Podcasts สำหรับการเติมกำลังให้กับจิตวิญญาณของเรา

พระธรรมนำชีวิตตอน หัวใจที่เหมือนพระทัยพระเจ้า Ep.1708 หลังจากพระเจ้าทรงเปิดโปงผู้เผยพระวจนะเท็จที่ประกาศว่า จะไม่มีสงคราม จะไม่มีการกันดารอาหาร และทุกอย่างจะสงบ ทั้งที่การพิพากษากำลังจะมาถึง เราอาจคิดว่า เยเรมีย์คงรู้สึกโล่งใจ เพราะสิ่งที่เขาประกาศมาตลอดกำลังจะเป็นจริง แต่ในเยเรมีย์ 14:17-18 พระเจ้ากลับตรัสให้เยเรมีย์ร้องไห้ เพราะพระเจ้าและผู้รับใของพระองค์ไม่ได้มีความสุข หรือรู้สึกเฉย ๆ เมื่อเห็นคนบาปต้องรับผลของบาป แต่ทรงเสียพระทัย และผู้รับใช้ของพระองค์ก็เจ็บปวดไปพร้อมกับผู้ที่กำลังพินาศ'“เจ้าจงกล่าวถ้อยคำนี้แก่เขาว่า ‘ขอให้ตาของเรามีน้ำตาไหลทั้งกลางคืนและกลางวัน อย่าให้หยุดยั้ง เพราะประชากรของเราต้องเจ็บปวดด้วยบาดแผลฉกรรจ์ ด้วยถูกตีอย่างหนักมาก ' เยเรมีย์ 14:17พระเจ้าทรงให้เยเรมีย์ร้องไห้ต่อหน้าประชาชน น้ำตาของเยเรมีย์เกิดจากความเศร้าเสียใจ เมื่อเขามองเห็นความเจ็บปวดที่กำลังจะเกิดขึ้นกับคนยูดาห์เพราะความบาปของพวกเขา แม้ว่าพระเจ้าจะทรงพิพากษา แต่พระองค์ไม่ได้ทรงยินดีในความพินาศของผู้คน พระเจ้ายังทรงรักและทรงเจ็บปวดต่อผลของความบาปที่พวกเขาเลือกเดินเข้าไป ขอให้เราจะมีหัวใจที่เหมือนพระทัยของพระเจ้า เมื่อเราเห็นคนที่กำลังหลงจากพระเจ้า ขอให้เราจะเต็มด้วยความรักของพระเจ้า และอธิษฐานเผื่อ และรีบนำพวกเขากลับมารู้จักกับพระเจ้ามากกว่าการตำหนิ สะใจหรือซ้ำเติม'ถ้าเราออกไปตามท้องทุ่ง ก็เห็นคนที่ถูกฆ่าด้วยดาบ ถ้าเราเข้าไปในเมือง ก็เห็นคนเจ็บป่วยเนื่องจากการกันดารอาหาร เพราะว่าทั้งพวกผู้เผยพระวจนะและปุโรหิต ต่างก็ไปยังดินแดนที่ตนไม่รู้จัก' ” ' เยเรมีย์ 14:18ไม่ว่าจะไปตรงไหนก็พบแต่ความพินาศ ความบาปไม่ได้ทำลายคนคนหนึ่ง แต่ส่งผลกระทบต่อทั้งสังคม ทั้งครอบครัวและคนรุ่นต่อไป แม้แต่ผู้เผยพระวจนะและปุโรหิตที่ต้องนำผู้คนกลับมาหาพระเจ้าก็ต้องได้รับผลของการพิพากษาด้วย เพราะพวกเขาไม่ซื่อสัตย์ต่อพระดำรัสของพระเจ้า และยังชักนำให้ผู้คนหลงจากความจริง ความบาปอาจดูเป็นเรื่องเล็กในตอนเริ่มต้น แต่หากไม่กลับใจบาปนั้นย่อมนำผลที่ร้ายแรงกว่าที่เราคิดมาถึงเราเสมอ ลูกา 19:41 ได้บันทึกว่า พระเยซูเองเมื่อทอดพระเนตรเห็นกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ก็ร้องไห้เพราะพระองค์ทรงทราบว่า การพิพากษากำลังจะมาถึง เนื่องจากผู้คนปฏิเสธพระองค์และไม่ยอมกลับใจ'องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเฉื่อยช้าในเรื่องพระสัญญาของพระองค์ ตามที่บางคนคิดนั้น แต่ทรงอดทนกับพวกท่าน พระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ใครพินาศเลย แต่ประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่ ' 2 เปโตร 3:9คนที่อยู่ในพระเจ้าจะไม่ใช้ความจริงเป็นอาวุธเพื่อเอาชนะคนอื่น แต่จะพูดความจริงของพระเจ้าด้วยความรัก วันนี้เมื่อเราเห็นคนที่กำลังเดินห่างจากพระเจ้า หรือคนที่ยังไม่รู้จักพระองค์ ขอเราอย่าเพียงตัดสินว่าเขาผิด แต่ขอให้เรารักเขา อธิษฐานเผื่อเขา นำพระวจนะของพระเจ้าไปแบ่งปันกับเขา หรือนำข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูไปประกาศกับพวกเขา เพราะว่า พระเจ้าทรงต้องการให้คนบาปกลับใจมากกว่าทึ่จะพินาศวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่125)จงดีเหมือนอย่างที่พระเจ้าดี!“เพราะฉะนั้นพวกท่านจงเป็นคนดีพร้อมเหมือนอย่างที่พระบิดาของท่าน ผู้สถิตในสวรรค์ทรงดีพร้อม” ~มัทธิว 5:48 THSV11“Be perfect, therefore, as your heavenly Father is perfect.” ~Matthew 5:48 NIVสิ่งที่เราทุกคนควรรู้ก็คือ พระเจ้าทรงเป็น"พระเจ้าแห่งความดี"ที่สมบูรณ์แบบที่สุด1).พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของความดีทั้งปวงบนโลกนี้2).พระองค์ทรงดีพร้อม และ3).พระองค์ทรงสำแดงความดีต่อเราผ่านทุกช่องทางเราจึงควร1).ซาบซึ้งใน"ความดีของพระเจ้า" และ2).ดำเนิน“ชีวิตแห่งความดี“เป็นการตอบสนองโดยมีความดีของพระเจ้า~เป็นรากฐาน~เป็นพลัง และ~เป็นแรงผลักดัน ให้เราสามารถทำดีอย่างไร้เงื่อนไขออกมาได้พระคัมภีร์สอนอะไรเราบ้างเกี่ยวกับ”ความดี“?ความดีของพระเจ้า ไม่ได้หมายถึงเพียง1).สิ่งที่พระเจ้า "ทรงกระทำ" หรือ ” ทรงประทาน“ แต่รวมถึง2).สิ่งที่พระเจ้า“ทรงเป็น ”คือมีพระลักษณะอันเปี่ยมด้วย~ความดี และ~ความบริสุทธิ์ดังคำกล่าวที่ว่า"ความดีของพระเจ้าไม่ใช่เพียงแค่เป็นสิ่งที่พระองค์ประทานให้ แต่เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นอยู่ในธรรมชาติอันแท้จริงของพระองค์"(The goodness of God is not merely what He gives, but who He is in His very nature.)นอกจากนี้ “ความดี”ของพระเจ้า ยังเป็นหลักประกันให้มนุษย์อย่างเราสามารถไว้วางใจใน~ความรัก ~ความเมตตา และใน~แผนการต่างๆของพระองค์ ได้เสมอแม้แต่ในยามที่เราต้องเผชิญกับภาวะผันผวนและภาวะวิกฤติในชีวิตความดีของคริสเตียน ไม่ใช่การทำดีเพื่อ1).สะสมบุญบารมี เพื่อได้รับความโปรดปรานจากสวรรค์ 2).แลกกับการรอดพ้น แต่เป็น "ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์" ที่สะท้อนพระเยซูคริสต์ออกมาผ่านชีวิตประจำวันของเรา หรือ3).แลกกับความรักของพระเจ้า "เราไม่ได้ทำความดีเพื่อให้ได้มาซึ่งความรักของพระเจ้า แต่เพราะพระเจ้าทรงรักเราก่อน เราจึงถูกขับเคลื่อนให้ทำความดี"(We do not do good to earn God's love; rather, because He first loved us, we are moved to do good.)พี่น้องที่รักการทำดีคือการตอบสนองความดีของพระเจ้า ด้วยการเป็น"แสงสว่าง“และ“เกลือ" ของโลก เพื่อให้ผู้คนรอบข้างเห็นความดีนั้นแล้วสรรเสริญพระเจ้าเหมือนดังที่พระเยซูคริสต์ตรัสว่า“…พวกท่านจงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาทั้งหลายได้เห็นความดีที่ท่านทำ พวกเขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์!” ~มัทธิว 5:16 THSV11ดังนั้น ขอให้เราทำดี เหมือนอย่างที่ John Wesley แนะนำไว้ว่า“จงทำความดีเท่าที่ท่านจะทำได้ ด้วยทุกวิธีที่ทำได้ ในทุกหนทางที่ทำได้ ในทุกเวลาที่ทำได้ ต่อทุกคนเท่าที่ทำได้ ตราบเท่านานที่สุด เท่าที่ท่านจะทำได้!”(Do all the good you can, by all the means you can, in all the ways you can, at all the times you can, to all the people you can, as long as ever you can.)อย่างไรก็ตามขอย้ำอีกครั้งว่า"เราไม่ได้ทำดีเพื่อให้เป็นที่รัก แต่เราทำดีเพราะเราเป็นที่รักแล้ว!"(We don't do good to be loved; we do good because we are loved.)…อาเมนไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 3สิงหาคม2026(ตอนที่125ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่124)คุณเป็นคนแบบน้ำเต็มแก้วไหม?(5)“ขอให้ คน ที่ ฉลาด อยู่ แล้ว ฟัง เรื่องนี้ด้วยจะ ได้ ไป เสริม คำ สั่งสอน ของเขาคน ที่ รู้จัก แยกแยะ ว่า อะไร เป็นอะไร อยู่ แล้ว จะ ได้ มี ความสามารถ ใน การ ชี้แนะ ทั้ง ต่อ ตนเอง และ ผู้อื่น” ~สุภาษิต 1:5 THA-ERV“Even the wise could become wiser by listening to these proverbs. They will gain understanding and learn to solve difficult problems.” ~Proverbs 1:5 ERVคนที่เปิดใจ เปิดสมอง เปิดหู รับฟังสิ่งดีๆมีสาระและมีคุณค่าอย่างใส่ใจและรู้จักปิดปาก…เขาจะกลายเป็นคนฉลาดและหากว่าเขายังมีวินัยและนิสัยที่ดีในการฟังและวิเคราะห์แยกแยะในสิ่งที่ฟังเช่นนั้นอยู่เสมอ …เขาก็จะยิ่งฉลาดมากยิ่งขึ้น จนสามารถช่วยชี้แนะ ให้คำปรึกษาและสั่งสอนคนหลายๆเจนต่อไปได้โดยไม่ตกยุควันนี้ ผมมีข้อคิดดีๆมาฝากให้เพื่อเป็นอาหารใจและอาหารสมอง ดังนี้1”ถ้าซาตานมันทำให้เราเป็นคนเลวไม่ได้มันก็จะทำให้เรายุ่งจนลืมพระเจ้าแทน!“"If Satan can't make us bad, he will make us so busy that we forget God."2“เรือไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อจมน้ำ แต่เรือจมเพราะปล่อยให้น้ำเข้าไปในเรือ(มากเกินไป)ชีวิตเราเช่นกัน อย่าให้โลกอยู่ในเรามากเกินไป ถ้าไม่อยากจม!”"A ship isn't built to sink; it sinks when it lets too much water in. The same goes for our lives—don't let too much of the world into our heart if we don't want to sink."3“เราไม่จำเป็นต้องยืนอยู่ในที่ที่ดีที่สุดขอแค่ให้เรายืนอยู่ในที่ๆทำให้เรามีความสุขมากที่สุดก็พอ!”"We don't need to stand in the best place; just stand where we are happiest."4”โลกไม่ได้ต้องการนักเทศน์ที่เอาแต่เทศน์เพิ่มมากขึ้น แต่โลกต้องการนักเทศน์ที่เป็นคำเทศนาซึ่งกำลังเดินอยู่ ให้พวกเขาได้เห็น!"The world doesn't need more preachers who just preach; it needs preachers who are walking sermons for them to see."พี่น้องที่รัก ขอให้เราเป็นคนฉลาดที่รู้จักอ่าน และรู้จักฟัง ขอให้เราเป็นคนฉลาดมากยิ่งขึ้น โดยรู้จักเลือกอ่านและเลือกฟังในสิ่งที่คู่ควรต่อการอ่านและการฟังขอให้เราเป็นคนมีปัญญาที่รู้จักและสามารถนำสิ่งที่เราอ่าน ฟัง หรือ ดู มาประยุกต์ใช้กับพระวจนะของพระเจ้าอย่างเกิดผลดีเลิศต่อ1).ชีวิตของเราและคนที่อยู่กับเรา2).ครอบครัว3).คริสตจักร และ4).สังคมที่เราอยู่…จะอาเมนไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 2สิงหาคม2026(ตอนที่124ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน คำอธิษฐานที่พระเจ้าไม่ฟัง Ep.1706 เยเรมีย์ 14 เริ่มด้วยการที่พระเจ้าทรงประกาศว่าจะเกิดภัยแล้ง เพราะคนยูดาห์ละทิ้งพระเจ้า ไม่สนใจฟังพระเจ้าเลยมาเป็นเวลานาน เยเรมีย์จึงเป็นตัวแทนนำคำอธิษฐานสารภาพของประชาชน หลังจากที่เยเรมีย์อธิษฐานสารภาพบาปและวิงวอนขอพระเมตตาจากพระเจ้า เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงคิดว่า พระเจ้าจะทรงตอบด้วยการยกโทษ แต่คำตอบที่เยเรมีย์ได้รับกลับตรงกันข้าม เยเรมีย์ 14:10–12 พระเจ้าทรงตรัสว่า อย่าอธิษฐานเพื่อชนชาตินี้เลย วันนี้เราจะมาดูด้วยกันว่า ทำไมพระเจ้าจึงตรัสแบบนั้น 'พระยาห์เวห์ตรัสเกี่ยวกับชนชาตินี้ว่า “ด้วยเหตุที่พวกเขารักจะพเนจรไป ไม่ยับยั้งเท้าของตนไว้ ฉะนั้นพระยาห์เวห์จึงไม่ทรงโปรดปรานเขา พระองค์จะทรงระลึกถึงความผิดบาปของเขา และลงโทษบาปของเขา” ' เยเรมีย์ 14:10หลายครั้งในพันธสัญญาเดิม พระเจ้าทรงเรียกอิสราเอลว่า ประชากรของเรา แต่ในตอนนี้พระองค์ตรัสว่า ชนชาตินี้ ทำให้เราเห็นว่าความบาปทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์นั้นเหินห่างไป พระเจ้าตรัสว่า พวกเขารักจะเพนจร นี่ความหมายว่า พวกเขาเต็มใจเลือกที่จะละทิ้งพระเจ้า ไม่รัก ไม่เชื่อฟัง และหันไปนมัสการพระอื่น พวกเขาไม่ได้หลงผิดไปเพราะความอ่อนแอ แต่พวกเขาเต็มใจจะเดินในทางของบาปโดยไม่คิดจะหันกลับมาหาพระเจ้า พวกเราเองก็เหมือนกัน เรามักคิดว่า การล้มลงในบาปมักเกิดจากความอ่อนแอ แต่พระวจนะของพระเจ้าตอนนี้ชวนให้เราตรวจสอบลึกลงไปอีกว่า ยังมีสิ่งใดหรือไม่ที่เรารักมากกว่าการเชื่อฟังพระเจ้า เพราะการกลับใจไม่ได้หมายถึงการหยุดทำบาปเพียงชั่วคราว แต่คือการยอมให้พระเจ้าทรงเปลี่ยนชีวิตและพฤติกรรมของเรา'พระยาห์เวห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “อย่าอธิษฐานเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของชนชาตินี้เลย แม้ว่าเขาอดอาหารเราก็จะไม่ฟังเสียงร้องของเขา แม้เขาถวายเครื่องบูชาเผาทั้งตัวและธัญบูชาเราก็จะไม่ยอมรับ แต่เราจะผลาญเขาเสียด้วยดาบ ด้วยการกันดารอาหารและด้วยโรคระบาด” ' เยเรมีย์ 14:11-12เมื่อเราอ่านมาถึงตรงนี้ อย่าพึ่งเข้าใจผิดว่า พระเจ้าทรงปฏิเสธคำอธิษฐานหรือการอดอาหาร เพราะสิ่งเหล่านี้พระองค์เองทรงบัญญัติไว้เอง แต่พระเจ้าทรงปฏิเสธคำอธิษฐานและพิธีกรรมที่ปราศจากการกลับใจ คนยูดาห์ยังคงอธิษฐาน อดอาหาร และถวายเครื่องบูชาตามพิธีที่พระเจ้าทรงบัญญัติไว้ แต่พระเจ้าตรัสว่า พระองค์จะไม่ทรงรับ เพราะพวกเขายังยอมไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาเพียงต้องการให้พระเจ้าช่วยจากผลของบาป โดยที่ไม่ต้องการละทิ้งบาปเลย พระเจ้าจึงทรงประกาศการพิพากษาที่พระองค์เคยเตือนไว้นานแล้วว่า ดาบ การกันดารอาหาร และโรคระบาดจะมาถึง แม้พระเจ้าจะทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา แต่พระองค์ก็ทรงซื่อสัตย์ต่อพระวจนะของพระองค์ เมื่อพวกเขาไม่ยอมกลับใจอย่างต่อเนื่อง นี่จึงเป็นเวลาแห่งการพิพากษา สิ่งนี้เตือนพวกเราด้วยว่า พระเจ้าไม่ได้ทอดพระเนตรเพียงสิ่งที่เราทำ แต่พระองค์ทอดพระเนตรหัวใจของเราด้วย'เพราะเราประสงค์ความเมตตา ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา เราประสงค์ให้รู้จักพระเจ้า ยิ่งกว่าประสงค์เครื่องบูชาเผาทั้งตัว ' โฮเชยา 6:6สิ่งที่พระเจ้าต้องการไม่ใช่แค่เพียงเราอธิษฐาน รับใช้ ไปคริสตจักรหรือถวายทรัพย์อย่างสม่ำเสมอ แต่พระวจนะของพระเจ้าตอนนี้เตือนเราว่า กิจกรรมฝ่ายวิญญาณเหล่านั้น ไม่สามารถทดแทนหัวใจที่ยอมจำนนต่อพระเจ้า ไม่สามารถทดแทนชีวิตที่รู้จักพระเจ้า และชีวิตที่เหมือนพระเจ้าได้ ขอให้การนมัสการ หรือทุกสิ่งที่เราทำถวายพระเจ้านั้นจะเริ่มต้นด้วยความรัก ความยำเกรงและเชื่อฟังพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงพอพระทัยคนที่เข้ามาหาพระองค์ด้วยหัวใจที่ถ่อม มากกว่าเข้ามาด้วยรูปแบบพิธีกรรมที่เคร่งครัด งดงามแต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงชีวิตวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่123)คุณเป็นคนแบบน้ำเต็มแก้วไหม?(4)“เพื่อ ว่า คน ผู้ ฉลาด แล้ว จะ พึง ฟัง, และ ทวี ใน การ ศึกษา; และ เพื่อ ว่า คน ผู้ เข้าใจ แล้ว จะ พึง รู้จัก ถือท้าย เรือ แห่ง ชีวิต ของ ตน;” ~สุภาษิต 1:5 TH1940“Let the wise hear and increase in learning, and the one who understands obtain guidance,” ~Proverbs 1:5 ESVวันนี้ ขอให้เราเตรียมแก้ว(ชีวิต)ของเราเพื่อพร้อมรับน้ำสะอาดแห่งปัญญาอันมีคุณค่าต่อการดำเนินชีวิตของเราขอให้เราเปิดใจรับฟังคำเตือนสติและคำแนะนำทั้ง1).จากพระวจนะของพระเจ้า และ2).จากประสบการณ์ชีวิตอันมีประโยชน์ที่ผู้อื่นก.ได้เรียนรู้ และข.ได้นำมาแบ่งปันให้กับเราด้วยเหตุนี้~อะไรดี เราก็จงทำตาม แต่ ~อะไรไม่ดี เราก็จงออกห่าง และหลีกเลี่ยงอย่าไปทำตามคำเตือนสติของวันนี้ มีดังนี้ 1“ การดูถูกคนอื่น ไม่ได้ทำให้เราสูงขึ้น แต่มันเปิดเผยให้เห็นระดับจิตใจที่ต่ำของเรา!”"Looking down on others doesn't lift us up; it only reveals the low state of our own hearts."2“อย่าทำดีอ่อนโยนต่อคนทั้งโลกแต่ทำร้ายและพูดจาแข็งกระด้างไร้ความปรานีต่อคนในบ้านและในโบสถ์ของตัวเราเอง!”"Don't be kind and gentle to the whole world, only to be harsh, cruel, and hurtful to those in your own home and church."3“จงให้ถ้อยคำของท่านทั้งหลายประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอปรุงด้วยเกลือให้มีรส เพื่อท่านจะได้รู้ว่าควรจะตอบแต่ละคนอย่างไร!”~โคโลสี 4:6 THSV11“Let your speech always be gracious, seasoned with salt, so that you may know how you ought to answer each person.” ~Colossians 4:6 ESV4“จงให้คนอื่นสรรเสริญเจ้า และไม่ใช่ปากของเจ้าเอง ให้คนต่างด้าวสรรเสริญ และไม่ใช่ริมฝีปากของเจ้าเอง!” ~สุภาษิต 27:2 THSV11“Let another praise you, and not your own mouth; a stranger, and not your own lips.” ~Proverbs 27:2 ESVพี่น้องที่รัก ขอให้เรารับฟัง และทำตามคำแนะนำข้างต้นเหล่านี้กันเถอะ…เห็นดีด้วยไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 1สิงหาคม2026(ตอนที่123ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน เริ่มต้นคำอธิษฐาน Ep.1705เมื่อเราพบกับวิกฤตปัญหา สิ่งแรกที่เรามักจะอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ แต่เยเรมีย์ 14:7–9 ได้เปิดมุมมองให้เราเห็นว่า คำอธิษฐานที่แท้จริงไม่ได้เริ่มจากการขอให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ แต่เริ่มด้วยการสารภาพผิดต่อพระเจ้า'“แม้ว่าความผิดบาปของข้าพระองค์ทั้งหลายก็เป็นพยานปรักปรำข้าพระองค์ ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอพระองค์ทรงโปรดเถิด เพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ บรรดาความไม่ซื่อสัตย์ของข้าพระองค์ทั้งหลายก็มากมาย ข้าพระองค์ทั้งหลายทำบาปต่อพระองค์ ' เยเรมีย์ 14:7เยเรมีย์เริ่มต้นคำอธิษฐานด้วยการสารภาพว่า ความผิดบาปนั้นก็เป็นพยานปรักปรำพวกเขา เยเรมีย์ไม่ได้แก้ตัว ไม่ได้โทษภัยแล้ง หรือกล่าวว่า ประชาชนสมควรได้รับความช่วยเหลือ แต่เยเรมีย์ยอมรับว่าพวกเขาได้ทำบาปต่อพระเจ้า และความทุกข์ที่กำลังเจอนั้นเป็นผลของการละเมิดพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงเตือนไว้แล้ว ในคำอธิษฐานนี้เยเรมีย์วางความหวังไว้ที่พระลักษณะของพระเจ้า ผู้ทรงซื่อสัตย์และเปี่ยมด้วยพระเมตตาคุณ ดังนั้นทุกครั้งที่เรามาสารภาพความผิดบาปของเรา ขอให้เรายอมรับความผิดนั้นด้วยใจสำนึก และให้เราเข้ามาพึ่งพาพระนามและพระลักษณะของพระเจ้า 'ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นความหวังแห่งอิสราเอล เป็นพระผู้ช่วยของเขาในยามลำบาก ทำไมพระองค์จึงทรงเป็นเหมือนแขกเมืองในแผ่นดิน หรือเหมือนคนเดินทางแวะอาศัยเพียงคืนเดียว? ' เยเรมีย์ 14:8ในคำอธิษฐานนี้ เยเรมีย์ถ่ายทอดความรู้สึกของประชาชนที่ดูเหมือนว่าพระเจ้าทรงอยู่ห่างไกลราวกับเป็นแขกที่เพียงแวะผ่านมา เมื่อเราสารภาพบาป สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่เพียงแค่การยกโทษ แต่คือการได้กลับมามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าอีกครั้ง'ทำไมพระองค์จึงทรงเป็นเหมือนชายที่งุนงง หรือเหมือนชายฉกรรจ์แต่ช่วยใครไม่ได้? ข้าแต่พระยาห์เวห์ แม้กระนั้นก็ดีพระองค์สถิตท่ามกลางข้าพระองค์ทั้งหลาย คนเขาเรียกพวกข้าพระองค์โดยพระนามของพระองค์ ขออย่าทรงละทิ้งข้าพระองค์ทั้งหลาย” 'เยเรมีย์ 14:9ชายที่งุนงง เยเรมีย์ให้ภาพว่า พระเจ้าทรงนิ่งเฉยทั้งที่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ แต่เยเรมีย์ยังยืนยันความจริงว่า พระเจ้ายังสถิตท่ามกลางพวกเขา และยังอ้อนวอนว่า ขออย่าทรงละทิ้งพวกเขา คำอธิษฐานของเยเรมีย์สอนเราว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลาที่เราเจอกับวิกฤตไม่ใช่การขอให้ปัญหาหมดไป แต่คือการแสวงหาการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า เพราะว่าถ้าพระองค์สถิตอยู่กับเรา แม้ว่าปัญหายังอยู่ พวกเราก็ยังสามารถมีความหวังได้'เครื่องบูชาที่พระเจ้าทรงปรารถนาคือจิตใจที่แตกสลาย ใจที่แตกสลายและสำนึกผิดนั้น ข้าแต่พระเจ้า พระองค์จะไม่ทรงดูถูก ' สดุดี 51:17เมื่อเราเข้าเฝ้าพระเจ้า อย่าเริ่มต้นด้วยการบอกพระองค์ว่า เราสมควรได้รับอะไร แต่ขอให้เราเริ่มต้นด้วยการสารภาพความบาป และหวังใจในพระลักษณะของพระเจ้า เราไม่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าด้วยความดีของเรา แต่เรามาเข้าเฝ้าด้วยพระคุณของพระเจ้าที่พระองค์ประทานแก่เราผ่านทางพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเปิดทางให้เราเข้าใกล้พระองค์ เมื่อเรากลับมามีความสัมพันธ์กับพระเจ้า เราจะพบว่า การสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้ามีค่ามากกว่าการที่ปัญหาจะหมดไปเสียอีกวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่122)คุณเป็นคนแบบน้ำเต็มแก้วไหม?(3)“ให้ผู้ที่ฉลาดรับฟังและเพิ่มพูนความรู้ให้ผู้ที่มีความเข้าใจได้รับการชี้แนะ” ~สุภาษิต 1:5 TNCV“a wise person will listen and continue to learn, and an understanding person will gain direction—” ~Proverbs 1:5 GWวันนี้ ผมมีข้อคิดและคำเตือนสติมาแบ่งปันหวังว่าพี่น้องจะเป็นคนฉลาดที่ความคิดเปิดกว้างเหมือนแก้วที่ไม่เต็มน้ำ ยอมถ่อมใจรับฟัง เพื่อจะเพิ่มพูนความรู้ และทวีคูณความเข้าใจ ไม่เดินไปในทางที่สร้างความเจ็บปวดให้แก่ตัวเอง และแก่ผู้อื่นและไม่ทำให้พระเจ้าทรงเจ็บปวดพระทัยไปด้วย1“อายุ ความเก่ง หรือ ความรู้ไม่ได้ทำให้เรามีวุฒิภาวะมากขึ้น แต่วิจารณญาณ ความรับผิดชอบ และความถ่อมใจต่างหากที่ทำให้เราเป็นผู้ใหญ่!”"Age, skill, or knowledge don't give us maturity. Rather, it is discernment, responsibility, and humility that make us truly mature."2“ถ้าเราร้อนรนกว่า อย่าดูถูกคนเฉื่อยชา …แต่จงช่วยเขาให้ร้อนรนมากขึ้น ถ้าใครสอนผิด อย่าเอาแต่ประณามเขา …แต่จงช่วยเขาให้สอนถูก ถ้าใครทำผิดพลาด อย่ามุ่งกำจัดเขา …แต่จงช่วยเขาให้กลับมาตั้งต้นใหม่อย่างถูกต้องด้วยความรัก!”"If you are more passionate, don't look down on those who are passive—help them ignite their passion. If someone teaches wrong, don't just condemn them—help them teach what is right. And if someone stumbles, don't seek to push them out—help them start fresh in love."3“ชีวิตเราน่าจะมีความสุขมากขึ้น …หากเราไม่ด่วนตัดสิน และรีบสรุปอะไร ชีวิตคนอื่นคงจะมีความสุขมากขึ้น …หากเราใจกว้างยอมรับความแตกต่างในความคิดเห็นโดยไม่ถือว่าเขาเป็นศัตรู!”"Our lives would be much happierif we didn't jump to conclusions or rush to judge. And others' lives would be happier too, if we were open-minded enough to acceptdiffering views without treating them as enemies."พี่น้องที่รัก ขอให้เราเป็นคนฉลาดที่พร้อมรับฟังทั้งคำเตือนสติและคำแนะนำเพราะว่าการกระทำเช่นนั้น จะเกิดผลดีต่อตัวของเรา ดังคำกล่าวที่ว่า“คนที่ยอมรับคำแนะนำ จะเดินไปได้ไกลกว่าผู้ที่ยึดมั่นแต่ความคิดของตนเอง!”(Those who accept counsel will go farther than those who rely only on themselves.)