Soul Food Podcasts

Follow Soul Food Podcasts
Share on
Copy link to clipboard

Podcasts สำหรับการเติมกำลังให้กับจิตวิญญาณของเรา

Soul Food Ministries


    • Oct 1, 2026 LATEST EPISODE
    • daily NEW EPISODES
    • 5m AVG DURATION
    • 2,018 EPISODES


    Search for episodes from Soul Food Podcasts with a specific topic:

    Latest episodes from Soul Food Podcasts

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่184) อธิษฐานอย่างไรให้ไม่ผิดหวัง?

    Play Episode Listen Later Oct 1, 2026 5:11


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่184)อธิษฐานอย่างไรให้ไม่ผิดหวัง? “ถ้าพวกท่านติดสนิทอยู่กับเราและถ้อยคำของเราติดสนิทอยู่กับท่านแล้ว ท่านจะขอสิ่งใดที่ท่านปรารถนาก็จะได้สิ่งนั้น”~ยอห์น 15:7 THSV11“If you remain in me and my words remain in you, then you will ask for anything you wish, and you shall have it.”~John 15:7 GNTมีคำกล่าวไว้น่าคิดว่า“ การอธิษฐานที่แท้จริงไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำว่า‘พระเจ้า ขอให้พระองค์ทำตามใจข้าพระองค์' แต่เริ่มต้นด้วย‘พระเจ้า ขอให้ใจของข้าพระองค์สอดคล้องกับพระทัยของพระองค์'”(True prayer does not begin with,‘God, do what I want,' but with, ‘God, align my heart with Yours.)คำถามว่าเราจะต้องอธิษฐานอย่างไรเพื่อไม่ให้เราผิดหวัง และ ได้รับคำตอบจากพระเจ้า?คำตอบก็คือ เราต้องเข้าใจก่อนว่าการอธิษฐานที่แท้จริงและที่ไม่จริงนั้นเป็นอย่างไรก่อน!นั่นคือ ​คำอธิษฐานที่ไม่ถูกต้อง คือคำอธิษฐานที่เอาตัวเรา หรือมนุษย์เป็นศูนย์กลาง แต่​คำอธิษฐานที่ถูกต้อง คือคำอธิษฐานที่เอาพระเจ้าเป็นศูนย์กลางให้เรามาดูความแตกต่างของคำอธิษฐานทั้ง2ประเภท ดังนี้​คำอธิษฐานที่ไม่ถูกต้อง ~ที่ทำให้ความคาดหวังคลาดเคลื่อนและผิดหวัง คือ1).เราอธิษฐานเพียงเพื่อให้พระเจ้าทำตามใจเรา2).เราอธิษฐานเพื่อขอให้ได้มากที่สุดจากพระเจ้าเพราะพระเจ้าใจดี3).เราอธิษฐานโดยเน้นว่าต้องพูดให้ดีพูดให้ถูกต้อง มิฉะนั้นพระเจ้าไม่ฟัง4).เราอธิษฐานด้วยความเชื่อที่ว่าเราจะได้ทุกอย่างตามที่เราเชื่อ5).เราอธิษฐานเพื่อเปลี่ยนใจของพระเจ้าให้ทำในเรื่องที่เราต้องการได้6).เราอธิษฐานเฉพาะเมื่อเวลาเรามีปัญหาเท่านั้นเพราะไม่อยากรบกวนพระเจ้า7).เราอธิษฐานเพราะเป็นหน้าที่ที่เราต้องทำ มิฉะนั้นเกรงว่าพระเจ้าจะไม่พอใจเรา8).เราอธิษฐานด้วยสูตรสำเร็จ ที่ใช้สูตรนี้เมื่อใด เราจะได้รับคำตอบในทันทีเมื่อนั้นจึงไม่แปลกว่า ทำไมบ่อยครั้งที่เราผิดหวังหรือไม่ได้รับตามที่คาดหวังหรือตามที่เราขอ!​คำอธิษฐานที่ถูกต้อง ~ที่ทำให้เข้าใจถูกต้อง และมักได้คำตอบของคำอธิษฐาน1).เราอธิษฐานเพื่อสื่อสารให้พระเจ้าทราบความปรารถนาในหัวใจของเรา2).เราอธิษฐานเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น3).เราอธิษฐานเพื่อให้พระเจ้าตอบตามพระปัญญาและพระประสงค์ของพระองค์4).เราอธิษฐานเพื่อแสวงหาน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระเจ้า5).เราอธิษฐานด้วยใจที่พร้อมรับคำตอบทุกแบบจากพระองค์6).เราอธิษฐานเพราะเป็นธรรมชาติตามวิถีฝ่ายจิตวิญญาณของเรา7).เราอธิษฐานโดยถือว่านี่เป็นสิทธิพิเศษในชีวิตของเราจากพระเจ้า8).เราอธิษฐานไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนพระเจ้าแต่เปลี่ยนเราให้สอดคล้องกับพระทัยพระเจ้าพี่น้องที่รัก ถ้าเราเข้าใจเรื่องการอธิษฐานอย่างถูกต้อง และตั้งใจทำตามนั้นด้วยความเชื่อและการเชื่อฟังสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ​เราจะติดสนิทอยู่กับพระเยซูคริสต์ และ​เราจะให้ถ้อยคำของพระคริสต์ติดสนิทอยู่กับเราและเมื่อใดที่เราทูล ขอสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เราปรารถนาเราก็จะได้สิ่งนั้น เพราะอะไรหรือ?ก็เพราะว่าสิ่งที่เราทูลขอกับสิ่งที่พระเจ้าตั้งใจให้กับเราเป็นสิ่งเดียวกันเสมอ!เราจึงจะไม่ผิดหวังในบั้นปลาย แม้ว่าบางครั้งเราอาจรู้สึกผิดหวังบางเรื่องในตอนต้น เพราะความจำกัดในความเข้าใจของตัวเราเองด้วยเหตุนี้เอง เราจึงควรที่จะดำเนินชีวิตและอธิษฐานอย่างถูกต้อง ตามวิถีและตามพระประสงค์ของพระเจ้าอยู่เสมอ ด้วยความไว้วางใจในพระองค์แล้วเราไม่ผิดหวังในเวลาที่เราอธิษฐานต่อพระองค์อีกต่อไป!…อาเมนไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 1ตุลาคม2026(ตอนที่ 184ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน หยุดกังวล Ep.1750

    Play Episode Listen Later Oct 1, 2026 5:23


    พระธรรมนำชีวิตตอน หยุดกังวล Ep.1750ความกังวลมักเกิดขึ้นเมื่อเราต้องเผชิญกับสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้และเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่สำหรับพวกเราผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์พระองค์ไม่ได้บอกว่าเราจะไม่มีเหตุผลให้กลัว แต่พระองค์กำลังสอนว่า อย่าปล่อยให้ความกังวลเข้ามาครอบครองหัวใจของเรา จนเราลืมว่า พระเจ้าพระบิดาทรงดูแลเราอยู่'“เพราะเหตุนี้ เราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่าจะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่าจะเอาอะไรนุ่งห่ม ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารไม่ใช่หรือ? และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มไม่ใช่หรือ? ' มัทธิว 6:25พระเยซูไม่ได้บอกว่าอาหาร น้ำดื่ม เสื้อผ้า หรือสิ่งจำเป็นในชีวิตไม่สำคัญ แต่พระองค์กำลังเตือนว่า สิ่งเหล่านี้ต้องไม่กลายมาเป็นสิ่งที่ครอบครองหัวใจของเรา เพราะชีวิตของเรามีค่ามากกว่าสิ่งที่เรากำลังพยายามรักษาเอาไว้ มันยากแน่นอนครับที่จะไม่กังวลในช่วงเวลาแบบนี้ แต่พระเยซูไม่ได้เตือนว่า อย่ากังวลเพียงอย่างเดียว พระองค์ทรงสอนให้เรามองกลับไปที่พระเจ้าพระบิดา'จงดูนกทั้งหลายบนฟ้า พวกมันไม่ได้หว่าน ไม่ได้เกี่ยว ไม่ได้รวบรวมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของพวกท่าน ผู้สถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงพวกมันไว้ ท่านไม่ประเสริฐกว่าพวกมันหรือ? มีใครในพวกท่านที่โดยความกระวนกระวาย สามารถต่ออายุของตนให้ยืนนานขึ้นอีกนิดหนึ่งได้ ' มัทธิว 6:26-27ทุกครั้งที่เราเต้องเจอกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และกำลังมีความกังวลใจพระเยซูบอกว่า จงดูนก พระเจ้าพระบิดาทรงเลี้ยงแม้แต่นกตัวเล้ก ๆ ถ้าพระเจ้าทรงดูแลนก แล้วเราละครับการทรงสร้างที่พระเจ้าทรงให้คุณค่าพระองค์จะไม่ดูแลเราเหรอครับ ความกังวลก็ไม่สามารถเพิ่มอำนาจในการควบคุมอนาคตให้เราได้ เราอาจคิดถึงมันทั้งคืน แต่เราก็ไม่สามารถเปลี่ยนพรุ่งนี้ได้ ดังนั้น ให้เรานำทุกสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ มาวางไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า พระเยซูยังบอกอีกว่า'ท่านกระวนกระวายถึงเครื่องนุ่งห่มทำไม? จงพิจารณาดูว่าดอกไม้ในทุ่งนานั้นเติบโตขึ้นอย่างไร มันไม่ทำงาน มันไม่ปั่นด้าย แต่เราบอกพวกท่านว่า แม้แต่กษัตริย์ซาโลมอนเมื่อทรงบริบูรณ์ด้วยศักดิ์ศรี ก็ไม่ได้แต่งพระองค์งามเท่าดอกไม้เหล่านี้สักดอกหนึ่ง และถ้าพระเจ้าทรงตกแต่งหญ้าที่ทุ่งนาอย่างนั้น ซึ่งเป็นอยู่วันนี้และรุ่งขึ้นต้องทิ้งในเตาไฟ โอ พวกมีความเชื่อน้อย พระองค์จะไม่ทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้นหรือ? ' มัทธิว 6:28-30คำว่า “จงพิจารณา” ไม่ได้หมายความเพียงให้เราไปชมดอกไม้ที่สวยงาม แต่ให้เรากลับมามองสิ่งที่พระเจ้าสร้าง แล้วเรียนรู้บางอย่างเกี่ยวกับพระองค์ ถ้าพระเจ้าทรงดูแลการทรงสร้างที่อยู่เพียงชั่วคราว พระเจ้าพระบิดาก็จะทรงดูแลเรายิ่งกว่านั้น ความกังวลนั้นกำลังเปิดเผยให้เห็นว่า ในเวลาที่เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้ เรากำลังวางใจในใคร วันนี้เราอาจยังกลัวได้ เราอาจยังร้องไห้ได้ เราอาจยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แต่เราสามารถเลือกที่จะนำความกลัวและความกังวลทุกอย่างนั้นมาวางไว้ที่พระเจ้าได้'เหตุฉะนั้นอย่ากระวนกระวายและกล่าวว่าจะเอาอะไรกิน? หรือจะเอาอะไรดื่ม? หรือจะเอาอะไรนุ่งห่ม? เพราะว่าบรรดาคนต่างชาติแสวงหาสิ่งทั้งปวงนี้ แต่ว่าพระบิดาของพวกท่านผู้สถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่าท่านต้องการสิ่งทั้งปวงนี้ ' มัทธิว 6:31-32พระบิดาทรงทราบแล้ว ก่อนที่เราจะพูด พระองค์ทรงรู้ ก่อนที่เราจะขอ พระองค์ทรงรู้ ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องแบกอนาคตของไว้เราเอง ขอให้เราทูลขอพระเจ้า ไม่ใช่เพียงขอให้สถานการณ์เปลี่ยน แต่ขอให้พระองค์เพิ่มความเชื่อของเรา เพื่อเราจะสามารถไว้วางใจในพระองค์ และยอมรับการดูแลของพระองค์ตามรูปแบบและในเวลาของพระองค์ พระเยซูทรงตรัสสั่งเราอย่างชัดเจนว่า'แต่พวกท่านจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงนี้ให้ ' มัทธิว 6:33เราอาจไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งที่เรารู้และเชื่อได้แน่นอนคือ พระเจ้าพระบิดาทรงทราบแล้วว่าเราต้องการอะไร และพระองค์จะทรงดูแลเรา เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับอนาคต แต่ขอให้เราเชื่อว่า พระเจ้าผู้ทรงสถิตอยู่ในเราทรงฤทธิ์อำนาจอยู่เหนืออนาคตของเรา ขอให้เราหยุดกังวล หยุดแบกสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ แล้วมาเริ่มต้นไว้วางใจในพระเจ้าผู้สถิตอยู่ในเราวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    พระธรรมนำชีวิต ตอน สะสมไว้เพื่ออะไร? Ep.1749

    Play Episode Listen Later Sep 30, 2026 4:15


    พระธรรมนำชีวิตตอน สะสมไว้เพื่ออะไร? Ep.1749ช่วงหลายวันที่ผ่านมาผมห่างหายไปจากพระธรรมนำชีวิตไปเพราะสถานการณ์ในชีวิตมีหลายสิ่งที่ต้องจัดการ แต่ผมยังคงใช้เวลาส่วนตัวกับพระเจ้าอยู่เสมอ และผมหวังว่าแม้จะไม่มีพระธรรมนำชีวิต พวกเรายังจะยังคงใช้เวลากับพระเจ้าและให้พระวิญญาณของพระเจ้านำหน้าชีวิตของทุกคนผ่านทางพระวจนะของพระเจ้าเสมอ อยากแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า ตอนนี้ผมอพยพพาครอบครัวออกมาจากบ้านที่บางคล้า แม้แต่กระต่ายก็ย้ายิอกมาด้วย เพราะน้ำสูงเกินไปกว่าที่จะใช้ชีวิตต่อไปที่นั่นได้ ตอนนี่้ย้ายมาอยู่ที่เขาหินซ้อน ทำให้ผมได้หลับเต็มตื่นในรอบหลายวันขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับสถานการณ์ชีวิตในช่วงนี้ ตอนนี้ผมขอพักเบรคจากพระธรรมเยเรมีย์ก่อน เรามาเริ่มกันเลยครับ'“อย่าสะสมทรัพย์สมบัติเพื่อตัวพวกท่านเองไว้ในโลก ที่อาจเป็นสนิมและที่แมลงกินเสียได้ และที่ขโมยอาจทะลวงลักเอาไปได้ ' มัทธิว 6:19เป็นคำเตือนคำสอนของพระเยซูว่า อย่าสะสมทรัพย์สมบัติ พระเยซูไม่ได้กำลังสอนว่า การมีทรัพย์สินเป็นความบาป แต่พระเยซูกำลังเตือนว่า อย่าให้ทรัพย์สินนั้นกลายเป็นสิ่งที่เราไว้วางใจและยึดถือจนกลายเป็นศูนย์กลางของชีวิต พระเยซูเตือนให้เราเห็นว่า สิ่งที่เราสะสมบนโลกนี้สามารถเสื่อมสลายได้ พระเยซูทรงยกตัวอย่างทั้งมอดที่ทำลายเสื้อผ้า รวมถึงขโมยที่สามารถเข้ามาลักเอาไปได้'แต่จงสะสมทรัพย์สมบัติเพื่อตัวพวกท่านเองไว้ในสวรรค์ ที่ไม่มีแมลงจะกินและไม่มีสนิมจะกัด และที่ไม่มีขโมยทะลวงลักเอาไปได้ ' มัทธิว 6:20สิ่งที่พระเยซูสั่งตรงนี้ คือจงสะสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ การสะสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์ไม่ได้หมายความถึง การทำความดีเพื่อซื้อความรอด แต่หมายถึงการใช้ชีวิตโดยให้พระเจ้าและแผ่นดินของพระองค์เป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุด รวมถึงการใช้ทรัพย์สินของเราด้วย วันนี้เรากำลังสะสมอะไรอยู่ สิ่งที่เราสะสมนี้มีไว้เพื่อตัวเอง หรือมีไว้เพื่อพระเจ้าและงานของพระองค์ เราใช้เงินของเราเพื่ออะไรเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น หรือเพื่อเพียงแค่ประโยชน์ของตัวเอง ขอให้สิ่งที่เราสะสมนั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถแย่งเอาไปได้ 'เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย ' มัทธิว 6:21นี่เป็นความจริงที่สุด พระเยซูไม่ได้กำลังถามว่าเรามีทรัพย์มากแค่ไหน แต่กำลังถามว่า ทรัพย์สมบัติของเรากำลังบอกอะไรเกี่ยวกับหัวใจของเราบ้าง ผมเองสะสมอุปกรณ์ดนตรีไว้มากมาย จึงต้องใช้แรงอย่างมากเพื่อจะหนีจากน้ำที่มันจะทำลายให้เสียหายได้ แต่เมื่อย้อนกลับไปถึงมิกซ์ตัวแรกที่พวกเราได้ เราซื้อมันไว้เพื่อออกไปรับใช้พระเจ้า ต่อจากวันนั้นพระเจ้าก็อวยพระพรให้เรามีสิ่งต่าง ๆมากมายเพิ่มขึ้น เมื่อผมต้องขนสิ่งเหล่านี้หนีน้ำ ผมก็กลับมาถามตัวเองว่า สิ่งที่พระเจ้าให้ผมนั้น ผมยังใช้เพื่อการรับใช้ หรือมันกลายเป็นสิ่งที่ผมรักและหวงแหนจนมันครอบครองหัวใจของผมหรือเปล่า? วันนี้เราต้องระวังไม่ให้สิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราสะสมมันมาควบคุมใจของเรา ขอให้สิ่งที่เราสะสมนั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครจะแย่งชิงเอาไปได้ และขอให้เราจะดูแลสิ่งที่มีอย่างดี และใช้ทุกสิ่งที่มีเพื่อพระเจ้า เพื่องานของพระองค์ เพื่อผู้คนที่พระเจ้ารัก และเพื่อคนที่กำลังความต้องการความช่วยเหลือ อ.ประยูรสอนผมว่า คนมีไว้ให้รัก ทรัพย์มีไว้ให้ใช้ ขอให้สิ่งที่เราให้คุณค่าและสะสมจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่านิรันดร์ และเป็นทรัพย์สินบนสวรรค์ที่ไม่มีใครสามารถแย่งเอาไปได้วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่183) มีคำปรึกษามาก ชีวิตจะปลอดภัย!

    Play Episode Listen Later Sep 30, 2026 5:28


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่183)มีคำปรึกษามาก ชีวิตจะปลอดภัย!“เมื่อไม่มีการชี้แนะ ประชาชนก็ล้มลง แต่โดยมีที่ปรึกษามาก ก็มีความปลอดภัย”~สุภาษิต 11:14 THSV11“Where there is no guidance, a people falls; but in an abundance of counselors there is safety.”~Proverbs 11:14 RSVมีคำเตือนสติดีๆที่กล่าวว่า“การขอคำปรึกษาไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอแต่เป็นเครื่องหมายของความถ่อมใจ!”(Seeking counsel is not a sign of weakness;it is a sign of humility.)เราทุกคนจำเป็นต้องมีที่ปรึกษา เพราะคำปรึกษาที่ดี มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อชีวิต ทรัพย์สิน และในการทำงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจในชีวิตของผู้นำและของคริสตจักรพระคัมภีร์กล่าวถึงเรื่องนี้ ไว้อย่างไรบ้าง?​ “เมื่อไม่มีการชี้แนะ ประชาชนก็ล้มลง”(Where there is no guidance, a people falls;)คำว่า “การชี้แนะ” ในบริบทนี้เกี่ยวข้องกับ“การนำทาง การปรึกษาหารือ และการมีคนช่วยมองสถานการณ์อย่างรอบด้าน”พระคัมภีร์กำลังเตือนว่าเมื่อคนหนึ่งหรือผู้นำคนหนึ่งคนใดตัดสินใจโดยไม่มีคำแนะนำที่ดีความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายเหตุผลก็ธรรมดายิ่ง นั่นคือมนุษย์ทุกคนมีข้อจำกัด1).เรามองเห็นเพียงบางส่วน2).เราอาจมีอคติโดยไม่รู้ตัว3).เราอาจมีอารมณ์ในการตัดสินใจ4).เราอาจมีความอยากหรือความชอบเป็นความลำเอียง5).เราอาจมีประสบการณ์ไม่พอดังนั้นการไม่ยอมฟังใครเลย อาจตัดตัวเองออกจากปัญญาที่พระเจ้าสามารถส่งมาให้เราผ่านคนอื่น​“แต่โดยมีที่ปรึกษามาก ก็มีความปลอดภัย”(but in an abundance of counselors there is safety.)แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า “ยิ่งมีคนมากเท่าไร คำแนะนำก็จะยิ่งถูกต้อง”แต่หมายความว่า การมีที่ปรึกษาที่มีสติปัญญาและมีประสบการณ์สามารถให้มุมมองที่หลากหลายและปลอดภัยแก่เราก่อนการตัดสินใจในเรื่องสำคัญซึ่งก็สอดคล้องกับพระคัมภีร์ข้ออื่นที่ว่า“แผนงานล้มเหลวเมื่อไม่มีการปรึกษาหารือ แต่สำเร็จเมื่อมีที่ปรึกษามาก”~สุภาษิต 15:22“Without counsel plans go wrong, but with many advisers they succeed.”~Proverbs 15:22 RSVใช่ครับ คนเดียวก็ตัดสินใจดีๆได้แต่การมีที่ปรึกษาที่ดีหลายๆคนก็จะช่วยให้เราเห็นทั้งทางที่ปลอดภัย ทางแยก ภัยอันตราย และโอกาสที่เราเองอาจมองไม่เห็นแต่เราต้องระมัดระวังอย่าฟังคำปรึกษามาก จนตัดสินใจไม่ถูกหรือ ฟังแต่คำปรึกษาของมนุษย์มากมาย จนไม่ฟังพระเจ้าพี่น้องที่รักเพื่อความปลอดภัย ขอให้เรา​ไม่ดำเนินชีวิตโดยพึ่งแต่ตัวเอง แต่​ใส่ใจฟังคำแนะนำหรือคำปรึกษาของพระเจ้า ที่มาทางพระคัมภีร์ พระวิญญาณบริสุทธิ์และคนที่คุ้นเคยเข้าใจพระคัมภีร์อย่างแท้จริง และ​ไวในการแยกแยะความผิดถูกได้ชัดเจน เมื่อพระวิญญาณทรงนำ ดังคำกล่าวที่ว่า“อย่าเดินด้วยสายตาของตัวคุณเองเพียงอย่างเดียว เพราะพระเจ้าอาจทรงวางสายตาอีกหลายคู่ไว้รอบตัวคุณเพื่อช่วยให้คุณเห็นสิ่งที่ตัวคุณเองมองไม่เห็น”(Don't walk by your own sight alone; God may have placed other eyesaround you to help you see what you cannot see yourself.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 30กันยายน2026(ตอนที่ 183ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่182) เราอยู่ในโลก แต่อย่าให้โลกเปลี่ยนเรา!

    Play Episode Listen Later Sep 29, 2026 5:42


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่182)เราอยู่ในโลก แต่อย่าให้โลกเปลี่ยนเรา!“อย่าลอกเลียนแบบอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบพระประสงค์ของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม”~โรม 12:2 THSV11“Do not be conformed to this world, but be transformed by the renewal of your mind, that by testing you may discern what is the will of God, what is good and acceptable and perfect.”~Romans 12:2 ESVมีคำเตือนว่า“อย่าถามเพียงว่า ‘คนอื่นทำกันอย่างไร?' จงถามว่า ‘พระเจ้าทรงต้องการให้ฉันดำเนินชีวิตอย่างไร?'”(Don't just ask, ‘What is everyone else doing?' Ask, ‘How does God want me to live?')พระคัมภีร์โรม 12:2 ข้อนี้กำลังสอนเราว่า“คริสเตียนจะอยู่ในโลกอย่างไร โดยไม่ปล่อยให้โลกเปลี่ยนเรา!”​“อย่าลอกเลียนแบบอย่างของคนในยุคนี้” หมายความว่าอย่างไร?คำว่า “ลอกเลียนแบบ” มีความหมายถึง “การปล่อยให้แบบแผนของโลกหรือสิ่งรอบตัวหล่อหลอมเรา จนเราเริ่มคิด พูด และดำเนินชีวิตเหมือนกับโลกหรือสิ่งเหล่านั้น”อ.เปาโลไม่ได้บอกว่า“อย่าอยู่ในโลก”แต่ท่านบอกว่า“อย่าให้โลกเป็นแม่แบบในการดำเนินชีวิตของเรา!“ในความเป็นจริง คริสเตียนยังคงต้องอยู่และทำงานกับคนที่ไม่เชื่อ แต่คำถามคือ:“คนเหล่านี้กำลังอยู่รอบตัวเรา หรือกำลังเข้ามามีอิทธิพลต่อเรา?”ตัวอย่างโลกบอกว่า“คุณค่าของคุณอยู่ที่ความสำเร็จและสิ่งที่คุณมี”แต่พระเยซูเตือนว่า “ชีวิตของคนไม่ได้อยู่ที่การมีของฟุ่มเฟือย” (ลูกา 12:15)โลกบอกว่า “จงทำตามใจตัวเอง เพราะนี่คือชีวิตของฉัน”แต่พระคริสต์ตรัสว่า “จงตามเรามา” (มัทธิว 16:24)ดังนั้น คริสเตียนไม่ได้วัดความถูกต้องด้วยคำถามว่า“คนอื่นเขาทำกันไหม?” แต่ด้วยคำถามว่า“พระเจ้าทรงพอพระทัยหรือไม่?”​ “แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจเสียใหม่”นี่คือหัวใจของข้อพระคัมภีร์ข้อนี้เปาโลไม่ได้เพียงแค่บอกว่า “อย่าทำอย่างโลก”แต่บอกว่า “จงรับการเปลี่ยนแปลงจากภายใน”เพราะถ้าเราเพียงเปลี่ยน พฤติกรรมภายนอกแต่ความคิดและหัวใจยังเหมือนเดิมไม่นานเราก็จะกลับไปทำเหมือนเดิมอีกพระองค์ไม่ได้เพียงต้องการเปลี่ยนสิ่งที่เราทำ แต่ต้องการเปลี่ยนวิธีที่เราคิด ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนวิธีที่เราใช้ชีวิต“จิตใจ”หรือ สิ่งที่เรา คิด มีอิทธิพลต่อสิ่งที่เราเชื่อสิ่งที่เราเชื่อมีอิทธิพลต่อสิ่งที่เราเลือกสิ่งที่เราเลือกทำซ้ำๆจะกลายเป็นนิสัยและนิสัยจะกลายเป็นวิถีชีวิตของเราโลกพยายามบอกเราว่า“จงคิดแบบนี้”แต่พระวจนะบอกว่า“จงคิดใหม่ให้สอดคล้องกับความจริงของพระเจ้า”โลกสอนให้เชื่อว่า “ฉันไม่มีคุณค่า ถ้าคนอื่นไม่ยอมรับฉัน”แต่พระวจนะบอกเราว่า “ฉันมีคุณค่าเพราะพระเจ้าทรงสร้างและทรงรักฉัน”โลกสอนว่า “ฉันต้องมีมากกว่าคนอื่น จึงจะมีความสุข”แต่พระวจนะบอกว่า“จงพอใจในสิ่งที่มีอยู่” (ฮีบรู 13:5)โลกสอนว่า: “ฉันต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง”แต่พระวจนะบอกว่า “จงวางใจในพระยาห์เวห์สุดใจของเจ้า” (สุภาษิต 3:5)นี่คือ การรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ!โดยให้ความจริงเข้ามาหล่อหลอมความคิดของเรา“พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง”~ยอห์น 17:17อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากการรู้พระวจนะมากขึ้นเพียงอย่างเดียวแต่เกิดเมื่อเรานำพระวจนะที่เรารู้นั้นมาปฏิบัติตามจริงๆและการเปลี่ยนแปลงที่พระเจ้าทรงทำในเรานั้นเป็น“กระบวนการ”ที่ใช้เวลาไม่ใช่เป็น“เหตุการณ์”ครั้งเดียวในทันทีผลลัพธ์ที่ตามคืออะไร?“เราจะได้ทราบพระประสงค์ของพระเจ้าจะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม”~โรม 12:2ข.นี่คือการเปลี่ยนจาก “ฉันเป็นศูนย์กลาง” ให้เป็น“พระเจ้าเป็นศูนย์กลาง!”เมื่อเราทราบพระประสงค์ของพระเจ้า ความคิดเราจะถูกเปลี่ยน เราจะมองชีวิต ตัดสินใจ และประพฤติตนตามพระประสงค์ของพระองค์โลกพยายามเปลี่ยนเราจาก “ข้างนอกเข้าไปข้างใน” ให้เหมือนโลกแต่พระเจ้าทรงเปลี่ยนเราจาก “ข้างในออกมาข้างนอก”ให้เหมือนพระเจ้า!พี่น้องที่รัก“อย่าให้โลกเป็นแม่พิมพ์ของชีวิต แต่จงให้พระคริสต์เป็นต้นแบบของชีวิตเรา”(Don't let the world be the mold for your life; let Christ be your model.)…อาเมนไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 29กันยายน2026(ตอนที่ 182ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่181) จะรับมือกับน้ำท่วมชีวิตอย่างไรดี?

    Play Episode Listen Later Sep 27, 2026 6:02


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่181)จะรับมือกับน้ำท่วมชีวิตอย่างไรดี?“องค์พระผู้เป็นเจ้าประทับบนบัลลังก์เหนือน้ำท่วม องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงครองบัลลังก์เป็นกษัตริย์ชั่วนิรันดร์”~สดุดี 29:10 TNCV“The LORD rules on his throne, king of the flood forever.”~Psalms 29:10 CEVมีคำกล่าวไว้ว่า“น้ำอาจท่วมบ้านของเราแต่ไม่สามารถท่วมพระบัลลังก์ของพระเจ้า”(Floodwaters may fill our homes,but they can never drown God's throne .)เมื่อประสบอุทกภัย หรือ ภัยน้ำท่วมชีวิตเราควรรับมือกับเคราะห์ภัยนั้นอย่างไรดี?​เราควรยอมรับ“ความจริง”และ“ความสูญเสียที่เกิดขึ้น”ถ้าบ้านถูกน้ำท่วม ทรัพย์สินเสียหาย งานหยุดชะงักหรือไม่รู้ว่าจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความทุกข์อันโหดร้ายจริงที่ต้องรับมือเราสามารถหนุนใจตัวเองก่อนว่า“ฉันอาจไม่รู้ว่าน้ำจะลดเมื่อไร แต่ฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงเห็นฉันและพระองค์ยังทรงเป็นพระราชาของฉันที่ฉันต้องจงรักภักดี“ความเชื่อไม่ใช่การปฏิเสธความจริง!แต่คือการเผชิญความจริงโดยรู้ว่าพระเจ้า(ผู้ทรงยิ่งใหญ่กว่าความจริงนั้น)สถิตอยู่กับเรา และควบคุมสถานการณ์อยู่​เราควรเปลี่ยนจาก “ฉันควบคุมไม่ได้”มาเป็น “ฉันฝากไว้กับพระองค์ได้”ในภาวะน้ำท่วม อาจมีบางสิ่งที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำท่วม สภาพภูมิอากาศ ความเสียหาย การเดินทาง และการดำเนินชีวิตประจำวัน ให้เป็นไปตามแผน ฯลฯแต่เรายังทำบางสิ่งได้ให้ดี เช่น เปลี่ยนไปอยู่ยังที่ปลอดภัย ให้กำลังใจกัน ดูแลเด็กและผู้สูงอายุให้ ติดต่อขอความช่วยเหลือจากแหล่งที่ช่วยเหลือเพื่อนบ้านได้ หรืออธิษฐานเผื่อกันและเราต้อง เชื่อวางใจพระเจ้าในสิ่งที่เราทำไม่ได้แต่การวางใจพระเจ้านั้น ไม่ได้หมายความถึงการไม่ทำอะไรแต่เป็นการทำสิ่งในที่เราทำได้ และพร้อมฝากสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ไว้กับพระองค์ผู้เป็นราชาของเรา​เราต้องพร้อมรับมือกับ“น้ำท่วม”ในชีวิต ที่มีหลากหลายรูปแบบ1).บางคนเจอกับน้ำท่วมบ้าน ท่วมที่ทำงาน หรือท่วมโบสถ์ 2).บางคนเจอกับน้ำท่วมทางการเงิน คือ หนี้สินเพิ่มขึ้นจนรู้สึกหายใจไม่ออก3).บางคนเจอกับน้ำท่วมทางครอบครัว คือมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ถาโถมเข้ามาในบ้าน4).บางคนเจอกับน้ำท่วมทางอารมณ์ คือความกังวล ความเศร้า ความรู้สึกโดดเดี่ยว ซัดกระหน่ำเข้ามาพร้อมกันในชีวิต5).บางคนเจอน้ำท่วมภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของงานมากจนรู้สึกว่า “ไม่ไหวแล้ว”6).บางคนเจอน้ำท่วมแห่งปัญหาภายในคริสตจักร ไม่ว่าจะมาจากความขัดแย้ง ความเข้าใจ ผิด หรือ ความผิดหวัง หรือคำพูดที่สร้างความแตกร้าวและแตกแยกโดยเฉพาะจากคำสอนผิดในสถานการณ์เหล่านี้ พระธรรมสดุดี 29:10 นี้ เตือนสติเราว่า“ปัญหาอาจใหญ่เกินกว่าที่เราควบคุม แต่ไม่มีปัญหาใดใหญ่หรือกว้างไกลกว่าที่พระเจ้าจะทรงจัดการในฐานะพระราชาของเรา!“​เราควรให้พระเจ้าทรงเป็น“พระราชาเป็นนิตย์” ในชีวิตของเราแบบ100%คำว่า “เป็นนิตย์” สำคัญมาก1).ทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา~เป็นภาวะชั่วคราว ที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ แต่2).พระเจ้าทรงเป็นองค์เจ้านายในชีวิตของเรา~เป็นฐานะถาวร ที่ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดไปพี่น้องที่รักขอให้เราจดจำไว้เสมอว่า​วันนี้น้ำอาจสูง แต่พรุ่งนี้น้ำก็อาจลด​วันนี้เราอาจร้องไห้ แต่วันหนึ่งเราจะยิ้มได้อีก​วันนี้เราอาจไม่เห็นทางออก แต่ วันหน้า ประตูบางบานอาจเปิดกว้างให้แก่เราพระเจ้ามีทางออกให้แก่เราเสมอพระองค์ทรงเป็นพระราชาแห่งชีวิตของเรา ทั้ง 1).ก่อนน้ำท่วม2).ระหว่างน้ำท่วม และ3).หลังน้ำท่วมความจริงที่ให้ความหวังแก่เรา ก็คือ“น้ำท่วมมีฤดูกาล แต่การครอบครองเป็นของพระเจ้านิจนิรันดร์!”(Floods have their seasons, but dominion belongs to the eternal God!)พี่น้องที่รักเมื่อ“พระยาห์เวห์ประทับเหนือน้ำท่วม”ก็ย่อมไม่มีน้ำใดจะท่วมเหนือพระบัลลังก์ของพระเจ้าได้เราจึงควรนมัสการสรรเสริญพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจ ด้วยความไว้วางใจพระองค์ดังคำกล่าวที่ว่า“เราอาจควบคุมระดับน้ำไม่ได้ แต่เราสามารถวางใจพระองค์ผู้ทรงครอบครองเหนือน้ำเหล่านั้น!”(We may not control the water level, but we can trust the One who reigns above the waters.”และคริสตจักรก็ควรทำให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมได้สัมผัสกับการหนุนใจ ช่วยเหลือพวกเขาด้วยความรักของพระเจ้าผ่านการรับใช้ของเราที่มีต่อพวกเขาแบบที่จับต้องได้จนเขาพูดออกมาว่า“พระเจ้าทรงอยู่กับฉัน!” ขอให้น้ำท่วมครั้งนี้ จะทำให้เราและทุกคนที่เกี่ยวข้อง1.รู้จักและรักพระเจ้ามากขึ้น2.เชื่อวางใจพระเจ้ามากขึ้น3.ยำเกรงพระเจ้ามากขึ้น และ4.ดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้ามากขึ้น…จะดีไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 28กันยายน2026(ตอนที่ 181ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี #ในวันที่กรุงเทพฯน้ำท่วมมากที่สุดอีกวันหนึ่ง

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่180) อย่าแตกตื่น เพราะน้ำท่วม!

