Podcasts สำหรับการเติมกำลังให้กับจิตวิญญาณของเรา

พระธรรมนำชีวิต ตอน ถ้อยคำแห่งความเชื่อ Ep.1499 เมื่อเราอ่านเรื่องราวใน 2 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 4 เราจะเริ่มเห็นความตั้งใจของผู้เขียนที่บันทึกเหตุการณ์ที่พระเจ้าทรงกระทำผ่านเอลีชาที่คล้ายกับเอลียาห์ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้น้ำมันเพิ่มพูน และในวันนี้เป็นการทำให้เด็กฟื้น สำหรับพวกเราเรื่องราวท้งหมดนี้ย้ำว่า พระเจ้าผู้ทรงอัศจรรย์นี้เป็นพระเจ้าองค์เดิมและองค์เดียวกันกับที่สถิตอยู่ในเรา เรื่องราวการอัศจรรย์นีเริ่มต้นที่หญิงมั่งมีชาวชูเนมมีน้ำใจรับรองเอลีชาเชิญท่านมาทานข้าว และสร้างห้องพักให้ จนในที่สุดเอลีชาขอพรจากพระเจ้าให้เธอมีลูกชายทั้งที่เธอเป็นหมัน แต่แล้วจู่ๆ ลูกชายของเธอก็ล้มป่วยและตายในอ้อมอกของเธอ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเธออุ้มลูกขึ้นไปวางบนเตียงของเอลีชา แล้วเธอก็ออกไปเรียกสามีโดยขอส่งคนใช้คนหนึ่งกับลาตัวหนึ่งมาให้เธอ เพื่อเธอจะรีบไปหาเอลีชา สามีจึงถามว่า “วันนี้จะไปหาท่านทำไม? มันไม่ใช่วันต้นเดือนหรือวันสะบาโต” นางตอบว่า “ไม่เป็นไร” แล้วนางผูกอานลาและสั่งคนใช้ว่า “จงเร่งลาไปเร็วๆ อย่าชะลอฝีเท้า นอกจากฉันสั่ง” จนเธอมาถึงภูเขาคารเมล เมื่อเอลีชาเห็นเธอ ท่านก็พูดกับเกหะซีคนใช้ของท่านว่า “ดูแน่ะ หญิงชาวชูเนมมาข้างโน้น ''จงรีบไปรับนาง และถามนางว่า ‘เธอสบายดีหรือ? สามีของเธอสบายดีหรือ? เด็กสบายดีหรือ?' ” นางตอบว่า “สบายดีค่ะ” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 4:26 คำตอบว่า สบายดีทั้งที่ลูกเพิ่งตาย ไม่ใช่การโกหก หรือการปฏิเสธความจริง แต่มันเป็นถ้อยคำแห่งความเชื่อที่สามารถมองข้ามความตายที่อยู่ตรงหน้าโดยมีความหวังในพระเจ้า แล้วในที่สุด เอลีชาก็มาอธิษฐานขอต่อพระเจ้า แล้วลูกของเธอก็ฟื้น บทเรียนนี้คือ ความเชื่อที่แท้จริงจะถูกพิสูจน์ในเวลาที่เราอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย หญิงชาวชูเนมคนนี้สอนให้เรารู้จักระมัดระวังคำพูดที่จะบ่น ไม่ด่าหรือโทษโชคชะตา ซึ่งนั้นก็คือโทษว่า ทำไมพระเจ้าต้องให้เกิดสิ่งเหล่านี้ แต่เธอให้รีบวิ่งไปหาพระเจ้า และประกาศด้วยความไว้วางใจว่า ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี'และเรามีใจเชื่อเช่นเดียวกับที่เขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้าเชื่อฉะนั้นข้าพเจ้าจึงพูด” เราก็เชื่อฉะนั้นเราจึงพูดด้วย ' 2 โครินธ์ 4:13 พระเจ้าองค์เดียวกับที่ใช้เอลียาห์และเอลีชายังทรงพระชนม์อยู่ในวันนี้ พระองค์สามารถรื้อฟื้นสิ่งที่ตายไปแล้วในชีวิตของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นความฝัน ความสัมพันธ์ หรือความหวังของเราให้กลับมามีชีวิตใหม่ได้ เมื่อเจอปัญหาอย่าเพิ่งรีบบ่นหรือตีโพยตีพาย แต่จงมีสติและกล่าวถ้อยคำแห่งความเชื่อนั่นไม่ใช่เพราะเราควบคุมผลลัพธ์ได้ แต่เพราะเรามั่นใจว่า ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ จะไม่ทรงทอดทิ้งเรา