Soul Food Podcasts

Follow Soul Food Podcasts
Share on
Copy link to clipboard

Podcasts สำหรับการเติมกำลังให้กับจิตวิญญาณของเรา

Soul Food Ministries


    • Sep 17, 2026 LATEST EPISODE
    • daily NEW EPISODES
    • 5m AVG DURATION
    • 2,000 EPISODES


    Search for episodes from Soul Food Podcasts with a specific topic:

    Latest episodes from Soul Food Podcasts

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่171) อะไรคือ การทดลองที่คริสตจักรกำลังจะเจอ?

    Play Episode Listen Later Sep 17, 2026 4:53


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่171)อะไรคือ การทดลองที่คริสตจักรกำลังจะเจอ?“ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังและอธิษฐาน เพื่อจะไม่ถูกการทดลอง จิตวิญญาณพร้อมแล้วก็จริง แต่กายยังอ่อนกำลัง””~มาระโก 14:38 THSV11“Watch and pray so that you will not fall into temptation. The spirit is willing, but the flesh is weak.””~Mark 14:38 NIVมีคำกล่าวไว้น่าคิดว่า"คริสตจักรไม่ได้ถูกเรียกให้อยู่เหนือโลกด้วยการซ่อนตัว แต่ถูกเรียกให้อยู่ในโลกโดยไม่ยอมให้โลกมากลืนกิน" (The church is not called to hide from the world, but to live in the world without letting the world swallow it.)เราจึงควรตื่นตัว และ กล้าหาญในการเฝ้าระวังและอธิษฐาน เพื่อไม่ให้ตัวเราและคริสตจักรถูกโลกกลืน เพราะ​การทดลอง และ​การทดลองใจที่ยากลำบากจนทนไม่ไหวและในขณะเดียวกันเราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการทดลองและการทดลองใจเหล่านั้น หากว่าเราหลีกเลี่ยงไม่พ้นแล้วอะไรคือการทดลอง(ใจ)ที่เราอาจต้องเผชิญทั้งในปัจจุบันและอนาคต?พี่น้องที่รัก ขอให้เราระวังสิ่งต่อไปนี้T-Technology การรับหรือใช้เทคโนโลยี่ที่บิดเบือน Truth(ความจริง)หรือ Theology(ศาสนศาสตร์)ผิดๆE-Entertainment การแสวงหาความบันเทิงแทนที่การนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริงM-Media การหมกมุ่นกับสื่อออนไลน์แทนการมีสัมพันธภาพจากสามัคคีธรรมต่อหน้าในคริสตจักรP-Platform การแสวงหาเวทีเหมือนคนหิวแสงแทนที่การแสวงหาการสถิตด้วยของพระเจ้าT-Trainee การหิวกระหายการเรียนรู้จากทุกคน จากทุกสื่อแต่ไม่ยอมรับการสร้างให้เป็นสาวกแท้A-AI การปล่อยให้เอไอมีบทบาทมากเกินควรจนปรึกษาและพึ่งพามากกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์T-Talks การชอบพูดแสดงความคิดเห็นในเรื่องความเชื่อมากกว่าที่จะวางใจพึ่งพิงในพระเจ้าจริงๆI-Influenceการแสวงหาอิทธิพล ตำแหน่งหรืออำนาจมากกว่าที่จะพัฒนาลักษณะนิสัยอย่างพระเยซูคริสต์O-Observersการเลือกทำตัวแบบผู้สังเกตการณ์มากกว่าการมีส่วนลงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในคริสตจักรN-Numbersการมุ่งเน้นปริมาณของผู้เชื่อหรือผู้ร่วมกิจกรรมมากกว่าการเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างสิ้นเชิงS-Successการมุ่งหาความสำเร็จทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายวิญญาณมากกว่าที่จะซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าและพระวจนะพี่น้องที่รัก​ขอให้เราเฝ้าระวัง อธิษฐานและเตรียมพร้อมเผชิญกับ “การทดลอง”(Temptations)ที่1).กำลังเกิดขึ้น หรือ 2).กำลังมุ่งหน้าเข้ามาหาคริสตจักรที่เราอยู่อย่าให้เราเป็นอย่างเช่นที่เรากล่าวไปแล้วเลย​ขอให้เราเป็นคริสตจักรที่หยั่งรากลึกลงใน3ด้าน ต่อไปนี้1).Scripture-Grounded(หยั่งรากลงในพระวจนของพระเจ้า)2).Spirit-Empowered(เต็มด้วยพลังของพระวิญญาณบริสุทธิ์)3).Socially-Relevant(สัมพันธ์ใกล้ชิดกันทั้งภายในและกับชุมชนภายนอก) เพราะถ้าหากคริสตจักรของเราเป็นเช่นนี้เราก็จะไม่กังวลหรือกลัวกับการทดลองใดๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเลย…จริงไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 18กันยายน2026(ตอนที่ 171ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน วันที่ไม่เข้าใจว่าทำไม Ep.1744

    Play Episode Listen Later Sep 17, 2026 5:57


    พระธรรมนำชีวิตตอน วันที่ไม่เข้าใจว่าทำไม Ep.1744ในชีวิตของเรามีบางช่วงเวลาที่เราสามารถมองเห็นพระคุณของพระเจ้าและร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ได้อย่างเต็มหัวใจ แต่ก็มีบางช่วงเวลาที่เรามีความทุกข์หนักจนเราไม่เข้าใจว่า ทำไมพระเจ้าจึงทรงอนุญาตให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นกับเรา บางครั้งคำถามที่เกิดขึ้นในใจก็ไม่สามารถตอบได้ว่า ทำไม? ในเยเรมีย์ 20:11–13 เราเห็นว่าเยเรมีย์หันกลับมามองพระเจ้า และมั่นใจว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเขา พระองค์ทรงรู้จักเขา และเขาจึงนำเรื่องราวของเขามามอบไว้กับพระเจ้า แล้วเยเรมีย์ก็ร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ แต่ต่อมาในข้อ 14 เยเรมีย์กลับมาคร่ำครวญอย่างรุนแรงอีกครั้ง และคำถามของเขาก็เกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง'ขอให้วันที่ข้าพเจ้าเกิดมานั้นถูกแช่งสาป อย่าให้วันที่มารดาของข้าพเจ้าคลอดข้าพเจ้าได้รับพร ขอให้ชายคนนั้นถูกแช่งสาป คือ คนที่นำข่าวไปบอกบิดาข้าพเจ้าว่า “บุตรชายคนหนึ่งเกิดมาแก่ท่านแล้ว” ซึ่งทำให้บิดามีความยินดีมาก ' เยเรมีย์ 20:14-15เยเรมีย์เจ็บปวดมากจนกล่าวย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของชีวิตว่า ถ้าชีวิตต้องพบกับความทุกข์แบบนี้ ทำไมเขาต้องเกิดมา ในข้อ 15 ก็ยังกล่าวถึงชายที่นำข่าวไปบอกบิดาว่าเขาเกิดมาแล้ว และขอให้ชายคนนั้นถูกแช่งสาปด้วย ถ้อยคำเหล่านี้เป็นภาษาของคนที่กำลังเจ็บปวดอย่างรุนแรง พระคัมภีร์เองไม่ได้ปกปิดความเจ็บปวดของผู้รับใช้ของพระเจ้า แต่บันทึกความรู้สึกและคำคร่ำครวญของเขาไว้อย่างตรงไปตรงมา เราเองก็สามารถนำความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง ๆ มาหาพระเจ้าได้ เราไม่จำเป็นต้องเสแสร้งว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่เมื่อเรานำความรู้สึกของเรามาหาพระเจ้า เราก็ต้องพร้อมให้พระวจนะของพระองค์ทรงนำและตรวจสอบหัวใจของเราด้วย'ขอให้ชายคนนั้นเหมือนกับบรรดาเมือง ซึ่งพระยาห์เวห์ทรงคว่ำเสียและไม่ได้กลับพระทัย ขอให้เขาได้ยินเสียงร้องในเวลาเช้า และให้ได้ยินเสียงโวยวายในเวลาเที่ยง ' เยเรมีย์ 20:16เยเรมีย์ใช้ภาพของเมืองที่ถูกพระเจ้าพิพากษา เพื่อถ่ายทอดความรุนแรงของคำคร่ำครวญและความเจ็บปวดที่อยู่ภายในตัวของเขา คำแช่งสาปนี้อยู่ในบริบทของความทุกข์ ไม่ใช่คำอธิบายว่า พระเจ้าทรงมีเหตุผลอย่างไรต่อทุกสิ่งที่เขากำลังเจออยู่'เพราะพระองค์ไม่ได้ฆ่าข้าพเจ้าเสียตั้งแต่ในครรภ์ ให้มารดาของข้าพเจ้าเป็นหลุมฝังศพของข้าพเจ้า และครรภ์นั้นจะได้โตอยู่เป็นนิตย์ ทำไมข้าพเจ้าจึงออกจากครรภ์ มาเห็นความลำบากและความทุกข์ และวันคืนของข้าพเจ้าก็หมดสิ้นไปในความอับอาย?' เยเรมีย์ 20:17-18คำถามของเยเรมีย์คือ ทำไม? ซึ่งเราจะเห็นว่า พระเจ้าก็ไม่ได้ตอบคำถามของเยเรมีย์ และนี่เป็นสิ่งที่เราอาจต้องเรียนรู้กับพระเจ้า เพราะเมื่อเราทุกข์ เรามักต้องการคำตอบว่า ทำไม? เราต้องการรู้ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร และต้องการรู้ว่าเรื่องราวนี้จะจบลงเมื่อไร หากวันนี้เรากำลังอยู่ในสถานการณ์แบยนี้ ขอให้เรากลับมายืนอยู่ในพระสัญญาของพระเจ้าว่า พระองค์ทรงอยู่กับเรา และพระองค์ทรงรู้จักเรา เราอาจจะมีคำถามกับพระเจ้าว่า ทำไม? นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะผู้เขียน สดุดี 13:1 ก็เคยร้องกับพระเจ้าว่า 'ข้าแต่พระยาห์เวห์ อีกนานเท่าใด? พระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เป็นนิตย์หรือ? พระองค์จะซ่อนพระพักตร์จากข้าพระองค์นานเท่าใด? ' และแม้แต่พระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน พระองค์ก็ทรงร้องเรียกพระบิดาจากสดุดี 22:1 ว่า “พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?…”คำตรัสของพระเยซูบนไม้กางเขนมีความหมายเฉพาะเจาะจงถึงการทรงแบกรับความบาปและการถูกทอดทิ้งในเวลาที่พระองค์ทรงถวายพระองค์เองเพื่อเรา แต่สิ่งนี้ก็ทำให้เราเห็นว่า พระเจ้าทรงรับฟังเสียงของผู้ที่กำลังทุกข์ใจ ในขณะเดียวกัน เราได้เห็นว่าในพระคริสต์ เรามีพระผู้ช่วยให้รอดผู้ที่เข้าใจความทุกข์ทรมานของมนุษย์อย่างแท้จริง หากวันนี้เรามีคำถามว่า “ทำไม?” เราไม่จำเป็นต้องซ่อนคำถามนี้จากพระเจ้า เราสามารถนำความเจ็บปวด น้ำตา ความสับสน และสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจมาร้องทูลพระองค์ได้เราอาจไม่เข้าใจพระองค์ทั้งหมด และยังไม่เห็นคำตอบของปัญหา แต่เรายังสามารถไว้วางใจพระองค์และนำทุกสิ่งมาหาพระองค์ได้ และเมื่อเราไม่มีคำอธิบายสำหรับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ขอให้เรายึดมั่นในความจริงที่เรารู้แน่นอนว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเรา พระองค์ทรงรู้จักเรา และพระองค์ไม่เคยหยุดเป็นพระเจ้าของเรา ความทุกข์อาจจะทำให้เราไม่เข้าใจว่าทำไมพระเจ้าอนุญาตให้เรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นกับเรา แต่เราสามารถนำทุกความเจ็บปวดและทุกคำถามมาเข้าเฝ้าพระเจ้าได้ แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจพระองค์ทั้งหมด พระเจ้าก็ยังทรงอยู่กับเราและพระองค์ทรงรู้จักเราอย่างแท้จริงวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่170) จงนิ่งเสียที!

    Play Episode Listen Later Sep 16, 2026 5:07


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่170)จงนิ่งเสียที!“จงนิ่งเสีย และรู้เถิดว่า เราคือพระเจ้า เราเป็นที่ยกย่องท่ามกลาง บรรดาประชาชาติ เราเป็นที่ยกย่องในแผ่นดินโลก”~สดุดี 46:10 THSV11“He says, “Be still, and know that I am God; I will be exalted among the nations, I will be exalted in the earth.””~Psalms 46:10 NIVมีคำกล่าวว่า“จงนิ่ง ไม่ใช่เพราะปัญหาเล็ก แต่เพราะพระเจ้าทรงใหญ่กว่าปัญหานั้น” (Be still, not because the problem is small, but because God is greater than the problem.)พระธรรมสดุดี 46:10 ข้อนี้ ยืนยันความจริงข้างต้นนั้นอย่างไรบ้าง?​“จงนิ่งเสีย” (Be still)คำว่า “นิ่ง” ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงความเงียบทางกาย แต่หมายถึงการหยุดการดิ้นรน และหยุดความพยายามที่จะควบคุมสถานการณ์ด้วยกำลังของตนเองและการรู้จักวางภาระลงต่อพระพักตร์ของพระเจ้าแทน“จงนิ่งเสีย” ไม่ได้หมายความว่า​“ไม่มีปัญหา“2“ไม่ต้องทำอะไร”คือปล่อยปัญหาไว้โดยไม่ทำอะไรเลยแต่หมายความว่า“ในท่ามกลางปัญหาหรือสถานการณ์ที่ดูเหมือนควบคุมไม่ได้จงหยุดตื่นตระหนก เพราะพระเจ้ายังคงทรงเป็นพระเจ้าจงนิ่งสงบต่อพระเจ้า แล้วจึงทำสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้เราทำ”ตัวอย่างเช่นเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในคริสตจักร ~เราต้องไม่ “นิ่ง” ด้วยการหลีกหนีปัญหา หรือไม่ตัดสินใจ แต่~เราต้องหยุดความโกรธ หยุดการตอบโต้ และ~เราต้องกลับไปแก้ปัญหาด้วยความจริงและความรัก~เราต้องหยุดออกอาการเร่งรีบจนลนลาน แต่~เราต้องอธิษฐานวิงวอนและแสวงหาพระเจ้า และ~เราต้องตัดสินใจอย่างมีสติปัญญา~เราไม่ได้“นิ่ง” เพราะหมดหวัง แต่~เราหยุดความกลัวและ~เรามอบสิ่งที่ควบคุมเหล่านั้นไม่ได้ไว้กับพระเจ้าดังนั้น“จงนิ่ง” จึงไม่ได้หมายความว่า “อย่าทำอะไร” แต่หมายถึง “อย่าดิ้นรนโดยปราศจากพระเจ้า!”ด้วยเหตุนี้เอง ในท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ผู้เขียนพระธรรมตอนนี้ จึงประกาศว่า“พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของเรา” (ข้อ 1)​“และรู้เถิดว่า เราคือพระเจ้า” ( and Know that I am God)คำว่า “รู้” ไม่ใช่เพียงการรู้ข้อมูลเกี่ยวกับพระเจ้า แต่เป็นการรู้จักผ่านประสบการณ์ จึงตระหนัก ยอมรับ และวางใจในความจริงว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า “เราคือพระเจ้า” หมายความว่า~พระองค์ทรงรู้มากกว่าที่เรารู้~พระองค์ทรงเห็นกว้างไกลมากกว่าที่เราเห็น~พระองค์ทรงควบคุมสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้~พระองค์ไม่ทรงสูญเสียการควบคุมเพียงเพราะชีวิตของเรากำลังวุ่นวายดังนััน เราจึงไม่ควรทำตัวเป็น “พระเจ้า” เสียเอง!นี่เป็นหัวใจสำคัญของพระธรรมข้อนี้ ก็คือ​ความสงบไม่ได้เกิดจากการที่เราควบคุมทุกสิ่งได้ แต่​ความสงบเกิดจากการที่เรารู้ว่าพระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่ง3“เราเป็นที่ยกย่องท่ามกลางบรรดาประชาชาติ”จุดศูนย์กลางของข้อพระธรรม ไม่ใช่ความสุขสบายของมนุษย์ แต่คือพระสิริของพระเจ้าพระเจ้าทรงประกาศว่า พระองค์จะได้รับการยกย่องท่ามกลางประชาชาติและทั่วแผ่นดินโลกสิ่งนี้เปลี่ยนมุมมองของเราอย่างมาก จาก“ข้าแต่พระเจ้า ทำไมพระองค์ไม่ทำอย่างที่ข้าพระองค์ต้องการ?”เป็น“ข้าแต่พระเจ้า ในสถานการณ์นี้ ข้าพระองค์จะถวายพระเกียรติแด่พระองค์ได้อย่างไร?”พี่น้องที่รักคุณเห็นด้วยแล้วหรือไม่ว่า“ความสงบสันติไม่ได้มาจากการได้ควบคุมทุกสิ่งแต่มาจากการรู้ว่าผู้ใดควบคุมทุกสิ่งไว้!”(Peace does not come from controlling everything, but from knowing Who is in control.)…ช่วย บอกที!…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 17กันยายน2026(ตอนที่ 170ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ชีวิตแห่งการนมัสการ Ep.1743

    Play Episode Listen Later Sep 16, 2026 4:16


    พระธรรมนำชีวิตตอน ชีวิตแห่งการนมัสการ Ep.1743ในชีวิตของเรามีหลายวันที่เรารู้สึกว่าอยากร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เพราะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้น แต่ก็มีบางวันที่ความทุกข์ทำให้เราไม่อยากร้องเพลงนมัสการพระเจ้า หรือแม้แต่ไม่อยากพูดอะไรกับใคร ที่ผ่านมาเราเห็นเยเรมีย์ในช่วงเวลาที่หนักหน่วงสุด ในข้อ 11-12 เขากลับหันมามองพระเจ้าและมั่นใจว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเขา และมั่นใจว่า พระเจ้าทรงรู้จักเขาอย่างแท้จริง เยเรมีย์จึงนำเรื่องราวของเขามอบไว้กับพระเจ้า และไม่แก้แค้นด้วยตัวเอง วันนี้ในข้อ 13 เราจะได้เห็นการตอบสนองที่น่าสนใจของเยเรมีย์ เมื่อเขานำความเจ็บปวดและเรื่องราวของเขามามอบไว้กับพระเจ้า'จงร้องเพลงถวายพระยาห์เวห์ จงสรรเสริญพระยาห์เวห์ เพราะว่าพระองค์ทรงช่วยกู้ชีวิตผู้ขัดสน ให้พ้นจากมือของผู้ทำความชั่วร้าย ' เยเรมีย์ 20:13จากเสียงคร่ำครวญ กลับกลายเป็นเสียงสรรเสริญ เยเรมีย์ไม่ได้บอกว่า ปัญหาทุกอย่างหายไปแล้ว หรือทุกคนหยุดต่อต้านเขาแล้ว แต่ท่าทีของเขาเปลี่ยนไป เพราะเขาหันกลับมามองพระเจ้า เยเรมีย์จึงสามารถสรรเสริญพระเจ้าได้ แม้เขายังอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก ขอพระเจ้าเมตตานำให้เราที่เราจะรู้ว่า การนมัสการพระเจ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่ามันดีหรือไม่ดี แต่เหตุผลที่เรานมัสการพระเจ้า เพราะเรารู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใด ขอให้เราเรายังคงร้องเพลงนมัสการแม้ในวันที่เรายังไม่เห็นคำตอบ เยเรมีย์ไม่ได้แกล้งทำเป็นไม่ทุกข์ เพราะในข้อต่อไปเขาก็ยังกลับไปคร่ำครวญต่อพระเจ้าอย่างตรงไปตรงมาความเชื่อไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีน้ำตา แต่หมายความว่า แม้ในวันที่เรายังมีน้ำตาเราก็ยังหันหน้าเข้าหาพระเจ้า อธิษฐาน อ่านพระวจนะ และร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์อยู่ การนมัสการไม่ใช่การบอกว่า ทุกอย่างในชีวิตดี แต่คือการยอมรับว่า แม้ว่าทุกอย่างจะยังไม่ดีขึ้น แต่พระเจ้าของเรายังคงดีอยู่เสมอ และพรองค์ยังคงทรงสมควรได้รับการสรรเสริญ'ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระยาห์เวห์ ตราบเท่าที่ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสดุดีพระเจ้าของข้าพเจ้า ขณะที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ' สดุดี 146:2เราอาจยังไม่รู้ว่าปัญหาที่กำลังเจอนั้นจะจบลงอย่างไร เราอาจยังไม่ได้รับคำตอบ แต่ขอให้เราเชื่อและมั่นใจว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเรา มั่นใจว่าพระองค์ทรงรู้จักเรา และขอให้เรามอบปัญหาทุกอย่างไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า หากหัวใจของเรากำลังหนัก ขอให้เราหันกลับมาหาพระเจ้าเหมือนเยเรมีย์ นำความเจ็บปวด นำคำถาม นำสิ่งที่ไม่เข้าใจมาหาพระเจ้า แล้วให้เราขอพระวิญญาณของพระเจ้าประทานกำลังให้ใจและปากของเราจะเปล่งเสียงสรรเสริญพระเจ้าออกมาได้เสมอ ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจ ขอให้เรายังคงยึดมั่นในพระเจ้า ไปจนสุดทางกับพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่169) พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำอะไร?

    Play Episode Listen Later Sep 15, 2026 5:06


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่169)พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำอะไร?“ผู้ทรงช่วยเราให้รอด และทรงเรียกเราด้วยการทรงเรียกอันบริสุทธิ์ ไม่ใช่ตามการกระทำของเรา แต่ตามพระประสงค์และพระคุณของพระองค์เอง คือพระคุณที่ประทานแก่เราในพระเยซูคริสต์ก่อนเริ่มต้นของกาลเวลา”~2 ทิโมธี 1:9 THSV11“God saved us and called us to be holy, not because of what we had done, but because of his own plan and kindness. Before the world began, God planned that Christ Jesus would show us God's kindness.”~2 Timothy 1:9 GWมีคำเขียนไว้ว่า“พระเจ้าทรงเรียกเราไม่ได้เพียงให้ทำงานของพระองค์ แต่ให้เติบโตเป็นคนของพระองค์”(God calls us not only to do His work, but to become His people.)ให้เรามาดูว่า “การทรงเรียก” (Calling) คืออะไร?"การทรงเรียก"คือ"การที่พระเจ้าเข้าหา เรียกเราให้ดำเนินชีวิตใน ‘ความสัมพันธ์ที่สนิทชิดเชื้อกับพระองค์' เพื่อเป็นของพระองค์ คิด ทำตามรับใช้ตามบทบาทที่ได้รับมอบหมาย ให้เป็นตามพระประสงค์ของพระเจ้า ควบคู่ไปกับการ ‘ใช้ชีวิตอย่างเติบโตเกิดผล' ในพื้นที่ที่พระองค์ทรงวางเราไว้ ไม่ว่าเราจะทำอาชีพหรือพันธกิจอะไร“แล้วการทรงเรียกมีกี่ประเภท?การทรงเรียก มี 2 ประเภท คือ​การทรงเรียกทั่วไป(General Calling)คือสิ่งที่คริสเตียนทุกคนได้รับเหมือนกัน อาทิ1).พระเจ้าทรงเรียกทุกคนให้มาหา มีความสัมพันธ์กับพระคริสต์และเชื่อในพระเยซูคริสต์และรับความรอด“พระเจ้าทรงเป็นผู้ซื่อสัตย์ พระองค์ทรงเรียกพวกท่านให้สัมพันธ์สนิทกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”~1 โครินธ์ 1:9 THSV112).พระเจ้าทรงเรียกทุกคนที่เชื่อพระคริสต์ให้เป็นคนบริสุทธิ์ “เพราะพระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกเราให้เป็นคนลามก แต่ทรงเรียกให้เป็นคนบริสุทธิ์”~1 เธสะโลนิกา 4:7 THSV11“แต่พระองค์ผู้ทรงเรียกพวกท่านนั้นบริสุทธิ์อย่างไร พวกท่านเองก็จงเป็นคนบริสุทธิ์ในชีวิตทุกด้านอย่างนั้น”~1 เปโตร 1:15 THSV113).พระเจ้าทรงเรียกให้เราเป็นไทจากเป็นทาสของบาป มาเป็นทาสของพระคริสต์“เพราะว่าผู้ใดที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียก เมื่อยังเป็นทาส ผู้นั้นเป็นเสรีชนขององค์พระผู้เป็นเจ้า ในทำนองเดียวกันคนที่ได้รับการทรงเรียกเมื่อเป็นไท คนนั้นเป็นทาสของพระคริสต์”~1 โครินธ์ 7:22 THSV114).พระเจ้าทรงเรียกเราให้มีเสรีภาพที่จะรับใช้กันและกันด้วยความรัก“พี่น้องทั้งหลาย เพราะว่าท่านถูกเรียกให้มีเสรีภาพ ขอแต่เพียงอย่าถือโอกาสใช้เสรีภาพเพื่อทำตามเนื้อหนังแต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด”~กาลาเทีย 5:13 THSV11​การทรงเรียกเฉพาะ(Specific Calling)คือการทรงเรียกที่เกี่ยวข้องกับ บทบาท พันธกิจ งาน อาชีพ สถานที่ ช่วงเวลา หรือความรับผิดชอบเฉพาะเจาะจง ในชีวิตของคนหนึ่งคนใด อาทิ1).โมเสส — ถูกเรียกให้นำอิสราเอลออกจากอียิปต์(อพยพ 3)2).ซามูเอล — ถูกเรียกให้เป็นผู้เผยพระวจนะ(1 ซามูเอล 3)3).อิสยาห์ — ได้รับนิมิตและตอบสนองต่อพระราชกิจของพระเจ้า(อิสยาห์ 6:8)4).เปาโล — ได้รับมอบหมายให้นำข่าวประเสริฐไปยังคนต่างชาติ(กิจการ 9:15; 13:2)5).เอสเธอร์ —ถูกวางไว้ในสถานการณ์ที่นำไปสู่ภารกิจสำคัญ “เพื่อเวลาเช่นนี้”(เอสเธอร์ 4:14)อย่างไรก็ตาม การทรงเรียกไม่ได้จำเป็นต้องมาในรูปแบบเดียวกันพี่น้องที่รักวันนี้ พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำอะไรอย่างเฉพาะเจาะจงบ้าง?ขอช่วยเล่าให้ฟังสักหน่อย…จะได้ไหม?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 16กันยายน2026(ตอนที่ 169ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่168) พระเจ้าทรงเรียกคุณ?

    Play Episode Listen Later Sep 14, 2026 5:45


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่168)พระเจ้าทรงเรียกคุณ?“เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าผู้เป็นนักโทษโดยเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอวิงวอนพวกท่านให้ดำเนินชีวิตสมกับการทรงเรียกที่ท่านได้รับการทรงเรียกมานั้น”~เอเฟซัส 4:1 THSV11“As a prisoner for the Lord, then, I urge you to live a life worthy of the calling you have received.“~Ephesians 4:1 NIVอาจารย์ เปาโล กล่าวถึง“การทรงเรียก (Calling)” ในข้อนี้ ท่านไม่ได้พูดเพียงว่า“พระเจ้าทรงเรียกท่านให้ทำอะไร” แต่ท่านเน้นว่า ” เราควรดำเนินชีวิตอย่างไรให้สมกับการทรงเรียกนั้น!”พระคัมภีร์ข้อนี้ สอนอะไรเราบ้าง?​ “เพราะฉะนั้น”คำว่า “เพราะฉะนั้น” สำคัญมากในเอเฟซัสบทที่ 1–3 เปาโลพูดถึง สิ่งที่พระเจ้าทรงทำเพื่อเรา=พระพรที่เราได้รับ ก่อนที่บทที่4~6 เปาโลจะพูดถึง สิ่งที่เราควรทำเพื่อพระองค์และคนอื่นๆบทที่ 1–3 กล่าวถึง “อัตลักษณ์”(Identity )ว่าเราเป็นใครในพระคริสต์?บทที่ 4–6 กล่าวถึง“ พฤติกรรม”(Conduct) ว่าเราควรดำเนินชีวิตอย่างไร?พระเจ้าทรงเรียกเรา และทรงประทานพระคุณแก่เราแล้ว ไม่ใช่ให้เราทำดีเพื่อแลกกับการทรงเรียกหรือความโปรดปรานจากพระองค์ดังนั้น“การทรงเรียก”( Calling ) จึงไม่ได้เริ่มต้นที่คำถามว่า“พระเจ้าจะให้ฉันทำอะไร?”แต่ควรเริ่มต้นด้วย“พระเจ้าทรงทำอะไรให้ฉัน และพระองค์ทรงเรียกฉันให้เป็นคนแบบไหน?”เอเฟซัส 4:1 เป็นข้อที่ทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ของจดหมายเอเฟซัส คือเปลี่ยนจากคำสอนเรื่องการทรงเรียก ความรอดและพระคุณ ในบทที่ 1–3 มาสู่การปฏิบัติให้สอดคล้องกับสิ่งที่ได้รับนั้นทั้งต่อพระเจ้าและมนุษย์คนอื่นๆ ในบทที่ 4–6​ “ข้าพเจ้าผู้เป็นนักโทษโดยเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า”เปาโลเขียนจดหมายนี้ในขณะถูกจำคุกเพราะประกาศข่าวดีและรับใช้พระคริสต์ ท่านไม่ได้อ้างสิทธิอำนาจแบบบังคับ แต่วิงวอนในฐานะผู้ทนทุกข์เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า วลีนี้แสดงทั้งความถ่อมใจ ความรัก และความผูกพันกับพระคริสต์​ “ขอวิงวอนพวกท่าน”เปาโลอ้อนวอน ไม่ใช่สั่งแบบเผด็จการ เปาโลขอร้องด้วยใจอ่อนโยน เพื่อให้ผู้เชื่อตอบสนองด้วยความสมัครใจ​ “ให้ดำเนินชีวิตสมกับการทรงเรียกที่ท่านได้รับการทรงเรียกมานั้น”1).“ดำเนินชีวิต” ในที่นี้หมายถึงวิถีชีวิตประจำวัน ทั้งคำพูด ทัศนคติ ความสัมพันธ์ การงาน และการตัดสินใจ2).“สมกับ” หมายถึง สอดคล้อง กลมกลืน ไม่ขัดกับตัวตนที่แท้จริงของเราในพระคริสต์3).“การทรงเรียก” หมายถึง การที่พระเจ้าทรงเรียกเรามาโดยพระคุณ ให้เป็นบุตรของพระเจ้า เป็นคนบริสุทธิ์ เป็นส่วนของพระคริสต์และเป็นสมาชิกในกายเดียวกันคือคริสตจักรพระคัมภีร์ข้อนี้ไม่ได้สอนว่า “ทำดีเพื่อจะได้รับความรอด” แต่สอนว่า “เพราะได้รับความรอดแล้ว จึงดำเนินชีวิตให้สมกับความรอดนั้น” เป็นการตอบสนองด้วยความสำนึกในพระคุณ ไม่ใช่เพื่อแลกความรักของพระเจ้าดังนั้น “สมกับการทรงเรียก” จึงไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องศีลธรรมส่วนตัว แต่รวมถึงความรักและเอกภาพในคริสตจักรที่เราแต่ละคนต้องร่วมกันรักษาด้วยดังนั้น พี่น้องที่รักขอให้เราทำดังนี้ คือ ตรวจสอบดูว่า~ชีวิตของเราสอดคล้องกับการทรงเรียกให้เราเป็นบุตรของพระเจ้าไหม?~ชีวิตของเราเลือกความถ่อมใจ ความอดทน และความรัก เพื่อรักษาเอกภาพไหม?~ชีวิตของเรา พร้อมกลับใจใหม่และพึ่งพระคุณของพระเจ้าในยามที่เราผิดพลาดไหม?~ชีวิตของเรา ดำเนินแบบเป็นพยานถึงพระคริสต์และเป็นพรต่อคนในชุมชนไหม?ขอให้เรามั่นใจว่า พระเจ้าทรงเลือกและเรียกเราแล้ว ฉะนั้น เราควรกระทำ ดังนี้“พระเจ้าทรงเรียกเรา ไม่เพียงให้ทำบางสิ่งเพื่อพระองค์ แต่ให้เราเป็นบางคนเพื่อพระองค์และคนอื่นๆด้วย!”(God calls us not only to do something for Him, but to become someone for Him and others.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 15กันยายน2026(ตอนที่ 168ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ยึดติดอยู่กับอะไร? Ep.1741

    Play Episode Listen Later Sep 14, 2026 4:26


    พระธรรมนำชีวิตตอน ยึดติดอยู่กับอะไร? Ep.1741ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นในชีวิตมักผูกติดอยู่กับสถานการณ์ หากเป็นเรื่องดี ๆ เราก็มีความสุข สนุก แต่หากเป็นเรื่องที่ไม่ดี โดนทำร้าย ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็เป็นความทุกข์ใจ การบาดเจ็บทั้งใจและกาย ไม่ว่าสถานการณ์จะทำให้เรารู้สึกอย่างไรก็ตาม ขอเราอย่าเอาตัวเองไม่ผูกติดอยู่กับความรู้สึกที่อ่อนไหวแต่ให้เราปักหลักอยู่ในพระเจ้าผู้เป็นความจริงเมื่อวานนี้เราได้เห็นความท้อใจของเยเรมีย์ เขาเจ็บปวดและเหนื่อยอยากมาก เยเรมีย์ถึงกับอยากจะหยุดพูดในพระนามของพระเจ้า แต่เขาไม่สามารถหยุดพูดได้ วันนี้ เยเรมีย์ 20:11 ทำให้เราเห็นว่ส เยเรมีย์หยุดมองตัวเองแล้วฝกลับมามองที่พระเจ้า เพราะเขารู้ว่า ในการถูกทำร้ายและต่อต้านนั้น เขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่พระเจ้าผู้ทรงน่าเกรงขามทรงอยู่กับเขาด้วย'แต่พระยาห์เวห์ทรงอยู่กับข้าพเจ้าดังนักรบที่น่าเกรงขาม เพราะฉะนั้น บรรดาผู้ข่มเหงข้าพเจ้าจะสะดุด พวกเขาจะไม่ชนะข้าพเจ้า เขาจะอับอายอย่างยิ่ง เพราะเขาทำไม่สำเร็จ ความอัปยศอดสูเป็นนิตย์ของเขานั้น จะไม่มีวันถูกลืม ' เยเรมีย์ 20:11ในข้อนี้ เยเรมีย์เริ่มต้นด้วยความว่า แต่ ซึ่งทำให้เราเห็นว่า ในขณะที่ยังรู้สึกที่เจ็บปวดนั้น ก็มีความจริงว่า พระเจ้าทรงอยู่ด้วย คำว่า “นักรบที่น่าเกรงขาม” ในภาษาเดิมหมาย ถึงผู้ที่น่าเกรงขาม มีอำนาจ และน่าสะพรึงกลัว ศัตรูในข้อ 10 อาจดูน่ากลัวแต่ในข้อ 11 เยเรมีย์ยังยืนอยู่ในความจริงของพระเจ้าว่า พระเจ้าผู้ทรงอยู่กับเขานั้นคือผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่า นี่เป็นพระสัญญาในการทรงเรียเยเรมีย์ตั้งแต่แรกในเยเรมีย์ 1:19 “เขาจะต่อสู้กับเจ้า แต่จะไม่ชนะเจ้า เพราะเราอยู่กับเจ้าเพื่อช่วยกู้เจ้า” พระเจ้าไม่ได้บอกว่าจะไม่มีศัตรู หรือจะไม่มีการต่อต้าน และไม่ได้บอกว่าทุกอย่างจะง่าย แต่พระเจ้าตรัสว่า พระองค์จะอยู่กับเขา หากเราต้องเจอคนที่ต่อต้าน หากเราถูกเข้าใจผิด ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ขออย่าให้ปัญหาและความรู้สึกที่เกิดขึ้นกลายเป็นสิ่งที่กำหนดความจริงในชีวิตของเรา แต่ให้เราหันกลับมามองพระสัญญาของพระเจ้าว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเรา และอย่าลืมว่า การที่เรามองไม่เห็นทางออก ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่ได้อยู่กับเรา 'พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของเรา เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก ' สดุดี 46:1หากวันนี้เรากำลังบาดเจ็บ ขอให้เราอย่าเดินออกจากพระเจ้า แต่ขอให้เราใช้เวลาอยู่กับพระองค์ อธิษฐาน อ่านพระวจนะของพระเจ้า และร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ เพื่อเราจะยังคงระลึกได้อยู่เสมอว่า พระเจ้าทรงเป็นกำลัง เป็นที่ลี้ภัย และพระองค์ทรงเป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในวันที่เรายากลำบาก ขอพระเจ้านำให้เราจะปักหลักยืนอยู่ในความจริงของพระเจ้า พระองค์ทรงอยู่กับเราผมต้องขออภัยด้วย เมื่อลงลึกในเนื้อหาของคำอธิษฐานแล้ว ผมน่าจะเพิ่มมาอีกสัก 2-3 ตอนแน่ ๆ เลยครับ ตอนนี้ยังไม่แน่ใจ ขอพระเจ้าอวยพระพรเราทุกคนครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่167) คุณธรรมนำชีวิต(5)