…เห็นด้วยไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 31กรกฎาคม2026(ตอนที่122ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน เรื่องผิดปกติ Ep.1704เมื่อชีวิตเกิดความผิดปกติ เรามักจะถามว่า ทำไมเรื่องนี้จึงเกิดขึ้นแต่กับเราฉัน” แต่ในเยเรมีย์เปิดเผยให้เราเห็นว่า บางครั้งความผิดปกตินั้นไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงอนุญาต เพื่อเรียกคนของพระองค์ให้หันกลับมาหาพระองค์ หลังจากบทที่ 13 เตือนเรื่องการพิพากษาของพระเจ้ากำลังจะมาถึง เยเรมีย์ 14:1-6 เริ่มต้นด้วยการที่พระเจ้าทรงแจ้งว่า กำลังเกิดภัยพิบัติ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเคยเตือนไว้แล้วในพันธสัญญา หากประชากรละทิ้งพรเจ้า'พระวจนะของพระยาห์เวห์มาถึงเยเรมีย์ เกี่ยวกับความแห้งแล้งว่า “ยูดาห์ไว้ทุกข์ และประตูเมืองทั้งหลายของเธอก็อ่อนกำลังลง ประชาชนของเธอก็คร่ำครวญอยู่บนแผ่นดิน และเสียงร้องของเยรูซาเล็มก็ดังขึ้น ' เยเรมีย์ 14:1-2ภัยแล้ง ในภาษาเดิมเป็นรูปพหูพจน์ สื่อถึงภัยแล้งที่รุนแรงและยาวนานจนทั้งประเทศได้รับผลกระทบ ทั้งเมืองเต็มไปด้วยเสียงคร่ำครวญ ผู้คนหมดแรง และทุกคนต้องเจอิฃกับความทุกข์พร้อมกัน ความจริงแล้วภัยแล้งนี้เป็นผลที่เกิดขึ้นจากพวกเขาละทิ้งพระเจ้า แม้ว่าพวกเขาจะกำลังร้องไห้เพราะภัยแล้ง แต่ไม่ได้หมายความว่า พวกเขากลับใจจากบาป'พวกเจ้านายของเธอสั่งคนใช้ให้ไปตักน้ำ พวกเขาไปยังที่ขังน้ำ เห็นว่าไม่มีน้ำ เขาก็กลับไปด้วยภาชนะเปล่า เขาอับอายและขายหน้า จึงคลุมศีรษะเสีย เพราะเรื่องแผ่นดินที่แตกระแหง เนื่องจากไม่มีฝนตกบนแผ่นดิน พวกชาวนาก็อับอาย จึงคลุมศีรษะเสีย ' เยเรมีย์ 14:3-4ไม่มีใครหนีพ้นจากความเดือดร้อนครั้งนี้ แม้ชนชั้นผู้นำที่มีอำนาจและทรัพยากร ก็ไม่สามารถหาน้ำได้ สิ่งที่พระเจ้าตีสอนเขาตามพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงทำไว้กับอิสราเอล เมื่อพวกเขาหันไปพึ่งพาพระอื่น พระบาอัลที่พวกเขานมัสการนั้นคนคะนาอันเชื่อว่า เป็นพระที่ควบคุมฝน แต่พระเจ้าทรงเปิดเผยว่าไม่ใช่ แต่เป็นพระองค์เองที่ทรงเป็น พระเจ้าพระผู้สร้าง ผู้ทรงควบคุม และประทานทุกอย่าง'แม้กวางตัวเมียที่อยู่ในท้องทุ่งก็ละทิ้งลูกที่ตกใหม่เสีย เพราะว่าไม่มีหญ้า ลาป่ายืนอยู่บนที่สูงโล่ง มันหอบเหมือนกับหมาป่าตาของมันก็มืดมัว เพราะว่าไม่มีพืชผัก” ' เยเรมีย์ 14:5-6การบรรยายถึงสัตว์ทั้งสองชนิดนี้ทำให้เห็นว่า แม้อต่สัตว์ที่มีสัญชาตญาณในความรัก ยังต้องทิ้งลูกตัวเอง และสัตว์ที่อึด ถึกทนอย่างล่าป่า หรือสัตว์ป่ายังทนไม่ไหว นี่กำลังบอกว่า ภัยแล้วที่เกิดขึ้นนี้จะหนักมาก และภัยแล้งนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดขึ้นเพื่อตีสอน และเรียกคนของพระองค์ให้กลับใจ เมื่อมนุษย์วางใจสิ่งอื่นมากกว่าพระเจ้า ทุกสิ่งนั้นล้วนมีข้อจำกัด และไม่อาจเป็นที่พึ่งแทนพระเจ้าได้'จงระวังตัวอย่าให้จิตใจของท่านทั้งหลายลุ่มหลงและหันเหไปปรนนิบัตินมัสการพระอื่นๆ และพระยาห์เวห์จึงกริ้วพวกท่าน ทรงปิดฟ้าสวรรค์ไม่ให้ฝนตก และแผ่นดินก็ไม่งอกพืชผล และท่านทั้งหลายจะพินาศจากแผ่นดินดีซึ่งพระยาห์เวห์ประทานแก่ท่านนั้นอย่างรวดเร็ว ' เฉลยธรรมบัญญัติ 11:16-17นี่คือคำเตือนของพระเจ้าที่มีให้กับคนของพระองค์มายาวนานมาแล้ว ซึ่งถ้าเขาได้เชื่อฟังทำตาม พระสัญญาของพระเจ้าจะเป็นจริง เฉลยธรรมบัญญัติ 11 : 3 …ถ้าท่านจะตั้งใจเชื่อฟัง...รักพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านฃและปรนนิบัติพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจ ข้อ 14 เราจะให้ฝนตกตามฤดูกาล ในข้อ 15 เราจะให้เจ้าได้รับประทานจนอิ่ม พระเจ้าทรงอนุญาตให้ชีวิตของเราพบการตีสอน ไม่ใช่เพื่อทำลาย แต่เพื่อเปิดเผยว่า เรากำลังพึ่งพาอะไรอยู่ และทรงเรียกให้เรากลับมาวางใจพระองค์อีกครั้ง วันนี้เราต้องเปลี่ยนคำถามจากถามว่า ทำไมเรื่องนี้จึงเกิดกับเรา มาเป็นถามว่า พระเจ้ากำลังสอนอะไรเราในเรื่องนี้ หากเกิดความผิดปกติที่ไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้ ขอให้เราอย่าเพียงคร่ำครวญ หรือเศร้าอยู่กับแค่ปัญหานั้น ขอให้เรากลับมาหาพระเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งชีวิตที่แท้จริง เพราะเมื่อทุกสิ่งในโลกสั่นคลอน พระเจ้าของเรายังคงเป็นพระเจ้าที่มั่นคงอยู่เสมอวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่121)คุณเป็นคนแบบน้ำเต็มแก้วไหม?(2)“ทั้งปราชญ์จะได้ยินและเพิ่มพูนการเรียนรู้ และคนที่มีความเข้าใจจะได้ความช่ำชอง” ~สุภาษิต 1:5 TH1971“a wise person will listen and continue to learn, and an understanding person will gain direction—” ~Proverbs 1:5 GWคุณเห็นด้วยกับคำกล่าวต่อไปนี้หรือไม่ที่ว่า“ปัญญาเริ่มต้นเมื่อเรายอมรับว่ายังมีสิ่งที่เราต้องเรียนรู้อีกมากมาย!”(Wisdom begins when we admit there is still much to learn.)เพราะเหตุนี้ พระธรรม สุภาษิต 1:5 จึงเตือนเราว่าคนมีปัญญาที่แท้จริง ตระหนักว่าตัวเขาเองไม่ใช่คนมีความรู้มากที่สุด แต่เขาคือคนที่1).มีความถ่อมใจ~ยอมรับว่าตัวเองรู้ไม่หมด2).ยินดีรับฟัง ~ยอมรับว่าคนอื่นมีบางอย่างที่รู้มากกว่าเรา3).ไม่หยุดเรียนรู้ ~ยอมใช้เวลาและพลังงานในการหาความรู้ความเข้าใจเพิ่มคนที่คิดว่าตนเองรู้ทุกอย่างหมดแล้ว1).จะหยุดเรียนรู้ 2).จะหยุดเติบโต แต่คนที่ยอมเรียนรู้อยู่เสมอ1).จะได้รับพระพรและ2).จะเป็นพรแก่ผู้อื่นแล้วเราได้รับการแนะนำให้ทำอะไรบ้าง?เราได้รับการเตือนสติว่า ถ้าเราต้องการเป็นคนมีปัญญาและมีความเข้าใจ(อย่างปราชญ์)สิ่งที่เราควรทำคือเปิดใจต่อพระวจนะของพระเจ้า และรับคำแนะนำและคำชี้แนะจากพระวจนะของพระองค์แล้วจะเกิดอะไรตามมา?พระเจ้าจะทรงเพิ่มพูนสติปัญญานำทางชีวิต ทำให้เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณที่เกิดผลได้รับการถวายพระเกียรติจากชีวิตและพันธกิจที่เราทำวันนี้้ผม ขอเชิญชวนทุกคนมาเป็นแก้วน้ำที่ยังไม่เต็มเพื่อรับคำแนะนำและคำเตือนสติ เพื่อเข้าใจชีวิต และได้เรียนรู้เพิ่มปัญญาให้กับตัวเอง ดังข้อความต่อไปนี้”ชีวิตไม่ได้อนุญาตให้เราสมหวังในทุกเรื่องแต่สอนให้เรายอมรับความผิดหวังในบางเรื่อง!“"Life doesn't let us have everything we want; it teaches us to embrace what doesn't go our way."”เราไม่ได้เติบโตขึ้นจากเรื่องง่ายๆ เราเติบโตขึ้นจากเรื่องยากๆ!“"Easy paths don't make us grow; hard challenges do.“”ความสุขแท้ไม่ขึ้นอยู่กับว่าเรามีอะไร แต่อยู่ที่ว่าเรารู้สึกอย่างไรต่อสิ่งที่เรามี!“"True happiness doesn't depend on what we have, but on how we feel about what we have."พี่น้องที่รักขอให้เราตั้งเป้าที่พร้อมจะรับฟังและเพิ่มพูนการเรียนรู้ และขอให้เราเป็นคนมีปัญญาที่มีความเข้าใจในการดำเนินขีวิต1).อย่างเกิดผล2). มีความสุข และ3).ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าเสมอไป…จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 30กรกฎาคม2026(ตอนที่121ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน เมื่อเราลืมพระเจ้า Ep.1703การลืมพระเจ้าไม่ได้หมายความว่า เราจำไม่ได้ว่าพระเจ้าเป็นใคร เรายังอาจยังอธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ ไปโบสถ์ และรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าทุกอย่าง แต่การลืมพระเจ้าคือ ในขณะที่เราใช้ชีวิตแบบนั้น เราไม่ได้ไว้วางใจพระเจ้า และหัวใจของเราก็ค่อย ๆ มีอย่างอื่นเข้ามาแทนที่พระองค์ นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผยถึงคนยูดาห์ในช่วงท้ายของเยเรมีย์ 13 'เราจะกระจายพวกเขาไปเหมือนแกลบ ที่ถูกลมจากถิ่นทุรกันดารพัดไป นี่เป็นส่วนของเจ้า เป็นส่วนที่เราได้ตวงออกให้แก่เจ้าพระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ เพราะเจ้าได้ลืมเราเสีย และไว้วางใจในการมุสา ' เยเรมีย์ 13:24-25คนยูดาห์จะกระจายไปเหมือนแกลบที่ถูกลมพัด เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะพวกเขาได้ลืมพระเจ้า และวางใจในการโกหก พวกเขาจึงได้รับผลจากการพิพากษาของพระเจ้า คำว่า ลืมในภาษเดิมมีความหมายว่า ละเลย ไม่ใส่ใจ ไม่ใช้ชีวิตตามพันธสัญญา ดังนั้นการลืมพระเจ้าไม่ได้หมายถึงการจำพระเจ้า แต่คือการใช้ชีวิตที่ละเลย ไม่ใส่ใจ ไม่เชื่อฟังพระเจ้า สุดท้ายก็วางใจในการมุสา ซึ่งหมายถึงรูปเคารพ พันธมิตรทางการเมือง และความมั่นคงที่สร้างขึ้นเอง 'ฉะนั้น เราเองจะถลกเสื้อคลุมของเจ้ามาปกหน้าเจ้า คือให้เห็นความอับอายขายหน้าของเจ้า เราได้เห็นการที่น่าสะอิดสะเอียนการล่วงประเวณี ความกำหนัดโหยหา และการเล่นชู้ด้วยตัณหาของเจ้า บนเนินเขาทั้งหลายที่ในทุ่งนา โอ เยรูซาเล็มเอ๋ย วิบัติแก่เจ้า อีกนานสักเท่าใด เจ้าจึงจะยอมทำให้ตนสะอาดได้?”' เยเรมีย์ 13:26-27ความบาปที่ทำจนเป็นเรื่องปกติอาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับพระเจ้าความบาปไม่เคยเป็นเรื่องปกติ พระเจ้าตรัสว่า “เราได้เห็นการล่วงประเวณี ในที่นี่ไม่ได้หมายความเพียงแค่ความผิดทางเพศ แต่เป็นภาพของการมีพระอื่นนอกจากพระเจ้า สิ่งที่พวกเขาเคยชินนั้นเป็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนในสายพระเนตรของพระเจ้า ในท้ายข้อนี้พระเจ้าตรัสว่า อีกนานเท่าใด เจ้าจึงจะยอมทำให้ตนสะอาดได้? แม้มีการประกาศการพิพากษาแล้ว พระเจ้ายังคงเรียกร้องให้พวกเขากลับใจหันกลับจากบาป แม้ว่าพระเจ้าทรงรักและมีพระเมตตา แต่พระเจ้าไม่เคยลดมาตรฐานความบริสุทธิ์ของพระองค์เลย 'อย่าให้ความจงรักภักดีและความซื่อสัตย์ทอดทิ้งเจ้า จงพันมันไว้รอบคอของเจ้า จงเขียนมันไว้บนแผ่นจารึกแห่งหัวใจของเจ้า ดังนั้น จงหาความโปรดปรานและชื่อเสียงดี ในสายพระเนตรพระเจ้า และในสายตามนุษย์ จงวางใจในพระยาห์เวห์ด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง ' สุภาษิต 3:3-5ขอให้เราจะมีชีวิตตามพระธรรมสุภาษิต คือยังคงอยู่ในความยำเกรง จงรักภักดี ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า และขอให้เราจะมีแสวงหาความโปรดปรานจากพระเจ้า โดยเริ่มต้นด้วยการไว้วางใจในพระเจ้า และไม่มีสิ่งอื่นใดมาแทนที่พระองค์ ขอเราอย่ารอจนสิ่งที่เราวางใจนั้นพังลงแล้วค่อยกลับมาหาพระเจ้า ขอให้เรากลับมาหาพระเจ้าผู้ทรงมีพระทัยเมตตาทันทีชีวิตที่ไม่ลืมพระเจ้าไม่ใช่เพียงชีวิตที่ไปโบสถ์ หรือการใช้ชีวิตตามรูปแบบของคริสเตียน แต่การไม่ลืมพระเจ้าคือชีวิตที่ไว้วางใจ ยำเกรงและเชื่อฟังพระเจ้าในทุกเรื่อง และทุกเวลาวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่120)คุณเป็นคนแบบน้ำเต็มแก้วไหม?(1)“คนมีปัญญาจะได้ยินและเพิ่มพูนการเรียนรู้ และคนที่มีความเข้าใจจะได้การชี้แนะ”~ สุภาษิต 1:5 (THSV11)“let the wise listen and add to their learning, and let the discerning get guidance—” ~Proverbs 1:5 NIVพระธรรมข้อนี้เป็นบทนำของพระธรรมสุภาษิต ซึ่งสอนว่า“คนที่ฉลาดแท้จริง ไม่ใช่คนที่คิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างแต่เป็นคนที่พร้อมจะเรียนรู้ตลอดเวลา”ใช่ครับ คนที่มีปัญญาคือ คนที่ทำตัวเหมือนน้ำไม่เต็มแก้ว พร้อมรับการเติมความรู้ความเข้าใจอยู่เสมอ!ความหมายของพระธรรมข้อนี้ คืออะไร?“คนมีปัญญาจะได้ยิน”คำว่า “ได้ยิน” ในพระคัมภีร์นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การได้ยินด้วยหู แต่หมายถึงการ1).รับฟังด้วยใจ2).เปิดใจยอมรับความจริง3).พร้อมเรียนรู้จากพระเจ้าและผู้อื่นคนที่มีปัญญาจะไม่รีบด่วนสรุป แต่จะฟังก่อน พิจารณาก่อน แล้วจึงตัดสินใจ“คนมีปัญญาจะเพิ่มพูนการเรียนรู้”ปัญญาไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง แต่ต้องเติบโตอยู่เสมอคนของพระเจ้าไม่ควรพอใจกับความรู้เดิมแค่นั้น แต่ควร1).เรียนรู้พระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมทุกวัน2).เรียนรู้จากประสบการณ์3).เรียนรู้จากความผิดพลาด4).เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์เพราะยิ่งเรียนรู้อย่างถูกต้องมากเท่าไร เราก็จะยิ่งถ่อมใจมากยิ่งขึ้นเท่านั้นเพราะเราตระหนักแล้วว่ายังมีอีกมากมายที่เราต้องเรียนรู้“คนที่มีความเข้าใจจะได้การชี้แนะ”คำว่า “การชี้แนะ” หมายถึง1).คำปรึกษา2).คำแนะนำ3).แนวทางหรือ ยุทธศาสตร์ในการดำเนินชีวิต และ4).การนำทางที่ถูกต้องคนที่เข้าใจชีวิตจะไม่เดินตามลำพังแต่ยอมรับคำแนะนำจากก.พระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ข.ผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณค.ผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ง.ปราชญ์หรือผู้รู้ที่แท้จริงและคนที่ถ่อมใจรับการชี้แนะที่ฉลาด ก็มักจะประสบความสำเร็จมากกว่า คนที่มีทิฐิ ไม่รับฟังคำปรึกษาจากผู้ใดเลยดังคำในพระธรรมสุภาษิต ที่ว่า“ที่ไหนไม่มีคำปรึกษา แผนงานก็ล้มเหลวแต่ที่มีผู้แนะนำมากก็สำเร็จ” ~สุภาษิต 15:22สรุป หลักการสำคัญจากพระธรรมตอนนี้ก็คือคนฉลาดไม่หยุดเรียนรู้คนถ่อมใจยอมรับคำสอนคนที่รู้จักฟังจะเกิดปัญญาคนที่รู้จักขอคำปรึกษาไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่เป็นคนเข้มแข็งคนใดเดินกับพระเจ้าเป็นประจำ คนนั้นก็จะเติบโตในปัญญาและความเข้าใจอยู่ตลอดเวลาพี่น้องที่รัก คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่า“คนฉลาดไม่ได้รู้ทุกเรื่องแต่พวกเขาพร้อมเรียนรู้ทุกวัน!”(Wise people don't know everything; they are willing to learn every day.)แล้วคุณล่ะ ?คุณเป็นหนึ่งในท่ามคนมีปัญญาและมีความเข้าใจดังที่กล่าวมาหรือไม่?คุณเป็นดุจแก้วที่น้ำยังไม่เต็ม และพร้อมรับการเติมน้ำเพิ่มขึ้นหรือไม่?วันนี้ ขอให้คุณมาเป็นหนึ่งในท่ามกลางคนอย่างที่กล่าวมา…จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 29กรกฎาคม2026(ตอนที่120ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน มนุษย์เปลี่ยนเองเองไม่ได้ Ep.1702เมื่อความบาปกลายเป็นความเคยชิน เราก็จะเริ่มหาเหตุผลให้กับสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกว่าผิด นี่คือสภาพที่พระเจ้าทรงเปิดเผยเกี่ยวกับคนยูดาห์ เรายังอยู่ในเยเรมีย์ 13:20–27 และวันนี้เราจะมาเจาะลึกกันเพียงข้อเดียว 'คนคูชเปลี่ยนสีผิวของตนเอง หรือเสือดาวเปลี่ยนลายของมันได้หรือ? ถ้าได้แล้วพวกเจ้าผู้ที่เคยชินต่อการทำความชั่ว จึงจะมาทำความดีได้ ' เยเรมีย์ 13:23พระเจ้าทรงใช้สิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถเปลี่ยนได้ด้วยตนเอง มาเปรียบเทียบกับสภาพของคนยูดาห์ คำว่า “เคยชิน” หมายถึง การถูกฝึก หรือเรียนรู้จนชำนาญ พวกเขาทำบาปซ้ำแล้วซ้ำอีก จนความชั่วกลายเป็นเรื่องธรรมดา หรือเป็นวิถีชีวิต ของพวกเขาปัญหาของความบาปไม่ใช่เพียงการทำผิดครั้งเดียว แต่เมื่อเราทำซ้ำ ๆ โดยไม่กลับใจ หัวใจของเราก็จะค่อย ๆ เคยชินกับสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกว่าผิด จนเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ด้วยกำลังของเราเอง ปัญหาคือ มนุษย์ไม่ได้ต้องการเพียงการปรับปรุงพฤติกรรมให้ดีขึ้น แต่เราต้องการให้พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงเราจากข้างใน เพราะมนุษย์ที่อยู่ภายใต้อำนาจของความบาป ไม่สามารถช่วยตัวเองให้รอดพ้นจากความบาปได้ เราจึงต้องการพระเยซู พระผู้ช่วยให้รอดข่าวดีก็คือ พระเจ้าประทานพระคุณของพระองค์แก่เราผ่านทางพระเยซูคริสต์ พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อรับโทษบาปแทนเรา และทรงเป็นขึ้นจากความตาย เพื่อทุกคนที่เชื่อและวางใจในพระเยซูจะได้รับความรอด ไม่ใช่เพราะเราสามารถทำตัวเองให้ดีพอ แต่พระเจ้าทรงช่วยเราโดยพระคุณของพระองค์'แต่พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา พระองค์ทรงรักเราโดยความรักอันใหญ่หลวงของพระองค์ ถึงแม้ว่าเราเป็นคนตายเนื่องจากการละเมิด พระองค์ยังทรงทำให้มีชีวิตอยู่ร่วมกับพระคริสต์ (พวกท่านได้รับความรอดแล้วด้วยพระคุณ) ' เอเฟซัส 2:4-5นี่คือสิ่งที่มนุษย์ทำให้ตัวเองไม่ได้ คนตายไม่สามารถทำให้ตัวเองมีชีวิต และคนที่ตกอยู่ใต้อำนาจของความบาปก็ไม่สามารถช่วยตัวเองให้รอดได้ แต่สิ่งที่เราทำไม่ได้ พระเจ้าทรงกระทำให้เราผ่านพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ทำให้เรามีชีวิตใหม่ และความรอดนั้นเกิดขึ้นได้โดยพระคุณของพระเจ้า เพราะฉะนั้น เมื่อเราเห็นความบาปในชีวิต อย่าเพียงทำให้ตัวเองดีขึ้น และขอเราอย่าปล่อยให้ความบาปนั้นกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่เคยชิน แต่ขอให้เรากลับใจมาสารภาพบาป พึ่งพาพระคุณของพระองค์ในพระเยซูคริสต์ และดำเนินชีวิตใหม่ด้วยกำลังที่มาจากพระเจ้า เพราะข่าวประเสริฐไม่ได้บอกเพียงว่า เราต้องเปลี่ยน แต่เป็นการประกาศข่าวดีว่า สิ่งที่เราไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง พระเจ้าทรงกระทำเพื่อเราแล้วในพระเยซูคริสต์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่119)ต้องการผู้ใหญ่เพิ่มขึ้นอีกสักคนไหมครับ?“เพราะฉะนั้น เราที่เป็นผู้ใหญ่แล้วจงคิดอย่างนี้ และถ้าพวกท่านคิดอีกอย่างหนึ่ง พระเจ้าก็จะทรงให้เรื่องนี้ประจักษ์แก่ท่านด้วย” ~ฟีลิปปี 3:15 THSV11“All of us, then, who are mature should take such a view of things. And if on some point you think differently, that too God will make clear to you.” ~Philippians 3:15 NIVเราควรรู้จักมองโลก คิด และทำอย่างผู้ใหญ่!ผู้ใหญ่ต้องไม่ติดยึดหรือจมอยู่กับความผิดพลาดหรือความล้มเหลวในอดีตผู้ใหญ่ต้องไม่ยึดติด โอ้อวด หรือหลงอยู่ในความสำเร็จที่ผ่านมาแล้วผู้ใหญ่ต้องถ่อมใจเรียนรู้จากสิ่งต่างๆทั้งจากความสำเร็จและความล้มเหลวและยอมรับว่า ยังมีเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจและพัฒนาอีกมากผู้ใหญ่ต้องใจกว้างพร้อมเปิดใจเปิดหูรับฟังคำแนะนำ คำเตือนสติ ต่างๆ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม และรับฟังด้วยความอดทนจนครบถ้วนผู้ใหญ่ต้องรู้จักมีวิจารณญาณแยกแยะ อารมณ์และเหตุผล ไม่ด่วนสรุป กล่าวหา หรือตัดสินพิพากษากันโดยยึดมั่นในความคิดหรือข้อมูลของตนเองมากเกินไปผู้ใหญ่ต้องรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วยความเข้าอกเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นด้วยความรักเมตตาเป็นนิสัยผู้ใหญ่ต้องให้เกียรติในความแตกต่างของกันและกัน ไม่หยิ่งยโส และเคารพในศักดิ์ศรีและภูมิหลังของกันและกันผู้ใหญ่ต้องรู้จักยืดหยุ่น และประนีประนอมในการปฏิบัติต่อกันและกัน ไม่ชอบทะเลาะแต่พร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้เกิดผลดีต่อสถานการณ์ผู้ใหญ่ต้องคิดก่อนพูด-ก่อนทำ อยู่เสมอ รวมทั้งรู้จักหยุดคิดทบทวนก่อนตอบสนองทันทีในสิ่งที่ได้อ่านได้ยินได้ฟังหรือได้เห็นผู้ใหญ่ต้องทำงานเป็น ไม่ปัดความรับผิดชอบต่อคำพูดและการกระทำของตนเองอย่างเหมาะสม ไม่โทษคนอื่น เป็นที่เคารพนับถือของคนทั้งปวงผู้ใหญ่ต้องรู้จักมองภาพรวม หรือ ภาพใหญ่ คิดถึงผลลัพธ์และผลกระทบในระยะยาวผู้ใหญ่ต้องมีวินัย รู้จักปล่อยวาง สามารถความคุมอารมณ์และความปรารถนาต่างๆของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพผู้ใหญ่ต้องยอมรับว่าตัวเองอาจไม่มีคำตอบสำหรับทุกคำถาม แต่ควรรู้จักตั้งคำถามที่ดีเพื่อให้คนทั้งหลายช่วยกันหาคำตอบที่ดีได้พี่น้องที่รักคุณเห็นด้วยหรือไม่กับคำกล่าวที่ว่า“ความเป็นผู้ใหญ่ หรือความมีวุฒิภาวะ ไม่ได้วัดกันที่อายุแต่วัดกันที่วิธีในการรับมือกับปัญหาท้าทายทั้งหลายในชีวิต!”( Maturity isn't measured by age,but by how you handle life's challenges.)ใช่ครับ การเป็นผู้ใหญ่ ไม่ได้วัดที่อายุ แต่วัดที่ วิธีคิด วิธีรับผิดชอบ และวิธีปฏิบัติต่อผู้อื่น ผ่านคำพูด การแสดงออก และการกระทำการเป็นผู้ใหญ่ ปรากฎชัด เมื่อเรา1).เลือกที่จะเข้าใจมากกว่าตัดสิน และ2).เลือกที่จะเมตตาช่วยเหลือมากกว่าจะพิพากษากำจัดทิ้ง3).เลือกที่จะสร้างสรรค์มากกว่าทำลายล้างเรากำลังต้องการคนมีวุฒิภาวะที่แท้จริงเช่นนี้ เพิ่มมากขึ้นทั้งในคริสตจักร ในชุมชน และในสังคมของเราแล้วคุณล่ะ จะยอมเป็นหนึ่งในท่ามกลางผู้ใหญ่เหล่านั้นให้สักคน…ได้ไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 28กรกฎาคม2026(ตอนที่119ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิต (Post 2)ตอน อย่าปลอยจนเป็นเรื่องธรรมดา Ep.1701หลายครั้งที่เราเองอาจพยายามแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก แต่ไม่ยอมให้พระเจ้าเข้ามาจัดการสิ่งที่อยู่ภายในใจ เมื่อพระเจ้าเปิดเผยบาปในชีวิตของเรา เราต้องไม่ปล่อยมันไว้ เพราะถ้าเราปล่อยไว้บาปนั้นมันจะยิ่งฝังรากลึกลงในชีวิตของเรา'ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น ' 1 ยอห์น 1:9ขอเราอย่าปล่อยให้ความบาปกลายเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิต แต่เมื่อพระเจ้าทรงเปิดเผย ขอให้เรารีบกลับมาหาพระองค์ สารภาพบาป และยอมให้พระเจ้าเข้ามาเปลี่ยนแปลงชำระชีวิตของเรา อย่ารอจนผลของความบาปมาถึงแล้วจึงถามเหมือนคนยูดาห์ว่า ทำไมสิ่งเหล่านี้จึงเกิดกับข้า? แต่ขอให้เราถามพระเจ้าตั้งแต่วันนี้ว่า มีสิ่งใดในชีวิตที่เราต้องกลับใจหรือไม่ และเมื่อพระเจ้าทรงเปิดเผยให้เห็น สิ่งที่เราต้องทำคือ ยอมรับ สารภาพ และกลับใจมาหาพระเจ้าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่118)น้ำตาที่ไม่เสียเปล่า!“ข้าพระองค์ร้องไห้ด้วยความโศกขอทรงเสริมกำลังข้าพระองค์ตามพระวจนะของพระองค์”~ สดุดี 119:28 (THSV11)“I am drowning in tears. Strengthen me as you promised.” ~Psalms 119:28 GWมีคำกล่าวไว้ว่า “พระเจ้าอาจไม่รีบเปลี่ยนสถานการณ์ของเราในทันทีแต่พระองค์จะไม่ปล่อยให้เราต่อสู้แต่เพียงลำพัง”(God may not change the situation immediately, but He will never leave us to face it alone.)ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าอาจปล่อยให้เราร้องไห้บ้างก่อนที่จะทรงช่วยเรา เมื่อเราทูลขอความช่วยเหลือจากพระองค์เหมือนดังพระคัมภีร์ สดุดี 119:28 ข้อนี้ ที่พรรณนาไว้ว่า“ข้าพระองค์ร้องไห้ด้วยความโศก“(I am drowning in tears.)ผู้เขียนพระธรรมตอนนี้ ซึ่งเชื่อกันว่า คือ กษัตริย์ ดาวิดได้เปิดเผยความรู้สึกของท่านอย่างตรงไปตรงมา โดย1).ไม่ได้ปิดบังความเปราะบางอ่อนแอ แต่2).ได้นำความโศกเศร้าเจ็บปวดมาทูลต่อพระเจ้าว่า“ข้าพระองค์ร้องไห้ด้วยความโศก!”ซึ่งแสดงถึง~ความทุกข์ใจที่ลึกซึ้ง~ จิตใจที่แสนอ่อนล้า ~สภาวะหมดเรี่ยวแรง หรือ~การแบกรับภาระหนักต่อไปไม่ไหวแล้วน่าสนใจที่ พระคัมภีร์1).ไม่ได้สอนให้เราปฏิเสธความเจ็บปวด แต่2).สอนให้เรานำความเจ็บปวดโศกเศร้าและน้ำตามาหาพระเจ้าพระเยซูคริสต์เองก็เคยร้องไห้!“พระเยซูทรงกันแสง!” ~ยอห์น 11:35 THSV11 “ขอทรงเสริมกำลังข้าพระองค์ ตามพระวจนะของพระองค์”( Strengthen me as you promised.)กษัตริย์ดาวิดก็ร้องทูลพระเจ้าด้วยน้ำตาว่า“ขอทรงเสริมกำลังข้าพระองค์!”พระองค์ไม่ได้ขอให้พระเจ้านำปัญหาออกไปหรือให้ปัญหานั้นหายไปทันที แต่พระองค์ทูลขอ “พลกำลัง” ตามที่พระเจ้าทรงสัญญาเพื่อที่พระองค์จะก้าวเดินหน้าต่อไปซึ่งพระเจ้าก็ทรงสัญญาไว้ว่า“แต่เขาทั้งหลายที่รอคอยพระยาห์เวห์จะ(ได้รับการ)เสริมเรี่ยวแรงใหม่…”~อิสยาห์ 40:31ใช่ครับ พระเจ้าอาจไม่ได้เปลี่ยนสถานการณ์ของเราในทันที แต่1).พระองค์อาจเปลี่ยนหัวใจของเราให้แข็งแกร่งทนรับความยากลำบากนั้นได้ หรือ 2).พระองค์อาจเสริมกำลังเราให้เข้มแข็ง มากพอที่จะผ่านสถานการณ์เหล่านั้นไปได้กษัตริย์ดาวิดไม่ได้หวังพึ่ง~ความคิดของตนเอง หรือ~คำปลอบใจจากมนุษย์เป็นหลัก แต่หวังพึ่ง “พระสัญญาในพระวจนะของพระเจ้า”เพราะพระวจนะของพระเจ้า1).ให้ความหวังในยามที่เราสิ้นหวัง2).ให้กำลังในยามที่เราอ่อนแรง3).ให้สันติสุขในยามที่ใจเราว้าวุ่น4).ให้ความเชื่อวางใจในยามที่เรามองไม่เห็นทาง5).ให้การเยียวยารักษาในยามที่เราใจแตกสลาย6).ให้อาหารแก่จิตวิญญาณในยามที่เรากำลังหมด7).ให้ความสว่างส่องทางในยามที่เรามองไม่เห็นอนาคตพระวจนะจึงไม่ได้เพียงให้ข้อมูลแค่นั้น แต่ให้~ชีวิตและ~กำลัง แก่ผู้ที่เชื่ออย่างเราด้วยเหตุนี้ บางครั้งสิ่งที่เราต้องการที่สุด อาจไม่ใช่การแก้ปัญหาให้หมดไป แต่คือ การที่พระเจ้าประทานกำลังให้แก่เราเพื่อที่จะพิชิตปัญหานั้นน้ำตาที่หลั่งออกมาต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า จึงอาจ1).ไม่ใช่สัญญาณของความพ่ายแพ้ จบสิ้น แต่2).เป็นจุดเริ่มต้นของการได้รับกำลังใหม่เหมือนดังคำที่กล่าวว่า“น้ำตาที่หลั่งต่อพระพักตร์ของพระเจ้า ไม่เคยสูญเปล่าเพราะว่าพระองค์ทรงเปลี่ยนน้ำตาเหล่านั้นให้กลายเป็นพลกำลัง”(Tears shed before God are never wasted; He turns them into strength.)