และทุกครั้งที่มีปัญหาขอเราอย่าอยู่กับปัญหาแต่ให้เราลุกขึ้นร้องทูลต่อพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของลมหายใจและชีวิต พระเจ้าอยู่ไกลเราแค่เพียงหนึ่งคำอธิษฐาน ขอให้เราร้องเรียกพระองค์ด้วยความเชื่อที่แท้จริง วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่276) ปีใหม่แบบไหน ที่ใช่เลย? “นี่แน่ะ เรากำลังทำสิ่งใหม่ๆ บัดนี้ มันงอกขึ้นมา เจ้าไม่เห็นหรือ? และเราจะทำทางในถิ่นทุรกันดาร และแม่น้ำในที่แห้งแล้ง” ~อิสยาห์ 43:19 THSV11 “See, I am doing a new thing! Now it springs up; do you not perceive it? I am making a way in the wilderness and streams in the wasteland.” ~Isaiah 43:19 NIVข้อคิดสำหรับปีใหม่มีดังนี้1.พระเจ้าไม่ได้สัญญาว่าชีวิต การงาน และการรับใช้ของเราในปีใหม่จะง่ายขึ้น~แต่พระเจ้าสัญญาว่าจะไม่ทอดทิ้งเรา นั่นคือ พระเจ้าจะสถิตกับเราเสมอไป ไม่ว่าสถานการณ์ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร 2.พระเจ้าไม่ได้สัญญาว่า ชีวิตของเราจะไม่เจออุปสรรค ความยากลำบาก หรือการทนทุกข์ ~แต่พระองค์พร้อมที่จะแทรกแซง และประทานพระคุณเพียงพอที่จะช่วยให้เราสามารถ ฟันฝ่าสิ่งเหล่านั้น และสร้างเราขึ้นใหม่ด้วยพระคุณใหม่สดอันไม่จำกัดของพระองค์ 3.พระเจ้าไม่ได้บังคับให้เราลืมเรื่องราวในปีเก่าๆให้หมดสิ้น เหมือนคนความจำเสื่อม ~แต่พระองค์ประสงค์ให้เราเรียนรู้บทเรียนจากวิกฤติชีวิตเหล่านั้น และเติบโตขึ้น พร้อมก้าวต่อไปอย่างฉลาดขึ้นและมีความสุขมากขึ้นในปีใหม่นี้ 4.พระเจ้าไม่ได้ให้เรามีชีวิตอยู่เพื่อชดใช้กรรมเก่าที่เราทำไว้ในปีที่ผ่านๆมาของเรา ~แต่พระองค์ปรารถนาให้เราติดสนิท เชื่อฟัง และยอมให้พระองค์ทรงนำมากขึ้นในการ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่มีคุณค่าผ่านตัวเราให้มากขึ้น 5.พระเจ้าไม่ได้ประสงค์ให้เราก้าวเข้าสู่ปีใหม่ด้วยความกลัวในสิ่งที่(ยัง)ไม่รู้ ~แต่พระองค์ประสงค์ให้เราเชื่อในพระองค์ที่เรารู้จักดี จนเรากล้าหาญที่จะทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าในปีที่ผ่านมาด้วยความมั่นใจ 6.พระเจ้าไม่ได้เรียกร้องให้เราเริ่มต้นปีใหม่ด้วยแผนการที่สมบูรณ์แบบ~แต่พระองค์ประสงค์ให้เรารักเมตตาและถ่อมใจต่อพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้ามนุษย์7.พระเจ้าไม่ได้บังคับให้เราต้องมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ~แต่พระองค์ประสงค์ให้คนในบ้านของเราเชื่อพระเจ้าและรักซึ่งกันและกันอย่างอบอุ่น8.พระเจ้าไม่ได้คาดหวังให้เรารู้ทุกคำตอบสำหรับทุกคำถามในชีวิต ~แต่พระองค์ปรารถนาให้เรารู้จักวางใจ เชื่อพึ่งพระองค์ในทุกสถานการณ์ 9.พระเจ้าไม่ได้บีบคั้นให้เราต้องแข่งขันกับคนอื่นเพื่อประสบความสำเร็จ ~แต่พระองค์ประสงค์ให้เราสัตย์ซื่อและยังคงซื่อสัตย์ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่? 10.พระเจ้าไม่ได้เรียกร้องให้เราทำงานให้พระองค์จนหมดเรี่ยวแรงหรือทะเลาะกับพี่น้อง ~แต่พระองค์ปรารถนาให้เรารักกันและเป็นหนึ่งเดียวกันเพราะนั่นทำให้พระองค์สุขพระทัยพี่น้องที่รัก “ปีใหม่จะมั่นคง เมื่อพระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลาง!” (A new year stands firm when God is at the center.) ดังนั้น สิ่งที่เราพึงกระทำคือ 1.