    Play Episode Listen Later Sep 13, 2026 4:25


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่167)คุณธรรมนำชีวิต(5)“ด้วยเหตุนี้เอง พวกท่านจงพยายามอย่างที่สุดที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อของพวกท่าน เอาความรู้เพิ่มคุณธรรม”~2 เปโตร 1:5 THSV11“Do your best to improve your faith by adding goodness, understanding,”~2 Peter 1:5 CEVอาจารย์ เปโตร อัครสาวกของพระเยซูคริสต์กล่าวว่า“ด้วยเหตุนี้เอง พวกท่านจงพยายามอย่างที่สุดที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อของพวกท่านเอาความรู้เพิ่มคุณธรรม เอาการควบคุมตัวเองเพิ่มความรู้ เอาความทรหดอดทนเพิ่มการควบคุมตัวเอง และเอาความยำเกรงพระเจ้าเพิ่มความทรหดอดทน เอาความรักฉันพี่น้องเพิ่มความยำเกรงพระเจ้า และเอาความรักเพิ่มความรักฉันพี่น้อง”~2 เปโตร 1:5-7 THSV11ในพระธรรมตอนนี้ อ.เปโตรเน้น ให้เอา​”คุณธรรม“ เพิ่ม“ความเชื่อ” และ​“ความรู้”เพิ่ม“คุณธรรม“เราต้องเข้าใจว่า ความเชื่อที่แท้จริงไม่ได้หยุดอยู่ที่การ “เชื่อ” ความเชื่อจึงต้องมี “ผลลัพธ์” ออกมาเป็นชีวิตที่เติบโตออกมาอย่าง1).มีคุณธรรม 2).มีความรู้ และ3).มีลักษณะเหมือนพระคริสต์มากขึ้นคำว่า“ คุณธรรม ”(Virtue / Goodness) หมายถึงลักษณะความดี ความเป็นเลิศทางศีลธรรม ความกล้าที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องคำว่า” ความรู้ “(Knowledge) ในบริบทนี้หมายถึง ความเข้าใจที่นำไปสู่การดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องโดยรู้ว่าอะไรดี อะไรผิด และรู้ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไรให้สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้าดังนั้น เราต้องเชื่อให้ถูก → ใช้ชีวิตให้ดี → เรียนรู้ให้ลึก → และนำความรู้นั้นกลับมาพัฒนาชีวิตให้มีคุณธรรมมากยิ่งๆขึ้นเราได้พูดถึงคุณธรรมที่เราควรมีเหล่านี้ ไปแล้วคือ“เคารพพี่ ให้เกียรติเพื่อน คอยเตือนน้องรักพวกพ้อง สามัคคี มีเหตุผลร่วมทุกข์สุข ทุกที่หมาย คล้ายญาติตนความสุขล้น เกิดขึ้นได้ ในการงาน”“ไม่ลำเอียง เที่ยงธรรม น้อมนำจิตทุกความคิด เปิดใจรับ สมัครสมานรู้ถ่อมตน เป็นคนสู้ ไม่อู้งานไม่หักหาญ บั่นไมตรี มีให้กัน”“ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อนไม่บิดเบือน ความเป็นจริง ทุกสิ่งสรรค์ติเตียนได้ ไม่โกรธ อาฆาตกันไม่แก้ตัว โดยหัน ไปโทษใคร”“ไม่ลุแก่ โทสะ พาวิกฤตทุกปัญหา ร่วมกันคิด ช่วยแก้ไขมีเมตตา กรุณา อยู่ในใจ ทั้งน้อยใหญ่ จะนอบน้อม พร้อมศรัทธา”พี่น้องที่รักคุณธรรมข้อใดที่ปรากฎเด่นชัดที่สุดในชีวิตและการทำงานของคุณ?…บอกหน่อยได้ไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 14กันยายน2026(ตอนที่ 167ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่166) คุณธรรมนำชีวิต(4)

    Play Episode Listen Later Sep 12, 2026 5:37


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่166)คุณธรรมนำชีวิต(4)“ด้วยเหตุนี้ท่านจงพยายามทุกวิถีทางที่จะเพิ่มความดีเข้ากับความเชื่อ เพิ่มความรู้เข้ากับความดี”~2เปโตร 1:5 TNCV“For this very reason, make every effort to supplement your faith with goodness, goodness with knowledge,”~2 Peter 1:5 CSB“”คุณธรรม“หมายถึง“คุณงามความดีที่อยู่ในจิตใจของบุคคล เป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีงามและถูกต้อง ทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคม”หรือพูดสั้นๆ “คุณธรรม”คือ ”ความดีภายในจิตใจที่แสดงออกมาเป็นการกระทำที่ดี““คุณธรรม” มีองค์ประกอบสำคัญ คือ​เป็นนามธรรม — อยู่ภายในจิตใจ ไม่สามารถจับต้องได้ แต่สังเกตได้จากการกระทำ​เป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ — เกิดจากการอบรมสั่งสอน การปลูกฝัง และการปฏิบัติซ้ำจนเป็นนิสัย​เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความถูกต้องดีงาม — ยึดหลักศีลธรรม จริยธรรม และความยุติธรรม​เป็นสิ่งที่แสดงออกผ่านการกระทำ — เช่น ความซื่อสัตย์ ความเมตตา ความรับผิดชอบและ ความเสียสละวันนี้ ให้เรามาพิจารณาดู และชื่นชมกับคุณธรรมชุดสุดท้าย ในบทกลอนนี้ “ไม่ลุแก่ โทสะ พาวิกฤตทุกปัญหา ร่วมกันคิด ช่วยแก้ไขมีเมตตา กรุณา อยู่ในใจ ทั้งน้อยใหญ่ จะนอบน้อม พร้อมศรัทธา”ให้เรามาดูว่า คุณธรรมเหล่านี้ สอดคล้องกับพระคัมภีร์อย่างไรบ้าง?​“ไม่ลุแก่ โทสะ พาวิกฤต”ที่เน้นคุณธรรมในเรื่องการควบคุม และเหนี่ยวรั้งตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์โกรธ ไม่ให้มันสร้างความเสียหายแก่ผู้ใดรวมทั้งแก่ตัวเอง และคนใกล้ตัวมีพระคัมภีร์อ้างอิงถึงดังนี้“คนโกรธช้าก็มีความเข้าใจมาก แต่คนใจร้อนยกชูความโง่”~สุภาษิต 14:29“จงช้าในการโกรธ เพราะความโกรธของมนุษย์ไม่ได้ทำให้เกิดความชอบธรรมของพระเจ้า”— ยากอบ 1:19–20คุณธรรม ข้อนี้เหมาะมากกับการทำงานร่วมกัน เพราะ หลายครั้งปัญหาไม่ได้ใหญ่เท่ากับอารมณ์ของคนที่กำลังแก้ปัญหา ซึ่งสร้างความเสียหายมากกว่า​“ทุกปัญหา ร่วมกันคิด ช่วยแก้ไข”ที่เน้นคุณธรรมในเรื่องการร่วมมือและการแบกรับภาระในการช่วยเหลือกัน“จงช่วยกันแบกภาระของกันและกัน และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ธรรมบัญญัติของพระคริสต์สำเร็จ”~กาลาเทีย 6:2คุณธรรมข้อนี้เน้นหลักการในการ “แก้ปัญหาด้วยกัน ไม่ใช่โยนปัญหาให้กัน”​“มีเมตตา กรุณา อยู่ในใจ”ที่เน้นคุณธรรมในเรื่องการแสดงความเมตตา กรุณาต่อกันข้อนี้ตรงกับพระคัมภีร์อย่างมาก“เพราะฉะนั้น ในฐานะที่เป็นคนที่พระเจ้าทรงเลือก เป็นคนบริสุทธิ์และเป็นที่รัก จงสวมใจเมตตา ใจกรุณา ใจถ่อม…”~โคโลสี 3:12คุณธรรมในข้อนี้ จะทำให้สังคมของเราน่าอยู่มากขึ้น ​ “ทั้งน้อยใหญ่ จะนอบน้อม พร้อมศรัทธา”ที่เน้นคุณธรรมในเรื่องการทำดีในสิ่งที่รู้กันอยู่แล้ว จนเป็นที่ประจักษ์ และน่านับถือ และยังคงรักษาความดีนั้นอย่างยั่งยืนเป็นแบบอย่างและเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเจนใหม่ ที่จะปฏิบัติตามด้วยความนับถือศรัทธา“สอนบรรดาผู้ชายสูงอายุให้รู้จักประมาณตน มีความน่านับถือ มีสติสัมปชัญญะ มีความเชื่อที่ถูกต้อง มีความรัก และความทรหดอดทน”~ทิตัส 2:2 THSV11คุณธรรมข้อนี้ สะท้อนหลักการสำคัญว่า ผู้นำที่ดีไม่ได้ทำให้คนกลัว แต่ทำให้คนไว้วางใจพี่น้องที่รักคุณธรรมที่กล่าวถึงในบทกลอนทั้งหมดสรุปได้ว่าเราควรอยู่ร่วมกันด้วยความรัก รู้จักควบคุมอารมณ์ รู้จักคิดและทำสิ่งดีๆร่วมกัน และมีใจเมตตากรุณาต่อกันเสมอไป…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 13กันยายน2026(ตอนที่ 166ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน แม้จะอยากแต่ก็ไม่ถอย Ep.1740

    Play Episode Listen Later Sep 12, 2026 5:24


    พระธรรมนำชีวิตตอน แม้จะอยากแต่ก็ไม่ถอย Ep.1740ขอให้พระวจนะในวันนี้ รวมทั้งอีกทั้ง 2 วันข้างหน้าจะเป็นกำลังใจให้พวกเราทุกคนที่จะยังคงซื่อสัตย์ในงานที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้ ใน 3 ตอนต่อจากนี้เป็นคำอธิษฐานคร่ำครวญระบายความในใจของเยเรมีย์หลังจากที่เขาทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์กับพระเจ้า เขาโดนคนหมายจะเอาชีวิต และในต้นบทนี้เขาเพิ่งโดนเฆี่ยน และถูกจับใส่ขื่อจนถึงวันรุ่งขึ้น เยเรมีย์ 20:7–18 เยเรมีย์ได้ระบายทุกสิ่งออกมาต่อพระเจ้า แต่วันนี้เราจะดูสิ่งที่อยู่ในใจของเยเรมีย์ จากข้อ 7–10'ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระองค์ทรงหลอกลวงข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็ถูกหลอกลวง พระองค์ทรงมีกำลังยิ่งกว่าข้าพระองค์และพระองค์ทรงชนะ ข้าพระองค์เป็นที่ให้เขาหัวเราะวันยังค่ำ ทุกคนเยาะเย้ยข้าพระองค์ เพราะเมื่อข้าพระองค์พูด ข้าพระองค์ร้องให้ช่วย ข้าพระองค์ตะโกนว่า “ความทารุณและการทำลาย” เพราะว่าพระวจนะของพระยาห์เวห์ทำให้ข้าพระองค์ ถูกตำหนิและเยาะเย้ยตลอดวัน ' เยเรมีย์ 20:7-8นี่เป็นเวลาที่เยเรมีย์อ่อนแอทั้งใจและกายอย่างที่สุด จากข้อความแปลนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าเขากำลังกล่าวโทษพระเจ้า ว่าพระเจ้าโกหก แต่ความจริงแล้วความว่า หลอกลวงตรงนี้ในภาษาเดิมมีความหมายว่า ล่อลวง ชักจูง โน้มน้าว เกลี้ยกล่อม ชักนำ ซึ่งผมก็กลับไปเทียบเกือบทุกฉบับแปลใช้คำว่า หลอกล่วง มีเพียงฉบัยแปล 1940 ที่ใช้ว่า พระเจ้าทรงชักชวนข้าพเจ้า เยเรมีย์ก็ตอบรับคำเชิญชวนของพระเจ้า เยเรมีย์ยอมรับว่าพระเจ้าทรงมีกำลังยิ่งกว่าเขา และพระเจ้าทรงชนะเขา ในขณะที่เขารับใช้พระเจ้าผู้มีกำลังมาก และเป้นผู้ชนะ แต่สภาพที่เขาเจออยู่นั้น เขาถูกเยาะเย้ย และเขายังต้องพูดในสิ่งที่คนไม่อยากฟัง คือความทารุณและการทำลาย ความซื่อสัตย์ที่พูดสิ่งที่พระเจ้าสั่งให้พูดนั้น ทำให้เขาตกอยู่ในสภาพนี้ตลอดเวลา คำถามคือทำไม เยเรมีย์ไม่หยุด หรือลาออกจากหน้าที่นี้ คำตอบอยู่ใน'ถ้าข้าพระองค์จะกล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะไม่อ้างถึงพระองค์ หรือกล่าวในพระนามของพระองค์อีก” ก็มีสิ่งในใจของข้าพระองค์เหมือนไฟไหม้ อัดอยู่ในกระดูกของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็อ่อนเปลี้ยที่ต้องเก็บมันไว้ และข้าพระองค์ก็เก็บไว้ไม่ไหว ' เยเรมีย์ 20:9ไม่ใช่ว่าเยเรมีย์ไม่เคยอยากหยุด แต่เขาหยุดไม่ได้ เพราะการทรงเรียกของพระเจ้าชัดเจน เขาจึงไม่สามารถละทิ้งการประกาศพระวจนะของพระเจ้าที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เขาได้ เขายอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ชนะ หากเขาไม่พูดมันออกมามันเหมือนจะระเบิดอยู่ในใจ คำว่า ไฟที่อัดอยู่ในกระดูก สื่อถึงสิ่งที่อยู่ลึกภายในเยเรมีย์จนเขาไม่สามารถเก็บกดหรือหยุดมันไว้ได้ พระวจนะและการทรงเรียกของพระเจ้ายังคงอยู่ในตัวเขา เยเรมีย์จึงไม่สามารถละทิ้งหน้าที่ที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เขาได้ แม้ว่าเขาจะเจ็บปวดและอยากหยุด'ข้าพระองค์ได้ยินเสียงซุบซิบเป็นอันมาก “ความสยดสยองอยู่รอบด้าน ใส่ความเขา ให้เราใส่ความเขา” มิตรสหายที่คุ้นเคยทั้งสิ้นของข้าพระองค์ เฝ้าดูความล่มจมของข้าพระองค์กล่าวว่า “บางทีเขาอาจจะถูกหลอกลวง แล้วเราจะชนะเขา และทำการแก้แค้นเขาได้” ' เยเรมีย์ 20:10บางครั้งสิ่งที่ทำให้ผู้รับใช้เหนื่อย ไม่ใช่เพียงความยากของงาน แต่คือเสียงต่อต้าน การเยาะเย้ย และการถูกจับตามองจากคนรอบข้าง เสียงซุบซิบจากคนที่คุ้นเคยและอยู่รอบตัว คำเยาะเย้ยจากสิ่งที่คนอื่นพูดมักบั่นทอนกำลังใจของเราอยู่เสมอ คำว่า ‘ความสยดสยองอยู่รอบด้าน' ที่ปรากฏในข้อ 10 สะท้อนถ้อยคำที่เยเรมีย์เพิ่งประกาศแก่ปาชเฮอร์ในข้อ 3 และคนรอบตัวของเยเรมีย์กำลังเฝ้าดูความล่มจมของเขา เรื่องราวนี้เป็นกำลังใจเราทุกคนที่จะซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า เราไม่ควรตัดสินความสัตย์ซื่อของพระเจ้าหรือคุณค่าของการรับใช้จากสิ่งที่เรามองเห็นเพียงในเวลานี้ 'เพราะว่าเราดำเนินโดยความเชื่อ ไม่ใช่โดยสิ่งที่มองเห็น ' 2 โครินธ์ 5:7ขอให้เราเดินไปกับพระเจ้าด้วยความเชื่อ หยุดถูกหลอกด้วยสิ่งที่ตามองเห็น หรือสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเท่านั้น ขอให้เราวางใจพระเจ้า แม้เราจะยังไม่เห็นผลลัพธ์ทั้งหมด ให้เรามอบผลของการรับใช้ไว้กับพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์และทรงทำทุกสิ่งตามพระประสงค์และในเวลาของพระองค์ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่165) คุณธรรมนำชีวิต(3)

    Play Episode Listen Later Sep 12, 2026 5:12


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่165)คุณธรรมนำชีวิต(3)“ด้วยเหตุนี้ท่านจงพยายามทุกวิถีทางที่จะเพิ่มความดีเข้ากับความเชื่อ เพิ่มความรู้เข้ากับความดี”~2เปโตร 1:5 TNCV“For this very reason, make every effort to supplement your faith with goodness, goodness with knowledge,”~2 Peter 1:5 CSBคำว่า “คุณธรรม“ หมายความว่า” สภาพคุณงามความดี และคุณลักษณะทางบวกภายในจิตใจที่ถูกต้องดีงามซึ่งแสดงออกทางกาย วาจา และใจ จนกลายเป็นอุปนิสัยอันดี“วันนีั ให้เรามาใคร่ครวญบทกลอนท่อนหนึ่งที่กล่าวถึง คุณธรรม หรือ ความดีที่เราพึงมีในชีวิตของเรา ซึ่งมีเนื้อหา ดังนี้ “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อนไม่บิดเบือน ความเป็นจริง ทุกสิ่งสรรค์ติเตียนได้ ไม่โกรธ อาฆาตกันไม่แก้ตัว โดยหัน ไปโทษใคร”มีพระคัมภีร์ข้อใดบ้างที่สอดคล้องกับคุณธรรมเหล่านี้ ?​“ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดี และไม่พูดจาหรือทำร้ายกันเองมีพระคัมภีร์ที่สอนสอดคล้องกันหลายข้อ อาทิ“อย่าพูดให้ร้ายกันและกัน”~ยากอบ 4:11“คนที่เที่ยวพูดนินทาก็เปิดเผยความลับแต่คนที่ไว้ใจได้ย่อมปกปิดเรื่องนั้น”~สุภาษิต 11:13นี่คือ วัฒนธรรมแห่งความไว้วางใจ(culture of trust) ที่คนเราควรมีต่อกัน2 “ไม่บิดเบือน ความเป็นจริง ทุกสิ่งสรรค์ ”ที่เน้นคุณธรรมแห่งความจริงและความซื่อสัตย์“เพราะฉะนั้นจงเลิกพูดมุสาเสียและให้ทุกคนพูดความจริงกับเพื่อนบ้าน”~ เอเฟซัส 4:25“แต่พวกบุตรชายของท่านไม่ได้ดำเนินตามอย่างชีวิตของท่านพวกเขาบิดเบือนไปหารายได้ที่ผิด รับสินบน และบิดเบือนความยุติธรรม”~1 ซามูเอล 8:3 THSV11พระคัมภีร์ให้ความสำคัญมากกับการพูดความจริง เพราะความจริงสร้างความไว้วางใจ แต่การบิดเบือนทำลายความสัมพันธ์ ทำลายหลักการ และทำลายตนเอง​“ติเตียนได้ ไม่โกรธ อาฆาตกัน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งการยอมรับคำตักเตือนและรู้จักให้อภัยแก่กัน“คนที่รักการตักเตือนก็รักความรู้ แต่คนที่เกลียดการตักเตือนก็โง่”~สุภาษิต 12:1“จงอดทนต่อกันและกัน และถ้าใครมีเรื่องขุ่นเคืองกัน ก็จงยกโทษให้กัน”~โคโลสี 3:13คนที่เติบโตฝ่ายวิญญาณไม่ได้เป็นคนที่ ไม่เคยถูกตำหนิ แต่เป็นคนที่รับคำตักเตือนได้โดยไม่ปล่อยให้ความโกรธนั้นมาทำลายความสัมพันธ์​“ไม่แก้ตัว โดยหัน ไปโทษใคร”ที่เน้นคุณธรรมแห่งการไม่แก้ตัว และไม่โยนความผิดให้ผู้อื่น“เพราะฉะนั้น มนุษย์เอ๋ย ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร เมื่อท่านพิพากษาอีกคนหนึ่งนั้นท่านไม่มีข้อแก้ตัวเลย เพราะเมื่อพิพากษาเขา ก็ได้ลงโทษตัวเองด้วย เพราะว่าท่านที่ตัดสินเขาก็ยังประพฤติอยู่อย่างเดียวกับเขา”~โรม 2:1 THSV11“ถ้าเรากล่าวว่าเราไม่ได้ทำบาป ก็เท่ากับเราทำให้พระองค์เป็นผู้ตรัสมุสา และพระดำรัสของพระองค์ก็ไม่ได้อยู่ในตัวเราเลย”~1 ยอห์น 1:10 THSV11พี่น้องที่รักขอให้เรามีคุณธรรมต่อทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพี่น้องและมิตรสหายของเรา ดังคำกล่าวที่ว่า“มิตรแท้ไม่ทิ้งกันในยามยาก และความจริงไม่บิดเบือนไปตามกาลเวลา”(A true friend does not abandon you in times of hardship; the truth does not distort with the passage of time.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 12กันยายน2026(ตอนที่ 165ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ยืนหยัดแม้ถูกต่อต้าน Ep.1739

    Play Episode Listen Later Sep 11, 2026 5:35


    พระธรรมนำชีวิตตอน ยืนหยัดแม้ถูกต่อต้าน Ep.1739 หากเราซื่อสัตย์ในการเชื่อฟังพระเจ้าและยืนหยัดในความจริง แต่กลับถูกต่อต้าน ถูกทำร้าย ถูกทำให้อับอาย เราจะยังคงซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าอยู่ไหม? เยเรมีย์ 20:1–6 ทำให้เราเห็นว่า แม้เยเรมีย์จะเจ็บปวดทั้งใจและกาย เขาก็ยังเป็นคนที่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า 'ปาชเฮอร์ปุโรหิตบุตรของอิมเมอร์ผู้เป็นหัวหน้าใหญ่ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์ ได้ยินเยเรมีย์เผยพระวจนะถึงสิ่งเหล่านี้ ปาชเฮอร์ก็ตีเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะและจับท่านใส่ขื่อคา ซึ่งอยู่ด้านบนของประตูเบนยามิน ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์ ' เยเรมีย์ 20:1-2ขณะที่เยเรมีย์ประกาศคำพิพากษาอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า ปาชเฮอร์ปุโรหิตซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้ยินสิ่งที่เยเรมีย์ประกาศพระวจนะ เขาใช้ตำแหน่งหน้าทีตีเยเรมีย์และจับท่านใส่ขื่อ และยังประจานเยเรมีย์ไว้ที่ประตูเบนยามินที่ผู้คนพลุกพลาน เยเรมีย์ถูกทำร้ายเพราะประกาศข้อความที่พระเจ้าทรงมอบหมาย เพราะข้อความนั้นเป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจไม่อยากได้ยิน นี่เป็นสิ่งที่พวกเราผู้เชื่อต้องเข้าใจว่า การทำสิ่งที่ถูกต้องต่อพระเจ้าไม่ได้รับประกันว่า เราจะได้รับการยอมรับจากทุกคน บางครั้งเมื่อเรายืนอยู่บนความจริง เราอาจถูกต่อต้านเพราะความจริงนั้นไปกระทบกับความคิด ความต้องการ หรือผลประโยชน์ของบางคน เยเรมีย์เป็นแบบอย่างของผู้รับใช้ที่กล้ายืนหยัดเพราะเขารู้ว่า พระเจ้าเป็นผู้ส่งเขาไป'พอรุ่งขึ้นเมื่อปาชเฮอร์ปลดเยเรมีย์ออกจากขื่อคา เยเรมีย์พูดกับท่านว่า “พระยาห์เวห์ไม่ได้ทรงเรียกชื่อของท่านว่าปาชเฮอร์ แต่ทรงเรียกว่า มาโกร์มิสสาบิบ ' เยเรมีย์ 20:3เมื่อเยเรมีย์ได้รับการปล่อยตัวแล้ว เยเรมีย์ไม่ได้หยุดพูดหรือเปลี่ยนข้อความเพื่อให้ปาชเฮอร์พอใจ แต่เขายังประกาศพระวจนะต่อไป เยเรมีย์ประกาศว่า พระเจ้าจะเรียกปาชเฮอร์ว่า ‘มาโกร์มิสสาบิบ' ซึ่งหมายถึง ความหวาดกลัวหรือความสยดหยองอยู่รอบด้าน อำนาจของมนุษย์อาจจะควบคุมสถานการณ์บางอย่างได้ อาจจะทำให้ผู้รับใช้พระเจ้าต้องเจ็บปวด แต่ไม่มีอำนาจของมนุษย์คนใดสามารถทำให้พระวจนะของพระเจ้าสูญเปล่า หรือขัดขวางพระประสงค์ของพระเจ้าได้พระเจ้าทรงเปิดเผยการพิพากษาผ่าน เยเรมีย์ 20:4-6 พระองค์จะทำให้เขาอยู่ในความหวาดกลัว เขาต้องเห็นเพื่อนของตัวเองล้มลงด้วยดาบของศัตรู และพระเจ้าทรงตรัสอย่างชัดเจนว่า พระองค์จะทรงมอบยูดาห์ไว้ในมือของบาบิโลน พระองค์จะทรงมอบความมั่งคั่ง ผลผลิต ของมีค่า และทรัพย์สมบัติของยูดาห์ไว้ในมือของศัตรู พระเจ้าทรงบอกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับปาชเฮอร์เฉพาะด้วยว่า'ส่วนตัวท่านปาชเฮอร์และบรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านของท่าน จะต้องไปเป็นเชลย ท่านจะต้องไปยังบาบิโลน และท่านจะตายและถูกฝังไว้ที่นั่น ทั้งท่านและมิตรสหายทั้งสิ้นของท่าน ผู้ซึ่งท่านได้เผยบรรดาความเท็จแก่เขา” ' เยเรมีย์ 20:6พระเจ้าทรงเปิดเผยเหตุผลอย่างชัดเจนว่า ปาชเฮอร์เป็นผู้ที่เผยความเท็จแก่ประชาชน และด้วยเหตุผลนี้เขาเองก็จะต้องเผชิญกับการพิพากษาที่กำลังมาถึงยูดาห์ นี่เป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับผู้ที่มีหน้าที่สอนหรือประกาศพระวจนะของพระเจ้า เพราะการเป็นผู้นำทางศาสนาไม่ได้หมายความว่า เราจะถูกต้องโดยอัตโนมัติ ตำแหน่งไม่ได้ทำให้คำพูดของเรากลายเป็นความจริง และการที่ผู้คนยอมรับเราไม่ได้หมายความว่า พระเจ้าทรงพอพระทัยเรา ขอให้เราระมัดระวัง ว่าสิ่งที่เราพูดนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสจริงหรือไม่ เพราะเราจะต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้า พระธรรมตอนนี้ไม่ได้เรียกร้องให้เราเป็นคนที่ต่อต้านคนอื่น หรือคิดว่า ทุกครั้งที่มีคนไม่เห็นด้วยกับเรา นั่นแปลว่า เรากำลังยืนหยัดเพื่อความจริง แต่พระธรรมตอนนี้เรียกร้องให้เราตรวจสอบว่า สิ่งที่เรายืนหยัดนั้นเป็นพระวจนะของพระเจ้าจริงหรือไม่ เมื่อเรารู้ว่าพระเจ้าทรงเรียกให้เรายืนหยัดอยู่ในความจริงของพระองค์ เราก็ไม่ควรถอยเพียงเพราะกลัวการต่อต้าน'เปโตรกับอัครทูตคนอื่นๆ ตอบว่า “เราจำเป็นต้องเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่าเชื่อฟังมนุษย์ ' กิจการ 5:29ขอพระเจ้านำให้เรามีความกล้าหาญที่จะยืนหยัดอยู่ในความจริง และมีความถ่อมใจที่จะตรวจสอบอยู่เสมอว่า สิ่งที่เรายืนหยัดนั้นเป็นความจริงของพระเจ้าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ฟังแล้วต้องทำ Ep.1738

    Play Episode Listen Later Sep 11, 2026 5:05


    พระธรรมนำชีวิตตอน ฟังแล้วต้องทำ Ep.1738ปัญหาของเราหลายครั้งไม่ใช่เพราะเราไม่เคยได้ยินพระวจนะของพระเจ้า แต่เป็นเพราะเราได้ยินแล้วไม่ยอมเชื่อฟัง เยเรมีย์ 19:14–15 ทำให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า คนยูดาห์ได้รับคำเตือนจากพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่พวกเขาใจแข็งและปฏิเสธที่จะฟังพระองค์'แล้วเยเรมีย์ก็มาจากโทเฟท ที่ซึ่งพระยาห์เวห์ทรงใช้ให้ท่านไปเผยพระวจนะนั้น และท่านก็ยืนอยู่ในลานพระนิเวศของพระยาห์เวห์ และกล่าวแก่ประชาชนทั้งปวงว่า ' เยเรมีย์ 19:14หลังจากเยเรมีย์ประกาศพระวจนะที่โทเฟทแล้ว ท่านก็มายังลานพระนิเวศของพระเจ้าและประกาศต่อประชาชนทั้งปวง สิ่งนี้ทำให้เราเห็นว่า ข่าวสารของพระเจ้าไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เฉพาะในสถานที่หนึ่ง เยเรมีย์ต้องนำคำของพระเจ้าไปประกาศต่อหน้าประชาชน แม้ว่าข่าวสารนั้นจะเป็นข่าวที่พวกเขาไม่อยากได้ยินก็ตาม เยเรมีย์เป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ กล้าหาญไม่ได้พูดเฉพาะสิ่งที่ผู้คนอยากฟัง แต่พูดสิ่งที่พระเจ้าสั่งให้พูด สำหรับเราเช่นกัน พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้มีไว้เฉพาะสำหรับวันที่เรารู้สึกดี หรือเฉพาะข้อความที่ให้กำลังใจเรา พระวจนะของพระเจ้าก็เปิดเผยความผิด เตือนเราให้หยุดจากทางที่ผิด และเรียกให้เรากลับใจ วันนี้เราพร้อมที่จะฟังสิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับเราหรือไม่?'“พระยาห์เวห์จอมทัพพระเจ้าแห่งอิสราเอล ตรัสว่า ‘นี่แน่ะ เราจะนำสิ่งร้ายทั้งสิ้นซึ่งเราได้บอกกล่าวไว้ให้ตกอยู่บนเมืองนี้และบรรดาเมืองขึ้นทั้งสิ้น เพราะพวกเขาได้ทำคอแข็ง ปฏิเสธไม่ฟังถ้อยคำของเรา' ”' เยเรมีย์ 19:15“เพราะพวกเขาได้ทำคอแข็ง ปฏิเสธไม่ฟังถ้อยคำของเรา” คือเหตุผลว่าทำไมการพิพากษาจึงกำลังมาถึงยูดาห์ คำว่า ‘ทำคอแข็ง' เป็นสำนวนที่สื่อถึงความดื้อรั้น ไม่ยอมอ่อนลงและไม่ยอมเชื่อฟัง เปรียบเหมือนสัตว์ที่ขัดขืนการนำของผู้ที่ควบคุมมัน ซึ่งคนยูดาห์ดื้อรั้น ไม่ยอมเชื่อฟังพระเจ้าองค์เจ้านายของพวกเขา พระเจ้าตรัสต่อไปว่า พวกเขาปฏิเสธไม่ฟังถ้อยคำของเรา ตรงนี้เชื่อมโยงตรง ๆ กับ บทที่ 18:18 ที่พวกเขาพูดกันว่า “อย่าให้เราฟังคำของเขาเลย” พวกเขาอาจคิดว่ากำลังปฏิเสธคำพูดของเยเรมีย์ แต่แท้จริงแล้วเยเรมีย์กำลังพูดตามคำสั่งของพระเจ้า ดังนั้นการปฏิเสธถ้อยคำของเยเรมีย์จึงเป็นการปฏิเสธพระวจนะของพระเจ้าด้วย เราอาจฟังเทศนาทุกสัปดาห์ อ่านพระคัมภีร์ทุกวัน และสามารถบอกได้ว่าพระคัมภีร์พูดว่าอย่างไร แต่การรู้หรือได้ยินพระวจนะไม่ได้หมายความว่า เราได้เชื่อฟังพระวจนะนั้นแล้ว การรู้หรือได้ยินนั้นได้ส่งผลออกมาเป็นการเชื่อฟัง หรือนำการเปลี่นแปลงมายังชีวิตของเราหรือเปล่า เยเรมีย์ 7:23–24 กล่าวว่า พระเจ้าทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ แต่พวกเขา “ไม่ฟังและไม่เงี่ยหู” และกลับทำคอแข็ง เดินตามความคิดและความดื้อรั้นของใจตนเอง ปัญหาของคนยูดาห์จึงไม่ใช่การขาดข้อมูล แต่คือหัวใจที่ไม่ยอมตอบสนองต่อพระเจ้า และนี่เป็นคำเตือนที่สำคัญสำหรับเราด้วย เพราะเราอาจมีความเชื่อมายาวนาน รู้พระคัมภีร์ดีกว่าใคร ๆ คำถามคือ พระวจนะที่ได้ฟังนั้นได้เปลี่ยนวิธีคิด วิธีพูด วิธีตัดสินใจ และวิธีการใช้ชีวิต ของเราหรือเปล่า'แต่จงเป็นผู้ประพฤติตามพระวจนะ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ฟังเท่านั้น มิฉะนั้นจะเป็นการหลอกตัวเอง ' ยากอบ 1:22ยากอบได้เน้นย้ำเรื่องความพฤติกรรมต้องสอดคล้องกับสิ่งที่ปากพูด ขอให้เราจะเป็นคนที่ฟังพระเจ้า แบบเชมาร์ คือฟังอย่างตั้งใจ และพร้อมตอบสนองด้วยการเชื่อฟัง อย่าเป็นเพียงคนที่เพียงได้ยิน เพื่อสิ่งที่ได้ยินนั้นไปเพียงแต่พัฒนาสมองหรือความรู้ แต่สิ่งที่ได้ยินและเรียนรู้นั้นไม่ได้มีส่วนในการพัฒนาชีวิตให้เป็นเหมือนพระเจ้ามากขึ้น ให้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้ามากขึ้นเลย ขอพระเจ้าเมตตาเรานะครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่164) คุณธรรมนำชีวิต(2)