พี่น้องที่รักขอให้น้ำตาของเรา กลับกลายมาเป็นพลังแห่งชัยชนะเหมือนดังที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้แล้ว…จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 27กรกฎาคม2026(ตอนที่118ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ยึดอะไรไว้ Ep.1700หลายคนคิดว่าตำแหน่ง ชื่อเสียง ความสำเร็จ หรือสิ่งที่ตัวเองสร้างมานั้นเป็นความมั่นคง แต่พระวจนะของพระเจ้าเตือนเราว่า ไม่มีอะไรสูงเกินกว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้า เมื่อเราเปรียบเทียบเยเรมีย์ 13:18–19 กับเหตุการณ์ใน 2 พงศ์กษัตริย์ เราจะเห็นว่าพระวจนะตอนนี้กำลังพาเราไปสู่ช่วงเวลาที่กษัตริย์เยโฮยาคีน ผู้ครองราชย์เพียง 3 เดือน 10 วัน พร้อมด้วยพระชนนี กำลังจะถูกกวาดไปเป็นเชลยยังบาบิโลน แต่ก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น พระเจ้าส่งเยเรมีย์ไปยืนต่อหน้ากษัตริย์ พร้อมคำเตือนให้ถ่อมใจลง เพราะไม่มีอำนาจ ตำแหน่ง หรือความมั่นคงใด จะปกป้องคนที่ปฏิเสธพระวจนะของพระเจ้าได้ แม้คำเตือนนี้จะถูกส่งถึงกษัตริย์ยูดาห์ แต่คำเตือนก็ส่งมาถึงเราทุกคนที่กำลังยึดมั่นอยู่กับอำนาจ ตำแหน่ง หรือความมั่นคงมากกว่าการถ่อมใจต่อพระเจ้า'จงกล่าวแก่กษัตริย์และพระชนนีว่า “ขอประทับ ณ ที่ต่ำ เพราะว่ามงกุฎอันงดงามของพระองค์ ได้หล่นมาจากพระเศียรของพระองค์แล้ว” ' เยเรมีย์ 13:18พระเจ้าทรงสั่งให้เยเรมีย์ไปบอกกษัตริย์และพระชนนีว่า ลงมานั่งที่ต่ำ นี่ไม่ใช่คำเตือนด้านมารยาท แต่เป็นคำเรียกให้ถ่อมใจต่อพระเจ้า เพราะมงกุฎที่อยู่บนศีรษะไม่ได้เป็นหลักประกันว่าผู้สวมมงกุฎกำลังใช้ชีวิตตามทางที่พระเจ้าทรงพอพระทัย หากยังดื้อรั้นและไม่ยอมฟังพระวจนะ พระเจ้าผู้ทรงประทานตำแหน่งนั้น พระองค์ก็ทรงสามารถถอดตำแหน่งนั้นออกได้เช่นกัน ความหยิ่งมักทำให้มนุษย์คิดว่าตนเองมั่นคง แต่พระธรรมยากอบสอนว่า พระเจ้าทรงต่อสู้คนที่หยิ่งจองหอง และประทานพระคุณแก่คนที่ถ่อมใจ'เมืองต่างๆ ทางทิศใต้ก็ถูกปิด โดยไม่มีใครจะเปิดได้ ยูดาห์ทั้งหมดถูกกวาดไปเป็นเชลยแล้ว ถูกกวาดไปเป็นเชลยจนหมดสิ้น' เยเรมีย์ 13:19พระเจ้าทรงเปิดเผยว่า เมืองต่าง ๆ จะถูกปิด จะไม่มีทางหนี และยูดาห์จะถูกกวาดไปเป็นเชลย สิ่งที่ผู้คนเคยคิดว่ามั่นคง ไม่ว่าจะเป็นเมืองป้อมราชบัลลังก์ พระวิหารก็ไม่สามารถช่วยพวกเขาได้ เมื่อการพิพากษาของพระเจ้ามาถึง ต่อมาเหตุการณ์ทั้งหมดก็เกิดขึ้นจริง เยโฮยาคีน พระชนนี และชนชั้นนำของยูดาห์ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยที่บาบิโลนตามที่พระเจ้าฃตรัสไว้ทุกประการ พระวจนะของพระเจ้าไม่เคยล้มเหลว และสำเร็จเป็นจริงทุกประการตามที่พระองค์ตรัสไว้'แต่พระองค์ก็ประทานพระคุณมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นพระคัมภีร์จึงกล่าวว่า “พระเจ้าทรงต่อสู้คนที่หยิ่งจองหอง แต่ประทานพระคุณแก่คนที่ถ่อมใจ” ' ยากอบ 4:6วันนี้พระเจ้าก็เรียกเราด้วย พระองค์ไม่ได้เรียกเราลงมาจากตำแหน่ง แต่ให้เราลงจากความหยิ่งยโสในใจ ขอเราอย่ายึดมั่นในสิ่งที่เรามีมากกว่าพระเจ้า เพราะไม่มีตำแหน่ง ความสำเร็จ หรือความมั่นคงใดจะปกป้องเราได้หากเราไม่ใช้ชีวิตอยู่ในพระเจ้า ขอให้เราถ่อมใจด้วยความสมัครใจ ก่อนที่พระเจ้าจะทรงสอนเราด้วยการตีสอน เพราะคนที่ยอมลงที่ต่ำ หรือยอมถ่อมใจต่อพระเจ้า พระองค์จะทรงยกคนนั้นขึ้นในเวลาที่เหมาะสมวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่117)โคมและแสงสว่าง!“พระวจนะของพระองค์เป็นโคม(ตะเกียง)สำหรับเท้าของข้าพระองค์ และเป็นความสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์” ~สดุดี 119:105 TH1971“Your word is a lamp for my feet and a light for my path.” ~Psalms 119:105 GWมีคำเขียนไว้ว่า“พระวจนะคือ…เข็มทิศของผู้เชื่อโคม(ตะเกียง)ของผู้เดินทาง และความหวังของผู้แสวงหาพระเจ้า”(God's Word is the believer's compass, the pilgrim's lamp, and the seeker's hope.)ไม่ว่าจะเรียก“ตะเกียง” หรือ “โคม” พระวจนะของพระเจ้านั้นมีคุณประโยชน์ในขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่ในโลกซึ่งมืดมิดด้วยบาปและคำสอนเทียมเท็จ!นอกจากนี้ ในโลกนี้ ยังมีแสงสว่างที่หลอกตา(หลอกลวง)อยู่มากมาย ที่แม้จะให้ความสว่าง กลับไม่ได้นำเราไปสู่ชีวิต แต่นำเราไปสู่กับดักแห่งความตายเหมือนแสงที่ล่อเหยื่อทุกวันนี้ แสงเหล่านั้นอาจ อยู่ในรูปของ ข้อมูล ข่าวสาร ความคิดเห็น คำแนะนำ คำเทศน์และคำสอนที่ฟังดูโน้มน้าวใจ ที่นำเราไปสู่~ความเทียมเท็จ~ความหยิ่งยโส~ความโลภหลง~ความผิดบาป~ความเกลียดชัง ~ความสงสัย ~ความแตกแยก และ~ความสิ้นหวังแต่แสงลว่างของพระวจนะของพระเจ้าที่แท้จริง จะนำเราไปสู่~ความจริง~ความถ่อมใจ~ความบริสุทธิ์~ความสันติสุข ~ ความเจริญเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ~ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และ~ชีวิตนิรันดร์พระเยซูคริสต์ก็ตรัสว่า“พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง!” (ยอห์น 17:17)คนที่รักพระวจนะที่ถูกต้อง จะเดินอย่างมั่นคงหลายคนทูลถามและทูลขอพระเจ้าให้“เปิดเผยอนาคตทั้งหมดทุกก้าว“ให้พวกเขาได้เห็นแต่พระเจ้ามักตอบว่า“จงเดินไปข้างหน้ากับเราทีละก้าวในแต่ละวัน ก็พอแล้ว!“ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราฟัง อ่าน ศึกษา ใคร่ครวญ เชื่อฟัง ทำและดำเนินตามพระวจนะนั้นทุกวัน ชีวิตของเราก็จะเดินอยู่ในแสงสว่างของพระองค์และพระวจนะจะไม่เพียงแค่เปลี่ยนความคิดของเราแต่จะเปลี่ยนทิศทางทั้งสิ้นในชีวิตของเราด้วยดังนั้น นับจากนี้เป็นต้นไป ขอให้เราปฏิบัติ ดังนี้1).อ่านพระคัมภีร์ทุกวัน แม้เพียงครั้งละไม่กี่ข้อก็ตาม2).แสวงหาหาบทเรียนที่จะนำมาใช้ได้จากพระธรรมที่อ่าน3).ใคร่ครวญว่าพระเจ้าสอนอะไร ก่อนตัดสินใจในเรื่องสำคัญ 4).เชื่อฟังและทำตามสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผยในแต่ละวัน5).ดำเนินชีวิตตามความจริงของพระเจ้าด้วยความเคารพยำเกรง ไม่ใช่ตามอารมณ์และความรู้สึกเพียงอย่างเดียว ใช่ครับ เมื่อแสงสว่างแห่งพระวจนะอยู่ในใจของเราความมืดก็ไม่มีอำนาจใดๆเหนือชีวิตของเราได้อีกต่อไปพี่น้องที่รัก“แสงของพระวจนะไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนทิศทาง แต่เปลี่ยนทั้งชีวิตของผู้ที่เชื่อฟังพระวจนะนั้น!”(The light of God's Word does more than change direction—it transforms the life of the one who obeys it.)ดังนั้นจงให้พระวจนะของพระเจ้า1.เป็นโคม(ตะเกียง)~สำหรับย่างเท้า ทีละก้าว และ2.เป็นความสว่าง ~สำหรับมรรคาทั้งสิ้นในชีวิตของเราจริงๆ…จะดีไหม?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 26กรกฎาคม2026(ตอนที่117ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ฟังก่อนจะสายไป Ep.1699คำเตือนเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยอยากฟัง โดยเฉพาะเมื่อเราคิดว่า เรารู้แล้ว หรือเมื่อคิดว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง แต่บางครั้งคำเตือนที่เราไม่อยากฟังมากที่สุด อาจเป็นคำเตือนที่เราจำเป็นต้องฟังมากที่สุด หลังจากที่พระเจ้าทรงใช้ภาพผ้าคาดเอวและไหเหล้าองุ่นเพื่อเตือนคนยูดาห์ ในเยเรมีย์ 13:15–17 เยเรมีย์เรียกร้องให้พวกเขาถ่อมใจและกลับมาฟังพระเจ้า เยเรมีย์ยังคงร้องไห้ด้วยความห่วงใยหากพวกเขายังไม่ฟัง เพราะผลของการไม่เชื่อฟังกำลังใกล้เข้ามาแล้ว'จงฟังและตั้งใจฟัง อย่ายโสไปเลย เพราะพระยาห์เวห์ได้ตรัสแล้ว ' เยเรมีย์ 13:15ในข้อ 12 เมื่อพระเจ้าทรงให้เยเรมีย์กล่าวถึงไหที่เต็มด้วยเหล้าองุ่น คนยูดาห์กลับตอบว่า ‘เราไม่รู้หรือ?' คำตอบนี้ทำให้เห็นท่าทีของคนที่คิดว่า ตัวเองรู้แล้ว แต่ในข้อ 15 พระเจ้าฃทรงเรียกร้องอย่างตรงไปตรงมาว่า ‘อย่ายโสไปเลย “จงฟังและตั้งใจฟัง” คำว่า ฟังเราจะพบบ่อยมาในพระธรรมเยเรมีย์ ซึ่งเป็นการเน้นย้ำว่าเป็นการฟังอย่างเอาใจใส่ และเป็นการตอบสนองสิ่งที่ได้ยินด้วยการเชื่อฟัง ที่ต้องฟังก็เพราะนี่คือ สิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสแล้ว หลายครั้งสิ่งที่เข้ามาในชีวิตของเราไม่ยอมทำให้เราเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพราะว่าเราไม่รู้ว่าพระวจนะสอนอะไร แต่เพราะเรามั่นใจในตัวเองมากเกินไปจนไม่ยอมให้พระวจนะของพระเจ้าเข้ามาแก้ไขและเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา'จงถวายพระสิริแด่พระยาห์เวห์ พระเจ้าของเจ้าทั้งหลาย ก่อนที่พระองค์จะทรงนำความมืดมา ก่อนที่เท้าของเจ้าจะสะดุด บนภูเขาที่มีแสงสลัว และขณะเมื่อพวกเจ้ามองหาความสว่าง พระองค์ทรงกลับให้เป็นความมืดคลุ้ม และทรงทำให้เป็นความมืดทึบ ' เยเรมีย์ 13:16คำว่า “ถวายพระสิริแด่พระยาห์เวห์” ในบริบทนี้ไม่ใช่เพียงการร้องเพลงสรรเสริญหรือนมัสการพระเจ้า แต่เป็นความถ่อมใจ ยอมรับว่าพระเจ้าทรงชอบธรรม ถูกต้อง และ ยอมรับความผิดของตัวเอง และหันกลับมาหาพระเจ้า คำที่สำคัญในข้อนี้คือ “ก่อนที่” ซึ่งย้ำถึงความเร่งด่วนของการกลับใจ ก่อนที่ความมืดจะมา ก่อนที่เท้าจะสะดุด และก่อนที่ความสว่างที่พวกเขาหวังและรอคอยจะกลับกลายเป็นความมืด ภาพของคนที่กำลังเดินอยู่บนภูเขาในยามพลบค่ำช่วยให้เราเห็นความเร่งด่วนว่า ตราบใดที่ยังมีแสง พวกเขาก็ยังมองเห็นทางและสามารถเปลี่ยนทิศทางได้ แต่เมื่อความมืดมาปกคลุมจนมองไม่เห็นทาง การเดินต่อก็เต็มไปด้วยอันตราย พระเจ้ากำลังบอกว่า ตอนนี้ยังมีเวลาที่จะฟังอย่างตั้งใจ ยังพอมีเวลาที่จะกลับใจหันจากบาปและหันกลับมาหาพระเจ้า 'แต่ถ้าพวกเจ้าไม่ฟัง จิตใจของข้าพเจ้าก็จะร้องไห้ในที่ลับ เพราะความหยิ่งของเจ้า ตาของข้าพเจ้าจะร้องไห้อย่างหนักและมีน้ำตาอาบหน้า เพราะฝูงแกะของพระยาห์เวห์ถูกต้อนไปเป็นเชลย ' เยเรมีย์ 13:17เยเรมีย์ไม่ได้ประกาศเรื่องราวนี้ด้วยความสะใจ แต่เขาเสียใจ้พราะคนยูดาห์ไม่ยอมฟัง เยเรมีย์จึงไปร้องไห้ในที่ลับ การร้องไห้ถ้าพูดตามภาษาของเราในวันนี้ก็คือ เยเรมีย์ร้องไห้หนักมาก เขาร้องไห้ในที่ลับ เพราะเขาไม่ได้แสดงเพื่อให้คนเห็น แต่ร้องไห้เพราะเสียใจที่คนยูดาห์หยิ่งยโส ไม่ยอมฟัง ไม่ยอมกลับใจ และเขาเสียใจเพราะว่า ความทุกข์แสนสาหัสที่กำลังเข้ามาคือการถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย นี่คือหัวใจของผู้รับใช้ที่้ราต้องมี เราต้องไม่ลดทอนความจริงเพียงเพื่อให้ดูเหมือนมีความรัก แต่เราต้องพูดความจริงนั้นด้วยความรักต่อคนที่กำลังหลงผิด พระเยซูเองก็ทรงมีพระทัยเช่นนี้ เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ทรงทราบว่าการพิพากษาจะมาถึง พระเยซูไม่ได้สะใจแต่พระองค์ทรงร้องไห้ เพราะประชาชนไม่ยอมกลับใจมาหาพระองค์'เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้และทอดพระเนตรเห็นกรุงแล้ว ก็ทรงกันแสงสงสารกรุงนั้น ' ลูกา 19:41หากพระเจ้ากำลังใช้พระวจนะของพระองค์เตือนเรา อย่าให้ความหยิ่งยโสทำให้เราพูดว่า รู้แล้ว แล้วเราก็ใช้ชีวิตแบบเดิม แต่ขอให้เราถ่อมใจฟัง และยอมให้พระวจนะของพระเจ้าเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา เพราะคำเตือนของพระเจ้าเป็นการสำแดงความรัก ความเมตตาของพระองค์ พระเจ้าไม่ปล่อยให้เราเดินหลงผิดโดยไม่ทรงเรียกให้เรากลับใจมาหาพระองค์ ขอพวกเราย่ารอจนความมืดมาถึง ขอให้เราฟังและตั้งใจฟังเสียงของพระเจ้า และขอให้เราถ่อมใจหันกลับจากทางที่ผิด และมรแสวงหาพระเจ้าในขณะที่เรายังมีโอกาสวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่116)ตะเกียงและแสงสว่าง!“พระวจนะของพระองค์เป็นตะเกียงแก่เท้าของข้าพระองค์และเป็นความสว่างแก่ทางของข้าพระองค์” ~สดุดี 119:105 THSV11“Your word is a lamp for my feet, a light on my path.” ~Psalms 119:105 NIVพระวจนะของพระเจ้า (Word of God) เปรียบเหมือนกับ “ตะเกียง” และ “ความสว่าง” ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้เดินทางอยู่ในความมืดบ่อยครั้งที่ ชีวิตของเราเหมือนอยู่ในความมืดเราจึงต้องการ“ความสว่าง”ติดตัวไว้เสมอบทเรียนจากพระธรรมข้อนี้ก็คือ พระวจนะของพระเจ้าเป็น “ตะเกียงแก่เท้า”คำว่า “ตะเกียง” (Lamp) ในสมัยพระคัมภีร์นั้นเป็นตะเกียงน้ำมันขนาดเล็ก ให้แสงสว่างเพียงไม่กี่ก้าวข้างหน้าพระเจ้าไม่ได้ทรงเปิดเผยทุกอย่างในอนาคตให้เราเห็นภายในคราวเดียวแต่ทรงประทานแสงสว่างที่เพียงพอสำหรับก้าวต่อไปโดยความเชื่อและความเชื่อฟังอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อเราเดินติดตามพระเจ้าด้วยความไว้วางใจในพระวจนะของพระองค์?1).เมื่อเราไม่รู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไร~พระวจนะจะช่วยชี้ทาง2).เมื่อเราเผชิญการทดลอง ~พระวจนะจะช่วยเตือนใจ3).เมื่อเราท้อแท้ ~พระวจนะจะช่วยปลอบโยน4).เมื่อเราหลงทางหรือหลงผิด~ พระวจนะจะนำเรากลับมาใช่ครับ พระเจ้าทรงนำเรา “ทีละก้าว” มากกว่าจะทรงเปิดเผยหมด “ทั้งเส้นทาง” ความเชื่อจึงไม่ใช่การมองเห็นหมดทุกอย่างบนเส้นทางถึงปลายทางแต่เป็นการก้าวเดินตามแสงสว่างที่ส่องนำทางในแต่ละวัน! พระวจนะเป็น “ความสว่างแก่ทาง”คำว่า “ความสว่าง” (Light) มีความหมายกว้างกว่าตะเกียงพระวจนะไม่ได้เพียงช่วยให้เรามองเห็นก้าวที่จะเดินต่อไป แต่ยังทำให้เห็นว่า1).เป้าหมายชีวิตของเราคืออะไร?2).สิ่งใดถูกและผิดที่ควรเลือกหรือปฏิเสธ?3).อะไรมีคุณค่าถาวรที่ควรยึด และอะไรคือชั่วคราวไม่ควรยึดติด?4).อะไรคือวิถีชีวิตที่เราควรดำเนินตามเพื่อถวายถวายเกียรติแด่พระเจ้า?พระวจนะจึงเป็นดุจ เข็มทิศของชีวิต ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ไฟฉายชั่วคราว!ดังนั้น ขอให้ เราดำเนินชีวิตตามคำแนะนำของพระวจนะของพระเจ้าโดยตรงจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ และพระวจนะของพระเจ้าโดยอ้อม ที่มาทางถ้อยคำอันประกอบด้วยสติปัญญาของปราชญ์ทั้งหลายซึ่งสอคล้องกับพระวจนะซึ่งเป็นดุจแสงสว่างนำท่างชีวิตของเรา ดังเช่นคำแนะนำที่ว่า1).อะไรที่ยุ่ง~ ค่อยๆแก้2).อะไรที่แย่ ~ค่อยๆสะสาง3).อะไรที่หนัก ~ค่อยๆปล่อยวาง4).อะไรที่คั่งค้าง~ ค่อยๆคลี่คลาย5).อะไรที่ยาก ~ค่อยๆทำเดี๋ยวก็ง่าย6).อะไรที่ง่าย ~อย่าประมาทเผลอไผล7).อะไรที่ควรเงียบ ~อย่าโวยวายเป็นเรื่องใหญ่8).อะไรที่ควรเด็ดขาด ~อย่าอืดอาดนิ่งดูดาย!…จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 25กรกฎาคม2026(ตอนที่116ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน อย่ามั่นใจจนไม่ฟัง Ep.1698อันตรายที่สุดในชีวิตไม่ใช่การที่เราไม่รู้ แต่คือการที่เราคิดว่า เรารู้แล้วจนไม่เปิดใจรับฟังคำเตือน หลักจากที่พระเจ้าเปรียบคนยูดาห์เป็นเหมือนผ้าคาดเอวที่เปื่อยใช้การไม่ได้แล้ว เยเรมีย์ 13:12–14 พระเจ้าทรงใช้ภาพของไหที่เต็มด้วยเหล้าองุ่น เพื่อเตือนว่า เมื่อมนุษย์ปฏิเสธพระวจนะของพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง หัวใจก็จะค่อย ๆ แข็งกระด้าง จนแยกแยะความจริงไม่ได้ และนำชีวิตไปสู่ความพินาศ'“ฉะนั้น เจ้าจงกล่าวถ้อยคำนี้แก่พวกเขา ‘พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า เหล้าองุ่นจะเต็มไหทุกลูก' และเขาทั้งหลายจะพูดกับเจ้าว่า ‘เราไม่รู้หรือว่าเหล้าองุ่นจะต้องเต็มไหทุกลูก?' ' เยเรมีย์ 13:12พระเจ้าทรงใช้ให้เยเรมีย์กล่าวคำอุปมานี้ ประชาชนกลับตอบด้วยความมั่นใจว่า ใคร ๆ ก็รู้ แม้พวกเขาจะได้ยินพระวจนะของพระเจ้า แต่กลับไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง และไม่ตระหนักว่าพระเจ้ากำลังเตือนถึงการพิพากษาที่กำลังจะมาถึง ความรู้ทางศาสนาเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่า เราเข้าใจพระประสงค์ของพระเจ้า หากหัวใจไม่ยอมเชื่อฟัง พระวจนะก็อาจกลายเป็นเพียงสิ่งที่เราได้ยิน แต่ไม่เคยเปลี่ยนชีวิตของเราเลย'แล้วเจ้าจงพูดกับพวกเขาว่า ‘พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ เราจะให้ชาวแผ่นดินนี้ทั้งสิ้นเต็มไปด้วยความมึนเมา คือกษัตริย์ทั้งหลายผู้ประทับบนบัลลังก์ของดาวิด พวกปุโรหิต พวกผู้เผยพระวจนะ และชาวกรุงเยรูซาเล็มทั้งสิ้น ' เยเรมีย์ 13:13ความมึนเมา ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการดื่มสุรา แต่เป็นภาพของความสับสนและความหลงผิดฝ่ายวิญญาณ เมื่อผู้คนปฏิเสธพระเจ้า พระองค์ทรงปล่อยให้พวกเขาเดินตามความคิดของตนเอง จนตัดสินใจผิดครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งนั่นเป็นการพิพากษารูปแบบหนึ่ง ไม่มีใครพ้นการพิพากษาไปได้ กษัตริย์ ปุโรหิต ผู้เผยพระวจนะ ประชาชนทุกคนต่างต้องรับผิดชอบต่อการไม่สนใจเสียงของพระเจ้า'และพระยาห์เวห์ตรัสว่า เราจะเหวี่ยงพวกเขาให้ชนกัน พวกพ่อกับพวกลูก เราจะไม่สงสารหรือไว้ชีวิต หรือมีความเมตตาที่จะไม่ทำลายเขา' ” ' เยเรมีย์ 13:14ผลของความหลงผิดไม่ได้ทำลายเพียงคนคนเดียว แต่ลุกลามไปถึงครอบครัวและสังคม เมื่อมนุษย์ไม่ยอมให้พระเจ้าทรงนำ ความสัมพันธ์ก็เริ่มแตกสลาย ครอบครัวและสังคมก็ได้รับผลกระทบ และท้ายที่สุดความพังทลายภายนอกก็สะท้อนถึงหัวใจที่ห่างจากพระเจ้า การพิพากษาที่น่ากลัวนั้นไม่ใช่เพียงความทุกข์ที่เกิดขึ้นภายนอก แต่คือการที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นว่า ตนเองกำลังเดินผิดทาง'แต่จงเป็นผู้ประพฤติตามพระวจนะ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ฟังเท่านั้น มิฉะนั้นจะเป็นการหลอกตัวเอง ' ยากอบ 1:22วันนี้พระเจ้าทรงเรียกเราไม่ได้ให้เป็นเพียงผู้ฟังเท่านั้น แต่พระเจ้าทรงเรียกเราให้ฟังเพื่อพระวจนะของพระเจ้าจะเปลี่ยนความคิดและการใช้ชีวิตของเรา ขอให้เรามีหัวใจที่ถ่อมลง พร้อมรับการตักเตือนจากพระเจ้า เพราะคนที่ยอมฟังพระเจ้านั้นจะไม่ไปผิดทาง แล้วจะมีชีวิตอยู่ในความจริง เพราะพระเยซูคริสต์ทรงเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิตวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่115)ถ้าขาดฟืน ไฟก็ดับ!“เพราะขาดฟืน ไฟก็ดับ และที่ไหนไม่มีคนซุบซิบนินทาการทะเลาะวิวาทก็หยุดไป”~สุภาษิต 26:20 (THSV11)“Without wood a fire goes out; without a gossip a quarrel dies down.” ~Proverbs 26:20 NIVพระธรรมข้อนี้เป็นคำสอนที่เรียบง่าย แต่ลึกซึ้งมากเกี่ยวกับ อำนาจของคำพูด และ การยุติความขัดแย้งพระธรรมตอนนี้ ใช้ภาพเปรียบเทียบที่ทุกคนเข้าใจได้ คือฟืน เป็นเชื้อเพลิงของไฟเมื่อไม่มีฟืน ไฟก็ไม่สามารถลุกลามต่อไปได้คำซุบซิบนินทา เป็นเชื้อเพลิงของความขัดแย้งเมื่อไม่มีคนพูดต่อเติม ขยายความ หรือยุยง ความขัดแย้งก็จะค่อย ๆ สงบลงพระธรรมข้อนี้ไม่ได้บอกว่า “ไฟจะดับเอง”แต่บอกว่า เมื่อหยุดเติมเชื้อ ไฟก็ต้องดับ!เช่นเดียวกัน หลายครั้งการทะเลาะกันไม่ได้เกิดจากปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่บ่อยครั้งมักเกิดจาก~การแนะนำแบบผิดๆ~การพูดลับหลัง~การเล่าต่อโดยไม่ตรวจสอบ~การเติมหรือกระพืออารมณ์~การตีความเอาเอง~การยุยงให้เกิดความไม่พอใจคำพูดเหล่านี้ ได้ทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่!อะไรคือหลักการฝ่ายจิตวิญญาณที่เราเรียนรู้?การพูดซุบซิบนินทา คือการเติมเชื้อไฟคนซุบซิบอาจไม่ได้โกหกทั้งหมดแต่เลือกเล่าเฉพาะบางส่วนเติมความคิดเห็นหรือเล่าด้วยอารมณ์เกินจริงผลที่ตามมาก็คือ~ความไว้ใจถูกทำลาย~ความสัมพันธ์แตกสลาย~คริสตจักรแตกแยก~ครอบครัวเกิดความบาดหมางคำพูดอย่างนี้ สามารถสร้างสงครามให้เกิดขึ้นได้!การไม่พูดต่อ คือการดับไฟหลายคนคิดว่าการจะหยุดปัญหาต้องเข้าไปพูดโต้เถียงแต่พระคัมภีร์บอกว่าบางครั้งวิธีที่ดีที่สุดคือ“อย่าเติมเชื้อเพลิง” นั่นคือ~ไม่พูดหรือส่งต่อข่าวลือ~ไม่พูดในสิ่งที่ไม่แน่ใจ~ไม่เติมความคิดเห็นด้านลบ~ไม่นำเรื่องของคนหนึ่งไปเล่าให้อีกคนฟังและแน่นอนว่า เมื่อไม่มีผู้ส่งต่อข้อความใดๆที่เป็นดุจเชื่อเพลิงลงไปในความไม่เข้าใจ ความเข้าใจผิด หรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นปัญหาต่างๆก็จะค่อย ๆ จบลงไปเอง!การสร้างสันติ เกิดขึ้นเมื่อมีการควบคุมลิ้นของทุกคนที่ได้ยินเรื่องราวคนสร้างสันติไม่ได้หมายถึงคนที่พูดเก่งที่สุด แต่คือคนที่รู้ว่า~เมื่อใดควรพูด~เมื่อใดควรเงียบ~เมื่อต้องพูด จะพูดอะไร หรือ พูดอย่างไรเหมือนดังที่ยากอบ 1:19 แนะนำไว้ว่า“จงไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ”พี่น้องที่รักคริสตจักรจำนวนมากไม่ได้แตกแยกเพราะหลักคำสอนแต่แตกแยกเพราะการสื่อสารที่ผิด บกพร่อง บิดเบี้ยวหรือบิดเบือนการตีความสาร หรือเจตนา ผิดพลาดไปการรับและส่งต่อข่าวสาร อย่างขาดการตรวจเช็คการเชื่อในคำซุบซิบนินทาและข่าวลือด้วยเหตุนี้เอง ขอให้เราอย่าเข้าไปร่วมในการทะเลาะวิวาทใดๆด้วยสาเหตุดังกล่าวขอให้เรามีวิจารณญาณ และหยุดเป็น “ผู้ส่งต่อ”เชื้อเพลิงแห่งความขัดแย้งขอให้เราช่วยกันเก็บฟืนเพื่อไฟนั้นจะได้ดับ และขอให้พระเจ้าทรงฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างพวกเราให้กลับคืนดีกันให้เร็วที่สุด…จะดีไหม?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 24กรกฎาคม2026(ตอนที่115ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ติดพระองค์ไว้ Ep.1697ของบางอย่างไม่ได้เสียคุณค่า เพราะถูกสร้างมาไม่ดี แต่เสียคุณค่าเพราะไม่ได้อยู่ในที่ที่ควรอยู่ เช่นเดียวกับชีวิตของเรา พระเจ้าทรงใช้ ผ้าป่านคาดเอว จากเยเรมีย์ 13:1–11 สอนเราว่า พระเจ้าทรงสร้างเรามาเพื่อให้ติดสนิทกับพระองค์ เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้านั้นขาดออกไปชีวิตก็ไม่สามารถทำหน้าที่ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ได้'พระยาห์เวห์ตรัสกับข้าพเจ้าดังนี้ว่า “จงไปซื้อผ้าป่านคาดเอวมาผืนหนึ่ง คาดเอวของเจ้าไว้และอย่าจุ่มน้ำ” ข้าพเจ้าจึงซื้อผ้าคาดเอวผืนหนึ่งตามพระวจนะของพระยาห์เวห์ และคาดเอวของข้าพเจ้าไว้ ' เยเรมีย์ 13:1-2สิ่งแรกที่เราเห็นในตอนนี้ คือ เยเรมีย์เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าในทุกขั้นตอน แม้ยังไม่เข้าใจในเหตุผลก็ตาม ผ้าคาดเอวเป็นเครื่องแต่งกายที่แนบชิดกับผู้สวมใส่ที่สุด พระเจ้าทรงใช้ผ้าคาดเอวนี้อธิบายว่า พระเจ้าทรงเลือกอิสราเอลให้ติดสนิทกับพระเจ้าเพื่อสำแดงพระเกียรติของพระองค์ท่ามกลางประชาชาติทั้งหลาย ความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่เพียงการนับถือศาสนา แต่เป็นการใช้ชีวิตอย่างใกล้ชิดอยู่ในพระเจ้าทุกวัน เหมือนผ้าคาดเอวที่อยู่แนบกับผู้สวมใส่ตลอดเวลา ต่อมาในข้อ 3-6 พระเจ้าตรัสกับเยเรมีย์ว่า ให้เยเรมีย์นำผ้าคาดเอวไปซ่อนไว้ในซอกหินที่แม่น้ำยูเฟรติส และหลายวันต่อมาจึงให้กลับไปนำออกมา ซึ่งเยเรมีย์ก็เชื่อฟังทุกประการ'แล้วข้าพเจ้าก็ไปที่แม่น้ำยูเฟรติส และขุดเอาผ้าคาดเอวมาจากที่ซึ่งข้าพเจ้าได้ซ่อนไว้ นี่แน่ะ ผ้าคาดเอวนั้นเสียหมด จะใช้การอะไรก็ไม่ได้ ' เยเรมีย์ 13:7เมื่อเยเรมีย์ไปถึงก็พบว่า ผ้าผืนนั้นเปื่อยเสียจนใช้การไม่ได้ นี่เป็นการเตือนและการสอนจากพระเจ้าว่า ยูดาห์ก็เป็นเหมือนผ้านี้ที่ใช้การไม่ได้แล้ว เพราะเขาดื้อรั้น ทำตามใจตนเอง และติดตามพระอื่น ความเสื่อมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ค่อย ๆ เกิดขึ้นเมื่อใจของเราห่างจากพระเจ้า และในที่สุดชีวิตก็ไม่สามารถทำตามพระประสงค์ที่พระองค์ตั้งพระทัยไว้ได้'แล้วพระวจนะของพระยาห์เวห์ก็มายังข้าพเจ้าว่า “พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า เราจะทำลายความทะนงใจของยูดาห์และความทะนงใจใหญ่หลวงของเยรูซาเล็มเสียอย่างนั้นแหละ คือชนชาติชั่วร้ายนี้ ผู้ปฏิเสธไม่ฟังถ้อยคำของเรา ผู้ดื้อที่ทำตามใจของตนเอง และได้ติดตามพระอื่นๆ ไป เพื่อจะปรนนิบัติและนมัสการพระเหล่านั้น จะเป็นเหมือนผ้าคาดเอวนี้ซึ่งจะใช้การอะไรก็ไม่ได้ ' เยเรมีย์ 13:8-10จากที่เราศึกษากันมาเราจะพบว่า คนยูดาห์เองภูมิใจว่าเขาเป็นคนของพระเจ้า และภูมิใจที่เขามีพระวิหารอยู่กับเขา พวกเขาคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เขารอดปลอดภัย ความบาปไม่ใช่การมีพระวิหารหรือการเป็นประชากรของพระเจ้า แต่คือการวางใจในสิ่งเหล่านั้น และดื้อรั้นไม่ยอมฟังพระเจ้า และหันไปติดตามพระอื่น 'เพราะผ้าคาดเอวติดอยู่ที่เอวของมนุษย์ฉันใด เราก็ได้ทำให้ประชาชนทั้งสิ้นของอิสราเอลและประชาชนทั้งสิ้นของยูดาห์ติดอยู่กับเราฉันนั้น พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ เพื่อเขาทั้งหลายจะเป็นประชากร ชื่อเสียง คำสรรเสริญ และความภูมิใจของเรา แต่พวกเขาก็ไม่ฟัง ' เยเรมีย์ 13:11ผ้าคาดเอวไม่ได้สูญเสียคุณค่าเพราะถูกสร้างไม่ดี แต่มันเสียใช้งานไม่ได้เพราะมันไม่ได้อยู่ในที่ที่ควรอยู่ เช่นเดียวกับชีวิตของเรา พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างเรามาเพื่อให้เราใช้ชีวิตออกห่างจากพระองค์ แต่ทรงสร้างให้เราอยู่ในพระองค์ เพื่อเราจะสะท้อนถึงพระลักษณะและพระสิริของพระเจ้า เมื่อเราออกห่างจากพระองค์ ชีวิตของเราก็ยังดำเนินต่อไปแน่นอน แต่เราจะค่อย ๆ สูญเสียทิศทาง พลัง และผลฝ่ายวิญญาณที่พระองค์ทรงตั้งใจที่จะให้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา'จงติดสนิทอยู่กับเราและเราติดสนิทอยู่กับพวกท่าน แขนงจะออกผลเองไม่ได้นอกจากจะติดสนิทอยู่กับเถา พวกท่านก็เช่นเดียวกันจะเกิดผลไม่ได้นอกจากจะติดสนิทอยู่กับเรา เราเป็นเถาองุ่น พวกท่านเป็นแขนง คนที่ติดสนิทอยู่กับเราและเราติดสนิทอยู่กับเขา คนนั้นจะเกิดผลมาก เพราะว่าถ้าแยกจากเราแล้วพวกท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย ' ยอห์น 15:4-5วันนี้พระเจ้าไม่ได้เรียกให้เราไปเป็นคริสเตียนเท่านั้น แต่พระเจ้าทรงเรียกให้เราใช้ชีวิตที่ติดสนิทอยู่ในพระองค์ทุกวัน เพราะเมื่อเราอยู่ในพระองค์ ชีวิตจะเกิดผลตามพระประสงค์และสะท้อนพระสิริของพระองค์แก่ทุกคนที่อยู่รอบข้างเรา แต่ถ้าแยกจากพระองค์แล้ว ชีวิตของเราก็ไม่สามารถเกิดผลและทำตามพระประสงค์ที่พระเจ้าทรงตั้งพระทัยไว้ได้ เราจะเปรียบเหมือนผ้าคาดเอวที่ใช้การไม่ได้ ขอพระเจ้าเมตตาเราทุกคนนะครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่114)วัฒนธรรมที่คริสตจักรควรมี!