง เรายังเห็นผิดอยู่ ไม่รู้แจ้งอริยสัจ เรายังเห็นว่าจิตนี้เป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง อันนี้เรียกว่าเรายังรู้ไม่จริง เราเห็นแต่เวทนา จิตเดี๋ยวก็มีโสมนัสเวทนา คือมีความสุขทางใจ เดี๋ยวมีโทมนัสเวทนา คือมีความทุกข์ทางใจ เราไปเห็นอย่างนี้ เราเห็นแค่ตัวเวทนา เราไม่ได้เห็นอริยสัจ ทุกขเวทนากับทุกขสัจคนละเรื่องกัน ถ้าเป็นทุกขสัจ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณคือตัวทุกข์ นี้เราเห็นอริยสัจแล้ว " หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 1 มกราคม 2569

"ไม่มีกรรมฐานอะไรดีกว่ากรรมฐานอะไร กรรมฐานอันไหนทำแล้วสติเกิด อันนั้นดีกับเรา อาจจะไม่ดีกับคนอื่น หรือกรรมฐานที่ดีของคนอื่น อาจจะไม่เหมาะกับเรา เราทำแล้วไม่ได้ผลก็ได้ เพราะฉะนั้นกรรมฐาน ทางใครทางมัน ดูที่มันเหมาะกับตัวเอง อย่างหลวงพ่อไม่ชอบดูกาย รู้สึกมันตื้น มันไม่ถึงใจ หลวงพ่อดูแล้วไม่สนุก จริตนิสัยคนเราไม่เหมือนกัน แต่หลวงพ่อ หลวงปู่ดูลย์ให้หลวงพ่อดูจิต โอ้ สนุก จิตนี้ทำไมมันวิจิตรพิสดาร มันหลากหลายเหลือเกิน ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งที่เราถนัด กายก็ได้ เวทนาก็ได้ หรือดูจิตใจตัวเองก็ได้ แล้วคอยรู้จิตใจตัวเอง จิตหนีไปจากกรรมฐาน รู้ทัน จิตถลำไปเพ่งกรรมฐาน รู้ทัน อย่างเพ่งท้อง เพ่งเท้า หรือเพ่งลมหายใจ หรือเพ่งพุทโธ เพ่งความรู้สึกสุขทุกข์ เพ่ง จิตโกรธขึ้นมาก็ไปเพ่งโกรธอะไรอย่างนี้ จิตมันถลำลงไปเพ่งความโกรธ ให้รู้ทันจิตตนเอง พอเรารู้ทันจิตตัวเองได้ คล้ายๆ เราได้กุญแจที่จะไขตู้พระไตรปิฎกแล้ว จิตเรานี้ล่ะคือกุญแจที่จะไขธรรมะ ไขตู้ธรรมะในใจของเรา ถ้าเราไม่มีจิตที่ตั้งมั่น เรายังห่างไกล" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 31 ธันวาคม 2568

"ถ้าเรารู้ว่ากำลังฝันอยู่ คือกำลังหลงอยู่ จิตเราจะตื่นทันที แบบเดียวกันถ้านอนหลับอยู่ เรารู้ตัวว่ากำลังฝัน จิตจะตื่น ร่างกายจะตื่นขึ้นมา แล้วเวลาภาวนาถ้าเรารู้ทันว่าจิตเราฝันอยู่ จิตเราหลงอยู่ในโลกของความคิด จิตจะตื่นทันทีเลย เมื่อจิตตื่นก็ฝึกบ่อยๆ ให้ตื่นบ่อยๆ ทำกรรมฐานอันหนึ่งจิตหลงไป คือจิตฝันไป รู้ทัน จิตก็จะตื่น เดี๋ยวก็ฝันอีก ฝันอีก รู้อีกก็ตื่นอีก ทำให้มากเจริญให้มาก ในที่สุดจิตจะมีกำลัง จิตมีกำลังขึ้นมา จะตื่นโดยเราไม่เจตนาคราวนี้ แต่ตรงนี้ก็ยังเป็นโลกิยะ ยังเสื่อมได้ ไม่ต้องตกใจ มีหน้าที่ทำกรรมฐานไป พอจิตไหลไปจิตหลงไป รู้ทัน ทำให้มากเจริญให้มาก มันก็จะตื่นขึ้นมา พอตื่นขึ้นมาช่วงหนึ่งก็เสื่อม เราก็ปฏิบัติเหมือนเดิมนั่นละ ทำทุกวันก็จะเห็นเจริญแล้วเสื่อม เจริญแล้วเสื่อม ต่อไปจิตมีกำลังมาก จิตเราตื่นโดยที่เราไม่ต้องระวังรักษา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 29 ธันวาคม 2568