    Play Episode Listen Later Sep 10, 2026 5:04


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่164)คุณธรรมนำชีวิต(2)“เพราะเหตุนี้เอง ท่านจงอุตส่าห์จนสุดกำลังที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อเอาความรู้เพิ่มคุณธรรม”~2 เปโตร 1:5 TH1971“For this very reason, make every effort to supplement your faith with virtue, and virtue with knowledge,”~2 Peter 1:5 ESVวันนี้ เรามาพูดคุยกันในเรื่องคุณธรรมที่เราทุกคนควรมีประจำใจ ต่อเป็นชุดที่2นั่นคือ“ไม่ลำเอียง เที่ยงธรรม น้อมนำจิตทุกความคิด เปิดใจรับ สมัครสมานรู้ถ่อมตน เป็นคนสู้ ไม่อู้งานไม่หักหาญ บั่นไมตรี มีให้กัน”ให้เรามาดูว่า ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ มีคำสอนใดที่สอดคล้องกับคุณธรรมเหล่านี้บ้าง?เราพบว่า มีข้อพระคัมภีร์มากมายสนับสนุนคุณธรรมเหล่านี้ 1 “ไม่ลำเอียง เที่ยงธรรม น้อมนำจิต“ที่เน้นคุณธรรมแห่งความยุติธรรมและไม่เลือกที่รักมักที่ชัง“อย่าลำเอียงในการพิพากษา จงฟังทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยเหมือนกัน”~เฉลยธรรมบัญญัติ 1:17“แต่ถ้าพวกท่านลำเอียง ท่านก็ทำบาป และถูกตัดสินว่าเป็นผู้ละเมิดโดยธรรมบัญญัติ”~ยากอบ 2:9 THSV11พระคัมภีร์เน้น อย่างชัดเจนว่าเราไม่ควรที่จะเลือกปฏิบัติต่อคนโดยขึ้นอยู่กับฐานะหรือสถานะหรือเชื้อชาติของพวกเขานี่เป็นคุณธรรมสำคัญมากสำหรับผู้นำที่พึงปฏิบัติ​“ทุกความคิด เปิดใจรับ สมัครสมาน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งการเปิดใจ รับฟัง และรักษาความเป็นหนึ่งไว้เสมอ“จงไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ”~ยากอบ 1:19“จงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อย่าใฝ่สูง แต่ยอมสมาคมกับคนต่ำต้อย อย่าถือว่าตัวฉลาด”~โรม 12:16 THSV11อย่างไรก็ตาม การเปิดใจไม่ได้หมายความว่าเราต้องเห็นด้วยกับทุกคนในทุกเรื่องแต่หมายถึงพร้อมรับฟัง พร้อมเรียนรู้ และพร้อมแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดร่วมกัน​ “รู้ถ่อมตน เป็นคนสู้ ไม่อู้งาน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งความถ่อมใจ ขยัน และรับผิดชอบ“จงถ่อมตัวลงต่อพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วพระองค์จะทรงยกชูท่านขึ้น”— ยากอบ 4:10“อย่าทำสิ่งใดด้วยการชิงดีหรือถือดี แต่จงถ่อมใจถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว”~ฟีลิปปี 2:3“อย่าเกียจคร้านในการงาน จงมีจิตใจกระตือรือร้น จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า”~โรม 12:11คุณธรรมที่ดีจึงไม่ใช่เพียงแค่ดู “เป็นคนดี” แต่ต้องเป็นคนที่ รับผิดชอบและลงมือทำสิ่งที่ดีด้วย​ “ไม่หักหาญ บั่นไมตรี มีให้กัน”เน้นคุณธรรมแห่งการรักษาความสัมพันธ์ มิตรไมตรีและเอื้ออาทรต่อกัน“ถ้าเป็นได้ คือเท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน”~โรม 12:18“ข้าพระองค์เป็นเพื่อนกับทุกคนที่ยำเกรงพระองค์ กับคนที่ปฏิบัติตามข้อบังคับของพระองค์”~สดุดี 119:63 THSV11“จงอุตส่าห์รักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน…”~เอเฟซัส 4:3ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้หมายความว่าไม่มีความขัดแย้งแต่หมายถึงเมื่อเกิดความขัดแย้ง เราไม่ทำลายกันอย่างแข็งกร้าวพี่น้องที่รักวันนี้ คุณมีคุณธรรมดังที่กล่าวมาแล้วเหล่านี้ พร้อมมอบให้แก่ผู้อื่นแล้วหรือยัง?บางที บางคนที่อยู่กับคุณหรือ อยู่ใกล้กับคุณที่สุดในตอนนี้ อาจต้องการคุณธรรมเหล่านั้นจากคุณอย่างเร่งด่วนมากที่สุดตอนนี้ ก็เป็นได้ ใครจะไปรู้?… ลองถามเขา ดูสิครับ!…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 11กันยายน2026(ตอนที่ 164ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่163) คุณธรรมนำชีวิต(1)

    Play Episode Listen Later Sep 9, 2026 4:40


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่163)คุณธรรมนำชีวิต(1)“ด้วยเหตุนี้เอง พวกท่านจงพยายามอย่างที่สุดที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อของพวกท่าน เอาความรู้เพิ่มคุณธรรม”~2 เปโตร 1:5 THSV11“For this very reason make every effort to supplement your faith with virtue, and virtue with knowledge,”2 Peter 1:5 RSVมีคำกลอนเก่า เคยถูกนำมาเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ เมื่อนานมาแล้วแต่เนื้อหานั้น แฝงคุณธรรมน่ารับฟัง และน่านำเอามาเป็นแนวทางปฏิบัติตนได้ ดังนี้“เคารพพี่ ให้เกียรติเพื่อน คอยเตือนน้องรักพวกพ้อง สามัคคี มีเหตุผลร่วมทุกข์สุข ทุกที่หมาย คล้ายญาติตนความสุขล้น เกิดขึ้นได้ ในการงาน”ทำให้คิดถึงพระคัมภีร์ หลายตอน ที่สอดคล้อง อาทิ​“เคารพพี่ ให้เกียรติเพื่อน คอยเตือนน้อง“~ที่เน้นคุณธรรมแห่งการให้เกียรติและการเตือนสติดูแลกัน“จงให้เกียรติแก่กันและกันด้วยความรักฉันพี่น้อง”~โรม 12:10“จงหนุนใจกันและกัน และจงช่วยกันสร้างเสริมกัน”~1 เธสะโลนิกา 5:11ในคริสตจักร เราควรปฏิบัติตนอย่างมีคุณธรรมดังกล่าวโดยไม่ควรมองกันตามตำแหน่งหรืออายุเท่านั้นแต่ควรมองกันด้วยคุณค่าในฐานะสมาชิกพระกายของพระคริสต์​ ”รักพวกพ้อง สามัคคี มีเหตุผล“~ที่เน้นคุณธรรมแห่งความรัก ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และการรู้จักใช้สติปัญญา“จงพยายามรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่มาจากพระวิญญาณนั้น โดยมีสันติภาพเป็นเครื่องผูกพัน”— เอเฟซัส 4:3“เหนือสิ่งอื่นใด จงสวมความรัก ซึ่งเป็นสิ่งผูกพันความสมบูรณ์แบบไว้”— โคโลสี 3:14นี่สอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวคิดในพระคัมภีร์ที่เน้นให้เรา“รักกันเพื่อรักษาความสัมพันธ์ แม้ให้ความสำคัญกับเรื่องเหตุผลแต่ก็จะไม่มุ่งเอาชนะกันด้วยเหตุผล จนทำลายความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน!”​ “ร่วมทุกข์สุข ทุกที่หมาย คล้ายญาติตน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งการเห็นอกเห็นใจและลงชีวิตร่วมทุกข์สุขกันแบบคนในครอบครัว“จงชื่นชมยินดีกับผู้ที่ชื่นชมยินดี จงร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้”— โรม 12:15“ถ้าอวัยวะหนึ่งได้รับความทุกข์ อวัยวะทั้งหมดก็ร่วมทุกข์ด้วย”— 1 โครินธ์ 12:26นี่เป็นภาพที่สวยมากของคนในคริสตจักรในฐานะครอบครัว ที่ความทุกข์ของใครคนใดคนหนึ่งไม่ควรเป็นเรื่องที่คนอื่นมองข้ามอย่างไม่แยแส​ “ความสุขล้น เกิดขึ้นได้ ในการงาน”ที่เน้นคุณธรรมแห่งการทำงานด้วยใจยินดี เหมือน ทำถวายแด่พระเจ้า“ดูเถิด ที่ข้าพเจ้าเห็นชอบและสมควรคือ ให้กินและดื่ม และชื่นชมบรรดาผลจากน้ำพักน้ำแรงของตน ที่ตนตรากตรำภายใต้ดวงอาทิตย์ ตลอดชั่วอายุไม่กี่วันของตนที่พระเจ้าประทานแก่ตนเพราะการนี้แหละเป็นส่วนแบ่งของตน”~ปัญญาจารย์ 5:18 THSV11“ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยสุดใจเหมือนทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า”— โคโลสี 3:23ความสุขในการรับใช้จึงไม่ได้เกิดจากงานง่าย แต่เกิดจากการรู้ว่า “งานหรือสิ่งที่ฉันกำลังทำมีความหมาย และมีคุณค่าต่อพระเจ้าและต่อผู้อื่น!”…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 10กันยายน2026(ตอนที่ 163ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดีU

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่162) คุณเป็นคนใจดีแบบนี้ไหม?(2)

    Play Episode Listen Later Sep 9, 2026 4:47


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่162)คุณเป็นคนใจดีแบบนี้ไหม?(2)““ท่านคิดว่าในสามคนนี้ คนไหนคือเพื่อนบ้านของชายที่ถูกโจรปล้น?” ผู้เชี่ยวชาญทางบทบัญญัติทูลตอบว่า“คนที่เมตตาเขา” พระเยซูตรัสกับเขาว่า“จงไปทำเช่นเดียวกัน!””~ลูกา 10:36-37 TNCV“Of these three men, who do you think was a neighbor to the man who was attacked by robbers?” The expert said, “The one who was kind enough to help him.” Jesus told him, “Go and imitate his example!””~Luke 10:36-37 GWมีคำกล่าวไว้ว่า“ความใจดีเริ่มต้น เมื่อเรามองเห็นบางสิ่งที่คนอื่นมองข้ามไป!“(Kindness beginswhen we notice what others overlook.)พระเยซูคริสต์ตรัสเล่าเรื่องดังกล่าวไว้ดังนี้”1.ชายคนหนึ่งถูกโจรปล้นระหว่างเดินทางจากกรุงเยรูซาเล็มไปเมืองเยรีโค ​พวกโจรชิงเอาเสื้อผ้าจากตัวเขา ทุบตีเขาปางตายแล้วจากไป ​ปุโรหิตคนหนึ่งบังเอิญผ่านมาทางนั้น เมื่อเห็นชายคนนั้นก็เลี่ยงไปอีกฟากหนึ่ง ​คนเลวีก็เช่นกัน เมื่อมาถึงที่นั่นและเห็นเขา ก็เลี่ยงไปอีกฟากหนึ่ง แต่​ชาวสะมาเรียคนหนึ่งเดินทางมาถึงที่ที่คนนั้นอยู่ เมื่อเห็น~เขาก็สงสาร ~เขาเข้าไป แล้ว~เขาเอาเหล้าองุ่นกับน้ำมันเทใส่แผลและพันแผลให้ แล้ว~เขาประคองชายผู้นั้นขึ้นขี่ลาของตน ~เขาพามาที่โรงแรม และดูแลเขา วันรุ่งขึ้น~เขามอบเหรียญเงินสองเหรียญให้ผู้ดูแลโรงแรม ~เขากล่าวว่า ‘ช่วยดูแลเขาด้วย และเมื่อข้าพเจ้ากลับมาจะคืนค่าใช้จ่ายส่วนที่เกินกว่านี้ให้' พระเยซูตรัสถามเขาว่า“ท่านคิดว่าในสามคนนี้ คนไหนคือเพื่อนบ้านของชายที่ถูกโจรปล้น?” ผู้เชี่ยวชาญทางบทบัญญัติทูลตอบว่า “คนที่เมตตาเขา” พระเยซูตรัสกับเขาว่า “จงไปทำเช่นเดียวกัน!””~ลูกา 10:30-37 TNCVเราได้รับบทเรียนดีๆจากพระคัมภีร์ตอนนี้ มากมายในเรื่อง“ความใจดี”ดังนี้ ​ความใจดีคือการสนองตอบต่อ“สิ่งที่มองเห็น”​ความใจดีคือ “การหยุด” เพื่อคนอื่น​ ความใจดีคือ “เข้าใกล้ คนที่บาดเจ็บ“​ ความใจดี คือ”การเต็มใจจ่ายราคา“​ ความใจดีคือการพร้อมก้าวข้าม “กำแพงของความแตกต่าง”​ความใจดี คือ การไม่ถามว่า “เขาสมควรได้รับไหม?”​ความใจดีคือ“การช่วยให้คนกลับมายืนได้อีกครั้ง”น่าประทับใจ ที่ชาวสะมาเรียในเรื่องนี้ เป็นคนใจดีมีความรักที่มองเห็นความเจ็บปวด ในตัวผู้อื่น (แม้แต่กับคนยิวในเรื่องนี้ ที่ปกติมักจะดูถูกคนสะมาเรียในเรื่องเชื้อชาติอยู่แล้ว)ในขณะที่คนยิวที่เป็นผู้เชี่ยวชาญธรรมบัญญัติในเรื่องนี้ พยายามหาเรื่องแก้ตัวที่จะแสดงความเมตตาต่อเพื่อนบ้าน โดยทำเป็นซื่อตาใส ถามโพล่งขึ้นมาว่า“ใครเป็นเพื่อนบ้านของฉัน?“หรือ”ใครคู่ควรกับความใจดีของฉัน?“(Who deserves my kindness?)ชาวสะมาเรียผู้นี้ กลับมีท่าทีที่แตกต่างกัน เขาตอบสนองด้วยท่าทีและการกระทำที่สื่อว่า“ฉันจะเป็นเพื่อนบ้านของใครได้บ้าง?” หรือ”ฉันจะแสดงความใจดีต่อใครได้บ้าง?(Whom can I show kindness to?)และปิดท้าย พระเยซู พระองค์ไม่ได้บอกเพียงว่าให้เรา“จงรู้ในเรื่องนี้ “หรือ “จงเข้าใจเรื่องนี้” แต่ตรัสกำชับว่า“จงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด!” ~ลูกา 10:37พี่น้องที่รักวันนี้ ให้เรามองให้เห็น และรีบออกไปทำในสิ่งที่พระคริสต์ทรงบัญชาให้เรากระทำ คือ ไปแสดงความเมตตากรุณา หรือ ความใจดี ต่อใครบางคนที่กำลังเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานอยู่ตรงหน้าของเรา แต่เราต้องตระหนักไว้ว่า“ความใจดีที่แท้จริงนั้น มีต้นทุน เพราะว่าความรักคือการเต็มใจจ่ายราคา!“(True kindness costs something, because love is willing to pay a price.)และคุณ พร้อมที่จะจ่ายราคาที่ได้กล่าวมานั้น…แล้วหรือยัง?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 9กันยายน2026(ตอนที่ 162ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน อย่าปล่อยให้เวลาหมด Ep.1737

    Play Episode Listen Later Sep 8, 2026 5:53


    พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าปล่อยให้เวลาหมด Ep.1737พระเจ้าทรงเตือนประชากรของพระองค์อย่างชัดเจน และบางครั้งพระองค์ทรงใช้ภาพที่มองเห็นได้เพื่อให้เข้าใจถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เยเรมีย์ 19:10-13 พระเจ้าทรงใช้เยเรมีย์เตือนผู้นำของประชาชน และผู้นำทางศาสนา ด้วยการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่ทำให้คำเตือนของพระเจ้าปรากฏต่อหน้าต่อตาพวกเขา จนพวกเขาอ้างไม่ได้ว่า เราไม่เคยได้รับคำเตือน'“แล้วเจ้าจงทำเหยือกให้แตกต่อหน้าต่อตาคนที่ไปกับเจ้านั้น และจงกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า ‘พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสดังนี้ว่า เราจะให้ชนชาตินี้และชาวเมืองนี้แตก เช่นเดียวกับที่คนทำให้ภาชนะของช่างหม้อแตกจนซ่อมแซมไม่ได้อีก เขาจะฝังคนไว้ในโทเฟท จนไม่มีที่ให้ฝังอีก ' เยเรมีย์ 19:10-11พระเจ้าทรงใช้ภาพของการทุบเหยือกประกาศการพิพากษา พระเจ้าทรงบอกว่ายูดาห์และเยรูซาเล็มจะประสบกับการแตกสลายเหมือนเหยือกที่ถูกทุบจนแตกไม่สามารถซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิมได้อีก คำว่า ‘ซ่อมแซมไม่ได้' ในภาษาเดิมมีความหมายเกี่ยวกับการรักษาหรือเยียวยา ภาพนี้สื่อว่า ภาชนะนั้นเสียหายจนไม่อาจทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ นี่เป็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างบทที่ 18 เราเห็นช่างหม้อสามารถนำภาชนะที่เสียอยู่ในมือของเขามาปั้นใหม่ได้ แต่ในบทที่ 19 พระเจ้าทรงใช้ภาพของเหยือกที่ถูกทำให้แตกจนไม่สามารถทำให้กลับคืนสภาพเดิมได้อีก นี่กำลังสื่อถึงการพิพากษาที่กำลังจะเกิดขึ้นกับยูดาห์ ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่า พระเจ้าไม่มีพระคุณแล้ว เพราะถ้าเราดูกันต่อไป พระเจ้าจะฝกล่าวถึงการฟื้นฟูประชากรของพระองค์ในบทต่อไป ในบริบทนี้การพิพากษาที่พระเจ้าทรงประกาศไว้จะเกิดขึ้นจริง เพราะพวกเขายังคงกบฏ ไม่เชื่อฟัง และไม่กลับใจ ขอพวกเราอย่าคิดว่าการกลับใจเป็นสิ่งที่เราจะทำเมื่อไรก็ได้ เราไม่ควรปล่อยให้หัวใจแข็งกระด้างขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเราก็คิดว่า วันหนึ่งค่อยกลับมาก็ได้'พระยาห์เวห์ตรัสว่า เราจะทำดังนี้แก่ที่นี้ และแก่ชาวเมืองนี้ ทำเมืองนี้ให้เหมือนโทเฟท ' เยเรมีย์ 19:12โทเฟท เป็นสถานที่ในหุบเขาเบนฮินโนม เป็นที่ที่เกี่ยวข้องกับการนมัสการพระอื่นด้วยการการถวายบุตรเป็นเครื่องบูชา สถานที่นี้เป็นพื้นที่แห่งการทำสิ่งที่พระเจ้าเกลียดชัง จะกลายเป็นสถานที่ของการพิพากษา พระเจ้าตรัสว่าเยรูซาเล็มจะมีสภาพเหมือนโทเฟท นี่หมายความว่า เยรูซาเล็มที่เป็นศูนย์กลางแห่งการนมัสการพระเจ้า จะกลายเป็นเหมือนโทเฟท คือกลายเป็นที่ที่เป็นมลทินและต้องถูกรับการพิพากษา และพระเจ้าทรงเปิดเผยถึงเหตุผลในข้อต่อไป'บรรดาบ้านแห่งเยรูซาเล็ม และราชวังทั้งหลายแห่งบรรดากษัตริย์ยูดาห์ คือบรรดาบ้านที่บนหลังคานั้น เขาเผาเครื่องหอมให้แก่บรรดาบริวารแห่งฟ้าสวรรค์ และเทเครื่องดื่มถวายแก่พระอื่น จะเป็นมลทินเหมือนสถานโทเฟท' ” ' เยเรมีย์ 19:13การกระทำสิ่งที่น่าเกลียดชังนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโทเฟทเท่านั้น แต่เข้าไปถึงบนหลังคาบ้านและหลังคาพระราชวัง ที่นั่นเองพวกเขานมัสการบรรดาบริวารแห่งฟ้าสวรรค์ ซึ่งในบริบทนี้เกี่ยวข้องกับการนมัสการดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวบนท้องฟ้า และพวกเขายังถวายเครื่องดื่มแก่พระอื่น เมื่อมนุษย์ละทิ้งพระเจ้า รูปเคารพก็สามารถเข้าไปอยู่ในทุกพื้นที่ของชีวิตได้ วันนี้เรามีสิ่งใดที่เราให้ความสำคัญกว่าพระเจ้าไหมครับ พระธรรมตอนนี้ไม่ได้เพียงเตือนเราว่า บาปมีผลตามมา แต่กำลังเรียกเราให้ตอบสนองต่อพระเจ้าก่อนที่หัวใจของเราจะชินกับการไม่เชื่อฟังพระองค์'จงแสวงหาพระยาห์เวห์ ขณะที่จะพบพระองค์ได้ จงทูลพระองค์ ขณะที่พระองค์ทรงอยู่ใกล้ ให้คนอธรรมละทิ้งทางของเขา และคนชั่วละทิ้งความคิดของเขา ให้เขากลับมายังพระยาห์เวห์ และพระองค์จะทรงเมตตาเขา และมายังพระเจ้าของพวกเรา เพราะพระองค์ทรงมีการอภัยอย่างเหลือล้น ' อิสยาห์ 55:6-7พระเจ้าทรงเตือนเราเพราะพระองค์ต้องการให้เรากลับมาหาพระองค์ เมื่อเราได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าแล้ว อย่าให้ใจของเราแข็งกระด้าง และอย่าคิดว่าเรายังมีเวลาเสมอ ขอให้เราเปิดใจต่อพระเจ้า และพระวจนะของพระองค์ สำรวจชีวิตของเรา และถ้ามีสิ่งใดที่พระองค์กำลังเตือนเรา ขอให้เราอย่าแค่ได้ยิน แต่ให้เรากลับใจและพร้อมที่จะเชื่อฟังพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่161) คุณเป็นคนใจดีแบบนี้ไหม?(1)

    Play Episode Listen Later Sep 7, 2026 5:05


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่161)คุณเป็นคนใจดีแบบนี้ไหม?(1)“เขาทูลตอบว่า “คือคนนั้นแหละที่แสดงความเมตตาต่อเขา” พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้น””~ลูกา 10:37 THSV11“The expert in the law replied, “The one who had mercy on him.” Jesus told him, “Go and do likewise.””~Luke 10:37 NIVคุณเคยได้ยินคำเตือนดังนี้หรือไม่ว่า“อย่าปล่อยให้ความเร่งรีบของชีวิต ทำให้เราไม่มีเวลาหยุดเพื่อช่วยคนที่กำลังเจ็บปวด?”(Never let the busyness of life leave you without time to stop for someone who is hurting.)ในพระคัมภีร์มีเรื่องเตือนสติเกี่ยวกับรื่องนี้ อยู่เรื่องหนึ่งซึ่ง ดังนี้​ผู้เชี่ยวชาญบัญญัติคนหนึ่งยืนขึ้นทดสอบพระเยซู​เขาทูลถามพระเยซูว่า“ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจะต้องทำอะไรเพื่อจะได้รับชีวิตนิรันดร์?” ​พระเยซูตรัสตอบว่า “ในธรรมบัญญัติเขียนว่าอย่างไร? ท่านอ่านแล้วเข้าใจอย่างไร?” ​ผู้เชี่ยวชาญบัญญัติทูลตอบว่า“พวกท่าน1).จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่านด้วยสุดใจของท่าน ด้วยสุดจิตของท่าน ด้วยสุดกำลังของท่าน และด้วยสุดความคิดของท่าน และ2).จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” ​พระเยซูจึงตรัสกับผู้เชี่ยวชาญบัญญัติคนนั้นว่า “ท่านตอบถูกแล้ว จงไปทำอย่างนั้นแล้วจะได้ชีวิต”~ลูกา 10:25~28 THSV11ความจริงทุกอย่างน่าจะจบลงตรงนี้แล้ว!แต่ผู้เชี่ยวชาญบัญญัติคนนั้น กลับทำให้เรื่องยาวโดยถามคำถามที่ไม่น่าจะถามต่อไปว่า“แต่คนนั้นต้องการจะรักษาหน้า จึงทูลพระเยซูว่า “ใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า?””~ลูกา 10:29 THSV11เป็นเหตุให้พระเยซูต้องตรัสเล่าอุปมาเรื่องหนึ่ง เพื่ออธิบายขยายความให้หมดข้อสงสัยอีกต่อไปว่า​ชายคนหนึ่งลงจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังเมืองเยรีโค ​ชายคนนั้นถูกพวกโจรปล้น​ พวกโจร1).แย่งชิงเสื้อผ้าของเขา 2 ).ทุบตีเขา 3).ทิ้งเขาไว้ในสภาพที่เกือบจะตายแล้ว เผอิญมี​ปุโรหิตคนหนึ่ง1).เดินมาตามทางนั้น 2).เห็นคนนั้นแล้วก็เดินเลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง ​คนเลวีก็เหมือนกัน เมื่อ1).มาถึงที่นั่นและ2).เห็นแล้วก็เลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง แต่เมื่อ​ชาวสะมาเรียคนหนึ่ง1).เดินทางผ่านมาใกล้คนนั้น 2).เห็นแล้วก็มีใจสงสาร 3).จึงเข้าไปหาเขา 4).เอาเหล้าองุ่นกับน้ำมันเทใส่บาดแผล5).เอาผ้ามาพันให้ แล้ว6).ให้เขาขึ้นขี่สัตว์ของตนเอง7).พามาถึงโรงแรม และ8).ดูแลรักษาพยาบาลเขา วันรุ่งขึ้นก่อนจะไป เขา9).เอาเงินสองเดนาริอันให้กับเจ้าของโรงแรม 10).บอกเจ้าของโรงแรมว่า‘ช่วยรักษาเขาด้วย สำหรับเงินที่ต้องเสียเกินกว่านี้จะใช้ให้เมื่อกลับมา' พระเยซูถามคนฟังว่า“ท่านเห็นว่าในสามคนนั้นคนไหน ถือได้ว่าเป็นเพื่อนบ้านของคนที่ถูกปล้น?” พวกเขาทูลตอบว่า“คือคนนั้นแหละที่แสดงความเมตตาต่อเขา” พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า“ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้น!””~ลูกา 10:30-37 THSV11วันนี้ คุณเป็นเหมือนคนไหน ใน3คนนี้?​ปุโรหิต​คนเลวี​ชาวสะมาเรีย?คุณเคยเป็นเหมือนชายที่ถูกปล้นและทำร้ายหรือไม่?แล้วคุณได้พบกับใคร ในยามที่คุณถูกทำร้าย ชิงทรัพย์จนบาดเจ็บ?คุณรู้สึกอย่างไร?คุณจำได้หรือไม่ว่า ในชีวิตนี้ ใครเป็นคนใจดี(เมตตากรุณา)ต่อคุณมากที่สุด?เขาทำอะไรให้แก่คุณบ้าง?พี่น้องที่รักขอให้เรามาเป็นคนใจดี ที่รักเพื่อนบ้านของตนโดยไม่เรียกร้องสิ่งใดเป็นการตอบแทนโดยตระหนักว่า“ความใจดีไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ แค่ขอให้จริงใจและเกิดขึ้นในเวลาที่ใครบางคนต้องการ เพราะนั่นคือสิ่งที่มีความหมายและก็มีคุณค่าอย่างมหาศาล!”(Kindness doesn't have to be great; when it is sincere and comes at the right time, it can mean everything.)…จะดีไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 8กันยายน2026(ตอนที่ 161ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต. ตอน อย่ารอจนสายเกินไป Ep.1736

    Play Episode Listen Later Sep 7, 2026 5:35


    พระธรรมนำชีวิตตอน อย่ารอจนสายเกินไป Ep.1736การพิพากษาของพระเจ้าไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีคำเตือน พระเจ้าทรงเตือนประชาชนของพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่า พระองค์ทรงเรียกให้พวกเขากลับใจ แต่เมื่อมนุษย์ปฏิเสธพระเจ้าและดื้อรั้นต่อพระองค์อย่างต่อเนื่อง การพิพากษาก็ย่อมมาถึง เยเรมีย์ 18–19 เราเห็นลำดับเหตุการณ์ที่ชัดเจน พระเจ้าทรงเรียกให้พวกเขากลับใจ แต่ประชาชนปฏิเสธ พระองค์ทรงเตือนพวกเขา แต่พวกเขายังคงดื้อรั้น พวกเขาวางแผนทำร้ายต่อต้านคนของพระเจ้า พวกเขาหันไปนมัสการรูปเคารพ หลั่งเลือดผู้บริสุทธิ์ และถวายลูกแก่พระอื่น เยเรมีย์ 19:7–9 พระเจ้าทรงประกาศผลของการกบฏนั้น'และในสถานที่นี้ เราจะทำให้แผนงานของยูดาห์และเยรูซาเล็มสูญสิ้นไป และจะทำให้เขาทั้งสองล้มลงด้วยดาบ ต่อหน้าศัตรูของพวกเขา และด้วยมือของบรรดาผู้ที่แสวงหาชีวิตของเขา เราจะให้ศพของพวกเขาเป็นอาหารของนกในอากาศ และสัตว์บนแผ่นดินโลก ' เยเรมีย์ 19:7พระเจ้าตรัสว่า พระองค์จะทรงทำให้แผนงานของยูดาห์และเยรูซาเล็มสูญสิ้นไป พวกเขาอาจมีแผน มีความมั่นใจ และคิดว่าตนเองสามารถกำหนดอนาคตได้ แต่แผนงานของมนุษย์ที่สวนทางกับพระเจ้า ไม่สามารถช่วยพวกเขาให้พ้นจากการพิพากษาของพระเจ้าได้คำว่า สูญสิ้นไป ในภาษาเดิมมีความหมายความ ทำให้ว่างเปล่า หรือทำให้สูญสิ้น ซึ่งตรงนี้เป็นการเล่นคำกับข้อ 1 ที่พูดถึงเหยือกดิน แผนที่มนุษย์วางไว้ แม้แต่แผนงานการทำร้ายเยเรมีย์ 18:18 ก็จะสูญสิ้นไป ชีวิตของเราวางใจในอะไร ในแผนงานของเราเองมากกว่าที่จะเชื่อฟังพระเจ้าหรือเปล่าครับ'และเราจะทำให้เมืองนี้เป็นที่น่าหวาดหวั่น เป็นสิ่งที่ถูกเยาะเย้ย ทุกคนที่ผ่านไปจะหวาดหวั่น และจะเยาะเย้ยความหายนะทั้งสิ้นของเขา ' เยเรมีย์ 19:8เมืองนี้ หมายถึง เยรูซาเล็ม พวกเขาอาจคิดว่าการเป็นประชากรของพระเจ้า และการมีพระวิหารอยู่ท่ามกลางพวกเขา จะทำให้เยรูซาเล็มปลอดภัย การมีชื่อว่าเป็นประชากรของพระเจ้า มีพระวิหาร หรือมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกับพระเจ้า นั้นไม่สามารถทดแทนการเชื่อฟังพระองค์ได้ สำหรับพวกเรา เราอาจเป็นคริสเตียนมานาน รับใช้พระเจ้าและอยู่ในคริสตจักรของพระองค์ เราต้องตรวจสอบชีวิตของเราอยู่เสมอ เพราะพระเจ้าไม่ได้สนพระใจเพียงสิ่งที่เราทำภายนอก แต่พระองค์ทรงมองเห็นหัวใจและการใช้ชีวิตของเราด้วย'และเราจะทำให้พวกเขากินเนื้อของบุตรชาย และบุตรหญิงของตน และทุกคนจะกินเนื้อของเพื่อนของตน ในการที่ถูกล้อมและทุกข์ใจ คือที่ซึ่งศัตรูของเขาและผู้ที่แสวงหาชีวิตของเขา ได้ข่มใจเขาทั้งหลาย' ' เยเรมีย์ 19:9ความทุกข์ใจและสภาพที่เกิดขึ้นนั้นเกิดเพราะความดื้อรั้น และการไม่กลับมาหาพระเจ้า การถูกล้อมนั้นทำให้เกิดความอดอยากที่รุนแรงที่สุด จนผู้คนตกอยู่ในความทุกข์ใจ สิ่งนี้สอดคล้องกับคำเตือนที่พระเจ้าเคยประทานไว้ให้ในธรรมบัญญัติทั้งเลวีนิติ และเฉลยธรรมบัญญัติ บาปและความดื้อรั้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งกับตัวเองและทุกคนในสังคม อย่าคิดว่าการอะลุ่มอล่วยให้กับบาปเล็ก ๆ จะไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น บาปที่เราปล่อยไว้โดยไม่จัดการ มันจะค่อย ๆ เติบโตและนำเราให้เราออกห่างจากพระเจ้ามากขึ้น พระเจ้าทรงเตือนเราไม่ใช่เพื่อให้เรากลัวเท่านั้น แต่เพื่อให้เราหยุดเราและนำให้เรากลับใจในขณะที่ยังมีโอกาส'เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา และเราเป็นประชากรแห่งทุ่งหญ้าของพระองค์ และเป็นแกะแห่งพระหัตถ์ของพระองค์วันนี้ ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ อย่าให้จิตใจกระด้างกระเดื่อง อย่างที่เมรีบาห์ อย่างวันที่มัสสาห์ในถิ่นทุรกันดาร ' สดุดี 95:7-8หากพระเจ้ากำลังเตือนเรา ขอเราอย่าผลัดวันประกันพรุ่งในการกลับใจ เพราะบาปที่เราไม่จัดการ มันจะพัฒนาให้ใจของเราแข็งกระด้างและห่างจากพระองค์มากขึ้น พระเจ้าทรงเมตตาและทรงเรียกเราให้กลับมาหาพระองค์ วันนี้ และเดี๋ยวนี้ เป็นสิ่งที่เราต้องตอบสนองต่อพระสุรเสียงของพระเจ้าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่160) สัมพันธภาพมีไว้ให้รักษา!