“เพราะฉะนั้นจงหนุนใจกัน และต่างคนต่างจงเสริมสร้างกันขึ้น ตามอย่างที่พวกท่านกำลังทำอยู่นั้น” ~1 เธสะโลนิกา 5:11 THSV11“Therefore encourage one another and build each other up, just as in fact you are doing.”~1 Thessalonians 5:11 NIVใน วัฒนธรรมของคริสตจักร พระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกเราให้เติบโตขึ้นเพียงลำพัง แต่ให้เติบโตไปพร้อมกับพี่น้องในเรื่องความเชื่อ ความหวังและความรักโดยการ เตือนสติ ตักเตือน หนุนใจ และเสริมสร้างกันและกันอยู่เสมอคำว่า “หนุนใจ” (Encourage) ในภาษากรีกคือ Parakaleo มีความหมายว่าให้กำลังใจผู้ที่กำลังอ่อนแรงปลอบโยนผู้ที่กำลังท้อแท้เชิญชวนให้เดินหน้าต่อไปยืนเคียงข้าง ไม่ทอดทิ้งกัน“การหนุนใจ”จึงไม่ใช่เพียงการพูดว่า “สู้ๆ” แล้วจบแต่คือ “การทำให้คนที่เกือบจะหยุดเดิน กลับมามีกำลังเดินต่อไปกับพระเจ้า(และกับกันและกัน)!“พระเยซูคริสต์ทรงเป็นแบบอย่างในเรื่องนี้ เพราะพระองค์ทรงหนุนใจเหล่าสาวกเสมอแม้แต่ในเวลาที่พวกเขาล้มเหลวหรือทำตัวน่าผิดหวังส่วนคำว่า “เสริมสร้าง” (Build up หรือ Edify) เปรียบได้เหมือนกับการก่อสร้างบ้านให้เป็นรูปเป็นร่างแข็งแรงตามมาตรฐานเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย จึงหมายถึง1).ช่วยให้กันและกันให้เติบโตขึ้นในฝ่ายจิตวิญญาณ2).ทำให้ความเชื่อของกันและกันมั่นคงขึ้น3).สร้างชีวิตไม่ใช่ทำลายชีวิตชองกันและกัน4).ใช้คำพูด การกระทำ และแบบอย่าง เพื่อทำหรือช่วยให้ผู้อื่นเข้าใกล้ชิดติดสนิทพระเจ้ามากยิ่งขึ้น(ตรงกันข้ามกับการวิพากษ์ วิจารณ์ การนินทาว่าร้าย หรือการตำหนิที่บ่อนทำลายกำลังใจ และทำลายชืวิตคน)อาจารย๋ เปาโล จึงกล่าวกำชับไว้ว่า“อย่าให้คำหยาบคายออกจากปากของท่าน แต่จงกล่าวคำที่ดี มีประโยชน์ เพื่อเสริมสร้างตามความจำเป็นเพื่อจะเป็นพระคุณแก่คนที่ได้ยิน”~เอเฟซัส 4:29 “เพราะฉะนั้นจงหนุนใจกันและต่างคนต่างจงเสริมสร้างกันขึ้น ตามอย่างที่พวกท่านกำลังทำอยู่นั้น”~ 1 เธสะโลนิกา 5:11 ดังนั้น ขอให้คริสตจักรของเรา เป็นคริสตจักรที่มีวัฒนธรรมแห่งการหนุนใจ การรักษาและการส่งต่อวัฒนธรรมนี้อย่างยั่งยืนโดย“ทำต่อไป ไม่มีวันหยุด!”ขอให้เราตระหนักว่า“คริสตจักรที่แข็งแรง ไม่ใช่คริสตจักรที่ไม่มีปัญหาแต่คือคริสตจักรที่สมาชิกไม่หยุดหนุนใจและเสริมสร้างกันและกัน!”(A healthy church is not one without problems, but one where people never stop encouraging and building one another up.)พี่น้องที่รัก วันนี้ ขอให้เรามาทำให้คริสตจักรของเราเป็นหนึ่งในคริสตจักรที่มีการหนุนใจและเสริมสร้างซึ่งกันและกัน เป็นทั้งนิสัยและวัฒนธรรมที่พระเจ้าและมนุษย์ล้วนโปรดปราน…จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 23กรกฎาคม2026(ตอนที่114ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่113)คำแนะนำที่ควรทำตาม!“เราจะแนะนำและสอนเจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป เราจะให้คำปรึกษาแก่เจ้าและเฝ้าดูเจ้าอยู่” ~สดุดี 32:8 THSV11“I will instruct you and teach you in the way you should go; I will counsel you with my loving eye on you.” ~Psalms 32:8 NIVมีคำกล่าวที่น่ารับฟัง ดังนี้“คำแนะนำที่ดีที่สุด ไม่ใช่คำที่เราชอบฟัง แต่คือคำที่นำเราให้เข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น!”(The best counsel is not what pleases us, but what draws us closer to God.)ต่อไปนี้คือคำแนะนำที่เราควรทำตามRetreat ~จากตารางเวลายุ่งๆไปสงบทบทวนชีวิต“พระองค์จึงเสด็จลงเรือกับพวกสาวกไปยังที่สงบตามลำพัง” ~มาระโก 6:32 THSV11Relax~หาเวลาปลีกตัวไปผ่อนคลายพักเหนื่อย“บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายได้หยุดพัก” ~มัทธิว 11:28 THSV11Refresh~มีโอกาสสร้างความสดชื่นให้แก่ชีวิต“พระองค์ทรงคืนความสดชื่นแก่ชีวิตข้าพเจ้า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรมเพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์” ~สดุดี 23:3 THSV11Repent~สำรวจชีวิตว่ามีบาปผิดใดและรีบกลับใจ“เพราะฉะนั้นจงระลึกถึงสภาพเดิมที่เจ้าตกลงมาแล้วนั้น จงกลับใจใหม่และทำตามที่ประพฤติในตอนแรก มิฉะนั้นเราจะมาหาเจ้า และจะย้ายคันประทีปของเจ้าออกจากที่ของมัน นอกจากว่าเจ้าจะกลับใจใหม่” ~วิวรณ์ 2:5 THSV11Reconcile~คืนดีกับคู่กรณีโดยเร็ว ถ้าทำได้“จงวางเครื่องบูชาไว้ที่หน้าแท่นบูชา และกลับไปคืนดีกับพี่น้องผู้นั้นเสียก่อน แล้วจึงค่อยมาถวายเครื่องบูชาของท่าน” ~มัทธิว 5:24 THSV11Restore ~ทำให้สัมพันธภาพหวนคืนมาดีดังเดิม“หากพี่น้องของท่านคนหนึ่งทำผิดต่อท่าน จงไปหาและชี้ความผิดต่อเขาสองต่อสองเท่านั้น ถ้าเขาฟังท่าน ท่านจะได้พี่น้องคืนมา” ~มัทธิว 18:15 THSV11Revive~ฟื้นฟูจิตใจโดยพระวิญญาณและพระวจนะ“องค์ผู้สูงเด่นและสูงส่ง ผู้ทรงดำรงอยู่นิรันดร์ ทรงพระนามว่าบริสุทธิ์ ตรัสดังนี้ว่า“เราดำรงอยู่ในที่สูงและบริสุทธิ์ และอยู่กับผู้สำนึกผิดและมีวิญญาณจิตที่ถ่อม เพื่อฟื้นฟูวิญญาณจิตของผู้ที่ถ่อม และฟื้นฟูใจของผู้สำนึกผิด” ~อิสยาห์ 57:15 THSV11Return~กลับไปสู่สามัคคีธรรมและการรับใช้ที่โบสถ์“สุดท้ายนี้ พี่น้องทั้งหลาย ขอลาก่อน จงกลับสู่สภาพดีดังเดิม จงฟังคำขอร้องของข้าพเจ้าจงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จงอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และพระเจ้าแห่งความรักและสันติสุขจะสถิตกับท่านทั้งหลาย”~2 โครินธ์ 13:11 THSV11Relate~สร้างและพัฒนาความสัมพันธ์กับคนใหม่ๆ“อย่าละเลยที่จะต้อนรับแขกแปลกหน้า เพราะว่าโดยการทำเช่นนั้น บางคนก็ได้ต้อนรับทูตสวรรค์โดยไม่รู้ตัว” ~ฮีบรู 13:2 THSV11พี่น้องที่รัก ขอให้เราทำตามคำแนะนำดังที่กล่าวมา แล้วในข้างต้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จงให้พระเจ้าทรงเป็นที่ปรึกษาผู้ให้คำแนะนำทางดีที่ถูกต้องแก่เราในทุกเรื่อง และในทุกวัน ตั้งแต่เราตื่นนอนขึ้นมาเพราะมีคำกล่าวไว้ว่า“ผู้ที่ให้พระเจ้าเป็นที่ปรึกษา จะไม่เพียงเลือกทางที่ถูกต้องแต่จะกลายเป็นบุคคลอย่างที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะให้เขาเป็น!“(Those who make God their Counselor will not only choose the right path, but also become the person God desires them to be.)…เห็นด้วยใช่ไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 22กรกฎาคม2026(ตอนที่113ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน เพราะรักจึงตีสอน Ep.1695หลายครั้งเมื่อเราอ่านเรื่องราวการพิพากษาของพระเจ้า เราอาจจะคิดว่าพระเจ้าทรงพิพากษาเพราะความโกรธเพียงอย่างเดียว แต่ในเยเรมีย์ 12:7–13 ทำให้เราเห็นอีกด้าน คือพระเจ้าทรงเจ็บปวดอย่างมากด้วย เมื่อพระองค์ลงโทษคนของพระองค์ เบื้องหลังการพิพากษานั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดของพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้ทรงทอดทิ้งคนของพระองค์เพราะเลิกรัก แต่เพราะพวกเขาปฏิเสธความรักของพระเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระองค์จึงทรงพิพากษาตามพันธสัญญาและตามพระลักษณะอันบริสุทธิ์ของพระเจ้า'“เราได้ละทิ้งนิเวศของเรา เราได้เหวี่ยงมรดกของเราทิ้ง เราได้มอบผู้เป็นที่รักแห่งจิตใจเรา ไว้ในมือศัตรูของเธอ ' เยเรมีย์ 12:7ในตอนนี้ยังเป็นคำตอบที่ต้องเนื่องมาจากการที่พระเจ้าบอกให้เยเรมีย์เตรียมใจรับสิ่งที่จะหนักยิ่งกว่า พระเจ้าทรงเปิดเผยถึงความเจ็บปวดของพระองค์ พระเจ้าทรงเรียกยูดาห์ว่า นิเวศของเรา มรดกของเรา และผู้เป็นที่รักแห่งจิตใจเรา คำเหล่านี้สะท้อนถึง ความรัก ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างพระเจ้ากับผู้คนของพระองค์ แต่ในข้อ 8-9 ความบาปได้เปลี่ยนคนที่พระองค์ทรงรักให้กลายเป็นผู้ต่อต้านพระองค์ จากผู้เป็นที่รัก กลับกลายเป็นเหมือนสิงห์ป่าที่คำรามใส่พระองค์ พระเจ้าจึงทรงถอนการทรงปกป้องและยอมให้ศัตรูเข้ามา ไม่ใช่เพราะพระองค์เลิกรัก แต่เพราะพระเจ้าทรงสัตย์จริงต่อความบริสุทธิ์และพันธสัญญาของพระองค์'ผู้เลี้ยงแกะเป็นอันมากได้ทำลายสวนองุ่นของเรา เขาทั้งหลายได้เหยียบย่ำส่วนของเรา เขาได้ทำให้ส่วนที่เราพอใจ กลายเป็นถิ่นทุรกันดารที่ร้างเปล่า เขาได้ทำส่วนของเราให้ร้างเปล่า ที่ร้างเปล่านั้นก็คร่ำครวญต่อเรา แผ่นดินทั้งสิ้นก็ถูกทิ้งให้ร้างเปล่า แต่ไม่มีใครเอาใจใส่เรื่องนั้น ' เยเรมีย์ 12:10-11โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้เลี้ยงมักหมายถึงผู้รับใช้ของพระเจ้า แต่ตรงนี้นักวิชาการพระคัมภีร์จำนวนมากเห็นว่า ผู้เลี้ยงแกะตรงนี้ หมายถึงกษัตริย์และกองทัพบาบิโลน พระเจ้าทรงคำว่าร้างเปล่าถึง 3 ครั้ง สิ่งนี้คือการย้ำว่านี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นผลของการละทิ้่งพระเจ้าและการละเมิดพันธสัญญา แม้ว่าความพินาศจะเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา แต่พวกเขาก็ไม่สำนึกและไม่ยอมหันกลับมาหาพระเจ้า หัวใจที่แข็งกระด้างของพวกเขาทำให้พวกเขาเห็นผลของความบาป แต่ไม่ยอมเรียนรู้ที่จะกลับใจ ในข้อ 12 สิ่งที่พวกเขาต้องสูญเสีย คือ ชาโลม หมายถึง สวัสดิภาพ สันติสุข ความอุดมสมบูรณ์ ความปลอดภัย พระแสงดาบของพระยาห์เวห์มาถึงแล้ว เพราะพระเจ้าทรงถอนการปกป้องออกจากพวกเขา สภาพของพวกเขาจึงเหมือนในข้อ 9 คือถูกรุมกินโต๊ะจากประเทศรอบด้าน'เขาทั้งหลายหว่านข้าวสาลีแต่ได้เกี่ยวหนาม เขาทำให้ตัวเหน็ดเหนื่อยแต่ไม่ได้กำไรอะไร เจ้าทั้งหลายจงอับอายด้วยผลการเกี่ยวของเจ้า ด้วยเหตุพระพิโรธร้อนแรงของพระยาห์เวห์” ' เยเรมีย์ 12:13ชีวิตที่แยกจากพระเจ้าอาจดูเหมือนประสบความสำเร็จอยู่ในช่วงเวลานึง แต่สุดท้ายสิ่งที่จะเก็บเกี่ยวได้คือความว่างเปล่าและความอับอาย พระพรที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากความสามารถของมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่เราใช้ชีวิตอยู่ในพระองค์ การพิพากษาของพระเจ้าไม่ใช่การทำลายอย่างไม่มีเหตุผล แต่เป็นการยืนยันว่า พระเจ้าทรงซื่อสัตย์ต่อพระวจนะของพระองค์ ทั้งในพระสัญญาและในคำเตือน'เรารักใครเราก็ตักเตือนและตีสอนเขา เพราะฉะนั้นจงมีความกระตือรือร้น และกลับใจใหม่ ' วิวรณ์ 3:19เมื่อชีวิตของเราเริ่มสูญเสียชาโลม คือ สวัสดิภาพ สันติสุขเพราะผลของการไม่เชื่อฟังพระเจ้า อย่าไปโทษสถานการณ์หรือคนอื่น ๆ แต่ขอให้เราใช้โอกาสนั้นสำรวจใจของตัวเองว่า เรายังใช้ชีวิตอยู่ในพระเจ้าหรือเปล่า พระเจ้าทรงตีสอนคนที่พระองค์รัก ไม่ใช่เพื่อผลักไส แต่เพื่อเรียกคนที่พระองค์ทรงรักให้กลับมาหาพระองค์อีกครั้งวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่112)จงชนะความชั่วด้วยความดี!“อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี” ~โรม 12:21 THSV11“Do not be overcome by evil, but overcome evil with good.” ~Romans 12:21 NIVมีคำกล่าวว่า“ความชั่วสูญเสียอำนาจของมันเมื่อใครบางคนเลือกความดี!(Evil loses its powerwhen someone chooses goodness.)อ.เปาโลกำชับให้เราเลือกความดีเหนือความชั่ว ไว้ดังนี้“อย่าให้ความชั่วชนะเราได้”(Do not be overcome by evil)ความชั่วชนะเรา 1).เมื่อมันทำร้ายเรา และ2).เมื่อมันเปลี่ยนเราให้กลายเป็นเหมือนมัน ก.เมื่อมีคนโกหกเรา ~แล้วเราโกหกตอบข.เมื่อมีคนเกลียดเรา ~แล้วเราเกลียดกลับค.เมื่อมีคนโกรธเรา~แล้วเราโกรธตอบง.เมื่อมีคนทำร้ายเรา ~แล้วเราแก้แค้นทำร้ายกลับจ.เมื่อมีคนโกงเรา~แล้วเราโกงกลับ ฯลฯในนาทีที่เราจะคิดว่า “เราเอาคืนได้สำเร็จ” ความชั่วได้ชนะใจเราในนาทีนั้นแล้ว!เวลาที่มารซาตานใช้ความชั่วชนะเรามันไม่ได้เพียงต้องการแค่ทำให้เราเจ็บปวด แต่มันยังต้องการทำให้เรา สูญเสียพระลักษณะของพระคริสต์ในชีวิตของเราไปดังนั้นทความชั่วที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่ความชั่วที่อยู่รอบตัวเรา แต่คือความชั่วที่เริ่มเติบโตขึ้นภายในใจของเรา!“แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี”( but overcome evil with good.)พระเจ้ามิได้สอนให้เรายอมแพ้ต่อความชั่วแต่ทรงสอนให้ เอาชนะด้วยอาวุธที่สูงล้ำกว่าแล้วอะไร คือ อาวุธที่เลิศล้ำกว่า?เปาโลเรียกอาวุธทรงพลังนั้นว่า “ความดี!”“ความดี”1).ในความหมายทั่วไป คือ“การกระทำ คำพูด หรือความคิดที่ถูกต้อง ดีงาม เป็นประโยชน์ และไม่เบียดเบียนผู้อื่น” 2).ตามคัมภีร์ไบเบิล หมายถึง ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่สำแดงพระลักษณะของพระคริสต์ ได้แก่ก.รักแทนความเกลียดข.ให้อภัยแทนการแก้แค้นค.อวยพรแทนการสาปแช่งง.เมตตาแทนความโกรธจ.พูดความจริงด้วยความรักฉ.ทำสิ่งถูกต้อง ดีงาม แม้ไม่มีใครเห็น“ความดี”เช่นนี้มีพลัง เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นผู้สร้างขึ้นในชีวิตเราพระเยซูคริสต์เองทรงเป็นแบบอย่างให้เห็นในยามที่ความดีอยู่กับพระองค์ ดังนี้ 1).เมื่อถูกดูหมิ่น พระองค์ไม่ทรงด่าตอบ2).เมื่อถูกทำร้าย พระองค์ทรงอธิษฐานเผื่อผู้ที่ตรึงพระองค์3).เมื่อถูกเกลียดชัง พระองค์กลับยังทรงรักเหมือนเดิมดูเหมือนที่ไม้กางเขน พระเยซูพ่ายแพ้ แต่~ความรักของพระเจ้า ชนะความเกลียดชัง~การให้อภัยชนะการแก้แค้น~ชีวิตใหม่ชนะความตายนี่คือชัยชนะโดยความดีที่พระเจ้าทรงประทานให้!และความดีที่กระทำด้วยความรักสามารถหยุดวงจรแห่งความชั่วได้!สรุปขอให้เราชนะความชั่วร้ายด้วยความดีอยู่เสมอ ดังนี้เมื่อเราถูกนินทา…จงรับมือด้วยความจริงเมื่อเราถูกทำร้าย…จงเมตตาให้อภัยเมื่อเราถูกปฏิเสธ…จงตอบสนองด้วยความรัก4.เมื่อเราถูกเข้าใจผิด…จงยังคงรักษาหัวใจให้สะอาดเพราะชัยชนะของเรานั้นไม่ใช่การทำให้อีกฝ่ายหนึ่งแพ้แต่คือการไม่ยอมให้ความบาปชั่วเข้าครอบครองหัวใจของเราเป็นอันขาด!…เห็นด้วยไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 21กรกฎาคม2026(ตอนที่112ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน เมื่อพระเจ้าไม่ตอบทุกคำถาม Ep.1694เมื่อเราเห็นคนที่ไม่ยำเกรงพระเจ้ากลับประสบความสำเร็จ ในขณะที่คนที่ใช้ชีวิตยำเกรงพระเจ้ากลับต้องเผชิญความทุกข์ยาก เราก็อดถามไม่ได้ว่า "ทำไม?" เยเรมีย์ 12:1-4 เยเรมีย์เองก็เคยมีคำถามแบบนี้เหมือนกัน เขาไม่ได้หันหลังให้พระเจ้า แต่เขานำความสงสัยนั้นมาทูลถามต่อพระเจ้าด้วยความเชื่อในพระเจ้าว่าพระองค์ยังทรงยุติธรรม นักวิชาการพระคัมภีร์หลายท่านอธิบายว่า เยเรมีย์มาร้องทูลไม่ใช่เพราะไม่เชื่อว่าพระเจ้าไม่ยุติธรรม เขาเพียงต้องการเข้าใจว่า ทำไมพระเจ้าจึงอนุญาตให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น แต่ใน เยเรมีย์ 12:5-6 พระเจ้าทรงตอบเขา แต่พระองค์ไม่ได้อธิบายในความสงสัย พระเจ้าทรงบอกให้เยเรมีย์เตรียมใจให้พร้อมสำหรับสิ่งที่หนักยิ่งกว่า'ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระองค์ทรงชอบธรรม เมื่อข้าพระองค์สู้คดีกับพระองค์ แต่ข้าพระองค์ยังขอทูลเสนอมูลคดีต่อพระองค์ ทำไมทางของคนอธรรมจึงเจริญขึ้น ทำไมทุกคนที่ทรยศก็อยู่เย็นเป็นสุข ' เยเรมีย์ 12:1เยเรมีย์เริ่มต้นด้วยการยอมรับว่า พระเจ้าทรงชอบธรรม ก่อนจะทูลถามถึงสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ เขาไม่ได้กล่าวหาพระเจ้า แต่เขากำลังแสวงหาความเข้าใจจากพระเจ้าว่า เพราะอะไรคนอธรรมจึงดูเหมือนเจริญรุ่งเรือง ความเชื่อที่แท้จริงจึงไม่ใช่ไม่มีความสงสัย แต่คือการนำความสงสัยนั้นมาหาพระเจ้าด้วยความไว้วางใจ ในข้อ 2 เยเรมีย์ได้ชี้ให้เห็นว่า คนเหล่านั้นเอ่ยพระนามของพระเจ้าด้วยริมฝีปาก แต่หัวใจกลับอยู่ห่างไกลจากพระเจ้า'ข้าแต่พระยาห์เวห์ แต่พระองค์ทรงรู้จักข้าพระองค์ พระองค์ทรงเห็นข้าพระองค์ และทรงทดลองความคิดของข้าพระองค์ที่มีต่อพระองค์ ขอทรงฉุดพวกเขาออกมาเหมือนแกะสำหรับการฆ่า และแยกเขาไว้ต่างหากเพื่อวันประหาร ' เยเรมีย์ 12:3ในข้อนี้เยเรมีย์กลับมาพูดถึงตัวเอง คำว่ารู้จัก ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่มีข้อมูล แต่หมายถึงการมีความสัมพันธ์ต่อกัน และคำว่า "ทดลอง" มีความหมายถึงการทดสอบเพื่อพิสูจน์ความแท้จริง เปรียบเหมือนการหลอมโลหะให้เห็นว่าเป็นของแท้หรือเปล่า '“ถ้าเจ้าวิ่งแข่งกับมนุษย์ และเขาทำให้เจ้าเหน็ดเหนื่อย เจ้าจะแข่งกับม้าได้อย่างไร? และถ้าเจ้ายังล้มลงในแผ่นดินที่ปลอดภัยเจ้าจะทำอย่างไรในดงลุ่มแม่น้ำจอร์แดน? ' เยเรมีย์ 12:5ในข้อ 5-6 นี้พระเจ้าทรงตอบความสงสัยของเยเรมีย์ แต่พระองค์ไม่ได้ทรงตอบคำถามว่า ทำไมคนอธรรมจึงเจริญรุ่งเรืองขึ้น แต่พระเจ้าทรงบอกผู้รับใช้ของพระองค์ด้วยด้วยสุภาษิตเปรียบเทียบแลัในข้อ 5 ที่ผมอ่านไปแล้ว ซี่งแปลความได้ว่า หากอุปสรรคในวันนี้ยังทำให้หมดแรง แล้วเมื่อพันธกิจที่หนักกว่านี้มาถึงจะทำอย่างไร พระเจ้ากำลังสร้างความอดทน ความเข้มแข็ง และความไว้วางใจในชีวิตของเยเรมีย์ เพื่อให้เขาพร้อมสำหรับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า'เพราะว่าแม้แต่พี่น้องของเจ้าและเชื้อสายของบิดาเจ้า ก็ได้ทำการทรยศต่อเจ้า เขายังร้องไล่ตามเจ้าไปอย่างเต็มเสียง แม้ว่าเขาพูดถ้อยคำอย่างดีกับเจ้า ก็อย่าเชื่อเขาเลย ' เยเรมีย์ 12:6พระเจ้ายังทรงเตือนเยเรมีย์ว่า สิ่งที่เขาต้องเจอนั่นยังไม่จบ แม้แต่คนในครอบครัวก็อาจกลายเป็นผู้ต่อต้าน ความเจ็บปวดจากการรับใช้พระเจ้าอาจจะไม่ได้เกิดจากคนอื่น แต่จะมาจากคนใกล้ตัวที่สุด สิ่งที่พระเจ้าตรัสนี่ไม่ได้ตรัสให้เยเรมีย์ท้อใจ แต่เพื่อเตรียมเยเรมีย์ให้พร้อมเผชิญทุกสิ่งด้วยความเชื่อและความอดทน เราอาจจะสงสัยว่า ทำไมพระเจ้าไม่จัดการคนเหล่านั้น แม้ว่าเราจะมีความสงสัย ขอให้เราอย่าขาดความเชื่อว่าพระเจ้าทรงยุติธรรม และอย่าหยุดที่จะไว้วางใจในพระเจ้านะครับ'พี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อพวกท่านพบกับการทดลองใจต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง เพราะพวกท่านรู้ว่าการทดสอบความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความทรหดอดทน ' ยากอบ 1:2-3หลายครั้งเราอาจรอคำอธิบายจากพระเจ้า แต่ในความเป็นจริง พระเจ้ากำลังทรงสร้างชีวิตของเรามากกว่าที่จะอธิบายทุกอย่าง ขอให้เรากล้านำคำถาม ความสงสัย ความอัดอั้นในใจทั้งหมดมาทูลต่อพระเจ้า และให้เราไว้วางใจว่า แม้ว่าพระเจ้าจะยังไม่ตอบคำถามของเราในเวลาที่เราต้องการ นัานเป็นเพราะว่า พระเจ้ากำลังสร้างเราให้เข้มแข็ง ให้พร้อมสำหรับทุกสิ่งที่พระองค์กำลังนำเราให้ไปพบเจอวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่111)อย่าแค่เชื่อถูก แต่จงใช้ชีวิตให้ถูกด้วย“ในที่สุดนี้ ท่านทั้งหลายจงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เห็นอกเห็นใจกัน รักกันฉันพี่น้อง มีจิตใจอ่อนโยนและถ่อมตัว”~ 1 เปโตร 3:8 (THSV11“Finally, all of you, be like-minded, be sympathetic, love one another, be compassionate and humble.” 1 Peter 3:8 NIVคนที่เชื่อถูกต้อง ควรกระทำอะไรที่ถูกต้อง หรือมีคุณธรรม ดังนี้เราต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน“จงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน”(Be like-minded)ไม่ได้หมายความว่า เราที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ต้อง “คิดเหมือนกันทุกเรื่อง” แต่หมายความว่าแม้เราทุกคนในคริสตจักรจะมีความแตกต่างกันในด้านต่างๆ อาทิวัย บุคลิก ความคิดเห็น หรือของประทาน แต่เรายังคงเป็นหนึ่งเดียวกันโดยมีพระเยซูเป็นศูนย์กลางและมีเป้าหมายเดียวกันในชีวิตนั่นคือถวายพระเกียรติแด่พระคริสต์ ในทุกสิ่งที่เราคิด พูด และทำ!(ฟีลิปปี 2:2;เอเฟซัส 4:3)เราต้องเห็นอกเห็นใจกัน“เห็นอกเห็นใจกัน”(Be sympathetic)หมายความว่า เราผู้เชื่อต้อง“ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้อื่น”ไม่ใช่เพียงรู้ว่าเขาเจ็บ แต่รู้สึกเจ็บไปกับเขาไม่ใช่เพียงแสดงความยินดี แต่ควรยินดีจากใจจริงพระเยซูทรงเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด เพราะพระองค์ทรงร่วมร้องไห้กับคนที่ร้องไห้และทรงร่วมแบกความทุกข์กับพวกเขา(โรม 12:15;ฮีบรู 4:15)เราต้องรักกันฉันพี่น้อง“รักกันฉันพี่น้อง”(Love one another as brothers and sisters)คริสตจักรไม่ใช่เป็นองค์กร แต่เป็นครอบครัวของพระเจ้าเราผู้เชื่อจึงควรรักกันแบบพี่น้องคือให้อภัย รับฟัง ช่วยเหลือ ปกป้องและยืนหยัดอยู่เคียงข้างกันเหมือนดังที่พระเยซูตรัสว่า“คนทั้งหลายจะรู้ว่าพวกท่านเป็นสาวกของเรา เพราะท่านรักกัน”(ยอห์น 13:35) เราต้องมีจิตใจอ่อนโยน“มีจิตใจอ่อนโยน”(Be compassionate / tenderhearted)เราผู้เชื่อต้องมีหัวใจที่อ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง ไม่เย็นชาแต่พร้อมให้อภัย เมตตา และช่วยเหลือผู้อื่น อย่างมีน้ำใจคนที่ทีหัวใจแข็งกระด้างมักตัดสินคนอื่นแต่คนที่หัวใจอ่อนโยนจะพยายามเข้าใจคนอื่นเราต้องถ่อมตัว“และถ่อมตัว”(Be humble)ความถ่อมใจไม่ใช่การดูถูกตัวเองแต่คือการให้เกียรติผู้อื่นมากกว่าหรือเหมือนกับที่ให้แก่ตนเองพระเยซูคือแบบอย่างสูงสุดแม้ทรงเป็นพระเจ้าแต่ก็ทรงล้างเท้าสาวกพระองค์คือผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ยอมรับใช้มากที่สุด(ฟีลิปปี 2:3-8;ยอห์น 13)ดังนั้น หากเราเชื่อถูกต้อง เราจะใช้ชีวิตที่ถูกต้อง ดังนี้เราเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และนำความสามัคคีมาสู่ชุมชนของเราเราเห็นอกเห็นใจกัน และนำการเยียวยามาสู่คริสตจักรของเราเรารักกันฉันพี่น้อง และนำความอบอุ่นมาสู่ครอบครัวฝ่ายวิญญาณของเราเราปฏิบัติต่อกันอย่างอ่อนโยน และนำความเมตตาปรานีมาให้แก่กันเราถ่อมใจและถ่อมตนต่อกันและนำสันติสุขมาสู่ท่ามกลางพวกเราด้วยเหตุนี้ เราควรถามตัวเองอย่างจริงใจว่า วันนี้ 1).