"ถ้าเรามีทฤษฎีชี้นำที่ถูก รู้เบื้องหลังความคิดของตัวเอง ศีลของเราก็จะดี คำพูดของเราดี พฤติกรรมทางร่างกายของเราดี การดำรงชีวิตของเราดี เมื่อเราดี ตรงนี้ใจเราจะไม่วุ่นวาย ใจเราจะสงบสุข เราก็จะสามารถก้าวไปสู่กลุ่มของมรรคที่ตรง เป็นการพัฒนาจิตโดยตรง มีองค์ 3 สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ มีองค์ 3 ประการ เมื่อเรามีทฤษฎีชี้นำถูกคือเราต้องรู้ทุกข์ ละสมุทัย มีความคิดที่ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส มีศีลที่ดีทั้งคำพูดทั้งการกระทำ ทั้งการทำมาหากิน ใจเราก็ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่มีเรื่องต้องทุกข์ร้อนมากมาย การปฏิบัติจะง่าย อริยมรรคเกิดเองเมื่อ ศีล สมาธิ ปัญญา สมบูรณ์ เวลาอริยมรรคเกิด มรรคทั้ง 8 เกิดร่วมกันทีเดียว แต่เวลาเราเรียน ค่อยๆ พัฒนามรรคมาทีละตัวๆ อันนั้นเรียกว่าบุพพภาคมรรคยังไม่ใช่อริยมรรค เวลาอริยมรรคเกิด ทั้งหมด 8 ตัวนี้ รวมเข้าด้วยกันทีเดียว" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 28 ธันวาคม 2568

"ความพอดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างบางคนกินข้าวแค่นี้พอดี นอนแค่นี้พอดี อันนี้เป็นทางสายกลางของคนนั้น อีกคนหนึ่งต้องอดนอน อดนอนผ่อนอาหารแล้วพอดี จิตใจมีสติ มีสมาธิ เดินปัญญาคล่องแคล่ว อันนี้ทางสายกลางของเขา เราเห็นครูบาอาจารย์อดนอน ผ่อนอาหาร แล้วท่านเจริญในธรรม เราก็คิดว่าต้องทำแบบนี้แล้วเจริญ ร่างกายเราไม่ได้เหมาะที่จะเป็นอย่างนั้น ก็ทรมานตัวเอง อันนั้นไม่ใช่ทางสายกลาง อันนั้นเป็นอัตตกิลมถานุโยค การทำสิ่งเดียวกัน เท่าๆ กันกับคนอื่น อาจจะหย่อนไป หรืออาจจะตึงไปก็ได้ การวัดทางสายกลางนั้น วัดที่ตัวเราเอง ไม่ได้ไปเทียบกับคนอื่นหรอก สังเกตที่ใจของเรา อันไหนทำแล้วกุศลเจริญ อกุศลลดละลงไป อันนั้นพอดีกับเรา สังเกตตรงนี้ มีสติรู้เท่าทัน อันไหนที่เราทำแล้ว อกุศลที่มีอยู่ดับไป อกุศลใหม่ไม่เกิด อันไหนที่เราทำแล้วกุศลที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น กุศลที่เกิดแล้วก็เจริญขึ้น อันนั้นทางสายกลางสำหรับตัวเรา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 27 ธันวาคม 2568