ขอให้เราไม่จมอยู่กับอดีตที่ผ่านมา “พระองค์ตรัสดังนี้ว่า “อย่าจดจำสิ่งที่ล่วงเลยมาแล้วนั้น อย่าพิเคราะห์เรื่องในอดีต“ ~อิสยาห์ 43:182.ขอให้เราตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆที่พระเจ้าจะกระทำ ”นี่แน่ะ เรากำลังทำสิ่งใหม่ๆ บัดนี้ มันงอกขึ้นมา เจ้าไม่เห็นหรือ? และเราจะทำทางในถิ่นทุรกันดาร และแม่น้ำในที่แห้งแล้ง สัตว์ในป่าทุ่งจะให้เกียรติเรา คือหมาป่าและนกกระจอกเทศ เพราะว่าเราให้น้ำในถิ่นทุรกันดาร และให้แม่น้ำในที่แห้งแล้ง “ ~อิสยาห์ 43:19~20ก.3.ขอให้เราสรรเสริญและถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าและทำให้คนอื่นสรรเสริญพระเจ้า ”…เพื่อให้น้ำดื่มแก่ชนชาติผู้ที่เราเลือกสรร คือชนชาติที่เราปั้นเพื่อเราเอง เพื่อเขาจะกล่าวคำสรรเสริญเรา” ~อิสยาห์ 43:20ข.-21 THSV11 …จะดีไหมครับ? สุขสันต์วันปีใหม่!………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์1มกราคม2026 (ตอนที่276ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้าน

พระธรรมนำชีวิตตอน เริ่มจากสิ่งที่มี Ep.1498 พระเจ้าของเราทรงซื่อสัตย์ ถ้าพระองค์ตรัสอย่างไรทุกอย่างจะเป้นไปตามนั้น เมื่อพระเจ้าตรัสผ่านเอลีชาว่าจะมีน้ำก็มีน้ำ และบอกว่าจะมอบโมอับไว้ในมือของกษัตริย์ทั้ง 3 องค์ ก็เป็นไปตามนั้น 2 พงศ์กษัตริย์ 4 ได้บันทึกการอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงกระทำไว้ผ่านเอลีชา เรามาดูด้วยกันไปที่ละเหตุการณ์ เหตุการณ์แรกภรรยาของผู้เผยพระวจนะที่ตัวเขาเองเสียชีวิตแล้ว แต่เจ้าหนี้ได้มา เพื่อจะเอาลูกสองคนของเธอไปเป็นทาสของเขา เธอมาขอร้องเอลีชา ท่านจึงตอบเธอด้วยคำถามว่า “บอกเราซิว่า จะให้เราทำอะไร? เธอมีอะไรอยู่ในบ้านบ้าง?” หญิงคนนี้ตอบว่า “สาวใช้ของท่านไม่มีอะไรในบ้าน นอกจากน้ำมันขวดหนึ่ง” 'แล้วท่านกล่าวว่า “เธอจงออกไปนอกบ้าน ขอยืมภาชนะเปล่าจากเพื่อนบ้านทุกคน อย่าเอามาน้อย แล้วจงเข้าบ้าน ปิดประตูขังตัวเองและลูกชายไว้ แล้วเทน้ำมันใส่ภาชนะเหล่านี้ทั้งหมด เมื่อใบหนึ่งๆ เต็มแล้วก็ตั้งไว้ต่างหาก” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 4:3-4 เธอกับลูกก็ไปทำตามนั้นทุกประการ พวกเขาเทน้ำมันลงในภาชนะที่เอามาจนไม่เหลือเลย น้ำมันจึงหยุดไหล 'นางก็ไปเรียนให้คนของพระเจ้าทราบ และท่านบอกว่า “จงไปขายน้ำมัน แล้วเอาเงินชำระหนี้ของเธอ ส่วนที่เหลือนั้นเธอกับลูกๆ จงใช้เลี้ยงชีวิต” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 4:7 พระเจ้าไม่เพียงช่วยให้รอดจากวิกฤต แต่ยังจัดเตรียมให้ครอบครัวนี้ไปต่ออย่างมีศักดิ์ศรีด้วย พระวจนะของพระเจ้ากำลังนำให้เราเห็นการจัดเตรียมของพระเจ้า ขอให้เราเลือกที่จะเชื่อฟังเสียงของพระเจ้าในทุกประการ แม้ว่าสิ่งที่เรามีจะดูเล็กน้อยที่เรามีหากอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าแล้ว