ฉันกำลังสร้างความสามัคคีหรือสร้างความแตกแยก?2).ฉันกำลังเข้าใจความรู้สึกจริงๆของคนอื่นที่อยู่กับฉันบ้างหรือไม่?3).ฉันกำลังรักใครอย่างจริงใจโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดจากเขาหรือไม่?4).คำพูดของฉันอ่อนโยนหรือแข็งกระด้างไร้เมตตาและทำร้ายคนอื่นหรือไม่?5).ฉันกำลังยกตัวเองหรือยกผู้อื่นให้สูงขึ้น?และถ้าเราประพฤติปฎิบัติดังที่กล่าวมานี้อย่างจริงใจคริสตจักรของเราก็จะ~เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ~สะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์ชัดเจนขึ้น~เป็นพยานต่อโลกนี้ อย่างมีพลังมากยิ่งขึ้นพี่น้องที่รักขอให้เราตระหนักว่าถ้าเราเชื่อถูก เราจะปฏิบัติตัวต่อกันและกันอย่างถูกต้องอย่างคนในครอบครัวของพระคริสต์ซึ่งจะทำให้คริสตจักรของเรากลายเป็นบ้านหรือครอบครัวแห่งความสุขขึ้นมาในทันที ดังคำกล่าวที่ว่า“คริสตจักรจะเป็นบ้านที่สุขสันต์เมื่อสมาชิกปฏิบัติต่อกันเหมือนครอบครัว!”(The church becomes a happy home when believers treat one another as family.)…เห็นด้วยไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 20กรกฎาคม2026(ตอนที่111ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าแก้แค้น Ep.1693สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดในการติดตามพระเจ้า ไม่ใช่การถูกต่อต้านจากคนอื่น แต่เป็นการถูกเข้าใจผิด ถูกปฏิเสธ หรือถูกหักหลังจากคนที่เรารักและไว้ใจ เยเรมีย์ 11:18–23 ได้ให้กำลังใจพวกเราว่า แม้แต่เยเรมีย์ผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ของพระเจ้า เขาเองก็ยังต้องเผชิญการต่อต้านกับวางแผนจะกำจัดเขา ถึงกับลบชื่อของเขาให้หมดไปจากความทรงจำของผู้คน แต่พระเจ้าทรงเห็นทุกสิ่ง และไม่มีแผนการของคนอธรรมใดที่อยู่เหนือการควบคุมของพระเจ้า'พระยาห์เวห์ทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้าและข้าพเจ้าก็รู้ พระองค์ทรงเปิดเผยการกระทำของเขาแก่ข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์เป็นเหมือนลูกแกะเชื่องตัวหนึ่ง ซึ่งถูกพาไปฆ่า ข้าพระองค์ไม่ทราบเลยว่าข้าพระองค์เอง ได้ถูกพวกเขาวางแผนการต่อสู้ โดยกล่าวว่า “ให้เราทำลายต้นไม้กับผลของมันเสียด้วย ให้เราตัดเขาออกเสียจากแดนคนเป็น เพื่อชื่อของเขาจะไม่เป็นที่ระลึกถึงอีกเลย” ' เยเรมีย์ 11:18-19ตรงนี้กำลังบอกว่า ถ้าพระเจ้าไม่เปิดเผยเยเรมีย์ไม่มีทางจะรู้เลยว่า คนในบ้านเกิดของเขากำลังวางแผนลอบทำร้ายเขา เยเรมีย์เปรียบตนเองเหมือนลูกแกะเชื่องที่เดินตามเจ้าของโดยไม่รู้ว่าปลายทางจะไปถูกฆ่า นักวิชาการพระคัมภีร์หลายท่านให้ความเห็นว่า ภาพของลูกแกะเชื่องที่ถูกพาไปฆ่าในชีวิตของเยเรมีย์ เป็นภาพที่ชี้ล่วงหน้าไปถึงพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นลูกแกะของพระเจ้าที่ทรงยอมทนทุกข์โดยไม่ทรงตอบโต้เลย และข้อความนี้ก็ปรากฎใน อิสยาห์ 53:7 เยเรมีย์ไม่เคยรู้เลยว่าคนใกล้ตัวซึ่งน่าจะรวมถึงญาติพี่น้องของตนด้วยกำลังคิดกำจัดเขา และต้องการลบชื่อของเขา หมายถึงเอาทั้งชีวิตและทุกสิ่งที่เขาพูด สิ่งที่เขาทำนั้นลบออกให้หมดไป แต่พระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่งและพระองค์ได้ทรงเปิดเผยความจริงนั่นแก่เยเรมีย์ พระเจ้าทรงรู้ และทรบเห็นทุกสิ่งที่คนของพระองค์ยังมองไม่เห็น และพระเจ้าไม่เคยปล่อยให้แผนการของความชั่วนั้นมาอยู่เหนือการควบคุมของพระเจ้า'แต่ว่า ข้าแต่พระยาห์เวห์จอมทัพผู้ทรงพิพากษาอย่างชอบธรรม ผู้ทรงทดลองดูทั้งความคิดและจิตใจ ขอให้ข้าพระองค์แลเห็นการแก้แค้นของพระองค์ตกแก่พวกเขา เพราะข้าพระองค์ได้มอบเรื่องของข้าพระองค์ไว้กับพระองค์แล้ว ' เยเรมีย์ 11:20เยเรมีย์ไม่ได้ตอบโต้ด้วยความแค้นส่วนตัว แม้เขาจะเจ็บปวดใจอย่างมาก แต่เขาเลือกมอบทุกความรู้สึกนั้นไว้กับพระเจ้าผู้ทรงพิพากษาอย่างชอบธรรม เพราะพระเจ้าทรงรู้ทั้งการกระทำ แรงจูงใจ และความคิดที่ซ่อนอยู่ในใจมนุษย์ การฝากทุกเรื่องไว้กับพระเจ้าไม่ได้หมายความว่า เราไม่เจ็บปวด แต่มันหมายความว่า เราเชื่อว่าการรักษาความยุติธรรมเป็นหน้าที่ของพระเจ้า ไม่ใช่หน้าที่ของเรา'เพราะฉะนั้น พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ เกี่ยวกับคนตำบลอานาโธท ผู้จะเอาชีวิตของเจ้า และกล่าวแก่เจ้าว่า “อย่าเผยพระวจนะในพระนามของพระยาห์เวห์ เพื่อเจ้าจะไม่ต้องตายด้วยมือของพวกเรา” เพราะฉะนั้น พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสว่า “นี่แน่ะ เราจะลงโทษเขาทั้งหลาย พวกคนหนุ่มจะตายด้วยดาบ บรรดาบุตรชายและบุตรหญิงของเขาจะตายด้วยการกันดารอาหาร จะไม่มีใครเหลือเลย เพราะเราจะนำสิ่งร้ายมาสู่คนตำบลอานาโธท คือปีแห่งการลงโทษเขา”' เยเรมีย์ 11:21-23ผู้ที่ขู่ฆ่าเยเรมีย์ไม่ใช่คนต่างชาติ แต่เป็นคนอานาโธท บ้านเกิดของเขาเอง พวกเขาอาจคิดว่ากำลังปิดปากเยเรมีย์ แต่แท้จริงแล้วพวกเขากำลังต่อต้านพระเจ้าผู้ทรงส่งเยเรมีย์ไปพูด ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงเป็นผู้พิพากษาเอง พวกเราผู้รับใช้ของพระเจ้าเราไม่จำเป็นต้องแก้แค้นหรือพิสูจน์ตัวเอง เพราะพระองค์ทรงเห็นทุกอย่าง และพระองค์จะทรงกระทำด้วยความยุติธรรมในเวลาของพระเจ้า'นี่แน่ะ ท่านผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า อย่าแก้แค้น แต่จงมอบการนั้นไว้ แล้วแต่พระเจ้าจะทรงลงโทษ เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “การแก้แค้นเป็นของเรา เราเองจะตอบแทน” ' โรม 12:19บางครั้งการทำตามพระเจ้าอาจทำให้เราถูกปฏิเสธ ถูกเข้าใจผิด หรือถูกหักหลังจากคนที่อยู่ใกล้ชิดที่สุด แต่ขอให้เราจำไว้ว่า ผู้ที่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้าอาจถูกคนทอดทิ้ง แต่พระเจ้าไม่มีวันทอดทิ้งเรา ขอให้เรายังคงยืนหยัดในความจริง มอบความเจ็บปวดไว้กับพระองค์ และวางใจว่า พระเจ้าผู้ทรงเห็นทุกสิ่งจะกระทำด้วยความยุติธรรมในเวลาของพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่110)พักสงบ!“บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายได้หยุดพัก จงเอาแอกของเราแบกไว้ และเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพอ่อนโยนและใจถ่อม แล้วจิตใจของท่านทั้งหลายจะได้หยุดพัก เพราะว่าแอกของเราก็พอเหมาะ และภาระของเราก็เบา”~มัทธิว 11:28–30 (THSV11)“Come to me, all you who are weary and burdened, and I will give you rest. Take my yoke upon you and learn from me, for I am gentle and humble in heart, and you will find rest for your souls. For my yoke is easy and my burden is light.” ~Matthew 11:28-30 NIVมีคำเขียนไว้ว่า“ยิ่งคุณเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้นเท่าไรใจของคุณก็ยิ่งสงบสุขลึกลงไปมากขึ้นเท่านั้น!“”(The closer you are to God,the deeper your peace.)ใช่ครับ เราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ความกังวล และภาระหนัก แต่พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระทัยเมตตา ทรงเชื้อเชิญให้พวกเราผู้ที่เหน็ดเหนึ่อยกับชีวิตและงานได้พบกับการพักสงบ!ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การพักทางกาย แต่เป็น การพักของจิตวิญญาณอย่างแท้จริงด้วย!สิ่งที่เราเรียนรู้จากพระธรรมตอนนี้ ก็คือหากว่าเราต้องการได้พักสงบจริงๆ เราต้องทำดังนี้จงมาหาพระเยซูคริสต์“บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายได้หยุดพัก!“พระเยซูไม่ได้ตรัสว่า“จงไปแก้ปัญหาของเจ้าก่อน” แล้วจะได้พัก แต่พระองค์ตรัสว่า“จงมาหาเรา!”ใช่อีกเช่นกันว่า การพักมักเริ่มต้นเมื่อเราเข้ามาหาพระองค์ช่างน่าเศร้าที่หลายคน(แม้แต่คนที่อ้างว่าเขาเชื่อพระเจ้า) เอาแต่~วิ่งหาความรู้~วิ่งหางาน~วิ่งหาเงิน~วิ่งหาความสำเร็จ ~วิ่งหาเครือข่าย~วิ่งหาความสุข/ความสนุกส่วนตัว หรือ แม้แต่กระทั่ง~วิ่งเข้าหาการรับใช้ต่างๆ…แต่กลับไม่วิ่งมาเข้าหาพระเจ้า!การพักที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่วันหยุด!แต่อยู่ที่เราหยุดวันนั้น เพื่อใช้เวลาอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยลำพัง!การพักสงบที่แท้จริง จึงเริ่มต้นที่“ความสัมพันธ์” ไม่ใช่ที่ “สถานการณ์”พระเยซูไม่ได้ทรงสัญญาว่าจะเอาปัญหาของเราออกไปทันที เพื่อให้เราได้พักแบบไม่มีปัญหาแต่พระองค์ทรงสัญญาว่า จะให้เราพักและมีสันติสุขได้ในท่ามกลางปัญหาเหล่านั้น! จงวางภาระไว้กับพระเยซูและเอาแอกของพระองค์แบกไว้“จงเอาแอกของเราแบกไว้”ที่เราได้หยุดพัก ไม่ใช่เพราะไม่มีภาระ แต่เพราะมีผู้1).แบกภาระแทนเรา หรือ2).แบกภาระร่วมกับเรา“เพราะว่าแอกของเราก็พอเหมาะ และภาระของเราก็เบา”จงเรียนรู้จากพระเยซู“และเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพอ่อนโยนและใจถ่อม แล้วจิตใจของท่านทั้งหลายจะได้หยุดพัก “เมื่อเราเรียนรู้และใช้ชีวิตเหมือนพระเยซู อย่างสุภาพและอ่อนโยนใจของเราก็จะได้พักและสงบลงพี่น้องที่รักในขณะที่เราพักสงบในพระเจ้า สิ่งหนึ่งที่เราควรจะเข้าใจ ก็คือ“การพักสงบในพระเจ้า ไม่ใช่การหนีจากปัญหา แต่เป็นการลุกขึ้นอยู่เหนือปัญหาด้วยการไว้วางใจในพระองค์”(Resting in God is not escaping your problems, but rising above them by trusting Him.)ดังนััน ขอให้พี่น้อง จงเข้ามา1.พบรัก และ2.พักสงบ ในพระเจ้า และมีชัยชนะเหนือทุกสถานการณ์ ด้วยความเชื่อและวางใจในพระองค์อย่างเต็มร้อย…จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 19กรกฎาคม2026(ตอนที่110ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี#ค่ายCL 17-19กค.2026

พระธรรมนำชีวิตตอน ไม่ใช่แค่พอเป็นพิธี Ep.1692พวกเราคิดแบบนี้ไหมครับว่า ถ้ายังไปนมัสการ ถวายทรัพย์ รับใช้ พระเจ้าก็ทรงพอพระทัย เยเรมีย์ 11:14–17 บอกเราว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงมองเพียงสิ่งที่เราทำเพื่อพระองค์ แต่พระเจ้าทรงมองที่หัวใจที่เรามีต่อพระองค์ ศาสนพิธีต่าง ๆ มันแทนการเชื่อฟังและการกลับใจจริง ๆ ไม่ได้'“เพราะฉะนั้น เจ้าเองอย่าอธิษฐานเพื่อชนชาตินี้ อย่าวิงวอนหรืออธิษฐานเพื่อพวกเขา เพราะเราจะไม่ฟังเมื่อเขาร้องต่อเราในเวลาลำบาก ' เยเรมีย์ 11:14พระเจ้าทรงห้ามเยเรมีย์อธิษฐานเพื่อประชาชน เพราะพวกเขาไม่ฟังเสียงเตือนของพระองค์เลย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะพระเจ้าไม่มีความเมตตา แต่เพราะพวกเขาไม่ได้กลับใจจริง ๆ พวกเขามาร้องหาพระเจ้าเพราะพวกเขาไม่อยากรับผลของความบาป มากกว่าที่จะเสียใจที่ได้ทำผิด ทำบาปต่อพระองค์ พระเจ้าทรงอดทนกับพวกเขามาเป็นเวลานาน แต่เมื่อพวกเขาดื้อดึงไม่ยอมกลับใจ การพิพากษาตามพันธสัญญาจึงมาถึง และเมื่อพระเจ้าผู้ทรงเป็นผู้พิพากษาทรงประกาศคำพิพากษาแล้ว การพิพากษานั้นก็ย่อมดำเนินไปตามความยุติธรรมและความบริสุทธิ์ของพระเจ้า'ผู้เป็นที่รักของเรามาทำอะไรในนิเวศของเราเล่า ในเมื่อนางได้ทำการชั่วช้ามาก? คำบนบานและเนื้อสัตว์ที่สักการบูชาจะหันเหโทษของเจ้าได้หรือ? อย่างนี้แล้วเจ้าจะเริงโลดได้หรือ? ' เยเรมีย์ 11:15พระเจ้ายังคงเรียกคนยูดาห์ว่าเป็นที่รัก ภาพนี้เปรียบเหมือนสามีที่ยังรักภรรยา แม้ว่าภรรยาจะนอกใจไปมีชู้ คนยูดาห์ยังเข้าไปในพระวิหารที่ถวายเครื่องบูชา เพราะคิดว่าเครื่องบูชาจะลบล้างความผิดได้ แต่พระเจ้าทรงถามว่า สิ่งเหล่านี้จะลบล้างชีวิตที่ไม่เชื่อฟังได้ยังไง พระเจ้าไม่ได้ปฏิเสธการถวายเครื่องบูชา แต่ทรงปฏิเสธการถวายที่ปราศจากการกลับใจ พระเจ้าทรงต้องการให้คนของพระองค์กลับมาหาพระองค์มากกว่าที่จะมาทำพิธีกรรมที่ถูกต้องเพียงแค่ภายนอก สำหรับพวกเราผู้เชื่อในปัจจุบัน การไปโบสถ์ การรับใช้ หรือการถวายนั้นทดแทนชีวิตที่เชื่อฟังพระเจ้าในทุก ๆ วันไม่ได้'พระยาห์เวห์ทรงเคยเรียกเจ้าว่า ‘ต้นมะกอกสดงดงามด้วยผลอย่างดี' แต่พระองค์ทรงก่อไฟเผามันเสียด้วยเสียงดังสนั่น และกิ่งทั้งหลายของมันจะถูกเผาผลาญหมด พระยาห์เวห์จอมทัพผู้ทรงปลูกเจ้า ได้ทรงประกาศความร้ายให้ตกแก่เจ้า เพราะความชั่วช้าซึ่งคนอิสราเอลและคนยูดาห์ได้กระทำ ได้ยั่วยุให้เราโกรธด้วยการเผาเครื่องหอมถวายแก่พระบาอัล” ' เยเรมีย์ 11:16-17พระเจ้าทรงเปรียบยูดาห์เป็นต้นมะกอกที่พระองค์ทรงปลูกด้วยพระองค์เอง เพื่อให้เกิดผลและถวายพระเกียรติแด่พระองค์ แต่เพราะพวกเขาหันไปนมัสการพระบาอัลจึงต้องพบกับการพิพากษา พระเจ้าทรงเป็นผู้ปลูก พระองค์ย่อมมีสิทธิ์ตัดแต่งต้นไม้ของพระองค์ การตีสอนของพระเจ้าไม่ได้เกิดจากการที่พระองค์เลิกรักประชากรของพระองค์ แต่เกิดจากความสัตย์จริงต่อความบริสุทธิ์และพันธสัญญาของพระองค์ 'และซามูเอลทูลว่า “พระยาห์เวห์พอพระทัยในเครื่องบูชาเผาทั้งตัวและเครื่องสัตวบูชามาก เท่ากับการที่จะเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระยาห์เวห์หรือ? ดูเถิด ที่จะเชื่อฟังก็ดีกว่าเครื่องสัตวบูชา และซึ่งจะเอาใจใส่ก็ดีกว่าไขมันของบรรดาแกะผู้ ' 1 ซามูเอล 15:22ซามูเอลบอกซาอูลที่คิดว่าการถวายเครื่องบูชาเป้นสิ่งที่พระเจ้าพอพระทัยว่า พระเจ้าทรงพอพระทัยหัวใจที่เชื่อฟังมากกว่าพิธีกรรมที่ถูกต้อง งดงามตามระเบียบนมัสการ ขอให้เราสำรวจชีวิตของเราเองว่า วันนี้เรากำลังรักษาความสัมพันธ์กับพระเจ้าจริง ๆ หรือเราเพียงรักษารูปแบบของศาสนพิธี เพราะการเชื่อฟังไม่ได้ทำให้เราเป็นที่รักของพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงรักเราอยู่แล้ว แต่การเชื่อฟังคือหลักฐานว่า เรารักพระเจ้าจริง ๆวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่109)พบรัก!“เรารัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน”~ 1 ยอห์น 4:19 THSV11“We love because he first loved us.” ~1 John 4:19 NIVมีคำกล่าวไว้ว่า“เราไม่ได้เริ่มต้นด้วยการรักพระเจ้าแต่พระเจ้าทรงเริ่มต้นด้วยการรักเรา!”(We did not begin by loving God; God began by loving us.)พระธรรม 1 ยอห์น 4:19 ข้อนี้ สามารถสรุปแก่นของข่าวประเสริฐ และความรักของพระเจ้าได้อย่างงดงามมากที่สุดว่า“ต้นกำเนิดของความรัก” คือ“พระเจ้าแห่งความรัก”ผู้ทรงสร้างเรา“…เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก!”~1 ยอห์น 4:8 THSV11ด้วยเหตุนี้ ความรักที่แท้จริงจึงเริ่มต้นมาจากพระเจ้าไม่ใช่มาจากมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น~คนที่เรารัก หรือ~คนที่รักเราสิ่งที่เราเรียนรู้จากพระธรรมตอนนี้คือความรักของพระเจ้า~เป็นความรักที่“เสนอ”นั่นคือ ความรักของพระเจ้า “มาก่อน” 1).ความรักของเรา หรือ2).ความรักของคนอื่นๆ (รวมทั้งพ่อแม่ หรือ สามีภรรยาของเรา)พระเจ้า “ทรงรักเราก่อน” นี่เป็นหัวใจของพระธรรมข้อนี้พระเจ้าไม่ได้รอ1).ให้เราเป็นคนดีพร้อมก่อน ~จึงจะรักเรา2).ให้เรากลับใจเสียก่อน~จึงจะรักเรา3).ให้เรารับใช้พระองค์ก่อน~จึงจะรักเรา4).ให้เราทำตัวสมควรหรือเอาใจพระองค์ก่อน ~จึงจะรักเรา5).ให้เรารักพระองค์ก่อน~จึงจะรักเราแต่พระองค์ทรงรักเรา~ตั้งแต่พระองค์ยังไม่ได้สร้างเราหรือสรรพสิ่งในโลกนี้~ตั้งแต่เรายังไม่รู้จักพระเจ้าหรือยังหลงทางไปจากพระองค์อยู่เลย~ตั้งแต่เรายังกระทำบาป และเป็นปรปักษ์และเป็นศัตรูต่อพระเจ้าอยู่ด้วยซ้ำเหมือนดังที่โรม 5:8 ~10 กล่าวว่า“แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เรา คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปนั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา!”ความรักของพระเจ้า จึงเป็น1).“พระคุณ”(Grace) หรือ2). “ของขวัญ“(Gift)สำหรับเราและมนุษย์ทุกคนในโลกนี้ความรักของเรา ~เป็นความรักที่“สนอง”คือ เป็น “ผล” ไม่ใช่ “เหตุ”คนบางคนเข้าใจผิดว่า“ฉันรักพระเจ้ามาก พระองค์จึงรักฉันกลับคืนมา”แต่พระคัมภีร์กลับสอนตรงกันข้ามว่าพระเจ้าทรงรักเราก่อน จึงเป็นเหตุที่ทำให้เรารักพระองค์ และอยากตอบสนองพระคุณของพระองค์ความรักของพระเจ้าและความรักของเรา ~เป็นความรักที่“เสนอและสนอง”ต่อคนอื่นเมื่อเรารับความรักของพระเจ้า เราจึงรักผู้อื่นได้ใน 1 ยอห์น บทที่ 4 พูดว่าเมื่อหัวใจของเราเต็มด้วยความรักของพระเจ้า เราจะ1).ให้อภัยง่ายขึ้น2).เมตตามากขึ้น3).รับใช้ด้วยความยินดียิ่งขึ้น และ4).เสียสละโดยไม่หวังผลตอบแทนได้ง่ายขึ้นด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ได้รักผู้ใด ด้วย “กำลังของเรา” หรือ “ความรักของเรา”(ที่มีจำกัด)แต่เรารักคนอื่น ได้ด้วย “ความรักที่พระเจ้า“ประทานให้อย่างไม่จำกัดพี่น้องที่รัก เมื่อเราได้พบกับพระเจ้า และได้สัมผัสกับความรักของพระองค์ที่รักเราก่อนแบบไม่มีเงื่อนไขความรักของพระเจ้าได้เปลี่ยนอัตลักษณ์ของเรา1).เราไม่ได้เป็นคนมีคุณค่าเพราะโลกยอมรับ แต่เพราะพระเจ้าทรงรัก2).เราไม่ได้เป็นลูกของพระเจ้าเพราะเราดีพอ แต่เพราะพระเยซูทำให้เราเป็นบุตรของพระองค์ความรักของพระเจ้า ทำให้เรารับใช้พระองค์ด้วยความสมัครใจดังนั้นการรับใช้ การเชื่อฟัง การนมัสการหรือแม้แต่การมาโบสถ์จึงไม่ใช่เป็นความพยายามเพื่อทำให้พระเจ้ารักเราแต่เป็นการตอบสนองต่อความรักที่พระองค์ทรงมอบให้แล้ว!ความรักของพระเจ้าช่วยเยียวยารักษาหัวใจและความสัมพันธ์ของเราที่แตกสลาย1).หัวใจที่แตกสลาย จากการคิดว่า“ไม่มีใครรักฉัน”เพราะ~ถูกปฏิเสธ และไม่เคยได้รับคำชม หรือ ถูกทอดทิ้ง2).ความสัมพันธ์ของเราที่แตกสลาย เพราะ~ถูกเข้าใจผิด ถูกปฏิเสธ หรือถูกทรยศและเพราะพระเจ้าทรงรักเราก่อนอย่างไม่มีเงื่อนไขเช่นนี้ เราจึงรู้สึกได้รับการเติมเต็ม โดยไม่จำเป็นต้องพยายามพิสูจน์คุณค่าของตัวเราให้คนอื่นเห็นเหมือนดังคำกล่าวที่ว่า “เมื่อรู้ว่าพระเจ้าทรงรักเรา เราก็เลิกพยายามพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง!”(When we know God loves us,we stop striving to prove our worth.)เราจึง1.รู้สึกซาบซึ้งรักพระเจ้ามากขึ้น และ2.ปรารถนาที่จะสนองพระคุณของพระองค์ด้วยความรักอย่างสุดหัวใจ และ3.บอกเล่าเรื่องราวความรักของพระเจ้าที่เราพบนี้ ให้แก่คนอื่นๆรับไว้ต่อๆไปโดยเริ่มต้นจากคนที่เรารักและคนที่รักเราก่อน ณ บัดนี้เลย…จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 18กรกฎาคม2026(ตอนที่109ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี#ค่ายCL 17-19กค.2026

พระธรรมนำชีวิตตอน ที่พึ่งที่แท้จริง Ep.1691ส่วนใหญ่พวกเราผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้ามักจะไม่ละทิ้งพระเจ้าในวันเดียว แต่เรามักจะค่อย ๆ ปล่อยให้สิ่งอื่นเข้ามาแทนที่พระองค์ จนวันหนึ่งความไว้วางใจในพระเจ้าของเราก็ไม่ได้อยู่ที่พระเจ้าอีกต่อไป เยเรมีย์ 11:9–13 เปิดเผยว่า ยูดาห์ไม่ได้เพียงทำบาปแค่ครั้งคราว แต่พวกเขาร่วมกันละเมิดพันธสัญญา กบฏต่อพระเจ้า และหันไปติดตามพระอื่น 'พระยาห์เวห์ตรัสกับข้าพเจ้าอีกว่า “มีการคิดกบฏท่ามกลางคนยูดาห์และชาวกรุงเยรูซาเล็ม พวกเขาได้หันกลับไปหาความผิดบาปแห่งบรรพบุรุษของเขา ผู้ปฏิเสธไม่ยอมฟังถ้อยคำของเรา เขาติดตามพระอื่นๆ ไป และปรนนิบัติพระนั้น คนอิสราเอลและคนยูดาห์ได้ผิดพันธสัญญาของเรา ซึ่งเรากระทำต่อบรรพบุรุษของเขา ' เยเรมีย์ 11:9-10พระเจ้าทรงเปิดเผยว่า ความผิดที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่บางคน แต่เป็นการร่วมกันกบฏของประชาชน คำว่า "การคิดกบฏ" เป็นคำที่ใช้กับการล้มล้างกษัตริย์ ตรงนี้กำลังอธิบายว่าพวกเขาร่วมมือกันต่อต้านสิทธิอำนาจของพระเจ้า พวกเขาเลือกเดินซ้ำรอยความบาปของบรรพบุรุษ คือหันไปติดตามพระพื้นเมืองของชาวคานาอัน ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ แต่เพราะตั้งใจ จงใจปฏิเสธพระเจ้า การละทิ้งพระเจ้าเริ่มต้นจากหัวใจที่ค่อย ๆ หันออกจากพระองค์ แล้วพฤติกรรมการหันออกจากพระเจ้านั้นก็เห็นได้จากการใช้ชีวิตที่มีสิ่งอื่นเข้ามาแทนที่พระเจ้า วันนี้ก็เช่นกัน การห่างจากพระเจ้าไม่ได้เริ่มจากการเลิกไปโบสถ์ แต่เริ่มจากการที่เราปล่อยให้หัวใจและความคิดของเราจดจ่อ และให้คุณค่ากับสิ่งอื่นมากกว่าพระเจ้า'เพราะฉะนั้น พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ เราจะนำเหตุร้ายมาเหนือเขา ซึ่งเขาหนีไม่พ้น ถึงเขาจะร้องทุกข์ต่อเรา เราก็จะไม่ฟังเขา ' เยเรมีย์ 11:11พระเจ้าไม่ได้ทรงปฏิเสธคำร้องทูลเพราะไม่มีความรักความเมตตา แต่เพราะพวกเขาไม่ได้กลับใจจริง ๆ พวกเขาร้องหาพระเจ้าเพราะกลัวผลของบาป ไม่ได้มาร้องหาพระเจ้าเพราะเสียใจที่ได้ทำบาปต่อพระองค์ การพิพากษาที่มาถึงเป็นผลของการละเมิดพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงเตือนไว้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระเจ้าทรงอดทนนาน แต่พระองค์ก็ทรงยุติธรรม และพระเจ้าทรงเรียกให้มนุษย์กลับใจด้วยใจจริง ไม่ใช่เพียงเสียใจเพราะผลของความบาป แล้วก็ยังใช้ชีวิตแบบเดิมอยู่ต่อไป'แล้วเมืองต่างๆ ของยูดาห์และชาวกรุงเยรูซาเล็มจะไปร้องทุกข์ต่อพระ ซึ่งพวกเขาได้เผาเครื่องหอมถวายนั้น แต่พระเหล่านั้นช่วยเขาในเวลาลำบากไม่ได้ ยูดาห์เอ๋ย พระทั้งหลายของเจ้าก็มากเท่ากับบรรดาเมืองของเจ้า และตามจำนวนถนนในกรุงเยรูซาเล็ม เจ้าได้ตั้งแท่นบูชาถวายสิ่งที่อับอาย คือแท่นสำหรับเผาเครื่องหอมถวายแก่พระบาอัล ' เยเรมีย์ 11:12-13เมื่อความทุกข์มาถึง พระที่พวกเขากราบไหว้ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย แม้จะมีแท่นบูชามากมาย แต่แท่นบูชานั้นก็ไม่สามารถช่วยกู้ชีวิตได้ มีเพียงพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์เท่านั้นที่ทรงช่วยให้เรารอดได้ สิ่งที่เราให้ความไว้วางใจแทนพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นเงิน ความสามารถ ความสำเร็จ ความมั่นคงของชีวิต อาจดูมั่นคงในวันที่ทุกอย่างเป็นปกติ แต่เมื่อพบกับวิกฤต สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถเป็นที่พึ่งที่แท้จริงได้'ลูกทั้งหลายเอ๋ย จงรักษาตัวให้พ้นจากรูปเคารพ' 1 ยอห์น 5:21คำเตือนนี้ยังคงเตือนสาวกของพระเยซูในทุกยุคทุกสมัย เพราะรูปเคารพไม่ได้เป็นเพียงรูปปั้นเท่านั้น แต่คือทุกสิ่งที่เข้ามาแทนที่พระเจ้าในใจของเรา ขอให้เราสำรวจชีวิตของตัวเองอยู่เสมอ และขอให้เราเลือกวางใจในพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์แต่เพียงผู้เดียว เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงซื่อสัตย์ต่อพันธสัญญาของพระองค์เสมอ และพระองค์ทรงเป็นที่พึ่งที่พึงได้เสมอ และพระองค์ทรงต้อนรับผู้ที่กลับมาหาพระองค์ด้วยใจจริงวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่108)ความดีงามของการได้เข้าใกล้ชิดพระเจ้า!