"ในฐานะที่พวกเราเกิดมาในยุคที่พระพุทธศาสนายังดำรงอยู่ อย่าปล่อยปละละเลยโอกาส โอกาสทองอย่างนี้หายาก นานๆ ถึงจะเกิดศาสนาพุทธทีหนึ่ง แล้วศาสนาพุทธก็มักจะอยู่ได้ไม่นาน เป็นศาสนาที่เข้าใจยาก เป็นศาสนาที่ทวนกระแสของโลก สัตว์โลกมันไหลไปตามกระแสของกามของกิเลส เราคิดว่ากามสุขมันยิ่งใหญ่เหลือเกิน เราก็เลยผัดวันประกันพรุ่ง ตอนนี้ขอหากามสุขไว้ก่อน ไว้เจอพระศรีอาริย์แล้วค่อยแสวงหาสุข ที่ประณีตขึ้นไปจากความพ้นทุกข์พ้นกิเลส อย่าโง่ เราสามารถพัฒนาจิตของเรา ให้เข้าถึงความสุขความสงบได้ตั้งแต่ในชีวิตนี้ เรื่องอะไรเราจะต้องจมในความทุกข์ไปอีกตั้งนาน เพื่อจะไปเจอธรรมะอันเดียวกันนี้อีก ฉะนั้นอย่าโง่ มีโอกาสศึกษาปฏิบัติธรรมทำไว้ แล้วชีวิตเราร่มเย็นเป็นสุข มันมีความสุขจริงๆ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 21 ธันวาคม 2568

"จะล้างกิเลสให้เด็ดขาดก็ต้องทำวิปัสสนา ทำจิตให้สงบ นั่งสมาธิ ข่มกิเลสได้ชั่วคราว หมดกำลังสมาธิ กิเลสมันก็กลับมาอีกแล้ว "เป็นฆราวาสทำวิเวก 3 ได้ไหม ทำกายวิเวกได้ไหม ทำจิตตวิเวกได้ไหม ทำอุปธิวิเวกได้ไหม" กายวิเวกไม่มีก็เพราะแส่ส่ายออกไปเอง แต่อย่างถ้าเราจำเป็นต้องอยู่กับคนมากๆ เราฝึกจิตให้ดี ก็เหมือนอยู่คนเดียว อยู่ตรงไหนก็เหมือนอยู่ตามลำพัง มีจิตตวิเวกตัวเดียว มันก็เหมือนมีกายวิเวกอยู่ในตัวแล้ว อยู่กับคนเยอะๆ ก็เหมือนอยู่กับอากาศธาตุ อุปธิวิเวกก็อาศัยการทำสติปัฏฐานไป มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 20 ธันวาคม 2568

"ทำกรรมฐานจะเริ่มจากกายก็ได้ เริ่มจากเวทนาก็ได้ เริ่มจากจิตก็ได้ ทำกรรมฐานอะไรก็ได้สักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้สภาวะ สภาวะคือรูปธรรมนามธรรม ไม่ใช่เรื่องราวที่เราคิด อย่างเราขยับเราเห็นรูปมันเคลื่อนไหวใจเป็นคนรู้สึก เดินจงกรมรูปมันเคลื่อนไหวใจเป็นคนรู้สึก มีกายกับใจ ร่างกายถูกรู้ ใจเป็นคนรู้ ถ้าดูนามธรรม เห็นสุข ทุกข์ ดี ชั่ว เกิดขึ้นมา เปลี่ยนแปลง ใจเราเป็นคนรู้คนเห็น มันต้องมีใจเป็นคนรู้คนเห็น เพราะฉะนั้นการปฏิบัติตรงที่เราจะเริ่มเจริญปัญญา เราต้องแยกขันธ์ได้ แล้วขันธ์อย่างน้อยแยก 2 ขันธ์ แล้ว 1 ใน 2 ที่ต้องมีขาดไม่ได้คือจิตหรือวิญญาณขันธ์ จิตรู้กายที่เคลื่อนไหว แล้วพอจิตมันรู้กายมันกำลังหลงๆ พอร่างกายเคลื่อนไหวปุ๊บ สติมันเกิดเอง ทันทีที่สติเกิดสัมมาสมาธิจะเกิดร่วมด้วยอัตโนมัติ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ วัดเจ้าอาม 13 ธันวาคม 2568