    Play Episode Listen Later Sep 26, 2026 4:28


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่180)อย่าแตกตื่น เพราะน้ำท่วม!“พระยาห์เวห์ประทับเหนือน้ำท่วม พระยาห์เวห์ประทับเป็นพระราชาเป็นนิตย์”~สดุดี 29:10 THSV11“The LORD sat enthroned over the flood. The LORD sits enthroned as king forever.”~Psalms 29:10 GWคุณเห็นด้วยหรือไม่ว่า ที่ว่า“พายุอาจทำให้เราหวั่นไหว แต่ไม่สามารถทำให้บัลลังก์ของพระเจ้าสั่นคลอน”(The storm may shake us, but it cannot shake God's throne.)เมื่อเราอยู่ท่ามกลาง “น้ำท่วม” ทั้งใน​ความหมายจริงตามตัวอักษร และ​ความหมายตามสถานการณ์ของชีวิตให้เราตระหนักว่า ยังมีพระเจ้าทรงควบคุมเหนือทุกสิ่งอยู่!พระธรรม สดุดี 29:10 นี้ ไม่ได้รับประกันหรือสัญญาว่า ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าจะไม่เจอน้ำท่วม แต่บอกว่า เมื่อเผชิญน้ำท่วมชีวิต ไม่ต้องหวั่นไหว เพราะว่าพระยาห์เวห์จะยังทรงครอบครองอยู่เหนือสถานการณ์นั้น!ให้เรามาดูว่า พระคัมภีร์สอนอะไรเราในเรื่องนี้​“พระยาห์เวห์ประทับเหนือน้ำท่วม” หมายความว่าอย่างไร?คำว่า “น้ำท่วม” ในสดุดี 29 อยู่ในบริบทของพลังธรรมชาติที่น่าเกรงขาม เกินการควบคุมของมนุษย์ และสอดคล้องกับภาพ 1).“น้ำมากมาย” และ2).“พายุ” ที่ปรากฏตลอดบท (สดด. 29:3–9)แต่ใน สดุดี 29:10 นี้ ไม่ได้พูดว่า“พระยาห์เวห์ทรงป้องกันไม่ให้น้ำท่วมเกิดขึ้น”แต่กล่าวว่า“พระยาห์เวห์ประทับเหนือน้ำท่วม”เพื่อสื่อว่า พระเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือพลังอำนาจที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้!ใช่ครับ 1).น้ำอาจท่วมสูงขึ้น2).พายุอาจซัดรุนแรงมากขึ้น3).สถานการณ์ชีวิตของเราอาจลำบากยุ่งยากยิ่งขึ้นแต่ พระบัลลังก์ที่พระเจ้าประทับนั้นไม่ได้สั่นคลอน!​“พระยาห์เวห์ประทับเป็นพระราชาเป็นนิตย์”หมายความว่าอะไร?หมายความว่า พระเจ้าไม่ได้สูญเสียการครอบครองควบคุม เพราะเกิดวิกฤติเรื่องใดๆทั้งสิ้นนี่เป็นจุดสำคัญในการหนุนใจคนที่กำลังประสบภัยพระคัมภีร์ไม่ได้สอนหรือสัญญาว่า“ถ้าเชื่อพระเจ้า น้ำจะไม่ท่วมบ้าน”แต่สอนว่า“แม้น้ำจะท่วม พระเจ้าก็ยังทรงเป็นพระราชา!”ใช่ครับ บางครั้งพระเจ้าไม่ได้หยุดลมพายุ หรือ มรสุม และน้ำท่วมในทันที แต่พระองค์สถิตอยู่กับเราในพายุและน้ำท่วมนั้นเช่นเดียวกับในตอนที่สาวกอยู่ในเรือ พระเยซูไม่ได้ทรงป้องกันไม่ให้พายุเกิดขึ้น แต่พระองค์ทรงอยู่ในเรือลำนั้นกับพวกเขา(มก. 4:35–41)และแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว!ด้วยเหตุนี้ ความเชื่อของเราจึงไม่ใช่“ฉันจะไม่พบปัญหา เพราะฉันเชื่อพระเจ้า!”แต่คือ“ถึงแม้ว่าฉันพบปัญหา(น้ำท่วม)ฉันรู้ว่าพระเจ้ายังทรงครอบครอง และฉันจะไม่ได้เผชิญหน้ากับมันเพียงลำพัง!”พี่น้องที่รักท่านเห็นด้วยหรือไม่ว่า“น้ำท่วมย่อมมีวันลดลงแต่พระราชาของเราทรงปกครองเป็นนิตย์!”(The flood will eventually recede,but our King reigns forever.)ถ้าท่านเห็นด้วยและเชื่อเช่นนี้ก็ย่อมไม่เหลืออะไรที่จะทำให้ท่านต้องวิตกกังวล หรือกลัวอีกต่อไปในท่ามกลางน้ำที่กำลังท่วมชีวิตของท่านอยู่ในเวลานี้…จริงไหม?ดังนั้น ขอให้ใจของเราไม่แตกตื่น แต่ตื้นตันในความรักและพระคุณของพระเจ้า และไว้วางในความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ในท่ามกลางลมพายุและน้ำที่ท่วมชีวิตของเรา…จะดีไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 27กันยายน2026(ตอนที่ 180ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี #ในวันที่กรุงเทพฯน้ำท่วมมากที่สุดวันหนึ่ง

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่179) อย่ากระวนกระวายและร้อนใจหลายอย่างเกินไป!

    Play Episode Listen Later Sep 26, 2026 6:29


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่179)อย่ากระวนกระวายและร้อนใจหลายอย่างเกินไป!“...มารธา มารธาเอ๋ย เธอกระวนกระวายและร้อนใจหลายอย่างเหลือเกินสิ่งที่จำเป็นนั้นมีเพียงสิ่งเดียว และมารีย์ก็เลือกเอาส่วนที่ดีนั้น ใครจะชิงเอาไปจากเธอไม่ได้””~ลูกา 10:41-42 THSV11“...you are worried and upset about many things, but few things are needed—or indeed only one. Mary has chosen what is better, and it will not be taken away from her.””~Luke 10:41-42 NIVเรื่องราวมีอยู่ว่า​พระเยซูกับพวกสาวกเดินทางไปด้วยกัน และเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ​ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อมารธาต้อนรับพระองค์เข้าไปพักที่บ้านของนาง ​มารธามีน้องสาวชื่อมารีย์ ​มารีย์ก็นั่งอยู่ใกล้พระบาทของพระเยซูคอยฟังถ้อยคำของพระองค์ แต่​มารธาวุ่นวายอย่างมากกับการปรนนิบัติ จึงมาทูลพระองค์ว่า“องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ไม่สนพระทัยหรือที่น้องสาวของข้าพระองค์ปล่อยให้ข้าพระองค์ปรนนิบัติอยู่คนเดียว? ขอพระองค์สั่งน้องให้มาช่วยข้าพระองค์ด้วย” แต่​พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบนางว่า“มารธา มารธาเอ๋ย เธอกระวนกระวายและร้อนใจหลายอย่างเหลือเกินสิ่งที่จำเป็นนั้นมีเพียงสิ่งเดียว และมารีย์ก็เลือกเอาส่วนที่ดีนั้น ใครจะชิงเอาไปจากเธอไม่ได้””~ลูกา 10:38-42 THSV11น่าตกใจ ที่มารธา รับใช้วุ่นวายมาก จนเครียดและขุ่นใจ ทำให้ออกอาการวีนพูดจาต่อว่าพระเยซู“พระองค์เจ้าข้า พระองค์ไม่ทรงเป็นห่วงหรือว่า น้องสาวของข้าพระองค์ปล่อยให้ข้าพระองค์ทำงานแต่คนเดียว?”ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ว่ามารธารับใช้ แต่ปัญหาอยู่ที่เธอ รับใช้จนกระวนกระวายและความขุ่นเคืองพระเยซูจึงตรัสว่า“มารธา มารธา เธอกระวนกระวายและร้อนใจด้วยหลายสิ่งนัก”การรับใช้เป็นสิ่งมีค่า แต่อย่าให้การรับใช้กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราห่างจากพระองค์และพี่น้องของเราแล้วอะไรคือสัญญาณที่บ่งบอกว่า “เรารับใช้มากเกินไป”?​จาก “ยินดีรับใช้” กลายเป็น“จำต้องรับใช้”​จาก “รับใช้พระเจ้า”กลายเป็น“รับใช้งานพระเจ้า”​จาก “แบกภาระร่วมกัน” กลายเป็น “ฉันต้องทำทุกอย่างเอง”​จาก “เมตตากรุณาคน” กลายเป็น “เริ่มหงุดหงิดกับคน”​จาก “อยากถวายสิ่งดีที่สุด” กลายเป็น “ขอแค่ให้มันจบๆ ไป”​จาก “เหนื่อยกาย” กลายเป็น “เหนื่อยใจ”​จาก“ ใช้เวลากับพระเจ้า” กลายเป็น“ ใช้เวลากับกิจกรรมเพื่อพระเจ้า”​จาก “ขอพระเจ้าทรงใช้ฉัน” กลายเป็น“พระเจ้าขอฉันหยุดได้ไหม?”อันที่จริง เป็นเรื่องปกติ ที่เราอาจเหน็ดเหนื่อยจากการรับใช้พระเจ้าได้แต่หากว่าความเหน็ดเหนื่อยนั้นทำลาย​ความสุขใจ และ​ความสัมพันธ์ ระหว่างเรากับพระเจ้าและกับพี่น้องนั่นนับว่าเป็นสัญญาณอันตราย ที่เราควรจะตื่นตัว!อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องระวังก็คือ อย่าตีความว่า ความเหนื่อยล้านั่นคือการหมดรักพระเจ้า เพราะที่จริง อาจเป็นเพียงแค่การที่เรากำลังหมดกำลังเราต้องตระหนักไว้เสมอว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกเราให้รับใช้จนพัง หรือ ที่เรียกว่า “หมดไฟ”(burnout)แต่ทรงเรียกเรา​พัฒนาสัมพันธภาพระหว่างเรากับพระองค์ให้ลึกซึ้งผ่านการรับใช้พระองค์​ได้มีเวลาหยุดพัก(เป็นสุข)และเรียนรุ้จักและเรียนรู้จากพระองค์มากกว่าเดิมดังที่พระเยซูตรัสว่า“บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายได้หยุดพัก จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพอ่อนโยนและใจอ่อนน้อม และจิตใจของพวกท่านจะได้หยุดพัก”~มัทธิว 11:28-29 THSV11ดังนั้น เมื่อผู้รับใช้พูดว่า “ผมไม่อยากรับใช้แล้ว” คำพูดแรกของเราไม่ควรเป็น“ต้องอดทนมากกว่านี้สิ” หรือ “พระเจ้าทรงเรียกคุณนะ”แต่อาจเป็นคำถามว่า“คุณเหน็ดเหนื่อยจากอะไร?“”คุณกำลังแบกอะไรอยู่คนเดียวหรือเปล่า? “และตอนนี้”คุณต้องการหยุดและพักหรือไม่?”เพราะบางครั้ง คนที่ต้องการหยุดรับใช้ชั่วคราวนั้นไม่ใช่คนที่ไม่รักพระเจ้า แต่อาจเป็นคนที่รักพระเจ้ามากและรับภาระมากเกินไป!ดังคำเตือนสติที่ว่า“ภาวะหมดไฟไม่ใช่สัญญาณของความเชื่อที่อ่อนแอเสมอไป บางครั้งมันคือสัญญาณบ่งบอกว่าชีวิตกำลังแบกมากเกินไป”(Burnout is not always a sign of weak faith; sometimes it is a sign of an overloaded life.)ดังนั้นพี่น้อง วันนี้ขอให้เรา1.ยุติบทบาทของ “เดอะแบก”(ภาระหนักในการรับใช้)2.เข้ามาหาพระเยซูคริสต์เพื่อรับสิ่งดีจากพระองค์ 3.ใกล้ชิดพักในพระองค์4.รับการบรรเทาภาระที่หนักจากพระองค์ และ5.มีความสุขสงบ อย่างที่พระองค์ ประสงค์จะให้เป็น…จะดีไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 26กันยายน2026(ตอนที่ 179ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่178) จะเลิกแต่เลิกไม่ได้!

    Play Episode Listen Later Sep 25, 2026 6:45


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่178)จะเลิกแต่เลิกไม่ได้!“ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระองค์ทรงล่อลวงข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็ถูกล่อลวง พระองค์ทรงมีชัยเหนือข้าพระองค์ และทรงชนะ……ถ้าข้าพระองค์กล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวถึงพระองค์ หรือพูดในพระนามของพระองค์อีก' พระวจนะของพระองค์ก็เป็นเหมือนไฟที่เผาผลาญอยู่ในใจของข้าพเจ้า และถูกกักอยู่ในกระดูกของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าพยายามอดกลั้นไว้ แต่ก็ทำไม่ได้”~เยเรมีย์ 20:7–9“เยเรมีย์ผู้รับใช้พระเจ้ากำลังเจ็บปวด เหนื่อยล้า และอยากหยุดรับใช้ แต่ท่านไม่สามารถหนีจากการทรงเรียกของพระเจ้าได้ เข้าทำนอง “ยังรักพระเจ้า แต่เริ่มไม่ไหวกับงานรับใช้!”เราเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับการรับใช้ของเยเรมีย์บ้าง?​ เยเรมีย์ไม่ได้เป็นผู้รับใช้ที่ไม่เคยเหน็ดเหนื่อยหรือเจ็บปวดบริบทของตอนนี้ก็คือ เยเรมีย์ถูกต่อต้าน ถูกเยาะเย้ย และถูกทำร้ายเพราะการประกาศพระวจนะของพระเจ้า​เยเรมีย์อยู่ในสภาวะที่รับใช้ไม่ไหวแล้ว จนกล่าวว่า“ข้าพเจ้าไม่ไหวแล้ว!”นี่เป็นความจริงที่น่าตกใจที่คนของพระเจ้าหรือผู้รับใช้สามารถมีทั้ง1).ความเชื่อ และความเหนื่อยล้า2).การทรงเรียก และความท้อแท้3).ความรักพระเจ้าและความเจ็บปวด4).ความซื่อสัตย์ และคำถามที่กวนใจว่า “ทำไมต้องเป็นผม?”ดังนั้น เราควรรู้ว่าการเหนื่อยไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีความเชื่อเสมอไป​เยเรมีย์รู้สึกหนักรับไม่ไหวจนต้องระบายออกมาว่า“พระองค์ทรงล่อลวงข้าพระองค์” นี่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าทรงหลอกลวงจริงๆแต่เป็นถ้อยคำแห่งความทุกข์ของเยเรมีย์ ที่รู้สึกเหมือนว่าตัวท่านถูกพระเจ้าผลักเข้าสู่ภารกิจที่ยากเกินกว่าที่ท่านจะรับไหวพระเจ้าทรงเรียกท่านให้ประกาศความจริง แต่ผลที่ท่านได้รับกลับเป็นการต่อต้านและการข่มเหงเยเรมีย์จึงระบายความรู้สึกต่อพระเจ้าเช่นนั้นออกมานี่ก็สอนให้เรารู้ว่าเราสามารถพูดความรู้สึกที่แท้จริงของเรากับพระเจ้าได้พระเจ้าไม่ได้ต้องการให้เราแสร้งทำเป็นเข้มแข็งต่อหน้าพระองค์ตลอดเวลา​เยเรมีย์เปิดเผยว่า ไม่ใช่ทุกการรับใช้จะได้รับการตอบรับที่ดี“เมื่อข้าพเจ้าประกาศ ข้าพเจ้าต้องพบกับการต่อต้าน”เยเรมีย์แสดงให้เห็นความเจ็บปวดของผู้เผยพระวจนะที่ถูกหัวเราะเยาะและถูกต่อต้านในยามที่ท่านประกาศพระวจนะของพระเจ้านี่เป็นความจริงอันเจ็บปวดที่ผู้รับใช้ทุกยุคต้องเข้าใจ นั่นคือการทำสิ่งที่ถูกต้องต่อพระเจ้า ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้รับการตอบรับอย่างดีจากทุกคน~บางครั้งเราทำสิ่งที่พระเจ้าพอพระทัย แต่คนกลับไม่พอใจ~บางครั้งเราพูดความจริงด้วยความรัก แต่คนกลับเข้าใจผิด~บางครั้งเราทุ่มเทเพื่อคนอื่น แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นคำตำหนิเยเรมีย์จึงเป็นตัวอย่างว่า ความสำเร็จในการรับใช้ไม่ได้วัดจากจำนวนเสียงปรบมือ แต่จากความซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าในยามที่ไร้มือสนับสนุนและมีแต่มือที่ต่อต้าน​เยเรมีย์ตั้งใจหยุดรับใช้ แต่ท่านทำไม่ได้เพราะพระวจนะของพระเจ้าเผาผลาญใจจนหยุดไม่ได้เยเรมีย์พูดว่าท่านจะไม่พูดถึงพระเจ้าอีกแล้ว!แต่แล้วเกิดอะไรขึ้น?“พระวจนะของพระองค์ก็เป็นเหมือนไฟที่เผาผลาญอยู่ในใจของข้าพเจ้า และถูกกักอยู่ในกระดูกของข้าพเจ้า”นี่คือภาพที่ทรงพลังมาก เยเรมีย์พยายาม หยุดพูดแต่ท่านหยุดพระวจนะในตัวท่านไม่ได้ท่านพยายาม หนีจากการรับใช้แต่สิ่งที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในหัวใจยังคงเรียกร้องท่านอยู่“ไฟถูกกักอยู่ในกระดูก” หมายถึงอะไร?เป็นภาพของ พระวจนะและพันธกิจของพระเจ้าที่ฝังลึกอยู่ภายใน จนไม่สามารถเฉยๆ หรือ เก็บไว้เงียบๆ ได้แม้เหนื่อยมากแต่การรับใช้เป็น“การทรงเรียก” เป็นดุจไฟแห่งพระวจนะที่ไม่ยอมมอดดับ ทำให้เราไม่สามารถละทิ้งพระเจ้าและสิ่งที่พระองค์ทรงฝากไว้ได้พระคัมภีร์ไม่ได้สอนว่า “เราต้องฝืนรับใช้ต่อไปจนหมดแรง”แต่พระคัมภีร์โดยรวมสอนเรื่อง การพัก การฟื้นกำลัง การแสวงหาพระเจ้า และการมีผู้อื่นช่วยแบกภาระสิ่งที่เราต้องทำจึงไม่ใช่ “การเลิกรับใช้”แต่คือ หยุดพัก เพื่อจะกลับไปรับใช้ด้วยกำลังใหม่มีความแตกต่างระหว่าง1.“หยุดพัก” กับ 2.“ยอมแพ้”การพักเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อฟังพระเจ้าได้วันนี้ หากเรารับใช้แล้วแทบไปต่อไม่ไหวจงหยุดพักสักหน่อย แล้วค่อยกลับมาทำต่อในภายหลังเมื่อหายเหนื่อยจงฟังคำเตือนสติที่ว่า“ความเหนื่อยล้าไม่ได้พิสูจน์ว่าการทรงเรียกของเราจากไปแล้วแต่บางครั้งมันเพียงบอกว่าเราต้องพัก เพื่อกลับมารับใช้ใหม่ด้วยหัวใจที่ได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง!”(Weariness does not prove that the calling is gone; sometimes it simply tells us to rest and return with a renewed heart.)…เห็นด้วยไหมครับ?

    พระธรรมนำชีวิต ตอน คุณจะเลือกอะไร? Ep.1748

    Play Episode Listen Later Sep 24, 2026 5:06


    พระธรรมนำชีวิตตอน คุณจะเลือกอะไร? Ep.1748พระเจ้าของเราทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงชอบธรรมและทรงยุติธรรม และพระองค์ทรงใส่พระทัยต่อผู้ที่อ่อนแอและถูกเอาเปรียบ แม้เรื่องราวใน เยเรมีย์ 22:1–5 จะพูดถึงหน้าที่ของกษัตริย์ของยูดาห์ แต่ผมก็คิดว่า เราสามารถนำสิ่งนี้มาประยุกต์ใช้ และสามารถนำมาเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตของพวกเราผู้เชื่อในทุกวันนี้ เพื่อที่จะตอบสนองต่อพระทัยของพระเจ้าได้'พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “จงลงไปยังราชสำนักของกษัตริย์ยูดาห์ และกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ที่นั่น ว่า ‘ข้าแต่กษัตริย์แห่งยูดาห์ ผู้ประทับบนพระที่นั่งของดาวิด จงสดับพระวจนะของพระยาห์เวห์ ทั้งฝ่าพระบาท ข้าราชการของฝ่าพระบาท และประชาชนของฝ่าพระบาทผู้เข้ามาในประตูเมืองนี้ พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า จงกระทำความยุติธรรมและความชอบธรรม จงช่วยกู้ผู้ที่ถูกปล้นให้พ้นมือของผู้ที่บีบบังคับ และอย่าทำความผิดหรือความทารุณแก่คนต่างด้าว ลูกกำพร้าพ่อ และหญิงม่าย หรือทำให้โลหิตที่ไร้ความผิดหลั่งออกถึงตายในสถานที่นี้ ' เยเรมีย์ 22:1-3เยเรมีย์ยังคงซื่อสัตย์ในการทำหน้าที่นำพระวจนะของพระเจ้าไปยังศูนย์กลางแห่งอำนาจ คือราชสำนัก เพื่อกล่าวแก่กษัตริย์ ข้าราชการ และประชาชนว่า สิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากทุกคนคือการกระทำความยุติธรรมและความชอบธรรม ความยุติธรรม หมายถึง การตัดสินและการปฏิบัติอย่างถูกต้อง ส่วนความชอบธรรม หมายถึง การดำเนินชีวิตและการปฏิบัติที่สอดคล้องกับมาตรฐานอันชอบธรรมของพระเจ้า พระเจ้าตรัสต่อไปว่า จงช่วยกู้ผู้ที่ถูกปล้นให้พ้นมือของผู้ที่บีบบังคับ ตรงนี้กำลังบอกว่า ความยุติธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้าไม่ได้เป็นเพียงแค่สร้างความยุติธรรม แต่เรานั้นต้องปกป้องคนที่กำลังถูกเอาเปรียบด้วย พระเจ้าตรัสถึงคน 3 กลุ่มคือ คนต่างด้าว ลูกกำพร้าพ่อ และหญิงม่าย คนกลุ่มนี้เป็นคนที่เปราะบางทางสังคมและถูกเอาเปรียบได้ง่าย คนกลุ่มนี้เป็นคนที่พระเจ้าทรงกำชับให้ผู้มีอำนาจปกป้องและไม่กดขี่ การทำตามพระทัยของพระเจ้าไม่ใช่แค่เพียงสร้างความยุติธรรม แต่ยังให้ปกป้องผู้ที่ถูกข่มเหงอย่างไร้ความยุติธรรมด้วย ดังนั้น การเชื่อฟังพระเจ้าจึงไม่สามารถแยกออกจากวิธีที่เราปฏิบัติต่อผู้คน โดยเฉพาะต่อผู้ที่อ่อนแอและถูกเอาเปรียบสิ่งที่พระเจ้าตรัสต่อไปเป็นคำประกาศที่มีเงื่อนไขอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงคำขู่ให้กลัว แต่เป็นการเปิดเผยให้เห็นว่า การเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้ามีผลตามมาอย่างแน่นอน'ถ้าเจ้าเชื่อฟังถ้อยคำข้อนี้จริงๆ แล้ว จะมีกษัตริย์ผู้ประทับบนพระที่นั่งของดาวิดเข้ามาทางประตูของพระราชวังนี้ เสด็จมาโดยรถรบและม้า ทั้งตัวกษัตริย์ บรรดาข้าราชการ และประชาชนของพระองค์ แต่ถ้าเจ้าไม่ฟังถ้อยคำเหล่านี้ พระยาห์เวห์ตรัสว่า เราปฏิญาณในนามของเราเองว่าราชสำนักนี้จะเป็นที่ทิ้งร้าง' ” ' เยเรมีย์ 22:4-5ถ้าเจ้าเชื่อฟังและปฏิบัติตามถ้อยคำเหล่านี้ ในบริบทนี้หมายถึงราชวงศ์ของดาวิดจะยังคงมีผู้ครองบัลลังก์และการปกครองนี้จะดำเนินอยู่ต่อไป แต่ถ้าไม่เชื่อฟัง ราชสำนักนี้จะกลายเป็นที่รกร้าง นี่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพวกเรา การเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะการตัดสินใจของเรามีผลตามมาเสมอ และเราต้องรับผิดชอบต่อทุกสิ่งที่เราเลือก'ข้าพเจ้าขออัญเชิญสวรรค์และโลกให้เป็นพยานต่อท่านในวันนี้ว่า ข้าพเจ้าตั้งชีวิตและความตาย พระพรและคำสาปแช่งไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิตเพื่อท่านและลูกหลานของท่านจะได้มีชีวิตอยู่ ' เฉลยธรรมบัญญัติ 30:19ขอให้เราผู้ที่บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์จะยอมให้พระองค์เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา เพื่อให้ความรัก ความชอบธรรม และความเมตตาของพระเจ้าจะปรากฏผ่านชีวิตของเรา วันนี้เมื่อพระวจนะของพระเจ้าวางอยู่ตรงหน้าเรา เราจะเลือกอะไร? เราจะเลือกทำตามสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้ หรือเราเลือกใช้ชีวิตตามใจของเราเอง? การเลือกของเรามีผลตามมาแน่นอน และเราทุกคนต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้าสำหรับวิธีที่เราใช้ชีวิตและวิธีที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่นวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่177). รักพระเจ้า แต่ไปต่อไม่ไหว!

    Play Episode Listen Later Sep 23, 2026 5:18


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่177)รักพระเจ้า แต่ไปต่อไม่ไหว!“แต่ตัวท่านเองเดินเข้าถิ่นทุรกันดารไปเป็นระยะทางวันหนึ่ง ท่านมานั่งอยู่ใต้ต้นซากที่มีเพียงต้นเดียว และทูลขอให้ตัวท่านตายเสียทีว่า“พอกันที ข้าแต่พระยาห์เวห์ บัดนี้ขอเอาชีวิตข้าพระองค์ไปเสีย เพราะข้าพระองค์ก็ไม่ดีไปกว่าบรรพบุรุษ””~1 พงศ์กษัตริย์ 19:4 THSV11“Then he traveled through the wilderness for a day. He sat down under a broom plant and wanted to die. “I've had enough now, LORD,” he said. “Take my life! I'm no better than my ancestors.””~1 Kings 19:4 GWมีคำเตือนสติที่ดีเขียนไว้ว่า“วันที่คุณไม่มีแรง ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าหมดพระประสงค์สำหรับชีวิตของคุณแล้ว!”(The day you have no strength does not meanGod has no purpose for your life.)ใช่ครับ อาจมีวันที่เราอ่อนแรง หรือ หมดแรงจนไม่อยากไปต่อ!อันที่จริงก็มีหลายตัวอย่างที่ชัดมากในพระคัมภีร์ ที่เปิดเผยให้เห็นว่าคนของพระเจ้าอาจรับใช้จนเหนื่อยล้า ท้อแท้ และถึงขั้น“ไม่อยากทำต่อแล้ว” ทั้งๆที่ท่านยังรัก และเชื่อพระเจ้าอยู่ขอให้เรามาดูตัวอย่างชีวิตของ“เอลียาห์ ”ผู้เผยพระวจนะที่รับใช้จนอยากตาย!ซึ่งเราหาอ่านได้จากพระธรรม 1 พงศ์กษัตริย์ 19:1–8โดยขอเล่าโดยสรุปก็คือ หลังจากที่ผู้เผยพระวจนะเอลียาห์เผชิญหน้ากับผู้เผยพระวจนะของพระบาอัลบนภูเขาคารเมล และมีชัยชนะอย่างเด็ดขาดแต่สิ่งที่คาดไม่ถึงคือ หลังจากที่ท่านเพิ่งประสบความสำเร็จมาอย่างท่วมท้นแต่เมื่อถูกราชินี เยเซเบล ข่มขู่ เอาชีวิตท่านกลับตกใจ หวาดกลัว จนขวัญหนีดีฝ่อ รีบหนีไปไกล จนออกไปในถิ่นทุรกันดารมานั่งอยูใต้ต้นซาก และพูดว่า“พอแล้ว พระองค์เจ้าข้าบัดนี้ขอเอาชีวิตข้าพระองค์ไปเสียเถิด!”~1 พงศ์กษัตริย์ 19:4นี่เป็นภาพและเรื่องราวที่เตือนสติเราอย่างน่าใส่ใจเพราะ เมื่อเรารับใช้จนหมดแรงอย่างเหนื่อยล้าเราอาจมองชีวิตและการรับใช้แตกต่างไปจากตอนที่เรายังมีพลังเปี่ยมล้นแต่เราควรสังเกตสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำต่อเอลียาห์พระองค์ไม่ได้ทรงเริ่มด้วยการตำหนิเอลียาห์ว่า“ทำไมเจ้าถึงอ่อนแอ?”แต่พระองค์​ทรงให้เอลียาห์นอนหลับ ตื่นขึ้นมา กินอาหาร ดื่มน้ำ และพักผ่อนก่อน แล้วจึงค่อย​ทรงจัดการกับหัวใจและทิศทางชีวิตของท่าน (1 พกษ. 19:5–8)พี่น้องที่รักบางครั้งสิ่งที่ เราต้องการ อาจไม่ใช่ งานใหม่ งานใหญ่ หรือ งานมากขึ้นแต่อาจเป็นแค่การได้พักสักนิด ได้นอนสักหน่อย เพื่อรับการฟื้นฟูกำลัง และรับฟังเสียงของพระเจ้าให้ชัดเจนอีกครั้ง!ดังคำกล่าวที่ว่า“บางครั้งสิ่งที่เป็นฝ่ายจิตวิญญาณมากที่สุดที่คุณทำได้ ก็คือ การหยุดพัก!”(Sometimes the most spiritual thing you can do is rest.)และเมื่อเราได้พัก ได้ฟื้นกำลัง ก็ขอให้เราจงลุกขึ้นมา และก้าวไปต่อกับพระเจ้าอย่างมีชัยชนะ ดังคำกล่าวที่ว่า“เมื่อผู้รับใช้พูดว่า ‘พอกันที' พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า ‘เจ้าล้มเหลว' แต่พระองค์ตรัสว่า‘เจ้าจงพัก แล้วเราจะพาเจ้าเดินหน้าไปต่อ'”(When a servant says, ‘Enough,' God does not say, ‘You have failed.' He says, ‘Rest, and I will lead you onward.')…อาเมนไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 24กันยายน2026(ตอนที่ 177ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน อำนาจมีไว้เพื่อ? Ep.1747

    Play Episode Listen Later Sep 23, 2026 4:56


    พระธรรมนำชีวิตตอน อำนาจมีไว้เพื่อ? Ep.1747ทุกคนในโลกใบนี้มีตำแหน่งและหน้าที่ แค่ในสังคมแรกของชีวิตคือครอบครัว เราก็มีบทบาทเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก แต่เมื่ออยู่ในสังคมที่กว้างขึ้น เราก็มีบทบาทและความรับผิดชอบที่แตกต่างกันไป แต่ในแต่ละบทบาทก็มีอำนาจและความรับผิดชอบที่แตกต่างกันกันไป ตำแหน่งและความรับผิดชอบที่พระเจ้าแระทานให้ในชีวิตของเรา ไม่ใช่เพียงสิทธิพิเศษ แต่เป็นความรับผิดชอบด้วย พระเจ้าทรงต้องการให้เราใช้สิ่งที่พระองค์ทรงมอบให้อย่างถูกต้อง ในช่วงต้นของ เยเรมีย์ 21 นี้พระเจ้าตรัสกับกษัตริย์เศเดคียาห์และประชาชนยูดาห์ พระเจ้าทรงให้ทางเลือกกับประชาชน ในท้ายบทนี้ ข้อ 11–14 พระเจ้าตรัสกับราชวงศ์ยูดาห์ หรือราชวงศ์ของดาวิด'“จงกล่าวต่อราชวงศ์ของกษัตริย์ยูดาห์ว่า ‘จงฟังพระวจนะของพระยาห์เวห์ ราชวงศ์ของดาวิดเอ๋ย พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า จงให้ความยุติธรรมในเวลาเช้า จงช่วยกู้ผู้ที่ถูกปล้น ให้พ้นจากมือผู้บีบบังคับ เกรงว่าความโกรธของเราจะออกไปเหมือนไฟและเผาไหม้อย่างที่ไม่มีใครดับได้ เพราะการกระทำอันชั่วช้าของพวกเจ้า' ' เยเรมีย์ 21:11-12ในข้อนี้พระเจ้าทรงเริ่มต้นด้วยว่า จงฟัง การฟังนี้หมายถึงการฟังและตอบสนองต่อสิ่งที่ได้ยินด้วยเชื่อฟัง พระเจ้าไม่ได้เรียกให้พวกเขาเพียงรับรู้ แต่เรียกให้พวกเขาตอบสนองด้วยการเชื่อฟังด้วย ต่อมาพระเจ้าตรัสสั่งว่า จงให้ความยุติธรรมในเวลาเช้า ในข้อความนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ช่วงเวลาของวันเท่านั้น แต่กำลังบอกว่า ผู้นำที่ต้องทำหน้าที่นี้อย่างสม่ำเสมอและจริงจัง ต่อมา จงช่วยกู้ผู้ที่ถูกปล้น ให้พ้นจากมือผู้บีบบังคับ การช่วยตรงนี้ยังหมายถึง ผู้นำต้องใช้สิทธิอำนาจเพื่อปกป้องคนที่กำลังถูกเอาเปรียบและถูกกดขี่ข่มเหง พระเจ้าทรงเตือนว่า หากพวกเขาไม่ทำเช่นนั้น ความโกรธของพระเจ้าจะออกไปเหมือนไฟและเผาไหม้อย่างไม่มีใครดับได้ เหตุผลของการพิพากษาของพระเจ้า คือ พวกเขากระทำชั่ว ละเลยหน้าที่ ไม่รักษาความยุติธรรม และไม่ปกป้องผู้ที่ถูกกดขี่ ขอให้เราเอวจะดูแลรับผิดชอบหน้าที่ที่พระเจ้ามอบหมายให้อย่างดี ไม่ว่าเราจะอยู่ในหน้าที่ไหนก็ตาม'“นี่แน่ะ เราต่อสู้เจ้า ชาวที่ลุ่มเอ๋ย ศิลาแห่งที่ราบเอ๋ย” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ “พวกเจ้าผู้กล่าวว่า ‘ใครจะลงมาต่อสู้กับเรา? หรือใครจะเข้ามาในที่อาศัยของเรา?' เราจะลงโทษพวกเจ้าตามผลแห่งการกระทำของเจ้า” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ“เราจะก่อไฟไว้ในป่าของเมืองนั้น และไฟนั้นจะเผาผลาญทุกสิ่งที่อยู่รอบเมืองนั้น”' เยเรมีย์ 21:13-14ชาวเมืองเยรูซาเล็มมีความมั่นใจในความมั่นคงของเมืองและที่อาศัยของพวกเขาจนกล่าวว่า “ใครจะลงมาต่อสู้กับเรา? หรือใครจะเข้ามาในที่อาศัยของเรา?” แต่ข้อความนี้ พระเจ้าทรงเริ่มด้วยการประกาศว่า พระองค์เองจะต่อสู้กับพวกเขา คำว่าลงโทษ ตรงนี้มีความหมายว่า เยี่ยมเยียน ตรวจสอบ คิดบัญชี หรือจัดการกับสิ่งหนึ่งตามสิ่งที่ได้กระทำ พระเจ้าทรงพิพากษาพวกเขาตามผลแห่งการกระทำของพวกเขา'กษัตริย์ทรงทำให้บ้านเมืองเป็นปึกแผ่นด้วยความยุติธรรม แต่คนที่รับสินบนทำให้มันย่อยยับ ' สุภาษิต 29:4พระธรรมสุภาษิตนี้เตือนเราว่า ความมั่นคงของแผ่นดินไม่ได้เกิดจากอำนาจของผู้นำเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการปกครองด้วยความยุติธรรม นี่ทำให้เราเห็นอีกครั้งนึงว่า ตำแหน่งและอำนาจที่พระเจ้าทรงมอบให้ ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับตัวเราเอง แต่เพื่อเราจะรับผิดชอบต่อผู้คนที่อยู่ภายใต้การปกครองของเรา พระธรรมในวันนี้กำลังถามเราทุกคนว่า เราใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อรับใช้พระเจ้าและดูแลผู้คน หรือเรากำลังใช้หน้าที่นั้นเพื่อปกป้องดูแลผลประโยชน์ของตัวเอง? ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร ขอให้เรามีชีวิตที่ไม่เดินสวนทางกับพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ พระเจ้าทรงเรียกเราให้ฟังพระวจนะของพระองค์ก่อนที่เราจะใช้อำนาจ ทรงเรียกให้เราใช้สิทธิอำนาจเพื่อความยุติธรรม และทรงเตือนว่าไม่มีสิทธิพิเศษหรือความมั่นคงใดที่จะปกป้องเราจากผลของการใช้ชีวิตที่ขัดแย้งกับพระเจ้าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่176) ใครคือเพื่อนของพระเยซู?

    Play Episode Listen Later Sep 22, 2026 6:05


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่176)ใครคือเพื่อนของพระเยซู?“เราจะไม่เรียกพวกท่านว่าบ่าวอีก เพราะบ่าวไม่ทราบว่านายทำอะไรแต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดา เราสำแดงแก่พวกท่านแล้ว!”~ยอห์น 15:15 THSV11“I no longer call you servants, because a servant does not know his master'sbusiness. Instead, I have called you friends, for everything that I learned from my Father I have made known to you.”~John 15:15 NIVมีคำกล่าวไว้ว่า"ผู้ใดทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าผู้นั้นแหละคือพี่น้องชายหญิงและเพื่อนสนิทของพระเยซู"(Whoever does God's will is my brother and sister and close friend.)พระเยซูไม่ได้ดำเนินพันธกิจแบบโดดเดี่ยวพระองค์ทรงมีทั้งผู้ติดตาม สาวก และมีคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นพิเศษรวมทั้งผู้เลื่อมใสแบบเปิดเผยและแบบลับๆอยู่ไม่น้อยในพระคัมภีร์กล่าวถึงบางคนเป็นพิเศษ ที่เข้าข่ายมิตรสหายหรือพี่น้องของพระองค์ อาทิ​ยอห์น—สาวกที่พระเยซูทรงรัก“สาวกที่พระเยซูทรงรักเอนกายอยู่ใกล้พระองค์”~ยอห์น 13:23 THSV11โดยทั่วไปเชื่อกันว่าเป็นยอห์น 1ใน3สาวกวงในของพระเยซูคริสต์​เปโตร ยากอบ (และยอห์น)—สาวกวงในที่ใกล้ชิดพระเยซูมากที่สุด“หกวันต่อมา พระเยซูทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห์นขึ้นภูเขาสูงตามลำพัง แล้วพระกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าพวกเขา”~มาระโก 9:2 THSV11​มารธา มารีย์ และลาซารัส—ครอบครัวที่พระเยซูทรงรัก“พระเยซูทรงรักมารธาและน้องสาวของนางและลาซารัส”~ยอห์น 11:5 THSV11​สาวกทั้งสิบสองคน“พระองค์จึงทรงแต่งตั้งสิบสองคนไว้ให้อยู่กับพระองค์[เป็นกลุ่มคนที่พระองค์ทรงเรียกว่าอัครทูต] เพื่อจะทรงใช้พวกเขาออกไปประกาศ”~มาระโก 3:14 THSV11ที่น่าประทับใจ ก็คือพระเยซูเรียกคนเหล่านั้นที่ติดตามพระองค์ว่า “มิตรสหาย“ หรือ ”เพื่อน” ของพระองค์!“เราจะไม่เรียกพวกท่านว่าบ่าวอีก เพราะบ่าวไม่ทราบว่านายทำอะไรแต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาเราสำแดงแก่พวกท่านแล้ว!”~ยอห์น 15:15 THSV11พระเยซูทรงยกระดับความสัมพันธ์ที่มีกับคนเหล่านั้น ​จากคนแปลกหน้า มาเป็นผู้ติดตาม​จากผู้ติดตาม มาเป็นสาวก​จากสาวก มาเป็นผู้ร่วมลงชีวิต ​จากผู้ร่วมลงชีวิต มาเป็นมิตรสหายแล้วพระองค์ทรงเริ่มต้น สาน และพัฒนา ความสัมพันธ์เหล่านั้นอย่างไร?​พระเยซูทรงเป็นฝ่าย “เข้าหา” คนเหล่านั้นก่อน ด้วยการทรงเรียกพวกเขา“แล้วพระองค์เสด็จขึ้นภูเขา และพระองค์พอพระทัยผู้ใดก็ทรงเรียกผู้นั้น …“~มาระโก 3:13 กTHSV11“จงตามเรามา!” ~มัทธิว 4:19​พระเยซู ทรงเรียกคนธรรมดาเหล่านั้นให้“เข้ามา” พระองค์”แล้วพวกเขาก็มาหาพระองค์”~มาระโก 3:13 ขTHSV11​พระเยซูทรงแต่งตั้งคนเหล่านััน ให้ใช้ชีวิตอยู่กับพระองค์“พระองค์จึงทรงแต่งตั้งสิบสองคนไว้ให้อยู่กับพระองค์ [เป็นกลุ่มคนที่พระองค์ทรงเรียกว่าอัครทูต]”~มาระโก 3:14ก THSV11​พระเยซูทรงแต่งตั้งคนเหล่านัันให้ออกไปประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า“เพื่อจะทรงใช้พวกเขาออกไปประกาศ”~มาระโก 3:14 ขTHSV11กระบวนการที่พระเยซูทำให้คนเหล่านั้นกลายมาเป็นเพื่อนของพระองค์ เป็นดังนี้1).การให้เวลาด้วยกัน อย่างต่อเนื่อง2).การอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดยาวนาน3).การแบ่งปันชีวิต ในทุกด้านร่วมกันตลอดเวลา4).การแสดงความจริงใจต่อกันในทุกมิติของชีวิต5).การรับใช้ร่วมกันในทุกสถานที่และในทุกวาระโอกาสเมื่อพระเยซูทรงตั้งคริสตจักรเพื่อนๆของพระองค์ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในคริสตจักรของพระองค์และจากนั้นเพื่อนๆของพระองค์ก็กลายมาเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระองค์คริสตจักรยุคปัจจุบัน จึงเป็นสถานที่สำหรับมิตรสหายและพี่น้องในพระเยซูคริสต์มาใช้ชีวิตและร่วมกันรับใช้ด้วยกันเป็นครอบครัว ดังคำกล่าวที่ว่า“คริสตจักรไม่ใช่เพียงสถานที่ที่คนมานมัสการด้วยกัน แต่เป็นครอบครัวที่ผู้คนร่วมดำเนินชีวิตไปด้วยกัน!”“Church is not merely a place where people worship together; it is a family where people walk through life together.”พี่น้องที่รักวันนี้ คุณเป็นหนึ่งในเพื่อน และพี่น้องของพระเยซูคริสต์ ในท่ามกลางผู้เชื่อในพระองค์ทั้งหลาย…อยู่หรือไม่ครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 23กันยายน2026(ตอนที่ 176ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่175) อย่าทำให้ตัวเองหรือผู้ใดต้องรู้สึกว้าเหว่!