“แต่ส่วนข้าพระองค์ ที่จะเข้าใกล้พระเจ้านั้นดี ข้าพระองค์ได้ให้พระยาห์เวห์องค์เจ้านายเป็นที่ลี้ภัยของข้าพระองค์เพื่อข้าพระองค์จะได้เล่าถึงพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์” ~สดุดี 73:28 THSV11“But as for me, it is good to be near God. I have made the Sovereign Lord my refuge; I will tell of all your deeds.” ~Psalms 73:28 NIVสดุดี 73:27–28 เตือนสติให้เราพิจารณาคุณค่าชีวิตของเราใหม่ ให้เราตระหนักว่าสิ่งสำคัญจริงๆ ไม่ใช่ทรัพย์สิน ชื่อเสียง หรือความสำเร็จ แต่เป็นความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า ผู้ที่ห่างออกไปจากพระเจ้าอาจดูรุ่งเรือง แต่นั่นก็จะเป็นเพียงชั่วคราว แต่สำหรับผู้ที่เข้าใกล้ชิดสนิทกับพระเจ้า เขาจะพบความดี ความมั่นคง และความชื่นชมยินดีที่ยั่งยืน พร้อมทั้งชีวิตของเขาก็จะเป็นพยานถึงพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์แก่ผู้อื่นด้วยสำหรับข้อ28นี้ พระวจนะของพระเจ้าสอนอะไรแก่เราบ้าง?“แต่ส่วนข้าพระองค์ ที่จะเข้าใกล้พระเจ้านั้นดี”(“But as for me, it is good to be near God)นี่คือหัวใจสำคัญของทั้งบท!ผู้เขียนไม่ได้บอกว่า“การมีเงินทอง“หรือ ”การประสบความสำเร็จ“นั้นดีแต่ท่านกล่าวว่า“การเข้าใกล้พระเจ้านั้นดี!”คำว่า “ดี” (Good) ในที่นี้ หมายถึง~ดีที่สุด~เป็นประโยชน์ที่สุด~ปลอดภัยที่สุด~เติมเต็มที่สุดใช่ครับ เมื่อเราเข้าใกล้พระเจ้า~ใจของเราได้รับสันติสุข~ความคิดของเราได้รับการเปลี่ยนแปลง~มุมมองของเราได้รับการปรับให้ถูกต้อง~ความหวังของเรากลับคืนมา~ชีวิตของเรามีความหมายชัดเจนขึ้นมาในทันที“ข้าพระองค์ได้ให้พระยาห์เวห์เองค์เจ้านายเป็นที่ลี้ภัยของข้าพระองค์”( I have made the Sovereign Lord my refuge;)“ที่ลี้ภัย” หมายถึง~สถานที่ปลอดภัย~ป้อมปราการ~ที่พักพิง~ความมั่นคงช่าวน่าอบอุ่นใจ ยิ่งนัก ที่แม้ว่า~โลกอาจเปลี่ยนแปลงไป~คนอาจเปลี่ยนใจ~ทรัพย์สินอาจสูญหายแต่พระเจ้าของเรา ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย!พระองค์ยังคงเป็นที่ลี้ภัยอันปลอดภัยเสมอมาและเสมอไปเราจึงมีที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงได้เสมอแม้ในยามอยู่ท่ามกลางพายุแห่งชีวิตเป็นดังที่ พระธรรม สดุดี 46:1 กล่าวไว้ว่า“พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของเรา เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก” ~สดุดี 46:1 THSV11(God is our refuge and strength, an ever-present help in trouble.)~Psalms 46:1 NIV“เพื่อข้าพระองค์จะได้เล่าถึงพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์”( I will tell of all your deeds.)ผู้ที่เข้าใกล้พระเจ้าจะได้รับสิ่งดีหรือพระพร และถ้าเขาเป็นคนดี เขาก็จะ ไม่เก็บพระพรนั้นไว้เพื่อตนเองแต่ผู้เดียวเขาจะซาบซึ้งในพระคุณพระเจ้าและมีความรักเมตตาต่อผู้อื่นด้วยเขาจึงจะกลายเป็นผู้บอกเล่าข่าวดีที่แสนประเสริฐที่รวมถึงเรื่อง~ความซื่อสัตย์ของพระเจ้า~พระคุณของพระองค์~การช่วยกู้ของพระเจ้า~การทรงนำของพระองค์~การอัศจรรย์ต่างๆที่พระเจ้ากระทำเขาจะมีชีวิตแห่งการเป็นพยานเราก็เช่นกัน นั่นคือ เราจะเป็นพยานเพราะเราได้สัมผัสกับพระเจ้าจริงๆด้วยตัวเองในชีวิตของเราพี่น้องที่รักขอให้เราจดจำและปฏิบัติตามหลักการฝ่ายจิตวิญญาณจากพระธรรมข้อนี้ไว้ให้ดีอย่าวัดชีวิตจากความรุ่งเรือง แต่จากความใกล้ชิดพระเจ้า2.จงให้ค่าความสำคัญกับความสัมพันธ์กับพระเจ้ามากกว่าความสำเร็จทุกอย่าง3.จงให้พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยที่มั่นคงนิรันดร์ของเราตลอดไป4.จงเล่าข่าวดีเรื่องพระคุณของพระเจ้าให้คนทั้งหลายรับรู้อยู่เสมอ5.จงตั้งเป้าหมายของชีวิตที่ไม่เพียงแต่จะ “ได้รับพระพร” แต่จะ“รู้จักพระเจ้าผู้ประทานพระพร” และ“แบ่งปันพระพร”นั้นแก่ทุกคนที่เรารู้จักและเราพบเจอ…จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 17กรกฎาคม2026(ตอนที่108ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าเป็นเพียงคนที่ได้ยิน Ep.1690คริสเตียนหลายคนเข้าใจว่า ความเชื่อที่มี คือการไปโบสถ์อย่างสม่ำเสมอ ร่วมกิจกรรมทุกอย่างของคริสตจักร แต่ถ้าเพิ่มระดับขึ้นมาอีกคือการที่เราจะรู้พระวจนะของพระเจ้า วันนี้ความจริงผ่าน เยเรมีย์ 11:1–8 เตือนเราว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกคนของพระองค์ให้เพียงรับรู้พันธสัญญา แต่ทรงเรียกให้ใช้ชีวิตตามพันธสัญญานั้นด้วย เพราะการเชื่อฟังเป็นหลักฐานของความสัมพันธ์กับพระเจ้า'พระวจนะมาจากพระยาห์เวห์ถึงเยเรมีย์ว่า “เจ้าจงฟังถ้อยคำในพันธสัญญานี้เถิด และจงกล่าวแก่คนยูดาห์และชาวกรุงเยรูซาเล็ม เจ้าจงกล่าวแก่เขาว่า พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า ให้คนที่ไม่เชื่อฟังถ้อยคำในพันธสัญญานี้ถูกแช่งเถิด คือพันธสัญญาที่เราบัญชาแก่บรรพบุรุษของพวกเจ้า ผู้ซึ่งเราได้นำออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ จากเตาไฟเหล็ก และกล่าวแก่เขาว่า จงฟังเสียงของเรา และจงทำทุกอย่างที่เราบัญชาเจ้าไว้ เจ้าจึงจะเป็นประชากรของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า เพื่อเราจะทำให้สำเร็จตามคำสาบานซึ่งเราได้ปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของเจ้าว่า เราจะให้แผ่นดินซึ่งมีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์แก่เขาอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้” แล้วข้าพเจ้าจึงทูลตอบว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอให้เป็นดังนั้นเถิด” ' เยเรมีย์ 11:1-5พระเจ้าทรงใช้เยเรมีย์ประกาศเรื่องพันธสัญญาที่พระองค์ทรงทำกับอิสราเอลตั้งแต่ทรงนำพวกเขาออกจากอียิปต์ พระคุณของพระเจ้ามาก่อนเสมอ พระองค์ทรงช่วยให้เป็นอิสระก่อน แล้วพระองค์จึงทรงเรียกให้พวกเขาใช้ชีวิตด้วยการเชื่อฟัง ดังนั้น การเชื่อฟังจึงไม่ใช่หนทางที่จะได้รับความรอด แต่เป็นการตอบสนองต่อพระคุณที่ได้รับแล้ว วิธีการใช้ชีวิต หรือพฤติกรรมแห่งการเชื่อฟังที่แสดงผลออกมา เป็นผลของความสัมพันธ์ที่เรามีกับพระเจ้า 'และพระยาห์เวห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “จงป่าวร้องถ้อยคำทั้งหมดนี้ในเมืองต่างๆ ของยูดาห์และตามถนนของเยรูซาเล็มว่า จงฟังถ้อยคำแห่งพันธสัญญานี้และประพฤติตาม ' เยเรมีย์ 11:6หลังจากบทที่ 7-10 นักอธิบายพระคัมภีร์เรียกส่วนนี้ว่า คำเทศนาในพระวิหาร เพราะพระเจ้าตรัสสั่งให้เขาไปพูดที่พระวิหารของพระเจ้า แต่ในบทนี้ เป็นการเริ่มเทศนาอีกครั้งโดยพระเจ้าตรัสสั่งเยเรมีย์ให้ออกไปประกาศให้ทั่ว เพื่อคนยูดาห์จะได้ฟังถ้อยคำของพระเจ้าแล้วจะทำตาม 'เพราะเราได้กล่าวตักเตือนอย่างแข็งขันต่อบรรพบุรุษของเจ้า เมื่อเรานำพวกเขาขึ้นมาจากแผ่นดินอียิปต์ ตักเตือนเขาครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จนถึงทุกวันนี้ กล่าวว่า จงฟังเสียงของเรา ' เยเรมีย์ 11:7การพิพากษาของพระเจ้าไม่ได้มาอย่างฉับพลัน พระองค์ทรงอดทนเตือนพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่าน คำว่า “ซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ในภาษาเดิมมีความหมายถึง ตื่นมาทำงานแต่เช้า นี่แปลว่าพระเจ้าทรงจริงจังกับการเตือนพวกเขาอย่างมากผ่านผู้เผยพระวจนะคนแล้วคนเล่า คำว่า "ฟัง" ในภาษาเดิมไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ได้ยินด้วยหู แต่หมายถึงการรับฟังด้วยใจและเชื่อฟังกระทำตาม การได้ยินพระวจนะทุกสัปดาห์ แต่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงชีวิต จึงไม่ใช่การฟังตามความหมายที่พระเจ้าต้องการ ความอดทนของพระเจ้าสะท้อนถึงความเมตตา เพราะพระเจ้าต้องการให้คนของพระองค์กลับใจมาหาพระองค์มากกว่าจะถูกพิพากษา'แต่พวกเขาก็ไม่เชื่อฟังหรือเงี่ยหูฟัง ทุกคนดำเนินตามความดื้อด้านแห่งจิตใจอันชั่วร้ายของเขา ดังนั้นเราจึงนำทุกสิ่งตามถ้อยคำแห่งพันธสัญญานี้ที่เราได้บัญชาให้เขากระทำ แต่เขาไม่ได้ทำตามนั้น ให้มาตกเหนือเขา” ' เยเรมีย์ 11:8ปัญหาของคนยูดาห์ไม่ใช่เขาไม่รู้พระประสงค์ของพระเจ้า พวกเขารู้แล้วแต่กลับดื้อด้าน เลือกทำตามใจตัวเอง พวกเขาปฏิเสธเสียงของพระเจ้า แล้วในที่สุดก็ต้องเผชิญผลของการดื้อรั้น นี่เป็นคำเตือนสำหรับพวกเราด้วย การเป็นสมาชิกคริสตจักร การไปโบสถ์อย่างสม่ำเสมอ ร่วมกิจกรรมทุกอย่าง หรือการมีความรู้พระคัมภีร์ ไม่สามารถทดแทนชีวิตที่เชื่อฟังพระเจ้าได้ ความเชื่อแท้ย่อมแสดงผลออกมาผ่านการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า'“ถ้าพวกท่านรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา ' ยอห์น 14:15พระเยซูคริสต์ทรงสรุปหัวใจของพันธสัญญาไว้อย่างชัดเจนว่า ความรักที่เรามีต่อพระเจ้าต้องแสดงออกมาด้วยการเชื่อฟัง ขอให้เราไม่เป็นเพียงคสที่ได้ยินพระวจนะ แต่เราจะยอมให้พระวจนะเปลี่ยนแปลงความคิด และการใช้ชีวิตของเรา เพราะชีวิตที่เชื่อฟัง คือชีวิตที่ทำให้เรารู้ว่า เรามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าจริง ๆวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่107)ความสำเร็จของผู้ห่างเหินพระเจ้า?“เพราะนี่แน่ะ บุคคลผู้ห่างเหินจากพระองค์จะพินาศ ทุกคนที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์จะถูกพระองค์ทำลาย” ~สดุดี 73:27 THSV11“Those who are far from you will perish; you destroy all who are unfaithful to you.” ~Psalms 73:27 NIVมีคำเตือนสติที่เราควรรับฟัง กล่าวไว้ว่า“ความสำเร็จที่ไม่มีพระเจ้าอาจยิ่งใหญ่ในวันนี้ แต่จะไม่ยั่งยืนชั่วนิรันดร์!”(Success without God may be impressive today, but it cannot last forever.)พระธรรมตอนนี้(สดุดี 73:27-28) เป็นบทสรุปอันทรงพลังของ สดุดี บทที่ 73 ซึ่งผู้เขียนคือ อาสาฟ เขึยนขึ้นหลังจากที่ตัวเขาต่อสู้กับความสงสัยมานานว่า“ทำไมคนอธรรมจึงดูเหมือนเจริญรุ่งเรือง?” แต่เมื่อเขาเข้าไปในสถานนมัสการของพระเจ้า ฟังพระวจนะของพระองค์เขาจึงมองเห็นความจริงจากมุมมองของพระเจ้า และปิดท้ายด้วยการประกาศความเชื่อที่เรียนรู้นั้นอย่างหนักแน่นมั่นคงสิ่งที่อาสาฟ ได้เรียนรู้ในตอนนี้ ก็คือ คำเตือนที่ว่า“บุคคลผู้ห่างเหินจากพระองค์จะพินาศ!”(Those who are far from you will perish;)แล้ว“ห่างเหินจากพระองค์” หมายถึงอะไร?คำว่า “ห่างเหิน” มาจากคำฮีบรู“ rachaq”ที่มีความหมายว่า~อยู่ไกล~แยกตัวออก~ถอยห่าง~ทำตัวห่างออกไปจากความสัมพันธ์~ไม่ดำเนินชีวิตกับพระเจ้าซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียง “ระยะทาง” แต่หมายถึง ”ทิศทางของหัวใจและชีวิต““คนที่ห่างเหินพระเจ้า” จึงเป็นคนที่1).ไม่แสวงหา ไม่ต้องการพระเจ้า2).ปฏิเสธและไม่พึ่งพาพระองค์3).เลือกใช้ชีวิตเสมือนพระเจ้าไม่มีอยู่4).ให้สิ่งอื่นเป็นศูนย์กลางของชีวิตแทนที่พระเจ้า5).ดำเนินตามความปรารถนาของตนเองเป็นหลักพระเจ้าทรงเปิดเผยให้รู้ว่า แม้ภายนอกคนที่ห่างเหินจากพระเจ้านั้นอาจดู~ประสบความสำเร็จ~ มั่งคั่ง หรือ~มีอำนาจบารมี แต่พระคัมภีร์เตือนว่าความเจริญรุ่งเรืองนั้นเป็นเพียงภาวะแค่ชั่วคราว ก่อนมลายหายไป“ทุกคนที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์จะถูกพระองค์ทำลาย”(you destroy all who are unfaithful to you.)คำว่า “ไม่ซื่อสัตย์” หมายถึงอะไร?คำว่า “ไม่ซื่อสัตย์” นี้มาจากคำภาษาฮีบรู“ zanah ”ซึ่งมีความหมายหลักว่า“~เป็นชู้~นอกใจ~ทรยศต่อพันธสัญญา~ละทิ้งความสัมพันธ์ที่ควรซื่อสัตย์”ในพระคัมภีร์ คำนี้มักใช้ในความหมายฝ่ายจิตวิญญาณถึง“การละทิ้งและ นอกใจพระเจ้า(เหมือนคู่สมรสที่ผิดคำสัตย์ที่ให้แก่กัน )แล้วหันไปหาคนอื่นหรือ สิ่งอื่นแทนที่พระองค์!”พี่น้องที่รักขอให้เราเรียนรู้และเตือนตัวเองไว้เสมอว่าความสำเร็จรุ่งเรืองที่ไม่มีพระเจ้า จะเป็นเพียงความสำเร็จแค่ชั่วคราวความสำเร็จที่นำให้เราห่างเหินไปจากพระเจ้า~จะนำเราออกห่างไปไกลจากต้นกำเนิดของชีวิต และ~จะทำให้ชีวิตที่ดูสูงขึ้นในสายตาของคนกลับตกต่ำลงความไม่สัตย์ซื่อและนอกใจพระเจ้าเพื่อความสำเร็จหรือความรุ่งเรืองจะนำการทำลายล้างมาสู่ชีวิตและทุกสิ่งที่เราทำหรือมีด้วยเหตุนี้ คำแนะนำและคำเตือนสุดท้ายเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตของคุณ ก็คือ“จงเลือกความใกล้ชิดกับพระเจ้ามากกว่าความรุ่งเรืองที่พาคุณออกห่างไปจากพระองค์!”(Choose closeness with God over prosperity that pulls you away from Him.)…คุณจะเชื่อและทำตามคำแนะนำดังที่กล่าวมาหรือไม่ครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 16กรกฎาคม2026(ตอนที่107ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ภายใต้การทรงนำของพระเจ้า Ep.1689โลกนี้สอนว่า คนที่จะประสบความสำเร็จต้องมีความรู้ ต้องฝึกฝนความสามารถและวางแผนทุกเรื่องให้ดีเพื่อจะควบคุมทุกอย่างได้ ทั้งหมดนี้ล้วนมีความสำคัญ แต่ก็ยังไม่เพียงพอนั่น เยเรมีย์ 10:23–25 เปิดเผยว่า มนุษย์เองไม่สามารถกำหนดทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ชีวิตที่มั่นคงจึงไม่ใช่ชีวิตที่พึ่งพาความรู้ ความสามารถ แต่เป็นชีวิตที่รู้จักพระเจ้าและยอมไว้วางใจอยู่ในการทรงนำของพระเจ้า'ข้าแต่พระยาห์เวห์ ข้าพระองค์ทราบแล้วว่าทางของมนุษย์ไม่ขึ้นอยู่กับตัวเขา คือไม่ได้อยู่ที่มนุษย์ที่จะดำเนินไป และนำย่างเท้าของตนเอง ' เยเรมีย์ 10:23ในบทที่ 10 คือประกาศถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า แล้วเยเรมีย์จึงตอบสนองด้วยการยอมรับว่า มนุษย์ไม่ใช่ผู้กำหนดชีวิตของตัวเอง แม้เราจะวางแผนและตัดสินใจ แต่พระเจ้าทรงเป็นผู้นำและเป็นผู้กำหนดทิศทางของชีวิตทุกอย่าง คำสารภาพนี้ไม่ได้ทำให้มนุษย์หมดความรับผิดชอบ แต่เป็นการถ่อมใจยอมรับว่า ชีวิตจะถูกต้องได้ก็ต่อเมื่อเรายอมอยู่ภายใต้การทรงนำของพระเจ้า'ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอทรงตีสอนข้าพระองค์ตามสมควร ไม่ใช่ด้วยความกริ้วของพระองค์ เกรงว่าพระองค์จะทรงทำลายข้าพระองค์ ' เยเรมีย์ 10:24เยเรมีย์ไม่ได้อธิษฐานขอให้พระเจ้าหยุดตีสอน แต่ขอให้พระองค์ตีสอนด้วยความยุติธรรมและความเมตตา เพราะท่านเข้าใจว่าการตีสอนของพระเจ้าไม่ใช่เครื่องหมายของการทอดทิ้ง แต่เป็นหลักฐานว่า พระเจ้ายังทรงรักผู้ที่เป็นของพระองค์ เหมือนพ่อที่รักลูก พระหัตถ์ของพระเจ้าที่ตีสอน คือพระหัตถ์เดียวกันกับที่ดูแลรักษา ดังนั้นผู้เชื่อจึงไม่ควรปฏิเสธหรืองอนเมื่อถูกพระเจ้าตีสอน แต่เราควรจะถามว่า พระเจ้ากำลังสอนอะไรเราผ่านเหตุการณ์นั้น เพื่อชีวิตจะได้รับการเปลี่ยนแปลงและเป็นไปตามพระทัยของพระเจ้า 'ขอพระองค์ทรงเทพระพิโรธของพระองค์เหนือบรรดาชนชาติที่ไม่รู้จักพระองค์ และเหนือบรรดาตระกูลที่ไม่ออกพระนามของพระองค์ เพราะเขาทั้งหลายได้เผาผลาญยาโคบ เขาได้กินท่านเสียและเผาผลาญท่านเสีย และทำให้ที่อาศัยของท่านถูกทิ้งร้าง' เยเรมีย์ 10:25เยเรมีย์ไม่ได้เรียกร้องการแก้แค้น แต่มอบการจัดการนี้ไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาที่ทรงเที่ยงธรรม ทั้งต่อประชากรของพระองค์และต่อชนชาติทั้งหลาย พวกเราผู้เชื่อจึงไม่ต้องตอบโต้ด้วยการแก้แค้น แต่เราต้องมอบความยุติธรรมไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และเราต้องดำเนินชีวิตภายใต้การทรงนำของพระองค์ด้วยความไว้วางใจ ขอให้เราไว้วางใจในพระเจ้าผู้ทรงเห็นทุกสิ่ง และพระองค์กระทำสิ่งที่ถูกต้องในเวลาและตามพระปัญญาของพระเจ้า'จงวางใจในพระยาห์เวห์ด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า แล้วพระองค์เองจะทรงทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น ' สุภาษิต 3:5-6พระเจ้าทรงเรียกให้เราใช้ชีวิตด้วยความไว้วางใจ ขอให้เราหยุดพึ่งพาสติปัญญาและกำลังของตัวเอง แต่ให้เรายอมให้อยู่ในการทรงนำของพระเจ้าในทุกสถานการณ์ เมื่อเราไม่สามารถกำหนดทุกอย่างในชีวิตได้ สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่การควบคุมทุกอย่าง แต่คือการไว้วางใจพระเจ้าผู้ทรงนำเราในทุกย่างก้าว เมื่อเราวางใจในพระเจ้าเราจะไม่ผิดหวัง และจะพบว่าพระเจ้าทรงนำชีวิตของเราไปในทางที่ดีที่สุดแน่นอนวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่106)คุณจะเอาอย่างไงกับคนรุ่นเจนZ ?“จะมีพงศ์พันธุ์หนึ่งปรนนิบัติพระองค์ คนรุ่นหลังจะได้ฟังเรื่ององค์เจ้านาย”~สดุดี 22:30 THSV11“Future generations will serve him; they will speak of the Lord to the coming generation.” ~Psalm 22:30 GNTคุณเห็นด้วยหรือไม่กับคำกล่าวที่ว่า“ความเชื่อที่แท้จริง ไม่ได้จบลงที่ตัวเราแต่ต้องได้รับการส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อๆไป”(True faith does not end with us; it is passed on to the next generation.)ข้อพระธรรมข้อนี้(สดุดี 22:30)เป็นบทสรุปที่งดงามของสดุดีบทที่ 22 ที่เริ่มต้นด้วยเสียงร้องขึ้นท่ามกลางความทุกข์ (ที่ต่อมาพระเยซูนำถ้อยคำนั้น มาตรัสบนไม้กางเขน)“พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์”) แต่จบลงด้วยชัยชนะ การนมัสการ และความหวังสำหรับคนทุกยุคทุกสมัย (ที่คริสเตียนเชื่อว่าล็งถึงการสิ้นพระชนม์และชัยชนะของพระเยซูคริสต์)ขอให้เรามาดูความหมายในแต่ละวลีของพระธรรมข้อนี้ ด้วยกัน “จะมีพงศ์พันธุ์หนึ่งปรนนิบัติพระองค์”(Future generations will serve him;)1).คำว่า “พงศ์พันธุ์”(generations) หรือ “เจน”นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงลูกหลานทางสายเลือดเท่านั้น แต่ยังหมายถึง~ผู้เชื่อในพระเจ้า~คนของพระองค์ในทุกยุคทุกสมัย~คนรุ่นใหม่(New Gen)ที่เลือกติดตามพระองค์2).คำว่า “ปรนนิบัติ” (Serve) หมายถึง~นมัสการพระองค์~เชื่อฟังพระองค์~รับใช้พระองค์~ดำเนินชีวิตเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์กล่าวคือ พระเจ้าจะไม่มีวันขาดผู้รับใช้ แม้คนรุ่นหนึ่งจากไป พระองค์ก็จะทรงเรียกคนรุ่นใหม่ หรือ ”คนเจนใหม่“(New Gen) ขึ้นมารับใช้ต่อไปอยู่เสมอเพราะนี่คือพระราชกิจของพระเจ้า!พระเจ้าทรงใช้คนรุ่นหนึ่งหรือเจนหนึ่ง ไปสู่อีกเจนหนึ่ง อาทิ ~อับราฮัม ไปสู่→ เจนอิสอัค~โมเสส ไปสู่ -> เจนโยชูวา~ดาวิด ไปสู่→ เจนซาโลมอน~เปาโล ไปสู่ → เจนทิโมธีใช่ครับ พระราชกิจของพระเจ้า จะดำเนินต่อผ่านคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าจนกว่าถึงวันสุดท้ายของโลกที่พระองค์ทรงกำหนดไว้“คนรุ่นหลังจะได้ฟังเรื่ององค์เจ้านาย”( they will speak of the Lord to the coming generation.)นี่คือหัวใจของการถ่ายทอดความเชื่อ ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่“การเล่าเรื่องพระเจ้า”เท่านั้นแต่หมายถึง1).ประกาศข่าวประเสริฐ2).ถ่ายทอดพระวจนะ3).สั่งสอนลูกหลานในทางของพระเจ้า4).เป็นพยานถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้า5).บอกเล่าการช่วยกู้ของพระคริสต์ใช่ครับ พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้คนทุกเจน ทุกชั่วอายุคนรู้จักพระองค์และสอนพระวจนะของพระองค์แก่ลูกหลานต่อๆไปในทุกช่องทางดังที่กล่าวไว้ชัดเจนในพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ 6:6-7และพระองค์ตรัสไว้อย่างชัดเจนในสดุดี 78:4 อีกว่า“เราจะไม่ซ่อนไว้จากลูกหลานของพวกเขา แต่จะบอกแก่คนรุ่นหลัง ถึงพระราชกิจอันน่าสรรเสริญของพระยาห์เวห์ และฤทธานุภาพของพระองค์ และการอัศจรรย์ต่างๆ ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำ” ~สดุดี 78:4 THSV11วันนี้ ขอให้เราหันมามองดู1).คนในคนรุ่นของเรา และ2).คนในรุ่นต่อๆไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนรุ่นใหม่ในรุ่นเจนZ (ที่เกิดช่วงค.ศ. 1997 – 2012 , ซึ่งปัจจุบันปี2026 จะมีอายุประมาณ 14–29 ปี) ให้ความใส่ใจ1).อธิษฐานเพื่อพวกเขา2).กล่าวเรื่องราวของพระเยซูคริสต์เจ้าให้พวกเขารับฟัง3).นำพวกเขาให้รู้จักกับพระคริสต์เจ้า และได้รับความรอด3).หาพี่เลี้ยงในการติดตามเสริมสร้างชีวิตพวกเขาให้เป็นสาวกแท้ของพระคริสต์4).เห็นของประทาน พื้นที่และเวทีที่เหมาะสมแก่พวกเขาในการใช้ตามความสามารถของพวกเขาในคริสตจักรและในสังคมและเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ปรนนิบัติรับใช้ตามของประทานอย่างมีความสุขความยินดีก.กับคนในเจนเดียวกับเขาข.กับคนต่างเจนกับเขา และค.กับคนที่ในเจนที่จะตามหลังพวกเขามา…จะดีไหมครับ?“……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 15กรกฎาคม2026(ตอนที่106ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน เมื่อทุกสิ่งพังทลาย Ep.1688พวกเราเคยเป็นกันบ้างไหมครับที่จะรู้ตัวว่าต้องการพระเจ้าจริง ๆ ก็เมื่อถึงเวลาที่ไม่มีใคร หรือไม่มีอะไรให้พึ่งพาอีกแล้ว สำหรับคนยูดาห์ เมื่อพวกเขาละทิ้งพระเจ้าและดื้อดึงไม่ยอมฟังพระสุรเสียงของพระองค์ การพิพากษาจึงมาถึง นั่นเป็นตามผลของความบาปที่พวกเขาได้เลือก แต่อย่างไรก็ดีพระเจ้าใช้การตีสอนนี้เพื่อเรียกให้พวกเขากลับใจมาหาพระเจ้า วันนี้เราจะใช้เวลากับ เยเรมีย์ 10:17–22'เจ้าทั้งหลายที่อาศัยอยู่ภายใต้วงล้อมเอ๋ย จงเก็บข้าวของจากพื้นดิน เพราะพระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “นี่แน่ะ เราจะเหวี่ยงชาวแผ่นดินออกไปเสีย ณ เวลานี้ และเราจะนำความทุกข์ใจมาถึงเขาเพื่อให้เขารู้สึก” ' เยเรมีย์ 10:17-18พระเจ้าทรงบอกให้พวกเขาเตรียมตัวเป็นเชลย เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นผลจากการละทิ้งพระเจ้า คำว่า "เหวี่ยงออกไป" เป็นภาพของการเหวี่ยงก้อนหินด้วยสลิงที่ถูกขว้างออกไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง นี่ทำให้เห็นว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง พระองค์ทรงนำการตีสอนมาถึง เพื่อให้พวกเขารู้ถึงสภาพที่แท้จริงของตัวเองและเพื่อกลับใจหันมาหาพระองค์'วิบัติแก่ข้าพเจ้า เพราะความเจ็บปวดของข้าพเจ้า บาดแผลของข้าพเจ้าก็สาหัส แต่ข้าพเจ้าเคยว่า “แท้จริงนี่เป็นความเจ็บป่วยและข้าพเจ้าจะต้องทนเอา” เต็นท์ของข้าพเจ้าก็ถูกทำลาย และเชือกเต็นท์ของข้าพเจ้าก็ขาดสิ้น ลูกๆ ของข้าพเจ้าจากข้าพเจ้าไปหมด และไม่มีพวกเขาอีกแล้ว ไม่มีใครกางเต็นท์ให้ข้าพเจ้าอีก และแขวนม่านของข้าพเจ้าให้ ' เยเรมีย์ 10:19-20ตรงนี้เปลี่ยนจากเสียงของพระเจ้ามาเป็นเสียงคร่ำครวญของผู้ที่กำลังเผชิญการพิพากษา หลายคนเข้าใจว่าเป็นเสียงของเยเรมีย์ที่กล่าวแทนประชาชน เมื่อการพิพากษามาถึง ทุกสิ่งที่ฃคิดว่ามั่นคงก็จะพังทลายลง ทั้งบ้าน ครอบครัว อนาคต ภาพของเต็นท์ที่ถูกทำลายสะท้อนว่าความมั่นคงของมนุษย์นั้นมันเปราะบางมาก ความทุกข์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สร้างความจริงขึ้นมาใหม่ แต่ความทุกข์นั้นทำให้เราเห็นว่า ความจริงแล้วเราวางใจอยู่กับใคร หรือวางใจอยู่กับอะไร หากเราวางความวางใจของเราไว้บนสิ่งที่ไม่มั่นคง วันหนึ่งสิ่งเหล่านั้นจะหายไป แต่สำหรับคนที่วางใจในพระเจ้าจะพบว่า พระเจ้ายังทรงมั่นคงอยู่เสมอ'เพราะว่าผู้เลี้ยงแกะก็เขลาและไม่ได้ทูลถามพระยาห์เวห์ เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่จำเริญขึ้น และฝูงแกะของเขาก็กระจัดกระจายไป ดูสิ เสียงเล่าลือมาถึงแล้ว เสียงโกลาหลยิ่งใหญ่จากแดนเหนือ มาทำให้เมืองต่างๆ ของยูดาห์เป็นที่ร้างเปล่า ให้เป็นที่อยู่ของหมาป่า ' เยเรมีย์ 10:21-22พระเจ้าทรงเปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของความพังทลายนั้นคือ ผู้นำหรือผู้เลี้ยงที่ไม่อธิษฐาน ไม่แสวงหาพระเจ้า ไม่ทูลถามพระประสงค์ของพระองค์ ผู้นำหรือผู้เลี้ยงที่เป็นแบบนั้นก็เขลา ขาดสติปัญญาในการนำ จนในที่สุดฝูงแกะก็กระจัดกระจาย ข่าวจากแดนเหนือที่เยเรมีย์ประกาศมานาน บัดนี้กำลังกลายเป็นความจริง นี่แสดงให้เห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าสำเร็จตามที่พระองค์ตรัสเสมอ ผู้ที่ไม่สนใจต่อคำเตือนของพระองค์ต้องรับผลของการไม่เชื่อฟัง'จงแสวงหาพระยาห์เวห์ และพระกำลังของพระองค์ แสวงหาพระพักตร์ของพระองค์เสมอ ' สดุดี 105:4พระเจ้าต้องการให้เราพึ่งพาพระองค์ก่อนที่ชีวิตของเราจะพังทลายลง ความทุกข์ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าฝยินดีให้เกิดกับเรา แต่หลายครั้งพระเจ้าต้องใช้ความทุกข์เพื่อเรียกให้เรากลับมา ขอให้เราแสวงหาพระเจ้าด้วยสุดใจ หากเรากำลังเผชิญความทุกข์ยากลำบาก ขอให้เรายังเชื่อว่า พระเจ้าทรงรักเรา และยังทรงเรียกเราให้กลับมาอยู่ในพระองค์ เพราะคนที่แสวงหาพระเจ้าจะพบความหวัง ความมั่นคง และการฟื้นฟูชีวิตที่แท้จริง วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่105)พระเจ้าทรงเป็นกำลังใจของคุณ!