    Play Episode Listen Later Sep 6, 2026 6:01


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่160)สัมพันธภาพมีไว้ให้รักษา!“จงพยายามรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่มาจากพระวิญญาณนั้นโดยมีสันติภาพเป็นเครื่องผูกพัน”~เอเฟซัส 4:3 THSV11“Make every effort to keep the unity of the Spirit through the bond of peace.”~Ephesians 4:3 NIVชีวิตคริสเตียนเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ คือ ความสัมพันธ์​ระหว่างเรากับพระเจ้า ​ระหว่างเรากับคนอื่นๆ1).กับผู้ร่วมเชื่อในพระคริสต์เหมือนกัน~ที่เรียกว่า “พี่น้อง” หรือ “กันและกัน” 2).กับคนทั่วไปที่ไม่ได้เชื่อในพระคริสต์~ที่เรียกว่า “เพื่อนบ้าน” หรือ “คนทั้งหลาย“"ความสัมพันธ์" หรือ ”Relationships"ระหว่างกันฉันพี่น้องนี้ เป็นสัมพันธภาพที่ผูกพันเราให้เป็นหนึ่งเดียวกันโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เกิดจากการที่พระเยซูคริสต์ยอมถูกตรึงตายบนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปมนุษย์ทุกคนที่กลับใจยอมรับพระคุณนั้นด้วยความเชื่ออ.เปาโล กำชับว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เชื่อต้องเป็น“สัมพันธภาพ”(Relationships)แห่งความเป็น“น้ำหนึ่งใจเดียวกัน”(unity)ที่ทุกคนต้องร่วมกันรักษาไว้ให้คงอยู่ตลอดไปแล้ว ลักษณะความสัมพันธ์ของคริสเตียนที่พระเจ้าทรงประสงค์นั้น มีลักษณะอย่างไร?​Respect ~ให้เกียรติแก่กัน​Reliability ~ทำตัวแบบไว้วางใจเชื่อถือกันได้​Responsibility ~มีความรับผิดชอบต่อกันในการรักษาไว้​Risk-พร้อมเสี่ยงเพื่อกันด้วยความรัก​Resilience~อดทนอดกลั้นต่อกันและพร้อมลุกขึ้นมาใหม่โดยเร็ว​Rejoice~มีความชื่นชมยินดีในกันและกัน​Refresh ~ชูจิตให้กำลังใจแก่กัน​Repentance ~กลับใจในทันทีเมื่อทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อกัน​Reconciliation ~คืนดีต่อกันให้ไว​Restart~เริ่มต้นใหม่และให้โอกาสแก่กันในเริ่มต้นอีกครั้ง​Reward~ให้รางวัลและคำชมเชยแก่คนที่ทำดีเมื่อมีโอกาสพี่น้องที่รักขอให้เราตระหนักว่าความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน นี้เป็นความสัมพันธ์ที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงขอให้เราจริงจังกับการพยายามรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนี้ไว้อย่างสุดกำลัง ทั้ง1).ในคริสตจักร และ2).ในทีมงานที่รับใช้ด้วยกันอย่าให้เรารับใช้จนทะเลาะกันจนอยู่ร่วมกันไม่ได้ และต้องหนีออกจากคริสตจักรของตนเองไปอย่างไม่สมควรคำเตือน ก็คือ อย่าให้เรามุ่งรับใช้จนปล่อยให้ความแตกต่าง ความแตกแยกหรือเหตุผลใดๆ มาทำลายสัมพันธภาพแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันที่พระวิญญาณประทานให้ เป็นอันขาดขอให้เราตระหนักไว้เสมอว่า“ความเป็นหนึ่งเดียวไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีความแตกต่าง แต่หมายความว่าความแตกต่างเหล่านั้นจะต้องไม่ทำลายความรักของเรา!”(Unity does not mean we have no differences; it means our differences will not destroy our love.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 7กันยายน2026(ตอนที่ 160ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ขอทรงตรวจสอบ Ep.1735

    Play Episode Listen Later Sep 6, 2026 5:25


    พระธรรมนำชีวิต ตอน ขอทรงตรวจสอบ Ep.1735พระเจ้าของเราทรงชอบธรรมเสมอ และพระอธิปไตยของพระองค์ไม่มีผู้ใดสามารถโต้แย้งได้ ภายใต้พันธสัญญาพระเจ้าทรงประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า การเชื่อฟังนำไปสู่พระพร ส่วนการกบฏและไม่เชื่อฟังนำไปสู่การพิพากษา เยเรมีย์ 19:4–6 เป็นการเปิดเผยเหตุผลของการพิพากษาที่กำลังจะมาถึง'เพราะว่าพวกเขาได้ละทิ้งเรา และได้ทำให้สถานที่นี้เป็นมลทิน ด้วยการเผาเครื่องหอมในที่นี้เพื่อบูชาแก่พระอื่นๆ ซึ่งตัวเขาเอง หรือบรรพบุรุษของเขา หรือบรรดาพระราชาของยูดาห์ไม่รู้จัก และเพราะเขาได้ทำให้สถานที่นี้เต็มด้วยโลหิตของผู้ไร้ความผิด ' เยเรมีย์ 19:4ต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดคือ การละทิ้งพระเจ้าผู้ที่เขารู้จัก เพราะพระองค์ทรงพันธสัญญากับอับราฮัม และนำพวกเขาออกจาการเป็นทาสในอียิปต์ คนยูดาห์ละทิ้งพระเจ้าไปบูชาพระอื่นที่พวกขาไม่รู้จัก คำว่า ‘พระอื่นๆ ที่เขาไม่รู้จัก' ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาไม่เคยได้ยินชื่อพระเหล่านั้น แต่หมายถึงพระเหล่านั้นไม่ใช่พระเจ้าที่มีพันธสัญญาหรือช่วยเหลือพวกเขาเหมือนพระยาห์เวห์ พวกเขากลับละทิ้งพระเจ้าผู้ทรงสำแดงความรักเมตตากับเขา แล้วหันไปนมัสการพระอื่น นั่นคือสิ่งที่ทำให้สถานที่นี้ซึ่งควรจะอยู่ภายใต้พระเจ้า กลายเป็นสถานที่ที่มีมลทินจากการนมัสการรูปเคารพและการทำให้โลหิตของผู้ไร้ความผิดตกบนแผ่นดิน'และได้สร้างปูชนียสถานสูงสำหรับพระบาอัล เพื่อจะเผาบุตรชายของเขาเสียในไฟ เป็นเครื่องบูชาเผาทั้งตัวแด่พระบาอัล ซึ่งเราไม่ได้บัญชาหรือกล่าวถึง หรือได้นึกในใจของเรา ' เยเรมีย์ 19:5คนยูดาห์ได้สร้างแท่นบูชาแก่พระบาอัล เผาลูกตัวเองถวายแด่พระอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าห้าม การละทิ้งพระเจ้านั้นส่งผลถึงการใช้ชีวิตของเราด้วย ในข้อ 5 พระเจ้าตรัสว่า ซึ่งเราไม่ได้บัญชาหรือกล่าวถึง หรือได้นึกในใจของเรา สิ่งที่คนยูดาห์ทำนั้นไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชา และพระเจ้าไม่ได้อนุญาตให้พวกเขานำการถวายลูกมาเผาถวายเป็นเครื่องบูชา รูปเคารพอาจดูเหมือนสิ่งที่ทำให้เรามั่นคงหรือสิ่งที่เราต้องการ แต่ในที่สุดมันกลับเรียกร้องให้เรายอมสละสิ่งที่มีค่ามากที่สุดเพื่อมัน แต่พระเจ้าผู้ทรงเที่ยงแท้ พระองค์ทรงเป็นผู้ประทานพระเยซูคริสต์พระบุตรองค์เดียวมาเพื่อช่วยให้เราพ้นจากความบาป ขอให้เราสำรวจใจของเราว่า มีอะไรที่กำลังเข้ามาแทนที่พระเจ้าในชีวิตของเราไหม? ความตั้งใจดีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้พระเจ้าพอพระทัยนะครับ ขอให้ชีวิตของเราจะอยู่ภายใต้พระประสงค์ของพระเจ้าไม่ใช่อยู่ภายใต้ความคิดของเรา'ฉะนั้น พระยาห์เวห์ตรัสว่า นี่แน่ะ วันเวลาจะมาถึง เมื่อสถานที่นี้จะไม่มีใครเรียกชื่อว่าโทเฟท หรือหุบเขาเบนฮินโนมอีก แต่จะเรียกว่า หุบเขาแห่งการฆ่า ' เยเรมีย์ 19:6พระเจ้าทรงประกาศคำพิพากษาว่า สถานที่ที่พวกเขาเคยใช้ทำสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง จะกลายเป็นที่ที่ทำให้เห็นผลของการพิพากษาของพระเจ้า พระเจ้าทรงประกาศว่า หุบเขาเบนฮินโนมจะถูกเรียกว่า หุบเขาแห่งการฆ่า นี่เตือนใจเราว่า การละทิ้งพระเจ้าไม่ใช่เรื่องเล็ก ขอให้เราตรวสอบใจของเราอยู่เสมอว่า มีสิ่งใดที่เรากำลังรัก ทุ่มเท และให้คุณค่ากับมัน จนมันเป็นสิ่งที่มาควบคุมชีวิตของเรามากกว่าพระเจ้าหรือเปล่า'ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงตรวจค้นข้าพระองค์และทรงรู้จักจิตใจของข้าพระองค์ ขอทรงทดสอบข้าพระองค์และทรงรู้จักความคิดของข้าพระองค์ และขอทอดพระเนตรว่ามีทางชั่วใดๆ ในข้าพระองค์หรือไม่ และขอทรงนำข้าพระองค์ไปในทางนิรันดร์' สดุดี 139:23-24กษัตริย์ดาวิดเองก็อธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงตรวจค้นจิตใจของท่าน และเปิดเผยว่ามีทางชั่วใดอยู่ในตัวท่านหรือไม่ ให้เราขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าตรวจสอบหัวใจของเรา และทรงโปรดช่วยเราให้เห็นสิ่งที่กำลังเข้ามาแทนที่พระเจ้า ขอให้เรากลับใจจากสิ่งเหล่านั้น และกลับมารัก นมัสการ เชื่อฟังพระเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด ขออย่าให้เรารอจนกว่าจะเห็นผลของบาปแล้วจึงค่อยกลับมาหาพระเจ้า แต่ขอให้เรากลับใจตั้งแต่วันนี้เลย เพราะพระเจ้าทรงเตือนเราเพื่อให้เราหันกลับมาหาพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    พระธรรมนำชีวิต ตอน พร้อมไหม? Ep.1734

    Play Episode Listen Later Sep 6, 2026 5:05


    พระธรรมนำชีวิตตอน พร้อมไหม? Ep.1734เรื่องราวในเยเรมีย์ 19 แม้จะเป็นคนละเหตุการณ์กับบทที่ 18 แต่ก็มีความเชื่อมโยงกัน ในตอนที่แล้วพูดถึงดินเหนียวที่อยู่ในมือของช่างหม้อ ซึ่งภาชนะที่กำลังทำเสียไป ช่างหม้อก็ปั้นมันขึ้นใหม่ตามที่เขาเห็นว่าดี เยเรมีย์ 19:1-3 พระเจ้าทรงกำหนดอย่างชัดเจนว่า เยเรมีย์ต้องทำอะไร ต้องพาใครไป และต้องไปที่ไหน ซึ่งเมื่อเยเรมีย์ฟังพระเจ้าแล้ว เขาก็เชื่อฟังทำตามทุกประการ'พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “จงไปซื้อเหยือกดินของช่างหม้อมาลูกหนึ่ง แล้วพาผู้ใหญ่บางคนของประชาชนและปุโรหิตอาวุโสบางคน ไปที่หุบเขาเบนฮินโนม ตรงทางเข้าประตูกองเศษหม้อ และที่นั่นจงป่าวร้องถ้อยคำที่เราบอกเจ้าไว้ ' เยเรมีย์ 19:1-2คำว่า พระเจ้าตรัสดังนี้ คือรูปแบบที่เกิดขึ้นเสมอในพระธรรมเล่มนี้ เพื่อยืนยันว่า ถ้อยคำนี้ไม่ได้มาจากความคิดเห็นส่วนตัวของเยเรมีย์ แต่เป็นพระเจ้าที่ตรัสเอง พระเจ้าสั่งให้เยเรมีย์อย่างชัดเจนว่าให้ไปซื้อหม้อจากช่างหม้อ พระเจ้าทรงให้เยเรมีย์พาผู้ใหญ่บางคนของประชาชนและปุโรหิตอาวุโสบางคนไปด้วย เพื่อให้พวกเขาได้ยินคำประกาศของพระเจ้าโดยตรง นี่เป็นการประกาศพระวจนะและคำเตือนเรื่องการพิพากษาทั้งต่อหน้าผู้นำของประชาชนและผู้นำทางศาสนา พระเจ้าระบุอย่างเจาะจงว่าให้พาไปที่หุบเขาเบนฮินโนม ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเยรูซาเล็ม ถ้าเราย้อนไปดูใน 2 พงศ์กษัตริย์เราจะพบว่า ที่นี่เป็นที่บูชายัญลูกแด่พระโมเลคของกษัตริย์มนัสเสห์ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าบัญญัติไว้ว่าห้ามทำ พระเจ้าตรัสว่า “จงป่าวร้องถ้อยคำที่เราบอกเจ้าไว้”'เจ้าจงว่า ‘ขอทรงฟังพระวจนะของพระยาห์เวห์ ข้าแต่บรรดากษัตริย์แห่งยูดาห์ และชาวกรุงเยรูซาเล็ม พระยาห์เวห์จอมทัพพระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ เราจะนำเหตุร้ายมาถึงสถานที่นี้ อย่างที่หูของทุกคนที่ได้ยินจะอื้อไป ' เยเรมีย์ 19:3ฟัง คำนี้คือ คำว่า เชมาร์ ซึ่งหมายถึงการได้ยินและเอาใจใส่ และเกี่ยวข้องกับการตอบสนองด้วยการเชื่อฟัง ปัญหาของคนยูดาห์คือพระเจ้าตรัส แต่พวกเขาไม่ยอมฟัง ลองกลับมาถามตัวเองว่า เราก็เป็นแบบนี้ด้วยหรือเปล่า คือได้ยินเสียงเตือนของพระเจ้า ฟังคำเทศนาแล้ว อ่านพระคัมภีร์แล้ว แต่ถ้าเราก็ยังเลือกที่จะไม่สนใจ ไม่กลับใจ ยังคงใช้ชีวิตอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า สำหรับคนยูดาห์พระเจ้าตรัสอย่างชัดเจนว่า พระองค์จะนำเหตุร้ายมา ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงมากจนหูของทุกคนที่ได้ยินจะอื้อไป สำนวนนี้สื่อถึงความตกตะลึงและสยดสยองอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นการเตือนของพระเจ้าไม่ได้มีเพื่อทำให้หวาดกลัวเท่านั้น แต่ทรงเตือนเพราะบาปที่ทำนั้นจะผลตามมาจริง ๆการปฏิเสธพระเจ้าอย่างต่อเนื่องจะนำตัวเองเจ้าสู่การพิพากษา ขอให้เราคิดไว้เสมอว่า ทุกการเลือกของเราจะมีผลตามมาเสมอ การเลือกที่จะดื้อดึงต่อพระเจ้าก็มีผลต่อชีวิตของเราอย่างแน่นอน'บุคคลที่ถูกตักเตือนบ่อยๆ แต่ยังแข็งคอ ประเดี๋ยวคอจะหัก รักษาไม่ได้ ' สุภาษิต 29:1 TH1971พระเจ้ากำลังเตือนเราผ่านถ้อยคำของพระเจ้าในเรื่องที่เรารู้อยู่แล้วว่าไม่ถูกต้อง แต่เรากลับพยายามหาเหตุผลที่จะทำมันต่อไป ซึ่งเราก็รู้นะว่า เราต้องกลับใจหันหลังให้บาปนั้น แต่เรากลับใช้พระคุณเป็นเหตุผลให้พูดว่า เดี๋ยวก่อนอยู่เสมอไหมครับ หรือเมื่อเราได้ยินพระวจนะของพระเจ้าอย่างชัดเจน แต่เรากลับเลือกที่จะฟังบางสิ่งที่เราอยากฟัง สุภาษิตเตือนให้เรากลับใจ หยุดดื้อรั้นทำคอแข็ง เราต้องไม่คิดว่า เราจะมีโอกาสกลับใจเมื่อไรก็ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าพรุ่งรี้ตะเป็นอย่างไร การดื้อดึงต่อพระเจ้าอย่างต่อเนื่องย่อมนำไปสู่การพิพากษา ขอให้เราจะไม่ใช้โอกาสแห่งพระคุณอย่างไร้ค่า เพราะพระคุณของพระเจ้าเป็นสิ่งที่เราไม่ควรได้รับ แต่พระคุณของพระเจ้าสำแดงอย่างชัดเจนผ่านการที่พระเยซูคริสต์ผู้ทรงสละพระองค์เองเพื่อไถ่บาปของเรา พระคุณไม่ได้หมายความว่า เราสามารถทำบาปต่อไปโดยคิดว่าจะไม่เป็นไร เพราะพระเจ้าทรงให้อภัย และพระคุณนั้นเรียกเราให้กลับใจและหันกลับมาหาพระองค์ เมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้เรากลับใจและเปลี่ยนแปลง ขอให้เราพร้อมที่จะกลับใจทันที ขอให้เราไม่เพียงแต่ได้ยิน แต่ให้เรามีใจที่พร้อมจะเชื่อฟังพระองค์ด้วยครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่159) สัมพันธภาพของคนในคริสตจักร ควรเป็นอย่างไร?

    Play Episode Listen Later Sep 5, 2026 5:05


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่159)สัมพันธภาพของคนในคริสตจักร ควรเป็นอย่างไร?“เพราะว่าเราเป็นอวัยวะของพระกายของพระองค์”~เอเฟซัส 5:30 THSV11“for we are members of his body.”~Ephesians 5:30 NIVพระธรรมข้อนี้ลึกซึ้งมาก โดยเฉพาะเมื่อมองในเรื่อง“ความสัมพันธ์ของคนในคริสตจักร!” เพราะอ.เปาโลกำลังใช้ภาพของ “พระกาย” เพื่ออธิบายถึง “คริสตจักร” หรือ“ชุมชนของผู้เชื่อที่เป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์”อ.เปาโลสอนว่า คริสเตียนไม่ได้เป็นผู้เชื่อที่อยู่คนเดียว แต่เราล้วนมีความสัมพันธ์ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันในพระคริสต์อ.เปาโลก็ใช้ภาพ “ร่างกายมนุษย์” อธิบายความสัมพันธ์เช่นเดียวกันนี้อีกครั้งในพระธรรม 1 โครินธ์ 12:12–27 โดยกล่าวว่า​พระคริสต์ทรงเป็น ศีรษะของร่างกาย​ผู้เชื่อแต่ละคนเป็น อวัยวะของร่างกาย​อวัยวะแต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกัน แต่​อวัยวะทุกส่วนต้องพึ่งพาและเชื่อมโยงกัน​อวัยวะรู้สึกร่วมกัน เมื่อส่วนหนึ่งเจ็บ ส่วนอื่นก็ได้รับผลกระทบด้วย​อวัยวะทุกส่วนทำหน้าที่ได้ดีพร้อมกันเมื่อใด ทั้งร่างกายก็ได้รับประโยชน์เมื่อนั้น​ศีรษะและอวัยวะทุกส่วนต้องสัมพันธ์กันเป็นหนึ่งเดียวด้วยเหตุนี้ คำว่า “เราเป็นอวัยวะของพระกาย” จึงไม่ได้หมายความเพียงแค่ว่า“ฉันเป็นสมาชิกคริสตจักร”แต่มีความหมาย ลึกลงไปกว่านั้นอีกคือ​ฉันเป็นส่วนหนึ่งของพระกายของพระคริสต์​ฉันมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับชีวิตของพี่น้องทุกคนในพระคริสต์​ฉันมีความรับผิดชอบต่อพี่น้องของฉันทุกคน​ฉันทำหรือไม่กระทำอะไรก็ล้วนจะส่งผลกระทบต่อคนอื่นและส่วนรวมชีวิตในคริสตจักรหรือในพระกาย จึงล้วนเป็นเรื่องของความสัมพันธ์​ลิ้นพูดคำรุนแรง ก็จะทำให้ → หัวใจของคนอื่นเจ็บ​มือยื่นออกช่วยเหลือ ก็จะทำให้ → คนอื่นได้รับกำลังใจ​เท้าเดินออกไปเยี่ยมเยียน ก็จะทำให้ → คนที่อยู่โดดเดี่ยวได้รับการดูแล​หูรับฟัง ก็จะทำให้ →คนที่กำลังทุกข์ร้อน รู้สึกว่าตนเองไม่ได้อยู่ลำพังเพียงคนเดียว​ปากพูดให้กำลังใจ ก็จะทำให้ →คนที่กำลังจะล้มมีกำลังเดินต่อไปด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ของกันและกันใน “พระกาย”ของพระคริสต์จะงดงาม หรือ อัปลักษณ์ ก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติต่อกันของพวกเราแล้ว!หากเราเป็นอวัยวะแท้ของร่างกาย (หรือเป็นสมาชิกแท้ของคริสตจักร)และมีคนหนึ่งคนใดเจ็บปวด แต่คนอื่นในพระกายไม่รู้สึกอะไรนั่นจะเป็นเรื่องที่แปลกมากเช่น จะแปลกมาก ถ้านิ้วหัวแม่มือเจ็บ แต่สมองจะบอกว่า“ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องของฉัน เพราะฉันไม่ใช่นิ้วหัวแม่มือ”อ.เปาโลกล่าวว่า“ถ้าอวัยวะหนึ่งเจ็บ อวัยวะทั้งหมดก็พลอยเจ็บด้วย”~ 1 โครินธ์ 12:26หลักสำคัญแห่งความสัมพันธ์ ของคนในคริสตจักรหรือคนในพระกายเดียวกัน ควรเป็นเช่นนี้ คือ​ถ้าคนหนึ่งกำลังทุกข์ → เราควรใส่ใจเขา​ถ้าคนหนึ่งกำลังหลงทาง → เราควรช่วยเหลือเขา​ถ้าคนหนึ่งล้มลง → เราควรพยุงเขาขึ้น​ถ้าคนหนึ่งกำลังถูกทำร้าย → เราควรปกป้องเขา​ถ้าคนหนึ่งเจ็บป่วย →เราควรดูแลรักษาเขาเราจะไม่พูดว่า“เรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา!“เพราะในพระกายของพระคริสต์“เรื่องของเขา” ก็คือ “เรื่องของเรา!” ในทำนองเดียวกัน เมื่อคนหนึ่งได้รับพรหรือมีความสุข เราก็ควรยินดีและมีความสุขไปกับเขาด้วยสิ่งที่เราต้องระวังก็คือบางครั้งสิ่งที่ทำลายความสัมพันธ์ในคริสตจักรไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่คือ การอิจฉาริษยา และ การเปรียบเทียบ อาทิ1).“ทำไมเขาได้รับโอกาส แต่ฉันไม่ได้?”2).“ทำไมเขาได้รับคำชม แต่ฉันไม่ได้?”3).“ทำไมเขาได้รับการสนับสนุน แต่ฉันไม่ได้?“เราควรเข้าใจไว้เสมอว่าความสำเร็จของอวัยวะหนึ่ง ไม่ได้ทำให้อวัยวะอื่นด้อยลง~ตาไม่ได้แข่งขันกับมือ~จมูกไม่ได้แข่งขันกับเท้า~ปากไม่ได้แข่งขันกับหูเพราะทุกส่วนกำลังทำงานเพื่อ ร่างกายเดียวกัน!ดังนั้น “อย่าแข่งกันว่าใครสำคัญกว่า เพราะในพระกายของพระคริสต์เราทุกคนล้วนมีคุณค่า และทุกคนมีวัตถุประสงค์ที่ต้องทำ(เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมร่วมกัน)!(Do not compete over who is more important. In the body of Christ, everyone has value and everyone has a purpose.)พี่น้องที่รักจงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้ให้ดีขอให้เราจดจำไว้เสมอว่า“เราไม่ได้เพียงเพื่อมาร่วมกันเป็นคริสตจักรแต่เราเป็นส่วนหนึ่งของพระกายเดียวกัน เพื่อจะรัก ใส่ใจดูแลและเสริมสร้างกันให้เจริญเติบโตขึ้น”(We do not merely gather as a church; we belong to one body—to love, care for, and build one another up.)นี่คือสัมพันธภาพที่เราควรมีต่อกันและกันในคริสตจักร…ไม่ใช่หรือ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 6กันยายน2026(ตอนที่ 159ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่158) พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า!

    Play Episode Listen Later Sep 4, 2026 5:05


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่158)พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า!“เพราะฉะนั้น พวกท่านจงถ่อมตัวลงภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้าเพื่อว่าพระองค์จะทรงยกพวกท่านขึ้นเมื่อถึงเวลาอันควร”~1 เปโตร 5:6 THSV11“Humble yourselves, therefore, under God's mighty hand, that he may lift you up in due time.”~1 Peter 5:6 NIVคุณเห็นด้วยหรือไม่ว่าเราควรวางใจในพระหัตถ์ของพระเจ้า!และคุณเห็นด้วยกับคำกล่าวต่อไปนี้หรือไม่ ที่ว่า“จงไว้วางใจในพระหัตถ์ของพระเจ้า แม้แต่ในยามที่คุณมองไม่เห็น เพราะพระองค์ทรงมองเห็นทางที่คุณมองไม่เห็นนั้น”(Trust in God's hand even when you cannot see it, for He sees the way you cannot.)“พระหัตถ์ของพระเจ้า” คืออะไร?“พระหัตถ์ของพระเจ้า” คือ“มือของพระเจ้าที่ทรงฤทธิ์ ทรงดูแล ทรงนำ ทรงตีสอน ทรงปกป้อง และทรงยกเราขึ้นในเวลาที่เหมาะสม”แน่นอนว่านี่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้ามี “มือ” แบบมนุษย์ทั่วไป แต่เป็น ภาษาภาพพจน์ ที่ใช้บรรยายถึง “ฤทธิ์เดช การทรงกระทำ การควบคุม การดูแล และการทรงนำของพระเจ้า”ดังนััน เมื่อพระคัมภีร์พูดถึง “พระหัตถ์ของพระเจ้า” จึงมีความหมายประมาณว่าพระเจ้าเองกำลังทรงทำกิจหลากหลายในชีวิตของเรา ด้วยฤทธิ์เดชตามพระประสงค์ของพระองค์ ดังนี้ 1).พระหัตถ์ที่ทรงสร้างเรา“พระหัตถ์ของพระองค์ทรงปั้นข้าพระองค์และทรงสร้างข้าพระองค์”~โยบ 10:8ในข้อนี้ พระหัตถ์ของพระเจ้าคือพระหัตถ์ของพระผู้สร้างเราไม่ได้เกิดมาโดยไร้ความหมาย แต่ชีวิตของเราอยู่ภายใต้พระประสงค์ของพระผู้สร้าง2).พระหัตถ์ที่ทรงปกป้องเรา“ไม่มีใครสามารถฉวยชิงพวกเขาไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาได้”~ยอห์น 10:29พระหัตถ์ของพระเจ้าในที่นี้เป็นหัตถ์ที่เราซึ่งเป็นของพระองค์สามารถฝากชีวิตไว้กับพระองค์ได้3).พระหัตถ์ที่ทรงช่วยเราให้รอด“นี่แน่ะ พระหัตถ์ของพระยาห์เวห์ไม่ได้สั้นเกินกว่าจะช่วยให้รอด”~อิสยาห์ 59:1ในบางสถานการณ์ที่อาจดูเหมือนเกินกำลังของเรา แต่นั่นไม่ได้เกินกำลังของพระเจ้ามือของเรามีขีดจำกัด แต่พระหัตถ์ของพระเจ้านั้นไม่มีขีดจำกัดใดๆเลย4).พระหัตถ์ที่จูงและฉวยเราไว้“แม้ที่นั่น พระหัตถ์ของพระองค์จะจูงข้าพระองค์ และพระหัตถ์ขวาของพระองค์จะฉวยข้าพระองค์ไว้”~สดุดี 139:10 THSV11พระหัตถ์ของพระเจ้าจะนำและจะยึดเราไว้มั่น ในทุกสถานการณ์ของชีวิต5).พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ที่ยกชููเรา“เพราะฉะนั้น พวกท่านจงถ่อมตัวลงภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า เพื่อว่าพระองค์จะทรงยกพวกท่านขึ้นเมื่อถึงเวลาอันควร”~1 เปโตร 5:6 THSV11พระหัตถ์ของพระเจ้าเป็นพระหัตถ์ที่เปี่ยมด้วยฤทธิ์เดช ที่พร้อมยกชูเราขึ้นเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม6).พระหัตถ์ที่ทรงบดขยี้ศัตรูของเรา“ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ทรงอานุภาพยิ่งข้าแต่พระยาห์เวห์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ทรงบดขยี้ศัตรู”~อพยพ 15:6 THSV11พระหัตถ์ของพระเจ้าพร้อมปกป้องเราและขยี้ทำลายศัตรูที่มุ่งร้ายเราให้แหลกลาญป่นปี้7).พระหัตถ์ที่ทรงเลี้ยงดูเราดุจเลี้ยงแกะ“เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา และเราเป็นประชากรแห่งทุ่งหญ้าของพระองค์และเป็นแกะแห่งพระหัตถ์ของพระองค์ …”~สดุดี 95:7 THSV11พระหัตถ์ของพระเจ้าทรงอุ้มชูเราในฐานะที่เป็นประชากรแห่งทุ่งหญ้าของพระองค์และเป็นแกะแห่งพระหัตถ์ของพระองค์ท้ายนี้พี่น้องที่รัก คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่าการได้อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของพระเจ้านั้น คือความมั่นคงปลอดภัยมากในชีวิตของเราเหมือนดังคำกล่าวที่ว่า“ภายใต้ร่มเงาแห่งพระหัตถ์ของพระเจ้า นั่นคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด!”(Under the shadow of God's handis the safest place.)…ผมว่าคุณน่าจะเห็นด้วยกับผมนะครับ!…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 5กันยายน2026(ตอนที่ 158ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน วิธีจัดการกับความเจ็บปวด Ep.1733

    Play Episode Listen Later Sep 4, 2026 7:10


    พระธรรมนำชีวิตตอน วิธีจัดการกับความเจ็บปวด Ep.1733สิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวด คือการที่เราถูกทำร้ายทั้งที่เราพยายามทำสิ่งที่ดี และมันยิ่งเจ็บปวดสุด ๆ เมื่อคนที่เราหวังดีกลับเป็นคนที่ทำร้ายเรา เยเรมีย์กำลังอยู่ในความทุกข์แบบนั้น เราจะทำอย่างไรถ้าหากเราต้องอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเยเรมีย์ เรากลับมาทบทวนกันหน่อยครับ สิ่งที่เราได้พบในเยเรมีย์ 18 คือ พระเจ้าทรงประกาศว่า พระองค์ทรงเป็นเหมือนช่างปั้นที่มีสิทธิอำนาจเหนือประชากรของพระองค์ และพระองค์ทรงมีสิทธิที่จะจัดการกับพวกเขาตามความชอบธรรมของพระองค์ พระเจ้าทรงใช้เยเรมีย์ไปประกาศความจริงของพระเจ้า แต่คนยูดาห์ปฎิเสธ ต่อต้าน และวางแผนทำร้ายเขา เยเรมีย์ 18:19–23 เยเรมีย์นำเรื่องราวทั้งหมดกลับไปหาพระเจ้า เขานำความเจ็บปวดทุกอย่างมาทูลต่อพระเจ้า และมอบความยุติธรรมไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า'ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอทรงฟังข้าพระองค์ และขอทรงฟังเสียงปรปักษ์ของข้าพระองค์เถิด ' เยเรมีย์ 18:19ในข้อ 18 คนยูดาห์บอกว่า ‘อย่าให้เราฟังคำของเขาเลย' เพราะพวกเขาไม่ต้องการเอาใจใส่ถ้อยคำที่เยเรมีย์ประกาศ และในข้อ 19 เยเรมีย์ใช้คำเดียวกันเพื่อหันไปหาพระเจ้าและร้องทูลว่า ‘ขอทรงฟังข้าพระองค์' เยเรมีย์กำลังนำเรื่องของเขามาวางต่อพระพักตร์จองพระเจ้า ผู้ทรงรู้และทรงฟัง และเยเรมีย์ยังขอให้พระเจ้าทรงฟังเสียงของบรรดาคนที่คิดร้ายกับเขาด้วย เพื่อพระเจ้าจะทรงเป็นผู้ตัดสินอย่างชอบธรรม หากคนไม่ยอมฟังความจริงของพระเจ้าจากเรา ขอให้เราจะไม่พยายามให้เขาฟังด้วยการเอาชนะ แต่ขอให้เรานำเรื่องนั้นมาทูลต่อพระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญู ผู้ทรงได้ยินและทรงฟังเสียงร้องทูลของประชากรของพระองค์'ความชั่วเป็นสิ่งตอบแทนความดีหรือ? แต่พวกเขาได้ขุดหลุมไว้หมายเอาชีวิตของข้าพระองค์ ขอทรงระลึกว่าข้าพระองค์ยืนเฝ้าพระองค์ ทูลขอสิ่งดีเพื่อเขา เพื่อจะหันพระพิโรธของพระองค์ไปเสียจากเขา ' เยเรมีย์ 18:20เยเรมีย์ได้ระบายความอัดอั้นใจต่อพระเจ้า สิ่งที่เยเรมีย์ทำคือ ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของเขาในฐานะผู้เผยพระวจนะ เขายืนต่อพระพักตร์ของพระเจ้า และอธิษฐานวิงวอนขอให้พระพิโรธของพระเจ้าหันไปจากคนยูดาห์ แต่คนยูดาห์กลับหมายจะเอาชีวิตของเยเรมีย์ เมื่อความดีของเราถูกตอบแทนด้วยความชั่วหรือความคิดร้าย ๆ เราไม่ต้องเก็บความเจ็บปวดนั้นไว้จนกลายเป็นความขมขื่น ขอให้เรานำเรื่องนั้นมาร้องทูลต่อพระเจ้า มาบอกพระองค์ว่า เราเจ็บ เราไม่เข้าใจ เพราะพระเจ้าทรงทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว ขอให้เรานำความเจ็บปวดที่มีไปหาพระเจ้า ไม่ใช่เก็บไว้เพื่อนำไปสู่การแก้แค้นด้วยตัวเอง'ดังนั้น ขอทรงมอบบุตรหลานของเขาให้แก่การกันดารอาหาร มอบพวกเขาให้แก่อำนาจของดาบ ให้ภรรยาของพวกเขาสูญเสียบุตรและเป็นม่าย ขอให้ผู้ชายของเขาตายด้วยโรคระบาด ให้คนหนุ่มของเขาล้มตายด้วยดาบในสงคราม ขอให้ได้ยินเสียงร้องมาจากเรือนของพวกเขา เมื่อพระองค์ทรงนำผู้บุกรุกมาปล้นเขาอย่างฉับพลัน เพราะเขาได้ขุดหลุมไว้ดักข้าพระองค์และวางบ่วงดักเท้าของข้าพระองค์ แม้กระนั้น ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระองค์ทรงทราบ การปองร้ายทั้งสิ้นของเขาที่จะฆ่าข้าพระองค์เสีย ขออย่าทรงลบมลทินความผิดบาปของเขา หรือลบบาปของเขาเสียจากพระพักตร์พระองค์ ขอให้เขาถูกคว่ำลงเฉพาะพระพักตร์พระองค์ ขอทรงจัดการเขาทั้งหลายในเวลาแห่งความกริ้วของพระองค์' เยเรมีย์ 18:21-23คำอธิษฐานในลักษณะนี้เรียกว่า คำอธิษฐานขอการพิพากษา คือการร้องขอให้พระเจ้าทรงพิพากษาความชั่วตามความยุติธรรมของพระองค์ คำอธิษฐานนี้สอดคล้องกับคำเตือนเรื่องการพิพากษาที่พระเจ้าประทานไว้ในธรรมบัญญัติ 28 หากประชากรละทิ้งพระเจ้าและไม่เชื่อฟังพระองค์ พวกเขาจะต้องพบกับการกันดารอาหาร โรคระบาด และสงคราม ซึ่งคำอธิษฐานนี้ก็สอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับเยเรมีย์ว่า ทุกอย่างจะต้องเกิดขึ้นกับคนยูดาห์ แต่สำหรับพวกเราในฐานะที่เราเป็นสาวกผู้ติดตามพระเยซูคริสต์ เราต้องไม่นำคำอธิษฐานของเยเรมีย์มาเป็นแบบอย่าง คือ เมื่อคนทำร้ายเรา เราจึงขอให้เขาพบกับความพินาศ เพราะพระเยซูทรงสอนให้เรารักศัตรู อธิษฐานเผื่อผู้ที่ข่มเหงเรา และพระวจนะของพระเจ้าสอนว่า ไม่ควรแก้แค้นด้วยตัวเอง แต่ให้มอบการพิพากษาไว้กับพระเจ้า ขอให้เรายังคงเลียนแบบพระเยซู ผู้เป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์ที่สุดของเรา'เมื่อเขากล่าวคำหยาบคายต่อพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงกล่าวตอบเขาด้วยคำหยาบคายเลย เมื่อพระองค์ทรงทนทุกข์ พระองค์ไม่ได้ทรงขู่อาฆาต แต่ทรงมอบพระองค์เองไว้แก่พระเจ้าผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรม ' 1 เปโตร 2:23พระเยซูไม่ทรงทำบาปเลย แม้พระองค์จะโดนกระทำโดยที่พระองค์ไม่มีความผิดเลยสักนิด แต่พระเยซูทรงมอบทุกอย่างไว้กับพระเจ้าพระบิดา เมื่อเราถูกทำร้าย หรือถูกตอบแทนความดีด้วยความชั่ว เราจะทำอย่างไร? เรานำความทุกข์เจ็บปวดนั้นไปหาพระเจ้า หรือเราพยายามแก้แค้นด้วยตัวเราเอง ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงช่วยให้เรามีกำลังที่จะนำความเจ็บปวดนั้นไปหาพระเจ้า แทนที่จะปล่อยให้มันกลายเป็นความขมขื่น ขอให้เรายอมให้อภัยผู้ที่ทำร้ายเราในส่วนที่พระเจ้าเรียกให้เราให้อภัย และให้เรามอบการพิพากษาไว้กับพระเจ้า ผู้ทรงชอบธรรมและทรงยุติธรรมวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่157) สิ่งที่เกินความเข้าใจ!