    Play Episode Listen Later Sep 22, 2026 5:29


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่175)อย่าทำให้ตัวเองหรือผู้ใดต้องรู้สึกว้าเหว่!“ถ้าพวกท่านทักทายแต่พี่น้องของตนเท่านั้นท่านได้ทำอะไรพิเศษยิ่งกว่าคนอื่นๆ? พวกต่างชาติก็ทำอย่างนั้นไม่ใช่หรือ?”~มัทธิว 5:47 THSV11“And if you greet only your own people, what are you doing more than others? Do not even pagans do that?”~Matthew 5:47 NIVพี่น้องที่รักอย่าให้เราที่เป็นสมาชิกในคริสตจักรทำให้คนที่ก้าวเข้ามา~ในโบสถ์ หรือ~ในกลุ่มของเรารู้สึกว่าเขาไม่เป็นที่ต้องการ เพรระไม่มีใครต้อนรับหรือทักทายเขา!พี่น้องที่รักอย่าให้เราเอาแต่พูดคุยเจ๊าแจ๊ะกับคนคุ้นเคยกันเองเท่านั้นจนละเลยที่จะหยิบยื่นมิตรภาพและรอยยิ้มให้แก่คนมาใหม่บางทีก็รวมทั้งคนที่มาเป็นประจำหรือมาบ่อยครั้งแล้วแต่ยังรู้สึกเหงา หรือว้าเหว่ใจเพราะขาดเพื่อนที่รักห่วงใยเขาจริงๆคำว่า “ว้าเหว่” หมายถึง“อาการรู้สึกอ้างว้าง เปลี่ยวใจ หรือเดียวดาย”พี่น้องที่รัก เราต้องเข้าใจก่อนว่า “การมาโบสถ์” กับ “การไม่รู้สึกโดดเดี่ยว” นั้นเป็นคนละเรื่องกันอย่าทึกทักเอาเองว่า คนที่มาโบสถ์ทุกคนจะไม่รู้สึกเหงาเลยความจริงก็คือ คนบางคนแม้นั่งอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่หัวใจของเขาอาจรู้สึกว้าเหว่อย่างน่าสงสารจับใจก็ได้เขาอาจรู้สึกว่า“ไม่มีใครเห็นฉันไม่มีใครเข้าใจฉัน และไม่มีใครรู้ว่าฉันกำลังต้องผ่านอะไรอยู่”?ขนาดวีรบุรุษในพระคัมภีร์เอง ยังเคยมีความรู้สึกเช่นนี้ อาทิ​ดาวิดที่ตรัสว่า“ข้าพระองค์ว้าเหว่และทุกข์ใจ” (สดุดี 25:16) ​เอลียาห์ก็เคยรู้สึกว่า“ข้าพเจ้าแต่ผู้เดียวที่เหลืออยู่” (1 พงศ์กษัตริย์ 19:10) ทั้งๆที่ทั้งสองท่านนี้ เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของคนที่ดำเนินชีวิตกับพระเจ้าใช่ครับ~ “การมาโบสถ์” กับ “การมีชุมชน” ~“การรู้จักคนจำนวนมาก” กับ “การมีเพื่อนที่รู้จักเราจริงๆ”นั้นเป็นคนละเรื่องกันเลย!กลับมาที่เรื่องคนมาโบสถ์ พระเยซูตรัสถามว่า “ถ้าท่านทักทายเฉพาะพวกพี่น้องของตน ท่านทำอะไรมากกว่าคนอื่นเล่า? ถึงคนต่างศาสนาก็ทำเช่นนั้นไม่ใช่หรือ?”~มัทธิว 5:47 TNCVย้ำ อย่าให้เราเอาแต่ทักทาย หรือ เอาแต่พูดคุยกันแต่พวกของเราเองเท่านั้นอย่าทำให้ใครบางคนหรือหลายคน มาโบสถ์ และอยู่ในสภาพ“Being surrounded” คือแค่มีคนอยู่รอบตัวของพวกเขาเท่านั้น แต่เราควรทำให้พวกเขา“Being connected” คือมีการเชื่อมความสัมพันธ์ร่วมอันอบอุ่นร่วมกับคนอื่นๆในคริสตจักรนั่นคือ พวกเขาไม่ได้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของฝูงชน (crowd)ของผู้มีความเชื่อ แต่พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง(belong)ของชุมชน(community)แห่งความเชื่อร่วมกัน แม้ว่าบางคนยังไม่ได้เชื่อ(believe)องค์พระคริสต์เลยก็ตาม จนกว่าจะถึงเวลาที่พวกเขามีประสบการณ์กับการเชื่อมต่อสัมพันธภาพ(connection)กับพระเจ้าเป็นส่วนบุคคลพี่น้องที่รักคุณเห็นด้วยหรือไม่ว่า“คริสตจักรที่สุขภาพดี ไม่ใช่คริสตจักรที่ไม่มีคนเจ็บปวดแต่เป็นคริสตจักรที่ไม่มีใครคนใดต้องเจ็บปวดหรือว้าเหว่ อยู่เพียงลำพัง”“A healthy church is not a church without hurting people; it is a church where no one has to hurt or be lonely alone.”…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 22กันยายน2026(ตอนที่ 175ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน เมื่อคำตอบไม่เป้นดังใจหวัง Ep.1745

    Play Episode Listen Later Sep 21, 2026 5:47


    พระธรรมนำชีวิตตอน เมื่อคำตอบไม่เป้นดังใจหวัง Ep.1745เมื่อเราต้องเผชิญกับปัญหาและความทุกข์ เรามักอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงช่วยเหลือเรา และเราก็หวังว่า พระเจ้าจะทรงกระทำการอัศจรรย์เพื่อทำให้สิ่งนั้นมันหายไป แต่ในบางครั้ง เราต้องถามตัวเองว่า ขณะที่เรากำลังขอให้พระเจ้าทรงช่วยเรา เรรพร้อมจะกลับใจและเชื่อฟังพระองค์ด้วยเปล่า? เยเรมีย์ 21:1–7 เป็นช่วงเวลาที่กษัตริย์ยูดาห์เป็นแบบนั้นเลย เมื่อเราศึกษาในเชิงลึกและเปรียบเทียบกับ 2 พงศ์กษัตริย์ เราจะเห็นว่าเหตุการณ์ในเยเรมีย์บทที่ 20 และบทที่ 21 เป็นช่วงเวลาที่ห่างกันหลายปี เยเรมีย์ยังคงทำหน้าที่ประกาศพระวจนะของพระเจ้า และในบทที่ 21 นี้กรุงเยรูซาเล็มกำลังเผชิญหน้ากับกองทัพบาบิโลนที่เข้ามาทำสงครามและล้อมเมืองไว้'ต่อไปนี้เป็นถ้อยคำซึ่งมาจากพระยาห์เวห์ถึงเยเรมีย์ เมื่อกษัตริย์เศเดคียาห์ทรงใช้ปาชเฮอร์ บุตรมัลคียาห์ และปุโรหิตเศฟันยาห์บุตรมาอาเสยาห์ไปหาเยเรมีย์ว่า “ขอจงทูลถามพระยาห์เวห์เพื่อเรา เพราะเนบูคัดเนสซาร์กษัตริย์บาบิโลนกำลังทำสงครามกับเรา บางทีพระยาห์เวห์จะทรงทำกับเราตามบรรดาพระราชกิจอันอัศจรรย์ของพระองค์ และจะทรงทำให้เนบูคัดเนสซาร์ถอยทัพไปจากเรา” ' เยเรมีย์ 21:1-2การอัศจรรย์ ในข้อ 2 กำลังบอกถึงการกระทำสิ่งอัศจรรย์ของพระเจ้า เศเดคียาห์อาจหวังถึงการช่วยกู้แบบที่เกิดขึ้นในสมัยกษัตริย์เฮเซคียาห์ ที่พระเจ้าทรงช่วยจากกองทัพอัสซีเรียอย่างอัศจรรย์ เศเดคียาห์ส่งคนมาขอให้เยเรมีย์ทูลถามพระเจ้าโดยหวังว่าพระองค์จะทรงทำให้กองทัพของบาบิโลนถอยกลับไป เมื่อเราพิจารณาบริบทของพระธรรมเยเรมีย์ เราจะเห็นว่าพระเจ้าได้ทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้กลับใจมาโดยตลอด แต่พวกเขายังคงดื้อดึงและไม่ยอมเชื่อฟัง สิ่งนี้ทำให้เราเรียนรู้ เราสามารถนำทุกความต้องการมาร้องทูลต่อพระองค์ได้ แต่การร้องทูลนั้นไม่ได้กำหนดให้พระเจ้าจะทำ การแสวงหาพระเจ้าต้องมาพร้อมกับหัวใจที่ยอมเชื่อฟัง แม้คำตอบที่ได้รับนั้นอาจไม่ตรงกับสิ่งที่เราคาดหวังไว้'แล้วเยเรมีย์บอกเขาทั้งสองว่า “ท่านจงทูลเศเดคียาห์ดังนี้ว่า ‘พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ เราจะหันอาวุธที่อยู่ในมือของเจ้ากลับมา ซึ่งเจ้าใช้สู้รบกับกษัตริย์บาบิโลนและคนเคลเดียซึ่งกำลังล้อมเจ้าอยู่นอกกำแพง และเราจะรวบรวมมันมาไว้ในใจกลางเมืองนี้ เราเองจะต่อสู้กับเจ้าด้วยมือที่เหยียดออกและด้วยแขนที่แข็งแรงด้วยความกริ้ว ด้วยความเกรี้ยวกราดและความโกรธอย่างรุนแรง ' เยเรมีย์ 21:3-5คำตอบของพระเจ้านั้นแตกต่างจากความคาดหวังของเศเดคียาห์ พระองค์ตรัสว่า พระองค์เองจะทรงต่อสู้กับเมืองนี้ ในข้อ 5 พระเจ้าตรัสถึง “มือที่เหยียดออกและแขนที่แข็งแรง” ซึ่งคำนี้เคยใช้ในตอนที่พระเจ้าทรงช่วยกู้ประชากรของพระองค์ออกจากอียิปต์ แต่ตอนนี้ถ้อยคำนี้ถูกใช้ในการพิพากษา เราจึงเห็นได้ว่า พระเจ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลง พระองค์ทรงบริสุทธิ์และพระองค์ทรงชอบธรรมเสมอ เมื่อพระองค์ทรงช่วยกู้ประชากรของพระองค์ พระองค์ก็พิพากษาความบาปตามความยุติธรรมและความชอบธรรมของพระองค์ สิ่งนี้เตือนเราว่า เราไม่สามารถอ้างว่าเป็นคนของพระเจ้า โดยที่เราจะไม่เชื่อฟังพระองค์ พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระคุณ และพระองค์ก็ทรงเป็นพระเจ้าผู้บริสุทธิ์และชอบธรรมด้วย ขอให้เรามีใจที่ถ่อมลง พร้อมฟังพระวจนะ ยอมรับความจริงของพระองค์ และขอให้เร่ตอบสนองต่อพระเจ้าด้วยการเชื่อฟังด้วย'และเราจะโจมตีชาวกรุงนี้ ทั้งคนและสัตว์ ซึ่งจะตายด้วยโรคระบาดร้ายแรง พระยาห์เวห์ตรัสว่า ภายหลังเราจะมอบเศเดคียาห์กษัตริย์ของยูดาห์ และบรรดาข้าราชการของเขาและประชาชนเมืองนี้ ซึ่งรอดตายจากโรคระบาด ดาบ และการกันดารอาหาร ไว้ในมือของเนบูคัดเนสซาร์กษัตริย์แห่งบาบิโลน และมอบไว้ในมือศัตรูของเขาทั้งหลาย ในมือคนเหล่านั้นที่แสวงหาชีวิตของเขา ท่านจะฟันเขาเสียด้วยคมดาบ ท่านจะไม่สงสารเขา หรือไว้ชีวิตเขา หรือมีความเมตตาต่อเขา' ' เยเรมีย์ 21:6-7โรคระบาด ดาบ และการกันดารอาหาร รวมถึงการที่ผู้รอดชีวิตจะถูกจับไปเป็นเชลย นี่เป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาของพระเจ้าต่อยูดาห์ ซึ่งพวกเขาดื้อรั้นและไม่ยอมกลับใจเชื่อฟังพระองค์ แม้พระเจ้าทรงเตือนพวกเขามาตลอด ในพันธสัญญาใหม่ เราได้รับความรอดโดยพระคุณผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่ด้วยการกระทำของเราเอง แต่พระคุณของพระเจ้านั้นก็ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างที่จะใช้ชีวิตในบาปโดยไม่กลับใจ ขอให้เราจึงยอมให้พระวิญญาณของพระเจ้า และพระวจนะของพระองค์เข้ามาตรวจสอบชีวิตของเรา และขอให้เราพร้อมที่จะตอบสนองด้วยการเชื่อฟังหากวันนี้เรากำลังเจอกับปัญหาและความทุกข์ เราสามารถนำทุกเรื่องมาร้องทูลต่อพระองค์ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ขอให้เราถามตัวเองว่า เราพร้อมที่จะฟังพระองค์ แม้คำตอบที่เราได้รับนั้นจะไม่เป็นไปตามใจของเราก็ตามวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่174) 55:11 และ 55:22

    Play Episode Listen Later Sep 20, 2026 7:24


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่174)55:11 และ 55:22“เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกอย่างไรทางของเราก็สูงกว่าทางของพวกเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าอย่างนั้น”~อิสยาห์ 55:9 THSV11 “As the heavens are higher than the earth, so are my ways higher than your ways and my thoughts than your thoughts.”~Isaiah 55:9 NIVวิถีและความคิดของพระเจ้าสูงส่งเกินกว่าความคิดของมนุษย์อย่างเรามากนักเราได้เห็นพระปัญญาและราชกิจของพระเจ้าที่เกิดขึ้นและส่งต่อกันมาได้อย่างอัศจรรย์วันที่19กันยายน2026ผมได้รับเกียรติจากพระคริสตธรรมกรุงเทพ เชิญให้ไปร่วมแสดงความยินดีในงานฉลอง55ปีของโรงเรียนและพิธีเปิดอาคารหลังใหม่ ชื่อ“สมถวิล หิตะศักดิ์”ผมรู้สึก อัศจรรย์ใจ ในพระคุณของพระเจ้าที่มีต่อโรงเรียนแห่งนี้ ที่เริ่มก่อตั้งในปี ค.ศ.1971เพราะผมคุ้นเคยกับโรงเรียนนี้ตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ที่มีผู้เริ่มเรียนอยู่5คน และหนึ่งใน5คนนั้น ก็มาร่วมงานด้วย คือ ศจ.เกียรติศักดิ์ รุ่งรวิวรรณซึ่งได้ร่วมงานกับผมในสมัยที่ผมเป็นผู้นำองค์กรยุวคริสเตียนแห่งประเทศไทย ในช่วงทศวรรษ70~80 อันสำคัญยิ่งต่อประวัติศาสตร์คริสตจักรไทย ตัวผมเองมีส่วนร่วมพันธกิจกับพระคริสตธรรมกรุงเทพ ดังนี้​ผมได้มีส่วนร่วมรับใช้กับผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการทั้ง3ท่านในตลอด55ปีที่ผ่านมาคือ1).ดร.เฮนรี ไบรเดนธอล2).ศจ.ดร. ธีระ เจนพิริยะประยูร และ3).ศจ.ดร.มาโนช แจ้งมุขรวมทั้งกับคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และศิษย์เก่าหลายหลายรุ่นที่คุ้นเคยกันดี​ผมมีส่วนร่วมสอนนักศึกษา หลายรุ่น ในช่วงทศวรรษ 80-90 โดยเริ่มต้นครั้งแรกในปี1978 ภายใต้การเชิญชวน ของศจ.ดร.ธีระ เจนพิริยะประยูรจากนั้นก็หยุดสอนไปช่วงระยะหนึ่ง จนในสมัย ศจ.ดร.มาโนช แจ้งมุข ดร.สตีฟ เทเลอร์ ดร.บรรพต (และผู้รับผิดชอบหลักสูตร ป.โท และ ศิษย์เก่าก่อนหน้า)ได้เชิญผมไปเป็นวิทยากรเฉพาะกิจ หลายต่อหลายครั้งในขณะที่ผมกำลังคิดอยู่ว่าจะกล่าวหนุนใจและแสดงความยินดีในเรื่องอะไรดีพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็นำให้ผมเปิดไปที่พระคัมภีร์2ข้อ ที่เหมาะสมกับงานฉลองครบรอบ55ปีของพระคริสตธรรมกรุงเทพ นั่นก็คือ อิสยาห์ 55:11 และ สดุดี 55:22ช่างน่าขอบคุณพระเจ้าที่​ตลอด 55 ปีที่ผ่านมาถ้อยคำของพระเจ้าที่ออกจากปากของคณาจารย์ ศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันไม่ออกไปอย่างเปล่าประโยชน์เลย ข่าวประเสริฐที่ทุกคนประกาศออกไป ได้ช่วยคนมากมายให้รอดพระวจนะที่สอนสั่งได้ทำให้คริสตจักร องค์กรและสถาบัน จำนวนมากเจริญเติบโต อย่างต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ เป็นจริงดังที่ว่า“ทำนองเดียวกัน คำของเราที่ออกจากปากของเรา จะไม่กลับมาสู่เราเปล่าๆ แต่จะทำให้สิ่งที่เราพอใจนั้นสำเร็จ และให้สิ่งที่เราใช้ไปทำนั้นเสร็จสิ้น”~อิสยาห์ 55:11 THSV11​ต่อจากปี55 นี้ เป็นต้นไปจะมีการท้าทายเรื่องความไม่แน่นอนของอนาคต และวาระแห่งการเปลี่ยนผ่านของผู้บริหาร และทีมงาน รออยู่พระคริสตธรรมกรุงเทพ(ก็เหมือนคริสตจักร สถาบันและองค์กรอื่นๆ)ต้องสานต่อพันธกิจในการอบรมสั่งสอนและเตรียมผู้รับใช้ที่มีคุณภาพและมีคุณธรรมในการออกไปประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดการเพิ่มผลทวีคูณมากขึ้น ตามนิมิต Love Thailand 1-1-1 อันเป็นภาระร่วมของคริสตจักรไทย โดยต้องการความมั่นใจว่าไม่ว่าจะประสบกับอะไร ที่เบื้องหน้า พระเจ้าจะไม่ให้เราต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านั้นโดยลำพัง ดังนั้น พระคริสตธรรมกรุงเทพ(และพวกเรา) สมควรวางใจพระเจ้า และกระทำดังนี้คือ“จงมอบภาระของท่านไว้กับพระยาห์เวห์ และพระองค์จะทรงค้ำจุนท่าน พระองค์จะไม่ทรงยอมให้ คนชอบธรรมคลอนแคลนเลย”~สดุดี 55:22 THSV11และในช่วงพิธีมอบถวายอาคาร“หิตะศักดิ์”นอกจากร่วมแสดงความยินดีกับอาคารหลังใหม่ ผมหนุนใจให้ทางโรงเรียนให้ความสำคัญกับ“คน”มากกว่า“ตึกอาคาร” (ที่เราภูมิใจและซาบซึ้งในพระคุณของพระเจ้ามาก)“อนาคตของโรงเรียนพระคริสต์ธรรมไม่ได้อยู่ที่อาคารที่ใหญ่ขึ้น แต่อยู่ที่ชีวิตที่หยั่งรากในพระคริสต์ลงลึกมากยิ่งขึ้น”(The future of a theological school is not measured by bigger buildings, but by deeper lives in Christ.)และปิดท้ายด้วยการขอพระเจ้าทรงทำให้พระคริสต์ธรรมธรรมกรุงเทพประสบความสำเร็จตามนิมิตและเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของนักศึกษาเพื่อออกไปเปลี่ยนโลกตามอย่างที่พระเยซูคริสต์ทรงประสงค์“ความสำเร็จของโรงเรียนพระคริสต์ธรรม ไม่ได้วัดเพียงจำนวนผู้สำเร็จการศึกษา แต่คือจำนวนชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก”พี่น้องที่รักขอให้เราทุกคน ทุกคริสตจักร ทุกองค์กรและทุกสถาบันมีส่วนร่วมกับพระเจ้าในการ1.สร้าง“คน”ที่มีความรู้ความเข้าใจในพระวจนะของพระเจ้า อย่างถูกต้อง2.ฝึกฝนอบรมให้พวกเขา“ได้รับการเปลี่ยนชีวิต”ก่อน และ 3.ส่งพวกเขาออกไปสร้างสาวกเพื่อ“เปลี่ยนแปลงโลกนี้”ให้ดีขึ้นด้วยฤทธิ์เดชของพระวจนะและของพระวิญญาณบริสุทธิ์ …จะดีไหมครับ?

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่173) เมื่อเราว้าเหว่และทุกข์ใจ!

    Play Episode Listen Later Sep 20, 2026 5:48


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่173)เมื่อเราว้าเหว่และทุกข์ใจ!“ขอทรงหันมายังข้าพระองค์ และมีพระกรุณาต่อข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ว้าเหว่และทุกข์ใจ”~สดุดี 25:16 THSV11“Turn to me and be gracious to me, for I am lonely and afflicted.”~Psalms 25:16 NIVมีคำกล่าวไว้ว่า“ความเหงาไม่ได้แปลว่าเราอยู่โดยลำพัง เพราะพระเจ้าทรงอยู่กับเราเสมอ แม้แต่ในที่ที่ไม่มีใครมองเห็นพระองค์!”(Loneliness does not mean we are alone; God is with us in the places no one else can see.)สดุดี 25:16 เป็นคำอธิษฐานของกษัตริย์ ดาวิดที่รู้สึกโดดเดี่ยว เหงา เจ็บปวด และต้องการให้พระเจ้าทรงหันมาหาท่าน ซึ่งมีใจความดังนี้​“ขอทรงหันมายังข้าพระองค์” ข้อความนี้ สะท้อนให้เห็นภาพของคนที่กำลังรู้สึกว่า -ไม่มีใครมองเห็น -ไม่มีใครเข้าใจ และ-ไม่มีใครอยู่ด้วยในยามที่ตัวเขาต้องการใครสักคนหนึ่งมาเคียงข้างผู้เขียนคือกษัตริย์ดาวิดร้องทูลพระเจ้าว่า“พระองค์เจ้าข้า ขอพระองค์ทรงหันมาหาข้าพระองค์!”บางครั้งสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดอาจไม่ใช่คำตอบแต่เป็น การทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า!และหากพระเจ้าจะทรงหันมาหาเรา นั่นก็ไม่ใช่เพราะว่าเราดีเลิศประเสริฐศรีอะไรแต่เป็นเพราะพระองค์ทรงพระกรุณาด้วยเหตุนี้ แม้บางครั้งว่าเราอาจรู้สึกว่าไม่มีใครมองเห็นเรา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราถูกพระเจ้าทอดทิ้ง!​“และมีพระกรุณาต่อข้าพระองค์” กษัตริย์ดาวิดร้องขอ “พระกรุณา”จากพระเจ้าซึ่งหมายถึงความเมตตาสงสารต่อผู้ที่กำลังอยู่ในความทุกข์เช่นกัน ปกติเรารู้สึกว่าเราควบคุมชีวิตของเราได้ แต่เมื่อประสบความทุกข์ยากลำบากที่สาหัสสิ่งที่เราต้องการ ก็คือ“พระกรุณาคุณของพระเจ้า”การร้องไห้คร่ำครวญต่อพระเจ้าจึงไม่ใช่ความอ่อนแอทางจิตวิญญาณแต่เป็นการยอมรับว่าเราต้องพึ่งพาพระองค์​ “เพราะข้าพระองค์ว้าเหว่” “ว้าเหว่”หมายความว่า “อาการรู้สึกอ้างว้าง เปลี่ยวใจ หรือเดียวดาย”ซึ่งสื่อถึง “ภาวะโดดเดี่ยวและไร้ที่พึ่ง”ที่ก่อเกิดความเหงาอันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ใจให้แก่เราในตอนนี้ กษัตริย์ดาวิดไม่ได้ซ่อนความรู้สึกของตัวเองจากพระเจ้าแต่ท่านอธิษฐานอย่างตรงไปตรงมาว่า“ข้าพระองค์ว้าเหว่!”นับเป็นแบบอย่างของการอธิษฐานที่จริงใจ!พี่น้องที่รักเราสามารถพูดกับพระเจ้าได้ตรงๆว่า“พระองค์เจ้าข้า… ข้าพระองค์เหงา…ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าจะหันไปหาใคร…ข้าพระองค์รู้สึกไม่มีใครเข้าใจ…ข้าพระองค์เหนื่อย…ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร?”พระเจ้าไม่ทรงต้องการคำอธิษฐานที่สวยงามเท่านั้นแต่พระองค์ทรงประสงค์ที่จะรับฟังความจริงที่ออกมาจากหัวใจที่จริงใจด้วย!​ “…และทุกข์ใจ” พระเจ้าทรงรับรู้ความเจ็บปวดทั้งภายนอกและภายในใจของเราความทุกข์ของดาวิดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสถานการณ์ภายนอกแต่เป็น ความทุกข์ภายในจิตใจด้วยสิ่งนี้ทำให้เห็นว่า พระคัมภีร์ไม่ได้สอนว่า“ถ้ามีความเชื่อจริง เราจะไม่ทุกข์!”แต่พระคัมภีร์แสดงให้เห็นว่าคนที่มีความเชื่อก็อาจมีความทุกข์ใจแต่เขาสามารถนำความทุกข์นั้นมาวางไว้ต่อพระพักตร์พระเจ้าได้พระธรรมสดุดีเต็มไปด้วยเสียงร้องคร่ำครวญแบบนี้“ข้าแต่พระยาห์เวห์ ไฉนทรงยืนอยู่ห่างไกล? ไฉนจึงซ่อนพระองค์เสียในยามลำบาก?”~สดุดี 10:1 THSV11“พระองค์ทรงนับการระหกระเหินของข้าพระองค์ ทรงเก็บน้ำตาของข้าพระองค์ใส่ขวดของพระองค์ไว้ น้ำตานั้นไม่อยู่ในบันทึกของพระองค์หรือพระเจ้าข้า?”~สดุดี 56:8 THSV11อย่างไรก็ตาม ยังมีข่าวดีสำหรับคนทุกข์ใจด้วยเช่นกัน นั่นคือ“พระยาห์เวห์ทรงอยู่ใกล้ผู้ที่ใจแตกสลาย และทรงช่วยผู้สิ้นหวัง คนชอบธรรมอาจมีความทุกข์ใจหลายอย่าง แต่พระยาห์เวห์ทรงช่วยกู้เขาออกมาให้พ้นหมด”~สดุดี 34:18-19 THSV11ขอเราให้จดจำไว้เสมอว่า“ความทุกข์ใจไม่ได้เป็นหลักฐานว่าพระเจ้าห่างไกลเสมอไปเพราะบางครั้งในความทุกข์ที่สุด เรากลับค้นพบว่าพระองค์ทรงอยู่ใกล้เรามากที่สุด!“พี่น้องที่รักขอให้เราพูดได้อย่างเต็มปากต่อพระเจ้าว่า“เมื่อข้าพระองค์ว้าเหว่ ขอพระองค์ทรงเป็นเพื่อน เมื่อข้าพระองค์ทุกข์ใจ ขอพระองค์ทรงเป็นที่พึ่ง เมื่อข้าพระองค์ไม่รู้จะไปทางไหน ขอพระองค์ทรงเป็นผู้นำทาง!”(When I am lonely, be my companion; when I am troubled, be my refuge; when I do not know where to go, be my guide.)…จะดีไหม?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 20กันยายน2026(ตอนที่ 173ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่172) พินัยกรรม ‘ขอตายดี'

    Play Episode Listen Later Sep 18, 2026 6:40


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่172)พินัยกรรม ‘ขอตายดี'“เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้า การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์และการตายก็ได้กำไร”~ฟีลิปปี 1:21 THSV11“For to me, to live is Christ and to die is gain.”~Philippians 1:21 NIVปกติ ไม่ค่อยมีใครอยากตาย!โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตายอย่างเจ็บปวดยาวนานทรมานหรือน่าเวทนาแบบสิ้นหวังคนไทยในปัจจุบัน เห็นความสำคัญกับการทำพินัยกรรมเรื่องการตายที่เรียกว่า ‘พินัยกรรมขอตายดี' มากขึ้นพินัยกรรมดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาล่วงหน้าที่จะไม่รับการรักษาที่มุ่งยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต เพราะ​ต้องการลดความทุกข์ทรมาน และ​ต้องการจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติและเมื่อทำพินัยกรรมนี้แล้ว สถานพยาบาลและภาคีเครือข่ายที่ขึ้นทะเบียนก็จะใช้ระบบที่สามารถค้นหาเรียกดูและรักษาตามเจตนาโดยไม่เป็นภาระกับญาติที่ต้องตัดสินใจอย่างไรก็ตาม ‘พินัยกรรมชีวิต'( Living Will)หรือ “พินัยกรรมขอตายดี”หๆเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายนี้ ​ไม่ใช่การแสดงเจตนาไม่รับบริการสาธารณสุขหรือการรักษา~ ถ้าเกิดอุบัติเหตุ ก็รักษา~ถ้าเจ็บป่วยรุนแรง ก็เยียวยาหากแพทย์เห็นว่ายังมีโอกาสรักษาและกลับมาดำเนินชีวิตได้ โดยการรักษาเพื่อช่วยชีวิตยังทำได้ตามความเหมาะสม​ไม่ใช่การเร่งให้เสียชีวิต แต่เป็นการ1).ปล่อยให้จากไปอย่าง~สงบตามธรรมชาติ ~ลดความทุกข์ทรมานในระยะท้ายให้สั้นที่สุด~ลดการรักษาที่ไม่จำเป็นที่ยืดเยื้อด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เพราะการอยู่ในห้องไอซียู (ICU) หรือ การนอนติดเตียงนานๆ โดยไร้การรับรู้ มักนำมาซึ่งความเจ็บปวดทางกายและใจ มาให้ทุกคนแม้จะพยายามยื้อชีวิตไว้ก็ตาม2).ปลดล็อกภาระทางจิตใจ - ที่ครอบครัว ลูกหลานต้องเสียสละลาออกจากงาน เพื่อมาดูแลพ่อแม่หรือญาติสนิทที่อยู่ในระยะสุดท้าย และการต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาที่ยืดเยื้อเพราะค่าใช้จ่ายอันมหาศาล และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของชีวิตอาจสูงถึงครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพตลอดทั้งชีวิต3).ช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุขของประเทศในการยื้อชีวิตไปอย่างไร้ประโยชน์ภาระของโรงพยาบาล โดยเฉพาะในห้อง ICU มักจะแน่นขนัดและการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระงานและค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วอย่างไรก็ตาม คนไทยจำนวนมากยังไม่มั่นใจว่าเมื่อพวกเขาตาย พวกเขาจะไปไหนต่อ?ดังนั้น สิ่งที่ควรให้ความใส่ใจมากกว่า จึงไม่ใช่ความตายในทางกายภาพ แต่ เป็นความตายในฝ่ายจิตวิญญาณหลังที่เราตายฝ่ายกายไปแล้วสำหรับผู้ที่ได้ยินข่าวดี หรือ “ข่าวประเสริฐ”เรื่องพระเยซูคริสต์ลงมาจากสวรรค์เพื่อไถ่บาปของมวลมนุษย์ และยอมรับการไถ่บาปนั้น และถูกเรียกชื่อว่า“คริสเตียน”พวกเขาจะไม่กังวลหรือกลัวเรื่องความตายหรือชีวิตหลังความตายอีกต่อไป เพราะรู้ว่า พวกเขาจะไปอยู่กับพระคริสต์เป็นนิตย์นิรันดร์ในสวรรค์ดังนั้น การมีอายุยืนยาวนานในโลกจึงไม่ใช่เป้าหมายสำคัญแต่อย่างใดดังคำกล่าวว่า“เป้าหมายของชีวิตคริสเตียนไม่ใช่เพียงการมีชีวิตที่ยืนยาวแต่คือการมีชีวิตที่สัตย์ซื่อ เพื่อเมื่อถึงวันสุดท้าย เราจะจากไปอย่างมีสันติสุขเพราะเรารู้ว่าเราเป็นของพระคริสต์”“The goal of Christian life is not merely to live long, but to live faithfully—so that when the final day comes, we can depart in peace, knowing that we belong to Christ.”ดังนั้น สำหรับคนที่เชื่อในพระคริสต์ “การตายที่ดี” (a good death) จึงไม่ได้หมายถึง“การตายโดยไม่มีความเจ็บปวด หรือ ไม่มีโรคร้าย”แต่หมายถึง”เมื่อมีชีวิตในโลก ก็อยู่เพื่อพระคริสต์ และหลังจากได้ทำหน้าที่ที่พระเจ้าทรงมอบหมายอย่างสัตย์ซื่อ หรือได้ทำงานนั้นจนสำเร็จแล้ว ก็จากไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์“อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์ไม่ได้สอนให้คริสเตียน “แสวงหาความตาย” แต่สอนว่า เมื่อความตายมาถึง เราสามารถเผชิญความตายด้วยความนิ่งสงบ และความไว้วางใจในพระคริสต์ เพราะความตายไม่ใช่จุดจบสำหรับผู้เชื่อหรือถ้าจะพูดให้ชัดไปเลย ก็กล่าวได้ว่าสำหรับคริสเตียนนั้น ไม่ว่าเราจะอยู่หรือตายนั้น ไม่ต่างกันเหมือนดังที่ อ.เปาโลกล่าวว่า“เพราะว่าถ้าเรามีชีวิตอยู่ เราก็มีชีวิตอยู่เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าและถ้าเราตาย เราก็ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นเมื่อเรามีชีวิตอยู่หรือเมื่อเราตาย เราก็เป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้า”~โรม 14:8อย่างนี้ แหล่ะ ที่เรียก“พินัยกรรมขอตายดี”ของคริสเตียน!พี่น้องที่รัก คุณเชื่อและพร้อมทำ เหมือนอย่างที่กล่าวมานี้ …หรือไม่ครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 19กันยายน2026(ตอนที่ 172ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่171) อะไรคือ การทดลองที่คริสตจักรกำลังจะเจอ?