“ร่างกายและจิตใจของข้าพระองค์จะวายไป แต่พระเจ้าทรงเป็นกำลังใจและเป็นมรดกส่วนของข้าพระองค์เป็นนิตย์” ~สดุดี 73:26 THSV11“My flesh and my heart may fail, but God is the strength of my heart and my portion forever.” ~Psalms 73:26 NIVมีคำกล่าวไว้ว่า"กำลังใจจากโลกนี้เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ แต่กำลังใจจากพระเจ้านั้นมั่นคงเป็นนิตย์"(The world's encouragement shifts with the wind, but God's strength remains forever solid.)พระธรรม(สดุดี 73:26)ข้อนี้ ยืนยันความจริง ดังที่กล่าวมา ดังนี้ “ร่างกายและจิตใจของข้าพระองค์จะวายไป”อาสาฟผู้เขียนพระธรรมสดุดีตอนนี้ ยอมรับความจริงของชีวิตว่า มนุษย์ทุกคน(รวมทั้งตัวเขาและผู้ที่ศรัทธาในพระเจ้าทุกคน)ต่างก็ล้วนมีข้อจำกัด ที่บางครั้ง~ร่างกายอาจอ่อนแรง เจ็บป่วย และเสื่อมลง~จิตใจอาจเหนื่อยล้า ท้อแท้ หรือผิดหวังใช่ครับ ไม่มีใครจะเข้มแข็งได้ตลอดเวลาพระคัมภีร์เองก็ไม่ได้สอนให้เราปฏิเสธความอ่อนแอของเราแต่สอนให้เรายอมรับและนำความอ่อนแอนั้นมาเข้าเฝ้าพระเจ้าเพื่อจะรับพระคุณ ความเข้มแข็ง และความช่วยเหลือจากพระองค์ในการรับมือกับทุกสถานการณ์ของชีวิต“แต่พระเจ้าทรงเป็นกำลังใจของข้าพระองค์”คำว่า “กำลังใจ” ในที่นี้ มีความหมายว่า พระเจ้าทรงเป็นกำลัง เป็นศิลา และเป็นความมั่นคงของจิตใจของผู้ที่ศรัทธาในพระองค์โลกอาจทำให้เราหมดกำลังใจได้ แต่พระเจ้าไม่เคยหมดกำลังที่จะประคองเราให้ลุกขึ้นมาใหม่~เมื่อกำลังของเรากำลังจะหมด…พระกำลังของพระองค์ก็เริ่มทำงาน~เมื่อเราอ่อนแอไปต่อไม่ไหว…พระองค์ก็จะทรงอุ้มเราไว้จนผ่านพ้นไปได้ดังที่พระเจ้าตรัสว่า“การมีพระคุณของเราก็เพียงพอกับเจ้า เพราะว่าความอ่อนแอมีที่ไหนฤทธานุภาพของเราก็ปรากฏเต็มที่ที่นั่น” ~2 โครินธ์ 12:9 THSV11“พระองค์เป็นมรดกส่วนของข้าพระองค์เป็นนิตย์”นี่คือจุดสูงสุดของข้อพระธรรมข้อนี้ อาสาฟไม่ได้บอกว่า“พระเจ้าประทานมรดกให้ข้าพเจ้า”แต่กล่าวว่า“พระเจ้าทรงเป็นมรดกของข้าพเจ้า!”นั่นหมายความว่าหากวันหนึ่ง~ทรัพย์สมบัติของเราหายไป…~สุขภาพของเราเสียไป…~คนที่รักเราจากไป…~ชื่อเสียงของเราหมดสิ้นไป…แต่กระนั้นหากว่าเรายังมีพระเจ้าอยู่ด้วยก็ถือว่าเรายังไม่ได้สูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดไปเพราะว่าพระองค์คือทรัพย์สมบัติที่แท้จริงของเราที่ไม่มีวันเสื่อม ไม่มีวันสูญหาย และไม่มีใครแย่งไปได้ พี่น้องที่รักพระเจ้าจะทรงเป็นกำลัง เป็นที่พึ่ง และเป็นมรดกของคุณตลอดไป กำลังของคุณอาจมีวันลดหมดไป แต่พระเจ้าของคุณจะไม่มีวันหมดกำลังลงอย่างแน่นอนความเข้มแข็งของคุณ ไม่ได้มาจากการไม่มีปัญหา แต่มาจากการที่มีพระเจ้าอยู่ด้วยกับคุณในท่ามกลางปัญหาเหล่านั้นความหวังของคุณไม่ได้อยู่ที่สุขภาพแข็งแรง แต่อยู่ที่พระเจ้าผู้ทรงเป็นกำลังอันไม่จำกัดของคุณด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า“สิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตของเรา จึงไม่ใช่สิ่งที่เราครอบครอง แต่คือ “องค์พระผู้เป็นเจ้า” ผู้ทรงครอบครองชีวิตเรา!”(The most precious thing in our lives is not what we possess, but the Lord who possesses us.)…อาเมนไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 14กรกฎาคม2026(ตอนที่105ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน พระผู้สร้างผู้เป็นมรดกของเรา Ep.1687มนุษย์เรามักแสวงหาความมั่นคงจากสิ่งที่มองเห็น เพราะเชื่อว่าสิ่งที่จับต้องได้ย่อมให้ความมั่นใจได้มากกว่า เยเรมีย์ 10:11–16 ประกาศความจริงว่า พระเจ้าที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่ทรงเป็นพระผู้สร้างสวรรค์และโลก เป็นผู้ทรงครอบครองทุกสิ่ง และทรงเป็นมรดกอันล้ำค่าของประชากรของพระองค์'เจ้าจงพูดกับเขาทั้งปวงดังนี้ว่า “บรรดาพระที่ไม่ได้สร้างสวรรค์และโลก จะพินาศไปจากโลก และจากภายใต้สวรรค์” ' เยเรมีย์ 10:11พระเจ้าประทานถ้อยคำให้ประชากรของพระเจ้าเพื่อใช้ประกาศท่ามกลางชนต่างชาติว่า พระที่ไม่ได้สร้างสวรรค์และโลกย่อมไม่ใช่พระเจ้าที่แท้จริง และสุดท้ายมันจะพินาศไป พระธรรมเยเรมีย์เกือบทั้งหมดเขียนด้วยภาษาฮีบรู แต่ข้อ 11 เป็นข้อเดียวที่ใช้อาราเมก ซึ่งเป็นภาษาสากลของจักรวรรดิบาบิโลนและอัสซีเรียในเวลานั้น นักอธิบายพระคัมภีร์จำนวนมากให้ความเห็นว่า พระเจ้าทรงประกาศข้อความนี้เพื่อให้ประชากรของพระองค์สามารถประกาศความจริงแก่ชนต่างชาติได้ แม้จะอยู่ในแผ่นดินเชลยก็ตาม สำหรับพวกเราผู้เชื่อในปัจจุบัน เราถูกเรียกให้ยืนหยัดในความจริงของพระเจ้า แม้จะอยู่ท่ามกลางสังคมที่ยกย่องสิ่งอื่นมากกว่าพระเจ้า'แต่พระองค์ทรงสร้างโลกด้วยฤทธิ์เดชของพระองค์ ทรงสถาปนาพิภพไว้ด้วยพระสติปัญญาของพระองค์ และทรงคลี่ท้องฟ้าออกด้วยความเข้าใจของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงเปล่งพระสุรเสียง ก็มีเสียงน้ำคะนองในท้องฟ้า และทรงทำให้หมอกลอยขึ้นจากปลายพิภพ ทรงทำฟ้าแลบเพื่อฝน และทรงนำลมมาจากพระคลังของพระองค์ ' เยเรมีย์ 10:12-13พระเจ้าทรงใช้เยเรมมีย์บอกต่อไปว่า พระเจ้าผู้ทรงสร้างที่ไม่เพียงทรงสร้างจักรวาลเท่านั้น พระองค์ทรงควบคุมลม ฝน เมฆ และฟ้าแลบ ทุกสิ่งในธรรมชาติอยู่ภายใต้อำนาจของพระองค์ แม้วิทยาศาสตร์จะช่วยอธิบายกระบวนการต่าง ๆ ของธรรมชาติได้ แต่พระวจนะของพระเจ้าเปิดเผยว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้าง ผู้ทรงกำหนด และผู้ทรงครอบครองธรรมชาติทั้งหมด ดังนั้นเมื่อชีวิตของเราต้องเผชิญพายุหรือสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ ขอให้เราวางใจในพระผู้สร้าง ผู้ทรงครอบครองเหนือทุกสิ่ง ไม่มีเหตุการณ์ใดอยู่นอกพระหัตถ์ของพระองค์'มนุษย์ทุกคนเขลาและไม่มีความรู้ ช่างทองทุกคนจะได้อายเพราะรูปเคารพของตน เพราะรูปเคารพหล่อของเขาเป็นของปลอมและไม่มีลมหายใจในรูปเหล่านั้น มันเป็นของไร้ค่า และเป็นผลงานที่น่าเยาะเย้ย มันจะต้องพินาศเมื่อถึงเวลาการลงโทษ ' เยเรมีย์ 10:14-15พระเจ้าทรงเปิดเผยว่า รูปเคารพไม่มีชีวิต เพราะมันเป็นเพียงผลงานของมนุษย์ สิ่งที่ไม่มีลมหายใจย่อมไม่สามารถมอบชีวิตแก่ใครได้ ความหวังที่ตั้งอยู่บนสิ่งเหล่านั้นจึงเป็นความหวังที่ไม่มั่นคง ทุกสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นล้วนมีวันเสื่อมสลาย แต่คนที่วางใจในพระเจ้าจะไม่ผิดหวัง เพราะพระเจ้าทรงดำรงมั่นคงอยู่เป็นนิตย์'พระองค์ผู้ทรงเป็นส่วนมรดกของยาโคบไม่เหมือนสิ่งเหล่านี้ เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ก่อร่างทุกสิ่งขึ้น และอิสราเอลเป็นเผ่าที่เป็นมรดกของพระองค์ พระยาห์เวห์จอมทัพคือพระนามของพระองค์ ' เยเรมีย์ 10:16นี่เป็นจุดที่เน้นของพระธรรมตอนนี้ พระเจ้าไม่ได้ทรงเป็นเพียงพระผู้สร้างจักรวาล แต่พระองค์ทรงเป็นส่วนมรดกของประชากรของพระองค์ และประชากรของพระเจ้าก็เป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ด้วย ความสัมพันธ์นี้มีค่ามากกว่าทุกสิ่งในโลก เพราะผู้เชื่อทุกคนไม่ได้เพียงได้รับพระพรจากพระเจ้า แต่พระองค์เอง ผู้ทรงเป็นมรดก เป็นส่วนแบ่ง เป็นสมบัติล้ำค่าของชีวิตของเรา ขอให้เราเลิกแสวงหาความมั่นคงจากสิ่งที่เสื่อมสลายได้ แล้วมาชื่นชมยินดีในพระเจ้าพระผู้สร้าง ผู้ทรงครอบครอง และผู้ทรงรักษาพันธสัญญาของพระองค์ตลอด ไม่มีมรดกใดมีค่ามากไปกว่าการที่เรามีพระเจ้า'จิตใจข้าพเจ้าว่า “พระยาห์เวห์ทรงเป็นมรดกส่วนของข้าพเจ้า เพราะฉะนั้นข้าพเจ้ามีความหวังในพระองค์” ' เพลงคร่ำครวญ 3:24เมื่อพระเจ้าเป็นส่วนมรดกของเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องแสวงหาความมั่นคงจากสิ่งอื่นอีก เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง ผู้ทรงพระชนม์ และพระองค์ทรงเพียงพอสำหรับชีวิตของเรา ขอให้เราเรียนรู้ที่จะวางใจในพระเจ้าทุกวัน และให้เราใช่ชีวิตอย่างคนที่รู้ว่า พระเจ้าทรงเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดของชีวิตของเรา วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่104)นอกจากพระองค์ เราก็ไม่เหลืออะไรเลย!“นอกจากพระองค์ ข้าพระองค์ไม่มีผู้ใดในฟ้าสวรรค์ นอกจากพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ไม่ประสงค์สิ่งใดในโลก”~สดุดี 73:25 (THSV11)“In heaven I have only you, and on this earth you are all I want.” ~Psalms 73:25 CEVอาสาฟ ผู้เขียนสดุดีบทนี้ กล่าวว่าเขาเคยอิจฉาคนชั่ว เพราะเห็นว่าคนพวกนั้นมั่งคั่ง สุขสบาย และดูเหมือนไม่ได้รับการลงโทษใดๆ (ข้อ 2-16)แต่เมื่อเขาเข้าไปในสถานนมัสการของพระเจ้า (ข้อ 17) มุมมองของเขาเปลี่ยนไป เพราะเขาตระหนักว่าความมั่งคั่งเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ชั่วคราวมีแต่สัมพันธภาพกับพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นนิรันดร์ด้วยเหตุนี้เอง ข้อ 25 จึงเป็นบทสรุปของหัวใจที่กลับใจใหม่ซึ่งมีความหมายดังนี้“นอกจากพระองค์ ข้าพระองค์ไม่มีผู้ใดในฟ้าสวรรค์”หมายความว่าแม้ในสวรรค์จะเต็มไปด้วยสิริรุ่งโรจน์แต่สิ่งที่ทำให้สวรรค์เป็นสวรรค์อย่างแท้จริง นั้นก็คือการมีพระเจ้าอยู่ที่นั่นเหมือนดังคำกล่าวที่ว่า“ถ้าสวรรค์ไม่มีพระเจ้าสวรรค์ก็ไม่ใช่สถานที่ที่ข้าพเจ้าอยากไป!”“นอกจากพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ไม่ประสงค์สิ่งใดในโลก”หมายความว่า ไม่มีสิ่งใดมีคุณค่ามากกว่าพระเจ้าเพราะพระองค์ทรงเป็น~ความสุขสูงสุด~สมบัติล้ำค่าที่สุด~ความพอใจสูงส่งแต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ต้องรักครอบครัว ไม่ทำงานไม่ต้องการมีสุขภาพดี หรือ ไม่อยากมีบ้านแต่เห็นว่า การรู้จักกับพระเจ้า(และพระเยซู )คือสิ่งที่่ล้ำค่าที่สุด!(ฟีลิปปี 3:8)การตระหนักความจริงในเรื่องนี้คือหัวใจของการนมัสการที่แท้จริง!มีคนหลายคนรักพระเจ้าเพราะ~พระองค์อวยพร~พระองค์เยียวยารักษา~พระองค์ตอบคำอธิษฐาน ฯลฯแต่ผู้เขียนสดุดีบทนี้ไปไกลกว่านั้นอีก เพราะเขารักพระเจ้าแม้ไม่มีของประทานใดเลยเพราะพระผู้ประทานสิ่งเหล่านั้นล้ำค่ามากกว่าของประทานทั้งหมดพระเยซูคริสต์ก็ตรัสกำชับให้คนของพระองค์แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน(มัทธิว 6:33)ดังนั้น จงให้พระองค์เป็นจุดหมายปลายทางชีวิตของเราพี่น้องที่รักถ้าพระเจ้าเป็นความปรารถนาสูงสุดของเรา~เราก็จะไม่ถูกเงินทองทรัพย์สินมาครอบงำ~เราจะไม่ถูกความสำเร็จครอบงำ~เราจะไม่ถูกชื่อเสียงครอบงำ~เราจะไม่แตกสลายเมื่อสูญเสียสิ่งของในโลกเพราะเราไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วย หรือ เพื่อสิ่งเหล่านั้นแต่ให้เรามีชีวิตอยู่ด้วยกับพระเจ้าแล้วเราที่มีพระเจ้าเป็นสมบัติจะไม่มีวันกลายเป็นคนยากจน จนตรอกแม้สูญเสียทรัพย์สิน หรือสิ่งของต่างๆไป เพราะสมบัติที่เป็นพระพรอันยิ่งใหญ่ที่สุด คือ พระเจ้าจะ ยังคงอยู่กับเราเสมอไป!เหมือนดังคำกล่าวไว้ว่า“พระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าประทาน แต่คือตัวพระเจ้าผู้ประทานนั่นเอง!”(The greatest blessing is not what God gives, but God Himself.)…อาเมนไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 13กรกฎาคม2026(ตอนที่104ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ไม่มีใครเหมือนพระองค์ Ep.1686โลกพยายามบอกเราว่า ยังมีหลายสิ่งที่มีคุณค่าแก่การยึดถือและวางใจ เยเรมีย์ 10:6–10 ประกาศความจริงที่ยิ่งใหญ่ว่า ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระเจ้าของเรา พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ทรงครอบครองอยู่เหนือทุกประชาชาติ และทรงสมควรได้รับคำสรรเสริญ และความยำเกรงแต่เพียงผู้เดียว'ข้าแต่พระยาห์เวห์ ไม่มีใครเหมือนพระองค์ พระองค์ทรงเป็นใหญ่ และพระนามของพระองค์มีฤทธิ์มาก ข้าแต่กษัตริย์แห่งบรรดาประชาชาติ ใครจะไม่ยำเกรงพระองค์? เพราะพระองค์ทรงสมควรได้รับความยำเกรง เพราะในบรรดาปราชญ์ของประชาชาติทั้งหลาย และในอาณาจักรทั้งสิ้นของพวกเขา ไม่มีใครเหมือนพระองค์ ' เยเรมีย์ 10:6-7หลังจากข้อ 1-5 ที่พระเจ้าได้ชี้ให้เห็นความไร้สาระของรูปเคารพ ในข้อนี้เยเรมีย์ประกาศพระลักษณะของพระเจ้าว่า ไม่มีผู้ใดเหมือนพระองค์ ในโลกสมัยนั้น ผู้คนเชื่อว่ามีเทพเจ้าหลายองค์และพวกเขาพยายามจัดลำดับว่าเทพองค์ใดใหญ่กว่าเทพองค์ใด แต่เยเรมีย์ประกาศอย่างชัดเจนว่า ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ ผู้ทรงอยู่เหนือทุกสิ่ง และไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดจะนำมาเทียบเคียงพระองค์ได้ พระเจ้าไม่ใช่เพียงพระเจ้าของอิสราเอลเท่านั้น แต่ทรงเป็นพระเจ้าเหนือทุกประชาชาติ ดังนั้นมนุษน์ต้องความยำเกรงพระองค์ ซึ่งความยำเกรงนี้ไม่ใช่ความหวาดกลัวสิ่งต่าง ๆ แต่คือการถวายเกียรติและการใช้ชีวิตยอมอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจและการครอบครองของพระเจ้า'เขาทั้งหลายทั้งเขลาและโง่ การสั่งสอนของรูปเคารพเป็นเพียงไม้ เครื่องเงินทุบนั้นถูกนำมาจากเมืองทารชิช และทองคำก็มาจากเมืองอุฟาส เป็นผลงานของช่างฝีมือและเป็นผลน้ำมือของช่างทอง เสื้อผ้าของรูปเคารพนั้นสีครามและสีม่วง ล้วนเป็นผลงานของผู้เชี่ยวชาญทั้งสิ้น ' เยเรมีย์ 10:8-9พระเจ้าทรงชี้ให้เห็นผ่านเยเรมีย์อีกครั้งว่า รูปเคารพจะทำจากเงิน ทอง และตกแต่งอย่างสวยงามก็เป็นฝีมือของช่างผู้เชี่ยวชาญ คุณค่าภายนอกอาจจะดูมีราคา สีที่แสดงถึงเกียรติยศ ความมั่งคั่ง หรือความเป็นกษัตริย์แต่ยังไงมันก็เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นก็ไม่อาจเปลี่ยนสิ่งที่ไม่มีชีวิตให้กลายเป็นพระเจ้าได้ สำหรับพวกเราผู้เชื่อในวันนี้ สิ่งที่เข้ามาแย่งชิงความรัก ความไว้วางใจ และการนมัสการของเราอาจไม่ใช่รูปเคารพแบบนั้นแล้ว แต่อาจเป็นเงินทอง ความสำเร็จ ชื่อเสียง หรือความมั่นคงที่โลกนิยม แม้สิ่งเหล่านั้นจะดูน่าหลงใหลเพียงใด มันก็ไม่อาจเป็นที่พึ่งแทนพระเจ้าได้'แต่พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ และทรงเป็นพระมหากษัตริย์เนืองนิตย์ เมื่อทรงพระพิโรธแผ่นดินก็หวั่นไหว และบรรดาประชาชาติจะไม่สามารถทนต่อความกริ้วของพระองค์ได้ ' เยเรมีย์ 10:10พระเจ้าเที่ยงแท้ ไม่ได้หมายถึงแค่ฃพระองค์ไม่โกหก แต่หมายถึงพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่แท้จริง ทรงซื่อสัตย์ มั่นคง และทรงเป็นที่พึ่งที่เราพึ่งได้เสมอ พระเจ้าทรงพระชนม์ และเป็นแหล่งกำเนิดของชีวิต ไม่เหมือนรูปเคารพที่ไม่มีชีวิต พระเจ้าทรงครอบครองตลอดนิรันดร์ เมื่อพระองค์ทรงสำแดงฤทธิ์อำนาจของพระองค์ ไม่มีใครสามารถต่อต้านพระองค์ได้ ขอให้เราผู้เชื่อในพระองค์จะวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจ เพราะพระเจ้าที่เรานมัสการไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้าง ผู้ทรงครอบครอง และผู้ทรงรักษาพระสัญญาของพระองค์เสมอ'ข้าแต่พระยาห์เวห์ ไม่มีใครเหมือนพระองค์ พระองค์ทรงเป็นใหญ่ และพระนามของพระองค์มีฤทธิ์มาก ' เยเรมีย์ 10:6ขอให้เราหยุดและเลิกวางใจในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ และหันมารู้จักพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์มากขึ้น เพราะยิ่งเรารู้จักพระองค์มากเท่าไร เราจะยำเกรง วางใจ และถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ยิ่งเรามองเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้ามากเท่าไหร่ เราจะไม่ถูกดึงดูดด้วยรูปเคารพหรือสิ่งที่โลกยกย่อง แต่เราจะใช้ชีวิตอย่างมั่นคงภายใต้สิทธิอำนาจและการครอบครองของพระเจ้า กษัตริย์ผู้ทรงพระชนม์อยู่นิรันดร์ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่103)ยามถูกใส่ร้ายว่าประพฤติชั่ว?“จงรักษาความประพฤติอันดีของพวกท่านไว้ในหมู่คนต่างชาติ เพื่อว่าเมื่อพวกเขาใส่ร้ายพวกท่านว่าประพฤติชั่ว พวกเขาจะได้เห็นคุณความดีของพวกท่าน และจะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมาเยือน”~1 เปโตร 2:12 THSV11“Live such good lives among the pagans that, though they accuse you of doing wrong, they may see your good deeds and glorify God on the day he visits us.” ~1 Peter 2:12 NIVพระธรรมข้อนี้เป็นหนึ่งในหลักการสำคัญที่สุดของการเป็น “พยานของพระคริสต์” คริสเตียนไม่ได้ถูกสอนให้เอาชนะโลกด้วยการโต้เถียง หรือสารพัดวิถีที่ไม่เหมาะสมแต่ให้เอาชนะโลกด้วย ข่าวประเสริฐและชีวิตที่สะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์คริสเตียนเป็นชนชาติที่ทรงเลือกไว้~เป็นปุโรหิตหลวง~เป็นชนชาติบริสุทธิ์~เป็นชนชาติของพระเจ้า ~เป็นคนต่างด้าวและ~เป็นคนที่อาศัยชั่วคราวในโลกนี้(1 เปโตร 2:9~11)อัตลักษณ์และวิถีชีวิตของคริสเตียนจึงควรแตกต่างจากวิถีชีวิตของคนทั่วไปในโลก คำถามจึงเกิดขึ้นว่า “ คริสเตียนควรประพฤติตนอย่างไร?”คำตอบคือ “จงรักษาความประพฤติอันดี ไว้ในหมู่คนต่างชาติ”~คำว่า “ความประพฤติ” (Conduct)ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ศีลธรรมแต่หมายถึง“วิถีชีวิตทั้งหมด” (Way of Life)ทั้งวิธีคิด วิถึพูด วิธีทำงาน วิธีใช้เงิน วิธีใช้เวลา วิธีปฏิบัติต่อครอบครัว วิธีตอบสนองต่อศัตรู วิธีรับมือความทุกข์ และวิธีรับใช้ผู้อื่นฯลฯนั่นคือ ทุกด้านชีวิตของคริสเตียนกำลังประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์คริสเตียนไม่ได้เป็นพยานเฉพาะเวลาพูดเรื่องพระเยซูแต่เป็นพยานทุกครั้งที่ใช้ชีวิตส่องสว่าง “ให้ความสว่างของท่านส่องต่อหน้าคนทั้งหลาย เพื่อเขาจะได้เห็นการดีของท่าน และถวายพระเกียรติแด่พระบิดา”~มัทธิว 5:16~คำว่า “คนต่างชาติ” หมายถึง“ผู้ที่ยังไม่เชื่อพระเจ้า”อ.เปโตรกำลังบอกเราว่าพระเจ้าไม่ได้เรียกคริสเตียนให้อยู่แยกจากโลกแต่ให้ใช้ชีวิตที่ดีงามในท่ามกลางคนในโลก เหมือน1).เกลืออยู่ท่ามกลางอาหาร2).ความสว่างอยู่ท่ามกลางความมืด3).เชื้ออยู่ในแป้งชีวิตคริสเตียนต้องไม่ใช่ชีวิตที่หนีโลก แต่เป็นชีวิตที่พร้อมเปลี่ยนโลก!“คริสเตียนควรรักษาความประพฤติที่ดีงามไว้เพื่ออะไร?”คำตอบคือ “เพื่อว่าเมื่อพวกเขาใส่ร้ายพวกท่านว่าประพฤติชั่ว พวกเขา1).จะได้เห็นคุณความดีของพวกท่าน และ2).จะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมาเยือน”“คริสเตียน(ตั้งแต่)ยุคแรกมักถูกใส่ร้ายว่าประพฤติชั่วในเรื่องอะไร?”คริสเตียนยุคแรกถูกกล่าวหาว่า1).เป็นคนทรยศต่อจักรวรรดิ2).เป็นพวกสร้างความแตกแยก3).เป็นพวกเกลียดมนุษย์4).เป็นพวกทำลายวัฒนธรรมซึ่งข้อกล่าวหาเหล่านั้นล้วนเป็นเท็จ“คริสเตียนถูกสอนให้ทำอย่างไร ในยามที่ถูกใส่ร้ายหรือกล่าวหา?”1).ไม่ใช่“ให้ลุกขึ้นสู้”2).ไม่ใช่“ให้แก้ข่าว”แต่บอกว่า“จงใช้ชีวิตดี” หรือ “จงรักษาความประพฤติอันดี“ไว้เพราะว่า ชีวิตที่ประพฤติดี คือ คำแก้ต่างที่ทรงพลังที่สุด!“คริสเตียนที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางการใส่ร้ายอย่างที่ถูกสอนจะก่อเกิดอะไรขึ้นมา?คำตอบคือ คนทั้งหลาย1).จะได้เห็นคุณความดีของพวกเขา และ2).จะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมาเยือนน่าสนใจ ที่อ.เปโตรไม่ได้บอกแค่ว่า“ให้พวกเขาฟัง”แต่ท่านบอกว่า“ให้พวกเขาเห็น!”เป็นความจริงว่า โลกอาจไม่อ่านพระคัมภีร์แต่โลกกำลังอ่านชีวิตของเรา ตลอด24ชั่วโมงต่อวัน(ที่เป็นดุจพระคัมภีร์เล่มเดียวที่คนบางคนในโลกได้อ่าน)เป้าหมายสูงสุดของคริสเตียน ไม่ใช่ให้คนชมว่า“คุณเป็นคนดี”แต่ให้เขาพูดว่า“พระเจ้าของคุณช่างดีและยิ่งใหญ่”ความดีของคริสเตียนไม่ใช่เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองแต่เพื่อสะท้อนพระสิริของพระเจ้าเหมือนดวงจันทร์ไม่ได้มีแสงของตัวเองแต่สะท้อนแสงอาทิตย์คริสเตียนก็เช่นกันไม่ได้พยายามสร้างความดีจากกำลังของตนเองแต่สะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์ให้โลกได้เห็นและสัมผัส!6.“คริสเตียนควรรักษาความประพฤติดีไว้จนถึงเมื่อใด?คำตอบคือ จนถึง“วันที่พระองค์เสด็จมาเยือน”ที่อาจมีความหมายได้สองมิติ คือ1).วันที่พระเจ้าทรงมาเยี่ยมด้วยพระคุณ คือวันที่คนนั้นกลับใจ2).วันที่พระเจ้าทรงมาพิพากษาโลกและรับผู้เชื่อไปอยู่กับพระเยซูเป็นวันที่พระเจ้าทรงได้รับการถวายพระเกียรติอย่างสมบูรณ์พี่น้องที่รักขอให้เรารักษาความประพฤติอันดีของพวกเราเพื่อว่าเมื่อเวลามีใครใส่ร้ายป้ายสีเราว่าประพฤติชั่วพวกเขา1.จะได้เห็นคุณความดีของพวกเรา และ2.จะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมาเยือน…จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 12กรกฎาคม2026(ตอนที่103ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าเอาอย่างโลก Ep.1685สำหรับคริสเตียนบางคนที่คิดว่า การใช้ชีวิตแบบคนส่วนใหญ่ในโลกก็ไม่น่าจะเป็นอะไร เยเรมีย์ 10:1–5 เตือนว่า ผู้ที่รู้จักพระเจ้าไม่ควรปล่อยให้โลกเป็นผู้กำหนดความเชื่อ ความคิด และวิถีชีวิต เพราะสิ่งที่โลกยกย่องและวางใจนั้น ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และไม่อาจช่วยชีวิตของเราได้'พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย จงฟังพระวจนะซึ่งพระยาห์เวห์ตรัสกับเจ้า พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “อย่าเอาอย่างบรรดาประชาชาติหรืออย่าคร้ามกลัวเพราะหมายสำคัญของท้องฟ้า ตามที่บรรดาประชาชาติคร้ามกลัวนั้น ' เยเรมีย์ 10:1-2พระเจ้าทรงเรียกพวกเขาฟังพระวจนะของพระเจ้า คำว่า "ฟัง" ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ได้ยิน แต่หมายถึงการเชื่อฟังและทำตามพระวจนะด้วย นักอธิบายพระคัมภีร์หลายท่านอธิบายว่า การทรงเตือนของพระเจ้าไม่ให้ใช้ชีวิตตามวิถีของชนชาติรอบข้าง เพราะพวกเขากำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่จะถูกกวาดไปเป็นเชลยในบาบิโลน ซึ่งที่นั่นให้ความสำคัญกับโหราศาสตร์และหมายสำคัญบนท้องฟ้า จนเชื่อว่าดวงดาวสามารถกำหนดชะตาชีวิตได้ แต่พระเจ้าตรัสว่า ประชากรของพระองค์ไม่ควรหวาดกลัวสิ่งที่คนในโลกกลัว เพราะชีวิตของพวกเขาอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของดวงดาว พวกเราก็เหมือนกัน พวกเราผู้เชื่อก็ไม่ควรปล่อยให้ค่านิยม ความกลัว หรือกระแสของโลกให้มีอิทธิพลเหนือพระวจนะ และชีวิตของเรา'เพราะธรรมเนียมของชนชาติทั้งหลายก็ไร้สาระ เขาตัดต้นไม้ต้นหนึ่งมาจากป่า เป็นสิ่งที่มือช่างได้ทำด้วยขวาน เขาทั้งหลายก็เอาเงินและทองมาประดับ เขายึดมันไว้ด้วยค้อนและตะปู มันก็ไม่โยกเยก ' เยเรมีย์ 10:3-4พระเจ้าทรงเปิดเผยให้เห็นถึงความไร้เหตุผลของการกราบไหว้รูปเคารพ เพราะรูปเคารพนั้นทำขึ้นมาจากไม้ในป่า ถูกช่างเอาขวานตัดมา และตกแต่งด้วยเงินทอง แล้วก็ใช้ตะปูยึดไว้ไม่ให้ล้ม สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยมือของตนเอง ย่อมไม่อาจเป็นพระเจ้าผู้ทรงสร้างมนุษย์ได้แน่นอน พระธรรมตอนนี้ไม่ได้เพียงปฏิเสธรูปเคารพเท่านั้น แต่ยังเตือนเราไม่ให้ยกสิ่งใดขึ้นมาแทนที่พระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ความสำเร็จ อำนาจ หรือสิ่งใดก็ตามที่เราใช้เป็นที่พึ่งมากกว่าพระเจ้า'รูปเคารพของเขาก็เหมือนหุ่นไล่กาอยู่ในสวนแตงกวา มันพูดไม่ได้ คนต้องขนมันไป เพราะมันเดินไม่ได้ อย่ากลัวมันเลยเพราะมันทำร้ายไม่ได้ และมันก็ทำดีไม่ได้ด้วย” ' เยเรมีย์ 10:5นี่เป็นภาพที่ชัดเจนรูปเคารพไม่สามารถพูด เดิน หรือช่วยเหลือใครได้ พระเจ้าจึงตรัสว่า "อย่ากลัวมันเลย" เพราะมันไม่มีอำนาจที่จะทำร้ายหรือทำดีแก่ผู้ใดได้ ในทางตรงกันข้าม พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ทรงเป็นผู้แบก ผู้อุ้ม ดูแล และช่วยกู้ประชากรของพระองค์เสมอ ผู้ที่รู้จักพระเจ้าจึงไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวสิ่งใดในโลก เพราะเราสามารถวางใจในพระเจ้าผู้ทรงครอบครองเหนือทุกสิ่ง'อย่าดำเนินชีวิตตามอย่างคนในโลกนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจของท่านใหม่ แล้วท่านจึงจะสามารถพิสูจน์และยืนยันได้ว่าสิ่งใดคือพระประสงค์ของพระเจ้า คือพระประสงค์อันดีอันเป็นที่พอพระทัยและสมบูรณ์พร้อมของพระองค์ ' โรม 12:2 TNCVผู้เชื่อไม่ควรปล่อยให้ความคิดและการดำเนินชีวิตแบบโลกมาหล่อหลอมเรา แต่เราต้องให้พระวจนะของพระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราจากภายใน ขอให้เราเลือกยำเกรงพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์มากกว่าสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และขอให้เราใช้ชีวิตที่แตกต่างจากโลก เพื่อชีวิตของเราจะถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางของชีวิต เราก็ไม่ต้องวิ่งตามความกลัวของโลก แต่เราจะใช้ชีวิตด้วยความเชื่อและความมั่นคงในพระเจ้าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่102)วันนี้คุณดื่มน้ำนมวิเศษนี้ แล้วหรือยัง?“เช่นเดียวกับทารกแรกเกิดจงปรารถนาน้ำนมฝ่ายวิญญาณที่ไร้สิ่งเจือปน เพื่อโดยน้ำนมนั้นพวกท่านจะเติบโตขึ้นสู่ความรอด”~ 1 เปโตร 2:2 (THSV11)“Desire God's pure word as newborn babies desire milk. Then you will grow in your salvation.” ~1 Peter 2:2 GWพระธรรมข้อนี้เป็นหนึ่งในข้อที่สวยงามที่สุดเกี่ยวกับ“ การเติบโตฝ่ายวิญญาณ”(Spiritual Growth) อ.เปโตรกำลังสอนคริสเตียนที่เพิ่งเกิดใหม่ในพระคริสต์ว่า ชีวิตคริสเตียนไม่ได้หยุดอยู่แค่ “การเชื่อ” แต่ต้อง “เติบโต” อย่างต่อเนื่อง“เช่นเดียวกับทารกแรกเกิด”หมายถึงเด็กทารกที่เมื่อหิวก็จะร้องหานมทันที เพราะรู้ว่า“นมคือสิ่งจำเป็นต่อชีวิตของเขา!”“จงปรารถนา”หมายถึง“กระหาย หรือ โหยหา อย่างสุดหัวใจ”เหมือนทารกร้องหาน้ำนม หรือคนกระหายน้ำในทะเลทรายเหมือนดังที่กษัตริย์ดาวิด ตรัสว่า“จิตใจของข้าพระองค์กระหายพระองค์”~สดุดี 42:1-2คริสเตียนจึงควรมีใจปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์เพราะเป็น“สิ่งที่ขาดไม่ได้”สำหรับการดำรงชีวิตและการเติบโต“น้ำนมฝ่ายวิญญาณ”หมายถึง“พระวจนะของพระเจ้า”ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตฝ่ายวิญญาณ เหมือนน้ำนมสร้างกระดูก สมอง และภูมิคุ้มกันพระวจนะของพระเจ้าก็สร้างความเชื่อ ปัญญา ความเข้มแข็ง และความหวัง ฯลฯ ที่ทำให้จิตวิญญาณของเราจำเริญขึ้น “ที่ไร้สิ่งเจือปน”หมายถึง“พระวจนะที่บริสุทธิ์ ไม่ถูกบิดเบือน”ไม่ปนเปื้อนความคิดเห็นของมนุษย์ ปรัชญาโลก หรือคำสอนเท็จเทียม ที่ทำให้ฝ่ายวิญญาณอ่อนแอ“เพื่อโดยน้ำนมนั้น”หมายความว่า พระวจนะที่เรารับไว้จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงเหมือนอาหารที่หล่อเลี้ยงและเสริมสร้างชีวิตของเราขึ้น“พวกท่านจะเติบโตขึ้น”นี่คือเป้าหมายของพระเจ้าที่ประสงค์ให้เราเติบโตฝ่ายวิญญาณ ในด้านต่างๆ อาทิ~รู้น้ำพระทัยพระเจ้ามากขึ้น~รับการเยียวยารักษาฝ่ายจิตวิญญาณ~รู้จักพระเจ้ามากขึ้น~รักพระองค์มากขึ้น และ~รับใช้พระองค์มากขึ้น ฯลฯชีวิตคริสเตียนที่แข็งแรง คือชีวิตที่เติบโต ไม่ใช่หยุดนิ่ง “สู่ความรอด”ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเติบโตเพื่อจะรอดเพราะเรารอดแล้วโดยพระคุณเพราะความเชื่อแต่หมายถึงให้เราเติบโตจนสำแดงออกมาให้ประจักษ์ว่าพระเจ้าทรงช่วยเราให้รอดแล้วจริงๆ อีกทั้งกำลังทรงเปลี่ยนแปลงเราอยู่ในปัจจุบันและวันหนึ่งจะทรงทำให้เราสมบูรณ์เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาจึงกล่าวได้ว่า “การเติบโตฝ่ายวิญญาณ” นั้นเป็น “กระบวนการ”ที่พระเจ้าโดยทางพระวิญญาณกำลังเปลี่ยนแปลงผู้เชื่อให้ค่อย ๆ เป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นทุกวันเหมือนเด็กทารกแรกเกิดที่กินนมทุกวันจนค่อยๆเติบใหญ่ น้ำหนักเพิ่มขึ้น และแข็งแรงจนเดินและวิ่งให้เห็นได้แต่ถ้าทารกนี้ ไม่กินนมเลยแม้เขาเกิดแล้ว ก็จะไม่เติบโตเช่นเดียวกันกับคริสเตียนต่อให้เขาเชื่อพระเยซูและรอดแล้ว แต่ถ้าไม่รับประทานพระวจนะซึ่งเป็นอาหารหรือน้ำนมฝ่ายวิญญาณ เขาก็ยังเป็น “ทารกฝ่ายวิญญาณ” ที่ไม่เติบโตแต่ในทางกลับกันหาก ผู้เชื่อใหม่คนใดหิวกระหายน้ำนมฝ่ายจิตวิญญาณทั้งรักพระวจนะและเชื่อฟังพระเจ้าอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ พวกเขาก็ย่อมเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแรงขึ้น1).ในด้านความเชื่อ และ2).ในลักษณะชีวิตพี่น้องที่รักวันนี้ ขอให้เรา1.กระหายหาน้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์เหมือนทารกแรกเกิด เพื่ออาหารฝ่ายจิตวิญญาณเหล่านี้ จะช่วยทำให้เราให้เติบโตขึ้น จนเป็นพยานหลักฐานยืนยันให้โลกเห็นว่าเรารอดแล้ว 2.กระตือรือร้น ในการประกาศข่าวประเสริฐช่วยให้คนอื่นๆได้รับความรอด และ3.กระตัุนให้ผู้ที่เชื่อพระคริสต์คนอื่นๆ โหยหาในพระวจนะของพระเจ้าเช่นกัน เพื่อทำให้พวกเขาเจริญเติบโตขึ้นด้วยเช่นกัน …จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 11กรกฎาคม2026(ตอนที่102ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน สิ่งที่ควรอวด Ep.1684มีหลายอย่างที่ทำให้มนุษย์รู้สึกภูมิใจ บางคนภูมิใจในความรู้ ความสามารถ ทรัพย์สิน หรือความสำเร็จ แต่เยเรมีย์ 9:23–26 เปิดเผยว่า สิ่งเดียวที่พระเจ้าทรงเห็นว่าควรอวด คือการที่มนุษย์เข้าใจ รู้จักโดยมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าจริง ๆ เพราะการรู้จักพระเจ้าย่อมนำไปสู่ชีวิตที่สะท้อนพระลักษณะของพระองค์ ไม่ใช่เพียงการมีศาสนาหรือพิธีกรรมภายนอก'“พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า อย่าให้ผู้มีปัญญาอวดสติปัญญาของตน อย่าให้ชายฉกรรจ์อวดความเข้มแข็งของตน อย่าให้คนมั่งมีอวดความมั่งคั่งของตน แต่ให้ผู้อวดอวดสิ่งนี้ คือการที่เขาเข้าใจและรู้จักเราว่าเราคือพระยาห์เวห์ ผู้สำแดงความรักมั่นคง ความยุติธรรม และความชอบธรรมในโลก เพราะเราพอใจในสิ่งเหล่านี้” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 9:23-24พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่าปัญญา ความเข้มแข็ง หรือความมั่งคั่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่พระองค์ทรงเตือนว่า อย่าให้สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นที่พึ่งหรือฃสิ่งที่เราเอามาโอ้อวด เพราะสิ่งที่มนุษย์ใช้เป็นที่มนุษย์พึ่งพาและเอามาโอ้อวด หากถูกยกขึ้นแทนที่พระเจ้า มันก็ไม่สามารถช่วยอะไรเราได้เมื่อถึงวันแห่งการพิพากษา สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในสายพระเนตรของพระเจ้าคือ การรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง จนความสัมพันธ์นั้นเปลี่ยนแปลงชีวิต และทำให้ผู้คนเห็นพระลักษณะของพระเจ้าผ่านความรักมั่นคง ความยุติธรรม และความชอบธรรม'“พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ วันเวลากำลังจะมาถึงแล้ว เมื่อเราจะลงโทษทุกคนที่เข้าสุหนัตเพียงเนื้อหนังคือ คนอียิปต์ คนยูดาห์ คนเอโดม คนอัมโมน คนโมอับและทุกคนที่อาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารที่โกนผมจอนหู เพราะทุกประชาชาติไม่ได้เข้าสุหนัต และพงศ์พันธุ์ทั้งสิ้นของอิสราเอลก็ไม่ได้เข้าสุหนัตทางใจ”' เยเรมีย์ 9:25-26พระเจ้าทรงเตือนยูดาห์ว่า การเข้าสุหนัตภายนอกไม่มีความหมาย หากหัวใจยังไม่ยอมจำนนต่อพระเจ้า ถึงแม้พวกเขาจะมีเครื่องหมายว่าเป็นของประชากรแห่งพันธสัญญา แต่พระเจ้าทรงจัดพวกเขาไว้ในกลุ่มเดียวกับชนต่างชาติเลย เพราะหัวใจของพวกเขาไม่ได้แตกต่างจากคนที่ไม่รู้จักพระเจ้า นี่เป็นคำเตือนสำหรับผู้เชื่อในทุกยุคทุกสมัยว่า การเป็นสมาชิกคริสตจักร การรับบัพติศมา การรับใช้ การถวาย หรือการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่อาจทดแทนหัวใจที่รักและการเชื่อฟังพระเจ้าได้'เพื่อให้เป็นไปตามคำเขียนไว้ว่า “ให้ผู้โอ้อวด อวดองค์พระผู้เป็นเจ้า”' 1 โครินธ์ 1:31อาจารย์เปาโลหยิบพระธรรมตอนนี้มาย้ำอีกครั้งว่า สิ่งเดียวที่ผู้เชื่อควรภาคภูมิใจและโอ้อวด คือองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะการรู้จักพระเจ้าที่แท้จริง ไม่ได้เปลี่ยนเพียงสิ่งที่เราอวดแต่เปลี่ยนตัวตนของเราทั้งหมดของเรา ขอให้เราแสวงหาการรู้จักพระเจ้ามากกว่าการสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง และให้ชีวิตของเราสะท้อนความรัก ความยุติธรรม และความชอบธรรมของพระเจ้าเพื่อทุกคนจะเห็นพระเจ้าผ่านชีวิตของเราวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่101)อัตลักษณ์ของคริสเตียน 9ประการ (1โครินธ์ 1:1-9)“พระเจ้าทรงเป็นผู้ซื่อสัตย์ พระองค์ทรงเรียกพวกท่านให้ สัมพันธ์สนิทกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”~ 1 โครินธ์ 1:9 THSV11“God is faithful, who has called you into fellowship with his Son, Jesus Christ our Lord.” ~1 Corinthians 1:9 NIVอัตลักษณ์ของคริสเตียนเป็นอย่างไร?เราเป็นคนที่พระเจ้าทรงเรียก“เปาโล ผู้ซึ่งได้รับการทรงเรียกให้เป็นอัครทูตของพระเยซูคริสต์ ตามพระทัยของพระเจ้า และโสสเธเนสผู้เป็นพี่น้องของเราเรียน คริสตจักรของพระเจ้า ที่เมืองโครินธ์ ผู้ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์ในพระเยซูคริสต์ ”~1 โครินธ์ 1:1-2ก THSV11เราเป็นธรรมิกชนของพระเจ้า"…ได้รับการทรงเรียกให้เป็นธรรมิกชน“ร่วมกับทุกคนในทุกแห่งหน ที่ออกพระนามพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราและของพวกเขา”~1 โครินธ์ 1:2ข THSV11เราเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้าร่วมกัน“…ร่วมกับทุกคนในทุกแห่งหน ที่ออกพระนามพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราและของพวกเขา”~1 โครินธ์ 1:2 คTHSV11เราเป็นผู้รับพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้า“ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเราและจากพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าดำรงอยู่กับท่านทั้งหลาย”~1 โครินธ์ 1:3 THSV11เราเป็นผู้บริบูรณ์มั่งคั่งฝ่ายวิญญาณ“ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าในเรื่องท่านทั้งหลายเสมอ เพราะพระคุณของพระเจ้าที่ประทานแก่ท่านในพระเยซูคริสต์ เพราะพวกท่านได้รับความบริบูรณ์ทุกด้านในพระองค์ คือในด้านวาจาและความรู้ทุกอย่าง”~1 โครินธ์ 1:4-5 THSV11เราเป็นพยานของพระเยซูคริสต์“ด้วยว่าคำพยานเรื่องพระคริสต์นั้นตั้งมั่นคงอยู่ในท่านแล้ว”~1 โครินธ์ 1:6 THSV11เราเป็นผู้ที่รอคอยการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์(1:7)“ในขณะที่ท่านรอคอยการปรากฏของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”~1 โครินธ์ 1:7 THSV11เราเป็นผู้ที่มีความมั่นคงที่สุดในจักรวาล“พระองค์จะทรงให้พวกท่านมั่นคงอยู่จนถึงที่สุด เพื่อให้ท่านปราศจากที่ติในวันของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”~1 โครินธ์ 1:8 THSV11เราเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์สนิทกับพระเยซูคริสต์“พระเจ้าทรงเป็นผู้ซื่อสัตย์ พระองค์ทรงเรียกพวกท่านให้สัมพันธ์สนิทกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”~1 โครินธ์ 1:9 THSV11สรุป “อัตลักษณ์ของคริสเตียนไม่ใช่สิ่งที่เราสร้างขึ้น แต่คือสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ในพระคริสต์(A Christian's identity is not self-made; it is God-given in Christ.)ดังนั้น วันนี้ ขอให้เราติดสนิทกับพระคริสต์ และให้พระคริสต์สำแดงพระองค์เองออกมาผ่านตัวเรา ทั้งทางคำพูด และการกระทำของเราในทุกช่องทาง…จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 10กรกฎาคม2026(ตอนที่101ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน น้ำตาที่สายเกินไป Ep.1683มนุษย์เรามักเป็นแบบนี้ คือไม่ยอมกลับใจเมื่อได้รับการเตือน แต่จะร้องไห้เสียใจเมื่อได้รับผลของคำเตือนนั้น ซึ่งเวลานั้นมันสายเกินไปแล้ว เยเรมีย์ 9:17–22 เปิดเผยว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงยินดีในการพิพากษา พระองค์ทรงเตือนเพื่อให้พวกเขากลับใจ แต่เมื่อคำเตือนถูกเพิกเฉย ความโศกเศร้าจึงกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้'พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสดังนี้ว่า “จงตรึกตรองดู และเรียกพวกนางร้องไห้มา จงให้คนไปตามพวกมืออาชีพมา ให้พวกเขารีบส่งเสียงคร่ำครวญเพื่อเราทั้งหลาย เพื่อน้ำตาจะไหลจากตาของเรา และหนังตาของเราจะมีน้ำตาไหลออกมา ' เยเรมีย์ 9:17-18พระเจ้าทรงเรียกหญิงผู้เชี่ยวชาญในการคร่ำครวญมา เพื่อปลุกให้พวกเขาคิดถึงความร้ายแรงของความบาปและการพิพากษาที่กำลังจะมาถึง น้ำตาที่ควรหลั่งออกมาในวันที่พระเจ้าทรงเตือน กลับต้องไหลออกมาเมื่อการพิพากษามาถึง ขอให้เราอย่าเป็นแบบนี้ ขอให้เรากลับใจตั้งแต่วันที่เราได้รับคำเตือนเลยนะครับ'เพราะได้ยินเสียงคร่ำครวญจากศิโยน ‘พวกเราล่มจมแล้ว เราแสนจะอับอาย เพราะเราต้องออกจากแผ่นดิน เพราะเขาได้ทำลายที่อาศัยของเราลง' ” พวกผู้หญิงเอ๋ย จงฟังพระวจนะของพระยาห์เวห์ และให้หูของพวกเจ้ารับพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระองค์ จงสอนบทคร่ำครวญแก่บุตรีของเจ้า จงสอนเพลงไว้อาลัยแก่เพื่อนบ้านของเธอทุกคน ' เยเรมีย์ 9:19-20เสียงแห่งการนมัสการในศิโยนได้กลายเป็นเสียงร้องไห้ เพราะกว่าที่พวกจะสำนึกได้ก็สูญเสียทุกอย่างไปแล้ว พระเจ้าให้สอนบทเพลงคร่ำครวญแก่ลูกหลานไม่ใช่เพื่อให้จมอยู่กับความเศร้า แต่เพื่อให้คนรุ่นต่อไปเรียนรู้ว่า การละทิ้งพระเจ้า และพระวจนะของพระองค์ย่อมความพินาศมาและไม่ควรทำผิดซ้ำรอยเดิม 'เพราะความตายได้เข้ามาทางหน้าต่างของเรา มันเข้ามาในวังทั้งหลายของเรา ตัดเด็กๆ ออกเสีย จากถนนหนทาง และตัดหนุ่มๆ ออกเสียจากลานเมือง จงพูดว่า “พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า ศพมนุษย์จะเกลื่อนกลาด เหมือนมูลสัตว์ตามพื้นทุ่ง เหมือนฟ่อนข้าวที่หล่นตามหลังผู้เกี่ยว และไม่มีใครจะเก็บ” ' เยเรมีย์ 9:21-22ภาพของความตายที่เข้ามาทางหน้าต่างทำให้เราเห็นว่า เมื่อการพิพากษามาถึงไม่มีที่ไหนปลอดภัย ความบาปไม่เคยส่งผลเฉพาะผู้กระทำ แต่มันจะลุกลามไปถึงครอบครัว ถึงคนรุ่นต่อไป พระเจ้าทรงใช้ภาพที่รุนแรงเพื่อให้พวกเขากลับใจ ก่อนที่จะต้องร้องไห้เพราะผลของความบาปที่กำลังมาถึง'แต่บัดนี้ข้าพเจ้ามีความยินดี ไม่ใช่เพราะพวกท่านเสียใจ แต่เพราะความเสียใจนั้นทำให้ท่านกลับใจ เพราะว่าท่านทั้งหลายได้รับความเสียใจตามพระประสงค์ของพระเจ้า ท่านจึงไม่ได้รับผลร้ายจากเราเลย เพราะว่าความเสียใจตามพระประสงค์ของพระเจ้า ทำให้เกิดการกลับใจ ซึ่งจะนำไปสู่ความรอดและจะไม่ทำให้เสียใจ แต่ความเสียใจอย่างโลกนั้นย่อมนำสู่ความตาย ' 2 โครินธ์ 7:9-10สิ่งที่พระเจ้าพอพระทัยไม่ใช่น้ำตาที่เกิดจากความสูญเสีย แต่ทรงพอพระทัยน้ำตาที่เกิดจากการสำนึกผิดและนำสู่การกลับใจ พระเยซูเองก็ทรงร้องไห้ให้กรุงเยรูซาเล็ม เพราะผู้คนไม่ยอมรับพระองค์ผู้ทรงเป็นทางแห่งสันติสุขและความรอด ขอให้เราฟังเสียงของพระเจ้าตั้งแต่วันนี้ ยอมกลับใจเมื่อพระองค์เตือน เพื่อเราจะไม่ต้องเสียน้ำตาเพราะผลของการดื้อรั้น แต่เราจะได้รับความชื่นชมยินดีจากการดำเนินชีวิตตามทางของพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่100)อะไร คิอ สิ่งที่เราพึงละทิ้ง?“เพราะฉะนั้น พวกท่านจงละทิ้งความชั่วทุกอย่าง และการล่อลวงทุกรูปแบบ ความไม่จริงใจ ความอิจฉาริษยา และการใส่ร้ายทุกชนิด”~1 เปโตร 2:1 THSV11“So get rid of every kind of evil, every kind of deception, hypocrisy, jealousy, and every kind of slander.” ~1 Peter 2:1 GWคนที่รู้จักและเชื่อในพระเจ้าและได้รับความรอดแล้ว ควรประพฤติตนใหม่โดยละทิ้งบางสิ่งบางอย่าง ดังที่พระคัมภีร์กำชับไว้ว่า“พวกท่านจงละทิ้ง…” ( So get rid of )คำว่า “ละทิ้ง” (Put away) ในภาษากรีกมีความหมายว่า“ถอดเสื้อผ้าที่สกปรกออก!”เหมือนคนที่เพิ่งอาบน้ำมา ไม่ควรกลับไปสวมเสื้อผ้าเก่าอีกดังนั้น เมื่อเราเกิดใหม่ในพระคริสต์แล้วพระเจ้าจึงทรงเรียกให้เรา “ถอดนิสัยเก่า”ทิ้งเสียแล้วมีนิสัยเก่า หรือ บาปอะไรบ้าง ที่เราควรละทิ้งเสีย?อ.เปโตร ยกมากล่าวไว้ 5 ประการ ดังนี้ ความชั่วทุกอย่าง (Malice หรือ every kind of evil)ได้แก่ ความคิดร้าย ความประสงค์ร้าย และความต้องการทำให้คนอื่นเสียหายที่เริ่มต้นออกมาจากหัวใจ เหมือนดังพระเยซูตรัสว่า“เพราะว่าความคิดชั่วออกมาจากใจ”(มัทธิว 15:19)การล่อลวงทุกรูปแบบ (Deceit หรือ every kind of Deception)ได้แก่ การโกหก การหลอกลวง การพูดครึ่งจริงครึ่งเท็จ และ การสร้างเรื่องหรือสร้างภาพหลอกลวงแบบพวกสแกมเมอร์(Scammer)ในปัจจุบันเพราะคริสเตียนควรเป็นคนที่คำพูดของเขาเป็นที่เชื่อถือได้ความไม่จริงใจ (Hypocrisy)ได้แก่การสวมหน้ากาก การทำให้ภายนอกดูดีแต่ภายในไม่ใช่คำว่า Hypocrisy นี้ เดิมหมายถึง“นักแสดงละคร”พระเจ้าต้องการความจริงใจจากเรามากกว่าภาพลักษณ์ภายนอกที่โชว์ให้เห็นความอิจฉาริษยา (Envy หรือ Jealousy)ได้แก่ ความอยากได้เหมือนเขา การไม่อยากเห็นเขาได้รับสิ่งดีและความอิจฉาที่ทำลายมิตรภาพ คริสตจักร และครอบครัวการใส่ร้ายทุกชนิด ( every kind of Slander)ได้แก่ การนินทา การทำลายชื่อเสียง การกล่าวหา และการวิจารณ์เพื่อให้เสียหายคือการใช้ลิ้นทำลายชีวิตผู้อื่นแล้วทำไมเราต้อง“ละทิ้ง”สิ่งเหล่านี้?เพราะ ทั้งห้าประการนี้ล้วนเป็นบาปที่ทำลาย “ความสัมพันธ์”1).กับพระเจ้า2).กับพี่น้อง และ3).กับคริสตจักรพี่น้องที่รักคริสเตียนที่เติบโตแล้ว จะต้องเลิกทำบาปภายนอก และ2.เลิกและทิ้งทัศนคติภายในที่ทำร้ายและทำลายผู้อื่นและตัวเองโดยเฉพาะอย่างยิ่ง 5ประการ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น …เห็นด้วยไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 9กรกฎาคม2026(ตอนที่100ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน เพราะละทิ้งพระวจนะ Ep.1682เยเรมีย์ 9:10–16 เปิดเผยว่า เมื่อมนุษย์ละทิ้งพระวจนะของพระเจ้า ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระองค์ก็พังทลาย และความพังนั้นย่อมลุกลามไปถึงชีวิต ครอบครัว และสังคมทั้งหมด'ข้าพเจ้าจะร้องไห้และครวญครางเพราะภูเขานั้น และคร่ำครวญเพราะทุ่งหญ้าในถิ่นทุรกันดาร เพราะว่ามันถูกทิ้งร้าง ไม่มีใครผ่านไปมา ไม่ได้ยินเสียงสัตว์เลี้ยงร้อง ทั้งนกในอากาศและสัตว์ ได้หนีไปเสียแล้ว “เราจะทำให้เยรูซาเล็มเป็นกองสิ่งปรักหักพัง เป็นที่อยู่ของหมาป่า และเราจะทำให้เมืองต่างๆ ของยูดาห์เป็นที่รกร้าง ไม่มีคนอาศัย” ' เยเรมีย์ 9:10-11การร้องไห้ของเยเรมีย์เป็นการสะท้อนถึงความเสียใจของพระเจ้า การร้องไห้นี้ไม่ใช่เพียงเพราะประชาชนกำลังจะถูกพิพากษา แต่ยังร้องไห้เพราะเห็นแผ่นดินที่พระเจ้ากำลังจะกระทำ แผ่นดินที่พระเจ้าประทานเป็นมรดกกำลังกลายเป็นถิ่นทุรกันดาร พระพรที่เคยสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของพระเจ้า กลับกลายเป็นภาพที่รกร้าง พระเจ้าจึงทรงตั้งคำถามในข้อ 12 ว่า "ทำไมแผ่นดินจึงพังทลาย?" 'และพระยาห์เวห์ตรัสว่า “เพราะเขาทั้งหลายทอดทิ้งธรรมบัญญัติของเราซึ่งเราได้ตั้งไว้ต่อหน้าเขา และไม่ได้เชื่อฟังเสียงของเราหรือดำเนินตามนั้น แต่ได้ดื้อดึงดำเนินตามใจของตนเอง และติดตามพวกพระบาอัลอย่างที่บรรพบุรุษของพวกเขาได้สั่งสอนเขาไว้ ' เยเรมีย์ 9:13-14นี่คือคำตอบของคำถามในข้อ 12 ความพินาศไม่ได้เกิดจากกำลังของบาบิโลน แต่เกิดจากการที่พวกเขาจงใจละทิ้งพระวจนะ ตั้งใจไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า พวกเขาเลือกทำตามใจตนเอง จนความบาปนี้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้เป็นมาตรฐานของชีวิต ความคิดของตัวเองก็จะเข้ามาเป็นมาตรฐานแทน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความเสื่อมในทุกด้านของชีวิต'ฉะนั้น พระยาห์เวห์จอมทัพ พระเจ้าแห่งอิสราเอลจึงตรัสว่า นี่แน่ะ เราจะเลี้ยงชนชาตินี้ด้วยบอระเพ็ด และให้เขาดื่มน้ำดีหมีเราจะกระจายเขาไปท่ามกลางบรรดาชนชาติที่ตัวเขาเอง และบรรพบุรุษของเขาไม่รู้จัก และเราจะส่งดาบให้ไล่ตามเขาทั้งหลาย จนกว่าเราจะผลาญเขาสิ้น” ' เยเรมีย์ 9:15-16พระเจ้าทรงปล่อยให้พวกเขาได้รับผลของการเลือกของตัวเอง เมื่อพวกเขาละเมิดพันธสัญญาของพระเจ้า แผ่นดินที่มีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์ จึงเปลี่ยนเป็นความขมจากบอระเพ็ด และน้ำพิษรสขม หรือน้ำดีหมี สิ่งที่พวกเขาจะต้องได้รับคือการกระจัดกระจายยังที่ตัวเขาเองไม่รู้จัก ความทุกข์ที่ต้องรับนั้นเป็นผลผลจากการจงใจละเมิดพันธสัญญากับพระเจ้าอย่างต่อเนื่อ พระเจ้าทรงซื่อสัตย์เสมอ ทั้งในการอวยพรผู้ที่เชื่อฟัง และในการพิพากษาผู้ที่ดื้อรั้น'พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “ถ้าใครรักเรา คนนั้นจะประพฤติตามคำของเรา และพระบิดาจะทรงรักเขา แล้วเราทั้งสองจะมาหาเขาและจะอยู่กับเขา ' ยอห์น 14:23พระเยซูทรงเรียกให้เราเป็นคนที่เชื่อฟังพระวจนะของพระองค์ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระวาทะที่ลงมารับสภาพเป็นมนุษย์ ผู้ที่ดำเนินติดตามพระองค์ หรือคนเรียกตัวเองว่าเป็นสาวกพระเยซูจะไม่เพียงแค่มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า แต่เราจะรู้จักผ่านความสัมพันธ์ที่นำไปสู่การเชื่อฟัง ขอให้เราไม่ดำเนินชีวิตตามใจของตนเอง แต่เราจะมีพระวจนะของพระเจ้าเป็นมาตรฐานของความคิด การตัดสินใจ และการดำเนินชีวิต เพื่อชีวิตของเราจะเกิดผลและถวายพระเกียรติแด่พระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