สิ่งที่เรามีก็จะพอเพียงกับการจัดการสิ่งต่างๆที่จำเป็นทุกอย่าง'และพระเจ้าของข้าพเจ้าจะประทานทุกสิ่งที่จำเป็นแก่พวกท่านจากทรัพย์อันรุ่งโรจน์ของพระองค์ในพระเยซูคริสต์ ' ฟีลิปปี 4:19 วันนี้เราจะเลิกมองแต่ความต้องการที่ยังไม่มี แต่ให้เรามองสิ่งที่มีด้วยการขอบพระคุณพระเจ้า และเริ่มต้นจากสิ่งที่มีด้วยการเชื่อฟังทุกประการ และขอเราอย่าจำกัดความเป็นพระเจ้าด้วยความคิดของเรา เพราะพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ ทุกสิ่งเป็นของพระองค์ พระเจ้าทรรู้ว่าเวลาไหนอะไรจำเป็น เมื่อเราเชื่อและวางใจในพระเจ้า เราจะพบว่าเราเองจะไม่เคยขาดของดีและสิ่งจำเป็นใดๆเลย วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่275) ส่งท้ายปีเก่า อย่างไม่เสียเปล่า! “และข้าพเจ้าบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลคือการทรงเรียกแห่งเบื้องบนซึ่งมีในพระเยซูคริสต์” ~ฟีลิปปี 3:14 THSV11 “I press on toward the goal to win the prize for which God has called me heavenward in Christ Jesus.” ~Philippians 3:14 NIV ไม่ว่าปีเก่าที่ผ่านไป เราได้เจอะเจออะไรมาบ้าง อาทิ ~บาดแผลที่เจ็บปวด ~ความผิดพลาดที่เสียใจ ~บทเรียนที่แสนรวดร้าวใจ แต่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น 1.เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว 2.เราต้องยอมรับความจริงว่าความย่ำแย่เหล่านั้นจบลงไปแล้ว 3.เราไม่ควรนำสิ่งเหล่านั้นเข้าไปในปีใหม่อีก เหมือนคำเตือนที่ว่า “เราต้องไม่แบกเอาปีเก่าเข้าไปในปีใหม่!” (We don't have to carry the old year into the new one.) แต่ในขณะเดียวกัน 4.เราก็ไม่ควรให้สิ่งทั้งปวงที่เกิดขึ้นกับเรา(ไม่ว่าดีหรือร้ายเหล่านั้น) จบลงไปแบบไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยเช่นกัน! 5.เราควรเรียนรู้ที่จะสกัดสิ่งเหล่านั้นเป็นบทเรียน สำหรับประยุกต์ใช้เพื่อโอบรับอนาคตที่กว่า 6.เราควรซาบซึ้งในพระคุณของพระเจ้า ที่พระองค์ยังคงประทานปีใหม่ให้เป็น ของขวัญแห่งโอกาสที่เราจะเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้งด้วยความหวังอันสดใส! จึงกล่าวได้ว่า “ปีเก่าสอนเรา แต่ปีใหม่มอบโอกาสให้เรา!” (The old year teaches us;the new year gives us another chance.) 7.เราควรขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ไม่ได้เพียงแค่ให้โอกาสแก่เราเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงช่วยเราในการเริ่มต้นใหม่นั้นให้ดีกว่าเดิมด้วย เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า “บางสิ่งต้องจบลง เพื่อให้พระเจ้าทรงเริ่มสิ่งใหม่!” (Some things must end for God to begin something new.)ใช่ครับ พี่น้องที่รัก “เราไม่อาจควบคุมปีที่ผ่านมาได้แต่เราสามารถมอบปีใหม่ของเราไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า(ให้พระองค์ทรงนำ)ได้”(We may not control the past year,but we can place the new year in God's hands.) ดังนั้น ขอให้เรากระทำเหมือน อาจารย์เปาโล คือ1.ลืมและวางปีเก่าที่ผ่านมาแล้วลง และ 2.