"ทาน ศีลต้องทำอยู่แล้ว ภาวนาให้จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู ให้จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู เมื่อจิตเราตั้งมั่นมีกำลังแล้ว เราจะเห็นขันธ์แต่ละขันธ์แยกกันอยู่ เราไม่ต้องแยกขันธ์ แต่ละขันธ์ไม่ใช่เรา แล้วเสร็จแล้วพอรู้แจ้งตัวอื่น ทวนเข้ามาที่จิต บางคนตัดเข้ามาที่จิตเลย ถ้ากำลังน้อยก็ดูไปทีละขันธ์ กำลังมากก็เข้ามาที่จิตเลย เห็นผู้รู้เองเกิดดับ แล้วถ้ามาตรงนี้ได้ก็ผ่าน รู้แล้วจิตผู้รู้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ขันธ์ 5 ซึ่งจิตผู้รู้พัฒนาขึ้นมา ขันธ์ 5 มาจากจิตตัวเดียวนี่ล่ะ วิญญาณะปัจจะยา นามะรูปัง วิญญาณหรือปฏิสนธิวิญญาณ วิญญาณที่หยั่งลงไป ทำให้นามรูปปรากฏขึ้นมา ถ้าเราเห็นถึงต้นตอของมัน จิตวิญญาณไม่ใช่เรา สิ่งที่สร้างขึ้นมาก็ไม่ใช่เรา โลกที่อาศัยอยู่ก็ไม่ใช่เรา ไม่มีเราในขันธ์ 5 ไม่มีเรานอกขันธ์ 5 ไม่มีเราที่ไหนเลย ถ้าเราถึงตรงนี้ เราเข้าจุดที่ปลอดภัยแล้ว" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 11 ธันวาคม 2568

"เรามีสติรู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก ร่างกายหยุดนิ่งรู้สึก ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึก ร่างกายอยู่ในอิริยาบถใดๆ รู้สึกไปเรื่อยๆ ขั้นแรกก็รู้สึกถึงความมีอยู่ของร่างกาย ต่อไปเราก็จะเห็นความจริงที่ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง คือเห็นไตรลักษณ์ของร่างกาย อันนี้ง่ายๆ ไม่ยากหรอก แค่เราใส่ใจ สนใจที่จะเรียนรู้ตัวเอง ไม่ใช่เพลินกับโลกไปเรื่อยๆ ความเผลอความเพลินร้ายมากเลย ร้ายยิ่งกว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยอีก อย่างเจ็บไข้ได้ป่วยเรายังเห็นร่างกายมันทุกข์อะไรอย่างนี้ เห็นเป็นครั้งเป็นคราว แต่ความเผลอเพลิน มันหลอกเราได้ยาวนานมากเลย เวลาชีวิตเรามีความสุข เรามักจะเผลอเพลิน เวลามีความทุกข์ขึ้นมาเราก็คร่ำครวญ ก็ไม่ยอมเรียนรู้ความจริงของชีวิต มีสติรู้สึกในร่างกายของเราไปเรื่อยๆ แล้วเราก็จะรู้ร่างกายนี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่น่าเพลิดเพลินอะไรเลย มีสติอยู่เราจะรู้ร่างกายทุกข์อยู่ตลอดเวลาเลย ทุกข์มากบ้างน้อยบ้าง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 7 ธันวาคม 2568

"เราไม่ต้องรู้เยอะหรอก รู้รูปธรรมกับนามธรรม รูปธรรมคือ สิ่งที่ประกอบด้วยดิน น้ำ ไฟ ลมเป็นตัวเราขึ้นมา ก็รู้สึกเอา เรียนรู้รูปธรรม เราก็จะเห็น ความไม่สวยไม่งาม ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา และนามธรรมมี เวทนา สุข ทุกข์ สัญญาความจำได้หมายรู้ สังขารความปรุงดีปรุงชั่ว นี่ก็เป็นส่วนของนามธรรม แล้วก็อีกอันหนึ่งก็คือวิญญาณ วิญญาณแปลว่าความหยั่งรู้ หยั่งรู้อารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็อันเดียวกับจิตนั่นล่ะ ทั้งรูปธรรม นามธรรมเกิดแล้วดับทั้งสิ้น ไม่มีอะไรที่อยู่ในอำนาจบังคับของเราได้จริง สิ่งที่มีอยู่จริงนั้นก็คือตัวทุกข์นั่นละ กายนี้คือตัวทุกข์ จิตนี้คือตัวทุกข์ ถ้าเห็นได้ จะเห็นธรรม ถ้าไม่รู้ทุกข์ ก็ไม่รู้ธรรมะหรอก เห็นทุกข์ถึงจะเห็นธรรม " หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 6 ธันวาคม 2568 (ช่วงบ่าย)