    Play Episode Listen Later Sep 3, 2026 5:36


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่157สิ่งที่เกินความเข้าใจ!“ดังที่มีเขียนไว้ว่า“สิ่งที่ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และสิ่งที่ใจมนุษย์คิดไม่ถึง คือสิ่งที่ พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนทั้งหลายที่รักพระองค์””~1 โครินธ์ 2:9 THSV11“However, as it is written: “What no eye has seen, what no ear has heard, and what no human mind has conceived”— the things God has prepared for those who love him—”~1 Corinthians 2:9 NIVมีคำกล่าวชวนคิด เขียนไว้ว่า“พระเจ้ามักทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราขอ และลึกกว่าที่เราคิด”(God often does something greater than we ask and deeper than we imagine.)พระธรรม 1 โครินธ์ 2:9 นี้ยืนยันความจริงนี้ และยังเป็นข้อพระคัมภีร์ที่หนุนใจเรายิ่งนัก!อย่างไรก็ตามเราต้องระวังไม่ตีความเพียงแค่ว่า“พระเจ้าจะประทานสิ่งที่เราอยากได้มากมายแบบเกินคาดคิด!”เพราะบริบทที่อ.เปาโลกำลังพูดถึง หมายถึง“ความล้ำลึกแห่งพระปัญญาและแผนการแห่งความรอดที่เกินความคิดและความเข้าใจของเราซึ่งพระเจ้าทรงสำแดงในพระคริสต์เพื่อมนุษย์ทั้งโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้เชื่อในข่าวประเสริฐเป็นหลัก!”ให้เรามาถอดดูความหมายจริงๆ ของพระคัมภีร์ข้อนี้กันเลย​“สิ่งที่ตาไม่เห็น”หมายถึง“ สิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถค้นพบได้ด้วย1).การมองเห็น 2).ความเข้าใจหรือ3).ประสบการณ์ ตามธรรมชาติ”มนุษย์อาจมองเห็นความสำเร็จ เงินทอง อำนาจ หรือสถานการณ์ภายนอกบางส่วน แต่สิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำนั้นมีมากมายและอยู่ลึกกว่าที่สายตามนุษย์มองเห็นได้บางครั้งเราถามคำถามจากสิ่งที่มองเห็นเพียงว่า“ทำไมพระเจ้าจึงทำเช่นนี้ เช่นนั้น?หรือทำไมพระองค์จึงไม่ทำ หรือไม่เปลี่ยนอย่างนี้ อย่างนั้น?“ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว พระเจ้าอาจกำลังเปลี่ยนหัวใจ ทิศทาง ความเชื่อ และอนาคตของเราและของโลกนี้อยู่อย่างเงียบๆ​ “(สิ่งที่)หูไม่ได้ยิน”หมายถึง “สิ่งที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการฟังภูมิปัญญา คำพูด หรือความรู้ของมนุษย์ เพียงอย่างเดียว”บริบทก่อนหน้านี้ อ.เปาโลพูดถึง“พระปัญญาของพระเจ้า” ซึ่งโลกไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยสติปัญญาตามธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง ในเรื่อง “พระคริสต์”(Christ)และ“ไม้กางเขน”(Cross)1).สิ่งที่โลกมองว่าเป็นความอ่อนแอ แต่โดยพระปัญญา พระเจ้ากลับใช้เป็นหนทางแห่งความรอด2).สิ่งที่โลกคิดว่าเป็นความพ่ายแพ้แต่โดยพระปัญญา พระเจ้ากลับให้กลายเป็นชัยชนะ​ “สิ่งที่ใจมนุษย์คิดไม่ถึง”พระเจ้าไม่ได้จำกัดพระองค์เองอยู่ในขอบเขตที่มนุษย์สามารถจินตนาการได้1).มนุษย์คิดว่า“ทางออกน่าจะเป็นแบบนี้”แต่พระเจ้ามีทางออกหรือทางดีกว่าที่เราไม่เคยคิดถึง2).มนุษย์เห็นว่า“จบแล้ว”แต่พระเจ้าอาจตรัสว่า “ยังไม่จบ”3).มนุษย์เห็นเพียงแค่วันนี้ แต่พระเจ้าทรงเห็นหมดทั้งเรื่อง ตั้งแต่ อดีต ปัจจุบัน จนถึงอนาคต​“คือสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนทั้งหลายที่รักพระองค์”แล้ว “สิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียม”นี้ หมายถึงอะไร?พระคัมภีร์ข้อนี้ ไม่ได้สัญญาว่า คนที่รักพระเจ้าจะได้รับทุกสิ่งที่อยากได้ เช่น บ้าน รถ เงิน ตำแหน่งความสำเร็จ หรือชีวิตที่ไม่มีปัญหา ฯลฯ แต่หมายถึง“พระปัญญาอันล้ำลึกและสิ่งที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ในพระคริสต์เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด และพระสิริที่พระองค์ทรงเปิดเผยและประทานแก่บรรดาผู้เชื่อในพระองค์โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์”(1 โครินธ์ 2:10 )สรุป ความล้ำลึกหรือสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมเป็นสิ่งที่มนุษย์ค้นหาเองไม่ได้ พระเจ้าจึงทรงเปิดเผยให้รู้โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ดังนั้นขอให้เรา​จงรักและสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้าเพื่อจะสามารถรู้จักและรับรู้สิ่งที่พระเจ้าทรงสำแดงได้ทันท่วงที​อย่าใช้สายตาของมนุษย์เป็นตัววัดสิ่งที่พระเจ้ากำลังทำเพราะสิ่งที่เราเห็นในวันนี้อาจไม่ใช่ทั้งหมดของเรื่องราว​อย่าด่วนตัดสินพระเจ้าจากสิ่งที่เรามองเห็นในวันนี้1).วันนี้เราอาจมีความเจ็บปวดแต่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่มีแผนช่วยเหลือ2).วันนี้เราอาจยังไม่เห็นคำตอบแต่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่ได้ทำอะไร4.จงเรียนรู้ที่จะไว้วางใจพระองค์แม้เราจะไม่เข้าใจทั้งหมดในสิ่งที่พระองค์กำลังทำอยู่แต่ขอให้เราพูดได้อย่างเต็มปากว่า“แม้ว่าฉันยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ฉันรู้และเชื่อมั่นว่าพระเจ้าทรงดี ฉันจึงจะยังไว้วางใจพระองค์เสมอไป”แล้วพระเจ้าอาจจัดเตรียมหรือกระทำบางอย่างแบบที่ตาเราไม่เห็น หูเราไม่เคยได้ยิน และใจเราคิดไม่ถึง ให้แก่เราก็เป็นได้!…อาเมนไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 4กันยายน2026(ตอนที่ 157ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่156) ชีวิตที่อยู่เพียงเพื่อตัวเอง เป็นชีวิตที่ไร้ค่า!

    Play Episode Listen Later Sep 2, 2026 6:55


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่156)ชีวิตที่อยู่เพียงเพื่อตัวเอง เป็นชีวิตที่ไร้ค่า!“แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ถือว่าชีวิตของข้าพเจ้าเป็นสิ่งมีค่าสำหรับตัวเอง ขอแต่เพียงให้ข้าพเจ้าได้ทำหน้าที่ของข้าพเจ้าและทำพันธกิจที่ได้รับจากพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าให้สำเร็จ คือการเป็นพยานถึงข่าวประเสริฐที่สำแดงพระคุณของพระเจ้า”~กิจการ 20:24 THSV11กิจการ 20:24 นี้ เป็นหนึ่งในถ้อยคำที่สะท้อนหัวใจของอัครทูตเปาโลได้อย่างลึกซึ้งที่สุดว่า“ถ้าพระเจ้าทรงมอบหมายอะไรให้ฉันทำฉันก็จะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ!“และนั่นทำให้ชีวิตของอ.เปาโล เป็นชีวิตที่ยิ่งใหญ่ จริงดังคำกล่าวที่ว่า“ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ชีวิตที่มีคนจดจำมากที่สุด แต่คือชีวิตที่สัตย์ซื่อในการทำสิ่งที่พระเจ้าทรงมอบหมายอย่างสัตย์ซื่อจนสำเร็จ!“(A great life is not the life remembered by the most people, but the life that faithfully fulfills what God has entrusted to it.)อาจารย์เปาโลกล่าวอะไรไว้บ้างใน กิจการ20:24 นี้ ?​ “ข้าพเจ้าไม่ได้ถือว่าชีวิตของข้าพเจ้าเป็นสิ่งมีค่าสำหรับตัวเอง”ไม่ได้หมายความว่า เปาโล1).ไม่เห็นคุณค่าชีวิต หรือ2).ไม่ดูแลตัวเอง แต่หมายความว่าชีวิตของท่านไม่ได้เป็นของท่านเองอีกต่อไป!ก.ท่านไม่ได้ใช้ชีวิตโดยมีตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่ข.ท่านให้พระคริสต์และพระประสงค์ของพระเจ้าเป็นศูนย์กลางค.ท่านตั้งเป้ามีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์“เพราะว่าถ้าพวกเรามีชีวิตอยู่ เราก็มีชีวิตอยู่เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า…”~โรม 14:8คำถามสำคัญในชีวิตคริสเตียนจึงไม่ใช่เพียง“ฉันอยากทำอะไรในชีวิตนี้?”แต่คือ“พระเจ้าทรงต้องการให้ฉันทำอะไรกับชีวิตที่พระองค์ประทานให้?”​ “ขอแต่เพียงให้ข้าพเจ้าได้ทำหน้าที่ของข้าพเจ้า…ให้สำเร็จ”อ.เปาโลไม่ได้ต้องการเพียง เริ่มต้นดีเท่านั้น แต่ท่านต้องการ จบให้ดีด้วยพระเจ้าก็มิได้ทรงเรียกเราเพียงให้มีแค่ความตั้งใจดีเท่านั้น แต่ทรงเรียกให้เรา สัตย์ซื่อจนชีวิตจบสวยด้วยชีวิตคริสเตียนจึงไม่ใช่ว่า“ใครเริ่มต้นได้ยิ่งใหญ่ที่สุด?”แต่เป็น“ใครยังสัตย์ซื่อเมื่อเดินทางมาถึงสุดปลายทาง?”อ.เปาโลเองกล่าวสรุปช่วงท้ายชีวิตของท่านว่า“ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลังข้าพเจ้าได้แข่งขันจนถึงที่สุด ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว”~ 2 ทิโมธี 4:7ดังนั้น ขอให้เราเองก็ทำเช่นกันคือ1).เริ่มต้นด้วยพระคุณ และ2).จบลงด้วยความสัตย์ซื่อ​“และทำพันธกิจที่ได้รับจากพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าให้สำเร็จ”1).พันธกิจของอ.เปาโล คือ พันธกิจ “ที่ได้รับจาก(พระเยซูคริสต์)”2).พันธกิจของท่านและของเรา จึงไม่ใช่สิ่งที่เราเลือกเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง แต่เป็น สิ่งที่พระเจ้ามอบหมายให้ทำจนกว่าจะสำเร็จความจริงนี้ ควรเปลี่ยนทัศนคติในการรับใช้ทั้งหมดของเรา เพราะก.ถ้าเรารับใช้เพื่อคน ~เราจะเหนื่อยเมื่อคนไม่ขอบคุณข.ถ้าเรารับใช้เพื่อชื่อเสียง~ เราจะท้อเมื่อไม่มีใครเห็นค.ถ้าเรารับใช้เพื่อความสำเร็จ ~เราจะผิดหวังเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่หวังแต่ถ้าเรารับใช้เพราะ พระเยซูทรงมอบหมายก.แม้ไม่มีใครเห็น ~เราก็ยังทำข.แม้ไม่มีใครชม ~เราก็ยังสัตย์ซื่อค.แม้ไม่มีผลเกิดขึ้น~เราก็ยังเดินหน้าต่อเพราะเราไม่ได้ทำเพื่อให้คนเห็นว่า “ฉันเก่ง”หรือ “ฉันดี”แต่ทำเพื่อให้คนเห็นว่า “พระเจ้าทรงประเสริฐ และทรงยิ่งใหญ่!”​ “คือการเป็นพยานถึงข่าวประเสริฐ ที่สำแดงพระคุณของพระเจ้า”นี่คือหัวใจของพันธกิจของเปาโล1).คำว่า “เป็นพยาน” ไม่ได้หมายถึงเพียงการเทศนาของท่านแต่หมายถึงการ บอกเล่าและสำแดงสิ่งก.ที่ท่านได้พบกับพระคริสต์ และข.ที่พระเยซูทรงกระทำในชีวิตของท่านชีวิตของเราก็สามารถเป็นและทำอย่างที่อ.เปาโลเป็นและได้กระทำ จากก).สิ่งที่เราพูดเป็นพยานด้วยปากข).สิ่งที่เราเป็นเป็นพยานด้วยชีวิตดังนั้นการประกาศข่าวประเสริฐที่ทรงพลังที่สุด จึงไม่ใช่เพียงการพูดว่า“พระเจ้าทรงรักคุณ”แต่คือการทำให้คนทั้งหลายได้สัมผัสความรักนั้นผ่านชีวิตของเรา2).คำว่า “ข่าวประเสริฐที่สำแดงพระคุณของพระเจ้า”นี่นับว่าเป็นตอนที่งดงามมากที่สุดอ.เปาโลไม่ได้บอกว่าท่านเป็นพยานถึง ความดีของตัวเองแต่เป็นพยานถึง พระคุณของพระเจ้าที่ท่านไม่สามารถหาได้ด้วยความดีของตัวเอง แต่พระเจ้าประทานให้มาด้วยความรักข่าวประเสริฐจึงไม่ใช่“จงทำตัวให้ดี แล้วพระเจ้าจะรักคุณ”แต่คือ“พระเจ้าทรงรักคุณ และพระองค์ทรงยื่นพระคุณมาให้คุณ ดังนั้น จงตอบสนองต่อความรักนั้นด้วยชีวิตของคุณ!”พี่น้องที่รัก ขอให้เรา ทำให้ชีวิตของเรามีค่ามากขึ้น โดย1.เรียนรู้ มุมมองชีวิตและ แบบอย่างชีวิตของอาจารย์เปาโล และ2.ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของท่านนั้นอย่างเต็มกำลังนั่นคือ มีเป้าหมายที่จะ การทำสิ่งที่พระเจ้ามอบหมายให้สำเร็จดังคำกล่าวที่ว่า“เป้าหมายของชีวิตคริสเตียนไม่ใช่การมีชีวิตอยู่นานที่สุด แต่คือการทำสิ่งที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้ทำอย่างสัตย์ซื่อจนสำเร็จ ก่อนที่ชีวิตของเราจะจบลง”… จะดีไหมครับ?

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่155) วันนี้คุณแสดงความเมตตากรุณาต่อใครบ้างแล้วยัง?

    Play Episode Listen Later Sep 2, 2026 5:47


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่155)วันนี้คุณแสดงความเมตตากรุณาต่อใครบ้างแล้วยัง?“ข้าแต่องค์เจ้านาย แต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งพระกรุณาและพระคุณ กริ้วช้า และอุดมด้วยความรักมั่นคงและความซื่อสัตย์”~สดุดี 86:15 THSV11“But you, the Lord God, are kind and merciful. You don't easily get angry, and your love can always be trusted.”~Psalms 86:15 CEVมีคำเขียนไว้ว่า“คนอาจลืมคำเทศนาที่เราเทศน์แต่ยากที่เขาจะลืมความเมตตากรุณาที่เราเคยมอบให้แก่เขาในวันที่เขากำลังเจ็บปวด”(People may forget our sermons, but they rarely forget the kindness we showed them when theywere hurting.)พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งความเมตตากรุณา ผู้เปี่ยมด้วยพระคุณ และความรักอันมั่นคงและพระองค์ทรงประสงค์ให้เราเป็นและกระทำอย่างที่พระองค์กระทำแก่ใครบางคน!ให้เรามาดูว่าพระคัมภีร์สอนเราในเรื่องนี้ไว้อย่างไรบ้าง?​พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณา และอุดมด้วยรักความมั่นคง“แต่พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา พระองค์ทรงรักเราโดยความรักอันใหญ่หลวงของพระองค์”~เอเฟซัส 2:4 THSV11“พระยาห์เวห์ทรงพระกรุณาและมีพระคุณ กริ้วช้าและอุดมด้วยความรักมั่นคง”~สดุดี 103:8 THSV11​พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณาอันไม่มีที่สิ้นสุด“ความรักมั่นคงของพระยาห์เวห์ไม่เคยหยุดยั้ง และพระกรุณาของพระองค์ไม่มีสิ้นสุด”~เพลงคร่ำครวญ 3:22 THSV11​พระเจ้าทรงเมตตากรุณาต่อผู้ใดพระองค์ก็ทรงเมตตากรุณาต่อผู้นั้น“เพราะพระองค์ตรัสกับโมเสสว่า“เราประสงค์จะกรุณาใคร เราก็จะกรุณาคนนั้น และเราจะเมตตาใคร เราก็จะเมตตาคนนั้น””~โรม 9:15 THSV11​พระเจ้าทรงช่วยเราให้รอดด้วยพระเมตตากรุณาของพระองค์“พระองค์ก็ทรงช่วยเราให้รอด ไม่ใช่เพราะความชอบธรรมที่เราทำเอง แต่ด้วยพระเมตตาของพระองค์โดยผ่านการชำระให้บังเกิดใหม่และสร้างใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์”~ทิตัส 3:5 THSV11​พระเจ้าทรงปรารถนาให้เราเข้าถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณเพื่อรับพระเมตตากรุณาในยามที่ต้องการ“ฉะนั้นขอให้เราเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณด้วยความกล้า เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะพบพระคุณที่ช่วยเราในยามต้องการ”~ฮีบรู 4:16 THSV11​เราควรถวายตัวของเราแด่พระเจ้า ให้เป็นเครื่องบูชาอันบริสุทธิ์ โดยเห็นแก่เมตตากรุณาขอพระองค์“ดังนั้น พี่น้องทั้งหลาย โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาอันบริสุทธิ์ที่มีชีวิต และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่าน”~โรม 12:1 THSV11​เราควรสวมใจเมตตากรุณาในการดำเนินชีวิตในฐานะที่เป็นพวกของพระเจ้า“เพราะฉะนั้นในฐานะเป็นพวกที่พระเจ้าทรงเลือก พวกที่บริสุทธิ์ และพวกที่ทรงรัก จงสวมใจเมตตา ใจกรุณา ใจถ่อม ใจสุภาพอ่อนโยน ใจอดทน จงอดทนต่อกันและกัน และถ้าใครมีเรื่องราวต่อกัน ก็จงให้อภัยกัน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้อภัยพวกท่านอย่างไร ท่านก็จงทำอย่างนั้นด้วย”~โคโลสี 3:12-13 THSV11พี่น้องที่รักขอให้เรามาเป็นคนที่มีใจเมตตากรุณากันเถอะขอให้เราตระหนักไว้เสมอว่า“ความเมตตากรุณา อาจดูเป็นเรื่องเล็กในสายตาของเรา แต่สำหรับใครบางคนที่กำลังเจ็บปวดมันอาจเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขาได้รับในวันนั้น!”(Kindness may seem small to us, but to someone who is hurting,it may be the greatest gift they receive that day.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 2กันยายน2026(ตอนที่ 155ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่154) จดหมายเปิดผนึกถึงศิษยาภิบาลและผู้นำ!

    Play Episode Listen Later Aug 31, 2026 8:39


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่154)จดหมายเปิดผนึกถึงศิษยาภิบาลและผู้นำ!“จงนบนอบเชื่อฟังบรรดาผู้นำของท่านทั้งหลาย เพราะว่าพวกเขาดูแลรักษาจิตวิญญาณของพวกท่านอยู่อย่างคนที่ต้องถวายรายงาน จงให้พวกเขาทำงานนี้ด้วยความชื่นชมยินดี ไม่ใช่ด้วยความเศร้าใจ ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์แก่พวกท่านเลย”~ฮีบรู 13:17 THSV11“Have confidence in your leaders and submit to their authority, because they keep watch over you as those who must give an account. Do this so that their work will be a joy, not a burden, for that would be of no benefit to you.”~Hebrews 13:17 NIVผมประทับใจในข้อเขียนของอาจารย์ วาระ มีชูธน ที่เขียนไว้ให้อ่านทาง FaceBook จึงขออนุญาตนำมาเรียบเรียงขยายความเพิ่มเติม เพื่อหนุนใจผู้รับใช้ทุกท่าน ดังนี้ “จดหมายถึงศิษยาภิบาลและผู้นำถ้าคุณไม่บอก…​พวกเขาคงจะไม่มีวันรู้เลยว่า …คุณต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง จากการตอบว่า “ได้” และยังคงรับใช้ต่อไป ​พวกเขาจะไม่มีวันรู้เลยว่า… คุณต้องร้องไห้กี่คืนด้วยความเสียใจ หลังจากทุกคนแยกย้ายกลับบ้านไป​พวกเขาจะไม่มีวันรู้เลยว่า…คุณต้องสอนและเทศนากี่กัณฐ์ทั้งๆที่หัวใจของคุณเองแตกสลายไปแล้ว ​พวกเขาจะไม่มีวันรู้เลยว่า…คุณต้องอธิษฐานเผื่อคนที่ทรยศคุณด้วยใจปวดร้าวมากี่ครั้ง ​พวกเขาจะไม่มีวันรู้เลยว่า…คุณต้องยิ้มให้กับคนที่กำลังทำลายชื่อเสียงของคุณทั้งต่อหน้าและอย่างเงียบๆมาแล้วกี่คน ​พวกเขาจะไม่มีวันรู้เลยว่า…คุณต้องทุ่มเทชีวิตให้กับพวกเขาหรือใครสักคนมามากมายเพียงใด1).เพื่อแสดงความรักต่อครอบครัวของเขา2).เพื่อเก็บรักษาความลับของเขา3).เพื่อเยียวยาชีวิตสมรสของเขา4).เพื่ออธิษฐานให้พระเจ้าปกป้องและนำพาลูก ๆ ของเขาแต่แล้ว ใจคุณแทบแตกสลาย เมื่อในที่สุด คุณต้องมองดูพวกเขาจากไป ราวกับว่าสิ่งที่คุณทำทั้งหมดนั้น ไม่เคยมีความหมายอะไรเลย! ​ พวกเขาจะไม่มีวันรู้เลยว่า…คุณต้องปล่อยให้อาหารเย็นเย็นชืดไปกี่มื้อ ครอบครัวต้องนั่งรอจนหงุดหงิดไปแล้วกี่ครั้ง และคู่ชีวิตและลูก ๆ ของคุณต้องแบ่งปันตัวคุณให้กับคนที่ไม่เคยแม้แต่จะพูดว่า“ขอบคุณ”ไปแล้วกี่ครา​พวกเขาจะไม่มีวันรู้เลยว่า…คุณต้องพลาดช่วงเวลาสำคัญของครอบครัวและต้องปล่อยวันหยุดพักผ่อนให้ถูกขัดจังหวะไปแล้วไม่รู้กี่ครั้งเพราะว่ามีใครบางคนกำลังล้มลงและต้องการคุณช่วยในทันที​พวกเขาจะไม่มีวันรู้เลยว่า …คุณต้องเสี่ยงและหวุดหวิดสูญเสียครอบครัว สุขภาพ และการรับใช้ มาแล้วกี่ครั้ง?ผลที่ตามมาคือ​พวกเขาจะวิพากษ์วิจารณ์คำเทศนาของคุณ…โดยไม่เคยรู้เลยว่าคุณต้องผ่านสงครามฝ่ายวิญญาณมามากแค่ไหนกว่าจะนำพระวจนะนั้นออกมาเทศนาได้​พวกเขาจะตัดสินเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ …โดยไม่เคยแบกรับน้ำหนักหรือผลลัพธ์ของการตัดสินใจเหล่านั้นเลย​พวกเขาจะเรียกคุณว่า “ห่างเหิน” หลังจากที่พวกเขาดึงพลังจากคุณไปอย่างต่อเนื่อง…โดยไม่รู้เลยว่าคุณแทบไม่เหลือแรงแม้แต่จะยิ้ม​พวกเขาจะเรียกคุณว่า “ควบคุมคนอื่น” เมื่อคุณเริ่มตั้งขอบเขต…โดยไม่เคยเข้าอกเข้าใจในสถานการณ์หนักหนาที่คุณกำลังเผชิญอยู่​พวกเขาจะเรียกคุณว่า “ขมขื่นใจ” เมื่อคุณเอ่ยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยความปวดร้าวใจ…โดยไม่มีแม้แต่การปลอบประโลมสำหรับเลือดที่กำลังไหลอยู่ในใจของคุณ​พวกเขาจะเรียกคุณว่า “ใจเสาะ” เมื่อคุณจริงใจยอมรับว่า คุณเองกำลังหวั่นไหวและสงสัย…โดยไม่ได้ช่วยเหลือหรือเสริมกำลังใดๆที่สัมผัสได้ถึงความรักและความห่วงใยของพวกเขาเลยแต่ตรงกันข้าม พวกเขาคาดหวังให้คุณ…เข้มแข็งทุก(วัน)อาทิตย์…พร้อมสำหรับทุกคนตลอด 24 ชั่วโมง…ให้อภัยทุกความผิด…เงียบไว้เมื่อเผชิญกับคำโกหกและ…ยังคงยิ้มได้แม้ในทุกครั้งที่ต้องกล่าวคำอำลาฯลฯแต่ศิษยาภิบาลก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน…เราก็เหนื่อยเป็น…เราก็เจ็บเป็น…เราก็รู้สึกถูกทอดทิ้งได้…เราก็สงสัยได้เช่ยกันว่า ใครกันแน่ที่เราสามารถไว้วางใจได้และ…เราก็เคยถามตัวเองเหมือนกันว่า การเสียสละทั้งหมดนี้คุ้มค่าจริงหรือไม่?“ท่านศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรที่รักผมขอหนุนใจคุณว่า​ความซื่อสัตย์ของคุณจะไม่ได้สูญเปล่า แต่จะเกิดผลแน่นอน​คำเทศนาและทุกคำสอนที่คุณได้ทุ่มเทเตรียมทั้งที่ร่างกายอ่อนแรงและจิตใจอ่อนล้าล้วนมีความหมายต่อผู้รับฟัง3.ทุกคนที่คุณรัก และเฝ้าเลี้ยงดู แม้แต่ในยามที่คุณหรือพวกเขากำลังเจ็บปวดหรือเจ็บป่วย ล้วนเสริมสร้างชีวิตคนเหล่านั้น4.ทุกครั้งที่คุณเลือกที่จะ…รับผิดชอบทำต่อ หรือเดินหน้าต่อ …อธิษฐานต่อ…ให้อภัยต่อ และ…ยังคงปรากฏตัวเพื่อรับใช้ต่อไปพระเจ้าทรงพอพระทัย และทรงประสงค์จะให้คุณทราบว่า…คุณไม่ได้ถูกลืม…คุณไม่ได้ล้มเหลว และ…คุณไม่ได้สู้อยู่เพียงลำพังพระเยซูคริสต์ยังอยู่กับคุณเสมอมาและเสมอไป ดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ว่า“…นี่แน่ะ เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค””~มัทธิว 28:20 THSV115.ทุกการทุ่มเทเสียสละของคุณ ที่ไม่ยอมแพ้และไม่หยุดทำหน้าที่ผู้ประกาศข่าวประเสริฐจะมีส่วนทำให้1).คริสตจักรเข้มแข็งขึ้น …เพราะคุณยังคงเชื่อ2).ครอบครัวยังคงอยู่ด้วยกัน …เพราะคุณยังคงต่อสู้3).คนที่คุณเป็นพยานและประกาศไว้จะได้พบพระเยซู …เพราะคุณยังสัตย์ซื่อเชื่อฟังในการปฏิบัติตามพระมหาบัญชาของพระคริสต์

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่153) ไม่ว่าจะอยู่เจนไหน จงถ่อมใจไปด้วยกัน!

    Play Episode Listen Later Aug 30, 2026 6:28


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่153)ไม่ว่าจะอยู่เจนไหน จงถ่อมใจไปด้วยกัน!“ในทำนองเดียวกันท่านผู้อ่อนอาวุโส จงยอมเชื่อฟังบรรดาผู้ที่อาวุโสกว่า อันที่จริงให้ท่านทุกคนถ่อมใจต่อกันและกัน เพราะว่า“พระเจ้าทรงต่อสู้ผู้ที่หยิ่งจองหอง แต่ประทานพระคุณแก่คนที่ถ่อมใจ””~1เปโตร 5:5 TNCV“Likewise, you younger men [of lesser rank and experience], be subject to your elders [seek their counsel]; and all of you, clothe yourselves with humility toward one another [tie on the servant's apron], for God is opposed to the proud [the disdainful, the presumptuous, and He defeats them], but He gives grace to the humble.”~1 Peter 5:5 AMPบทความของคุณpathom Ipathom ในชื่อว่า“10 ข้อที่ Gen X อยากฝากถึงน้อง ๆ Gen Z...”เป็นตัวอย่างและเป็นเสียงสะท้อนที่ชัดเจนของพระคัมภีร์ตอนข้างต้นนี้โดยมีเนืัอหามีดังนี้“…ในฐานะคน Gen X ที่ทำงานร่วมกับน้อง Gen Z มาพอสมควรพี่พบว่าน้อง ๆ เป็นคนเก่ง เรียนรู้เร็ว กล้าถาม กล้าเถียง และกล้าตั้งคำถามกับทุกสิ่งบนโลกดังนั้นพี่อยากแนะนำว่า...​ เลิกถามพี่ได้แล้วว่า “ทำไมพี่แก่จัง” คือตอนพี่อายุเท่าน้อง พี่ไม่ได้ถามอะไรกวนประสาทพี่ ๆ ในที่ทำงาน พี่เลยไม่เด้ด จึงมีโอกาสอยู่มาจนแก่ น้องก็ควรลองใช้วิธีเดียวกันดู​ การ Feedback ไม่ใช่การ Bully ถ้าพี่บอกว่า Slide ตัวหนังสือเล็กไป นั่นไม่ได้แปลว่าพี่กำลังทำลายตัวตนของน้อง พี่แค่แก่และมองไม่เห็นจริง ๆ​ การบอกว่า “กำลังทำอยู่ครับ” ไม่ถือเป็น Progress Report เพราะพี่ถามตอนเก้าโมง น้องก็บอกกำลังทำ บ่ายสามก็ยังบอกกำลังทำ ถ้าถามอีกทีเดือนหน้าแล้วตอบเหมือนเดิม พี่จะเริ่มสงสัยว่าน้องกำลังสร้างเขื่อน​ เวลาพี่ตามงานทุกชั่วโมง อย่าหงุดหงิด เพราะน้องรับปากว่างานจะเสร็จตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงที่แล้ว ถ้าน้องรู้สึกว่าพี่ตามถี่ ลองส่งงานดูครับ อาการนี้จะหายทันที​ Work-Life Balance เป็นเรื่องดี พี่สนับสนุนเต็มที่ แต่ถ้า Work ยังไม่ค่อยมี จะรีบ Balance อะไร? พี่ก็สงสัยว่าน้องกำลังสร้างสมดุลระหว่าง Netflix กับ Spotify เช่นเดียวกับ Work from Home ที่พี่เข้าใจดีแต่พี่มีปัญหานิดหน่อยกับการ Work from Bed ที่หายตัวเข้าสู่จักรวาลคู่ขนานตั้งแต่บ่ายสอง​ ถ้าไม่รู้ ถามได้ พี่ไม่ว่า แต่ถ้าพี่สอนไปแล้วสามครั้ง ส่งไฟล์ ส่งคลิป ส่งคู่มือ ไปให้แล้วน้องยังถามคำถามเดิม ครั้งที่สี่พี่อาจเริ่มคิดค่า Tuition Fee​ อย่าบอกว่า “เงินเดือนไม่สำคัญ ขอแค่งานที่มีความหมาย” ตอนสัมภาษณ์งาน แล้วพอ HR แจ้งเงินเดือน ถามทันทีว่า “เพิ่มได้อีกไหมครับ” พี่ชอบความหมายของงานเหมือนกัน แต่พี่ก็ชอบเงินครับ เราไม่ต้องโกหกกัน​ AI ใช้ได้ ใช้เลย พี่สนับสนุน แต่ถ้า Copy คำตอบจาก ChatGPT มาส่งทั้งดุ้น อย่างน้อยช่วยลบประโยค “Certainly! Here's a polished version…” ออกก่อน พี่จะได้แกล้งทำเป็นไม่รู้​ “เดี๋ยว” ไม่ใช่หน่วยของเวลา น้องอาจหมายถึง 10 นาที บ่ายนี้ พรุ่งนี้ หรือหลังสงกรานต์ กรุณาระบุให้ชัด เพราะ Gen X โตมากับนาฬิกา ไม่ได้โตมากับ Manifestation​ อย่าเพิ่งรีบลาออกเพราะรู้สึกว่า “ที่นี่ไม่ใช่ตัวเรา” หลังทำงานได้สองอาทิตย์ ...คือพี่ทำงานมาสามสิบปีแล้ว บางวันพี่ยังไม่แน่ใจเลยว่า “ตัวเรา” คืออะไร แต่เงินเดือนเข้าทุกสิ้นเดือนก็ช่วยให้ค้นหาตัวเองต่อไปได้แถมท้าย พี่อยากให้น้องรู้ว่า Gen X ไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งกว่า Gen Z พี่รู้ว่าโลกที่น้องต้องเจอเร็วกว่า ซับซ้อนกว่า และเปลี่ยนเร็วกว่าสมัยพี่มาก หลายเรื่องพี่ต้อง เรียนจากน้องจริง ๆเพียงแต่น้องก็ต้องเข้าใจพี่นิดนึง… พี่ผ่านทั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง ฟองสบู่ดอตคอม ซับไพรม์ โควิด Digital Transformation และตอนนี้ยังต้องมานั่งเรียน AI ตอนอายุห้าสิบกว่าดังนั้นถ้าบางวันพี่ดูเหนื่อย ๆ อย่าเพิ่งถามว่า “พี่ไหวไหมครับ”ส่งงานที่ค้างอยู่มาก่อน…พี่จะไหวขึ้นทันที! “พี่น้องที่รักบทเรียนที่เราได้เรียนรู้1.จากพระคัมภีร์ และ2.จากบทความตอนนี้ คือ กำชับให้เรา “ถ่อมใจ”เข้าหากันอยู่เสมอเพราะนั่นจะทำให้เรา1). อยู่ด้วยกัน2). ทำงานด้วยกัน และ3).เดินหน้าไปด้วยกันได้อย่างผ่อนคลาย สนุก สุขใจ และ ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น!เพราะความถ่อมใจ จะทำให้เราสามารถพูดได้อย่างจริงใจว่า~“เรื่องนี้ผม/ฉันยังไม่รู้ ช่วยสอนให้หน่อยได้ไหม?”~“ผม/ฉัน อาจมองไม่ครบ มีมุมอื่นอีกไหม?”~“ไอเดียของคุณ/เธอน่าสนใจ ลองอธิบายเพิ่มได้ไหม?”~“ผม/ฉันเคยทำแบบนี้มาตลอด แต่บางทีวิธีใหม่ อาจดีกว่าก็ได้นะ”~“ขอบคุณที่กล้าบอกผม/ฉัน”“ความถ่อมใจ” เช่นนี้แหล่ะ ที่จะทำให้ประสิทธิภาพ1).ในการทำงาน และ2).ในการรับใช้ ของเรามีเพิ่มขึ้น อย่างเห็นได้ชัดเจน ดังนั้น ไม่ว่า เราจะเป็นคนเจนไหนวันนี้ ขอให้เราถ่อมใจไปด้วยกัน …จะดีไหมครับ?

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่152) หากจะไปกันให้ไกล ขอให้เอาใจที่ถ่อมไปด้วย!