ลุกขึ้นโน้มตัวเข้าสู่ปีใหม่เบื้องหน้า และกล่าวเหมือนท่านว่า “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือ ลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมา(ในปีเก่า) แล้วโน้มตัวไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า และข้าพเจ้าบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย (ในปีใหม่) เพื่อจะได้รับรางวัลคือการทรงเรียกแห่งเบื้องบนซึ่งมีในพระเยซูคริสต์!“ ~ฟีลิปปี 3:13~14 THSV11 …อาเมนไหมครับ?………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์31ธันวาคม2025 (ตอนที่275ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน เริ่มต้นที่พระเจ้า Ep.1497 แม้ในกษัตริย์ทั้งสามจะมีเพียงองค์เดียวที่แสวงหาพระเจ้า พระเจ้าก็ยังทรงตอบสนองและนำความช่วยเหลือมาถึงทุกคนผ่านเอลีชา “เวลานี้ ขอทรงนำผู้เล่นเครื่องสายมาให้ข้าพระบาทสักคนหนึ่ง” เมื่อผู้เล่นเครื่องสายบรรเลงแล้ว ฤทธานุภาพของพระยาห์เวห์ก็มาเหนือท่าน” 2 พงศ์กษัตริย์ 3:15 หลังจากนั้นเอลีชาประกาศว่าพระเจ้าจะทรงจัดเตรียมน้ำให้โดยไม่ต้องเห็นฝนหรือลม และจะประทานชัยชนะเหนือโมอับ สิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้ในสายตาของมนุษย์ พระเจ้ากลับตรัสว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย และแล้วพระวจนะของพระเจ้าก็สำเร็จจริง“ต่อมาพอรุ่งเช้าประมาณเวลาถวายเครื่องบูชา นี่แน่ะ มีน้ำมาทางเมืองเอโดมจนแผ่นดินเต็มไปด้วยน้ำ”2 พงศ์กษัตริย์ 3:20 การแสวงหาและนมัสการพระเจ้าไม่ใช่ส่วนเสริมของชีวิต แต่ต้องเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง แม้ว่าปัญหานั้นเราอาจจะไม่เห็นทางออก แต่พระเจ้าทรงเตรียมความช่วยเหลือไว้แล้วแบบที่เราเองก็คิดไม่ถึง ขอให้เราฝึกฝนจนเป็นนิสัย เป็นอัตโนมัติที่เมื่อเจอปัญหา เราจะร้องทูลพระองค์ก่อนที่จะพยายามคิดหาวิธีแก้ไขด้วยตัวเอง 'จงแสวงหาพระยาห์เวห์ ขณะที่จะพบพระองค์ได้ จงทูลพระองค์ ขณะที่พระองค์ทรงอยู่ใกล้ ' อิสยาห์ 55:6 หากเรากำลังอยู่ท่ามกลางปัญหา และรู้สึกว่าไม่มีทางออกเลย ขอเราอย่าท้อใจ แต่ให้เราร้องทูลพระเจ้าเพราะพระเจ้าทรงฟังเสียงของคนที่แสวงหาพระองค์เสมอ ขอให้เราเลือกเริ่มต้นที่การแสวงหาพระเจ้า นมัสการพระองค์ วางใจในพระวจนะ และรอคอยการทำงานของพระเจ้า แม้ว่าเราไม่เห็นลม ไม่เห็นฝน แต่พระเจ้าทรงสามารถทำให้มีน้ำไหลมาถึงเราได้แน่นอน วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่274) พิพิธภัณฑ์ หรือโรงพยาบาล? “เมื่อพระเยซูทรงได้ยินแล้วก็ตรัสว่า “คนแข็งแรงไม่ต้องการหมอ แต่คนเจ็บป่วยต้องการ” ~มัทธิว 9:12 THSV11 “On hearing this, Jesus said, “It is not the healthy who need a doctor, but the sick.” ~Matthew 9:12 NIV ใช่ครับ คนป่วยต้องการหมอ ไม่ว่าจะ 1.ป่วยทางกาย ก็ต้องการแพทย์เฉพาะทางสำหรับแต่ละอวัยวะในร่างกายนั้น 2.ป่วยทางจิต ก็ต้องการแพทย์ทางจิตเวช 3.