"คำสอนแรกของหลวงปู่ดูลย์ในขั้นเบื้องต้นเลย "อย่าส่งจิตออกนอก" ก็คือมีสติรู้ทันเวลาจิตออกนอก ถ้าเรามีสติรู้ทันจิตที่ออกนอก จิตที่ออกนอกจะดับ จิตที่ตั้งมั่นจะเกิด เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะได้มา จากการที่จิตไม่ออกนอกก็คือจิตตั้งมั่น เมื่อจิตเราตั้งมั่นแล้วหลวงปู่ดูลย์ก็สอนต่อไปอีก "จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป" ญาณคือปัญญา มีปัญญาเห็นจิตเหมือนตาเห็นรูป เวลาที่ตาเราเห็นรูป ถ้าเรามีตา เรามีรูป เรามีแสงสว่าง มีความสนใจที่จะรู้รูป จิตมันก็หยั่งลงไปรู้รูป จิตก็ไปเกิดที่ตา เวลาที่ตาเราเห็นรูป เราไม่ได้เจตนา เวลาที่ตาเห็นรูป ตาไม่ได้เลือกอารมณ์ ตัวที่ทำให้เราเห็นดีบ้าง ไม่ดีบ้าง คือวิบาก กุศลวิบากส่งผลมา ฉะนั้นเวลาที่ตาเราเห็นรูป เราไม่ได้เลือกรูป เราไม่ได้เลือกว่าจะรู้รูปอะไร มันรู้ของมันเอง "ทำญาณเห็นจิตเหมือนตาเห็นรูป" ก็คือมีอารมณ์อะไรทางจิตเกิดขึ้นก็รู้อันนั้น ไม่เลือกอารมณ์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 6 ธันวาคม 2568 (ช่วงเช้า)

"พยายามทำให้ครบ เป็นฆราวาส ทาน ศีล ภาวนา หลวงพ่อยังทำเลย ทาน ศีล ภาวนา ทำครบ พวกเราให้เงินหลวงพ่อมา มันเกินจะใช้ ไม่ได้ใช้อะไร บางทีก็เอาไปให้โรงพยาบาลให้อะไร ไม่ต้องเอาเงินมาให้หรอก ต้องหาโรงพยาบาลแจก คนด่าหลวงพ่อเยอะ โดยเฉพาะยุคก่อน คนไม่เข้าใจ หลวงพ่อก็อภัย ไม่ว่า อยากด่าก็ด่าไป นี่ก็คือทาน เรียกอภัยทาน หลวงพ่อสอนธรรมะทุกวันๆ นี่คือธรรมทาน ฉะนั้นพระก็ทำทานได้ ทำทาน ศีลต้องรักษาอยู่แล้ว ถ้าไม่รักษาศีล สมาธิมันจะเสื่อม หรือถ้าเรามีสติรักษาจิตเราได้ ศีลเราจะดีอัตโนมัติ ต้องพยายามฝึกตัวเอง ให้ศีล สมาธิ ปัญญา อัตโนมัติเกิดขึ้นจนได้ วันนี้ยังไม่อัตโนมัติ ก็อดทน ฝึกไป ศีลอัตโนมัติเกิดจากสติรู้เท่าทันจิตของเรา กิเลสเข้ามาในใจเรา เรารู้ทัน กิเลสครอบงำใจไม่ได้ เราไม่ผิดศีลหรอก คนทำผิดศีล เพราะถูกกิเลสครอบงำ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 5 ธันวาคม 2568