    Play Episode Listen Later Aug 30, 2026 5:15


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่152)หากจะไปกันให้ไกล ขอให้เอาใจที่ถ่อมไปด้วย!“ในทำนองเดียวกัน พวกท่านที่อ่อนอาวุโส ก็จงยอมเชื่อฟังพวกผู้อาวุโสท่านทุกคนจงสวมความถ่อมตัวในการปฏิบัติต่อกันและกันเพราะ พระเจ้าทรงต่อสู้คนที่หยิ่งจองหอง แต่ประทานพระคุณแก่คนที่ถ่อมใจ”~1 เปโตร 5:5 THSV11“In the same way, you who are younger, submit yourselves to your elders. All of you, clothe yourselves with humility toward one another, because, “God opposes the proud but shows favor to the humble.””~1 Peter 5:5 NIVมีคำเตือนสติที่ดี กล่าวไว้ว่า“ความแตกต่างระหว่างวัยไม่ใช่อุปสรรคหากหัวใจของเรามีความถ่อมใจที่จะเรียนรู้จากกัน”(Generational differences are not obstacles when our hearts are humble enough to learn from one another.)พระคัมภีร์1เปโตร 5:5 ข้อนี้ จึงเหมาะสมมากกับการสอนเรื่อง“ความถ่อมใจ ในการทำงานร่วมกันระหว่างคนที่ต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคน~ต่างวัย ~ต่างเจน ~ต่างภูมิหลัง และ~ต่างประสบการณ์” เพราะกำลังพูดถึง ท่าทีของหัวใจของทุกคนที่พึงมีต่อกัน นั่นคือมี “ความถ่อมใจ” ในการปฏิบัติต่อกัน!อะไร คือ ความหมายที่แท้จริงของพระธรรม 1 เปโตร 5:5 ข้อนี้ ?​อ.เปโตรเริ่มด้วยการกำชับ คนที่อ่อนอาวุโส ให้ยอมรับการนำของผู้อาวุโสแต่ไม่ได้จบแค่นั้น ท่านยังขยายความต่อไปว่า“ท่านทุกคนจงสวมความถ่อมตัวในการปฏิบัติต่อกันและกัน!”ดังนั้น หลักการของการทำงานหรือรับใช้ร่วมกัน จึงไม่ได้เป็นแบบว่า​ผู้เยาว์ต้องทำตามผู้ใหญ่บอกทุกเรื่อง ​รุ่นน้องต้องฟังรุ่นพี่ทุกอย่าง หรือ​เจนใหม่(เช่น เจนZ)ต้องฟังเจนเก่า(เช่น เจน X หรือ Y)ทุกประการแต่หลักคำสอนของพระคัมภีร์คือทุกคน รวมทั้งทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง ไม่ว่าจะเจนใด ล้วนต้องถ่อมใจและยอมฟังกันและกัน…งานจึงจะสนุกและน่าทำ!​อ.เปโตรเตือนว่า หากเราที่อยู่ ที่ทำงาน หรือที่รับใช้ด้วยกัน ไม่ถ่อมใจ ไม่ฟัง หรือ ไม่ยอมให้ความร่วมมือต่อกัน จะเกิดผลเสียตามมา อาทิ1).พระเจ้าจะต่อสู้กับเรา หากเราหยิ่งจองหอง2).คนอื่นๆก็จะไม่ร่วมงานกับเรา และอาจต่อสู้กับเราเช่นกัน3).งานที่จะต้องเดินหน้าทำ ต้องหยุดชะงัก ~เสียงาน~ เสียความสัมพันธ์~เสียหายทางเศรษฐกิจ~เสียทรัพยากรสำคัญ เช่น เวลา โอกาส พลังงาน ฯลฯ และ~เสียหายพันธกิจที่พระเจ้า หรือ องค์กรมอบหมายให้รับผิดชอบขอย้ำว่า ไม่ว่าในบ้าน ในโบสถ์ ในที่ทำงาน ในชุมชม ในสังคม หรือในประเทศ หากเราต้องการไปด้วยกันให้ไกล จนถึงจุดหมายที่ตั้งไว้ อย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จดังที่หวัง สิ่งสำคัญที่เราจำเป็นต้องทำ ก็คือ “จงสวมความถ่อมตัว!” คำว่า “สวม”นี้น่าสนใจมากเหมือนกับเสื้อผ้า ที่เราใส่เพื่อคนทั้งหลายจะมองเห็นได้!“ความถ่อมใจ”นั้นอยู่ภายใน ไม่มีใครมองเห็นแต่เราไม่ควรมีความถ่อมนั้นแค่อยู่ในใจเราต้องสวมหรือ แสดงออกมาเป็น“ความถ่อมตัว”ให้ปรากฎผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะผ่านออกมาทาง1).วิธีพูด 2).วิธีฟัง และ3).วิธีปฏิบัติต่อกัน หรือต่อผู้อื่น เพื่อคนทั้งหลายจะได้เห็น“ความถ่อม”ที่เรามีอย่างไรก็ตาม การสวมความถ่อมใจ ไม่ได้หมายความว่า“ฉันไม่มีความรู้ หรือ ไม่มีความสามารถ!”แต่เป็น“ฉันรู้ว่าฉันมีความรู้และมีความสามารถ แต่ว่าฉันก็รู้เช่นกันว่าฉัน~ไม่ได้รู้ทุกสิ่ง และ~ไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง!”พี่น้องที่รักวันนีั ไม่ว่าเราจะเป็นใคร มีตำแหน่งฐานะอะไร หรือ จะอยู่เจนไหน ขอให้เรามาถ่อมใจ พร้อมเพรียงกัน “สวมความถ่อมตัว“ในการปฏิบัติต่อกัน ในที่ๆเราอยู่…จะดีไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 30สิงหาคม2026(ตอนที่ 152ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต (Post 2) ตอน ตามพระทัย Ep.1728

    Play Episode Listen Later Aug 29, 2026 6:29


    พระธรรมนำชีวิต (Post 2)ตอน ตามพระทัย Ep.1728บริบทนี้กำลังบอกว่า พระเจ้าทรงเป็นช่างปั้น และประชากรของพระองค์ก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ พระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจที่จะจัดการ สร้างใหม่และปรับเปลี่ยนรูปทรงตามพระประสงค์ของพระองค์ ตรงนี้ผมนำมาประยุกต์ใช้แบบนี้ว่า พระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจที่จะจัดการกับชีวิตของเรา ปรับเปลี่ยน และกำหนดรูปทรงใหม่ตามพระประสงค์ของพระองค์ ขอให้เรายอมให้พระเจ้าเป็นผู้กำหนดรูปทรงของภาชนะ หรือชีวิตของเรา บางครั้งเมื่อเราสูญเสียบางสิ่ง เราก็อยากได้สิ่งนั้นกลับมา พี่น้องครับ ไม่ว่าชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ขอให้เรายอมจำนนต่อพระเจ้า และยอมให้พระเจ้าสร้างชีวิตของเราให้ตรงตามพระประสงค์ของพระองค์'ข้าแต่พระยาห์เวห์ บัดนี้พระองค์ยังเป็นพระบิดาของพวกข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นดินเหนียว และพระองค์ทรงเป็นช่างปั้น ข้าพระองค์ทุกคนเป็นผลงานของพระหัตถ์พระองค์ ' อิสยาห์ 64:8ถ้าวันนี้ชีวิตของเรามีบางสิ่งที่เสียหาย มีความผิดพลาด มีเรื่องที่เราไม่เข้าใจ อย่าเพิ่งรียบสรุปว่า พระเจ้าทรงทำงานกับชีวิตเราจบแล้ว และในขณะเดียวกัน อย่าใช้คำว่า พระเจ้ากำลังปั้นเราใหม่มาเป็นข้ออ้างที่จะไม่กลับใจจากบาป เพราะในบริบทนี้ พระเจ้าเรียกยูดาห์ให้กลับใจจากทางชั่วและยอมจำนนต่อพระองค์ ในการสร้างใหม่ของพระเจ้านั้น พระเจ้าทรงแก้ไข จัดรูปทรงใหม่ ตามที่พระองค์ทรงเห็นควร เราจึงต้องถามตัวเองว่ามีเรื่องอะไรที่พระเจ้ากำลังเรียกให้เรายอมจำนน? มีทิฐิ ความดื้อรั้น ความต้องการควบคุม หรือแผนการของตัวเราเองในเรื่องใดที่เรายังไม่ยอมวาง เราต้องไม่ขอพระเจ้าเพียงให้พระองค์เปลี่ยนสถาณการณ์ แต่เราต้องขอพระเจ้าให้ทรงเปลี่ยนใจของเรา โดยเราต้องยอมจำนนต่อพระเจ้าให้พระองคเป็นผู้สร้างและปั้นชีวิตของเราให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่151) คุณนับวันของคุณเองเป็นไหม?

    Play Episode Listen Later Aug 28, 2026 5:54


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่151)คุณนับวันของคุณเองเป็นไหม?"ขอทรงสอนข้าพระองค์ทั้งหลายให้นับวันของตน เพื่อพวกข้าพระองค์จะมีจิตใจที่มีปัญญา”~สดุดี 90:12 THSV1“Teach us to number our days, that we may gain a heart of wisdom.”~Psalms 90:12 NIVพระธรรมสดุดีข้อนี้ เป็นคำอธิษฐานของโมเสส ที่สั้นแต่ลึกเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างมีปัญญา โดยตระหนักว่าเวลาของเราบนโลกนี้มีจำกัดและเหลือน้อยลงทุกวันพระธรรมข้อนี้ มีความหมายอะไรบ้าง?​"ขอทรงสอนข้าพระองค์ทั้งหลายให้นับวันของตน “1).“ขอทรงสอนข้าพระองค์ทั้งหลาย”ทำไมต้องขอพระเจ้าให้ทรง “สอน”?และจะให้“สอนอะไร?”2).“ให้นับวันของตน”วลี“ให้นับวันของตน” ไม่ใช่หมายความถึงแค่การนับว่าชีวิตเราเหลืออีกกี่วัน? เพราะคำว่า “นับ” มีความหมายมากกว่า”การนับจำนวนวัน“ แต่หมายถึง”การตระหนักถึงคุณค่าของเวลาที่พระเจ้าประทาน และรู้จักใช้มันอย่างถูกต้อง!“​“เพื่อพวกข้าพระองค์จะมีจิตใจที่มีปัญญา”นี่คือ เหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องถูกสอนให้“นับวัน”ของเรา?เพราะมนุษย์อย่างเรามีแนวโน้มที่จะคิดไปเองว่า เรายังมีเวลาอยู่ ดังนั้น ~วันหน้าค่อยทำ~วันหลังค่อยกลับไปหาพระเจ้า~วันหน้าค่อยคืนดีกัน~วันหลังค่อยบอกว่ารัก~วันหน้าค่อยรับใช้~วันหลังค่อยทำสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกฯลฯแต่ปัญหาคือ ~แม้เราเป็นเจ้าของการตัดสินใจในวันนี้ ~แต่เราไม่ใช่เจ้าของ วันพรุ่งนี้!(ยากอบ 4:14)การ “นับวัน”เป็น จะทำให้เราไม่ใช้ชีวิตแบบประมาท!การถูกสอนให้นับวัน จึงเป็นการเตือนสติเราว่าแม้เราไม่รู้ว่า เรามีเวลาเหลืออีกกี่ปี แต่เราก็รู้กันแน่นอนว่า ทุกวันที่ผ่านไป จะไม่กลับมาอีก!ดังนั้นคำอธิษฐานของเราตอนนี้ จึงไม่ใช่ว่า“ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงให้ข้าพระองค์มีชีวิตยืนยาว!”แต่เป็น“ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสอนข้าพระองค์ให้ใช้เวลาที่มีอยู่เหลือนั้นอย่างมีสติปัญญา!”การรู้จัก“นับวัน” จะทำให้เรา​“ได้สติ”และ​“มีจิตที่เกิดปัญญา”คือ1).ตระหนักว่าเรามีเวลามีจำกัด 2).เลือกทำสิ่งที่มีคุณค่า และ3).ตั้งใจจริงจังในการตั้งคำถามว่า“ฉันควรทำอะไรกับเวลาที่พระเจ้าประทานให้ฉันที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย?“4).เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตจาก “ทำทุกอย่าง”มาเป็น “ทำสิ่งที่สำคัญ”ก่อนก.เลือกไม่ทำทุกอย่างเหมือนเคย แต่ข.เลือกทำสิ่งที่พระเจ้าและคนที่เรารักให้ความสำคัญในทันที แบบ“วันนี้มีคุณค่า”พี่น้องที่รัก“ชีวิตที่มีปัญญา ไม่ใช่ชีวิตที่มีเวลามากที่สุดแต่คือชีวิตที่ใช้เวลาที่มี เพื่อสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด”(A wise life is not the life that has the most time, but the life that uses its time for what matters most.)ดังนั้น ขอให้เรากล่าวได้อย่างอาจารย์ เปาโลที่ว่า“แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ถือว่าชีวิตของข้าพเจ้าเป็นสิ่งมีค่าสำหรับตัวเอง ขอแต่เพียงให้ข้าพเจ้าได้ทำหน้าที่ของข้าพเจ้าและทำพันธกิจที่ได้รับจากพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าให้สำเร็จคือการเป็นพยานถึงข่าวประเสริฐที่สำแดงพระคุณของพระเจ้า”~กิจการ 20:24 THSV11สุดท้ายนี้ ขอพระเจ้าทรงสอนเราทั้งหลายให้นับวันของเราแต่ละคนเพื่อพวกเราจะมีจิตใจที่มีปัญญา และตระหนักถึงความจำกัดของวันเวลาที่เรามีเหลืออยู่ในชีวิต เพราะ” ยิ่งเรารู้ว่าเรามีเวลาจำกัดมากเท่าไรเราก็ยิ่งอยากใช้ชีวิตที่เหลือให้ตรงกับพระประสงค์ของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น!“พี่น้องที่รักวันนี้ …คุณนับวันของคุณเองเป็นไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 29สิงหาคม2026(ตอนที่ 151ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่150) ท่าทีและทัศนคติที่ควรมีในการรับใช้!

    Play Episode Listen Later Aug 28, 2026 4:58


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่150)ท่าทีและทัศนคติที่ควรมีในการรับใช้!“เพราะข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะไม่แสดงความรู้เรื่องใดๆ ในหมู่พวกท่านเลยเว้นแต่เรื่องพระเยซูคริสต์และการที่พระองค์ทรงถูกตรึงที่กางเขน”~1 โครินธ์ 2:2 THSV11“In fact, while I was with you, I made up my mind to speak only about Jesus Christ, who had been nailed to a cross.”~1 Corinthians 2:2 CEVถ้าเราจะรับใช้พระเจ้า หรือ คริสตจักร การมีท่าทีและทัศนคติที่ถูกต้องเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง!เราต้องไม่ทำให้การรับใช้ และการไม่รับใช้ของเราเป็นเหตุให้​เกิดกาาโต้เถียงและความแตกแยก เป็นก๊กเป็นเหล่าขึ้นมา หรือ ​เกิดการติดตามคน หรือ ติดใจในคารมหวานหู แทนที่จะ1).ติดตามพระคริสต์ 2).ประกาศสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำที่บนไม้กางเขนเพื่อเราและโลกนี้ 3).มีประสบการณ์กับฤทธานุภาพของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก.ในชีวิตและข.ในการรับใช้ของเราดังนั้น หากเราต้องการสอน เทศน์ หรือรับใช้ ก็ขอให้เรามีท่าทีและทัศนคติที่เหมาะสมเหมือนอย่างที่อาจารย์เปาโลได้กล่าวกับคริสเตียนชาวโครินธ์ว่า“พี่น้องทั้งหลาย เมื่อ…ข้าพเจ้ามาหาท่านเพื่อประกาศความล้ำลึกของพระเจ้า(คำพยานเกี่ยวกับพระเจ้า)แก่พวกท่านนั้น​ข้าพเจ้าไม่ได้มา1).ด้วยถ้อยคำหวานหู (คำพูดสละสลวย) หรือ2).ด้วยความฉลาดปราดเปรื่อง(สติปัญญาเลอเลิศ) ​ข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะไม่แสดงความรู้เรื่องใดๆ อื่นเลย ในหมู่พวกท่านเลย เว้นแต่1).เรื่องพระเยซูคริสต์2).การที่พระองค์ทรงถูกตรึงตายที่บนไม้กางเขน และ​ข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งหลาย1).ด้วยความอ่อนแอ 2).ด้วยความกลัว(จนตัวสั่น)และ3).ด้วยความหวาดหวั่น(อย่าง)มาก ​ข้าพเจ้าไม่ได้พูดและเทศน์ด้วยการพูดชักชวนด้วยปัญญา(ถ้อยคำโน้มน้าวใจด้วยสติปัญญา)​ข้าพเจ้าพูดเป็นการสำแดงพระวิญญาณและฤทธานุภาพ(ฤทธิ์อำนาจ)เพื่อความเชื่อของพวกท่านจะไม่ขึ้นกับ(หรือ อาศัยสติ)ปัญญาของมนุษย์แต่ขึ้นกับฤทธิ์เดชของพระเจ้า”~1 โครินธ์ 2:1-5 พี่น้องที่รัก หากว่า คุณต้องการรับใช้ แบบผู้รับใช้ที่ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงก็จงทำตามคำแนะนำนี้ “ผู้รับใช้ที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่คนที่ทำให้คนเห็นความเก่งของตนแต่คือคนที่ทำให้คนเห็นความยิ่งใหญ่ของพระคริสต์”(A great servant is not one who makes people see his greatness, but one who helps people see the greatness of Christ.)ขอให้เรามีท่าทีและทัศนคติที่ในการรับใช้ของเรา อย่างที่พระเจ้าทรงประสงค์นั่นคือ ขอให้เรายิ่งเรียนรู้ และ ยิ่งรับใช้ ก็ยิ่งทำให้“เราเล็กลง และพระคริสต์ใหญ่ขึ้น!”ดุจเดียวกับที่ ยอห์นผู้ให้บัพติศมาได้กล่าวไว้ว่า“พระองค์ต้องยิ่งใหญ่ขึ้น แต่ข้าพเจ้าต้องด้อยลง””~ยอห์น 3:30 THSV11“He must become greater; I must become less.””~John 3:30 NIV…เห็นดีด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 28สิงหาคม2026(ตอนที่ 150ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต (Post 2) ตอน ตามพระทัย Ep.1728

    Play Episode Listen Later Aug 27, 2026 5:23


    พระธรรมนำชีวิต (Post 2)ตอน ตามพระทัย Ep.1728บริบทนี้กำลังบอกว่า พระเจ้าทรงเป็นช่างปั้น และประชากรของพระองค์ก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ พระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจที่จะจัดการ สร้างใหม่และปรับเปลี่ยนรูปทรงตามพระประสงค์ของพระองค์ ตรงนี้ผมนำมาประยุกต์ใช้แบบนี้ว่า พระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจที่จะจัดการกับชีวิตของเรา ปรับเปลี่ยน และกำหนดรูปทรงใหม่ตามพระประสงค์ของพระองค์ ขอให้เรายอมให้พระเจ้าเป็นผู้กำหนดรูปทรงของภาชนะ หรือชีวิตของเรา บางครั้งเมื่อเราสูญเสียบางสิ่ง เราก็อยากได้สิ่งนั้นกลับมา พี่น้องครับ ไม่ว่าชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ขอให้เรายอมจำนนต่อพระเจ้า และยอมให้พระเจ้าสร้างชีวิตของเราให้ตรงตามพระประสงค์ของพระองค์'ข้าแต่พระยาห์เวห์ บัดนี้พระองค์ยังเป็นพระบิดาของพวกข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นดินเหนียว และพระองค์ทรงเป็นช่างปั้น ข้าพระองค์ทุกคนเป็นผลงานของพระหัตถ์พระองค์ ' อิสยาห์ 64:8ถ้าวันนี้ชีวิตของเรามีบางสิ่งที่เสียหาย มีความผิดพลาด มีเรื่องที่เราไม่เข้าใจ อย่าเพิ่งรียบสรุปว่า พระเจ้าทรงทำงานกับชีวิตเราจบแล้ว และในขณะเดียวกัน อย่าใช้คำว่า พระเจ้ากำลังปั้นเราใหม่มาเป็นข้ออ้างที่จะไม่กลับใจจากบาป เพราะในบริบทนี้ พระเจ้าเรียกยูดาห์ให้กลับใจจากทางชั่วและยอมจำนนต่อพระองค์ ในการสร้างใหม่ของพระเจ้านั้น พระเจ้าทรงแก้ไข จัดรูปทรงใหม่ ตามที่พระองค์ทรงเห็นควร เราจึงต้องถามตัวเองว่ามีเรื่องอะไรที่พระเจ้ากำลังเรียกให้เรายอมจำนน? มีทิฐิ ความดื้อรั้น ความต้องการควบคุม หรือแผนการของตัวเราเองในเรื่องใดที่เรายังไม่ยอมวาง เราต้องไม่ขอพระเจ้าเพียงให้พระองค์เปลี่ยนสถาณการณ์ แต่เราต้องขอพระเจ้าให้ทรงเปลี่ยนใจของเรา โดยเราต้องยอมจำนนต่อพระเจ้าให้พระองคเป็นผู้สร้างและปั้นชีวิตของเราให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่149) หากเจอเรื่องร้ายๆในชีวิต จะรับมืออย่างไรให้เกิดผลดี?

    Play Episode Listen Later Aug 26, 2026 5:55


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่149)หากเจอเรื่องร้ายๆในชีวิตจะรับมืออย่างไรให้เกิดผลดี?“เรามอบสันติสุขไว้กับพวกท่าน สันติสุขของเราที่ให้กับท่านนั้น เราไม่ได้ให้อย่างที่โลกให้ อย่าให้ใจของท่านเป็นทุกข์ อย่ากลัวเลย”~ยอห์น 14:27 THSV11“Peace I leave with you; my peace I give you. I do not give to you as the world gives. Do not let your hearts be troubled and do not be afraid.”~John 14:27 NIVมีคำเตือนสติที่ดีกล่าวว่า“อย่าถามเพียงว่า ‘ทำไมเรื่องนี้เกิดขึ้นกับฉัน?' แต่จงถามว่า ‘พระเจ้าจะทรงสอนอะไรฉันผ่านเรื่องนี้?'”(“Don't only ask, ‘Why did this happen to me?' Ask, ‘What is God teaching me through this?'”)ดังนั้น ในยามเผชิญกับเรื่องเลวร้ายในชีวิตที่สร้างความเจ็บปวดให้แก่คุณขอให้คุณกระทำตามแนวทางต่อไปนี้ แล้วชีวิตของคุณจะมีสันติสุขและจำเริญขึ้น ​Pause~หยุดนิ่งสงบสักพัก อย่าเพิ่งรีบพูด หรือรีบตัดสินใจลงมือทำอะไร​Pray~อธิษฐานมอบเรื่องที่เกิดขึ้นไว้กับพระเจ้า และขอการนำทางจากพระองค์​Ponder~ใคร่ครวญไตร่ตรอง แยกแยะว่า อะไรคือสาเหตุและจะแก้ไขอย่างไร​Perspective~มีทัศนคติ เลือกมองบวกไม่ใช่ลบ จนมองเห็นทางที่ดีกว่าเดิม​Process~ปรับกระบวนวิธีปฏิบัติให้เหมาะรับมือวิกฤติและเดินหน้าต่อไป​People~เข้าใกล้กลุ่มคนที่รักและเคียงข้างเราเช่นครอบครัวและคริสตจักร​Purpose~ค้นหาวัตถุประสงค์ของพระเจ้าภายใต้เรื่องเลวร้ายนี้ให้พบและทำ​Promise~อ่าน ฟัง ใคร่ครวญและยึดพระสัญญาของพระเจ้าในการดำเนินชีวิต​Peace~ให้สันติสุขของพระคริสต์ครองใจทั้งหมดจนความทุกข์เจ็บปวดไม่มีที่ยืน​Prepare~ให้เตรียมพร้อมสำหรับคลื่นแห่งความเจ็บปวดลูกใหม่ที่จะถาโถมเข้ามาขอย้ำเตือนว่า ​เราอาจเจอเรื่องร้ายได้ทุกเวลาแต่อย่ายอมให้เรื่องร้าย1).ทำร้ายเราตลอดเวลา หรือ ตลอดไป หรือ2).มากำหนดปลายทางชีวิตเรา!​เราสามารถเลือกกำหนดชีวิตของเรา โดยพึ่งพระคุณพระเจ้าได้เสมอเหมือนดังคำกล่าวที่ว่า“อย่าให้บาดแผลจากเมื่อวานกลายเป็นผู้กำหนดชีวิตของเราในวันนี้”(Don't let yesterday's woundsbecome the author of today's life.)พี่น้องที่รักคุณเห็นด้วยหรือไม่ที่ว่า“เราอาจเลือกไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเรา แต่เราเลือกได้ว่าจะให้สิ่งนั้นเปลี่ยนเราเป็นคนแบบไหน”(We may not choose what happens to us, but we can choose what it turns us into.)ดังนั้น ขอให้เราพึ่งพระเจ้าและเลือกตอนจบของเราเอง ดังคำกล่าวที่ว่า“สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวแต่ไม่จำเป็นต้องเป็นตอนจบในเรื่องราวของเรา!”(What happened to us may be part of the story, but it doesn't have to be the ending.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 27สิงหาคม2026(ตอนที่ 149ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน วางใจจริงไหม Ep.1727

    Play Episode Listen Later Aug 26, 2026 6:08


    พระธรรมนำชีวิตตอน วางใจจริงไหม Ep.1727พวกเราคริสเตียนมักพูดว่า เราวางใจพระเจ้า คำถามในวันนี้คือ ชีวิตของเรากำลังแสดงให้เห็นจริงหรือไม่ว่า เราวางใจพระองค์จริง ๆ เยเรมีย์ 17:19–27 แม้จะพูดถึงวันสะบาโตในตัวอักษร แต่ความหมายสำหรับพวกเรา คือคำถามเรื่องการวางใจในพระเจ้า และการเชื่อฟังถึงพระสัญญาของพระองค์ ก่อนที่เราจะเข้าไปในเนื้อหา ผมอยากปรับความเข้าใจ ของพวกเราในเรื่องวันสะบาโตสักหน่อย วันสะบาโตในพันธสัญญาเดิมหมายถึงวันที่เจ็ดของสัปดาห์ นั่นคือวันเสาร์ และเป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาระหว่างพระเจ้ากับอิสราเอล ดังนั้นเราไม่ควรนำคำสั่งเรื่องวันสะบาโตมาใช้เป็นกฎตายตัวกับคริสเตียน แต่เราสามารถเรียนรู้หลักการสำคัญจากตัวบริบทว่า คนของพระเจ้าถูกเรียกให้วางใจและเชื่อฟังพระองค์ และให้พระวจนะของพระเจ้ามาเป็นตัวกำหนดชีวิตของเรา'พระยาห์เวห์ตรัสกับข้าพเจ้าดังนี้ว่า “จงไปยืนในประตูประชาชน ซึ่งบรรดากษัตริย์แห่งยูดาห์เสด็จเข้าและเสด็จออก และในประตูทั้งหลายของเยรูซาเล็ม และกล่าวแก่พวกเขาว่า ‘จงฟังพระวจนะของพระยาห์เวห์ ท่านทั้งหลายผู้เป็นกษัตริย์ของยูดาห์ และบรรดาคนยูดาห์และชาวเยรูซาเล็มทั้งสิ้น ผู้ซึ่งเข้าทางประตูเหล่านี้ ' เยเรมีย์ 17:19-20พระเจ้าทรงส่งเยเรมีย์ไปยืนที่ประตูประชาชน ซึ่งกำลังสื่อถึงการประกาศความจริงของพรเจ้าในที่สาธารณะ พระเจ้ากำลังนำพระวจนะของพระองค์เข้าไปแตะชีวิตประจำวันของคนทุกชนชั้นในยูดาห์ ทั้งการเดินทาง การค้าขาย และกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้คน คำว่า จงฟัง... มีความหมายว่า ฟังแล้วต้องเชื่อฟังทำตาม 'พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า จงระวังเพื่อเห็นแก่ชีวิตของพวกเจ้า อย่าได้หาบหามอะไรในวันสะบาโต หรือนำของนั้นเข้าทางบรรดาประตูเยรูซาเล็ม และอย่าหาบหามของของเจ้าออกจากบ้านในวันสะบาโต หรือทำงานใดๆ แต่จงรักษาวันสะบาโตให้บริสุทธิ์ดังที่เราได้บัญชาบรรพบุรุษของเจ้าไว้ ' เยเรมีย์ 17:21-22พระเจ้าทรงสั่งให้พวกเขารักษาวันสะบาโต ซึ่งในพันธสัญญาเดิมเป็นวันซึ่งพระองค์ทรงแยกไว้สำหรับพระองค์ และเป็นหมายสำคัญระหว่างพระเจ้ากับอิสราเอล เรื่องการรักษาวันสะบาโตไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของวันหนึ่งในสัปดาห์ แต่กำลังเปิดเผยว่า พวกเขายอมให้พระเจ้าเป็นจอมเจ้านายเหนือชีวิตของเขาหรือไม่ จากตอนที่แล้ว เยเรมีย์รู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยของเขาในวันร้าย วันนี้เราต้องกลับมาถามตัวเองว่า ถ้าเราบอกว่าเราวางใจในพระเจ้า วันนี้เราฟังเสียงของพระเจ้าด้วยการเชื่อฟังหรือไม่ 'แต่พวกเขาก็ไม่ฟังหรือเงี่ยหูฟัง แต่ทำคอของเขาให้แข็ง เพื่อจะไม่ได้ยินและไม่รับคำตักเตือน' ' เยเรมีย์ 17:23ปัญหาของคนยูดาห์ในยุคนั้น คือพวกเขาฟังแต่ไม่เชื่อฟัง ไม่ยอมรับคำเตือน ทำให้คอของเขาให้แข็ง นี่เป็นภาะที่สัตว์ใช้งานไม่ยอมอยู่ในอำนาจของเจ้าของ เช่นกันกัน วันนี้เรายอมที่จะอยู่ใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้าหรือไม่ หรือเราเพียงได้ยินแต่ไม่เชื่อฟัง และยังทำคอแข็งไม่ยอมรับคำเตือนอยู่หรือเปล่า ในข้อ 24-27 เป็นข้อตกลงในพระสัญญาของพระเจ้าว่า เยเรมีย์ 17:24 '“พระยาห์เวห์ตรัสว่า ถ้าพวกเจ้าเชื่อฟังเรา… ' ข้อ 25–26 บอกถึงผลของการเชื่อฟังว่า เมืองที่ยังคงอยู่ และจะมีราชวงศ์ดาวิดต่อไปประชาชนจะมีการนมัสการพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง แต่ในข้อ 27 ได้บอกถึงสิ่งตรงกันข้าม 'แต่ถ้าเจ้าทั้งหลายไม่ฟังเรา... ' …แล้วเราจะก่อไฟไว้ในประตูเมืองเหล่านั้น และไฟนั้นจะเผาผลาญราชวังทั้งหลายของเยรูซาเล็ม และจะดับก็ไม่ได้”' พระเจ้าทรงแสดงให้เห็นทั้งสองทาง คือ การเชื่อฟังและการไ่ม่เชื่อฟัง ซึ่งตรงกันกับบริบทก่อนหน้า คือคนที่วางใจในพระเจ้า จะเหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมน้ำ แต่ถ้าหากวางใจในมนุษย์ เขาจะเหมือนพุ่มไม้ในทะเลทรายเราอาจพูดว่า เราวางใจพระเจ้า แต่ถ้าหากเรื่องงาน เงิน ความสำเร็จ ความสัมพันธ์ หรือความต้องการของตัวเราเองมีอำนาจเหนือพระวจนะของพระเจ้า ชีวิตของเราก็ไม่จริงตามสิ่งที่ปากของเราพูด วันนี้เราจึงต้องกลับมาถามตัวเองว่า เรากำลังแสวงหาอะไรก่อนพระเจ้า ผมขอสรุปด้วยถ้อยคำของพระเยซูที่ที่เตือนให้เราแสวงหาพระเจ้าด้วยความวางใจก่อนทุกสิ่ง เพราะพระเจ้าทรงทราบทุกสิ่งที่เราต้องการแล้ว พระเยซูทรงสรุปเป็นคำสอนคำเตือนไว้ว่า'แต่พวกท่านจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงนี้ให้ ' มัทธิว 6:33ขอให้เราไม่เพียงเป็นคนที่ได้ยินพระวจนะ แต่เราจะเป็นคนที่ฟังด้วยใจที่พร้อมเชื่อฟัง และยอมให้พระเจ้าและพระวจนะของพระองค์กำหนดวิถีชีวิตของเรา เพราะ หัวใจที่วางใจพระเจ้า จะปรากฏออกมาเป็นชีวิตที่เชื่อฟังพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่148) ทำไมเจอเรื่องร้าย แต่ผลลัพธ์จึงต่างกัน?

    Play Episode Listen Later Aug 26, 2026 5:07


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่148)ทำไมเจอเรื่องร้าย แต่ผลลัพธ์จึงต่างกัน?“พี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อพวกท่านพบกับการทดลองใจต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง”~ยากอบ 1:2 THSV11“My brothers and sisters, be very happy when you are tested in different ways.”~James 1:2 GWเหตุการณ์ร้ายไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าเราจะกลายเป็นคนแบบไหน?แต่สิ่งที่เกิดขึ้น “ภายในหัวใจ” หลังจากที่เกิดเหตุการณ์นั้นต่างหาก ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตที่เหลือทั้งหมดของเรา!จะสุขหรือทุกข์ เมื่อเจอเหตุร้ายๆ นั้นล้วนขึ้นอยู่กับการเลือกของเราเอง!ดังคำกล่าวที่ว่า“บาดแผลอาจไม่ใช่สิ่งที่เราเลือก แต่การที่เราจะให้บาดแผลนั้นกำหนดชีวิตเราอย่างไร เป็นสิ่งที่เราค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะเลือกได้!”(We may not choose our wounds, but we can slowly learn to choose how they shape our lives.)กลับมาที่คำถามว่า“ทำไมเจอเรื่องร้ายเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์จึงต่างกัน?”คำตอบขึ้นอยู่กับ เราเลือกอะไรในสิ่งเหล่านี้?​เรามีมุมมองและตีความสถานการณ์นั้นอย่างไร? ~“เหตุการณ์เดียวกัน” ไม่ได้ถูกตีความด้วยหัวใจเหมือนกัน1).คนหนึ่งคิดว่า“สิ่งนี้เกิดขึ้นกับฉัน แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่มีคุณค่า”=ทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคงในตัวตน2).อีกคนอาจตีความว่า“สิ่งนี้เกิดขึ้น เพราะฉันไม่ดีพอ และชีวิตคงเป็นแบบนี้ตลอดไป”=ทำให้เกิดบาดแผลขึ้นในใจของตนเอง​เรามีใครเป็นที่พึ่ง?เราเชื่อศรัทธาในพระเจ้าอย่างไร?1).คนหนึ่งเชื่อ แบบแค่ที่สมอง ~ไร้ความหวัง2).อีกคนเชื่อ แบบวางใจ ไม่หวั่นไหว ~เปี่ยมด้วยความหวังใจอยู่เสมอ​เราเรียนรู้จักวิธีรับมือกับความเจ็บปวดมาก่อนหรือไม่?1).คนหนึ่งไม่เคยเรียนรู้จักวิธีรับมือกับปัญหามาก่อนเลย แต่2).อีกคนได้รับการฝึกฝนในการรับมือกับความเจ็บปวดมาอย่างดี​เรามีใครสักคนที่เคียงข้างและพร้อมคอยรับฟังเราหรือไม่?1).คนหนึ่งอยู่ลำพังโดดเดี่ยว ไร้ญาติขาดมิตร2).อีกคนหนึ่งมีกลุ่มพี่น้อง ที่พบปะสามัคคีธรรมกันอยู่ตลอดเวลาสรุปการที่คนสองคนเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายเหมือนกัน แต่กลับมีผลลัพธ์ในชีวิตที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงนั้น เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับ​"รากฐานชีวิตภายใน" ทั้ง1).ฝ่ายจิตใจ และ2).ฝ่ายจิตวิญญาณ​“แก่นสารแท้จริงของชีวิต” ที่ทำให้เรา"ตอบสนอง" ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่างกันดังคำกล่าวที่ว่า"น้ำเดือดหม้อเดียวกัน ทำให้มันฝรั่งที่แข็งนิ่มลง แต่กลับทำให้ไข่ที่เปราะบางแข็งขึ้นสิ่งที่กำหนดผลลัพธ์ไม่ใช่ความร้อนของน้ำ แต่คือ 'เนื้อแท้' ที่อยู่ข้างใน!"(The same boiling water softens the potato, but hardens the egg... What determines the outcome is not the heat of the water, but the 'substance' within.)วันนี้ หากชีวิตของคุณเจอะเจอปัญหาหรือความทุกข์ยาก เหมือนเจอน้ำร้อนเดือดคุณคิดว่า การตอบสนองของคุณ จะเปิดเผยว่า คุณเป็น “มันฝรั่ง”หรือ “ไข่”?…ตอบหน่อยได้ไหม?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 26สิงหาคม2026(ตอนที่ 148ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่147) อคติ & ทิฐิที่ทำลายชีวิต!