    Play Episode Listen Later Sep 17, 2026 4:53


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่171)อะไรคือ การทดลองที่คริสตจักรกำลังจะเจอ?“ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังและอธิษฐาน เพื่อจะไม่ถูกการทดลอง จิตวิญญาณพร้อมแล้วก็จริง แต่กายยังอ่อนกำลัง””~มาระโก 14:38 THSV11“Watch and pray so that you will not fall into temptation. The spirit is willing, but the flesh is weak.””~Mark 14:38 NIVมีคำกล่าวไว้น่าคิดว่า"คริสตจักรไม่ได้ถูกเรียกให้อยู่เหนือโลกด้วยการซ่อนตัว แต่ถูกเรียกให้อยู่ในโลกโดยไม่ยอมให้โลกมากลืนกิน" (The church is not called to hide from the world, but to live in the world without letting the world swallow it.)เราจึงควรตื่นตัว และ กล้าหาญในการเฝ้าระวังและอธิษฐาน เพื่อไม่ให้ตัวเราและคริสตจักรถูกโลกกลืน เพราะ​การทดลอง และ​การทดลองใจที่ยากลำบากจนทนไม่ไหวและในขณะเดียวกันเราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการทดลองและการทดลองใจเหล่านั้น หากว่าเราหลีกเลี่ยงไม่พ้นแล้วอะไรคือการทดลอง(ใจ)ที่เราอาจต้องเผชิญทั้งในปัจจุบันและอนาคต?พี่น้องที่รัก ขอให้เราระวังสิ่งต่อไปนี้T-Technology การรับหรือใช้เทคโนโลยี่ที่บิดเบือน Truth(ความจริง)หรือ Theology(ศาสนศาสตร์)ผิดๆE-Entertainment การแสวงหาความบันเทิงแทนที่การนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริงM-Media การหมกมุ่นกับสื่อออนไลน์แทนการมีสัมพันธภาพจากสามัคคีธรรมต่อหน้าในคริสตจักรP-Platform การแสวงหาเวทีเหมือนคนหิวแสงแทนที่การแสวงหาการสถิตด้วยของพระเจ้าT-Trainee การหิวกระหายการเรียนรู้จากทุกคน จากทุกสื่อแต่ไม่ยอมรับการสร้างให้เป็นสาวกแท้A-AI การปล่อยให้เอไอมีบทบาทมากเกินควรจนปรึกษาและพึ่งพามากกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์T-Talks การชอบพูดแสดงความคิดเห็นในเรื่องความเชื่อมากกว่าที่จะวางใจพึ่งพิงในพระเจ้าจริงๆI-Influenceการแสวงหาอิทธิพล ตำแหน่งหรืออำนาจมากกว่าที่จะพัฒนาลักษณะนิสัยอย่างพระเยซูคริสต์O-Observersการเลือกทำตัวแบบผู้สังเกตการณ์มากกว่าการมีส่วนลงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในคริสตจักรN-Numbersการมุ่งเน้นปริมาณของผู้เชื่อหรือผู้ร่วมกิจกรรมมากกว่าการเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างสิ้นเชิงS-Successการมุ่งหาความสำเร็จทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายวิญญาณมากกว่าที่จะซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าและพระวจนะพี่น้องที่รัก​ขอให้เราเฝ้าระวัง อธิษฐานและเตรียมพร้อมเผชิญกับ “การทดลอง”(Temptations)ที่1).กำลังเกิดขึ้น หรือ 2).กำลังมุ่งหน้าเข้ามาหาคริสตจักรที่เราอยู่อย่าให้เราเป็นอย่างเช่นที่เรากล่าวไปแล้วเลย​ขอให้เราเป็นคริสตจักรที่หยั่งรากลึกลงใน3ด้าน ต่อไปนี้1).Scripture-Grounded(หยั่งรากลงในพระวจนของพระเจ้า)2).Spirit-Empowered(เต็มด้วยพลังของพระวิญญาณบริสุทธิ์)3).Socially-Relevant(สัมพันธ์ใกล้ชิดกันทั้งภายในและกับชุมชนภายนอก) เพราะถ้าหากคริสตจักรของเราเป็นเช่นนี้เราก็จะไม่กังวลหรือกลัวกับการทดลองใดๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเลย…จริงไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 18กันยายน2026(ตอนที่ 171ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน วันที่ไม่เข้าใจว่าทำไม Ep.1744

    Play Episode Listen Later Sep 17, 2026 5:57


    พระธรรมนำชีวิตตอน วันที่ไม่เข้าใจว่าทำไม Ep.1744ในชีวิตของเรามีบางช่วงเวลาที่เราสามารถมองเห็นพระคุณของพระเจ้าและร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ได้อย่างเต็มหัวใจ แต่ก็มีบางช่วงเวลาที่เรามีความทุกข์หนักจนเราไม่เข้าใจว่า ทำไมพระเจ้าจึงทรงอนุญาตให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นกับเรา บางครั้งคำถามที่เกิดขึ้นในใจก็ไม่สามารถตอบได้ว่า ทำไม? ในเยเรมีย์ 20:11–13 เราเห็นว่าเยเรมีย์หันกลับมามองพระเจ้า และมั่นใจว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเขา พระองค์ทรงรู้จักเขา และเขาจึงนำเรื่องราวของเขามามอบไว้กับพระเจ้า แล้วเยเรมีย์ก็ร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ แต่ต่อมาในข้อ 14 เยเรมีย์กลับมาคร่ำครวญอย่างรุนแรงอีกครั้ง และคำถามของเขาก็เกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง'ขอให้วันที่ข้าพเจ้าเกิดมานั้นถูกแช่งสาป อย่าให้วันที่มารดาของข้าพเจ้าคลอดข้าพเจ้าได้รับพร ขอให้ชายคนนั้นถูกแช่งสาป คือ คนที่นำข่าวไปบอกบิดาข้าพเจ้าว่า “บุตรชายคนหนึ่งเกิดมาแก่ท่านแล้ว” ซึ่งทำให้บิดามีความยินดีมาก ' เยเรมีย์ 20:14-15เยเรมีย์เจ็บปวดมากจนกล่าวย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของชีวิตว่า ถ้าชีวิตต้องพบกับความทุกข์แบบนี้ ทำไมเขาต้องเกิดมา ในข้อ 15 ก็ยังกล่าวถึงชายที่นำข่าวไปบอกบิดาว่าเขาเกิดมาแล้ว และขอให้ชายคนนั้นถูกแช่งสาปด้วย ถ้อยคำเหล่านี้เป็นภาษาของคนที่กำลังเจ็บปวดอย่างรุนแรง พระคัมภีร์เองไม่ได้ปกปิดความเจ็บปวดของผู้รับใช้ของพระเจ้า แต่บันทึกความรู้สึกและคำคร่ำครวญของเขาไว้อย่างตรงไปตรงมา เราเองก็สามารถนำความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง ๆ มาหาพระเจ้าได้ เราไม่จำเป็นต้องเสแสร้งว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่เมื่อเรานำความรู้สึกของเรามาหาพระเจ้า เราก็ต้องพร้อมให้พระวจนะของพระองค์ทรงนำและตรวจสอบหัวใจของเราด้วย'ขอให้ชายคนนั้นเหมือนกับบรรดาเมือง ซึ่งพระยาห์เวห์ทรงคว่ำเสียและไม่ได้กลับพระทัย ขอให้เขาได้ยินเสียงร้องในเวลาเช้า และให้ได้ยินเสียงโวยวายในเวลาเที่ยง ' เยเรมีย์ 20:16เยเรมีย์ใช้ภาพของเมืองที่ถูกพระเจ้าพิพากษา เพื่อถ่ายทอดความรุนแรงของคำคร่ำครวญและความเจ็บปวดที่อยู่ภายในตัวของเขา คำแช่งสาปนี้อยู่ในบริบทของความทุกข์ ไม่ใช่คำอธิบายว่า พระเจ้าทรงมีเหตุผลอย่างไรต่อทุกสิ่งที่เขากำลังเจออยู่'เพราะพระองค์ไม่ได้ฆ่าข้าพเจ้าเสียตั้งแต่ในครรภ์ ให้มารดาของข้าพเจ้าเป็นหลุมฝังศพของข้าพเจ้า และครรภ์นั้นจะได้โตอยู่เป็นนิตย์ ทำไมข้าพเจ้าจึงออกจากครรภ์ มาเห็นความลำบากและความทุกข์ และวันคืนของข้าพเจ้าก็หมดสิ้นไปในความอับอาย?' เยเรมีย์ 20:17-18คำถามของเยเรมีย์คือ ทำไม? ซึ่งเราจะเห็นว่า พระเจ้าก็ไม่ได้ตอบคำถามของเยเรมีย์ และนี่เป็นสิ่งที่เราอาจต้องเรียนรู้กับพระเจ้า เพราะเมื่อเราทุกข์ เรามักต้องการคำตอบว่า ทำไม? เราต้องการรู้ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร และต้องการรู้ว่าเรื่องราวนี้จะจบลงเมื่อไร หากวันนี้เรากำลังอยู่ในสถานการณ์แบยนี้ ขอให้เรากลับมายืนอยู่ในพระสัญญาของพระเจ้าว่า พระองค์ทรงอยู่กับเรา และพระองค์ทรงรู้จักเรา เราอาจจะมีคำถามกับพระเจ้าว่า ทำไม? นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะผู้เขียน สดุดี 13:1 ก็เคยร้องกับพระเจ้าว่า 'ข้าแต่พระยาห์เวห์ อีกนานเท่าใด? พระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เป็นนิตย์หรือ? พระองค์จะซ่อนพระพักตร์จากข้าพระองค์นานเท่าใด? ' และแม้แต่พระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน พระองค์ก็ทรงร้องเรียกพระบิดาจากสดุดี 22:1 ว่า “พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?…”คำตรัสของพระเยซูบนไม้กางเขนมีความหมายเฉพาะเจาะจงถึงการทรงแบกรับความบาปและการถูกทอดทิ้งในเวลาที่พระองค์ทรงถวายพระองค์เองเพื่อเรา แต่สิ่งนี้ก็ทำให้เราเห็นว่า พระเจ้าทรงรับฟังเสียงของผู้ที่กำลังทุกข์ใจ ในขณะเดียวกัน เราได้เห็นว่าในพระคริสต์ เรามีพระผู้ช่วยให้รอดผู้ที่เข้าใจความทุกข์ทรมานของมนุษย์อย่างแท้จริง หากวันนี้เรามีคำถามว่า “ทำไม?” เราไม่จำเป็นต้องซ่อนคำถามนี้จากพระเจ้า เราสามารถนำความเจ็บปวด น้ำตา ความสับสน และสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจมาร้องทูลพระองค์ได้เราอาจไม่เข้าใจพระองค์ทั้งหมด และยังไม่เห็นคำตอบของปัญหา แต่เรายังสามารถไว้วางใจพระองค์และนำทุกสิ่งมาหาพระองค์ได้ และเมื่อเราไม่มีคำอธิบายสำหรับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ขอให้เรายึดมั่นในความจริงที่เรารู้แน่นอนว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเรา พระองค์ทรงรู้จักเรา และพระองค์ไม่เคยหยุดเป็นพระเจ้าของเรา ความทุกข์อาจจะทำให้เราไม่เข้าใจว่าทำไมพระเจ้าอนุญาตให้เรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นกับเรา แต่เราสามารถนำทุกความเจ็บปวดและทุกคำถามมาเข้าเฝ้าพระเจ้าได้ แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจพระองค์ทั้งหมด พระเจ้าก็ยังทรงอยู่กับเราและพระองค์ทรงรู้จักเราอย่างแท้จริงวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่170) จงนิ่งเสียที!

    Play Episode Listen Later Sep 16, 2026 5:07


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่170)จงนิ่งเสียที!“จงนิ่งเสีย และรู้เถิดว่า เราคือพระเจ้า เราเป็นที่ยกย่องท่ามกลาง บรรดาประชาชาติ เราเป็นที่ยกย่องในแผ่นดินโลก”~สดุดี 46:10 THSV11“He says, “Be still, and know that I am God; I will be exalted among the nations, I will be exalted in the earth.””~Psalms 46:10 NIVมีคำกล่าวว่า“จงนิ่ง ไม่ใช่เพราะปัญหาเล็ก แต่เพราะพระเจ้าทรงใหญ่กว่าปัญหานั้น” (Be still, not because the problem is small, but because God is greater than the problem.)พระธรรมสดุดี 46:10 ข้อนี้ ยืนยันความจริงข้างต้นนั้นอย่างไรบ้าง?​“จงนิ่งเสีย” (Be still)คำว่า “นิ่ง” ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงความเงียบทางกาย แต่หมายถึงการหยุดการดิ้นรน และหยุดความพยายามที่จะควบคุมสถานการณ์ด้วยกำลังของตนเองและการรู้จักวางภาระลงต่อพระพักตร์ของพระเจ้าแทน“จงนิ่งเสีย” ไม่ได้หมายความว่า​“ไม่มีปัญหา“2“ไม่ต้องทำอะไร”คือปล่อยปัญหาไว้โดยไม่ทำอะไรเลยแต่หมายความว่า“ในท่ามกลางปัญหาหรือสถานการณ์ที่ดูเหมือนควบคุมไม่ได้จงหยุดตื่นตระหนก เพราะพระเจ้ายังคงทรงเป็นพระเจ้าจงนิ่งสงบต่อพระเจ้า แล้วจึงทำสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้เราทำ”ตัวอย่างเช่นเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในคริสตจักร ~เราต้องไม่ “นิ่ง” ด้วยการหลีกหนีปัญหา หรือไม่ตัดสินใจ แต่~เราต้องหยุดความโกรธ หยุดการตอบโต้ และ~เราต้องกลับไปแก้ปัญหาด้วยความจริงและความรัก~เราต้องหยุดออกอาการเร่งรีบจนลนลาน แต่~เราต้องอธิษฐานวิงวอนและแสวงหาพระเจ้า และ~เราต้องตัดสินใจอย่างมีสติปัญญา~เราไม่ได้“นิ่ง” เพราะหมดหวัง แต่~เราหยุดความกลัวและ~เรามอบสิ่งที่ควบคุมเหล่านั้นไม่ได้ไว้กับพระเจ้าดังนั้น“จงนิ่ง” จึงไม่ได้หมายความว่า “อย่าทำอะไร” แต่หมายถึง “อย่าดิ้นรนโดยปราศจากพระเจ้า!”ด้วยเหตุนี้เอง ในท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ผู้เขียนพระธรรมตอนนี้ จึงประกาศว่า“พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของเรา” (ข้อ 1)​“และรู้เถิดว่า เราคือพระเจ้า” ( and Know that I am God)คำว่า “รู้” ไม่ใช่เพียงการรู้ข้อมูลเกี่ยวกับพระเจ้า แต่เป็นการรู้จักผ่านประสบการณ์ จึงตระหนัก ยอมรับ และวางใจในความจริงว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า “เราคือพระเจ้า” หมายความว่า~พระองค์ทรงรู้มากกว่าที่เรารู้~พระองค์ทรงเห็นกว้างไกลมากกว่าที่เราเห็น~พระองค์ทรงควบคุมสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้~พระองค์ไม่ทรงสูญเสียการควบคุมเพียงเพราะชีวิตของเรากำลังวุ่นวายดังนััน เราจึงไม่ควรทำตัวเป็น “พระเจ้า” เสียเอง!นี่เป็นหัวใจสำคัญของพระธรรมข้อนี้ ก็คือ​ความสงบไม่ได้เกิดจากการที่เราควบคุมทุกสิ่งได้ แต่​ความสงบเกิดจากการที่เรารู้ว่าพระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่ง3“เราเป็นที่ยกย่องท่ามกลางบรรดาประชาชาติ”จุดศูนย์กลางของข้อพระธรรม ไม่ใช่ความสุขสบายของมนุษย์ แต่คือพระสิริของพระเจ้าพระเจ้าทรงประกาศว่า พระองค์จะได้รับการยกย่องท่ามกลางประชาชาติและทั่วแผ่นดินโลกสิ่งนี้เปลี่ยนมุมมองของเราอย่างมาก จาก“ข้าแต่พระเจ้า ทำไมพระองค์ไม่ทำอย่างที่ข้าพระองค์ต้องการ?”เป็น“ข้าแต่พระเจ้า ในสถานการณ์นี้ ข้าพระองค์จะถวายพระเกียรติแด่พระองค์ได้อย่างไร?”พี่น้องที่รักคุณเห็นด้วยแล้วหรือไม่ว่า“ความสงบสันติไม่ได้มาจากการได้ควบคุมทุกสิ่งแต่มาจากการรู้ว่าผู้ใดควบคุมทุกสิ่งไว้!”(Peace does not come from controlling everything, but from knowing Who is in control.)…ช่วย บอกที!…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 17กันยายน2026(ตอนที่ 170ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ชีวิตแห่งการนมัสการ Ep.1743

    Play Episode Listen Later Sep 16, 2026 4:16


    พระธรรมนำชีวิตตอน ชีวิตแห่งการนมัสการ Ep.1743ในชีวิตของเรามีหลายวันที่เรารู้สึกว่าอยากร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เพราะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้น แต่ก็มีบางวันที่ความทุกข์ทำให้เราไม่อยากร้องเพลงนมัสการพระเจ้า หรือแม้แต่ไม่อยากพูดอะไรกับใคร ที่ผ่านมาเราเห็นเยเรมีย์ในช่วงเวลาที่หนักหน่วงสุด ในข้อ 11-12 เขากลับหันมามองพระเจ้าและมั่นใจว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเขา และมั่นใจว่า พระเจ้าทรงรู้จักเขาอย่างแท้จริง เยเรมีย์จึงนำเรื่องราวของเขามอบไว้กับพระเจ้า และไม่แก้แค้นด้วยตัวเอง วันนี้ในข้อ 13 เราจะได้เห็นการตอบสนองที่น่าสนใจของเยเรมีย์ เมื่อเขานำความเจ็บปวดและเรื่องราวของเขามามอบไว้กับพระเจ้า'จงร้องเพลงถวายพระยาห์เวห์ จงสรรเสริญพระยาห์เวห์ เพราะว่าพระองค์ทรงช่วยกู้ชีวิตผู้ขัดสน ให้พ้นจากมือของผู้ทำความชั่วร้าย ' เยเรมีย์ 20:13จากเสียงคร่ำครวญ กลับกลายเป็นเสียงสรรเสริญ เยเรมีย์ไม่ได้บอกว่า ปัญหาทุกอย่างหายไปแล้ว หรือทุกคนหยุดต่อต้านเขาแล้ว แต่ท่าทีของเขาเปลี่ยนไป เพราะเขาหันกลับมามองพระเจ้า เยเรมีย์จึงสามารถสรรเสริญพระเจ้าได้ แม้เขายังอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก ขอพระเจ้าเมตตานำให้เราที่เราจะรู้ว่า การนมัสการพระเจ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่ามันดีหรือไม่ดี แต่เหตุผลที่เรานมัสการพระเจ้า เพราะเรารู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใด ขอให้เราเรายังคงร้องเพลงนมัสการแม้ในวันที่เรายังไม่เห็นคำตอบ เยเรมีย์ไม่ได้แกล้งทำเป็นไม่ทุกข์ เพราะในข้อต่อไปเขาก็ยังกลับไปคร่ำครวญต่อพระเจ้าอย่างตรงไปตรงมาความเชื่อไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีน้ำตา แต่หมายความว่า แม้ในวันที่เรายังมีน้ำตาเราก็ยังหันหน้าเข้าหาพระเจ้า อธิษฐาน อ่านพระวจนะ และร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์อยู่ การนมัสการไม่ใช่การบอกว่า ทุกอย่างในชีวิตดี แต่คือการยอมรับว่า แม้ว่าทุกอย่างจะยังไม่ดีขึ้น แต่พระเจ้าของเรายังคงดีอยู่เสมอ และพรองค์ยังคงทรงสมควรได้รับการสรรเสริญ'ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระยาห์เวห์ ตราบเท่าที่ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสดุดีพระเจ้าของข้าพเจ้า ขณะที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ' สดุดี 146:2เราอาจยังไม่รู้ว่าปัญหาที่กำลังเจอนั้นจะจบลงอย่างไร เราอาจยังไม่ได้รับคำตอบ แต่ขอให้เราเชื่อและมั่นใจว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเรา มั่นใจว่าพระองค์ทรงรู้จักเรา และขอให้เรามอบปัญหาทุกอย่างไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า หากหัวใจของเรากำลังหนัก ขอให้เราหันกลับมาหาพระเจ้าเหมือนเยเรมีย์ นำความเจ็บปวด นำคำถาม นำสิ่งที่ไม่เข้าใจมาหาพระเจ้า แล้วให้เราขอพระวิญญาณของพระเจ้าประทานกำลังให้ใจและปากของเราจะเปล่งเสียงสรรเสริญพระเจ้าออกมาได้เสมอ ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจ ขอให้เรายังคงยึดมั่นในพระเจ้า ไปจนสุดทางกับพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่169) พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำอะไร?

    Play Episode Listen Later Sep 15, 2026 5:06


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่169)พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำอะไร?“ผู้ทรงช่วยเราให้รอด และทรงเรียกเราด้วยการทรงเรียกอันบริสุทธิ์ ไม่ใช่ตามการกระทำของเรา แต่ตามพระประสงค์และพระคุณของพระองค์เอง คือพระคุณที่ประทานแก่เราในพระเยซูคริสต์ก่อนเริ่มต้นของกาลเวลา”~2 ทิโมธี 1:9 THSV11“God saved us and called us to be holy, not because of what we had done, but because of his own plan and kindness. Before the world began, God planned that Christ Jesus would show us God's kindness.”~2 Timothy 1:9 GWมีคำเขียนไว้ว่า“พระเจ้าทรงเรียกเราไม่ได้เพียงให้ทำงานของพระองค์ แต่ให้เติบโตเป็นคนของพระองค์”(God calls us not only to do His work, but to become His people.)ให้เรามาดูว่า “การทรงเรียก” (Calling) คืออะไร?"การทรงเรียก"คือ"การที่พระเจ้าเข้าหา เรียกเราให้ดำเนินชีวิตใน ‘ความสัมพันธ์ที่สนิทชิดเชื้อกับพระองค์' เพื่อเป็นของพระองค์ คิด ทำตามรับใช้ตามบทบาทที่ได้รับมอบหมาย ให้เป็นตามพระประสงค์ของพระเจ้า ควบคู่ไปกับการ ‘ใช้ชีวิตอย่างเติบโตเกิดผล' ในพื้นที่ที่พระองค์ทรงวางเราไว้ ไม่ว่าเราจะทำอาชีพหรือพันธกิจอะไร“แล้วการทรงเรียกมีกี่ประเภท?การทรงเรียก มี 2 ประเภท คือ​การทรงเรียกทั่วไป(General Calling)คือสิ่งที่คริสเตียนทุกคนได้รับเหมือนกัน อาทิ1).พระเจ้าทรงเรียกทุกคนให้มาหา มีความสัมพันธ์กับพระคริสต์และเชื่อในพระเยซูคริสต์และรับความรอด“พระเจ้าทรงเป็นผู้ซื่อสัตย์ พระองค์ทรงเรียกพวกท่านให้สัมพันธ์สนิทกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”~1 โครินธ์ 1:9 THSV112).พระเจ้าทรงเรียกทุกคนที่เชื่อพระคริสต์ให้เป็นคนบริสุทธิ์ “เพราะพระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกเราให้เป็นคนลามก แต่ทรงเรียกให้เป็นคนบริสุทธิ์”~1 เธสะโลนิกา 4:7 THSV11“แต่พระองค์ผู้ทรงเรียกพวกท่านนั้นบริสุทธิ์อย่างไร พวกท่านเองก็จงเป็นคนบริสุทธิ์ในชีวิตทุกด้านอย่างนั้น”~1 เปโตร 1:15 THSV113).พระเจ้าทรงเรียกให้เราเป็นไทจากเป็นทาสของบาป มาเป็นทาสของพระคริสต์“เพราะว่าผู้ใดที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียก เมื่อยังเป็นทาส ผู้นั้นเป็นเสรีชนขององค์พระผู้เป็นเจ้า ในทำนองเดียวกันคนที่ได้รับการทรงเรียกเมื่อเป็นไท คนนั้นเป็นทาสของพระคริสต์”~1 โครินธ์ 7:22 THSV114).พระเจ้าทรงเรียกเราให้มีเสรีภาพที่จะรับใช้กันและกันด้วยความรัก“พี่น้องทั้งหลาย เพราะว่าท่านถูกเรียกให้มีเสรีภาพ ขอแต่เพียงอย่าถือโอกาสใช้เสรีภาพเพื่อทำตามเนื้อหนังแต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด”~กาลาเทีย 5:13 THSV11​การทรงเรียกเฉพาะ(Specific Calling)คือการทรงเรียกที่เกี่ยวข้องกับ บทบาท พันธกิจ งาน อาชีพ สถานที่ ช่วงเวลา หรือความรับผิดชอบเฉพาะเจาะจง ในชีวิตของคนหนึ่งคนใด อาทิ1).โมเสส — ถูกเรียกให้นำอิสราเอลออกจากอียิปต์(อพยพ 3)2).ซามูเอล — ถูกเรียกให้เป็นผู้เผยพระวจนะ(1 ซามูเอล 3)3).อิสยาห์ — ได้รับนิมิตและตอบสนองต่อพระราชกิจของพระเจ้า(อิสยาห์ 6:8)4).เปาโล — ได้รับมอบหมายให้นำข่าวประเสริฐไปยังคนต่างชาติ(กิจการ 9:15; 13:2)5).เอสเธอร์ —ถูกวางไว้ในสถานการณ์ที่นำไปสู่ภารกิจสำคัญ “เพื่อเวลาเช่นนี้”(เอสเธอร์ 4:14)อย่างไรก็ตาม การทรงเรียกไม่ได้จำเป็นต้องมาในรูปแบบเดียวกันพี่น้องที่รักวันนี้ พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำอะไรอย่างเฉพาะเจาะจงบ้าง?ขอช่วยเล่าให้ฟังสักหน่อย…จะได้ไหม?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 16กันยายน2026(ตอนที่ 169ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่168) พระเจ้าทรงเรียกคุณ?

    Play Episode Listen Later Sep 14, 2026 5:45


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่168)พระเจ้าทรงเรียกคุณ?“เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าผู้เป็นนักโทษโดยเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอวิงวอนพวกท่านให้ดำเนินชีวิตสมกับการทรงเรียกที่ท่านได้รับการทรงเรียกมานั้น”~เอเฟซัส 4:1 THSV11“As a prisoner for the Lord, then, I urge you to live a life worthy of the calling you have received.“~Ephesians 4:1 NIVอาจารย์ เปาโล กล่าวถึง“การทรงเรียก (Calling)” ในข้อนี้ ท่านไม่ได้พูดเพียงว่า“พระเจ้าทรงเรียกท่านให้ทำอะไร” แต่ท่านเน้นว่า ” เราควรดำเนินชีวิตอย่างไรให้สมกับการทรงเรียกนั้น!”พระคัมภีร์ข้อนี้ สอนอะไรเราบ้าง?​ “เพราะฉะนั้น”คำว่า “เพราะฉะนั้น” สำคัญมากในเอเฟซัสบทที่ 1–3 เปาโลพูดถึง สิ่งที่พระเจ้าทรงทำเพื่อเรา=พระพรที่เราได้รับ ก่อนที่บทที่4~6 เปาโลจะพูดถึง สิ่งที่เราควรทำเพื่อพระองค์และคนอื่นๆบทที่ 1–3 กล่าวถึง “อัตลักษณ์”(Identity )ว่าเราเป็นใครในพระคริสต์?บทที่ 4–6 กล่าวถึง“ พฤติกรรม”(Conduct) ว่าเราควรดำเนินชีวิตอย่างไร?พระเจ้าทรงเรียกเรา และทรงประทานพระคุณแก่เราแล้ว ไม่ใช่ให้เราทำดีเพื่อแลกกับการทรงเรียกหรือความโปรดปรานจากพระองค์ดังนั้น“การทรงเรียก”( Calling ) จึงไม่ได้เริ่มต้นที่คำถามว่า“พระเจ้าจะให้ฉันทำอะไร?”แต่ควรเริ่มต้นด้วย“พระเจ้าทรงทำอะไรให้ฉัน และพระองค์ทรงเรียกฉันให้เป็นคนแบบไหน?”เอเฟซัส 4:1 เป็นข้อที่ทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ของจดหมายเอเฟซัส คือเปลี่ยนจากคำสอนเรื่องการทรงเรียก ความรอดและพระคุณ ในบทที่ 1–3 มาสู่การปฏิบัติให้สอดคล้องกับสิ่งที่ได้รับนั้นทั้งต่อพระเจ้าและมนุษย์คนอื่นๆ ในบทที่ 4–6​ “ข้าพเจ้าผู้เป็นนักโทษโดยเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า”เปาโลเขียนจดหมายนี้ในขณะถูกจำคุกเพราะประกาศข่าวดีและรับใช้พระคริสต์ ท่านไม่ได้อ้างสิทธิอำนาจแบบบังคับ แต่วิงวอนในฐานะผู้ทนทุกข์เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า วลีนี้แสดงทั้งความถ่อมใจ ความรัก และความผูกพันกับพระคริสต์​ “ขอวิงวอนพวกท่าน”เปาโลอ้อนวอน ไม่ใช่สั่งแบบเผด็จการ เปาโลขอร้องด้วยใจอ่อนโยน เพื่อให้ผู้เชื่อตอบสนองด้วยความสมัครใจ​ “ให้ดำเนินชีวิตสมกับการทรงเรียกที่ท่านได้รับการทรงเรียกมานั้น”1).“ดำเนินชีวิต” ในที่นี้หมายถึงวิถีชีวิตประจำวัน ทั้งคำพูด ทัศนคติ ความสัมพันธ์ การงาน และการตัดสินใจ2).“สมกับ” หมายถึง สอดคล้อง กลมกลืน ไม่ขัดกับตัวตนที่แท้จริงของเราในพระคริสต์3).“การทรงเรียก” หมายถึง การที่พระเจ้าทรงเรียกเรามาโดยพระคุณ ให้เป็นบุตรของพระเจ้า เป็นคนบริสุทธิ์ เป็นส่วนของพระคริสต์และเป็นสมาชิกในกายเดียวกันคือคริสตจักรพระคัมภีร์ข้อนี้ไม่ได้สอนว่า “ทำดีเพื่อจะได้รับความรอด” แต่สอนว่า “เพราะได้รับความรอดแล้ว จึงดำเนินชีวิตให้สมกับความรอดนั้น” เป็นการตอบสนองด้วยความสำนึกในพระคุณ ไม่ใช่เพื่อแลกความรักของพระเจ้าดังนั้น “สมกับการทรงเรียก” จึงไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องศีลธรรมส่วนตัว แต่รวมถึงความรักและเอกภาพในคริสตจักรที่เราแต่ละคนต้องร่วมกันรักษาด้วยดังนั้น พี่น้องที่รักขอให้เราทำดังนี้ คือ ตรวจสอบดูว่า~ชีวิตของเราสอดคล้องกับการทรงเรียกให้เราเป็นบุตรของพระเจ้าไหม?~ชีวิตของเราเลือกความถ่อมใจ ความอดทน และความรัก เพื่อรักษาเอกภาพไหม?~ชีวิตของเรา พร้อมกลับใจใหม่และพึ่งพระคุณของพระเจ้าในยามที่เราผิดพลาดไหม?~ชีวิตของเรา ดำเนินแบบเป็นพยานถึงพระคริสต์และเป็นพรต่อคนในชุมชนไหม?ขอให้เรามั่นใจว่า พระเจ้าทรงเลือกและเรียกเราแล้ว ฉะนั้น เราควรกระทำ ดังนี้“พระเจ้าทรงเรียกเรา ไม่เพียงให้ทำบางสิ่งเพื่อพระองค์ แต่ให้เราเป็นบางคนเพื่อพระองค์และคนอื่นๆด้วย!”(God calls us not only to do something for Him, but to become someone for Him and others.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 15กันยายน2026(ตอนที่ 168ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ยึดติดอยู่กับอะไร? Ep.1741

    Play Episode Listen Later Sep 14, 2026 4:26


    พระธรรมนำชีวิตตอน ยึดติดอยู่กับอะไร? Ep.1741ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นในชีวิตมักผูกติดอยู่กับสถานการณ์ หากเป็นเรื่องดี ๆ เราก็มีความสุข สนุก แต่หากเป็นเรื่องที่ไม่ดี โดนทำร้าย ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็เป็นความทุกข์ใจ การบาดเจ็บทั้งใจและกาย ไม่ว่าสถานการณ์จะทำให้เรารู้สึกอย่างไรก็ตาม ขอเราอย่าเอาตัวเองไม่ผูกติดอยู่กับความรู้สึกที่อ่อนไหวแต่ให้เราปักหลักอยู่ในพระเจ้าผู้เป็นความจริงเมื่อวานนี้เราได้เห็นความท้อใจของเยเรมีย์ เขาเจ็บปวดและเหนื่อยอยากมาก เยเรมีย์ถึงกับอยากจะหยุดพูดในพระนามของพระเจ้า แต่เขาไม่สามารถหยุดพูดได้ วันนี้ เยเรมีย์ 20:11 ทำให้เราเห็นว่ส เยเรมีย์หยุดมองตัวเองแล้วฝกลับมามองที่พระเจ้า เพราะเขารู้ว่า ในการถูกทำร้ายและต่อต้านนั้น เขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่พระเจ้าผู้ทรงน่าเกรงขามทรงอยู่กับเขาด้วย'แต่พระยาห์เวห์ทรงอยู่กับข้าพเจ้าดังนักรบที่น่าเกรงขาม เพราะฉะนั้น บรรดาผู้ข่มเหงข้าพเจ้าจะสะดุด พวกเขาจะไม่ชนะข้าพเจ้า เขาจะอับอายอย่างยิ่ง เพราะเขาทำไม่สำเร็จ ความอัปยศอดสูเป็นนิตย์ของเขานั้น จะไม่มีวันถูกลืม ' เยเรมีย์ 20:11ในข้อนี้ เยเรมีย์เริ่มต้นด้วยความว่า แต่ ซึ่งทำให้เราเห็นว่า ในขณะที่ยังรู้สึกที่เจ็บปวดนั้น ก็มีความจริงว่า พระเจ้าทรงอยู่ด้วย คำว่า “นักรบที่น่าเกรงขาม” ในภาษาเดิมหมาย ถึงผู้ที่น่าเกรงขาม มีอำนาจ และน่าสะพรึงกลัว ศัตรูในข้อ 10 อาจดูน่ากลัวแต่ในข้อ 11 เยเรมีย์ยังยืนอยู่ในความจริงของพระเจ้าว่า พระเจ้าผู้ทรงอยู่กับเขานั้นคือผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่า นี่เป็นพระสัญญาในการทรงเรียเยเรมีย์ตั้งแต่แรกในเยเรมีย์ 1:19 “เขาจะต่อสู้กับเจ้า แต่จะไม่ชนะเจ้า เพราะเราอยู่กับเจ้าเพื่อช่วยกู้เจ้า” พระเจ้าไม่ได้บอกว่าจะไม่มีศัตรู หรือจะไม่มีการต่อต้าน และไม่ได้บอกว่าทุกอย่างจะง่าย แต่พระเจ้าตรัสว่า พระองค์จะอยู่กับเขา หากเราต้องเจอคนที่ต่อต้าน หากเราถูกเข้าใจผิด ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ขออย่าให้ปัญหาและความรู้สึกที่เกิดขึ้นกลายเป็นสิ่งที่กำหนดความจริงในชีวิตของเรา แต่ให้เราหันกลับมามองพระสัญญาของพระเจ้าว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเรา และอย่าลืมว่า การที่เรามองไม่เห็นทางออก ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่ได้อยู่กับเรา 'พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของเรา เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก ' สดุดี 46:1หากวันนี้เรากำลังบาดเจ็บ ขอให้เราอย่าเดินออกจากพระเจ้า แต่ขอให้เราใช้เวลาอยู่กับพระองค์ อธิษฐาน อ่านพระวจนะของพระเจ้า และร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ เพื่อเราจะยังคงระลึกได้อยู่เสมอว่า พระเจ้าทรงเป็นกำลัง เป็นที่ลี้ภัย และพระองค์ทรงเป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในวันที่เรายากลำบาก ขอพระเจ้านำให้เราจะปักหลักยืนอยู่ในความจริงของพระเจ้า พระองค์ทรงอยู่กับเราผมต้องขออภัยด้วย เมื่อลงลึกในเนื้อหาของคำอธิษฐานแล้ว ผมน่าจะเพิ่มมาอีกสัก 2-3 ตอนแน่ ๆ เลยครับ ตอนนี้ยังไม่แน่ใจ ขอพระเจ้าอวยพระพรเราทุกคนครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่167) คุณธรรมนำชีวิต(5)

    Play Episode Listen Later Sep 13, 2026 4:25


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่167)คุณธรรมนำชีวิต(5)“ด้วยเหตุนี้เอง พวกท่านจงพยายามอย่างที่สุดที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อของพวกท่าน เอาความรู้เพิ่มคุณธรรม”~2 เปโตร 1:5 THSV11“Do your best to improve your faith by adding goodness, understanding,”~2 Peter 1:5 CEVอาจารย์ เปโตร อัครสาวกของพระเยซูคริสต์กล่าวว่า“ด้วยเหตุนี้เอง พวกท่านจงพยายามอย่างที่สุดที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อของพวกท่านเอาความรู้เพิ่มคุณธรรม เอาการควบคุมตัวเองเพิ่มความรู้ เอาความทรหดอดทนเพิ่มการควบคุมตัวเอง และเอาความยำเกรงพระเจ้าเพิ่มความทรหดอดทน เอาความรักฉันพี่น้องเพิ่มความยำเกรงพระเจ้า และเอาความรักเพิ่มความรักฉันพี่น้อง”~2 เปโตร 1:5-7 THSV11ในพระธรรมตอนนี้ อ.เปโตรเน้น ให้เอา​”คุณธรรม“ เพิ่ม“ความเชื่อ” และ​“ความรู้”เพิ่ม“คุณธรรม“เราต้องเข้าใจว่า ความเชื่อที่แท้จริงไม่ได้หยุดอยู่ที่การ “เชื่อ” ความเชื่อจึงต้องมี “ผลลัพธ์” ออกมาเป็นชีวิตที่เติบโตออกมาอย่าง1).มีคุณธรรม 2).มีความรู้ และ3).มีลักษณะเหมือนพระคริสต์มากขึ้นคำว่า“ คุณธรรม ”(Virtue / Goodness) หมายถึงลักษณะความดี ความเป็นเลิศทางศีลธรรม ความกล้าที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องคำว่า” ความรู้ “(Knowledge) ในบริบทนี้หมายถึง ความเข้าใจที่นำไปสู่การดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องโดยรู้ว่าอะไรดี อะไรผิด และรู้ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไรให้สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้าดังนั้น เราต้องเชื่อให้ถูก → ใช้ชีวิตให้ดี → เรียนรู้ให้ลึก → และนำความรู้นั้นกลับมาพัฒนาชีวิตให้มีคุณธรรมมากยิ่งๆขึ้นเราได้พูดถึงคุณธรรมที่เราควรมีเหล่านี้ ไปแล้วคือ“เคารพพี่ ให้เกียรติเพื่อน คอยเตือนน้องรักพวกพ้อง สามัคคี มีเหตุผลร่วมทุกข์สุข ทุกที่หมาย คล้ายญาติตนความสุขล้น เกิดขึ้นได้ ในการงาน”“ไม่ลำเอียง เที่ยงธรรม น้อมนำจิตทุกความคิด เปิดใจรับ สมัครสมานรู้ถ่อมตน เป็นคนสู้ ไม่อู้งานไม่หักหาญ บั่นไมตรี มีให้กัน”“ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อนไม่บิดเบือน ความเป็นจริง ทุกสิ่งสรรค์ติเตียนได้ ไม่โกรธ อาฆาตกันไม่แก้ตัว โดยหัน ไปโทษใคร”“ไม่ลุแก่ โทสะ พาวิกฤตทุกปัญหา ร่วมกันคิด ช่วยแก้ไขมีเมตตา กรุณา อยู่ในใจ ทั้งน้อยใหญ่ จะนอบน้อม พร้อมศรัทธา”พี่น้องที่รักคุณธรรมข้อใดที่ปรากฎเด่นชัดที่สุดในชีวิตและการทำงานของคุณ?…บอกหน่อยได้ไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 14กันยายน2026(ตอนที่ 167ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่166) คุณธรรมนำชีวิต(4)