"เราอย่านึกว่าเรื่องทานเป็นเรื่องเล็ก สังเกตไหมว่าชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์คือมาทำทาน พระเวสสันดรทำทาน เสียสละยอมเหนื่อยทุกอย่าง ยอมลำบากทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของคนอื่น ฉะนั้นพวกเราถ้าทำงานอาสาสมัคร สวมหัวใจอย่างพระเวสสันดรไว้ ทำไม่ใช่เพื่อเอาเข้าตัว ทำเพื่อส่วนรวมเพื่อคนอื่นเพื่อสัตว์อื่น สิ่งที่ได้ตอบมามหาศาล คือพอลดละความเห็นแก่ตัวได้มาก เวลาเราภาวนาที่จะล้างกิเลสนั้น ก็ไม่ต้องล้างเยอะ คนเห็นแก่ตัวภาวนายาก ภาวนาไม่ได้เพราะตัวตนของมันใหญ่เหลือเกิน ในขณะที่คนที่เสียสละ ทำอย่างโน้นอย่างนี้เสียสละ วิธีเสียสละทำได้เยอะแยะไป อย่างไปบริจาคโลหิตก็เสียสละ ได้บุญเยอะ บริจาคอวัยวะร่างกายได้บุญมากกว่า ทำทานที่ใช้เงินใช้วัตถุ ทำได้ก็ทำ หลวงปู่ดุลย์ท่านเคยสอนว่า ความดีทั้งหลายมีโอกาสทำก็ให้ทำ ถ้าโอกาสผ่านไปแล้ว ก็อยู่เฉยๆ ภาวนาไป ท่านก็สอนอย่างนี้ ฉะนั้นพอเข้าใจ ที่เรามาช่วยกันทำงาน จุดสำคัญเพื่อลดละกิเลส นี่คือประโยชน์ของตน เพื่อช่วยเหลือสืบทอดศาสนา ให้ความร่มเย็นกับคนซึ่งเร่าร้อนยากลำบากเป็นประโยชน์ของผู้อื่น ประโยชน์ของเราคือเราได้พัฒนาใจของเรา สุดท้ายเราจะไปสู่ประโยชน์สูงสุดคือพระนิพพาน" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 1 ธันวาคม 2568


"ตัวที่จะส่งผลให้เราไปสู่วิมุตติคือมรรค มรรคก็คือการที่เราพัฒนาตัวเองด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา เราจะต้องรู้สิ่งเหล่านี้ อย่างเราจะถือศีลเราก็ต้องเข้มแข็ง เราจะมีสมาธิเราก็ต้องเข้มแข็ง เจริญปัญญาเราก็ต้องเข้มแข็ง ถ้าจิตใจอ่อนแอมันก็ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง เบื้องต้นเราจะฝึกสติ ฝึกให้จิตมีสติก็ต้องเข้มแข็ง ฉะนั้นความเข้มแข็ง ความกล้าหาญ ความอดทนเป็นจุดสำคัญ บางคนไม่อดทนเลย ทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็ท้อแท้ยอมแพ้แล้ว พวกนี้ไม่ได้กินหรอก ไม่ได้เรื่องหรอก หลวงพ่อบอกพวกเราทุกที หลวงพ่อไม่ใช่คนเก่ง หลวงพ่อก็พอๆ กับพวกเราล่ะ แต่สิ่งที่หลวงพ่อเหนือกว่าพวกเรามากเลยคือความอดทน ความกล้าที่จะต่อสู้กับกิเลส อดทนสำคัญมากเลย" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 30 พฤศจิกายน 2568

"ถ้าทำสมาธิแล้วมีความสุข แล้วพอมีสมาธิมากพอมาเจริญปัญญา ได้เรียนรู้กายรู้ใจตัวเอง มันสนุก หลวงปู่มั่นท่านแต่งกลอนไว้อันหนึ่ง พิจารณาร่างกายเหมือนไปเที่ยวในถ้ำ ร่างกายมันเหมือนถ้ำ เป็นโพรง ไปเที่ยว สนุก อันนั้นท่านพิจารณากายว่าสนุก หลวงพ่อไม่ได้เดินทางพิจารณากาย แต่เดินมาทางดูจิต พิจารณาจิต ก็สนุก ของที่ไม่เคยรู้ได้รู้ ของที่ไม่เคยเห็นได้เห็น ของที่ไม่เคยเข้าใจได้เข้าใจ มันสนุก แต่ละวันๆ เหมือนเราได้บทเรียนแปลกใหม่ ซึ่งเราไม่เคยรู้เคยเห็น พอภาวนาเป็น ไม่อยากยุ่งกับคนอื่น เพราะเราอยู่คนเดียว เราก็มีความสุข ไม่ต้องดิ้นรนแสวงหาอะไรมากมาย ไม่ต้องไปดูหนัง ฟังเพลง แล้วก็ไปดูกายกรรม ดูโน่นดูนี่ ดูกีฬา หลวงพ่อไม่เอาเวลาไปอย่างนั้น เอาเวลามาดูจิตดูใจตัวเอง มันสนุก แต่ละวันๆ เราเห็นลีลาอาการของกิเลส ที่มันผลัดกันมาหลอกเราต่างๆ นานา เรารู้ทันบ้าง ไม่รู้ทันบ้าง วันไหนยังรู้ทันไม่ได้ สู้มันไม่ได้ ก็ตั้งใจไว้ เดี๋ยววันหลังต้องสู้ให้ได้ มันเหมือนเรากำลังเล่นเกมอันหนึ่งกับกิเลสตัวเอง มันสนุก มันไม่ใช่เรื่องน่าท้อแท้อะไรเลย" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 29 พฤศจิกายน 2568