ป่วยทางจิตวิญญาณ ก็ต้องการแพทย์ทางฝ่ายวิญญาณจิต และน่าเห็นใจ ที่บางคนอาจเจ็บป่วยในหลายมิติพร้อมๆกัน แต่ไม่ว่าจะเจ็บป่วยประเภทใด “พระเยซูคริสต์ไม่ได้ตำหนิหรือซ้ำเติมคนป่วยให้อับอาย แต่เสด็จมาเพื่อรักษาพวกเขาให้หาย!” (Jesus did not come to shame the sick,but to heal them.) เหมือนดัง เรื่องราวในพระคัมภีร์ ดังนี้1.พระเยซูประทับและเสวยอาหารอยู่ในบ้าน มี2.คนเก็บภาษีและคนบาปอื่นๆ หลายคน เข้ามาร่วมรับประทานอาหาร 1).กับพระเยซู และ 2).กับบรรดาสาวกของพระองค์ 3.พวกฟาริสีเห็นแล้ว ก็กล่าวกับพวกสาวกของพระองค์ว่า “ทำไมอาจารย์ของพวกท่านจึงรับประทานอาหารด้วยกันกับ 1).พวกคนเก็บภาษี ~ที่ชาวยิวดูถูกว่าขายชาติ เอาเปรียบทำร้ายเพื่อนร่วมชาติ 2).พวกคนบาป ~ที่ไม่ประพฤติปฏิบัติตามธรรมบัญญัติอย่างเคร่งครัด ปกติ พวกฟาริสี เป็นกลุ่มเคร่งศาสนา ที่เน้นการแยกตัวจากคนบาปและการไม่รับประทาน อาหารร่วมกันกับพวกนั้นเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ เพราะการรับประทานอาหารร่วมกัน ในวัฒนธรรมยิวหมายถึงการยอมรับและความเป็นมิตร พวกเขาจึงรับไม่ได้4.พระเยซูทรงได้ยินแล้วก็ตรัสว่า “1).คนแข็งแรงไม่ต้องการหมอ แต่ 2).คนเจ็บป่วยต้องการ ท่านจงไปเรียนความหมายของคัมภีร์ข้อนี้ ที่ว่า ‘เราประสงค์ความเมตตา ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา' ด้วยว่าเราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเรียกคนบาป”” ~มัทธิว 9:10-13 THSV11 ในตอนนี้ พระเยซูทรงเปรียบเทียบว่าพระองค์เป็น "แพทย์ฝ่ายวิญญาณ" ที่มาหาคนป่วยทางจิตวิญญาณ (คนบาป) ไม่ได้มาหาคนที่คิดว่าตนสุขภาพดี (คือคิดว่าตัวเองเป็นคนชอบธรรม) พระองค์ทรงอ้างพระคัมภีร์เดิมที่ว่า “เพราะเราประสงค์ความเมตตา ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา เราประสงค์ให้รู้จักพระเจ้า ยิ่งกว่าประสงค์เครื่องบูชาเผาทั้งตัว” ~โฮเชยา 6:6 THSV11 หมายความว่า พระเจ้าให้คุณค่ากับจิตใจที่เมตตา มากกว่าการมุ่งเพียงการทำตามพิธีกรรมทางศาสนาของพวกฟาริสีที่มักเน้นการปฏิบัติตามกฎบัญญัติ แต่ขาดความเมตตาต่อผู้หลงผิด พระเยซูกำลังสื่อเรื่องอะไรในตอนนี้?1.พระเยซูกำลัง"มาเรียกคนบาป" ให้กลับสู่พระเจ้า2.พระเยซูกำลังเตือนว่าการที่คิดว่าตนเองชอบธรรมนั่นคืออุปสรรคต่อการรับความรอด3.พระเยซูกำลังเปิดเผยว่าการปฏิบัติศาสนาที่แท้จริงคือ การสำแดงพระคุณและความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ไม่ใช่การตัดสินหรือแบ่งแยกกัน เหตุการณ์ในตอนนี้สะท้อนให้เห็น ความรักเมตตาของพระเจ้าที่ไม่จำกัดเชื้อชาติ ฐานะ และศาสนาของผู้สด และทงพร้อมท่จะทรงรับทุกคนที่หันมาหาพระองค์ ดังนั้นสิ่งที่คริสตจักรในปัจจุบันพึงกระทำ ก็คือ1.ต้อนรับทุกคนที่รู้สึกตัวว่า "ไม่ดีพอ" และต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้าให้เข้ามาใน คริสตจักร(ไม่ว่าเขาเป็นคนเช่นไรในสายตาของสังคม)2.เลียนแบบพระคริสต์ในการแสดงความเมตตาต่อคนป่วยประเภทต่างๆเหล่านั้น ไม่ใช่การตัดสินพิพากษาพวกเขาแทนพระเจ้า3.ยืนยันคุณค่าของพวกเขาและช่วยให้ได้รับการรักษา และการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่สรุป: พระเยซูคริสต์กำลังท้าทายระบบศาสนาที่ยกตน แยกตัวและตัดสินผู้อื่น และแสดงให้เห็นว่าพระราชกิจของพระองค์ซึ่งมุ่งไปที่ 1.