    Play Episode Listen Later Sep 12, 2026 5:37


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่166)คุณธรรมนำชีวิต(4)“ด้วยเหตุนี้ท่านจงพยายามทุกวิถีทางที่จะเพิ่มความดีเข้ากับความเชื่อ เพิ่มความรู้เข้ากับความดี”~2เปโตร 1:5 TNCV“For this very reason, make every effort to supplement your faith with goodness, goodness with knowledge,”~2 Peter 1:5 CSB“”คุณธรรม“หมายถึง“คุณงามความดีที่อยู่ในจิตใจของบุคคล เป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีงามและถูกต้อง ทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคม”หรือพูดสั้นๆ “คุณธรรม”คือ ”ความดีภายในจิตใจที่แสดงออกมาเป็นการกระทำที่ดี““คุณธรรม” มีองค์ประกอบสำคัญ คือ​เป็นนามธรรม — อยู่ภายในจิตใจ ไม่สามารถจับต้องได้ แต่สังเกตได้จากการกระทำ​เป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ — เกิดจากการอบรมสั่งสอน การปลูกฝัง และการปฏิบัติซ้ำจนเป็นนิสัย​เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความถูกต้องดีงาม — ยึดหลักศีลธรรม จริยธรรม และความยุติธรรม​เป็นสิ่งที่แสดงออกผ่านการกระทำ — เช่น ความซื่อสัตย์ ความเมตตา ความรับผิดชอบและ ความเสียสละวันนี้ ให้เรามาพิจารณาดู และชื่นชมกับคุณธรรมชุดสุดท้าย ในบทกลอนนี้ “ไม่ลุแก่ โทสะ พาวิกฤตทุกปัญหา ร่วมกันคิด ช่วยแก้ไขมีเมตตา กรุณา อยู่ในใจ ทั้งน้อยใหญ่ จะนอบน้อม พร้อมศรัทธา”ให้เรามาดูว่า คุณธรรมเหล่านี้ สอดคล้องกับพระคัมภีร์อย่างไรบ้าง?​“ไม่ลุแก่ โทสะ พาวิกฤต”ที่เน้นคุณธรรมในเรื่องการควบคุม และเหนี่ยวรั้งตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์โกรธ ไม่ให้มันสร้างความเสียหายแก่ผู้ใดรวมทั้งแก่ตัวเอง และคนใกล้ตัวมีพระคัมภีร์อ้างอิงถึงดังนี้“คนโกรธช้าก็มีความเข้าใจมาก แต่คนใจร้อนยกชูความโง่”~สุภาษิต 14:29“จงช้าในการโกรธ เพราะความโกรธของมนุษย์ไม่ได้ทำให้เกิดความชอบธรรมของพระเจ้า”— ยากอบ 1:19–20คุณธรรม ข้อนี้เหมาะมากกับการทำงานร่วมกัน เพราะ หลายครั้งปัญหาไม่ได้ใหญ่เท่ากับอารมณ์ของคนที่กำลังแก้ปัญหา ซึ่งสร้างความเสียหายมากกว่า​“ทุกปัญหา ร่วมกันคิด ช่วยแก้ไข”ที่เน้นคุณธรรมในเรื่องการร่วมมือและการแบกรับภาระในการช่วยเหลือกัน“จงช่วยกันแบกภาระของกันและกัน และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ธรรมบัญญัติของพระคริสต์สำเร็จ”~กาลาเทีย 6:2คุณธรรมข้อนี้เน้นหลักการในการ “แก้ปัญหาด้วยกัน ไม่ใช่โยนปัญหาให้กัน”​“มีเมตตา กรุณา อยู่ในใจ”ที่เน้นคุณธรรมในเรื่องการแสดงความเมตตา กรุณาต่อกันข้อนี้ตรงกับพระคัมภีร์อย่างมาก“เพราะฉะนั้น ในฐานะที่เป็นคนที่พระเจ้าทรงเลือก เป็นคนบริสุทธิ์และเป็นที่รัก จงสวมใจเมตตา ใจกรุณา ใจถ่อม…”~โคโลสี 3:12คุณธรรมในข้อนี้ จะทำให้สังคมของเราน่าอยู่มากขึ้น ​ “ทั้งน้อยใหญ่ จะนอบน้อม พร้อมศรัทธา”ที่เน้นคุณธรรมในเรื่องการทำดีในสิ่งที่รู้กันอยู่แล้ว จนเป็นที่ประจักษ์ และน่านับถือ และยังคงรักษาความดีนั้นอย่างยั่งยืนเป็นแบบอย่างและเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเจนใหม่ ที่จะปฏิบัติตามด้วยความนับถือศรัทธา“สอนบรรดาผู้ชายสูงอายุให้รู้จักประมาณตน มีความน่านับถือ มีสติสัมปชัญญะ มีความเชื่อที่ถูกต้อง มีความรัก และความทรหดอดทน”~ทิตัส 2:2 THSV11คุณธรรมข้อนี้ สะท้อนหลักการสำคัญว่า ผู้นำที่ดีไม่ได้ทำให้คนกลัว แต่ทำให้คนไว้วางใจพี่น้องที่รักคุณธรรมที่กล่าวถึงในบทกลอนทั้งหมดสรุปได้ว่าเราควรอยู่ร่วมกันด้วยความรัก รู้จักควบคุมอารมณ์ รู้จักคิดและทำสิ่งดีๆร่วมกัน และมีใจเมตตากรุณาต่อกันเสมอไป…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 13กันยายน2026(ตอนที่ 166ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน แม้จะอยากแต่ก็ไม่ถอย Ep.1740

    Play Episode Listen Later Sep 12, 2026 5:24


    พระธรรมนำชีวิตตอน แม้จะอยากแต่ก็ไม่ถอย Ep.1740ขอให้พระวจนะในวันนี้ รวมทั้งอีกทั้ง 2 วันข้างหน้าจะเป็นกำลังใจให้พวกเราทุกคนที่จะยังคงซื่อสัตย์ในงานที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้ ใน 3 ตอนต่อจากนี้เป็นคำอธิษฐานคร่ำครวญระบายความในใจของเยเรมีย์หลังจากที่เขาทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์กับพระเจ้า เขาโดนคนหมายจะเอาชีวิต และในต้นบทนี้เขาเพิ่งโดนเฆี่ยน และถูกจับใส่ขื่อจนถึงวันรุ่งขึ้น เยเรมีย์ 20:7–18 เยเรมีย์ได้ระบายทุกสิ่งออกมาต่อพระเจ้า แต่วันนี้เราจะดูสิ่งที่อยู่ในใจของเยเรมีย์ จากข้อ 7–10'ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระองค์ทรงหลอกลวงข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็ถูกหลอกลวง พระองค์ทรงมีกำลังยิ่งกว่าข้าพระองค์และพระองค์ทรงชนะ ข้าพระองค์เป็นที่ให้เขาหัวเราะวันยังค่ำ ทุกคนเยาะเย้ยข้าพระองค์ เพราะเมื่อข้าพระองค์พูด ข้าพระองค์ร้องให้ช่วย ข้าพระองค์ตะโกนว่า “ความทารุณและการทำลาย” เพราะว่าพระวจนะของพระยาห์เวห์ทำให้ข้าพระองค์ ถูกตำหนิและเยาะเย้ยตลอดวัน ' เยเรมีย์ 20:7-8นี่เป็นเวลาที่เยเรมีย์อ่อนแอทั้งใจและกายอย่างที่สุด จากข้อความแปลนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าเขากำลังกล่าวโทษพระเจ้า ว่าพระเจ้าโกหก แต่ความจริงแล้วความว่า หลอกลวงตรงนี้ในภาษาเดิมมีความหมายว่า ล่อลวง ชักจูง โน้มน้าว เกลี้ยกล่อม ชักนำ ซึ่งผมก็กลับไปเทียบเกือบทุกฉบับแปลใช้คำว่า หลอกล่วง มีเพียงฉบัยแปล 1940 ที่ใช้ว่า พระเจ้าทรงชักชวนข้าพเจ้า เยเรมีย์ก็ตอบรับคำเชิญชวนของพระเจ้า เยเรมีย์ยอมรับว่าพระเจ้าทรงมีกำลังยิ่งกว่าเขา และพระเจ้าทรงชนะเขา ในขณะที่เขารับใช้พระเจ้าผู้มีกำลังมาก และเป้นผู้ชนะ แต่สภาพที่เขาเจออยู่นั้น เขาถูกเยาะเย้ย และเขายังต้องพูดในสิ่งที่คนไม่อยากฟัง คือความทารุณและการทำลาย ความซื่อสัตย์ที่พูดสิ่งที่พระเจ้าสั่งให้พูดนั้น ทำให้เขาตกอยู่ในสภาพนี้ตลอดเวลา คำถามคือทำไม เยเรมีย์ไม่หยุด หรือลาออกจากหน้าที่นี้ คำตอบอยู่ใน'ถ้าข้าพระองค์จะกล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะไม่อ้างถึงพระองค์ หรือกล่าวในพระนามของพระองค์อีก” ก็มีสิ่งในใจของข้าพระองค์เหมือนไฟไหม้ อัดอยู่ในกระดูกของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็อ่อนเปลี้ยที่ต้องเก็บมันไว้ และข้าพระองค์ก็เก็บไว้ไม่ไหว ' เยเรมีย์ 20:9ไม่ใช่ว่าเยเรมีย์ไม่เคยอยากหยุด แต่เขาหยุดไม่ได้ เพราะการทรงเรียกของพระเจ้าชัดเจน เขาจึงไม่สามารถละทิ้งการประกาศพระวจนะของพระเจ้าที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เขาได้ เขายอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ชนะ หากเขาไม่พูดมันออกมามันเหมือนจะระเบิดอยู่ในใจ คำว่า ไฟที่อัดอยู่ในกระดูก สื่อถึงสิ่งที่อยู่ลึกภายในเยเรมีย์จนเขาไม่สามารถเก็บกดหรือหยุดมันไว้ได้ พระวจนะและการทรงเรียกของพระเจ้ายังคงอยู่ในตัวเขา เยเรมีย์จึงไม่สามารถละทิ้งหน้าที่ที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เขาได้ แม้ว่าเขาจะเจ็บปวดและอยากหยุด'ข้าพระองค์ได้ยินเสียงซุบซิบเป็นอันมาก “ความสยดสยองอยู่รอบด้าน ใส่ความเขา ให้เราใส่ความเขา” มิตรสหายที่คุ้นเคยทั้งสิ้นของข้าพระองค์ เฝ้าดูความล่มจมของข้าพระองค์กล่าวว่า “บางทีเขาอาจจะถูกหลอกลวง แล้วเราจะชนะเขา และทำการแก้แค้นเขาได้” ' เยเรมีย์ 20:10บางครั้งสิ่งที่ทำให้ผู้รับใช้เหนื่อย ไม่ใช่เพียงความยากของงาน แต่คือเสียงต่อต้าน การเยาะเย้ย และการถูกจับตามองจากคนรอบข้าง เสียงซุบซิบจากคนที่คุ้นเคยและอยู่รอบตัว คำเยาะเย้ยจากสิ่งที่คนอื่นพูดมักบั่นทอนกำลังใจของเราอยู่เสมอ คำว่า ‘ความสยดสยองอยู่รอบด้าน' ที่ปรากฏในข้อ 10 สะท้อนถ้อยคำที่เยเรมีย์เพิ่งประกาศแก่ปาชเฮอร์ในข้อ 3 และคนรอบตัวของเยเรมีย์กำลังเฝ้าดูความล่มจมของเขา เรื่องราวนี้เป็นกำลังใจเราทุกคนที่จะซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า เราไม่ควรตัดสินความสัตย์ซื่อของพระเจ้าหรือคุณค่าของการรับใช้จากสิ่งที่เรามองเห็นเพียงในเวลานี้ 'เพราะว่าเราดำเนินโดยความเชื่อ ไม่ใช่โดยสิ่งที่มองเห็น ' 2 โครินธ์ 5:7ขอให้เราเดินไปกับพระเจ้าด้วยความเชื่อ หยุดถูกหลอกด้วยสิ่งที่ตามองเห็น หรือสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเท่านั้น ขอให้เราวางใจพระเจ้า แม้เราจะยังไม่เห็นผลลัพธ์ทั้งหมด ให้เรามอบผลของการรับใช้ไว้กับพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์และทรงทำทุกสิ่งตามพระประสงค์และในเวลาของพระองค์ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่165) คุณธรรมนำชีวิต(3)

    Play Episode Listen Later Sep 12, 2026 5:12


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่165)คุณธรรมนำชีวิต(3)“ด้วยเหตุนี้ท่านจงพยายามทุกวิถีทางที่จะเพิ่มความดีเข้ากับความเชื่อ เพิ่มความรู้เข้ากับความดี”~2เปโตร 1:5 TNCV“For this very reason, make every effort to supplement your faith with goodness, goodness with knowledge,”~2 Peter 1:5 CSBคำว่า “คุณธรรม“ หมายความว่า” สภาพคุณงามความดี และคุณลักษณะทางบวกภายในจิตใจที่ถูกต้องดีงามซึ่งแสดงออกทางกาย วาจา และใจ จนกลายเป็นอุปนิสัยอันดี“วันนีั ให้เรามาใคร่ครวญบทกลอนท่อนหนึ่งที่กล่าวถึง คุณธรรม หรือ ความดีที่เราพึงมีในชีวิตของเรา ซึ่งมีเนื้อหา ดังนี้ “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อนไม่บิดเบือน ความเป็นจริง ทุกสิ่งสรรค์ติเตียนได้ ไม่โกรธ อาฆาตกันไม่แก้ตัว โดยหัน ไปโทษใคร”มีพระคัมภีร์ข้อใดบ้างที่สอดคล้องกับคุณธรรมเหล่านี้ ?​“ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดี และไม่พูดจาหรือทำร้ายกันเองมีพระคัมภีร์ที่สอนสอดคล้องกันหลายข้อ อาทิ“อย่าพูดให้ร้ายกันและกัน”~ยากอบ 4:11“คนที่เที่ยวพูดนินทาก็เปิดเผยความลับแต่คนที่ไว้ใจได้ย่อมปกปิดเรื่องนั้น”~สุภาษิต 11:13นี่คือ วัฒนธรรมแห่งความไว้วางใจ(culture of trust) ที่คนเราควรมีต่อกัน2 “ไม่บิดเบือน ความเป็นจริง ทุกสิ่งสรรค์ ”ที่เน้นคุณธรรมแห่งความจริงและความซื่อสัตย์“เพราะฉะนั้นจงเลิกพูดมุสาเสียและให้ทุกคนพูดความจริงกับเพื่อนบ้าน”~ เอเฟซัส 4:25“แต่พวกบุตรชายของท่านไม่ได้ดำเนินตามอย่างชีวิตของท่านพวกเขาบิดเบือนไปหารายได้ที่ผิด รับสินบน และบิดเบือนความยุติธรรม”~1 ซามูเอล 8:3 THSV11พระคัมภีร์ให้ความสำคัญมากกับการพูดความจริง เพราะความจริงสร้างความไว้วางใจ แต่การบิดเบือนทำลายความสัมพันธ์ ทำลายหลักการ และทำลายตนเอง​“ติเตียนได้ ไม่โกรธ อาฆาตกัน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งการยอมรับคำตักเตือนและรู้จักให้อภัยแก่กัน“คนที่รักการตักเตือนก็รักความรู้ แต่คนที่เกลียดการตักเตือนก็โง่”~สุภาษิต 12:1“จงอดทนต่อกันและกัน และถ้าใครมีเรื่องขุ่นเคืองกัน ก็จงยกโทษให้กัน”~โคโลสี 3:13คนที่เติบโตฝ่ายวิญญาณไม่ได้เป็นคนที่ ไม่เคยถูกตำหนิ แต่เป็นคนที่รับคำตักเตือนได้โดยไม่ปล่อยให้ความโกรธนั้นมาทำลายความสัมพันธ์​“ไม่แก้ตัว โดยหัน ไปโทษใคร”ที่เน้นคุณธรรมแห่งการไม่แก้ตัว และไม่โยนความผิดให้ผู้อื่น“เพราะฉะนั้น มนุษย์เอ๋ย ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร เมื่อท่านพิพากษาอีกคนหนึ่งนั้นท่านไม่มีข้อแก้ตัวเลย เพราะเมื่อพิพากษาเขา ก็ได้ลงโทษตัวเองด้วย เพราะว่าท่านที่ตัดสินเขาก็ยังประพฤติอยู่อย่างเดียวกับเขา”~โรม 2:1 THSV11“ถ้าเรากล่าวว่าเราไม่ได้ทำบาป ก็เท่ากับเราทำให้พระองค์เป็นผู้ตรัสมุสา และพระดำรัสของพระองค์ก็ไม่ได้อยู่ในตัวเราเลย”~1 ยอห์น 1:10 THSV11พี่น้องที่รักขอให้เรามีคุณธรรมต่อทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพี่น้องและมิตรสหายของเรา ดังคำกล่าวที่ว่า“มิตรแท้ไม่ทิ้งกันในยามยาก และความจริงไม่บิดเบือนไปตามกาลเวลา”(A true friend does not abandon you in times of hardship; the truth does not distort with the passage of time.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 12กันยายน2026(ตอนที่ 165ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ยืนหยัดแม้ถูกต่อต้าน Ep.1739

    Play Episode Listen Later Sep 11, 2026 5:35


    พระธรรมนำชีวิตตอน ยืนหยัดแม้ถูกต่อต้าน Ep.1739 หากเราซื่อสัตย์ในการเชื่อฟังพระเจ้าและยืนหยัดในความจริง แต่กลับถูกต่อต้าน ถูกทำร้าย ถูกทำให้อับอาย เราจะยังคงซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าอยู่ไหม? เยเรมีย์ 20:1–6 ทำให้เราเห็นว่า แม้เยเรมีย์จะเจ็บปวดทั้งใจและกาย เขาก็ยังเป็นคนที่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า 'ปาชเฮอร์ปุโรหิตบุตรของอิมเมอร์ผู้เป็นหัวหน้าใหญ่ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์ ได้ยินเยเรมีย์เผยพระวจนะถึงสิ่งเหล่านี้ ปาชเฮอร์ก็ตีเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะและจับท่านใส่ขื่อคา ซึ่งอยู่ด้านบนของประตูเบนยามิน ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์ ' เยเรมีย์ 20:1-2ขณะที่เยเรมีย์ประกาศคำพิพากษาอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า ปาชเฮอร์ปุโรหิตซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้ยินสิ่งที่เยเรมีย์ประกาศพระวจนะ เขาใช้ตำแหน่งหน้าทีตีเยเรมีย์และจับท่านใส่ขื่อ และยังประจานเยเรมีย์ไว้ที่ประตูเบนยามินที่ผู้คนพลุกพลาน เยเรมีย์ถูกทำร้ายเพราะประกาศข้อความที่พระเจ้าทรงมอบหมาย เพราะข้อความนั้นเป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจไม่อยากได้ยิน นี่เป็นสิ่งที่พวกเราผู้เชื่อต้องเข้าใจว่า การทำสิ่งที่ถูกต้องต่อพระเจ้าไม่ได้รับประกันว่า เราจะได้รับการยอมรับจากทุกคน บางครั้งเมื่อเรายืนอยู่บนความจริง เราอาจถูกต่อต้านเพราะความจริงนั้นไปกระทบกับความคิด ความต้องการ หรือผลประโยชน์ของบางคน เยเรมีย์เป็นแบบอย่างของผู้รับใช้ที่กล้ายืนหยัดเพราะเขารู้ว่า พระเจ้าเป็นผู้ส่งเขาไป'พอรุ่งขึ้นเมื่อปาชเฮอร์ปลดเยเรมีย์ออกจากขื่อคา เยเรมีย์พูดกับท่านว่า “พระยาห์เวห์ไม่ได้ทรงเรียกชื่อของท่านว่าปาชเฮอร์ แต่ทรงเรียกว่า มาโกร์มิสสาบิบ ' เยเรมีย์ 20:3เมื่อเยเรมีย์ได้รับการปล่อยตัวแล้ว เยเรมีย์ไม่ได้หยุดพูดหรือเปลี่ยนข้อความเพื่อให้ปาชเฮอร์พอใจ แต่เขายังประกาศพระวจนะต่อไป เยเรมีย์ประกาศว่า พระเจ้าจะเรียกปาชเฮอร์ว่า ‘มาโกร์มิสสาบิบ' ซึ่งหมายถึง ความหวาดกลัวหรือความสยดหยองอยู่รอบด้าน อำนาจของมนุษย์อาจจะควบคุมสถานการณ์บางอย่างได้ อาจจะทำให้ผู้รับใช้พระเจ้าต้องเจ็บปวด แต่ไม่มีอำนาจของมนุษย์คนใดสามารถทำให้พระวจนะของพระเจ้าสูญเปล่า หรือขัดขวางพระประสงค์ของพระเจ้าได้พระเจ้าทรงเปิดเผยการพิพากษาผ่าน เยเรมีย์ 20:4-6 พระองค์จะทำให้เขาอยู่ในความหวาดกลัว เขาต้องเห็นเพื่อนของตัวเองล้มลงด้วยดาบของศัตรู และพระเจ้าทรงตรัสอย่างชัดเจนว่า พระองค์จะทรงมอบยูดาห์ไว้ในมือของบาบิโลน พระองค์จะทรงมอบความมั่งคั่ง ผลผลิต ของมีค่า และทรัพย์สมบัติของยูดาห์ไว้ในมือของศัตรู พระเจ้าทรงบอกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับปาชเฮอร์เฉพาะด้วยว่า'ส่วนตัวท่านปาชเฮอร์และบรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านของท่าน จะต้องไปเป็นเชลย ท่านจะต้องไปยังบาบิโลน และท่านจะตายและถูกฝังไว้ที่นั่น ทั้งท่านและมิตรสหายทั้งสิ้นของท่าน ผู้ซึ่งท่านได้เผยบรรดาความเท็จแก่เขา” ' เยเรมีย์ 20:6พระเจ้าทรงเปิดเผยเหตุผลอย่างชัดเจนว่า ปาชเฮอร์เป็นผู้ที่เผยความเท็จแก่ประชาชน และด้วยเหตุผลนี้เขาเองก็จะต้องเผชิญกับการพิพากษาที่กำลังมาถึงยูดาห์ นี่เป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับผู้ที่มีหน้าที่สอนหรือประกาศพระวจนะของพระเจ้า เพราะการเป็นผู้นำทางศาสนาไม่ได้หมายความว่า เราจะถูกต้องโดยอัตโนมัติ ตำแหน่งไม่ได้ทำให้คำพูดของเรากลายเป็นความจริง และการที่ผู้คนยอมรับเราไม่ได้หมายความว่า พระเจ้าทรงพอพระทัยเรา ขอให้เราระมัดระวัง ว่าสิ่งที่เราพูดนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสจริงหรือไม่ เพราะเราจะต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้า พระธรรมตอนนี้ไม่ได้เรียกร้องให้เราเป็นคนที่ต่อต้านคนอื่น หรือคิดว่า ทุกครั้งที่มีคนไม่เห็นด้วยกับเรา นั่นแปลว่า เรากำลังยืนหยัดเพื่อความจริง แต่พระธรรมตอนนี้เรียกร้องให้เราตรวจสอบว่า สิ่งที่เรายืนหยัดนั้นเป็นพระวจนะของพระเจ้าจริงหรือไม่ เมื่อเรารู้ว่าพระเจ้าทรงเรียกให้เรายืนหยัดอยู่ในความจริงของพระองค์ เราก็ไม่ควรถอยเพียงเพราะกลัวการต่อต้าน'เปโตรกับอัครทูตคนอื่นๆ ตอบว่า “เราจำเป็นต้องเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่าเชื่อฟังมนุษย์ ' กิจการ 5:29ขอพระเจ้านำให้เรามีความกล้าหาญที่จะยืนหยัดอยู่ในความจริง และมีความถ่อมใจที่จะตรวจสอบอยู่เสมอว่า สิ่งที่เรายืนหยัดนั้นเป็นความจริงของพระเจ้าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ฟังแล้วต้องทำ Ep.1738

    Play Episode Listen Later Sep 11, 2026 5:05


    พระธรรมนำชีวิตตอน ฟังแล้วต้องทำ Ep.1738ปัญหาของเราหลายครั้งไม่ใช่เพราะเราไม่เคยได้ยินพระวจนะของพระเจ้า แต่เป็นเพราะเราได้ยินแล้วไม่ยอมเชื่อฟัง เยเรมีย์ 19:14–15 ทำให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า คนยูดาห์ได้รับคำเตือนจากพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่พวกเขาใจแข็งและปฏิเสธที่จะฟังพระองค์'แล้วเยเรมีย์ก็มาจากโทเฟท ที่ซึ่งพระยาห์เวห์ทรงใช้ให้ท่านไปเผยพระวจนะนั้น และท่านก็ยืนอยู่ในลานพระนิเวศของพระยาห์เวห์ และกล่าวแก่ประชาชนทั้งปวงว่า ' เยเรมีย์ 19:14หลังจากเยเรมีย์ประกาศพระวจนะที่โทเฟทแล้ว ท่านก็มายังลานพระนิเวศของพระเจ้าและประกาศต่อประชาชนทั้งปวง สิ่งนี้ทำให้เราเห็นว่า ข่าวสารของพระเจ้าไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เฉพาะในสถานที่หนึ่ง เยเรมีย์ต้องนำคำของพระเจ้าไปประกาศต่อหน้าประชาชน แม้ว่าข่าวสารนั้นจะเป็นข่าวที่พวกเขาไม่อยากได้ยินก็ตาม เยเรมีย์เป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ กล้าหาญไม่ได้พูดเฉพาะสิ่งที่ผู้คนอยากฟัง แต่พูดสิ่งที่พระเจ้าสั่งให้พูด สำหรับเราเช่นกัน พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้มีไว้เฉพาะสำหรับวันที่เรารู้สึกดี หรือเฉพาะข้อความที่ให้กำลังใจเรา พระวจนะของพระเจ้าก็เปิดเผยความผิด เตือนเราให้หยุดจากทางที่ผิด และเรียกให้เรากลับใจ วันนี้เราพร้อมที่จะฟังสิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับเราหรือไม่?'“พระยาห์เวห์จอมทัพพระเจ้าแห่งอิสราเอล ตรัสว่า ‘นี่แน่ะ เราจะนำสิ่งร้ายทั้งสิ้นซึ่งเราได้บอกกล่าวไว้ให้ตกอยู่บนเมืองนี้และบรรดาเมืองขึ้นทั้งสิ้น เพราะพวกเขาได้ทำคอแข็ง ปฏิเสธไม่ฟังถ้อยคำของเรา' ”' เยเรมีย์ 19:15“เพราะพวกเขาได้ทำคอแข็ง ปฏิเสธไม่ฟังถ้อยคำของเรา” คือเหตุผลว่าทำไมการพิพากษาจึงกำลังมาถึงยูดาห์ คำว่า ‘ทำคอแข็ง' เป็นสำนวนที่สื่อถึงความดื้อรั้น ไม่ยอมอ่อนลงและไม่ยอมเชื่อฟัง เปรียบเหมือนสัตว์ที่ขัดขืนการนำของผู้ที่ควบคุมมัน ซึ่งคนยูดาห์ดื้อรั้น ไม่ยอมเชื่อฟังพระเจ้าองค์เจ้านายของพวกเขา พระเจ้าตรัสต่อไปว่า พวกเขาปฏิเสธไม่ฟังถ้อยคำของเรา ตรงนี้เชื่อมโยงตรง ๆ กับ บทที่ 18:18 ที่พวกเขาพูดกันว่า “อย่าให้เราฟังคำของเขาเลย” พวกเขาอาจคิดว่ากำลังปฏิเสธคำพูดของเยเรมีย์ แต่แท้จริงแล้วเยเรมีย์กำลังพูดตามคำสั่งของพระเจ้า ดังนั้นการปฏิเสธถ้อยคำของเยเรมีย์จึงเป็นการปฏิเสธพระวจนะของพระเจ้าด้วย เราอาจฟังเทศนาทุกสัปดาห์ อ่านพระคัมภีร์ทุกวัน และสามารถบอกได้ว่าพระคัมภีร์พูดว่าอย่างไร แต่การรู้หรือได้ยินพระวจนะไม่ได้หมายความว่า เราได้เชื่อฟังพระวจนะนั้นแล้ว การรู้หรือได้ยินนั้นได้ส่งผลออกมาเป็นการเชื่อฟัง หรือนำการเปลี่นแปลงมายังชีวิตของเราหรือเปล่า เยเรมีย์ 7:23–24 กล่าวว่า พระเจ้าทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ แต่พวกเขา “ไม่ฟังและไม่เงี่ยหู” และกลับทำคอแข็ง เดินตามความคิดและความดื้อรั้นของใจตนเอง ปัญหาของคนยูดาห์จึงไม่ใช่การขาดข้อมูล แต่คือหัวใจที่ไม่ยอมตอบสนองต่อพระเจ้า และนี่เป็นคำเตือนที่สำคัญสำหรับเราด้วย เพราะเราอาจมีความเชื่อมายาวนาน รู้พระคัมภีร์ดีกว่าใคร ๆ คำถามคือ พระวจนะที่ได้ฟังนั้นได้เปลี่ยนวิธีคิด วิธีพูด วิธีตัดสินใจ และวิธีการใช้ชีวิต ของเราหรือเปล่า'แต่จงเป็นผู้ประพฤติตามพระวจนะ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ฟังเท่านั้น มิฉะนั้นจะเป็นการหลอกตัวเอง ' ยากอบ 1:22ยากอบได้เน้นย้ำเรื่องความพฤติกรรมต้องสอดคล้องกับสิ่งที่ปากพูด ขอให้เราจะเป็นคนที่ฟังพระเจ้า แบบเชมาร์ คือฟังอย่างตั้งใจ และพร้อมตอบสนองด้วยการเชื่อฟัง อย่าเป็นเพียงคนที่เพียงได้ยิน เพื่อสิ่งที่ได้ยินนั้นไปเพียงแต่พัฒนาสมองหรือความรู้ แต่สิ่งที่ได้ยินและเรียนรู้นั้นไม่ได้มีส่วนในการพัฒนาชีวิตให้เป็นเหมือนพระเจ้ามากขึ้น ให้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้ามากขึ้นเลย ขอพระเจ้าเมตตาเรานะครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่164) คุณธรรมนำชีวิต(2)

    Play Episode Listen Later Sep 10, 2026 5:04


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่164)คุณธรรมนำชีวิต(2)“เพราะเหตุนี้เอง ท่านจงอุตส่าห์จนสุดกำลังที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อเอาความรู้เพิ่มคุณธรรม”~2 เปโตร 1:5 TH1971“For this very reason, make every effort to supplement your faith with virtue, and virtue with knowledge,”~2 Peter 1:5 ESVวันนี้ เรามาพูดคุยกันในเรื่องคุณธรรมที่เราทุกคนควรมีประจำใจ ต่อเป็นชุดที่2นั่นคือ“ไม่ลำเอียง เที่ยงธรรม น้อมนำจิตทุกความคิด เปิดใจรับ สมัครสมานรู้ถ่อมตน เป็นคนสู้ ไม่อู้งานไม่หักหาญ บั่นไมตรี มีให้กัน”ให้เรามาดูว่า ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ มีคำสอนใดที่สอดคล้องกับคุณธรรมเหล่านี้บ้าง?เราพบว่า มีข้อพระคัมภีร์มากมายสนับสนุนคุณธรรมเหล่านี้ 1 “ไม่ลำเอียง เที่ยงธรรม น้อมนำจิต“ที่เน้นคุณธรรมแห่งความยุติธรรมและไม่เลือกที่รักมักที่ชัง“อย่าลำเอียงในการพิพากษา จงฟังทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยเหมือนกัน”~เฉลยธรรมบัญญัติ 1:17“แต่ถ้าพวกท่านลำเอียง ท่านก็ทำบาป และถูกตัดสินว่าเป็นผู้ละเมิดโดยธรรมบัญญัติ”~ยากอบ 2:9 THSV11พระคัมภีร์เน้น อย่างชัดเจนว่าเราไม่ควรที่จะเลือกปฏิบัติต่อคนโดยขึ้นอยู่กับฐานะหรือสถานะหรือเชื้อชาติของพวกเขานี่เป็นคุณธรรมสำคัญมากสำหรับผู้นำที่พึงปฏิบัติ​“ทุกความคิด เปิดใจรับ สมัครสมาน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งการเปิดใจ รับฟัง และรักษาความเป็นหนึ่งไว้เสมอ“จงไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ”~ยากอบ 1:19“จงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อย่าใฝ่สูง แต่ยอมสมาคมกับคนต่ำต้อย อย่าถือว่าตัวฉลาด”~โรม 12:16 THSV11อย่างไรก็ตาม การเปิดใจไม่ได้หมายความว่าเราต้องเห็นด้วยกับทุกคนในทุกเรื่องแต่หมายถึงพร้อมรับฟัง พร้อมเรียนรู้ และพร้อมแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดร่วมกัน​ “รู้ถ่อมตน เป็นคนสู้ ไม่อู้งาน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งความถ่อมใจ ขยัน และรับผิดชอบ“จงถ่อมตัวลงต่อพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วพระองค์จะทรงยกชูท่านขึ้น”— ยากอบ 4:10“อย่าทำสิ่งใดด้วยการชิงดีหรือถือดี แต่จงถ่อมใจถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว”~ฟีลิปปี 2:3“อย่าเกียจคร้านในการงาน จงมีจิตใจกระตือรือร้น จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า”~โรม 12:11คุณธรรมที่ดีจึงไม่ใช่เพียงแค่ดู “เป็นคนดี” แต่ต้องเป็นคนที่ รับผิดชอบและลงมือทำสิ่งที่ดีด้วย​ “ไม่หักหาญ บั่นไมตรี มีให้กัน”เน้นคุณธรรมแห่งการรักษาความสัมพันธ์ มิตรไมตรีและเอื้ออาทรต่อกัน“ถ้าเป็นได้ คือเท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน”~โรม 12:18“ข้าพระองค์เป็นเพื่อนกับทุกคนที่ยำเกรงพระองค์ กับคนที่ปฏิบัติตามข้อบังคับของพระองค์”~สดุดี 119:63 THSV11“จงอุตส่าห์รักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน…”~เอเฟซัส 4:3ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้หมายความว่าไม่มีความขัดแย้งแต่หมายถึงเมื่อเกิดความขัดแย้ง เราไม่ทำลายกันอย่างแข็งกร้าวพี่น้องที่รักวันนี้ คุณมีคุณธรรมดังที่กล่าวมาแล้วเหล่านี้ พร้อมมอบให้แก่ผู้อื่นแล้วหรือยัง?บางที บางคนที่อยู่กับคุณหรือ อยู่ใกล้กับคุณที่สุดในตอนนี้ อาจต้องการคุณธรรมเหล่านั้นจากคุณอย่างเร่งด่วนมากที่สุดตอนนี้ ก็เป็นได้ ใครจะไปรู้?… ลองถามเขา ดูสิครับ!…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 11กันยายน2026(ตอนที่ 164ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่163) คุณธรรมนำชีวิต(1)

    Play Episode Listen Later Sep 9, 2026 4:40


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่163)คุณธรรมนำชีวิต(1)“ด้วยเหตุนี้เอง พวกท่านจงพยายามอย่างที่สุดที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อของพวกท่าน เอาความรู้เพิ่มคุณธรรม”~2 เปโตร 1:5 THSV11“For this very reason make every effort to supplement your faith with virtue, and virtue with knowledge,”2 Peter 1:5 RSVมีคำกลอนเก่า เคยถูกนำมาเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ เมื่อนานมาแล้วแต่เนื้อหานั้น แฝงคุณธรรมน่ารับฟัง และน่านำเอามาเป็นแนวทางปฏิบัติตนได้ ดังนี้“เคารพพี่ ให้เกียรติเพื่อน คอยเตือนน้องรักพวกพ้อง สามัคคี มีเหตุผลร่วมทุกข์สุข ทุกที่หมาย คล้ายญาติตนความสุขล้น เกิดขึ้นได้ ในการงาน”ทำให้คิดถึงพระคัมภีร์ หลายตอน ที่สอดคล้อง อาทิ​“เคารพพี่ ให้เกียรติเพื่อน คอยเตือนน้อง“~ที่เน้นคุณธรรมแห่งการให้เกียรติและการเตือนสติดูแลกัน“จงให้เกียรติแก่กันและกันด้วยความรักฉันพี่น้อง”~โรม 12:10“จงหนุนใจกันและกัน และจงช่วยกันสร้างเสริมกัน”~1 เธสะโลนิกา 5:11ในคริสตจักร เราควรปฏิบัติตนอย่างมีคุณธรรมดังกล่าวโดยไม่ควรมองกันตามตำแหน่งหรืออายุเท่านั้นแต่ควรมองกันด้วยคุณค่าในฐานะสมาชิกพระกายของพระคริสต์​ ”รักพวกพ้อง สามัคคี มีเหตุผล“~ที่เน้นคุณธรรมแห่งความรัก ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และการรู้จักใช้สติปัญญา“จงพยายามรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่มาจากพระวิญญาณนั้น โดยมีสันติภาพเป็นเครื่องผูกพัน”— เอเฟซัส 4:3“เหนือสิ่งอื่นใด จงสวมความรัก ซึ่งเป็นสิ่งผูกพันความสมบูรณ์แบบไว้”— โคโลสี 3:14นี่สอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวคิดในพระคัมภีร์ที่เน้นให้เรา“รักกันเพื่อรักษาความสัมพันธ์ แม้ให้ความสำคัญกับเรื่องเหตุผลแต่ก็จะไม่มุ่งเอาชนะกันด้วยเหตุผล จนทำลายความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน!”​ “ร่วมทุกข์สุข ทุกที่หมาย คล้ายญาติตน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งการเห็นอกเห็นใจและลงชีวิตร่วมทุกข์สุขกันแบบคนในครอบครัว“จงชื่นชมยินดีกับผู้ที่ชื่นชมยินดี จงร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้”— โรม 12:15“ถ้าอวัยวะหนึ่งได้รับความทุกข์ อวัยวะทั้งหมดก็ร่วมทุกข์ด้วย”— 1 โครินธ์ 12:26นี่เป็นภาพที่สวยมากของคนในคริสตจักรในฐานะครอบครัว ที่ความทุกข์ของใครคนใดคนหนึ่งไม่ควรเป็นเรื่องที่คนอื่นมองข้ามอย่างไม่แยแส​ “ความสุขล้น เกิดขึ้นได้ ในการงาน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งการทำงานด้วยใจยินดี เหมือน ทำถวายแด่พระเจ้า“ดูเถิด ที่ข้าพเจ้าเห็นชอบและสมควรคือ ให้กินและดื่ม และชื่นชมบรรดาผลจากน้ำพักน้ำแรงของตน ที่ตนตรากตรำภายใต้ดวงอาทิตย์ ตลอดชั่วอายุไม่กี่วันของตนที่พระเจ้าประทานแก่ตนเพราะการนี้แหละเป็นส่วนแบ่งของตน”~ปัญญาจารย์ 5:18 THSV11“ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยสุดใจเหมือนทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า”— โคโลสี 3:23ความสุขในการรับใช้จึงไม่ได้เกิดจากงานง่าย แต่เกิดจากการรู้ว่า “งานหรือสิ่งที่ฉันกำลังทำมีความหมาย และมีคุณค่าต่อพระเจ้าและต่อผู้อื่น!”…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 10กันยายน2026(ตอนที่ 163ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดีU

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่162) คุณเป็นคนใจดีแบบนี้ไหม?(2)

    Play Episode Listen Later Sep 9, 2026 4:47


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่162)คุณเป็นคนใจดีแบบนี้ไหม?(2)““ท่านคิดว่าในสามคนนี้ คนไหนคือเพื่อนบ้านของชายที่ถูกโจรปล้น?” ผู้เชี่ยวชาญทางบทบัญญัติทูลตอบว่า“คนที่เมตตาเขา” พระเยซูตรัสกับเขาว่า“จงไปทำเช่นเดียวกัน!””~ลูกา 10:36-37 TNCV“Of these three men, who do you think was a neighbor to the man who was attacked by robbers?” The expert said, “The one who was kind enough to help him.” Jesus told him, “Go and imitate his example!””~Luke 10:36-37 GWมีคำกล่าวไว้ว่า“ความใจดีเริ่มต้น เมื่อเรามองเห็นบางสิ่งที่คนอื่นมองข้ามไป!“(Kindness beginswhen we notice what others overlook.)พระเยซูคริสต์ตรัสเล่าเรื่องดังกล่าวไว้ดังนี้”1.ชายคนหนึ่งถูกโจรปล้นระหว่างเดินทางจากกรุงเยรูซาเล็มไปเมืองเยรีโค ​พวกโจรชิงเอาเสื้อผ้าจากตัวเขา ทุบตีเขาปางตายแล้วจากไป ​ปุโรหิตคนหนึ่งบังเอิญผ่านมาทางนั้น เมื่อเห็นชายคนนั้นก็เลี่ยงไปอีกฟากหนึ่ง ​คนเลวีก็เช่นกัน เมื่อมาถึงที่นั่นและเห็นเขา ก็เลี่ยงไปอีกฟากหนึ่ง แต่​ชาวสะมาเรียคนหนึ่งเดินทางมาถึงที่ที่คนนั้นอยู่ เมื่อเห็น~เขาก็สงสาร ~เขาเข้าไป แล้ว~เขาเอาเหล้าองุ่นกับน้ำมันเทใส่แผลและพันแผลให้ แล้ว~เขาประคองชายผู้นั้นขึ้นขี่ลาของตน ~เขาพามาที่โรงแรม และดูแลเขา วันรุ่งขึ้น~เขามอบเหรียญเงินสองเหรียญให้ผู้ดูแลโรงแรม ~เขากล่าวว่า ‘ช่วยดูแลเขาด้วย และเมื่อข้าพเจ้ากลับมาจะคืนค่าใช้จ่ายส่วนที่เกินกว่านี้ให้' พระเยซูตรัสถามเขาว่า“ท่านคิดว่าในสามคนนี้ คนไหนคือเพื่อนบ้านของชายที่ถูกโจรปล้น?” ผู้เชี่ยวชาญทางบทบัญญัติทูลตอบว่า “คนที่เมตตาเขา” พระเยซูตรัสกับเขาว่า “จงไปทำเช่นเดียวกัน!””~ลูกา 10:30-37 TNCVเราได้รับบทเรียนดีๆจากพระคัมภีร์ตอนนี้ มากมายในเรื่อง“ความใจดี”ดังนี้ ​ความใจดีคือการสนองตอบต่อ“สิ่งที่มองเห็น”​ความใจดีคือ “การหยุด” เพื่อคนอื่น​ ความใจดีคือ “เข้าใกล้ คนที่บาดเจ็บ“​ ความใจดี คือ”การเต็มใจจ่ายราคา“​ ความใจดีคือการพร้อมก้าวข้าม “กำแพงของความแตกต่าง”​ความใจดี คือ การไม่ถามว่า “เขาสมควรได้รับไหม?”​ความใจดีคือ“การช่วยให้คนกลับมายืนได้อีกครั้ง”น่าประทับใจ ที่ชาวสะมาเรียในเรื่องนี้ เป็นคนใจดีมีความรักที่มองเห็นความเจ็บปวด ในตัวผู้อื่น (แม้แต่กับคนยิวในเรื่องนี้ ที่ปกติมักจะดูถูกคนสะมาเรียในเรื่องเชื้อชาติอยู่แล้ว)ในขณะที่คนยิวที่เป็นผู้เชี่ยวชาญธรรมบัญญัติในเรื่องนี้ พยายามหาเรื่องแก้ตัวที่จะแสดงความเมตตาต่อเพื่อนบ้าน โดยทำเป็นซื่อตาใส ถามโพล่งขึ้นมาว่า“ใครเป็นเพื่อนบ้านของฉัน?“หรือ”ใครคู่ควรกับความใจดีของฉัน?“(Who deserves my kindness?)ชาวสะมาเรียผู้นี้ กลับมีท่าทีที่แตกต่างกัน เขาตอบสนองด้วยท่าทีและการกระทำที่สื่อว่า“ฉันจะเป็นเพื่อนบ้านของใครได้บ้าง?” หรือ”ฉันจะแสดงความใจดีต่อใครได้บ้าง?(Whom can I show kindness to?)และปิดท้าย พระเยซู พระองค์ไม่ได้บอกเพียงว่าให้เรา“จงรู้ในเรื่องนี้ “หรือ “จงเข้าใจเรื่องนี้” แต่ตรัสกำชับว่า“จงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด!” ~ลูกา 10:37พี่น้องที่รักวันนี้ ให้เรามองให้เห็น และรีบออกไปทำในสิ่งที่พระคริสต์ทรงบัญชาให้เรากระทำ คือ ไปแสดงความเมตตากรุณา หรือ ความใจดี ต่อใครบางคนที่กำลังเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานอยู่ตรงหน้าของเรา แต่เราต้องตระหนักไว้ว่า“ความใจดีที่แท้จริงนั้น มีต้นทุน เพราะว่าความรักคือการเต็มใจจ่ายราคา!“(True kindness costs something, because love is willing to pay a price.)และคุณ พร้อมที่จะจ่ายราคาที่ได้กล่าวมานั้น…แล้วหรือยัง?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 9กันยายน2026(ตอนที่ 162ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน อย่าปล่อยให้เวลาหมด Ep.1737

    Play Episode Listen Later Sep 8, 2026 5:53


    พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าปล่อยให้เวลาหมด Ep.1737พระเจ้าทรงเตือนประชากรของพระองค์อย่างชัดเจน และบางครั้งพระองค์ทรงใช้ภาพที่มองเห็นได้เพื่อให้เข้าใจถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เยเรมีย์ 19:10-13 พระเจ้าทรงใช้เยเรมีย์เตือนผู้นำของประชาชน และผู้นำทางศาสนา ด้วยการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่ทำให้คำเตือนของพระเจ้าปรากฏต่อหน้าต่อตาพวกเขา จนพวกเขาอ้างไม่ได้ว่า เราไม่เคยได้รับคำเตือน'“แล้วเจ้าจงทำเหยือกให้แตกต่อหน้าต่อตาคนที่ไปกับเจ้านั้น และจงกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า ‘พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสดังนี้ว่า เราจะให้ชนชาตินี้และชาวเมืองนี้แตก เช่นเดียวกับที่คนทำให้ภาชนะของช่างหม้อแตกจนซ่อมแซมไม่ได้อีก เขาจะฝังคนไว้ในโทเฟท จนไม่มีที่ให้ฝังอีก ' เยเรมีย์ 19:10-11พระเจ้าทรงใช้ภาพของการทุบเหยือกประกาศการพิพากษา พระเจ้าทรงบอกว่ายูดาห์และเยรูซาเล็มจะประสบกับการแตกสลายเหมือนเหยือกที่ถูกทุบจนแตกไม่สามารถซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิมได้อีก คำว่า ‘ซ่อมแซมไม่ได้' ในภาษาเดิมมีความหมายเกี่ยวกับการรักษาหรือเยียวยา ภาพนี้สื่อว่า ภาชนะนั้นเสียหายจนไม่อาจทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ นี่เป็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างบทที่ 18 เราเห็นช่างหม้อสามารถนำภาชนะที่เสียอยู่ในมือของเขามาปั้นใหม่ได้ แต่ในบทที่ 19 พระเจ้าทรงใช้ภาพของเหยือกที่ถูกทำให้แตกจนไม่สามารถทำให้กลับคืนสภาพเดิมได้อีก นี่กำลังสื่อถึงการพิพากษาที่กำลังจะเกิดขึ้นกับยูดาห์ ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่า พระเจ้าไม่มีพระคุณแล้ว เพราะถ้าเราดูกันต่อไป พระเจ้าจะฝกล่าวถึงการฟื้นฟูประชากรของพระองค์ในบทต่อไป ในบริบทนี้การพิพากษาที่พระเจ้าทรงประกาศไว้จะเกิดขึ้นจริง เพราะพวกเขายังคงกบฏ ไม่เชื่อฟัง และไม่กลับใจ ขอพวกเราอย่าคิดว่าการกลับใจเป็นสิ่งที่เราจะทำเมื่อไรก็ได้ เราไม่ควรปล่อยให้หัวใจแข็งกระด้างขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเราก็คิดว่า วันหนึ่งค่อยกลับมาก็ได้'พระยาห์เวห์ตรัสว่า เราจะทำดังนี้แก่ที่นี้ และแก่ชาวเมืองนี้ ทำเมืองนี้ให้เหมือนโทเฟท ' เยเรมีย์ 19:12โทเฟท เป็นสถานที่ในหุบเขาเบนฮินโนม เป็นที่ที่เกี่ยวข้องกับการนมัสการพระอื่นด้วยการการถวายบุตรเป็นเครื่องบูชา สถานที่นี้เป็นพื้นที่แห่งการทำสิ่งที่พระเจ้าเกลียดชัง จะกลายเป็นสถานที่ของการพิพากษา พระเจ้าตรัสว่าเยรูซาเล็มจะมีสภาพเหมือนโทเฟท นี่หมายความว่า เยรูซาเล็มที่เป็นศูนย์กลางแห่งการนมัสการพระเจ้า จะกลายเป็นเหมือนโทเฟท คือกลายเป็นที่ที่เป็นมลทินและต้องถูกรับการพิพากษา และพระเจ้าทรงเปิดเผยถึงเหตุผลในข้อต่อไป'บรรดาบ้านแห่งเยรูซาเล็ม และราชวังทั้งหลายแห่งบรรดากษัตริย์ยูดาห์ คือบรรดาบ้านที่บนหลังคานั้น เขาเผาเครื่องหอมให้แก่บรรดาบริวารแห่งฟ้าสวรรค์ และเทเครื่องดื่มถวายแก่พระอื่น จะเป็นมลทินเหมือนสถานโทเฟท' ” ' เยเรมีย์ 19:13การกระทำสิ่งที่น่าเกลียดชังนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโทเฟทเท่านั้น แต่เข้าไปถึงบนหลังคาบ้านและหลังคาพระราชวัง ที่นั่นเองพวกเขานมัสการบรรดาบริวารแห่งฟ้าสวรรค์ ซึ่งในบริบทนี้เกี่ยวข้องกับการนมัสการดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวบนท้องฟ้า และพวกเขายังถวายเครื่องดื่มแก่พระอื่น เมื่อมนุษย์ละทิ้งพระเจ้า รูปเคารพก็สามารถเข้าไปอยู่ในทุกพื้นที่ของชีวิตได้ วันนี้เรามีสิ่งใดที่เราให้ความสำคัญกว่าพระเจ้าไหมครับ พระธรรมตอนนี้ไม่ได้เพียงเตือนเราว่า บาปมีผลตามมา แต่กำลังเรียกเราให้ตอบสนองต่อพระเจ้าก่อนที่หัวใจของเราจะชินกับการไม่เชื่อฟังพระองค์'จงแสวงหาพระยาห์เวห์ ขณะที่จะพบพระองค์ได้ จงทูลพระองค์ ขณะที่พระองค์ทรงอยู่ใกล้ ให้คนอธรรมละทิ้งทางของเขา และคนชั่วละทิ้งความคิดของเขา ให้เขากลับมายังพระยาห์เวห์ และพระองค์จะทรงเมตตาเขา และมายังพระเจ้าของพวกเรา เพราะพระองค์ทรงมีการอภัยอย่างเหลือล้น ' อิสยาห์ 55:6-7พระเจ้าทรงเตือนเราเพราะพระองค์ต้องการให้เรากลับมาหาพระองค์ เมื่อเราได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าแล้ว อย่าให้ใจของเราแข็งกระด้าง และอย่าคิดว่าเรายังมีเวลาเสมอ ขอให้เราเปิดใจต่อพระเจ้า และพระวจนะของพระองค์ สำรวจชีวิตของเรา และถ้ามีสิ่งใดที่พระองค์กำลังเตือนเรา ขอให้เราอย่าแค่ได้ยิน แต่ให้เรากลับใจและพร้อมที่จะเชื่อฟังพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่161) คุณเป็นคนใจดีแบบนี้ไหม?(1)

    Play Episode Listen Later Sep 7, 2026 5:05


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่161)คุณเป็นคนใจดีแบบนี้ไหม?(1)“เขาทูลตอบว่า “คือคนนั้นแหละที่แสดงความเมตตาต่อเขา” พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้น””~ลูกา 10:37 THSV11“The expert in the law replied, “The one who had mercy on him.” Jesus told him, “Go and do likewise.””~Luke 10:37 NIVคุณเคยได้ยินคำเตือนดังนี้หรือไม่ว่า“อย่าปล่อยให้ความเร่งรีบของชีวิต ทำให้เราไม่มีเวลาหยุดเพื่อช่วยคนที่กำลังเจ็บปวด?”(Never let the busyness of life leave you without time to stop for someone who is hurting.)ในพระคัมภีร์มีเรื่องเตือนสติเกี่ยวกับรื่องนี้ อยู่เรื่องหนึ่งซึ่ง ดังนี้​ผู้เชี่ยวชาญบัญญัติคนหนึ่งยืนขึ้นทดสอบพระเยซู​เขาทูลถามพระเยซูว่า“ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจะต้องทำอะไรเพื่อจะได้รับชีวิตนิรันดร์?” ​พระเยซูตรัสตอบว่า “ในธรรมบัญญัติเขียนว่าอย่างไร? ท่านอ่านแล้วเข้าใจอย่างไร?” ​ผู้เชี่ยวชาญบัญญัติทูลตอบว่า“พวกท่าน1).จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่านด้วยสุดใจของท่าน ด้วยสุดจิตของท่าน ด้วยสุดกำลังของท่าน และด้วยสุดความคิดของท่าน และ2).จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” ​พระเยซูจึงตรัสกับผู้เชี่ยวชาญบัญญัติคนนั้นว่า “ท่านตอบถูกแล้ว จงไปทำอย่างนั้นแล้วจะได้ชีวิต”~ลูกา 10:25~28 THSV11ความจริงทุกอย่างน่าจะจบลงตรงนี้แล้ว!แต่ผู้เชี่ยวชาญบัญญัติคนนั้น กลับทำให้เรื่องยาวโดยถามคำถามที่ไม่น่าจะถามต่อไปว่า“แต่คนนั้นต้องการจะรักษาหน้า จึงทูลพระเยซูว่า “ใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า?””~ลูกา 10:29 THSV11เป็นเหตุให้พระเยซูต้องตรัสเล่าอุปมาเรื่องหนึ่ง เพื่ออธิบายขยายความให้หมดข้อสงสัยอีกต่อไปว่า​ชายคนหนึ่งลงจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังเมืองเยรีโค ​ชายคนนั้นถูกพวกโจรปล้น​ พวกโจร1).แย่งชิงเสื้อผ้าของเขา 2 ).ทุบตีเขา 3).ทิ้งเขาไว้ในสภาพที่เกือบจะตายแล้ว เผอิญมี​ปุโรหิตคนหนึ่ง1).เดินมาตามทางนั้น 2).เห็นคนนั้นแล้วก็เดินเลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง ​คนเลวีก็เหมือนกัน เมื่อ1).มาถึงที่นั่นและ2).เห็นแล้วก็เลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง แต่เมื่อ​ชาวสะมาเรียคนหนึ่ง1).เดินทางผ่านมาใกล้คนนั้น 2).เห็นแล้วก็มีใจสงสาร 3).จึงเข้าไปหาเขา 4).เอาเหล้าองุ่นกับน้ำมันเทใส่บาดแผล5).เอาผ้ามาพันให้ แล้ว6).ให้เขาขึ้นขี่สัตว์ของตนเอง7).พามาถึงโรงแรม และ8).ดูแลรักษาพยาบาลเขา วันรุ่งขึ้นก่อนจะไป เขา9).เอาเงินสองเดนาริอันให้กับเจ้าของโรงแรม 10).บอกเจ้าของโรงแรมว่า‘ช่วยรักษาเขาด้วย สำหรับเงินที่ต้องเสียเกินกว่านี้จะใช้ให้เมื่อกลับมา' พระเยซูถามคนฟังว่า“ท่านเห็นว่าในสามคนนั้นคนไหน ถือได้ว่าเป็นเพื่อนบ้านของคนที่ถูกปล้น?” พวกเขาทูลตอบว่า“คือคนนั้นแหละที่แสดงความเมตตาต่อเขา” พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า“ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้น!””~ลูกา 10:30-37 THSV11วันนี้ คุณเป็นเหมือนคนไหน ใน3คนนี้?​ปุโรหิต​คนเลวี​ชาวสะมาเรีย?คุณเคยเป็นเหมือนชายที่ถูกปล้นและทำร้ายหรือไม่?แล้วคุณได้พบกับใคร ในยามที่คุณถูกทำร้าย ชิงทรัพย์จนบาดเจ็บ?คุณรู้สึกอย่างไร?คุณจำได้หรือไม่ว่า ในชีวิตนี้ ใครเป็นคนใจดี(เมตตากรุณา)ต่อคุณมากที่สุด?เขาทำอะไรให้แก่คุณบ้าง?พี่น้องที่รักขอให้เรามาเป็นคนใจดี ที่รักเพื่อนบ้านของตนโดยไม่เรียกร้องสิ่งใดเป็นการตอบแทนโดยตระหนักว่า“ความใจดีไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ แค่ขอให้จริงใจและเกิดขึ้นในเวลาที่ใครบางคนต้องการ เพราะนั่นคือสิ่งที่มีความหมายและก็มีคุณค่าอย่างมหาศาล!”(Kindness doesn't have to be great; when it is sincere and comes at the right time, it can mean everything.)…จะดีไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 8กันยายน2026(ตอนที่ 161ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต. ตอน อย่ารอจนสายเกินไป Ep.1736

    Play Episode Listen Later Sep 7, 2026 5:35


    พระธรรมนำชีวิตตอน อย่ารอจนสายเกินไป Ep.1736การพิพากษาของพระเจ้าไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีคำเตือน พระเจ้าทรงเตือนประชาชนของพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่า พระองค์ทรงเรียกให้พวกเขากลับใจ แต่เมื่อมนุษย์ปฏิเสธพระเจ้าและดื้อรั้นต่อพระองค์อย่างต่อเนื่อง การพิพากษาก็ย่อมมาถึง เยเรมีย์ 18–19 เราเห็นลำดับเหตุการณ์ที่ชัดเจน พระเจ้าทรงเรียกให้พวกเขากลับใจ แต่ประชาชนปฏิเสธ พระองค์ทรงเตือนพวกเขา แต่พวกเขายังคงดื้อรั้น พวกเขาวางแผนทำร้ายต่อต้านคนของพระเจ้า พวกเขาหันไปนมัสการรูปเคารพ หลั่งเลือดผู้บริสุทธิ์ และถวายลูกแก่พระอื่น เยเรมีย์ 19:7–9 พระเจ้าทรงประกาศผลของการกบฏนั้น'และในสถานที่นี้ เราจะทำให้แผนงานของยูดาห์และเยรูซาเล็มสูญสิ้นไป และจะทำให้เขาทั้งสองล้มลงด้วยดาบ ต่อหน้าศัตรูของพวกเขา และด้วยมือของบรรดาผู้ที่แสวงหาชีวิตของเขา เราจะให้ศพของพวกเขาเป็นอาหารของนกในอากาศ และสัตว์บนแผ่นดินโลก ' เยเรมีย์ 19:7พระเจ้าตรัสว่า พระองค์จะทรงทำให้แผนงานของยูดาห์และเยรูซาเล็มสูญสิ้นไป พวกเขาอาจมีแผน มีความมั่นใจ และคิดว่าตนเองสามารถกำหนดอนาคตได้ แต่แผนงานของมนุษย์ที่สวนทางกับพระเจ้า ไม่สามารถช่วยพวกเขาให้พ้นจากการพิพากษาของพระเจ้าได้คำว่า สูญสิ้นไป ในภาษาเดิมมีความหมายความ ทำให้ว่างเปล่า หรือทำให้สูญสิ้น ซึ่งตรงนี้เป็นการเล่นคำกับข้อ 1 ที่พูดถึงเหยือกดิน แผนที่มนุษย์วางไว้ แม้แต่แผนงานการทำร้ายเยเรมีย์ 18:18 ก็จะสูญสิ้นไป ชีวิตของเราวางใจในอะไร ในแผนงานของเราเองมากกว่าที่จะเชื่อฟังพระเจ้าหรือเปล่าครับ'และเราจะทำให้เมืองนี้เป็นที่น่าหวาดหวั่น เป็นสิ่งที่ถูกเยาะเย้ย ทุกคนที่ผ่านไปจะหวาดหวั่น และจะเยาะเย้ยความหายนะทั้งสิ้นของเขา ' เยเรมีย์ 19:8เมืองนี้ หมายถึง เยรูซาเล็ม พวกเขาอาจคิดว่าการเป็นประชากรของพระเจ้า และการมีพระวิหารอยู่ท่ามกลางพวกเขา จะทำให้เยรูซาเล็มปลอดภัย การมีชื่อว่าเป็นประชากรของพระเจ้า มีพระวิหาร หรือมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกับพระเจ้า นั้นไม่สามารถทดแทนการเชื่อฟังพระองค์ได้ สำหรับพวกเรา เราอาจเป็นคริสเตียนมานาน รับใช้พระเจ้าและอยู่ในคริสตจักรของพระองค์ เราต้องตรวจสอบชีวิตของเราอยู่เสมอ เพราะพระเจ้าไม่ได้สนพระใจเพียงสิ่งที่เราทำภายนอก แต่พระองค์ทรงมองเห็นหัวใจและการใช้ชีวิตของเราด้วย'และเราจะทำให้พวกเขากินเนื้อของบุตรชาย และบุตรหญิงของตน และทุกคนจะกินเนื้อของเพื่อนของตน ในการที่ถูกล้อมและทุกข์ใจ คือที่ซึ่งศัตรูของเขาและผู้ที่แสวงหาชีวิตของเขา ได้ข่มใจเขาทั้งหลาย' ' เยเรมีย์ 19:9ความทุกข์ใจและสภาพที่เกิดขึ้นนั้นเกิดเพราะความดื้อรั้น และการไม่กลับมาหาพระเจ้า การถูกล้อมนั้นทำให้เกิดความอดอยากที่รุนแรงที่สุด จนผู้คนตกอยู่ในความทุกข์ใจ สิ่งนี้สอดคล้องกับคำเตือนที่พระเจ้าเคยประทานไว้ให้ในธรรมบัญญัติทั้งเลวีนิติ และเฉลยธรรมบัญญัติ บาปและความดื้อรั้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งกับตัวเองและทุกคนในสังคม อย่าคิดว่าการอะลุ่มอล่วยให้กับบาปเล็ก ๆ จะไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น บาปที่เราปล่อยไว้โดยไม่จัดการ มันจะค่อย ๆ เติบโตและนำเราให้เราออกห่างจากพระเจ้ามากขึ้น พระเจ้าทรงเตือนเราไม่ใช่เพื่อให้เรากลัวเท่านั้น แต่เพื่อให้เราหยุดเราและนำให้เรากลับใจในขณะที่ยังมีโอกาส'เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา และเราเป็นประชากรแห่งทุ่งหญ้าของพระองค์ และเป็นแกะแห่งพระหัตถ์ของพระองค์วันนี้ ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ อย่าให้จิตใจกระด้างกระเดื่อง อย่างที่เมรีบาห์ อย่างวันที่มัสสาห์ในถิ่นทุรกันดาร ' สดุดี 95:7-8หากพระเจ้ากำลังเตือนเรา ขอเราอย่าผลัดวันประกันพรุ่งในการกลับใจ เพราะบาปที่เราไม่จัดการ มันจะพัฒนาให้ใจของเราแข็งกระด้างและห่างจากพระองค์มากขึ้น พระเจ้าทรงเมตตาและทรงเรียกเราให้กลับมาหาพระองค์ วันนี้ และเดี๋ยวนี้ เป็นสิ่งที่เราต้องตอบสนองต่อพระสุรเสียงของพระเจ้าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่160) สัมพันธภาพมีไว้ให้รักษา!

    Play Episode Listen Later Sep 6, 2026 6:01


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่160)สัมพันธภาพมีไว้ให้รักษา!“จงพยายามรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่มาจากพระวิญญาณนั้นโดยมีสันติภาพเป็นเครื่องผูกพัน”~เอเฟซัส 4:3 THSV11“Make every effort to keep the unity of the Spirit through the bond of peace.”~Ephesians 4:3 NIVชีวิตคริสเตียนเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ คือ ความสัมพันธ์​ระหว่างเรากับพระเจ้า ​ระหว่างเรากับคนอื่นๆ1).กับผู้ร่วมเชื่อในพระคริสต์เหมือนกัน~ที่เรียกว่า “พี่น้อง” หรือ “กันและกัน” 2).กับคนทั่วไปที่ไม่ได้เชื่อในพระคริสต์~ที่เรียกว่า “เพื่อนบ้าน” หรือ “คนทั้งหลาย“"ความสัมพันธ์" หรือ ”Relationships"ระหว่างกันฉันพี่น้องนี้ เป็นสัมพันธภาพที่ผูกพันเราให้เป็นหนึ่งเดียวกันโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เกิดจากการที่พระเยซูคริสต์ยอมถูกตรึงตายบนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปมนุษย์ทุกคนที่กลับใจยอมรับพระคุณนั้นด้วยความเชื่ออ.เปาโล กำชับว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เชื่อต้องเป็น“สัมพันธภาพ”(Relationships)แห่งความเป็น“น้ำหนึ่งใจเดียวกัน”(unity)ที่ทุกคนต้องร่วมกันรักษาไว้ให้คงอยู่ตลอดไปแล้ว ลักษณะความสัมพันธ์ของคริสเตียนที่พระเจ้าทรงประสงค์นั้น มีลักษณะอย่างไร?​Respect ~ให้เกียรติแก่กัน​Reliability ~ทำตัวแบบไว้วางใจเชื่อถือกันได้​Responsibility ~มีความรับผิดชอบต่อกันในการรักษาไว้​Risk-พร้อมเสี่ยงเพื่อกันด้วยความรัก​Resilience~อดทนอดกลั้นต่อกันและพร้อมลุกขึ้นมาใหม่โดยเร็ว​Rejoice~มีความชื่นชมยินดีในกันและกัน​Refresh ~ชูจิตให้กำลังใจแก่กัน​Repentance ~กลับใจในทันทีเมื่อทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อกัน​Reconciliation ~คืนดีต่อกันให้ไว​Restart~เริ่มต้นใหม่และให้โอกาสแก่กันในเริ่มต้นอีกครั้ง​Reward~ให้รางวัลและคำชมเชยแก่คนที่ทำดีเมื่อมีโอกาสพี่น้องที่รักขอให้เราตระหนักว่าความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน นี้เป็นความสัมพันธ์ที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงขอให้เราจริงจังกับการพยายามรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนี้ไว้อย่างสุดกำลัง ทั้ง1).ในคริสตจักร และ2).ในทีมงานที่รับใช้ด้วยกันอย่าให้เรารับใช้จนทะเลาะกันจนอยู่ร่วมกันไม่ได้ และต้องหนีออกจากคริสตจักรของตนเองไปอย่างไม่สมควรคำเตือน ก็คือ อย่าให้เรามุ่งรับใช้จนปล่อยให้ความแตกต่าง ความแตกแยกหรือเหตุผลใดๆ มาทำลายสัมพันธภาพแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันที่พระวิญญาณประทานให้ เป็นอันขาดขอให้เราตระหนักไว้เสมอว่า“ความเป็นหนึ่งเดียวไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีความแตกต่าง แต่หมายความว่าความแตกต่างเหล่านั้นจะต้องไม่ทำลายความรักของเรา!”(Unity does not mean we have no differences; it means our differences will not destroy our love.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 7กันยายน2026(ตอนที่ 160ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ขอทรงตรวจสอบ Ep.1735

    Play Episode Listen Later Sep 6, 2026 5:25


    พระธรรมนำชีวิต ตอน ขอทรงตรวจสอบ Ep.1735พระเจ้าของเราทรงชอบธรรมเสมอ และพระอธิปไตยของพระองค์ไม่มีผู้ใดสามารถโต้แย้งได้ ภายใต้พันธสัญญาพระเจ้าทรงประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า การเชื่อฟังนำไปสู่พระพร ส่วนการกบฏและไม่เชื่อฟังนำไปสู่การพิพากษา เยเรมีย์ 19:4–6 เป็นการเปิดเผยเหตุผลของการพิพากษาที่กำลังจะมาถึง'เพราะว่าพวกเขาได้ละทิ้งเรา และได้ทำให้สถานที่นี้เป็นมลทิน ด้วยการเผาเครื่องหอมในที่นี้เพื่อบูชาแก่พระอื่นๆ ซึ่งตัวเขาเอง หรือบรรพบุรุษของเขา หรือบรรดาพระราชาของยูดาห์ไม่รู้จัก และเพราะเขาได้ทำให้สถานที่นี้เต็มด้วยโลหิตของผู้ไร้ความผิด ' เยเรมีย์ 19:4ต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดคือ การละทิ้งพระเจ้าผู้ที่เขารู้จัก เพราะพระองค์ทรงพันธสัญญากับอับราฮัม และนำพวกเขาออกจาการเป็นทาสในอียิปต์ คนยูดาห์ละทิ้งพระเจ้าไปบูชาพระอื่นที่พวกขาไม่รู้จัก คำว่า ‘พระอื่นๆ ที่เขาไม่รู้จัก' ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาไม่เคยได้ยินชื่อพระเหล่านั้น แต่หมายถึงพระเหล่านั้นไม่ใช่พระเจ้าที่มีพันธสัญญาหรือช่วยเหลือพวกเขาเหมือนพระยาห์เวห์ พวกเขากลับละทิ้งพระเจ้าผู้ทรงสำแดงความรักเมตตากับเขา แล้วหันไปนมัสการพระอื่น นั่นคือสิ่งที่ทำให้สถานที่นี้ซึ่งควรจะอยู่ภายใต้พระเจ้า กลายเป็นสถานที่ที่มีมลทินจากการนมัสการรูปเคารพและการทำให้โลหิตของผู้ไร้ความผิดตกบนแผ่นดิน'และได้สร้างปูชนียสถานสูงสำหรับพระบาอัล เพื่อจะเผาบุตรชายของเขาเสียในไฟ เป็นเครื่องบูชาเผาทั้งตัวแด่พระบาอัล ซึ่งเราไม่ได้บัญชาหรือกล่าวถึง หรือได้นึกในใจของเรา ' เยเรมีย์ 19:5คนยูดาห์ได้สร้างแท่นบูชาแก่พระบาอัล เผาลูกตัวเองถวายแด่พระอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าห้าม การละทิ้งพระเจ้านั้นส่งผลถึงการใช้ชีวิตของเราด้วย ในข้อ 5 พระเจ้าตรัสว่า ซึ่งเราไม่ได้บัญชาหรือกล่าวถึง หรือได้นึกในใจของเรา สิ่งที่คนยูดาห์ทำนั้นไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชา และพระเจ้าไม่ได้อนุญาตให้พวกเขานำการถวายลูกมาเผาถวายเป็นเครื่องบูชา รูปเคารพอาจดูเหมือนสิ่งที่ทำให้เรามั่นคงหรือสิ่งที่เราต้องการ แต่ในที่สุดมันกลับเรียกร้องให้เรายอมสละสิ่งที่มีค่ามากที่สุดเพื่อมัน แต่พระเจ้าผู้ทรงเที่ยงแท้ พระองค์ทรงเป็นผู้ประทานพระเยซูคริสต์พระบุตรองค์เดียวมาเพื่อช่วยให้เราพ้นจากความบาป ขอให้เราสำรวจใจของเราว่า มีอะไรที่กำลังเข้ามาแทนที่พระเจ้าในชีวิตของเราไหม? ความตั้งใจดีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้พระเจ้าพอพระทัยนะครับ ขอให้ชีวิตของเราจะอยู่ภายใต้พระประสงค์ของพระเจ้าไม่ใช่อยู่ภายใต้ความคิดของเรา'ฉะนั้น พระยาห์เวห์ตรัสว่า นี่แน่ะ วันเวลาจะมาถึง เมื่อสถานที่นี้จะไม่มีใครเรียกชื่อว่าโทเฟท หรือหุบเขาเบนฮินโนมอีก แต่จะเรียกว่า หุบเขาแห่งการฆ่า ' เยเรมีย์ 19:6พระเจ้าทรงประกาศคำพิพากษาว่า สถานที่ที่พวกเขาเคยใช้ทำสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง จะกลายเป็นที่ที่ทำให้เห็นผลของการพิพากษาของพระเจ้า พระเจ้าทรงประกาศว่า หุบเขาเบนฮินโนมจะถูกเรียกว่า หุบเขาแห่งการฆ่า นี่เตือนใจเราว่า การละทิ้งพระเจ้าไม่ใช่เรื่องเล็ก ขอให้เราตรวสอบใจของเราอยู่เสมอว่า มีสิ่งใดที่เรากำลังรัก ทุ่มเท และให้คุณค่ากับมัน จนมันเป็นสิ่งที่มาควบคุมชีวิตของเรามากกว่าพระเจ้าหรือเปล่า'ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงตรวจค้นข้าพระองค์และทรงรู้จักจิตใจของข้าพระองค์ ขอทรงทดสอบข้าพระองค์และทรงรู้จักความคิดของข้าพระองค์ และขอทอดพระเนตรว่ามีทางชั่วใดๆ ในข้าพระองค์หรือไม่ และขอทรงนำข้าพระองค์ไปในทางนิรันดร์' สดุดี 139:23-24กษัตริย์ดาวิดเองก็อธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงตรวจค้นจิตใจของท่าน และเปิดเผยว่ามีทางชั่วใดอยู่ในตัวท่านหรือไม่ ให้เราขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าตรวจสอบหัวใจของเรา และทรงโปรดช่วยเราให้เห็นสิ่งที่กำลังเข้ามาแทนที่พระเจ้า ขอให้เรากลับใจจากสิ่งเหล่านั้น และกลับมารัก นมัสการ เชื่อฟังพระเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด ขออย่าให้เรารอจนกว่าจะเห็นผลของบาปแล้วจึงค่อยกลับมาหาพระเจ้า แต่ขอให้เรากลับใจตั้งแต่วันนี้เลย เพราะพระเจ้าทรงเตือนเราเพื่อให้เราหันกลับมาหาพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    พระธรรมนำชีวิต ตอน พร้อมไหม? Ep.1734