    Play Episode Listen Later Aug 25, 2026 4:13


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่147)อคติ & ทิฐิที่ทำลายชีวิต!“ความจองหองมาก่อนการถูกทำลายและใจผยองก็มาก่อนการล้ม”~สุภาษิต 16:18 THSV11“Pride leads to destruction, and arrogance to downfall.”~Proverbs 16:18 GNTพระคัมภีร์เปิดเผยให้รู้ว่าพระเจ้าทรงรังเกียจ การมีอคติต่อกันเพราะว่า“อคติ ”เป็นเหตุให้เกิดการให้คุณค่าคนไม่เท่ากัน เพียงเพราะรูปลักษณ์ ฐานะ ชื่อเสียง ความสามารถ เชื้อชาติ หรือสถานะ​“ทิฐิ” หมายถึง “ความดื้อรั้นถือดี ยึดว่าความคิดของตนถูกต้อง เย่อหยิ่ง จองหอง ไม่ยอมรับฟังผู้อื่น” หรือ “ความเห็น/ทัศนคติเฉพาะตัว”​“อคติ” หมายถึง “ความลำเอียง 4 แบบ ได้แก่ 1).ความลําเอียงเพราะรัก 2).ความลําเอียงเพราะโกรธ 3).ความลําเอียงเพราะกลัว และ4).ความลําเอียงเพราะเขลา“สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ​ทั้งทิฐิและอคติ สามารถทำให้เรา1).มองคนผิด 2).มองความจริงผิด และอาจ3).ต่อต้านสิ่งที่พระเจ้ากำลังทำ ​ ทั้งทิฐิและอคติมัก1).เกิดร่วมกัน เป็นเหตุเป็นผลแก่กัน 2).เป็นตัวปิดกั้นความจริง และ3).ขัดขวางการมองโลกตามความเป็นจริงกล่าวคือ ก).เมื่อมีอคติ (ลำเอียงเกลียดชัง) ก็มักจะแสดงทิฐิ (ถือดี อวดดีใส่) และข).เมื่อมีทิฐิ (ผยอง ยึดติดว่าฉันถูก) ก็จะมองคนอื่นด้วยความอคติ​ทั้งทิฐิและอคติ ทำให้เกิดผลเสีย คือ1).ไม่รับฟังเหตุผล2).ตัดสินใจผิดเพี้ยน และ3).สร้างความขัดแย้งและความเสียหายในสังคม สรุปให้คมที่สุด ก็คือ​“อคติ”ทำให้เรา “ตัดสินคนก่อนรู้จักเขา”​“ทิฐิ”ทำให้เรา “รู้ว่าตัวเองผิด แต่ไม่ยอมเปลี่ยน”พี่น้องที่รัก​อย่าให้เราเป็นคนมีทิฐิสูง ทำให้หยิ่งจองหอง เพราะจะพังลงอย่างยับเยินได้ ดังคำเตือนที่ว่า"ทิฐิสูง ก็เหมือนตึกสูงยิ่งสูงก็ยิ่งเจ็บเวลาโดนถล่มจนพัง!"(A high ego is like a tall building: the higher it is, the harder the fall.")​อย่าให้เราเป็นคนมีอคติมาก เพราะ“อคติอาจปิดประตูที่พระเจ้ากำลังเปิด และทิฐิอาจปิดหูที่พระเจ้ากำลังใช้ตักเตือนเรา!”(Prejudice can close the door God is opening; pride can close the ears God is using to correct us.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 25สิงหาคม2026(ตอนที่ 147ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน อย่าคิดเอาคืนเอง Ep.1726

    Play Episode Listen Later Aug 24, 2026 4:27


    พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าคิดเอาคืนเอง Ep.1726สิ่งที่รับมือได้ยากจริง ๆ คือความไม่ยุติธรรม เมื่อเราถูกเข้าใจผิด ถูกกล่าวหาหรือถูกทำร้าย เราอาจอยากตอบโต้และอยากให้คนที่ทำร้ายเราได้รับสิ่งที่เราคิดว่าเขาสมควรได้รับ เยเรมีย์ 17:17–18 ทำให้เราเห็นว่า แม้เยเรมีย์จะเจ็บปวดจากการถูกข่มเหง เขาก็นำเรื่องนั้นมาร้องทูลต่อพระเจ้า และมอบการพิพากษาไว้กับพระองค์ เพราะพระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาที่ชอบธรรม'ขออย่าทรงเป็นเหตุให้ข้าพระองค์หวาดกลัว พระองค์ทรงเป็นที่ลี้ภัยของข้าพระองค์ในวันร้าย ' เยเรมีย์ 17:17เยเรมีย์ไม่ได้ขอให้ไม่มีวันร้าย เพราะเขารู้ว่า เมื่อวันร้ายมาถึงเขามีพระเจ้าเป็นที่ลี้ภัย คำว่า “ที่ลี้ภัย” ในภาษาเดิมหมายถึง ที่หลบภัยหรือที่กำบัง จากตอนก่อนเยเรมีย์พูดถึงพระเจ้าว่า พระองค์เป็นแหล่งน้ำแห่งชีวิต ตอนนี้เยเรมีย์ต้องใช้ชีวิตเผชิญฤดูแล้ง วันร้ายในชีวิตจริง ๆ แต่เขารู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยของเขา การวางใจในพระเจ้าไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีวันที่ยากลำบาก แต่หมายความว่า เมื่อวันร้ายหรือวันยากลำบากมาถึง เรารู้ว่าเราจะวิ่งไปหาใคร เรารู้ว่าเรามีพระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยเป็นที่กำบังของเรา'ขอให้ผู้ที่ข่มเหงข้าพระองค์ต้องอับอาย แต่ขออย่าให้ข้าพระองค์ต้องอับอาย ขอให้เขาครั่นคร้าม แต่อย่าให้ข้าพระองค์ครั่นคร้าม ขอทรงนำวันร้ายมาตกเหนือเขา ขอทรงทำลายเขาด้วยการทำลายซับซ้อน ' เยเรมีย์ 17:18เยเรมีย์จบคำอธิษฐานด้วยการขอให้พระเจ้าทรงจัดการกับคนที่ข่มเหงเขา คำอธิษฐานนี้สะท้อนถึงความเจ็บปวดที่เขามี สิ่งที่สำคัญคือ เยเรมีย์นำเรื่องนั้นมามอบไว้กับพระเจ้า แทนที่จะลุกขึ้นแก้แค้นด้วยตัวเอง เราไม่สามารถควบคุมความคิดหรือการกระทำของคนอื่นได้ แต่เราสามารถเลือกได้ว่า เราจะจัดการเรื่องนั้นอย่างไร นำเรื่องนั้นไปทูลต่อพระเจ้า หรือเราจะเก็บความแค้นไว้ในใจและพยายามจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง 'นี่แน่ะ ท่านผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า อย่าแก้แค้น แต่จงมอบการนั้นไว้ แล้วแต่พระเจ้าจะทรงลงโทษ เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “การแก้แค้นเป็นของเรา เราเองจะตอบแทน” ' โรม 12:19ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับความไม่ยุติธรรมอยู่ เราไม่จำเป็นต้องปิดบังความรู้สึก และแกล้งทำเป็นว่าเราไม่เจ็บ ไม่เป็นไร แต่ขอให้เราไม่เก็บความโกรธแค้นไว้ในใจเพื่อรอวันเอาคืน ขอให้เรานำความเจ็บปวดนั้นมาร้องทูลต่อพระเจ้า และมอบการพิพากษาไว้กับพระองค์ เราเลือกได้จริง ๆ นะครับ ว่า เราจะตอบสนองอย่างไร อย่าให้ความไม่ยุติธรรมที่คนอื่นทำกับเรา กลายเป็นความขมขื่นที่เราเก็บไว้ในใจ แต่ขอให้เรานำเรื่องนั้นมาทูลต่อพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงรู้จักความจริงทั้งหมด และพระเจ้าของเราทรงซื่อสัตย์และยุติธรรม ขอให้เราวางใจในพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่146) อย่ากลัวเลย…เราจะอยู่กับเจ้า!

    Play Episode Listen Later Aug 23, 2026 5:09


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่146)อย่ากลัวเลย…เราจะอยู่กับเจ้า!“…อย่ากลัวเลย เพราะเราได้ไถ่เจ้าแล้ว เราได้เรียกเจ้าตามชื่อ เจ้าเป็นของเรา เมื่อเจ้าลุยข้ามน้ำ เราจะอยู่กับเจ้า และเมื่อข้ามแม่น้ำ มันจะไม่ท่วมเจ้า เมื่อเจ้าเดินผ่านไฟ เจ้าจะไม่ถูกไหม้ และเปลวเพลิงจะไม่เผาเจ้า”~อิสยาห์ 43:1-2 THSV11“…Do not fear, for I have redeemed you; I have summoned you by name; you are mine. When you pass through the waters, I will be with you; and when you pass through the rivers, they will not sweep over you. When you walk through the fire, you will not be burned; the flames will not set you ablaze.”~Isaiah 43:1-2 NIVอิสยาห์ 43:1-2 เป็นหนึ่งในพระสัญญาที่หนุนใจมาก เพราะพระเจ้าไม่ได้เพียงตรัสว่า“อย่ากลัวเลย” แต่พระองค์ยังทรงอธิบายเหตุผลด้วยว่าทำไมเราจึงไม่ควรกลัว ไว้ดังนี้​พระเจ้าทรงไถ่เราแล้ว​พระเจ้าทรงเรียกเราตามชื่อ“ตามชื่อ”บอกถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเจ้าที่พระองค์ทรงรู้จักเราเป็นส่วนบุคคล ​พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของเรา“เจ้าเป็นของเรา” คือถ้อยคำที่แสดงถึงความมั่นคงว่า~แม้ไม่มีใครเข้าใจเรา~แม้เราสูญเสียบางสิ่ง~แม้เราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่เราแน่ใจได้ว่าไม่มีใครทำอะไรเราได้ ถ้าพระเจ้าไม่อนุญาต!​พระเจ้าทรงอยู่กับเรา1).เมื่อเรา“ลุยข้ามน้ำ”พระเจ้าจะอยู่กับเราพระเจ้าไม่ได้สัญญาว่าเราจะไม่เจอน้ำแต่ตรัสว่า “เมื่อเจ้าลุยข้ามน้ำ เราจะอยู่กับเจ้า!”ไม่ใช่ว่าเราจะไม่มีปัญหา ไม่มีความสูญเสีย ไม่มีความเจ็บปวด หรือไม่ต้อง “ลุยน้ำ”แต่ข่าวดีคือเราจะไม่ได้เดินผ่านสิ่งเหล่านั้นเพียงลำพังและไม่ว่าน้ำจะลึกหรือสถานการณ์จะหนักสักแค่ไหน พระเจ้าก็จะทรงอยู่ด้วยกับเราเสมอไป2).เมื่อเรา“ข้ามแม่น้ำ” พระเจ้าจะอยู่กับเราและไม่ปล่อยให้น้ำแห่งปัญหานั้นท่วมเราไม่ว่าจะเป็นปัญหาครอบครัว ความผิดหวัง ความสูญเสีย ความไม่แน่นอน และภาระรับผิดชอบที่หนักหน่วง หรือสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้แต่พระเจ้าตรัสว่า “มันจะไม่ท่วมเจ้า”ดังนั้น จงจำไว้ว่า แม้สถานการณ์อาจอยู่เหนือเกินกำลังของเรา แต่ก็ไม่ได้อยู่เหนือกว่าพระหัตถ์ของพระเจ้าที่จะจัดการ!3).เมื่อเรา“เดินผ่านไฟ” พระเจ้าจะอยู่กับเราไฟเป็นภาพของ การทดลอง ความทุกข์ยาก และสถานการณ์รุนแรงในบางฤดูกาลแห่งชีวิตที่เราต้องเดินผ่าน แต่พระเจ้าสัญญาว่าไฟนั้นจะไม่เผาผลาญเราพี่น้องที่รัก ขออย่าให้เรากลัว!​เมื่อเราเจอน้ำ พระเจ้าจะทรงอยู่ด้วย​เมื่อเราข้ามแม่น้ำ พระเจ้าจะทรงปกป้อง​เมื่อเราเดินผ่านไฟ พระเจ้าจะทรงคุ้มครองรักษาขอให้ความมั่นคงในชีวิตของเราไม่ได้อยู่ที่ว่า“ชีวิตจะไม่มีปัญหา!”แต่อยู่ที่ว่า“ไม่ว่าปัญหาจะเป็นอะไร พระเจ้าจะไม่ทอดทิ้งเรา!”นี่คือความแตกต่างระหว่าง1).“ความเชื่อว่า เราจะไม่มีปัญหา” กับ2).“ความเชื่อที่ว่า พระเจ้าอยู่กับเราในท่ามกลางปัญหา”เราจึงสรุปได้ว่า“พระเจ้าไม่ได้สัญญาว่าเราจะไม่ต้องเดินผ่านน้ำหรือไฟ แต่พระองค์สัญญาว่า เราจะไม่ต้องเดินผ่านพวกมันเพียงลำพัง!”(God never promised that we would avoid the waters or the fire, but He promised that we would never walk through them alone.)…ช่างหนุนใจอย่างยิ่ง ใช่ไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 24สิงหาคม2026(ตอนที่ 146ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน มอบทุกความรู้สึก Ep.1725

    Play Episode Listen Later Aug 23, 2026 4:32


    พระธรรมนำชีวิตตอน มอบทุกความรู้สึก Ep.1725บางครั้งเมื่อเรายืนหยัดในพระเจ้า เราอาจจะต้องเผชิญกับความกดดัน หรืออาจถูกเยาะเย้ยเพราะความซื่อสัตย์ต่อพระวจนะของพระองค์ ผมขอให้กำลังใจพวกเราทุกคนด้วยคำอธิษฐานของท่านเยเรมีย์จากเยเรมีย์ 17:14–16 เป็นช่วงเวลาที่เยเรมีย์กำลังอยู่ในแรงกดดันและถูกเยาะเย้ย เขานำความอึดอัดนั้นมาร้องทูลต่อพระเจ้า เพราะเขารู้ว่า พระเจ้าทรงรู้จักเขา พระองค์ทรงสามารถรักษาเขา และทรงเป็นที่ลี้ภัยของเขาในวันร้าย ๆ ได้'ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอทรงรักษาข้าพระองค์ แล้วข้าพระองค์จะได้รับการรักษา ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอด ข้าพระองค์จึงจะรอดได้ เพราะพระองค์ทรงเป็นที่สรรเสริญของข้าพระองค์ ' เยเรมีย์ 17:14ท่านเยเรมีย์ไม่ได้ปฏิเสธว่าตัวเองกำลังเจ็บปวด แต่เขานำความเจ็บปวดนั้นมาหาพระเจ้าและร้องว่า “ขอทรงรักษาข้าพระองค์” และ “ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอด” เพราะเขารู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้เดียวที่สามารถช่วยเขาได้ ไม่ว่าเรากำลังรู้สึกอะไรอยู่ เจ็บปวด ท้อใจ ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม ขอให้เรานำความรู้สึกนั้นมาร้องทูลต่อพระเจ้าเพราะพระองค์ทรงสดับฟังคำร้องทูลของเรา และพระองค์จะทรงนำเราออกจากความรู้สึกนั้นด้วยกำลัง และในเวลาของพระองค์'ดูสิ เขาทั้งหลายพูดกับข้าพระองค์ว่า “พระวจนะของพระยาห์เวห์อยู่ที่ไหน? ขอให้มาเถิด” ข้าพระองค์ไม่ได้รีบหนีไปจากการเป็นผู้เลี้ยงที่ติดตามพระองค์ ข้าพระองค์ไม่ประสงค์วันแห่งความหายนะ พระองค์ทรงทราบถึงสิ่งซึ่งออกมาจากริมฝีปากของข้าพระองค์ มันอยู่ต่อพระพักตร์ของพระองค์ ' เยเรมีย์ 17:15-16ผู้คนกำลังเยาะเย้ยเยเรมีย์ เพราะสิ่งที่เขาประกาศยังไม่เกิดขึ้น หากพวกเรากำลังถูกเยาะเย้ยเพราะกำลังยืนหยัดอยู่ในถ้อยคำของพระเจ้า เราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนเข้าใจ ขอให้เรายังคงซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าและทำหน้าที่ที่พระองค์ทรงมอบหมายต่อไป พระองค์ทรงฃเห็นความจริงในชีวิตของเรา ทรงได้ยินคำพูดของเราและเห็นแรงจูงใจของเราว่าเป็นอย่างไรแน่นอน'พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของเรา เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก ' สดุดี 46:1วันนี้เราไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนเข้าใจเรา ขอเพียงเรามั่นใจว่า พระเจ้าทรงรู้จักเรา เมื่อเราเจ็บปวด ขอให้เราวิ่งเข้าหาพระองค์ เมื่อเราถูกเข้าใจผิด ขอให้เราวางความจริงไว้ต่อพระพักตร์ของพระองค์ เมื่อเราเผชิญกับความไม่ยุติธรรม ขอให้เรามอบการพิพากษาไว้กับพระเจ้า เพราะเราเองไม่สามารถควบคุมทุกสิ่งที่จะเข้ามาในชีวิตได้ แต่เราสามารถเชื่อและวางใจได้ว่า ในวันที่เราพบกับความยากลำบาก พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของเรา ขอให้เราวางใจในพระเจ้าและนำทุกความรู้สึกนั้นมามอบไว้กับพระองค์ให้พระเจ้าเป็นผู้จัดการทุกอย่างด้วยความวางใจในพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่145) คนไม่มีงานศพ(2)

    Play Episode Listen Later Aug 22, 2026 6:42


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่145)คนไม่มีงานศพ(2)“บางคนอาจมีลูกหลานนับร้อยและมีอายุยืน แต่ไม่ว่าจะอายุยืนแค่ไหน ถ้าไม่สามารถชื่นชมความรุ่งเรืองของตน และไม่ได้รับการจัดงานศพอย่างสมเกียรติแล้ว ข้าพเจ้าขอบอกว่าทารกที่ตายตั้งแต่เกิดยังดีกว่าเขาเสียอีก”~ปัญญาจารย์ 6:3 TNCV“A man may father a hundred children and live many years. No matter how long he lives, if he is not satisfied by good things and does not even have a proper burial, I say that a stillborn child is better off than he.”~Ecclesiastes 6:3 CSBเราได้กล่าวไปแล้วว่า“การไม่มีงานฝังศพของตน” หรือ “การไม่มีงานพิธีศพสำหรับตน“จะนับว่าเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจอย่างมากวันนี้ เราจะคุยกันในประเด็นเรื่อง “งานศพ”อีกครั้งหนึ่งในประเด็นที่ว่า“เมื่อถึงวันที่เราจากโลกนี้ไป ผู้คนยังจะจดจำเราได้ไหม ?และพวกเขาจะจดจำเราว่าอย่างไร?”งานศพจึงไม่ได้เป็นเพียง แค่พิธีกรรม สำหรับคนตายแต่เป็นกระจกสะท้อนถึงคุณค่าชีวิตที่เขาเคยแสดงออกมาด้วยเหตุนี้ เมื่อคนหนึ่งคนใดจาก(โลกนี้)ไป สิ่งสำคัญที่เหลืออยู่จึง ไม่ใช่แค่ บ้านที่ดิน รถ หรือทรัพย์สินเงินทองเพียงอย่างเดียว แต่คือ​ความรักที่เขาเคยมอบให้แก่ใครบางคน​คนบางคนที่เขาเคยสร้าง ส่งเสริม หรือฝึกฝนอบรม​ชีวิตบางชีวิตที่เขาเคยสัมผัสและมีส่วนลงชีวิตในระดับลึก​คำพูดที่เขาเคยพูด เคยสอน หรือเคยแนะนำผู้อื่น​ร่องรอยแห่งความดีมีเมตตา ที่เขาทิ้งไว้ในหัวใจของผู้คนมากมาย ฯลฯดังนั้น​เราไม่ควรใช้ชีวิตอย่างไร้คุณธรรม ไร้คุณค่าหรือไร้คุณประโยชน์ต่อผู้คนหรือส่วนรวม จนเมื่อเราตาย จะไร้ซึ่งงานศพที่มีเกียรติ แต่ในทำนองกลับกัน​เราไม่ควรใช้ชีวิตเพียงเพื่อมุ่งให้วันหนึ่งจะมี “งานศพที่ยิ่งใหญ่”สำหรับ“ตัวเอง”แต่เราควรใช้ชีวิตทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า เพื่อ1).ถวายเกียรติแด่พระเจ้า2).แสดงความรักเมตตาต่อคนทั้งหลายเพื่อว่า เมื่อวันนั้น หรือ วันตายมาถึงผู้คนทั้งหลายจะสามารถพูดถึงเราด้วยความชื่นชมอย่างจริงใจว่า“เขาหรือเธอเป็นพรแก่ชีวิตของฉันอย่างแท้จริง!”พี่น้องที่รัก ขอให้เราเข้าใจก่อนว่า ​งานศพที่ดีที่สุด ไม่ใช่งานที่ยิ่งใหญ่อลังการที่สุด​งานศพที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าคนที่ตายนั้นยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะจำนวนคนมาร่วมงานมากมาย รายการหรูหรา และการใช้เงินมากมหาศาล นั้น ไม่ได้เป็นตัววัดคุณค่าของผู้ที่จากไปแต่ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงของคนที่เป็นศพนั้น วัดได้โดยดูจาก​จำนวนคนที่ร้องไห้อาลัยรักและพูดเป็นพยานด้วยความซาบซึ้งอย่างจริงใจว่า“ชีวิตของเขา หรือ สิ่งที่เขาทำ ทำให้ชีวิตของฉันรอดพ้นจากความย่ำแย่ สามารถเริ่มใหม่และดีขึ้น…และฉันอยากมาขอบคุณเขา ณ ที่นี้ !“​มรดกที่ล้ำค่าเหนือกาลเวลา ที่เขาทิ้งไว้ อาทิ 1).แบบอย่างชีวิตที่ดี 2).แรงบันดาลใจที่มอบให้แก่คนรุ่นหลังแม้ว่าผู้ที่จากไปนั้น จะ~ไม่ได้มีทรัพย์สมบัติมากมาย~ไม่มีตำแหน่งใหญ่โต และ~ไม่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปไกล ก็ตามพี่น้องที่รัก ขอให้เราเข้าใจไว้ว่า สำหรับผู้เชื่อในพระคริสต์ ความตายไม่ใช่จุดจบสุดท้ายและเราก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อจะมี“งานศพที่น่าประทับใจ” แต่ขอให้เราดำเนินชีวิตแบบที่”พระเจ้าพอพระทัยและที่คนรอบข้างพอใจ!“ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อชีวิตของเราจบลง จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า~เราเหลือเงินเก็บไว้มากเท่าไร~เรามีบ้านกี่หลังมีที่ดินกี่แปลงมากแค่ไหน~เรามีตำแหน่งฐานะอะไรสูงส่งในสังคม หรือ~เรามีคนมางานศพเรามากมายกี่คน?แต่เป็นว่า~เรารักและภักดีต่อพระเจ้าจนถึงนาทีสุดท้ายของชีวิตหรือไม่?~เราได้แสดงความรักเมตตาต่อผู้คนที่เราอยู่ด้วยหรือที่ได้พบปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อคนที่ลำบากขัดสนหรือยากจน หรือไม่?~เราได้ซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่พระเจ้ามอบหมายและทำจนสำเร็จหรือไม่? และ~เราได้ทิ้งมรดกฝ่ายจิตวิญญาณอันดีงามอะไรไว้เบื้องหลังบ้าง?พี่น้องที่รัก คุณเห็นด้วยหรือไม่กับคำพูดที่ว่า “ชีวิตที่ยืนยาว ไม่สำคัญเท่ากับชีวิตที่มีความหมาย!”(A long life is not as important as a meaningful life.)ดังนั้น อย่าให้เรามีเป้าหมายเพียงแค่มีอายุยืนยาวและมีความสุขส่วนตัวเพราะชีวิตอย่างนี้ ไม่มีความหมายอะไรต่อโลกเพราะแม้ไม่มีเรา โลกก็ไม่ได้เสียดายอะไรเลย!และคนที่มีชีวิตแบบนี้ เวลาตาย ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลามีงานศพซะด้วยซ้ำ!พี่น้องที่รัก จงทำให้ชีวิตของเรา ไม่ว่าจะยาวหรือสั้น ก็ล้วนมีความหมายและหากเราตายก็จงให้งานศพของเราเป็นงานศพ ที่คนจะจดจำตรึงใจคนยาวนานที่สุด แบบยากที่จะลืมเลือนขอให้สิ่งต่างๆ ที่เราทำหรือสร้างมาตลอดทั้งชีวิตจะเป็นสิ่งที่~พระเจ้าทรงพอพระทัย ~มนุษย์ทั่วไปพอใจ ~เงินทองซื้อไม่ได้ และ~กาลเวลาไม่อาจลบเลือนเพราะทั้งหมดนี้ จะทำให้“งานศพ”ของเรา เป็นพิธีรำลึกถึงเราที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เกี่ยวกับชีวิตของเราบนโลกนี้!…อาเมนไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 23สิงหาคม2026(ตอนที่ 145ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน พึ่งพาวางใจในอะไร Ep.1724

    Play Episode Listen Later Aug 22, 2026 5:30


    พระธรรมนำชีวิตตอน พึ่งพาวางใจในอะไร Ep.1724ชีวิตของเราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราจึงพยายามสร้างความมั่นคงให้กับตัวเองด้วยสิ่งที่เราสามารถสะสมได้ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง ความสำเร็จ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย แต่ทั้งหมดนี้ไม่สามารถรับประกันอนาคตของเราได้ เยเรมีย์ 17:11–13 เตือนเราว่า สิ่งที่เราสะสมนั้นมันอาจสูญหายไปได้ แต่พระเจ้าทรงเป็นความหวังและเป็นแหล่งน้ำแห่งชีวิตที่ไม่มีววันหายไป และไม่มีอะไรสามารถมาทดแทนได้'เหมือนนกกระทาที่ฟักไข่ซึ่งมันไม่ได้ออกเอง คนที่ได้ความมั่งมีมาอย่างไม่เป็นธรรมก็เช่นกัน พอถึงวัยกลางคน มันก็พรากจากเขาไป และในตอนปลายของเขา เขาจะเป็นคนโฉดเขลา ' เยเรมีย์ 17:11ภาพนี้ถูกนำมาเปรียบเทียบกับคนที่สะสมความมั่งคั่งไว้ด้วยความไม่เป็นธรรม หมายถึง คดโกง กดขี่ ได้มาซึ่งมิชอบ สิ่งที่เขาได้มาอย่างไม่เป็นธรรมนั้นแม้จะดูเหมือนสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต แต่ในที่สุดเขาจะต้องสูญเสียมันไป พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้บอกว่าการมีทรัพย์สินเป็นสิ่งผิด แต่กำลังเตือนถึงความมั่นคงที่ได้มาอย่งผิดวิธี และการวางใจในทรัพย์สินที่สะสมไว้ นี่ทำให้เราต้องถามตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังทุ่มเทสะสมอยู่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าถาวร หรือเป็นเพียงสิ่งที่วันหนึ่งมันจะพรากจากเราไป? 'ที่ตั้งแห่งสถานนมัสการของเราทั้งหลาย เป็นพระที่นั่งรุ่งเรืองซึ่งตั้งอยู่สูงตั้งแต่เดิมนั้น ' เยเรมีย์ 17:12ทรัพย์สินอาจหายไป อำนาจอาจเปลี่ยนแปลง และสิ่งที่เราคิดว่ามั่นคงก็พังลงได้ แต่พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ผู้สูงสุด ทรงพระสิริ พระที่นั่งของพระองค์ตั้งอยู่สูงและมั่นคง พระองค์จึงทรงสมควรเป็นศูนย์กลางแห่งความหวังและการนมัสการของเรา'ข้าแต่พระยาห์เวห์ ความหวังแห่งอิสราเอล บรรดาคนเหล่านั้นที่ละทิ้งพระองค์จะต้องอับอาย บรรดาคนทั้งปวงในแผ่นดินที่หันไปจากเราจะต้องถูกจารึกไว้ เพราะเขาได้ละทิ้งพระยาห์เวห์ผู้เป็นแหล่งน้ำแห่งชีวิตเสีย ' เยเรมีย์ 17:13คำว่า ความหวัง ในบริบทนี้มีความหมายถึง ความหวังหรือผู้ที่เป็นความหวัง พระเจ้าไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่ให้ความหวัง แต่พระองค์ทรงเป็นความหวัง และอีกภาพนึงที่ชัดเจนมากคือ พระองค์เป็นแหล่งน้ำแห่งชีวิต ในดินแดนที่ยูดาห์ตั้งอยู่เป็นดินแดนที่แห้งแล้ง แหล่งน้ำหมายถึงชีวิตและความหวัง ตรงนี้กำลังบอกว่า การละทิ้งพระเจ้าไม่ใช่เพียงการหันไปเชื่อสิ่งอื่น แต่คือการละทิ้งผู้เป็นความหวังและเป็นแหล่งน้ำแห่งชีวิต ตรงนี้สอดคล้องกับเยเรมีย์ 2:13 ที่กล่าวถึงการที่ประชาชนละทิ้งพระองค์ผู้ทรงเป็นน้ำพุแห่งชีวิตแล้วหันไปขุดบ่อแตกที่เก็บน้ำไม่ได้ วันนี้เราก็อาจทำสิ่งเดียวกันอยู่ เราอาจไม่ได้กราบไหว้รูปเคารพ แต่เราก็กำลังพยายามสร้างความมั่นคงด้วยเงิน งาน ความสามารถ ความสัมพันธ์ หรือสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ จนสิ่งเหล่านั้นเป็นที่เราวางใจแทนที่พระเจ้า สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งผิดในตัวมันเอง แต่เมื่อเราวางใจในสิ่งเหล่านั้นแทนที่พระเจ้า สิ่งเหล่านั้นก็ไม่สามารถกลายเป็นที่พึ่งพาแทนพระเจ้าได้แน่นอน อะไรคือสิ่งที่เรากำลังใช้เป็นหลักประกันว่าชีวิตของเราจะมั่นคง? วันนึงเราอาจสูญเสียสิ่งที่อยู่ในมือ แต่ว่าวันนั้นเรายังมีพระเจ้าผู้ทรงเป็นความหวัง เป็นแหล่งน้ำแห่งชีวิต ขอให้เราอย่าวางใจไว้กับสิ่งที่เราสะสมจนลืมพระเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งชีวิต เพราะสิ่งที่อยู่ในมือของเรานั้นอาจจะหายไป แต่พระเจ้าผู้ทรงเป็นความหวังของเราจะไม่มีวันที่จะสูญหายไป 'ส่วนพวกที่มั่งคั่งในชีวิตนี้ จงกำชับพวกเขาไม่ให้เย่อหยิ่ง หรือมุ่งหวังในทรัพย์ที่ไม่ยั่งยืน แต่ให้มุ่งหวังในพระเจ้าผู้ประทานทุกสิ่งแก่เราอย่างบริบูรณ์ เพื่อให้เราได้ชื่นชม ' 1 ทิโมธี 6:17วันนี้เราต้องกลับมาถามตัวเองว่า เรากำลังใช้ชีวิตเพื่อสะสมอะไร และเรากำลังวางความหวังไว้ที่ไหน เพราะท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่เราสะสมอาจถูกพรากไปจากเราได้ แต่พระเจ้าทรงเป็นความหวัง และเป็นแหล่งน้ำแห่งชีวิต ไม่ทางพรากไปจากเราวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่144) คนไม่มีงานศพ?

    Play Episode Listen Later Aug 21, 2026 5:44


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่144)คนไม่มีงานศพ?“แม้ว่าคนหนึ่งคนใดมีลูกสักร้อยคน และมีอายุยืนยาว ไม่ว่าเขาจะอยู่นานหลายปีแต่จิตใจเขาไม่ได้อิ่มด้วยความมั่งคั่งเลย และไม่มีงานฝังศพของตนด้วย ข้าพเจ้าว่าลูกที่เกิดมาแท้งเสียยังดีกว่าคนนั้น”~ปัญญาจารย์ 6:3 THSV11“A man may have a hundred children and live many years; yet no matter how long he lives, if he cannot enjoy his prosperity and does not receive proper burial, I say that a stillborn child is better off than he.”~Ecclesiastes 6:3 NIVพระธรรมปัญญาจารย์ 6:3 ข้อนี้ เป็นข้อพระคัมภีร์ที่พูดเรื่อง “ความหมายของชีวิต” ได้ลึกซึ้งยิ่งและคำว่า “ไม่มีงานฝังศพของตน” ช่างเป็นประโยคที่สะเทือนใจเป็นพิเศษ!เพราะในสมัยโบราณนั้น การได้รับการฝังศพอย่างเหมาะสมสง่างามถือเป็นส่วนหนึ่งของเกียรติยศและการได้รับการยอมรับจากครอบครัว วงศ์ตระกูลและชุมชนต่อผู้ที่จากไปดูเหมือนว่า ผู้เขียนกำลังกล่าวถึงคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตชึ่ง1).มีลูกมากถึง 100 คน2).มีอายุยืนยาว(นานกว่าคนทั่วไป) และ3).มีทรัพย์สมบัติมั่งคั่งมากแต่ปัญหาคือ ​“จิตใจเขาไม่ได้อิ่มด้วยความมั่งคั่ง”หมายความว่า เขาอาจมีสิ่งภายนอกเต็มล้น แต่ 1).หัวใจกลับว่างเปล่า และ2).ไม่มีความสุขในชีวิตนี่คือประเด็นสำคัญ เพราะ“การมีชีวิตที่ยืนยาวไม่ได้หมายความว่า มีชีวิตที่มีความหมาย และการมีชีวิตที่มั่งคั่ง ก็ไม่ได้หมายความว่า มีชีวิตที่อิ่มเอมเปรมปรีดิ์!”​“ไม่มีงานฝังศพของตน”ไม่ได้หมายความว่า “การมีงานศพ หรือ งานฝังศพจะทำให้ชีวิตมีคุณค่า” แต่ปกติงาน(ฝัง)ศพ มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นการประกาศให้สังคมหรือโลกนี้รู้ว่า“ชีวิตของคนที่ตายนี้มีคุณค่า มีความหมาย และเป็นที่รักอย่างไรบ้าง?และการเสียชีวิต หรือ การจากไปของเขาได้1).สร้างความโศกเศร้าอาลัย และ2).ส่งผลกระทบอะไรต่อ ครอบครัว ชุมชนและสังคมบ้าง?คนที่มีคุณค่าเช่นนี้ สมควรได้รับการให้เกียรติหรือการประกาศเกียรติคุณผ่านพิธีศพของเขาด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนพระธรรมปัญญาจารย์จึงกล่าวว่า คนที่มีลูกนับร้อย มีความมั่งคั่ง และมีชีวิตยืนยาว แต่กลับ “ไม่มีงานฝังศพ” สำหรับตัวเขา จะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเสียใจยิ่งนัก เพราะเป็นการประจานอย่างเปิดเผยว่า คนที่ตายคนนี้ คือคนไร้ค่า เพราะว่า​เขามีคนอยู่รอบตัวมากมาย แต่กลับไม่มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับผู้ใดเลย​เขามีทรัพย์สมบัติมากมาย แต่กลับไม่มีความอิ่มเอมในใจ​เขามีชีวิตยืนยาว แต่กลับมีชีวิตที่ไร้ความหมาย​เขาได้ทำและมีสิ่งต่างๆมากมาย แต่กลับไม่มีมรดกแห่งความดี ความรักและความศรัทธา ให้คนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นใหม่ ได้ยกย่องสรรเสริญผู้เขียนจึงกล่าวทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่รุนแรงมากว่า“ลูก(ของเขา)ที่เกิดมาและแท้งเสียไป ก็ยังดีกว่าคนนั้น”เพื่อชี้ให้เห็นว่า 1).ความยาวของชีวิต 2).ความมั่งคั่งในชีวิต และ3).ความสำเร็จภายนอกต่างๆไม่ได้เพิ่มคุณค่าให้ชีวิตของเรา หากว่า เรามิได้ใช้สิ่งเหล่านั้นสร้างหรือเสริมสิ่งที่มี~คุณค่าและ~คุณประโยชน์ให้แก่ครอบครัวทั้งฝ่ายกาย และฝ่ายวิญญาณ ชุมชน สังคม และโลกนี้พี่น้องที่รักจงหยุดคิดสักนิดว่าวันนี้ คุณกำลังเป็นเหมือนคนๆนี้หรือไม่?จงจำไว้ว่า ไม่ว่าคุณ~จะมีชีวิตมาแล้วนานแค่ไหน~จะมีทรัพย์สินหรือความสำเร็จมากมายสักเพียงใด แต่เมื่อคุณตาย ไม่มีใครจัด“งานศพอันมีเกียรติ”ให้แก่คุณก็จะถือว่า เป็นโศกนาฏกรรมแห่งชีวิตของคุณ!ดังนั้น …จงดำเนินชีวิตของคุณให้เป็นชีวิต~มีคุณค่า ~มีความหมาย และ~ส่งผลกระทบในเขิงบวกต่อชีวิตของคนมากมาย ตั้งแต่เดี๋ยวนี้เป็นต้นไปเพื่อว่า “ความตาย”จะทำอะไรต่อ“ชื่อเสียง”อันดีงามของคุณไม่ได้เลยแต่“วันตาย”ของคุณ จะเป็นวันประกาศเกียรติคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของคุณต่อโลกนี้ !…จะดีไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 22สิงหาคม2026(ตอนที่ 144ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ผู้ทรงรู้จักเรา Ep.1723