"ทางสายกลางคือทางที่มันไม่สุดโต่งไป 2 ฝั่ง ฝั่งที่หลงไปกับฝั่งที่บังคับไว้ เพ่งไว้ ทีนี้ธรรมชาติของพวกเราเวลาไม่ได้ปฏิบัติ เราก็หลงเพลินๆ ไป เวลาปฏิบัติเราก็มานั่งเพ่งเอาไว้บังคับไว้ เรื่องของความเคยชินทั้งหมดเลย เราไม่เคยจะรู้ด้วยความเป็นกลาง จิตไม่เข้าสู่ทางสายกลาง ภาวนากี่ปีๆ มันก็อยู่อย่างนั้นล่ะ อาจจะบังคับตัวเองได้เก่งขึ้นเนียนขึ้น แต่สุดท้ายมันก็คือบังคับอยู่ พยายามฝึกความเคยชินใหม่ เบื้องต้น ฝึกความเคยชินที่จะรู้ทันเวลาจิตมันหลงไป ส่วนใหญ่มันหลงไปคิด มันชินอย่างนั้น หลงทั้งวัน หลงทั้งคืน กลางคืนก็ฝันไป กลางวันก็คิดไปมันแบบเดียวกัน ไปตลอดเวลา ลืมกายลืมใจของตัวเอง เราก็ต้องมาฝึกความเคยชินอันใหม่ คือความเคยชินที่จะคอยรู้สึกตัว ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง อะไรก็ได้ๆ ทำไปเถอะ แล้วคอยสังเกตจิตใจของตัวเอง อ่านใจตัวเองให้ออก" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 23 พฤศจิกายน 2568

"นั่งฟังเทศน์ที่หลวงพ่อเทศน์ แล้วจิตมันจะมีสมาธิขึ้นมา มันตั้งมั่นขึ้นมา จิตที่มันตั้งอย่างนี้ มันไม่เหมือนที่เราไปนั่งสมาธิมั่วซั่วกัน นั่งแล้วเคร่งเครียด อย่างตอนที่ฟังหลวงพ่อเทศน์ มันไม่ได้เครียด มันมีสมาธิอีกชนิดหนึ่งขึ้นมา คือสมาธิที่เราไม่ได้เพ่ง ไม่ได้จ้อง ไม่ได้บังคับ ไม่ได้เจตนาให้เกิด ถ้าไปทำสมาธิชนิดเพ่งจ้อง มันพัฒนาไม่ได้ ติดอยู่ตรงนั้น จำรสชาติสมาธิที่เกิดจากการฟังที่หลวงพ่อเทศน์นี้ จำรสชาติตัวนี้ไว้ เห็นไหม จิตเราอยู่กับตัวเอง จิตเรามีพลัง โดยที่เราไม่ได้ไปเพ่ง ไปจ้อง ไม่ได้ไปบังคับ ถ้าเริ่มต้นก็เริ่มบังคับกาย บังคับใจ อันนั้นเริ่มต้นก็ผิดแล้ว แค่เราตั้งใจฟังธรรม จิตของเราก็เกิดสมาธิแล้ว เมื่อจิตเรามีสมาธิมากพอ เราก็ดูไป ร่างกายมันนั่งอยู่ ร่างกายมันหายใจอยู่ เราจะแค่ดู ไม่ได้เพ่ง ไม่ได้จ้อง ถ้าเริ่มต้นบอกไปดูลมหายใจ ก็ไปเพ่งลม ไปดูท้องก็เพ่งท้อง แต่ที่หลวงพ่อพาทำวันนี้ เราไม่ได้เริ่มจากการเพ่งจ้อง เรามีสมาธิที่เกิดจากการฟังธรรม สมาธิตัวนี้เราไม่ได้เจตนา ไม่ได้เพ่ง ไม่ได้จ้อง ไม่เคร่งเครียด" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 22 พฤศจิกายน 2568