    Play Episode Listen Later Sep 6, 2026 5:05


    พระธรรมนำชีวิตตอน พร้อมไหม? Ep.1734เรื่องราวในเยเรมีย์ 19 แม้จะเป็นคนละเหตุการณ์กับบทที่ 18 แต่ก็มีความเชื่อมโยงกัน ในตอนที่แล้วพูดถึงดินเหนียวที่อยู่ในมือของช่างหม้อ ซึ่งภาชนะที่กำลังทำเสียไป ช่างหม้อก็ปั้นมันขึ้นใหม่ตามที่เขาเห็นว่าดี เยเรมีย์ 19:1-3 พระเจ้าทรงกำหนดอย่างชัดเจนว่า เยเรมีย์ต้องทำอะไร ต้องพาใครไป และต้องไปที่ไหน ซึ่งเมื่อเยเรมีย์ฟังพระเจ้าแล้ว เขาก็เชื่อฟังทำตามทุกประการ'พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “จงไปซื้อเหยือกดินของช่างหม้อมาลูกหนึ่ง แล้วพาผู้ใหญ่บางคนของประชาชนและปุโรหิตอาวุโสบางคน ไปที่หุบเขาเบนฮินโนม ตรงทางเข้าประตูกองเศษหม้อ และที่นั่นจงป่าวร้องถ้อยคำที่เราบอกเจ้าไว้ ' เยเรมีย์ 19:1-2คำว่า พระเจ้าตรัสดังนี้ คือรูปแบบที่เกิดขึ้นเสมอในพระธรรมเล่มนี้ เพื่อยืนยันว่า ถ้อยคำนี้ไม่ได้มาจากความคิดเห็นส่วนตัวของเยเรมีย์ แต่เป็นพระเจ้าที่ตรัสเอง พระเจ้าสั่งให้เยเรมีย์อย่างชัดเจนว่าให้ไปซื้อหม้อจากช่างหม้อ พระเจ้าทรงให้เยเรมีย์พาผู้ใหญ่บางคนของประชาชนและปุโรหิตอาวุโสบางคนไปด้วย เพื่อให้พวกเขาได้ยินคำประกาศของพระเจ้าโดยตรง นี่เป็นการประกาศพระวจนะและคำเตือนเรื่องการพิพากษาทั้งต่อหน้าผู้นำของประชาชนและผู้นำทางศาสนา พระเจ้าระบุอย่างเจาะจงว่าให้พาไปที่หุบเขาเบนฮินโนม ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเยรูซาเล็ม ถ้าเราย้อนไปดูใน 2 พงศ์กษัตริย์เราจะพบว่า ที่นี่เป็นที่บูชายัญลูกแด่พระโมเลคของกษัตริย์มนัสเสห์ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าบัญญัติไว้ว่าห้ามทำ พระเจ้าตรัสว่า “จงป่าวร้องถ้อยคำที่เราบอกเจ้าไว้”'เจ้าจงว่า ‘ขอทรงฟังพระวจนะของพระยาห์เวห์ ข้าแต่บรรดากษัตริย์แห่งยูดาห์ และชาวกรุงเยรูซาเล็ม พระยาห์เวห์จอมทัพพระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ เราจะนำเหตุร้ายมาถึงสถานที่นี้ อย่างที่หูของทุกคนที่ได้ยินจะอื้อไป ' เยเรมีย์ 19:3ฟัง คำนี้คือ คำว่า เชมาร์ ซึ่งหมายถึงการได้ยินและเอาใจใส่ และเกี่ยวข้องกับการตอบสนองด้วยการเชื่อฟัง ปัญหาของคนยูดาห์คือพระเจ้าตรัส แต่พวกเขาไม่ยอมฟัง ลองกลับมาถามตัวเองว่า เราก็เป็นแบบนี้ด้วยหรือเปล่า คือได้ยินเสียงเตือนของพระเจ้า ฟังคำเทศนาแล้ว อ่านพระคัมภีร์แล้ว แต่ถ้าเราก็ยังเลือกที่จะไม่สนใจ ไม่กลับใจ ยังคงใช้ชีวิตอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า สำหรับคนยูดาห์พระเจ้าตรัสอย่างชัดเจนว่า พระองค์จะนำเหตุร้ายมา ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงมากจนหูของทุกคนที่ได้ยินจะอื้อไป สำนวนนี้สื่อถึงความตกตะลึงและสยดสยองอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นการเตือนของพระเจ้าไม่ได้มีเพื่อทำให้หวาดกลัวเท่านั้น แต่ทรงเตือนเพราะบาปที่ทำนั้นจะผลตามมาจริง ๆการปฏิเสธพระเจ้าอย่างต่อเนื่องจะนำตัวเองเจ้าสู่การพิพากษา ขอให้เราคิดไว้เสมอว่า ทุกการเลือกของเราจะมีผลตามมาเสมอ การเลือกที่จะดื้อดึงต่อพระเจ้าก็มีผลต่อชีวิตของเราอย่างแน่นอน'บุคคลที่ถูกตักเตือนบ่อยๆ แต่ยังแข็งคอ ประเดี๋ยวคอจะหัก รักษาไม่ได้ ' สุภาษิต 29:1 TH1971พระเจ้ากำลังเตือนเราผ่านถ้อยคำของพระเจ้าในเรื่องที่เรารู้อยู่แล้วว่าไม่ถูกต้อง แต่เรากลับพยายามหาเหตุผลที่จะทำมันต่อไป ซึ่งเราก็รู้นะว่า เราต้องกลับใจหันหลังให้บาปนั้น แต่เรากลับใช้พระคุณเป็นเหตุผลให้พูดว่า เดี๋ยวก่อนอยู่เสมอไหมครับ หรือเมื่อเราได้ยินพระวจนะของพระเจ้าอย่างชัดเจน แต่เรากลับเลือกที่จะฟังบางสิ่งที่เราอยากฟัง สุภาษิตเตือนให้เรากลับใจ หยุดดื้อรั้นทำคอแข็ง เราต้องไม่คิดว่า เราจะมีโอกาสกลับใจเมื่อไรก็ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าพรุ่งรี้ตะเป็นอย่างไร การดื้อดึงต่อพระเจ้าอย่างต่อเนื่องย่อมนำไปสู่การพิพากษา ขอให้เราจะไม่ใช้โอกาสแห่งพระคุณอย่างไร้ค่า เพราะพระคุณของพระเจ้าเป็นสิ่งที่เราไม่ควรได้รับ แต่พระคุณของพระเจ้าสำแดงอย่างชัดเจนผ่านการที่พระเยซูคริสต์ผู้ทรงสละพระองค์เองเพื่อไถ่บาปของเรา พระคุณไม่ได้หมายความว่า เราสามารถทำบาปต่อไปโดยคิดว่าจะไม่เป็นไร เพราะพระเจ้าทรงให้อภัย และพระคุณนั้นเรียกเราให้กลับใจและหันกลับมาหาพระองค์ เมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้เรากลับใจและเปลี่ยนแปลง ขอให้เราพร้อมที่จะกลับใจทันที ขอให้เราไม่เพียงแต่ได้ยิน แต่ให้เรามีใจที่พร้อมจะเชื่อฟังพระองค์ด้วยครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่159) สัมพันธภาพของคนในคริสตจักร ควรเป็นอย่างไร?

    Play Episode Listen Later Sep 5, 2026 5:05


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่159)สัมพันธภาพของคนในคริสตจักร ควรเป็นอย่างไร?“เพราะว่าเราเป็นอวัยวะของพระกายของพระองค์”~เอเฟซัส 5:30 THSV11“for we are members of his body.”~Ephesians 5:30 NIVพระธรรมข้อนี้ลึกซึ้งมาก โดยเฉพาะเมื่อมองในเรื่อง“ความสัมพันธ์ของคนในคริสตจักร!” เพราะอ.เปาโลกำลังใช้ภาพของ “พระกาย” เพื่ออธิบายถึง “คริสตจักร” หรือ“ชุมชนของผู้เชื่อที่เป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์”อ.เปาโลสอนว่า คริสเตียนไม่ได้เป็นผู้เชื่อที่อยู่คนเดียว แต่เราล้วนมีความสัมพันธ์ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันในพระคริสต์อ.เปาโลก็ใช้ภาพ “ร่างกายมนุษย์” อธิบายความสัมพันธ์เช่นเดียวกันนี้อีกครั้งในพระธรรม 1 โครินธ์ 12:12–27 โดยกล่าวว่า​พระคริสต์ทรงเป็น ศีรษะของร่างกาย​ผู้เชื่อแต่ละคนเป็น อวัยวะของร่างกาย​อวัยวะแต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกัน แต่​อวัยวะทุกส่วนต้องพึ่งพาและเชื่อมโยงกัน​อวัยวะรู้สึกร่วมกัน เมื่อส่วนหนึ่งเจ็บ ส่วนอื่นก็ได้รับผลกระทบด้วย​อวัยวะทุกส่วนทำหน้าที่ได้ดีพร้อมกันเมื่อใด ทั้งร่างกายก็ได้รับประโยชน์เมื่อนั้น​ศีรษะและอวัยวะทุกส่วนต้องสัมพันธ์กันเป็นหนึ่งเดียวด้วยเหตุนี้ คำว่า “เราเป็นอวัยวะของพระกาย” จึงไม่ได้หมายความเพียงแค่ว่า“ฉันเป็นสมาชิกคริสตจักร”แต่มีความหมาย ลึกลงไปกว่านั้นอีกคือ​ฉันเป็นส่วนหนึ่งของพระกายของพระคริสต์​ฉันมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับชีวิตของพี่น้องทุกคนในพระคริสต์​ฉันมีความรับผิดชอบต่อพี่น้องของฉันทุกคน​ฉันทำหรือไม่กระทำอะไรก็ล้วนจะส่งผลกระทบต่อคนอื่นและส่วนรวมชีวิตในคริสตจักรหรือในพระกาย จึงล้วนเป็นเรื่องของความสัมพันธ์​ลิ้นพูดคำรุนแรง ก็จะทำให้ → หัวใจของคนอื่นเจ็บ​มือยื่นออกช่วยเหลือ ก็จะทำให้ → คนอื่นได้รับกำลังใจ​เท้าเดินออกไปเยี่ยมเยียน ก็จะทำให้ → คนที่อยู่โดดเดี่ยวได้รับการดูแล​หูรับฟัง ก็จะทำให้ →คนที่กำลังทุกข์ร้อน รู้สึกว่าตนเองไม่ได้อยู่ลำพังเพียงคนเดียว​ปากพูดให้กำลังใจ ก็จะทำให้ →คนที่กำลังจะล้มมีกำลังเดินต่อไปด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ของกันและกันใน “พระกาย”ของพระคริสต์จะงดงาม หรือ อัปลักษณ์ ก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติต่อกันของพวกเราแล้ว!หากเราเป็นอวัยวะแท้ของร่างกาย (หรือเป็นสมาชิกแท้ของคริสตจักร)และมีคนหนึ่งคนใดเจ็บปวด แต่คนอื่นในพระกายไม่รู้สึกอะไรนั่นจะเป็นเรื่องที่แปลกมากเช่น จะแปลกมาก ถ้านิ้วหัวแม่มือเจ็บ แต่สมองจะบอกว่า“ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องของฉัน เพราะฉันไม่ใช่นิ้วหัวแม่มือ”อ.เปาโลกล่าวว่า“ถ้าอวัยวะหนึ่งเจ็บ อวัยวะทั้งหมดก็พลอยเจ็บด้วย”~ 1 โครินธ์ 12:26หลักสำคัญแห่งความสัมพันธ์ ของคนในคริสตจักรหรือคนในพระกายเดียวกัน ควรเป็นเช่นนี้ คือ​ถ้าคนหนึ่งกำลังทุกข์ → เราควรใส่ใจเขา​ถ้าคนหนึ่งกำลังหลงทาง → เราควรช่วยเหลือเขา​ถ้าคนหนึ่งล้มลง → เราควรพยุงเขาขึ้น​ถ้าคนหนึ่งกำลังถูกทำร้าย → เราควรปกป้องเขา​ถ้าคนหนึ่งเจ็บป่วย →เราควรดูแลรักษาเขาเราจะไม่พูดว่า“เรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา!“เพราะในพระกายของพระคริสต์“เรื่องของเขา” ก็คือ “เรื่องของเรา!” ในทำนองเดียวกัน เมื่อคนหนึ่งได้รับพรหรือมีความสุข เราก็ควรยินดีและมีความสุขไปกับเขาด้วยสิ่งที่เราต้องระวังก็คือบางครั้งสิ่งที่ทำลายความสัมพันธ์ในคริสตจักรไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่คือ การอิจฉาริษยา และ การเปรียบเทียบ อาทิ1).“ทำไมเขาได้รับโอกาส แต่ฉันไม่ได้?”2).“ทำไมเขาได้รับคำชม แต่ฉันไม่ได้?”3).“ทำไมเขาได้รับการสนับสนุน แต่ฉันไม่ได้?“เราควรเข้าใจไว้เสมอว่าความสำเร็จของอวัยวะหนึ่ง ไม่ได้ทำให้อวัยวะอื่นด้อยลง~ตาไม่ได้แข่งขันกับมือ~จมูกไม่ได้แข่งขันกับเท้า~ปากไม่ได้แข่งขันกับหูเพราะทุกส่วนกำลังทำงานเพื่อ ร่างกายเดียวกัน!ดังนั้น “อย่าแข่งกันว่าใครสำคัญกว่า เพราะในพระกายของพระคริสต์เราทุกคนล้วนมีคุณค่า และทุกคนมีวัตถุประสงค์ที่ต้องทำ(เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมร่วมกัน)!(Do not compete over who is more important. In the body of Christ, everyone has value and everyone has a purpose.)พี่น้องที่รักจงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้ให้ดีขอให้เราจดจำไว้เสมอว่า“เราไม่ได้เพียงเพื่อมาร่วมกันเป็นคริสตจักรแต่เราเป็นส่วนหนึ่งของพระกายเดียวกัน เพื่อจะรัก ใส่ใจดูแลและเสริมสร้างกันให้เจริญเติบโตขึ้น”(We do not merely gather as a church; we belong to one body—to love, care for, and build one another up.)นี่คือสัมพันธภาพที่เราควรมีต่อกันและกันในคริสตจักร…ไม่ใช่หรือ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 6กันยายน2026(ตอนที่ 159ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่158) พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า!

    Play Episode Listen Later Sep 4, 2026 5:05


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่158)พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า!“เพราะฉะนั้น พวกท่านจงถ่อมตัวลงภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้าเพื่อว่าพระองค์จะทรงยกพวกท่านขึ้นเมื่อถึงเวลาอันควร”~1 เปโตร 5:6 THSV11“Humble yourselves, therefore, under God's mighty hand, that he may lift you up in due time.”~1 Peter 5:6 NIVคุณเห็นด้วยหรือไม่ว่าเราควรวางใจในพระหัตถ์ของพระเจ้า!และคุณเห็นด้วยกับคำกล่าวต่อไปนี้หรือไม่ ที่ว่า“จงไว้วางใจในพระหัตถ์ของพระเจ้า แม้แต่ในยามที่คุณมองไม่เห็น เพราะพระองค์ทรงมองเห็นทางที่คุณมองไม่เห็นนั้น”(Trust in God's hand even when you cannot see it, for He sees the way you cannot.)“พระหัตถ์ของพระเจ้า” คืออะไร?“พระหัตถ์ของพระเจ้า” คือ“มือของพระเจ้าที่ทรงฤทธิ์ ทรงดูแล ทรงนำ ทรงตีสอน ทรงปกป้อง และทรงยกเราขึ้นในเวลาที่เหมาะสม”แน่นอนว่านี่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้ามี “มือ” แบบมนุษย์ทั่วไป แต่เป็น ภาษาภาพพจน์ ที่ใช้บรรยายถึง “ฤทธิ์เดช การทรงกระทำ การควบคุม การดูแล และการทรงนำของพระเจ้า”ดังนััน เมื่อพระคัมภีร์พูดถึง “พระหัตถ์ของพระเจ้า” จึงมีความหมายประมาณว่าพระเจ้าเองกำลังทรงทำกิจหลากหลายในชีวิตของเรา ด้วยฤทธิ์เดชตามพระประสงค์ของพระองค์ ดังนี้ 1).พระหัตถ์ที่ทรงสร้างเรา“พระหัตถ์ของพระองค์ทรงปั้นข้าพระองค์และทรงสร้างข้าพระองค์”~โยบ 10:8ในข้อนี้ พระหัตถ์ของพระเจ้าคือพระหัตถ์ของพระผู้สร้างเราไม่ได้เกิดมาโดยไร้ความหมาย แต่ชีวิตของเราอยู่ภายใต้พระประสงค์ของพระผู้สร้าง2).พระหัตถ์ที่ทรงปกป้องเรา“ไม่มีใครสามารถฉวยชิงพวกเขาไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาได้”~ยอห์น 10:29พระหัตถ์ของพระเจ้าในที่นี้เป็นหัตถ์ที่เราซึ่งเป็นของพระองค์สามารถฝากชีวิตไว้กับพระองค์ได้3).พระหัตถ์ที่ทรงช่วยเราให้รอด“นี่แน่ะ พระหัตถ์ของพระยาห์เวห์ไม่ได้สั้นเกินกว่าจะช่วยให้รอด”~อิสยาห์ 59:1ในบางสถานการณ์ที่อาจดูเหมือนเกินกำลังของเรา แต่นั่นไม่ได้เกินกำลังของพระเจ้ามือของเรามีขีดจำกัด แต่พระหัตถ์ของพระเจ้านั้นไม่มีขีดจำกัดใดๆเลย4).พระหัตถ์ที่จูงและฉวยเราไว้“แม้ที่นั่น พระหัตถ์ของพระองค์จะจูงข้าพระองค์ และพระหัตถ์ขวาของพระองค์จะฉวยข้าพระองค์ไว้”~สดุดี 139:10 THSV11พระหัตถ์ของพระเจ้าจะนำและจะยึดเราไว้มั่น ในทุกสถานการณ์ของชีวิต5).พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ที่ยกชููเรา“เพราะฉะนั้น พวกท่านจงถ่อมตัวลงภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า เพื่อว่าพระองค์จะทรงยกพวกท่านขึ้นเมื่อถึงเวลาอันควร”~1 เปโตร 5:6 THSV11พระหัตถ์ของพระเจ้าเป็นพระหัตถ์ที่เปี่ยมด้วยฤทธิ์เดช ที่พร้อมยกชูเราขึ้นเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม6).พระหัตถ์ที่ทรงบดขยี้ศัตรูของเรา“ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ทรงอานุภาพยิ่งข้าแต่พระยาห์เวห์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ทรงบดขยี้ศัตรู”~อพยพ 15:6 THSV11พระหัตถ์ของพระเจ้าพร้อมปกป้องเราและขยี้ทำลายศัตรูที่มุ่งร้ายเราให้แหลกลาญป่นปี้7).พระหัตถ์ที่ทรงเลี้ยงดูเราดุจเลี้ยงแกะ“เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา และเราเป็นประชากรแห่งทุ่งหญ้าของพระองค์และเป็นแกะแห่งพระหัตถ์ของพระองค์ …”~สดุดี 95:7 THSV11พระหัตถ์ของพระเจ้าทรงอุ้มชูเราในฐานะที่เป็นประชากรแห่งทุ่งหญ้าของพระองค์และเป็นแกะแห่งพระหัตถ์ของพระองค์ท้ายนี้พี่น้องที่รัก คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่าการได้อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของพระเจ้านั้น คือความมั่นคงปลอดภัยมากในชีวิตของเราเหมือนดังคำกล่าวที่ว่า“ภายใต้ร่มเงาแห่งพระหัตถ์ของพระเจ้า นั่นคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด!”(Under the shadow of God's handis the safest place.)…ผมว่าคุณน่าจะเห็นด้วยกับผมนะครับ!…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 5กันยายน2026(ตอนที่ 158ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน วิธีจัดการกับความเจ็บปวด Ep.1733

    Play Episode Listen Later Sep 4, 2026 7:10


    พระธรรมนำชีวิตตอน วิธีจัดการกับความเจ็บปวด Ep.1733สิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวด คือการที่เราถูกทำร้ายทั้งที่เราพยายามทำสิ่งที่ดี และมันยิ่งเจ็บปวดสุด ๆ เมื่อคนที่เราหวังดีกลับเป็นคนที่ทำร้ายเรา เยเรมีย์กำลังอยู่ในความทุกข์แบบนั้น เราจะทำอย่างไรถ้าหากเราต้องอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเยเรมีย์ เรากลับมาทบทวนกันหน่อยครับ สิ่งที่เราได้พบในเยเรมีย์ 18 คือ พระเจ้าทรงประกาศว่า พระองค์ทรงเป็นเหมือนช่างปั้นที่มีสิทธิอำนาจเหนือประชากรของพระองค์ และพระองค์ทรงมีสิทธิที่จะจัดการกับพวกเขาตามความชอบธรรมของพระองค์ พระเจ้าทรงใช้เยเรมีย์ไปประกาศความจริงของพระเจ้า แต่คนยูดาห์ปฎิเสธ ต่อต้าน และวางแผนทำร้ายเขา เยเรมีย์ 18:19–23 เยเรมีย์นำเรื่องราวทั้งหมดกลับไปหาพระเจ้า เขานำความเจ็บปวดทุกอย่างมาทูลต่อพระเจ้า และมอบความยุติธรรมไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า'ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอทรงฟังข้าพระองค์ และขอทรงฟังเสียงปรปักษ์ของข้าพระองค์เถิด ' เยเรมีย์ 18:19ในข้อ 18 คนยูดาห์บอกว่า ‘อย่าให้เราฟังคำของเขาเลย' เพราะพวกเขาไม่ต้องการเอาใจใส่ถ้อยคำที่เยเรมีย์ประกาศ และในข้อ 19 เยเรมีย์ใช้คำเดียวกันเพื่อหันไปหาพระเจ้าและร้องทูลว่า ‘ขอทรงฟังข้าพระองค์' เยเรมีย์กำลังนำเรื่องของเขามาวางต่อพระพักตร์จองพระเจ้า ผู้ทรงรู้และทรงฟัง และเยเรมีย์ยังขอให้พระเจ้าทรงฟังเสียงของบรรดาคนที่คิดร้ายกับเขาด้วย เพื่อพระเจ้าจะทรงเป็นผู้ตัดสินอย่างชอบธรรม หากคนไม่ยอมฟังความจริงของพระเจ้าจากเรา ขอให้เราจะไม่พยายามให้เขาฟังด้วยการเอาชนะ แต่ขอให้เรานำเรื่องนั้นมาทูลต่อพระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญู ผู้ทรงได้ยินและทรงฟังเสียงร้องทูลของประชากรของพระองค์'ความชั่วเป็นสิ่งตอบแทนความดีหรือ? แต่พวกเขาได้ขุดหลุมไว้หมายเอาชีวิตของข้าพระองค์ ขอทรงระลึกว่าข้าพระองค์ยืนเฝ้าพระองค์ ทูลขอสิ่งดีเพื่อเขา เพื่อจะหันพระพิโรธของพระองค์ไปเสียจากเขา ' เยเรมีย์ 18:20เยเรมีย์ได้ระบายความอัดอั้นใจต่อพระเจ้า สิ่งที่เยเรมีย์ทำคือ ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของเขาในฐานะผู้เผยพระวจนะ เขายืนต่อพระพักตร์ของพระเจ้า และอธิษฐานวิงวอนขอให้พระพิโรธของพระเจ้าหันไปจากคนยูดาห์ แต่คนยูดาห์กลับหมายจะเอาชีวิตของเยเรมีย์ เมื่อความดีของเราถูกตอบแทนด้วยความชั่วหรือความคิดร้าย ๆ เราไม่ต้องเก็บความเจ็บปวดนั้นไว้จนกลายเป็นความขมขื่น ขอให้เรานำเรื่องนั้นมาร้องทูลต่อพระเจ้า มาบอกพระองค์ว่า เราเจ็บ เราไม่เข้าใจ เพราะพระเจ้าทรงทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว ขอให้เรานำความเจ็บปวดที่มีไปหาพระเจ้า ไม่ใช่เก็บไว้เพื่อนำไปสู่การแก้แค้นด้วยตัวเอง'ดังนั้น ขอทรงมอบบุตรหลานของเขาให้แก่การกันดารอาหาร มอบพวกเขาให้แก่อำนาจของดาบ ให้ภรรยาของพวกเขาสูญเสียบุตรและเป็นม่าย ขอให้ผู้ชายของเขาตายด้วยโรคระบาด ให้คนหนุ่มของเขาล้มตายด้วยดาบในสงคราม ขอให้ได้ยินเสียงร้องมาจากเรือนของพวกเขา เมื่อพระองค์ทรงนำผู้บุกรุกมาปล้นเขาอย่างฉับพลัน เพราะเขาได้ขุดหลุมไว้ดักข้าพระองค์และวางบ่วงดักเท้าของข้าพระองค์ แม้กระนั้น ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระองค์ทรงทราบ การปองร้ายทั้งสิ้นของเขาที่จะฆ่าข้าพระองค์เสีย ขออย่าทรงลบมลทินความผิดบาปของเขา หรือลบบาปของเขาเสียจากพระพักตร์พระองค์ ขอให้เขาถูกคว่ำลงเฉพาะพระพักตร์พระองค์ ขอทรงจัดการเขาทั้งหลายในเวลาแห่งความกริ้วของพระองค์' เยเรมีย์ 18:21-23คำอธิษฐานในลักษณะนี้เรียกว่า คำอธิษฐานขอการพิพากษา คือการร้องขอให้พระเจ้าทรงพิพากษาความชั่วตามความยุติธรรมของพระองค์ คำอธิษฐานนี้สอดคล้องกับคำเตือนเรื่องการพิพากษาที่พระเจ้าประทานไว้ในธรรมบัญญัติ 28 หากประชากรละทิ้งพระเจ้าและไม่เชื่อฟังพระองค์ พวกเขาจะต้องพบกับการกันดารอาหาร โรคระบาด และสงคราม ซึ่งคำอธิษฐานนี้ก็สอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับเยเรมีย์ว่า ทุกอย่างจะต้องเกิดขึ้นกับคนยูดาห์ แต่สำหรับพวกเราในฐานะที่เราเป็นสาวกผู้ติดตามพระเยซูคริสต์ เราต้องไม่นำคำอธิษฐานของเยเรมีย์มาเป็นแบบอย่าง คือ เมื่อคนทำร้ายเรา เราจึงขอให้เขาพบกับความพินาศ เพราะพระเยซูทรงสอนให้เรารักศัตรู อธิษฐานเผื่อผู้ที่ข่มเหงเรา และพระวจนะของพระเจ้าสอนว่า ไม่ควรแก้แค้นด้วยตัวเอง แต่ให้มอบการพิพากษาไว้กับพระเจ้า ขอให้เรายังคงเลียนแบบพระเยซู ผู้เป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์ที่สุดของเรา'เมื่อเขากล่าวคำหยาบคายต่อพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงกล่าวตอบเขาด้วยคำหยาบคายเลย เมื่อพระองค์ทรงทนทุกข์ พระองค์ไม่ได้ทรงขู่อาฆาต แต่ทรงมอบพระองค์เองไว้แก่พระเจ้าผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรม ' 1 เปโตร 2:23พระเยซูไม่ทรงทำบาปเลย แม้พระองค์จะโดนกระทำโดยที่พระองค์ไม่มีความผิดเลยสักนิด แต่พระเยซูทรงมอบทุกอย่างไว้กับพระเจ้าพระบิดา เมื่อเราถูกทำร้าย หรือถูกตอบแทนความดีด้วยความชั่ว เราจะทำอย่างไร? เรานำความทุกข์เจ็บปวดนั้นไปหาพระเจ้า หรือเราพยายามแก้แค้นด้วยตัวเราเอง ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงช่วยให้เรามีกำลังที่จะนำความเจ็บปวดนั้นไปหาพระเจ้า แทนที่จะปล่อยให้มันกลายเป็นความขมขื่น ขอให้เรายอมให้อภัยผู้ที่ทำร้ายเราในส่วนที่พระเจ้าเรียกให้เราให้อภัย และให้เรามอบการพิพากษาไว้กับพระเจ้า ผู้ทรงชอบธรรมและทรงยุติธรรมวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่157) สิ่งที่เกินความเข้าใจ!

    Play Episode Listen Later Sep 3, 2026 5:36


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่157สิ่งที่เกินความเข้าใจ!“ดังที่มีเขียนไว้ว่า“สิ่งที่ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และสิ่งที่ใจมนุษย์คิดไม่ถึง คือสิ่งที่ พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนทั้งหลายที่รักพระองค์””~1 โครินธ์ 2:9 THSV11“However, as it is written: “What no eye has seen, what no ear has heard, and what no human mind has conceived”— the things God has prepared for those who love him—”~1 Corinthians 2:9 NIVมีคำกล่าวชวนคิด เขียนไว้ว่า“พระเจ้ามักทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราขอ และลึกกว่าที่เราคิด”(God often does something greater than we ask and deeper than we imagine.)พระธรรม 1 โครินธ์ 2:9 นี้ยืนยันความจริงนี้ และยังเป็นข้อพระคัมภีร์ที่หนุนใจเรายิ่งนัก!อย่างไรก็ตามเราต้องระวังไม่ตีความเพียงแค่ว่า“พระเจ้าจะประทานสิ่งที่เราอยากได้มากมายแบบเกินคาดคิด!”เพราะบริบทที่อ.เปาโลกำลังพูดถึง หมายถึง“ความล้ำลึกแห่งพระปัญญาและแผนการแห่งความรอดที่เกินความคิดและความเข้าใจของเราซึ่งพระเจ้าทรงสำแดงในพระคริสต์เพื่อมนุษย์ทั้งโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้เชื่อในข่าวประเสริฐเป็นหลัก!”ให้เรามาถอดดูความหมายจริงๆ ของพระคัมภีร์ข้อนี้กันเลย​“สิ่งที่ตาไม่เห็น”หมายถึง“ สิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถค้นพบได้ด้วย1).การมองเห็น 2).ความเข้าใจหรือ3).ประสบการณ์ ตามธรรมชาติ”มนุษย์อาจมองเห็นความสำเร็จ เงินทอง อำนาจ หรือสถานการณ์ภายนอกบางส่วน แต่สิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำนั้นมีมากมายและอยู่ลึกกว่าที่สายตามนุษย์มองเห็นได้บางครั้งเราถามคำถามจากสิ่งที่มองเห็นเพียงว่า“ทำไมพระเจ้าจึงทำเช่นนี้ เช่นนั้น?หรือทำไมพระองค์จึงไม่ทำ หรือไม่เปลี่ยนอย่างนี้ อย่างนั้น?“ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว พระเจ้าอาจกำลังเปลี่ยนหัวใจ ทิศทาง ความเชื่อ และอนาคตของเราและของโลกนี้อยู่อย่างเงียบๆ​ “(สิ่งที่)หูไม่ได้ยิน”หมายถึง “สิ่งที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการฟังภูมิปัญญา คำพูด หรือความรู้ของมนุษย์ เพียงอย่างเดียว”บริบทก่อนหน้านี้ อ.เปาโลพูดถึง“พระปัญญาของพระเจ้า” ซึ่งโลกไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยสติปัญญาตามธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง ในเรื่อง “พระคริสต์”(Christ)และ“ไม้กางเขน”(Cross)1).สิ่งที่โลกมองว่าเป็นความอ่อนแอ แต่โดยพระปัญญา พระเจ้ากลับใช้เป็นหนทางแห่งความรอด2).สิ่งที่โลกคิดว่าเป็นความพ่ายแพ้แต่โดยพระปัญญา พระเจ้ากลับให้กลายเป็นชัยชนะ​ “สิ่งที่ใจมนุษย์คิดไม่ถึง”พระเจ้าไม่ได้จำกัดพระองค์เองอยู่ในขอบเขตที่มนุษย์สามารถจินตนาการได้1).มนุษย์คิดว่า“ทางออกน่าจะเป็นแบบนี้”แต่พระเจ้ามีทางออกหรือทางดีกว่าที่เราไม่เคยคิดถึง2).มนุษย์เห็นว่า“จบแล้ว”แต่พระเจ้าอาจตรัสว่า “ยังไม่จบ”3).มนุษย์เห็นเพียงแค่วันนี้ แต่พระเจ้าทรงเห็นหมดทั้งเรื่อง ตั้งแต่ อดีต ปัจจุบัน จนถึงอนาคต​“คือสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนทั้งหลายที่รักพระองค์”แล้ว “สิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียม”นี้ หมายถึงอะไร?พระคัมภีร์ข้อนี้ ไม่ได้สัญญาว่า คนที่รักพระเจ้าจะได้รับทุกสิ่งที่อยากได้ เช่น บ้าน รถ เงิน ตำแหน่งความสำเร็จ หรือชีวิตที่ไม่มีปัญหา ฯลฯ แต่หมายถึง“พระปัญญาอันล้ำลึกและสิ่งที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ในพระคริสต์เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด และพระสิริที่พระองค์ทรงเปิดเผยและประทานแก่บรรดาผู้เชื่อในพระองค์โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์”(1 โครินธ์ 2:10 )สรุป ความล้ำลึกหรือสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมเป็นสิ่งที่มนุษย์ค้นหาเองไม่ได้ พระเจ้าจึงทรงเปิดเผยให้รู้โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ดังนั้นขอให้เรา​จงรักและสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้าเพื่อจะสามารถรู้จักและรับรู้สิ่งที่พระเจ้าทรงสำแดงได้ทันท่วงที​อย่าใช้สายตาของมนุษย์เป็นตัววัดสิ่งที่พระเจ้ากำลังทำเพราะสิ่งที่เราเห็นในวันนี้อาจไม่ใช่ทั้งหมดของเรื่องราว​อย่าด่วนตัดสินพระเจ้าจากสิ่งที่เรามองเห็นในวันนี้1).วันนี้เราอาจมีความเจ็บปวดแต่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่มีแผนช่วยเหลือ2).วันนี้เราอาจยังไม่เห็นคำตอบแต่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่ได้ทำอะไร4.จงเรียนรู้ที่จะไว้วางใจพระองค์แม้เราจะไม่เข้าใจทั้งหมดในสิ่งที่พระองค์กำลังทำอยู่แต่ขอให้เราพูดได้อย่างเต็มปากว่า“แม้ว่าฉันยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ฉันรู้และเชื่อมั่นว่าพระเจ้าทรงดี ฉันจึงจะยังไว้วางใจพระองค์เสมอไป”แล้วพระเจ้าอาจจัดเตรียมหรือกระทำบางอย่างแบบที่ตาเราไม่เห็น หูเราไม่เคยได้ยิน และใจเราคิดไม่ถึง ให้แก่เราก็เป็นได้!…อาเมนไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 4กันยายน2026(ตอนที่ 157ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่156) ชีวิตที่อยู่เพียงเพื่อตัวเอง เป็นชีวิตที่ไร้ค่า!

    Play Episode Listen Later Sep 2, 2026 6:55


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่156)ชีวิตที่อยู่เพียงเพื่อตัวเอง เป็นชีวิตที่ไร้ค่า!“แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ถือว่าชีวิตของข้าพเจ้าเป็นสิ่งมีค่าสำหรับตัวเอง ขอแต่เพียงให้ข้าพเจ้าได้ทำหน้าที่ของข้าพเจ้าและทำพันธกิจที่ได้รับจากพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าให้สำเร็จ คือการเป็นพยานถึงข่าวประเสริฐที่สำแดงพระคุณของพระเจ้า”~กิจการ 20:24 THSV11กิจการ 20:24 นี้ เป็นหนึ่งในถ้อยคำที่สะท้อนหัวใจของอัครทูตเปาโลได้อย่างลึกซึ้งที่สุดว่า“ถ้าพระเจ้าทรงมอบหมายอะไรให้ฉันทำฉันก็จะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ!“และนั่นทำให้ชีวิตของอ.เปาโล เป็นชีวิตที่ยิ่งใหญ่ จริงดังคำกล่าวที่ว่า“ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ชีวิตที่มีคนจดจำมากที่สุด แต่คือชีวิตที่สัตย์ซื่อในการทำสิ่งที่พระเจ้าทรงมอบหมายอย่างสัตย์ซื่อจนสำเร็จ!“(A great life is not the life remembered by the most people, but the life that faithfully fulfills what God has entrusted to it.)อาจารย์เปาโลกล่าวอะไรไว้บ้างใน กิจการ20:24 นี้ ?​ “ข้าพเจ้าไม่ได้ถือว่าชีวิตของข้าพเจ้าเป็นสิ่งมีค่าสำหรับตัวเอง”ไม่ได้หมายความว่า เปาโล1).ไม่เห็นคุณค่าชีวิต หรือ2).ไม่ดูแลตัวเอง แต่หมายความว่าชีวิตของท่านไม่ได้เป็นของท่านเองอีกต่อไป!ก.ท่านไม่ได้ใช้ชีวิตโดยมีตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่ข.ท่านให้พระคริสต์และพระประสงค์ของพระเจ้าเป็นศูนย์กลางค.ท่านตั้งเป้ามีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์“เพราะว่าถ้าพวกเรามีชีวิตอยู่ เราก็มีชีวิตอยู่เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า…”~โรม 14:8คำถามสำคัญในชีวิตคริสเตียนจึงไม่ใช่เพียง“ฉันอยากทำอะไรในชีวิตนี้?”แต่คือ“พระเจ้าทรงต้องการให้ฉันทำอะไรกับชีวิตที่พระองค์ประทานให้?”​ “ขอแต่เพียงให้ข้าพเจ้าได้ทำหน้าที่ของข้าพเจ้า…ให้สำเร็จ”อ.เปาโลไม่ได้ต้องการเพียง เริ่มต้นดีเท่านั้น แต่ท่านต้องการ จบให้ดีด้วยพระเจ้าก็มิได้ทรงเรียกเราเพียงให้มีแค่ความตั้งใจดีเท่านั้น แต่ทรงเรียกให้เรา สัตย์ซื่อจนชีวิตจบสวยด้วยชีวิตคริสเตียนจึงไม่ใช่ว่า“ใครเริ่มต้นได้ยิ่งใหญ่ที่สุด?”แต่เป็น“ใครยังสัตย์ซื่อเมื่อเดินทางมาถึงสุดปลายทาง?”อ.เปาโลเองกล่าวสรุปช่วงท้ายชีวิตของท่านว่า“ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลังข้าพเจ้าได้แข่งขันจนถึงที่สุด ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว”~ 2 ทิโมธี 4:7ดังนั้น ขอให้เราเองก็ทำเช่นกันคือ1).เริ่มต้นด้วยพระคุณ และ2).จบลงด้วยความสัตย์ซื่อ​“และทำพันธกิจที่ได้รับจากพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าให้สำเร็จ”1).พันธกิจของอ.เปาโล คือ พันธกิจ “ที่ได้รับจาก(พระเยซูคริสต์)”2).พันธกิจของท่านและของเรา จึงไม่ใช่สิ่งที่เราเลือกเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง แต่เป็น สิ่งที่พระเจ้ามอบหมายให้ทำจนกว่าจะสำเร็จความจริงนี้ ควรเปลี่ยนทัศนคติในการรับใช้ทั้งหมดของเรา เพราะก.ถ้าเรารับใช้เพื่อคน ~เราจะเหนื่อยเมื่อคนไม่ขอบคุณข.ถ้าเรารับใช้เพื่อชื่อเสียง~ เราจะท้อเมื่อไม่มีใครเห็นค.ถ้าเรารับใช้เพื่อความสำเร็จ ~เราจะผิดหวังเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่หวังแต่ถ้าเรารับใช้เพราะ พระเยซูทรงมอบหมายก.แม้ไม่มีใครเห็น ~เราก็ยังทำข.แม้ไม่มีใครชม ~เราก็ยังสัตย์ซื่อค.แม้ไม่มีผลเกิดขึ้น~เราก็ยังเดินหน้าต่อเพราะเราไม่ได้ทำเพื่อให้คนเห็นว่า “ฉันเก่ง”หรือ “ฉันดี”แต่ทำเพื่อให้คนเห็นว่า “พระเจ้าทรงประเสริฐ และทรงยิ่งใหญ่!”​ “คือการเป็นพยานถึงข่าวประเสริฐ ที่สำแดงพระคุณของพระเจ้า”นี่คือหัวใจของพันธกิจของเปาโล1).คำว่า “เป็นพยาน” ไม่ได้หมายถึงเพียงการเทศนาของท่านแต่หมายถึงการ บอกเล่าและสำแดงสิ่งก.ที่ท่านได้พบกับพระคริสต์ และข.ที่พระเยซูทรงกระทำในชีวิตของท่านชีวิตของเราก็สามารถเป็นและทำอย่างที่อ.เปาโลเป็นและได้กระทำ จากก).สิ่งที่เราพูดเป็นพยานด้วยปากข).สิ่งที่เราเป็นเป็นพยานด้วยชีวิตดังนั้นการประกาศข่าวประเสริฐที่ทรงพลังที่สุด จึงไม่ใช่เพียงการพูดว่า“พระเจ้าทรงรักคุณ”แต่คือการทำให้คนทั้งหลายได้สัมผัสความรักนั้นผ่านชีวิตของเรา2).คำว่า “ข่าวประเสริฐที่สำแดงพระคุณของพระเจ้า”นี่นับว่าเป็นตอนที่งดงามมากที่สุดอ.เปาโลไม่ได้บอกว่าท่านเป็นพยานถึง ความดีของตัวเองแต่เป็นพยานถึง พระคุณของพระเจ้าที่ท่านไม่สามารถหาได้ด้วยความดีของตัวเอง แต่พระเจ้าประทานให้มาด้วยความรักข่าวประเสริฐจึงไม่ใช่“จงทำตัวให้ดี แล้วพระเจ้าจะรักคุณ”แต่คือ“พระเจ้าทรงรักคุณ และพระองค์ทรงยื่นพระคุณมาให้คุณ ดังนั้น จงตอบสนองต่อความรักนั้นด้วยชีวิตของคุณ!”พี่น้องที่รัก ขอให้เรา ทำให้ชีวิตของเรามีค่ามากขึ้น โดย1.เรียนรู้ มุมมองชีวิตและ แบบอย่างชีวิตของอาจารย์เปาโล และ2.ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของท่านนั้นอย่างเต็มกำลังนั่นคือ มีเป้าหมายที่จะ การทำสิ่งที่พระเจ้ามอบหมายให้สำเร็จดังคำกล่าวที่ว่า“เป้าหมายของชีวิตคริสเตียนไม่ใช่การมีชีวิตอยู่นานที่สุด แต่คือการทำสิ่งที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้ทำอย่างสัตย์ซื่อจนสำเร็จ ก่อนที่ชีวิตของเราจะจบลง”… จะดีไหมครับ?