    Play Episode Listen Later Aug 21, 2026 5:23


    พระธรรมนำชีวิตตอน ผู้ทรงรู้จักเรา Ep.1723เมื่อเราไม่รู้ว่าควรวางใจใคร บางครั้งการที่เราเลือกฟังเสียงของตัวเอง อาจจะเป็นเพราะเราคิดว่าอย่างน้อยเราก็รู้จักตัวเองดีที่สุด เยเรมีย์ 17:9–10 เตือนเราว่า แม้แต่หัวใจของเราเองก็สามารถหลอกเราเองได้ เราสามารถหาเหตุผลใกับสิ่งที่เราอยากทำ จนคิดว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง แต่พระเจ้าทรงรู้จักหัวใจของเราอย่างสมบูรณ์ พระองค์ทรงเห็นทั้งสิ่งที่เราทำและสิ่งที่อยู่ลึกลงภายในใจของเราด้วย'จิตใจก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด มันเสื่อมทรามอย่างร้ายทีเดียว ใครจะรู้จักใจนั้นเล่า? ‘เเยเรมีย์ 17:9จากตอนที่แล้ว เราเห็นว่าคนที่วางใจในมนุษย์จะเหมือนพุ่มไม้ในทะเลทราย แค่คนที่วางใจในพระเจ้าจะเหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมน้ำ แล้วคำถามคือ ทำไมมนุษย์จึงเลือกวางใจผิดที่? คำตอบไม่ได้อยู่เพียงแค่ว่าเราวางใจในอะไร แต่อยู่ลึกลงไปถึงหัวใจของเราว่า ทำไมเราจึงเลือกวางใจสิ่งนั้นแทนพระเจ้า คำว่า “ใจ” ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงอารมณ์ความรู้สึกเท่านั้น แต่หมายถึง ศูนย์กลางของความคิด ความปรารถนา เจตจำนง และการตัดสินใจของมนุษย์ และพระเจ้าตรัสว่าใจนั้นเป็นตัวล่อลวง หรือคดโกง จนมนุษย์ไม่สามารถหยั่งรู้สภาพของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ ตรงนี้กำลังบอกว่า เราไม่ควรคิดว่า สิ่งที่ฉันรู้สึกต้องเป็นความจริง หรือเรารู้จักตัวเองดีที่สุด จึงรู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับตัวเราเอง เพราะหัวใจของเราสามารถหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง จนทำให้เรามองสิ่งที่ผิดว่าเป็นสิ่งถูก ลองคิดทบทวนดูนะครับว่า เรากำลังหลอกคนอื่นอยู่ หรือว่าความจริงแล้ว เรากำลังหลอกตัวเอง เราอาจจะพูดกับตัวเองว่า สิ่งที่ทำไม่เป็นไรหรอก เพราะเรามีเหตุผลมารองรับสิ่งที่เราอยากทำเสมอ ความรู้สึกไม่ใช่มาตรฐานของความจริง พระวจนะของพระเจ้าเป็นมาตรฐานแห่งความจริงที่เราต้องใช้ตรวจสอบความคิดและความรู้สึกของเรา'“เราคือพระยาห์เวห์ตรวจค้นดูจิต และทดสอบดูใจ เพื่อให้แก่ทุกคนตามพฤติการณ์ของเขา ตามผลแห่งการกระทำของเขา” ' เยเรมีย์ 17:10ในข้อ 9 มีคำถามว่า ใครจะรู้จักใจนั้นเล่า? ข้อ 10 พระเจ้าทรงตอบด้วยการประกาศว่า พระเจ้าผู้ทรงตรวจค้นและทรงทดสอบใจ พระเจ้าทรงรู้จักส่วนลึกของมนุษย์อย่างสมบูรณ์ คำว่า “ตรวจค้น” ในภาษาเดิมมีความหมายว่า การตรวจสอบหรือการสำรวจอย่างละเอียด ส่วน “ทดสอบ” หมายถึงการทดสอบเพื่อพิสูจน์ให้เห็นสภาพที่แท้จริง พระเจ้าจึงไม่ได้เห็นเพียงสิ่งที่คนอื่นเห็น แต่พระองค์ทรงเห็นสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในชีวิตของเราด้วย พระเจ้าทรงรู้จักเรามากกว่าที่เรารู้จักตัวเอง ในตัวบทภาษาฮีบรูกล่าวถึง ‘ใจและไต' ซึ่งเป็นภาพที่ชี้ถึงส่วนลึกภายในของมนุษย์ สิ่งที่ซ่อนอยู่ ทั้งความคิด ความปรารถนา และแรงจูงใจ ทุกสิ่งสามารถซ่อนให้พ้นจากพระเจ้าได้ พระเจ้าตรัสต่อไปว่า “เพื่อให้แก่ทุกคนตามพฤติการณ์ของเขา ตามผลแห่งการกระทำของเขา” ตรงนี้กำลังบอกว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาที่ชอบธรรม พระองค์ไม่ได้ตัดสินจากภาพลักษณ์ภายนอก แต่ทรงรู้จักความจริงของชีวิตมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น เราไม่ควรเอาหัวใจของเร่มาเป็นมาตรฐานสูงสุดของชีวิต คำว่า ผมรู้สึกว่าดีไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นดีในสายพระเนตรของพระเจ้า และคำว่า ผมคิดว่าไม่เป็นไรก็ไม่ได้ทำให้สิ่งที่ผิดกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง'ฉะนั้นอย่าตัดสินสิ่งใดก่อนถึงเวลา จงคอยจนกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา พระองค์จะทรงเปิดเผยสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความมืด และจะทรงเผยความมุ่งหมายของจิตใจทั้งหลาย เมื่อนั้นแต่ละคนจะได้รับคำชมเชยจากพระเจ้า ' 1 โครินธ์ 4:5วันนี้เราจึงไม่ต้องหลบซ่อนจากการที่พระเจ้าทรงตรวจค้นหัวใจของเรา เพราะโดยพระคุณของพระเจ้า เราได้รับการอภัยและความรอดโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว แต่เราต้องยอมให้พระเจ้าเปิดเผยสิ่งที่เราเองมองไม่เห็น ว่ามีเรื่องอะไรในชีวิตที่เรากำลังพูดว่า เรารู้สึกว่ามันถูกต้องทั้งที่พระวจนะของพระเจ้ากำลังบอกว่าไม่ใช่? ขอให้เราจะไม่ใช้หัวใจของเราที่สามารถหลอกเรามาเป็นเข็มทิศนำชีวิตของเรา แต่ขอให้เรายอมให้พระเจ้าผู้ทรงรู้จักหัวใจของเราอย่างสมบูรณ์ทรงนำเราไปในทางของพระองค์ เพราะเราอาจไม่รู้จักหัวใจของตัวเองทั้งหมด แต่พระเจ้าทรงรู้จักเราอย่างสมบูรณ์ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่143) เราจะอยู่อย่างไรในโลกที่ชั่วช้าทวีมากขึ้น?

    Play Episode Listen Later Aug 20, 2026 5:57


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่143)เราจะอยู่อย่างไรในโลกที่ชั่วช้าทวีมากขึ้น?“จงใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์ เพราะว่าทุกวันนี้เป็นยุคสมัยที่ชั่วร้าย”~เอเฟซัส 5:16 THSV11“making the most of every opportunity, because the days are evil.”~Ephesians 5:16 NIVมีคำกล่าวเตือนว่า“สิ่งที่อันตรายไม่ใช่แค่การอยู่ท่ามกลางความชั่วร้าย แต่คือการอยู่กับความชั่วร้ายมานานจนเราไม่รู้สึกว่ามันผิดอีกต่อไป!”(The danger is not only living among evil, but living with it so long that we no longer recognize it as wrong.)เราจึงต้องรู้จักรับมือกับความชั่วร้ายในปลายยุคนี้ อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้​Firm~เราต้องหนักแน่นมั่นคง1).ในความเชื่อ2).ในความจริง3).ในความรัก4).ในความหวัง“เพราะว่าถึงแม้ตัวข้าพเจ้าไม่อยู่ แต่ใจก็อยู่กับท่านทั้งหลาย และมีความชื่นชมยินดีที่เห็นท่านอยู่กันอย่างเรียบร้อย และเห็นความเชื่อมั่นคงของพวกท่านในพระคริสต์”~โคโลสี 2:5 THSV11​Follow~เราต้องติดตามพระคริสต์ใกล้ชิด1).อย่างมีสติสัมปชัญญะ2).อย่างมีสติปัญญา3).อย่างมีใจสงบและ4).อย่างตื่นตัวอธิษฐาน“อวสานของสิ่งทั้งปวงมาใกล้แล้ว เพราะฉะนั้น พวกท่านจงมีสติสัมปชัญญะ และจงรู้จักสงบใจเพื่อการอธิษฐาน”~1 เปโตร 4:7 THSV11​Forgive ~เราต้องมีใจพร้อมให้อภัยด้วยความรักอยู่ตลอดเวลา1).เพราะเราจะพบเจอคนที่บกพร่องไม่สมบูรณ์ทุกวัน2).เพราะเราจะพบคนที่ทำให้เราผิดหวังอยู่ไม่ขาด3).เพราะเราจะถูกคนบางคนกระทำผิดต่อเราเสมอ“เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ จงรักกันและกันให้มากเพราะความรักให้อภัยบาปมากมายได้”~1 เปโตร 4:8 THSV11​Feed~เราต้องมีใจเมตตากว้างขวาง1).เลี้ยงดูกันและกันภายในคริสตจักร2).เลี้ยงดูผู้ลำบาก ขัดสน และยากไร้ในสังคม“พวกท่านจงต้อนรับเลี้ยงดูกันและกันโดยไม่บ่น”~1 เปโตร 4:9 THSV11​Flee ~เราต้องหลีกหนีจากการทดลองและออกห่างจากสมาคมของคนชั่วร้าย1).ออกห่างจากราคะตัณหา2).ออกห่างจากการทุ่มเถียงกัน อย่าง ก.โง่เขลาข.ไม่เป็นสาระ และค.ทำให้ทะเลาะกัน“เพราะฉะนั้นท่านจงหลีกหนีจากตัณหาของคนหนุ่ม และจงมุ่งมั่นในความชอบธรรม ความเชื่อ ความรัก และสันติสุขร่วมกับพวกที่ออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยใจบริสุทธิ์ อย่ายุ่งเกี่ยวกับการทุ่มเถียงที่โง่เขลาและไม่เป็นสาระ ท่านก็รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นทำให้เกิดการทะเลาะกัน”~ 2 ทิโมธี 2:22-23 THSV11​Fight~เราต้องต่อสู้กับมาร หากว่าไม่มีทางเลี่ยง“เพราะฉะนั้น พวกท่านจงนอบน้อมต่อพระเจ้า จงต่อสู้กับมาร แล้วมันจะหนีท่านไป”~ยากอบ 4:7 THSV11​Fear ~เราต้องดำเนินชีวิตและรับใช้ด้วยความยำเกรงพระเจ้าอย่างจริงใจ“ดังนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงทราบว่าจะช่วยคนที่ยำเกรงพระเจ้าพ้นจากการทดลองได้อย่างไร และทรงทราบวิธีกักขังคนชั่วไว้ให้รับโทษเมื่อถึงวันพิพากษา”~2 เปโตร 2:9 THSV11​Fulfill~ เราต้องใช้ทุกโอกาสทำให้แผนการของพระเจ้าก้าวหน้าและสำเร็จ“ข้าพเจ้าแน่ใจอย่างนี้ว่าพระองค์ผู้ทรงเริ่มต้นการดีไว้ในพวกท่าน จะทรงทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์”~ฟีลิปปี 1:6 THSV11พี่น้องที่รักขอให้เราอยู่ในโลกที่ชั่วร้ายและเยือกเย็นในยุคสุดท้ายนี้อย่าง1.เกิดผล และ2.เกิดประโยชน์อันมากล้นด้วยความรักอันอบอุ่น1).ที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา2).ที่ทำให้เราทุกคน~มีชีวิตที่บริสุทธิ์ และ~มีความสุข ไปด้วยกันจนถึงวันสุดท้ายของยุคนี้ หรือ วันที่พระเยซูคริสต์เสด็จมารับเราไปอยู่กับพระองค์ด้วยกัน…อาเมนไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 21สิงหาคม2026(ตอนที่ 143ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน วางใจใครอยู่ Ep.1722

    Play Episode Listen Later Aug 20, 2026 5:42


    พระธรรมนำชีวิตตอน วางใจใครอยู่ Ep.1722บางครั้งปัญหาของเราไม่ใช่เราไม่มีที่พึ่ง แต่คือการที่เราเลือกที่พึ่งผิดที่ เมื่อชีวิตต้องเผชิญกับวิกฤต สิ่งแรกที่เราหันไปพึ่งพามักจะเปิดเผยความจริงว่า เราวางใจในใคร ในช่วงเวลาที่อาณาจักรยูดาห์กำลังต้องเผชิญกับมหาอำนาจอย่างอัสซีเรียและบาบิโลน กษัตริย์และผู้นำของยูดาห์ต้องตัดสินใจว่า เขาจะต้องพึ่งพาใครเพื่อความอยู่รอด หลายครั้งผู้นำของยูดาห์หันไปเลือกพึ่งอียิปต์และกำลังของมนุษย์ แทนที่จะวางใจในพระเจ้า เยเรมีย์ 17:5–8 ได้เปรียบเทียบชีวิตของคนสองแบบ คนหนึ่งวางใจในมนุษย์ อีกคนหนึ่งวางใจในพระเจ้า เมื่อเราใช้เวลากับพระเจ้าในวันนี้ ผมอยากถามว่า เมื่อเราต้องเผชิญกับวิกฤต หัวใจของเราวางใจในใครหรืออะไร'พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “คนที่วางใจในมนุษย์ และให้เนื้อหนังเป็นกำลังของเขา และใจของเขาหันออกจากพระยาห์เวห์ คนนั้นก็เป็นที่แช่งสาป เขาเป็นเหมือนพุ่มไม้ที่อยู่ในทะเลทราย และจะไม่เห็นสิ่งดีที่มาถึง เขาจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินที่แตกระแหงในถิ่นทุรกันดาร ในแผ่นดินเค็มที่ไม่มีคนอาศัย ' เยเรมีย์ 17:5-6คำว่า “วางใจ” ในภาษาเดิมหมายถึง การไว้วางใจ หรือการฝากความมั่นคงไว้กับใครบางคน ปัญหาในข้อนี้จไม่ใช่การรับความช่วยเหลือจากมนุษย์ เพราะพระเจ้าไม่ได้ห้ามเราให้ช่วยเหลือกัน แต่ปัญหาคือการทำให้มนุษย์เป็นแหล่งความมั่นคงสูงสุด จนหัวใจหันออกจากพระเจ้า พระเจ้าทรงใช้ภาพของพุ่มไม้ในทะเลทราย เพื่อแสดงให้เห็นชีวิตที่อยู่ในสภาพแห้งแล้งและขาดความมั่นคง เมื่อพึ่งมนุษย์แทนที่การพึ่งพาพระเจ้า ชีวิตก็ไม่สามารถสัมผัสความอุดมสมบูรณ์ที่แท้จริงได้ แม้ว่าจะยังมีชีวิตอยู่แต่คือจะอยู่ในสภาพแห้งแล้งและเปราะบาง พระเจ้าทรงเตือนพวกเขามายาวนาน แต่พวกเขาก็ยังไปพึ่งพากำลังของมนุษย์ อิสยาห์ 31:1 ก็เตือนถึงคนที่ลงไปอียิปต์เพื่อขอความช่วยเหลือและพึ่งพาม้า รถรบ และกำลังทหาร แต่ไม่ได้พึ่งพาวางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า นี่ก็เป้นปัญหาที่เกิดกับเราบ่อย ๆ คือเมื่อเกิดปัญหา เรามักพึ่งคน พึ่งความสามารถ พึ่งเงิน หรือพึ่งสิ่งที่เราควบคุมได้ก่อน แล้วจึงค่อยนึกถึงพระเจ้า สิ่งที่เราวางใจในวันที่มีวิกฤต จะเปิดเผยความจริงในใจว่าเราวางใจในใครหรือวางใจในสิ่งใด'“คนที่วางใจในพระยาห์เวห์ย่อมได้รับพระพร คือผู้ที่ความวางใจของเขาอยู่ในพระยาห์เวห์ เขาเป็นเหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมน้ำ ซึ่งหยั่งรากของมันออกไปข้างลำน้ำ เมื่อแดดส่องมาถึงก็ไม่กลัว เพราะใบของมันคงเขียวอยู่เสมอ และไม่กระวนกระวายในปีที่แห้งแล้ง เพราะมันไม่หยุดที่จะเกิดผล” ' เยเรมีย์ 17:7-8คำว่า วางใจ ในข้อ 7 เป็นคำเดียวกับข้อ 5 เลยแต่ความแตกต่างอยู่ที่ว่าเขาเลือกวางใจในใคร พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้บอกว่า คนที่วางใจพระเจ้าจะไม่มีฤดูแล้ง แต่บอกว่าในปีที่แห้งแล้ง ต้นไม้นั้นยังคงไม่หยุดเกิดผล เพราะเขาเป็นเหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมน้ำ คำนี้ไม่ได้ถึงมันงอกขึ้นมาเองข้างริมน้ำ แต่หมายถึงต้นไม้ที่ถูกตั้งหรือปลูกไว้ในบริเวณที่มีน้ำหล่อเลี้ยงอย่างมั่นคง แม้ชีวิตจะต้องเผชิญกับความทุกข์และความแห้งแล้ง เขาไม่จำเป็นต้องกลัวจนสูญเสียความมั่นคง เพราะรากของชีวิตหยั่งมีแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงเขา นั่นคือพระเจ้า นี่คือความแตกต่างระหว่างคนที่วางใจในมนุษย์กับคนที่วางในในพระเจ้า ปัญหาขอวเราที่เจอนั้นไม่ได้น้อยไปกว่ากัน คนที่วางใจในมนุษย์นั้นจะเหี่ยวแห้ง แต่คนที่วางใจในพระเจ้า แม้ก็ยังต้องเผชิญปัยหาและความทุกข์ พวกเขาจะผ่านไปได้ เพราะพวกเขามีแหล่งชีวิตที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมพระวจนะของพระเจ้าตอนนี้กำลังบอกเราว่า ความเชื่อไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่เจอวิกฤตปัญหา แต่กำลังบอกว่า เมื่อวิกฤตปัญหามาถึง เรารู้ว่า เราจะหยั่งรากอยู่ที่ไหน เป้าหมายของต้นไม้ไม่ใช่แค่เพียงไม่ตาย แต่คือการไม่หยุดที่จะเกิดผล ชีวิตที่วางใจพระเจ้าจึงไม่ถูกวัดจากการไม่มีปัญหา แต่วัดจากการที่แม้อยู่ท่ามกลางปัญหา เรายังคงดำเนินชีวิตอย่าซื่อสัตย์กับพระเจ้า และยังเกิดผลตามพระประสงค์ของพระเจ้าอยู่วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่142) จะอยู่อย่างไร ในโลกที่ความรักเยือกเย็นลง?

    Play Episode Listen Later Aug 19, 2026 5:15


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่142)จะอยู่อย่างไร ในโลกที่ความรักเยือกเย็นลง?“เนื่องจากความชั่วร้ายเพิ่มทวีขึ้น ความรักของคนส่วนใหญ่จะเย็นชาลง”~มัทธิว 24:12 TNCV“And because wickedness is multiplied, most men's love will grow cold.”~Matthew 24:12 RSVมีคำเตือนว่า“โลกอาจทำให้คนเรารักกันน้อยลง แต่อย่าปล่อยให้โลกสอนคุณให้รักตามอย่างโลก!”(The world may make people love less, but never let the world teach you to love like the world.)รักอย่างโลก มีเงื่อนไข มีข้อแม้มากมาย มีน้อย และกำลังเยือกเย็นลง!และหากว่า ความรักของคนในโลกกำลังเยือกเย็นลงเราควรจะทำอะไร และอย่างไร เพื่อจะรักษาความรักในตัวเราไม่ให้เยือกเย็นลงตามโลกไปด้วย?​เราต้องหมั่นดูแลรักษาความสัมพันธ์ระหว่างกับพระเยซูคริสต์เพราะความรักแท้ไม่ได้เกิดจากมนุษย์ แต่เป็นความรักใหม่สดที่หลั่งไหลออกมาจากพระเจ้าทางพระวิญญาณบริสุทธิ์​เราต้องไม่ปล่อยให้ความผิดหวังใดๆส่งผลกระทบใจจนเราไม่ยอมแบ่งปันความรักที่เราได้รับมาจากพระเจ้าแก่พวกเขาเราอาจถูกคนบางคนทำร้ายเราได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องให้การกระทำของเขาทำให้เราเป็นคนแบบเดียวกับเขา​เราต้องฝึกแสดงความรักผ่านการทำความดีต่อคนอื่นๆ แม้จะ1).ไม่มีใครทำ2).ไม่มีใครเห็นอย่ารอให้โลกนี้ดีขึ้นหรือน่ารักขึ้นก่อน เราจึงจะรัก เพราะเราอาจไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้นเลย​เราต้องรักษาหัวใจของเราให้อ่อนโยนด้วยความรักของพระเจ้าอยู่เสมอการมีหัวใจที่อ่อนโยนไม่ได้แปลว่าอ่อนแอ แต่หมายถึง เรายังเข้มแข็งและสามารถรักต่อไปได้ แม้ว่าจะเคยเจ็บเพราะผิดหวังในใครบางคนมาแล้วก็ตาม​เราต้องมีวินัยในการลงชีวิตอยู่ในชุมชนแห่งความรักที่รักและเชื่อฟังพระคริสต์เราควรเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรเพราะคริสตจักรเป็นสถานที่ที่คนผิดหวังกับความรักจากคนและเหน็ดเหนื่อยกับโลกนี้ ที่ได้เข้ามาในคริสตจักรและสามารถเป็นพยานขอบคุณพระเจ้าได้ว่า“ยังมีคนที่รัก ที่ให้อภัย ที่ห่วงใย พร้อมเดินเคียงข้างไปกับฉันทั้งๆที่ฉันไม่คู่ควรกับความรักเมตตานั้นเลย!”พี่น้องที่รักสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่โลกภายนอกเต็มไปด้วยความชั่วร้ายแต่คือ การที่เรานิ่งเฉยและปล่อยให้ความชั่วร้ายจากภายนอกแทรกซึมหรือถาโถมเข้ามาในคริสตจักรและทำให้ความรักของคนในคริสตจักรเยือกเย็นลงอย่างน่าใจหายโดยไม่ป้องกันหรือแก้ไขอะไรเลย!คริสตจักรในยุคที่ความรักเยือกเย็นลง จะต้องไม่เพียงแต่พูด หรือ แค่สอนเรื่องความรักแต่ต้อง เป็นชุมชนและสถานที่ที่ผู้คนทั้งหลายได้สัมผัสความรักของพระคริสต์จริง ๆในหลากหลายช่องทาง!คริสตจักรต้องตื่นตัวอยู่เสมอว่าโลกไม่ได้ต้องการคริสตจักรที่เหมือนโลกมากขึ้น แต่โลกต้องการคริสตจักรที่รักและยังคงรักทั้งคนในโบสถ์และนอกโบสถ์เสมอเหมือนกันด้วยความรักดั้งเดิมที่ไม่มีเงื่อนไข เหมือนอย่างองค์พระเยซูคริสต์ที่รักเราไม่เปลี่ยนแปลงพี่น้องที่รัก“เมื่อความชั่วร้ายเพิ่มขึ้น อย่าปล่อยให้ความรักของพระเจ้าในหัวใจของเราลดลง แต่จงเป็นคนที่ดูแลรักษาไฟแห่งความรักของพระคริสต์ซึ่งให้ความอบอุ่นแก่โลกที่กำลังเยือกเย็นลงนี้!“(When evil increases, do not let love decrease in your heart. Be the one who keeps Christ's fire of love burning in a world growing cold.)…จะได้ไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 20สิงหาคม2026(ตอนที่ 142ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน สิ่งที่จารึกในใจ Ep.1721

    Play Episode Listen Later Aug 19, 2026 5:53


    พระธรรมนำชีวิตตอน สิ่งที่จารึกในใจ Ep.1721ความผิดบาปบางอย่างที่เราทำจนเราไม่รู้สึกว่ามันเป็นความบาป อาจเป็นเพราะเราทำสิ่งนั้นซ้ำ ๆ จนคุ้นชิน จนคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ เยเรมีย์ 17:1–4 ทำให้เราเห็นว่า ปัญหาของยูดาห์ไม่ได้อยู่เพียงที่การกระทำภายนอก แต่บาปได้หยั่งรากลึกอยู่ในใจ และสิ่งที่อยู่ในใจนั้นก็ค่อย ๆ ปรากฏออกมาในสิ่งที่พวกเขานมัสการ จนท้ายที่สุดพวกเขาต้องรับผลของการไม่เชื่อฟังพระเจ้า'“บาปของยูดาห์นั้นบันทึกไว้ด้วยปากกาเหล็ก ด้วยปลายเพชรจารึกไว้บนแผ่นแห่งจิตใจของเขาและบนเชิงงอนที่แท่นบูชาของเขาทั้งหลาย ' เยเรมีย์ 17:1พระเจ้าทรงใช้ภาพของปากกาเหล็กและปลายเพชร เพื่อแสดงให้เห็นว่าบาปของยูดาห์ที่ถูกจารึกไว้อย่างลึกและชัดเจน บาปไม่ได้อยู่เพียงภายนอกแต่ถูกจารึกลงในส่วนลึกของหัวใจ คำว่า ‘ใจ' ในความคิดแบบฮีบรู ไม่ได้หมายถึงเพียงอารมณ์ แต่หมายถึงส่วนศูนย์กลางของความคิด เจตจำนง การตัดสินใจ และความปรารถนาของมนุษย์ บาปของพวกเขาไม่ได้ถูกจารึกไว้เพียงในใจ แต่ยังอยู่บนเชิงงอนที่แท่นบูชาของพวกเขาด้วย แสดงให้เห็นว่าความบาปภายในปรากฏออกมาเป็นการนมัสการที่ผิดด้วย สิ่งที่อยู่ในใจของพวกเขาจึงไม่ได้เป็นเพียงความคิดที่ซ่อนอยู่ แต่กลายเป็นสิ่งที่พวกเขาแสดงออกต่อพระเจ้า สำหรับเราก็เช่นกัน สิ่งที่อยู่ในใจของเราจะค่อย ๆ ปรากฏออกมาให้เห็นในสิ่งที่เราเลือก สิ่งที่เราให้คุณค่า และสิ่งที่เราวางใจ ปัญหาของมนุษย์เราไม่ได้อยู่เพียงแค่พฤติกรรม แต่เริ่มจากใจ'บุตรหลานของเขาก็ระลึกถึงแท่นบูชาและอาเช-ราห์ทั้งหลายของเขาข้างต้นไม้เขียวสดทุกต้นและบนเนินเขาสูง ' เยเรมีย์ 17:2ความบาปของยูดาห์ได้ส่งผลถึงคนรุ่นต่อมา เพราะพวกลูกหลานของพวกเขาเติบโตขึ้นท่ามกลางวัฒนธรรมที่คุ้นชินกับการนมัสการรูปเคารพ และนี่เป็นคำเตือนสำหรับเรา เพราะสิ่งที่เราทำซ้ำ ๆ ไม่ได้มีผลเฉพาะกับตัวเราเองเท่านั้น แต่จะกลายเป็นสิ่งที่คนรุ่นต่อไป ที่เขาจะเห็น เรียนรู้ และพวกเขาตะคิดว่า เรื่องนั้นเป็นเรื่องปกติ เราจึงต้องกลับมาถามตัวเองว่า สิ่งที่ลูกหลานของเราเห็นจากชีวิตของเรา กำลังสอนให้เขารักพระเจ้าหรือกำลังสอนให้พวกเขาพึ่งพาสิ่งอื่นมากกว่าพระเจ้า 'บนภูเขาที่อยู่กลางทุ่ง เราจะให้ทรัพย์สินและสมบัติทั้งสิ้นของเจ้าเป็นของริบ และปูชนียสถานสูงแห่งบาปของเจ้าตลอดทั่วแผ่นดินของเจ้า โดยการกระทำของเจ้าเอง เจ้าจะต้องสละมรดกซึ่งเราได้ยกให้แก่เจ้า และเราจะทำให้เจ้าปรนนิบัติศัตรูของเจ้าในแผ่นดินซึ่งเจ้าไม่รู้จัก เพราะเจ้าได้จุดไฟความโกรธของเราขึ้นซึ่งจะไหม้อยู่เป็นนิตย์” ' เยเรมีย์ 17:3-4ผลของความบาปไม่ได้จบลงแค่การนมัสการผิด ๆ เพราะในที่สุดพวกเขาต้องเผชิญกับผลของการไม่เชื่อฟัง พระเจ้าทรงเตือนพวกเขาว่าจะต้องสูญเสียแผ่นดินและต้องไปเป็นเชลย ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าทรงลงโทษอย่างไม่มีเหตุผล เพราะในข้อ 4 ย้ำว่า “โดยการกระทำของเจ้าเอง” พวกเขาต้องรับผลจากการเลือกของตัวเอง ขอเราอย่าปล่อยให้บาปหยั่งรากในใจของเราจนกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะถ้าเราอนุญาตให้ความบาปนั้นครอบครองใจของเรามันจะกำหนดทิศทางชีวิตของเรา พระเจ้าไม่ได้เพียงเรียกเราให้พยายามหรือแก้ไขพฤติกรรมนั้นด้วยตัวเราเอง แต่พระเจ่าทรงสัญญาไว้ใน เยเรมีย์ 31:33 ว่า “เราจะใส่ธรรมบัญญัติของเราไว้ภายในเขา และเราจะเขียนมันไว้บนใจของเขา” พระสัญญาเรื่องนี้ได้สำเร็จสมบูรณ์ในพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นพันธสัญญาใหม่ พระองค์ทำให้เราได้รับการอภัยบาปและชีวิตใหม่ และโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงทำงานภายในเรา เพื่อให้เราใช้ชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า'ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงตรวจค้นข้าพระองค์และทรงรู้จักจิตใจของข้าพระองค์ ขอทรงทดสอบข้าพระองค์และทรงรู้จักความคิดของข้าพระองค์ และขอทอดพระเนตรว่ามีทางชั่วใดๆ ในข้าพระองค์หรือไม่ และขอทรงนำข้าพระองค์ไปในทางนิรันดร์' สดุดี 139:23-24ขอให้เราอธิษฐานเหมือนคำอธิษฐานนี้ ขอให้พระเจ้าทรงตรวจค้นและรู้จักจิตใจของเรา และนำเราให้อยู่ในทางของพระองค์ด้วยความรัก ด้วยการเชื่อฟัง และความยำเกรง วันนี้มีอะไรที่กำลังถูกจารึกลงในหัวใจของเรามากกว่าพระวจนะของพระเจ้าหรือเปล่า? ยัวมีบาปหรือสิ่งใดที่เรากำลังปล่อยให้หยั่งรากอยู่ในใจของเราโดยที่เรายังไม่ยอมกลับใจหรือไม่? อย่าปล่อยให้บาปนั้นค้างอยู่ในใจจนมันกลายมาเป็นสิ่งที่ควบคุมชีวิตของเรา แต่ขอให้เรายอมให้พระเจ้าทรงตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงหัวใจของเรา เพราะสิ่งที่เราปล่อยให้จารึกลงในหัวใจ จะค่อย ๆ ปรากฏออกมาในสิ่งที่เรานมัสการ และสิ่งที่เรานมัสการจะกำหนดทิศทางชีวิตของเราวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่141) รักที่เยือกเย็นลง!

    Play Episode Listen Later Aug 19, 2026 5:10


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่141)รักที่เยือกเย็นลง!ความรักของคนจำนวนมากจะเยือกเย็นลงเพราะความอธรรมแผ่กว้างออกไป”~มัทธิว 24:12 THSV11“Because of the increase of wickedness, the love of most will grow cold,”~Matthew 24:12 NIVพระธรรมข้อนี้เป็นคำเตือนของพระเยซูเกี่ยวกับโลกในยุคสุดท้าย พระองค์ไม่ได้ตรัสเพียงว่า “ความชั่วจะเพิ่มขึ้น” แต่พระองค์ตรัสว่า เมื่อความชั่วเพิ่มขึ้น ความรักของคนก็จะลดลง!คำตรัสของพระเยซูคริสต์ในข้อนี้ หมายความว่าอะไร?​ “ความอธรรมแผ่กว้างออกไป” หมายถึงอะไร?คำว่า ความอธรรม ไม่ได้หมายถึงเพียงอาชญากรรมร้ายแรงแต่หมายถึงการที่มนุษย์ ~ละเลยพระเจ้า ~ไม่สนใจสิ่งที่ถูกต้อง และ~ปล่อยให้บาปกลายเป็นเรื่องปกติเมื่อความอธรรมเพิ่มขึ้น สิ่งที่น่ากลัวคือ คนเราจะค่อย ๆ คุ้นชินกับความผิดบาปจนเคยชิน ไม่รู้สึกผิดอีกต่อไป…จากที่เคยรู้สึกว่า “นี่ไม่ถูกต้อง”กลายเป็น “ใคร ๆ ก็ทำกัน”…จากที่เคยรู้สึกเศร้าเสียใจเมื่อเห็นคนเจ็บปวดกลายเป็น “ไม่ใช่เรื่องของเรา!”นี่คืออันตรายของบาป~มันไม่ได้ทำให้หัวใจเราแข็งกระด้างในวันเดียว แต่~มันทำให้หัวใจของเราเย็นชาลงทีละน้อย จนไร้ความรู้สึกผิด​ “ความรักจะเยือกเย็นลง” หมายความว่าอะไร?หมายความว่า ความรักที่เคยมี~ต่อพระเจ้า ~ต่อคนอื่น และ~ต่อความดีงาม ค่อย ๆ ลดลง เพราะความอธรรมแผ่กว้างออกไปใช่ครับ เมื่อโลกเต็มไปด้วย~ความเห็นแก่ตัว ~การแข่งขัน แย่งชิง~การทรยศ การหลอกลวง และ~ความขัดแย้งคนเราจะเริ่มหูดว่า“ช่างมัน ฉันไม่แคร์”“ไม่ต้องแคร์ใคร จะได้ไม่เจ็บ”“ใครทำอะไรกับเรา เราก็จะทำมันกลับไปอย่างนั้น”ในที่สุด แม้เราไม่ได้กลายเป็นคนชั่ว แต่เราก็จะกลายเป็นคนที่ ไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับความชั่วอีกต่อไปซึ่งก็ถือว่าอันตรายมาก!พี่น้องที่รักพระเยซูไม่ได้เรียกเราให้ “เย็นชาตามโลก”พระเยซูไม่ได้บอกว่า“เมื่อโลกเย็นชาลง พวกเจ้าก็จงเย็นชาตามไปด้วย”แต่พระเยซู บัญชาให้ผู้เชื่อทุกคนรักษาความรักไว้ให้ได้ในท่ามกลางโลกนี้ที่ความรักกำลังลดลง…ยิ่งโลกมีความเกลียดกันมากเท่าไรคริสตจักรก็ยิ่งต้องรักและแบ่งปันกันมากขึ้นเท่านั้น…ยิ่งโลกให้อภัยกันยากมากเท่าไรคริสเตียนก็ยิ่งควรสำแดงการให้อภัยต่อกันให้มากขึ้นเท่านั้น…ยิ่งโลกเห็นแก่ตัวมากเท่าไรคริสเตียนก็ยิ่งควรเสียสละให้มากขึ้นเท่านั้น…ยิ่งโลกมืดมืดมิดมากเท่าไรคริสเตียนหรือคริสตจักรก็ยิ่งควรส่องสว่างให้มากขึ้นเท่านั้นพี่น้องที่รักเราไม่สามารถควบคุมได้ว่าโลกนี้จะมืดมิดสักแค่ไหนแต่เราสามารถเลือกได้ว่า หัวใจของเราจะยังมีความรักอยู่ต่อไปหรือไม่?คุณเห็นด้วยกับคำกล่าวต่อไปนี้ ที่ว่า“เราไม่ได้ถูกเรียกให้เย็นชาไปตามโลกแต่เราถูกเรียกมาให้ยังคงรักต่อไปอีกจนกระทั่งถึงวันที่พระคริสต์จะเสด็จกลับมา!”(We are not called to grow cold with the world, but to keep loving until Christ returns.)…คุณเห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 19สิงหาคม2026(ตอนที่ 141ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    Claim Soul Food Podcasts

    In order to claim this podcast we'll send an email to with a verification link. Simply click the link and you will be able to edit tags, request a refresh, and other features to take control of your podcast page!

    Claim Cancel