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่155) วันนี้คุณแสดงความเมตตากรุณาต่อใครบ้างแล้วยัง?

    Play Episode Listen Later Sep 2, 2026 5:47


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่155)วันนี้คุณแสดงความเมตตากรุณาต่อใครบ้างแล้วยัง?“ข้าแต่องค์เจ้านาย แต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งพระกรุณาและพระคุณ กริ้วช้า และอุดมด้วยความรักมั่นคงและความซื่อสัตย์”~สดุดี 86:15 THSV11“But you, the Lord God, are kind and merciful. You don't easily get angry, and your love can always be trusted.”~Psalms 86:15 CEVมีคำเขียนไว้ว่า“คนอาจลืมคำเทศนาที่เราเทศน์แต่ยากที่เขาจะลืมความเมตตากรุณาที่เราเคยมอบให้แก่เขาในวันที่เขากำลังเจ็บปวด”(People may forget our sermons, but they rarely forget the kindness we showed them when theywere hurting.)พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งความเมตตากรุณา ผู้เปี่ยมด้วยพระคุณ และความรักอันมั่นคงและพระองค์ทรงประสงค์ให้เราเป็นและกระทำอย่างที่พระองค์กระทำแก่ใครบางคน!ให้เรามาดูว่าพระคัมภีร์สอนเราในเรื่องนี้ไว้อย่างไรบ้าง?​พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณา และอุดมด้วยรักความมั่นคง“แต่พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา พระองค์ทรงรักเราโดยความรักอันใหญ่หลวงของพระองค์”~เอเฟซัส 2:4 THSV11“พระยาห์เวห์ทรงพระกรุณาและมีพระคุณ กริ้วช้าและอุดมด้วยความรักมั่นคง”~สดุดี 103:8 THSV11​พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณาอันไม่มีที่สิ้นสุด“ความรักมั่นคงของพระยาห์เวห์ไม่เคยหยุดยั้ง และพระกรุณาของพระองค์ไม่มีสิ้นสุด”~เพลงคร่ำครวญ 3:22 THSV11​พระเจ้าทรงเมตตากรุณาต่อผู้ใดพระองค์ก็ทรงเมตตากรุณาต่อผู้นั้น“เพราะพระองค์ตรัสกับโมเสสว่า“เราประสงค์จะกรุณาใคร เราก็จะกรุณาคนนั้น และเราจะเมตตาใคร เราก็จะเมตตาคนนั้น””~โรม 9:15 THSV11​พระเจ้าทรงช่วยเราให้รอดด้วยพระเมตตากรุณาของพระองค์“พระองค์ก็ทรงช่วยเราให้รอด ไม่ใช่เพราะความชอบธรรมที่เราทำเอง แต่ด้วยพระเมตตาของพระองค์โดยผ่านการชำระให้บังเกิดใหม่และสร้างใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์”~ทิตัส 3:5 THSV11​พระเจ้าทรงปรารถนาให้เราเข้าถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณเพื่อรับพระเมตตากรุณาในยามที่ต้องการ“ฉะนั้นขอให้เราเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณด้วยความกล้า เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะพบพระคุณที่ช่วยเราในยามต้องการ”~ฮีบรู 4:16 THSV11​เราควรถวายตัวของเราแด่พระเจ้า ให้เป็นเครื่องบูชาอันบริสุทธิ์ โดยเห็นแก่เมตตากรุณาขอพระองค์“ดังนั้น พี่น้องทั้งหลาย โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาอันบริสุทธิ์ที่มีชีวิต และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่าน”~โรม 12:1 THSV11​เราควรสวมใจเมตตากรุณาในการดำเนินชีวิตในฐานะที่เป็นพวกของพระเจ้า“เพราะฉะนั้นในฐานะเป็นพวกที่พระเจ้าทรงเลือก พวกที่บริสุทธิ์ และพวกที่ทรงรัก จงสวมใจเมตตา ใจกรุณา ใจถ่อม ใจสุภาพอ่อนโยน ใจอดทน จงอดทนต่อกันและกัน และถ้าใครมีเรื่องราวต่อกัน ก็จงให้อภัยกัน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้อภัยพวกท่านอย่างไร ท่านก็จงทำอย่างนั้นด้วย”~โคโลสี 3:12-13 THSV11พี่น้องที่รักขอให้เรามาเป็นคนที่มีใจเมตตากรุณากันเถอะขอให้เราตระหนักไว้เสมอว่า“ความเมตตากรุณา อาจดูเป็นเรื่องเล็กในสายตาของเรา แต่สำหรับใครบางคนที่กำลังเจ็บปวดมันอาจเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขาได้รับในวันนั้น!”(Kindness may seem small to us, but to someone who is hurting,it may be the greatest gift they receive that day.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 2กันยายน2026(ตอนที่ 155ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่154) จดหมายเปิดผนึกถึงศิษยาภิบาลและผู้นำ!

    Play Episode Listen Later Aug 31, 2026 8:39


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่154)จดหมายเปิดผนึกถึงศิษยาภิบาลและผู้นำ!“จงนบนอบเชื่อฟังบรรดาผู้นำของท่านทั้งหลาย เพราะว่าพวกเขาดูแลรักษาจิตวิญญาณของพวกท่านอยู่อย่างคนที่ต้องถวายรายงาน จงให้พวกเขาทำงานนี้ด้วยความชื่นชมยินดี ไม่ใช่ด้วยความเศร้าใจ ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์แก่พวกท่านเลย”~ฮีบรู 13:17 THSV11“Have confidence in your leaders and submit to their authority, because they keep watch over you as those who must give an account. Do this so that their work will be a joy, not a burden, for that would be of no benefit to you.”~Hebrews 13:17 NIVผมประทับใจในข้อเขียนของอาจารย์ วาระ มีชูธน ที่เขียนไว้ให้อ่านทาง FaceBook จึงขออนุญาตนำมาเรียบเรียงขยายความเพิ่มเติม เพื่อหนุนใจผู้รับใช้ทุกท่าน ดังนี้ “จดหมายถึงศิษยาภิบาลและผู้นำถ้าคุณไม่บอก…​พวกเขาคงจะไม่มีวันรู้เลยว่า …คุณต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง จากการตอบว่า “ได้” และยังคงรับใช้ต่อไป ​พวกเขาจะไม่มีวันรู้เลยว่า… คุณต้องร้องไห้กี่คืนด้วยความเสียใจ หลังจากทุกคนแยกย้ายกลับบ้านไป​พวกเขาจะไม่มีวันรู้เลยว่า…คุณต้องสอนและเทศนากี่กัณฐ์ทั้งๆที่หัวใจของคุณเองแตกสลายไปแล้ว ​พวกเขาจะไม่มีวันรู้เลยว่า…คุณต้องอธิษฐานเผื่อคนที่ทรยศคุณด้วยใจปวดร้าวมากี่ครั้ง ​พวกเขาจะไม่มีวันรู้เลยว่า…คุณต้องยิ้มให้กับคนที่กำลังทำลายชื่อเสียงของคุณทั้งต่อหน้าและอย่างเงียบๆมาแล้วกี่คน ​พวกเขาจะไม่มีวันรู้เลยว่า…คุณต้องทุ่มเทชีวิตให้กับพวกเขาหรือใครสักคนมามากมายเพียงใด1).เพื่อแสดงความรักต่อครอบครัวของเขา2).เพื่อเก็บรักษาความลับของเขา3).เพื่อเยียวยาชีวิตสมรสของเขา4).เพื่ออธิษฐานให้พระเจ้าปกป้องและนำพาลูก ๆ ของเขาแต่แล้ว ใจคุณแทบแตกสลาย เมื่อในที่สุด คุณต้องมองดูพวกเขาจากไป ราวกับว่าสิ่งที่คุณทำทั้งหมดนั้น ไม่เคยมีความหมายอะไรเลย! ​ พวกเขาจะไม่มีวันรู้เลยว่า…คุณต้องปล่อยให้อาหารเย็นเย็นชืดไปกี่มื้อ ครอบครัวต้องนั่งรอจนหงุดหงิดไปแล้วกี่ครั้ง และคู่ชีวิตและลูก ๆ ของคุณต้องแบ่งปันตัวคุณให้กับคนที่ไม่เคยแม้แต่จะพูดว่า“ขอบคุณ”ไปแล้วกี่ครา​พวกเขาจะไม่มีวันรู้เลยว่า…คุณต้องพลาดช่วงเวลาสำคัญของครอบครัวและต้องปล่อยวันหยุดพักผ่อนให้ถูกขัดจังหวะไปแล้วไม่รู้กี่ครั้งเพราะว่ามีใครบางคนกำลังล้มลงและต้องการคุณช่วยในทันที​พวกเขาจะไม่มีวันรู้เลยว่า …คุณต้องเสี่ยงและหวุดหวิดสูญเสียครอบครัว สุขภาพ และการรับใช้ มาแล้วกี่ครั้ง?ผลที่ตามมาคือ​พวกเขาจะวิพากษ์วิจารณ์คำเทศนาของคุณ…โดยไม่เคยรู้เลยว่าคุณต้องผ่านสงครามฝ่ายวิญญาณมามากแค่ไหนกว่าจะนำพระวจนะนั้นออกมาเทศนาได้​พวกเขาจะตัดสินเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ …โดยไม่เคยแบกรับน้ำหนักหรือผลลัพธ์ของการตัดสินใจเหล่านั้นเลย​พวกเขาจะเรียกคุณว่า “ห่างเหิน” หลังจากที่พวกเขาดึงพลังจากคุณไปอย่างต่อเนื่อง…โดยไม่รู้เลยว่าคุณแทบไม่เหลือแรงแม้แต่จะยิ้ม​พวกเขาจะเรียกคุณว่า “ควบคุมคนอื่น” เมื่อคุณเริ่มตั้งขอบเขต…โดยไม่เคยเข้าอกเข้าใจในสถานการณ์หนักหนาที่คุณกำลังเผชิญอยู่​พวกเขาจะเรียกคุณว่า “ขมขื่นใจ” เมื่อคุณเอ่ยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยความปวดร้าวใจ…โดยไม่มีแม้แต่การปลอบประโลมสำหรับเลือดที่กำลังไหลอยู่ในใจของคุณ​พวกเขาจะเรียกคุณว่า “ใจเสาะ” เมื่อคุณจริงใจยอมรับว่า คุณเองกำลังหวั่นไหวและสงสัย…โดยไม่ได้ช่วยเหลือหรือเสริมกำลังใดๆที่สัมผัสได้ถึงความรักและความห่วงใยของพวกเขาเลยแต่ตรงกันข้าม พวกเขาคาดหวังให้คุณ…เข้มแข็งทุก(วัน)อาทิตย์…พร้อมสำหรับทุกคนตลอด 24 ชั่วโมง…ให้อภัยทุกความผิด…เงียบไว้เมื่อเผชิญกับคำโกหกและ…ยังคงยิ้มได้แม้ในทุกครั้งที่ต้องกล่าวคำอำลาฯลฯแต่ศิษยาภิบาลก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน…เราก็เหนื่อยเป็น…เราก็เจ็บเป็น…เราก็รู้สึกถูกทอดทิ้งได้…เราก็สงสัยได้เช่ยกันว่า ใครกันแน่ที่เราสามารถไว้วางใจได้และ…เราก็เคยถามตัวเองเหมือนกันว่า การเสียสละทั้งหมดนี้คุ้มค่าจริงหรือไม่?“ท่านศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรที่รักผมขอหนุนใจคุณว่า​ความซื่อสัตย์ของคุณจะไม่ได้สูญเปล่า แต่จะเกิดผลแน่นอน​คำเทศนาและทุกคำสอนที่คุณได้ทุ่มเทเตรียมทั้งที่ร่างกายอ่อนแรงและจิตใจอ่อนล้าล้วนมีความหมายต่อผู้รับฟัง3.ทุกคนที่คุณรัก และเฝ้าเลี้ยงดู แม้แต่ในยามที่คุณหรือพวกเขากำลังเจ็บปวดหรือเจ็บป่วย ล้วนเสริมสร้างชีวิตคนเหล่านั้น4.ทุกครั้งที่คุณเลือกที่จะ…รับผิดชอบทำต่อ หรือเดินหน้าต่อ …อธิษฐานต่อ…ให้อภัยต่อ และ…ยังคงปรากฏตัวเพื่อรับใช้ต่อไปพระเจ้าทรงพอพระทัย และทรงประสงค์จะให้คุณทราบว่า…คุณไม่ได้ถูกลืม…คุณไม่ได้ล้มเหลว และ…คุณไม่ได้สู้อยู่เพียงลำพังพระเยซูคริสต์ยังอยู่กับคุณเสมอมาและเสมอไป ดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ว่า“…นี่แน่ะ เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค””~มัทธิว 28:20 THSV115.ทุกการทุ่มเทเสียสละของคุณ ที่ไม่ยอมแพ้และไม่หยุดทำหน้าที่ผู้ประกาศข่าวประเสริฐจะมีส่วนทำให้1).คริสตจักรเข้มแข็งขึ้น …เพราะคุณยังคงเชื่อ2).ครอบครัวยังคงอยู่ด้วยกัน …เพราะคุณยังคงต่อสู้3).คนที่คุณเป็นพยานและประกาศไว้จะได้พบพระเยซู …เพราะคุณยังสัตย์ซื่อเชื่อฟังในการปฏิบัติตามพระมหาบัญชาของพระคริสต์

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่153) ไม่ว่าจะอยู่เจนไหน จงถ่อมใจไปด้วยกัน!

    Play Episode Listen Later Aug 30, 2026 6:28


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่153)ไม่ว่าจะอยู่เจนไหน จงถ่อมใจไปด้วยกัน!“ในทำนองเดียวกันท่านผู้อ่อนอาวุโส จงยอมเชื่อฟังบรรดาผู้ที่อาวุโสกว่า อันที่จริงให้ท่านทุกคนถ่อมใจต่อกันและกัน เพราะว่า“พระเจ้าทรงต่อสู้ผู้ที่หยิ่งจองหอง แต่ประทานพระคุณแก่คนที่ถ่อมใจ””~1เปโตร 5:5 TNCV“Likewise, you younger men [of lesser rank and experience], be subject to your elders [seek their counsel]; and all of you, clothe yourselves with humility toward one another [tie on the servant's apron], for God is opposed to the proud [the disdainful, the presumptuous, and He defeats them], but He gives grace to the humble.”~1 Peter 5:5 AMPบทความของคุณpathom Ipathom ในชื่อว่า“10 ข้อที่ Gen X อยากฝากถึงน้อง ๆ Gen Z...”เป็นตัวอย่างและเป็นเสียงสะท้อนที่ชัดเจนของพระคัมภีร์ตอนข้างต้นนี้โดยมีเนืัอหามีดังนี้“…ในฐานะคน Gen X ที่ทำงานร่วมกับน้อง Gen Z มาพอสมควรพี่พบว่าน้อง ๆ เป็นคนเก่ง เรียนรู้เร็ว กล้าถาม กล้าเถียง และกล้าตั้งคำถามกับทุกสิ่งบนโลกดังนั้นพี่อยากแนะนำว่า...​ เลิกถามพี่ได้แล้วว่า “ทำไมพี่แก่จัง” คือตอนพี่อายุเท่าน้อง พี่ไม่ได้ถามอะไรกวนประสาทพี่ ๆ ในที่ทำงาน พี่เลยไม่เด้ด จึงมีโอกาสอยู่มาจนแก่ น้องก็ควรลองใช้วิธีเดียวกันดู​ การ Feedback ไม่ใช่การ Bully ถ้าพี่บอกว่า Slide ตัวหนังสือเล็กไป นั่นไม่ได้แปลว่าพี่กำลังทำลายตัวตนของน้อง พี่แค่แก่และมองไม่เห็นจริง ๆ​ การบอกว่า “กำลังทำอยู่ครับ” ไม่ถือเป็น Progress Report เพราะพี่ถามตอนเก้าโมง น้องก็บอกกำลังทำ บ่ายสามก็ยังบอกกำลังทำ ถ้าถามอีกทีเดือนหน้าแล้วตอบเหมือนเดิม พี่จะเริ่มสงสัยว่าน้องกำลังสร้างเขื่อน​ เวลาพี่ตามงานทุกชั่วโมง อย่าหงุดหงิด เพราะน้องรับปากว่างานจะเสร็จตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงที่แล้ว ถ้าน้องรู้สึกว่าพี่ตามถี่ ลองส่งงานดูครับ อาการนี้จะหายทันที​ Work-Life Balance เป็นเรื่องดี พี่สนับสนุนเต็มที่ แต่ถ้า Work ยังไม่ค่อยมี จะรีบ Balance อะไร? พี่ก็สงสัยว่าน้องกำลังสร้างสมดุลระหว่าง Netflix กับ Spotify เช่นเดียวกับ Work from Home ที่พี่เข้าใจดีแต่พี่มีปัญหานิดหน่อยกับการ Work from Bed ที่หายตัวเข้าสู่จักรวาลคู่ขนานตั้งแต่บ่ายสอง​ ถ้าไม่รู้ ถามได้ พี่ไม่ว่า แต่ถ้าพี่สอนไปแล้วสามครั้ง ส่งไฟล์ ส่งคลิป ส่งคู่มือ ไปให้แล้วน้องยังถามคำถามเดิม ครั้งที่สี่พี่อาจเริ่มคิดค่า Tuition Fee​ อย่าบอกว่า “เงินเดือนไม่สำคัญ ขอแค่งานที่มีความหมาย” ตอนสัมภาษณ์งาน แล้วพอ HR แจ้งเงินเดือน ถามทันทีว่า “เพิ่มได้อีกไหมครับ” พี่ชอบความหมายของงานเหมือนกัน แต่พี่ก็ชอบเงินครับ เราไม่ต้องโกหกกัน​ AI ใช้ได้ ใช้เลย พี่สนับสนุน แต่ถ้า Copy คำตอบจาก ChatGPT มาส่งทั้งดุ้น อย่างน้อยช่วยลบประโยค “Certainly! Here's a polished version…” ออกก่อน พี่จะได้แกล้งทำเป็นไม่รู้​ “เดี๋ยว” ไม่ใช่หน่วยของเวลา น้องอาจหมายถึง 10 นาที บ่ายนี้ พรุ่งนี้ หรือหลังสงกรานต์ กรุณาระบุให้ชัด เพราะ Gen X โตมากับนาฬิกา ไม่ได้โตมากับ Manifestation​ อย่าเพิ่งรีบลาออกเพราะรู้สึกว่า “ที่นี่ไม่ใช่ตัวเรา” หลังทำงานได้สองอาทิตย์ ...คือพี่ทำงานมาสามสิบปีแล้ว บางวันพี่ยังไม่แน่ใจเลยว่า “ตัวเรา” คืออะไร แต่เงินเดือนเข้าทุกสิ้นเดือนก็ช่วยให้ค้นหาตัวเองต่อไปได้แถมท้าย พี่อยากให้น้องรู้ว่า Gen X ไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งกว่า Gen Z พี่รู้ว่าโลกที่น้องต้องเจอเร็วกว่า ซับซ้อนกว่า และเปลี่ยนเร็วกว่าสมัยพี่มาก หลายเรื่องพี่ต้อง เรียนจากน้องจริง ๆเพียงแต่น้องก็ต้องเข้าใจพี่นิดนึง… พี่ผ่านทั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง ฟองสบู่ดอตคอม ซับไพรม์ โควิด Digital Transformation และตอนนี้ยังต้องมานั่งเรียน AI ตอนอายุห้าสิบกว่าดังนั้นถ้าบางวันพี่ดูเหนื่อย ๆ อย่าเพิ่งถามว่า “พี่ไหวไหมครับ”ส่งงานที่ค้างอยู่มาก่อน…พี่จะไหวขึ้นทันที! “พี่น้องที่รักบทเรียนที่เราได้เรียนรู้1.จากพระคัมภีร์ และ2.จากบทความตอนนี้ คือ กำชับให้เรา “ถ่อมใจ”เข้าหากันอยู่เสมอเพราะนั่นจะทำให้เรา1). อยู่ด้วยกัน2). ทำงานด้วยกัน และ3).เดินหน้าไปด้วยกันได้อย่างผ่อนคลาย สนุก สุขใจ และ ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น!เพราะความถ่อมใจ จะทำให้เราสามารถพูดได้อย่างจริงใจว่า~“เรื่องนี้ผม/ฉันยังไม่รู้ ช่วยสอนให้หน่อยได้ไหม?”~“ผม/ฉัน อาจมองไม่ครบ มีมุมอื่นอีกไหม?”~“ไอเดียของคุณ/เธอน่าสนใจ ลองอธิบายเพิ่มได้ไหม?”~“ผม/ฉันเคยทำแบบนี้มาตลอด แต่บางทีวิธีใหม่ อาจดีกว่าก็ได้นะ”~“ขอบคุณที่กล้าบอกผม/ฉัน”“ความถ่อมใจ” เช่นนี้แหล่ะ ที่จะทำให้ประสิทธิภาพ1).ในการทำงาน และ2).ในการรับใช้ ของเรามีเพิ่มขึ้น อย่างเห็นได้ชัดเจน ดังนั้น ไม่ว่า เราจะเป็นคนเจนไหนวันนี้ ขอให้เราถ่อมใจไปด้วยกัน …จะดีไหมครับ?

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่152) หากจะไปกันให้ไกล ขอให้เอาใจที่ถ่อมไปด้วย!

    Play Episode Listen Later Aug 30, 2026 5:15


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่152)หากจะไปกันให้ไกล ขอให้เอาใจที่ถ่อมไปด้วย!“ในทำนองเดียวกัน พวกท่านที่อ่อนอาวุโส ก็จงยอมเชื่อฟังพวกผู้อาวุโสท่านทุกคนจงสวมความถ่อมตัวในการปฏิบัติต่อกันและกันเพราะ พระเจ้าทรงต่อสู้คนที่หยิ่งจองหอง แต่ประทานพระคุณแก่คนที่ถ่อมใจ”~1 เปโตร 5:5 THSV11“In the same way, you who are younger, submit yourselves to your elders. All of you, clothe yourselves with humility toward one another, because, “God opposes the proud but shows favor to the humble.””~1 Peter 5:5 NIVมีคำเตือนสติที่ดี กล่าวไว้ว่า“ความแตกต่างระหว่างวัยไม่ใช่อุปสรรคหากหัวใจของเรามีความถ่อมใจที่จะเรียนรู้จากกัน”(Generational differences are not obstacles when our hearts are humble enough to learn from one another.)พระคัมภีร์1เปโตร 5:5 ข้อนี้ จึงเหมาะสมมากกับการสอนเรื่อง“ความถ่อมใจ ในการทำงานร่วมกันระหว่างคนที่ต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคน~ต่างวัย ~ต่างเจน ~ต่างภูมิหลัง และ~ต่างประสบการณ์” เพราะกำลังพูดถึง ท่าทีของหัวใจของทุกคนที่พึงมีต่อกัน นั่นคือมี “ความถ่อมใจ” ในการปฏิบัติต่อกัน!อะไร คือ ความหมายที่แท้จริงของพระธรรม 1 เปโตร 5:5 ข้อนี้ ?​อ.เปโตรเริ่มด้วยการกำชับ คนที่อ่อนอาวุโส ให้ยอมรับการนำของผู้อาวุโสแต่ไม่ได้จบแค่นั้น ท่านยังขยายความต่อไปว่า“ท่านทุกคนจงสวมความถ่อมตัวในการปฏิบัติต่อกันและกัน!”ดังนั้น หลักการของการทำงานหรือรับใช้ร่วมกัน จึงไม่ได้เป็นแบบว่า​ผู้เยาว์ต้องทำตามผู้ใหญ่บอกทุกเรื่อง ​รุ่นน้องต้องฟังรุ่นพี่ทุกอย่าง หรือ​เจนใหม่(เช่น เจนZ)ต้องฟังเจนเก่า(เช่น เจน X หรือ Y)ทุกประการแต่หลักคำสอนของพระคัมภีร์คือทุกคน รวมทั้งทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง ไม่ว่าจะเจนใด ล้วนต้องถ่อมใจและยอมฟังกันและกัน…งานจึงจะสนุกและน่าทำ!​อ.เปโตรเตือนว่า หากเราที่อยู่ ที่ทำงาน หรือที่รับใช้ด้วยกัน ไม่ถ่อมใจ ไม่ฟัง หรือ ไม่ยอมให้ความร่วมมือต่อกัน จะเกิดผลเสียตามมา อาทิ1).พระเจ้าจะต่อสู้กับเรา หากเราหยิ่งจองหอง2).คนอื่นๆก็จะไม่ร่วมงานกับเรา และอาจต่อสู้กับเราเช่นกัน3).งานที่จะต้องเดินหน้าทำ ต้องหยุดชะงัก ~เสียงาน~ เสียความสัมพันธ์~เสียหายทางเศรษฐกิจ~เสียทรัพยากรสำคัญ เช่น เวลา โอกาส พลังงาน ฯลฯ และ~เสียหายพันธกิจที่พระเจ้า หรือ องค์กรมอบหมายให้รับผิดชอบขอย้ำว่า ไม่ว่าในบ้าน ในโบสถ์ ในที่ทำงาน ในชุมชม ในสังคม หรือในประเทศ หากเราต้องการไปด้วยกันให้ไกล จนถึงจุดหมายที่ตั้งไว้ อย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จดังที่หวัง สิ่งสำคัญที่เราจำเป็นต้องทำ ก็คือ “จงสวมความถ่อมตัว!” คำว่า “สวม”นี้น่าสนใจมากเหมือนกับเสื้อผ้า ที่เราใส่เพื่อคนทั้งหลายจะมองเห็นได้!“ความถ่อมใจ”นั้นอยู่ภายใน ไม่มีใครมองเห็นแต่เราไม่ควรมีความถ่อมนั้นแค่อยู่ในใจเราต้องสวมหรือ แสดงออกมาเป็น“ความถ่อมตัว”ให้ปรากฎผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะผ่านออกมาทาง1).วิธีพูด 2).วิธีฟัง และ3).วิธีปฏิบัติต่อกัน หรือต่อผู้อื่น เพื่อคนทั้งหลายจะได้เห็น“ความถ่อม”ที่เรามีอย่างไรก็ตาม การสวมความถ่อมใจ ไม่ได้หมายความว่า“ฉันไม่มีความรู้ หรือ ไม่มีความสามารถ!”แต่เป็น“ฉันรู้ว่าฉันมีความรู้และมีความสามารถ แต่ว่าฉันก็รู้เช่นกันว่าฉัน~ไม่ได้รู้ทุกสิ่ง และ~ไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง!”พี่น้องที่รักวันนีั ไม่ว่าเราจะเป็นใคร มีตำแหน่งฐานะอะไร หรือ จะอยู่เจนไหน ขอให้เรามาถ่อมใจ พร้อมเพรียงกัน “สวมความถ่อมตัว“ในการปฏิบัติต่อกัน ในที่ๆเราอยู่…จะดีไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 30สิงหาคม2026(ตอนที่ 152ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต (Post 2) ตอน ตามพระทัย Ep.1728

    Play Episode Listen Later Aug 29, 2026 6:29


    พระธรรมนำชีวิต (Post 2)ตอน ตามพระทัย Ep.1728บริบทนี้กำลังบอกว่า พระเจ้าทรงเป็นช่างปั้น และประชากรของพระองค์ก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ พระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจที่จะจัดการ สร้างใหม่และปรับเปลี่ยนรูปทรงตามพระประสงค์ของพระองค์ ตรงนี้ผมนำมาประยุกต์ใช้แบบนี้ว่า พระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจที่จะจัดการกับชีวิตของเรา ปรับเปลี่ยน และกำหนดรูปทรงใหม่ตามพระประสงค์ของพระองค์ ขอให้เรายอมให้พระเจ้าเป็นผู้กำหนดรูปทรงของภาชนะ หรือชีวิตของเรา บางครั้งเมื่อเราสูญเสียบางสิ่ง เราก็อยากได้สิ่งนั้นกลับมา พี่น้องครับ ไม่ว่าชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ขอให้เรายอมจำนนต่อพระเจ้า และยอมให้พระเจ้าสร้างชีวิตของเราให้ตรงตามพระประสงค์ของพระองค์'ข้าแต่พระยาห์เวห์ บัดนี้พระองค์ยังเป็นพระบิดาของพวกข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นดินเหนียว และพระองค์ทรงเป็นช่างปั้น ข้าพระองค์ทุกคนเป็นผลงานของพระหัตถ์พระองค์ ' อิสยาห์ 64:8ถ้าวันนี้ชีวิตของเรามีบางสิ่งที่เสียหาย มีความผิดพลาด มีเรื่องที่เราไม่เข้าใจ อย่าเพิ่งรียบสรุปว่า พระเจ้าทรงทำงานกับชีวิตเราจบแล้ว และในขณะเดียวกัน อย่าใช้คำว่า พระเจ้ากำลังปั้นเราใหม่มาเป็นข้ออ้างที่จะไม่กลับใจจากบาป เพราะในบริบทนี้ พระเจ้าเรียกยูดาห์ให้กลับใจจากทางชั่วและยอมจำนนต่อพระองค์ ในการสร้างใหม่ของพระเจ้านั้น พระเจ้าทรงแก้ไข จัดรูปทรงใหม่ ตามที่พระองค์ทรงเห็นควร เราจึงต้องถามตัวเองว่ามีเรื่องอะไรที่พระเจ้ากำลังเรียกให้เรายอมจำนน? มีทิฐิ ความดื้อรั้น ความต้องการควบคุม หรือแผนการของตัวเราเองในเรื่องใดที่เรายังไม่ยอมวาง เราต้องไม่ขอพระเจ้าเพียงให้พระองค์เปลี่ยนสถาณการณ์ แต่เราต้องขอพระเจ้าให้ทรงเปลี่ยนใจของเรา โดยเราต้องยอมจำนนต่อพระเจ้าให้พระองคเป็นผู้สร้างและปั้นชีวิตของเราให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่151) คุณนับวันของคุณเองเป็นไหม?

    Play Episode Listen Later Aug 28, 2026 5:54


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่151)คุณนับวันของคุณเองเป็นไหม?"ขอทรงสอนข้าพระองค์ทั้งหลายให้นับวันของตน เพื่อพวกข้าพระองค์จะมีจิตใจที่มีปัญญา”~สดุดี 90:12 THSV1“Teach us to number our days, that we may gain a heart of wisdom.”~Psalms 90:12 NIVพระธรรมสดุดีข้อนี้ เป็นคำอธิษฐานของโมเสส ที่สั้นแต่ลึกเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างมีปัญญา โดยตระหนักว่าเวลาของเราบนโลกนี้มีจำกัดและเหลือน้อยลงทุกวันพระธรรมข้อนี้ มีความหมายอะไรบ้าง?​"ขอทรงสอนข้าพระองค์ทั้งหลายให้นับวันของตน “1).“ขอทรงสอนข้าพระองค์ทั้งหลาย”ทำไมต้องขอพระเจ้าให้ทรง “สอน”?และจะให้“สอนอะไร?”2).“ให้นับวันของตน”วลี“ให้นับวันของตน” ไม่ใช่หมายความถึงแค่การนับว่าชีวิตเราเหลืออีกกี่วัน? เพราะคำว่า “นับ” มีความหมายมากกว่า”การนับจำนวนวัน“ แต่หมายถึง”การตระหนักถึงคุณค่าของเวลาที่พระเจ้าประทาน และรู้จักใช้มันอย่างถูกต้อง!“​“เพื่อพวกข้าพระองค์จะมีจิตใจที่มีปัญญา”นี่คือ เหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องถูกสอนให้“นับวัน”ของเรา?เพราะมนุษย์อย่างเรามีแนวโน้มที่จะคิดไปเองว่า เรายังมีเวลาอยู่ ดังนั้น ~วันหน้าค่อยทำ~วันหลังค่อยกลับไปหาพระเจ้า~วันหน้าค่อยคืนดีกัน~วันหลังค่อยบอกว่ารัก~วันหน้าค่อยรับใช้~วันหลังค่อยทำสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกฯลฯแต่ปัญหาคือ ~แม้เราเป็นเจ้าของการตัดสินใจในวันนี้ ~แต่เราไม่ใช่เจ้าของ วันพรุ่งนี้!(ยากอบ 4:14)การ “นับวัน”เป็น จะทำให้เราไม่ใช้ชีวิตแบบประมาท!การถูกสอนให้นับวัน จึงเป็นการเตือนสติเราว่าแม้เราไม่รู้ว่า เรามีเวลาเหลืออีกกี่ปี แต่เราก็รู้กันแน่นอนว่า ทุกวันที่ผ่านไป จะไม่กลับมาอีก!ดังนั้นคำอธิษฐานของเราตอนนี้ จึงไม่ใช่ว่า“ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงให้ข้าพระองค์มีชีวิตยืนยาว!”แต่เป็น“ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสอนข้าพระองค์ให้ใช้เวลาที่มีอยู่เหลือนั้นอย่างมีสติปัญญา!”การรู้จัก“นับวัน” จะทำให้เรา​“ได้สติ”และ​“มีจิตที่เกิดปัญญา”คือ1).ตระหนักว่าเรามีเวลามีจำกัด 2).เลือกทำสิ่งที่มีคุณค่า และ3).ตั้งใจจริงจังในการตั้งคำถามว่า“ฉันควรทำอะไรกับเวลาที่พระเจ้าประทานให้ฉันที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย?“4).เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตจาก “ทำทุกอย่าง”มาเป็น “ทำสิ่งที่สำคัญ”ก่อนก.เลือกไม่ทำทุกอย่างเหมือนเคย แต่ข.เลือกทำสิ่งที่พระเจ้าและคนที่เรารักให้ความสำคัญในทันที แบบ“วันนี้มีคุณค่า”พี่น้องที่รัก“ชีวิตที่มีปัญญา ไม่ใช่ชีวิตที่มีเวลามากที่สุดแต่คือชีวิตที่ใช้เวลาที่มี เพื่อสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด”(A wise life is not the life that has the most time, but the life that uses its time for what matters most.)ดังนั้น ขอให้เรากล่าวได้อย่างอาจารย์ เปาโลที่ว่า“แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ถือว่าชีวิตของข้าพเจ้าเป็นสิ่งมีค่าสำหรับตัวเอง ขอแต่เพียงให้ข้าพเจ้าได้ทำหน้าที่ของข้าพเจ้าและทำพันธกิจที่ได้รับจากพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าให้สำเร็จคือการเป็นพยานถึงข่าวประเสริฐที่สำแดงพระคุณของพระเจ้า”~กิจการ 20:24 THSV11สุดท้ายนี้ ขอพระเจ้าทรงสอนเราทั้งหลายให้นับวันของเราแต่ละคนเพื่อพวกเราจะมีจิตใจที่มีปัญญา และตระหนักถึงความจำกัดของวันเวลาที่เรามีเหลืออยู่ในชีวิต เพราะ” ยิ่งเรารู้ว่าเรามีเวลาจำกัดมากเท่าไรเราก็ยิ่งอยากใช้ชีวิตที่เหลือให้ตรงกับพระประสงค์ของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น!“พี่น้องที่รักวันนี้ …คุณนับวันของคุณเองเป็นไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 29สิงหาคม2026(ตอนที่ 151ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    Claim Soul Food Podcasts

    In order to claim this podcast we'll send an email to with a verification link. Simply click the link and you will be able to edit tags, request a refresh, and other features to take control of your podcast page!

    Claim Cancel