การเยียวยารักษาคนเจ็บป่วย และ 2.การนำคนบาปให้ 1).กลับมาหาพระเจ้า 2).รับความรอด จากการตายไถ่บาปของพระเยซูคริสต์เพื่อพวกเขา โดยพระคุณเพราะความเชื่อ อันเป็นแก่นของข่าวประเสริฐ! อย่าลืม คำเตือนในตอนท้ายนี้ ที่ว่า“คริสตจักรไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ของคนดี แต่เป็นโรงพยาบาลสำหรับคนบาป!“ (The church is not a museum of saints, but a hospital for sinners.)ดังนั้น อย่าทำให้คริสตจักรของเราเป็นพิพิธภัณฑ์ของนักบุญแต่ให้เป็นดุจโรงพยาบาลที่ช่วยรักษาคนผิดคนบาปให้หาย …จะดีไหมครับ? …………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์30ธันวาคม2025 (ตอนที่274ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน พลังของคนที่แสวงหาพระเจ้า Ep.1496 2 พงศ์กษัตริย์ 3:1-20 เริ่มต้นด้วยสถานการณ์ความขัดแย้ง เมื่อเมชากษัตริย์แห่งโมอับก่อการกบฏ โยรัมกษัตริย์แห่งอิสราเอลลูกชายของอาหับจึงต้องยกทัพไปปราบ โดยขอความร่วมมือจากเยโฮชาฟัทกษัตริย์แห่งยูดาห์ และกษัตริย์แห่งเอโดม แม้โยรัมจะดีกว่าพ่อแม่ของเขาบ้าง ตรงที่รื้อเสาพระบาอัลลง แต่เขาก็ยังไม่ละทิ้งบาปดั้งเดิมของอิสราเอล เมื่อกษัตริย์ทั้งสามเดินทัพผ่านถิ่นทุรกันดารเอโดม พวกเขาต้องเผชิญปัญหาคือไม่มีน้ำดื่มทั้งทหารและสัตว์กำลังลำบาก ในเวลาคับขันตัวตนของคนจะปรากฏออกมา ข้อ 10 โยรัมโทษพระเจ้าว่า “อนิจจา พระยาห์เวห์ทรงเรียกกษัตริย์ทั้งสามให้มามอบไว้ในมือโมอับ” แต่ข้อ 11 เยโฮชาฟัทกลับถามหาทางออกว่า “ที่นี่ไม่มีผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าหรือ?” คนของโยรัมจึงบอกว่ามีเอลีชาอยู่ที่นี่ กษัตริย์ทั้งสามจึงไปหาเอลีขา เมื่อไปถึงเอลีชาแสดงท่าทีที่เด็ดขาดและกล้าหาญมาก ท่านไม่เกรงใจกษัตริย์โยรัมเลยแม้แต่น้อย“เอลีชาทูลพระราชาแห่งอิสราเอลว่า “ข้าพระบาทมีอะไรเกี่ยวข้องกับฝ่าพระบาทหรือ? เชิญเสด็จไปหาผู้เผยพระวจนะของเสด็จพ่อและเสด็จแม่ของฝ่าพระบาทเถิด” แต่พระราชาแห่งอิสราเอลตรัสกับท่านว่า “ไม่ไป เพราะพระยาห์เวห์ทรงเรียกกษัตริย์ทั้งสามนี้มาเพื่อมอบไว้ในมือของโมอับ” แล้วเอลีชาทูลว่า “พระยาห์เวห์จอมทัพซึ่งข้าพระบาทปรนนิบัติ ทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด ถ้าข้าพระบาทไม่ได้เคารพนับถือเยโฮชาฟัทพระราชาแห่งยูดาห์แล้ว ข้าพระบาทจะไม่มองหรือแลดูพระองค์เลย”2 พงศ์กษัตริย์ 3:13-14 พระเจ้าทรงใช้คนที่ยำเกรงพระองค์เพียงคนเดียวเพื่อให้เป็นพรกับคนมากมาย อีกสิ่งที่น่าสนใจคือบุคลิกของเอลีชา ท่านยืนหยัดในความถูกต้อง ท่านแยกแยะชัดเจนระหว่างคนอธรรมคือโยรัม กับคนชอบธรรมคือเยโฮชาฟัท ตรงนี้ผมนึกถึง“บุคคลผู้เป็นสุขคือ ผู้ไม่เดินตามคำแนะนำของคนอธรรม ไม่ยืนอยู่ในทางของคนบาป ไม่นั่งอยู่ในที่นั่งของคนที่ชอบเยาะเย้ย แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์ เขาใคร่ครวญธรรมบัญญัติของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน เขาเป็นเหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง ทุกอย่างที่เขาทำก็จำเริญขึ้น” สดุดี 1:1-3 เรื่องราวนี้เตือนใจเราว่าการยำเกรงพระเจ้าไม่ใช่เรื่องส่วนตัวเท่านั้น แต่ส่งผลถึงคนรอบข้างด้วย ในโลกที่คนจำนวนมากเลือกโทษพระเจ้าเมื่อเกิดปัญหา พระเจ้ากำลังมองหาคนที่เลือกแสวงหาและทูลถามพระองค์ และในสังคมที่ความบาปดูเป็นเรื่องปกติ พระเจ้ามองหาคนที่มีจุดยืน ที่ไม่ไหลตามกระแส และไม่ประนีประนอมกับความผิด วันนี้พระเจ้าทรงเรียกเราให้กล้ายืนหยัดไม่เกรงใจความบาป ไม่โอนอ่อนต่อแรงกดดัน และไม่ยอมแลกความชอบธรรมกับความสะดวกสบาย เมื่อสังคมที่้ราอยู่พบวิกฤต ขอให้ชีวิตของเราจะไม่ใช่ปัญหา แต่จะเป็นช่องทางให้พระพรของพระเจ้ามาถึงคนอื่น วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่273)ข่าวดีหรือข่าวร้าย?-คุณจะเลือกฟังอันไหนก่อน?-“ความสว่างของตาทำให้ใจเปรมปรีดิ์ และข่าวดีทำให้ร่างกายสดชื่น” ~สุภาษิต 15:30 THSV11“Light in a messenger's eyes brings joy to the heart, and good news gives health to the bones.” ~Proverbs 15:30 NIVมีคำกล่าวไว้ว่า“ข่าวดีที่ไม่จริง ยังดีกว่าข่าวร้ายที่แน่นอน!”(False good news is better than certain bad news.)มีเรื่องเล่าว่า“คุณเนวินมีอาการผิดปรกติที่ขา จึงไปโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ตรวจแพทย์วินิจฉัยพบว่าขาข้างหนึ่งติดเชื้อร้าย จึงรีบดำเนินการตัดขาข้างนั้นทิ้งหลังจากพักฟื้นอยู่ 3 วัน คุณเนวินก็มีอาการดีขึ้นและยิ้มแย้มแจ่มใสได้แพทย์ผู้ผ่าตัดแวะมาเยี่ยมพร้อมกล่าวว่า “คุณเนวินครับ วันนี้ผมมีข่าวดีและข่าวร้ายมาบอกคุณ คุณอยากฟังข่าวไหนก่อนครับ?”คุณเนวินหน้าเปลี่ยนสีไปนิด ก่อนที่จะกัดฟัน กล่าวว่า“คุณหมอบอกข่าวร้ายก่อนก็ได้ครับ แล้วค่อยบอกข่าวดี!““...ข่าวร้าย ก็คือ…คณะแพทย์ของเราต้องขอโทษคุณเนวินเป็นอย่างยิ่งที่เราตัดขาของคุณผิดข้างไป เพราะขาที่ติดเชื้อโรคร้าย คือ ข้างขวา แต่เราตัดขาซ้ายของคุณออกไป”คุณเนวินได้ยินก็หน้าซีด ช็อก แต่ยังมีความหวัง ฝืนยิ้มถามขึ้นมาว่า“แล้วข่าวดีละครับ คุณหมอ?”คุณหมอยิ้ม พลางกล่าวว่า“ข่าวดีก็คือ ทีมแพทย์ของเราขอยินดีกับคุณเนวินด้วยครับหลังจากตรวจฟิลม์เอ็กซเรย์ของคุณอย่างละเอียดอีกครั้งแล้วพบว่า ฟิลม์ดังกล่าวไม่ใช่เป็นของคุณ แต่เป็นของคนไข้ห้องข้างๆของคุณ....ส่วนขาขวาของคุณนั้น เป็นแค่เอ็นอักเสบธรรมดา เราได้สั่งยาให้คุณไปรับประทานที่บ้านแล้ว คิดว่าสัก 3-4 วันก็คงหายดี !””พี่น้องที่รัก คุณจะรู้สึกอย่างไรครับ หากว่ามีใครนำข่าวดีอย่างนี้มาแจ้งแก่คุณ?แท้จริงแล้ว จริงก็ว่าจริง ไม่ก็ควรว่าไม่!และเราจึงควรพูดแต่ความจริงอย่างไรก็ตาม บางครั้ง ต่อให้เป็นเรื่องจริง แต่เป็นข่าวร้ายก็คงไม่มีใครอยากฟัง หรือให้คนที่รักฟังข่าวร้ายดังนั้น จงรู้จักเลือกพูดความจริงที่เป็นข่าวดีก่อนเพราะทุกคนล้วนต้องการฟังข่าวดี!อย่างไรก็ตาม ในชีวิตจริง เราทุกคนมักเผชิญทั้งข่าวดีและข่าวร้ายกันทั้งนั้นแต่ในหลายปีนี้ คนไทยเรามักเจอข่าวร้ายมากกว่าข่าวดีคนจำนวนมากจึงล้วนมีความทุกข์หรือมีความกลัวอยู่ในใจและต้องการรับฟังข่าวดีปลอบประโลมใจมากกว่าข่าวร้ายอย่างแน่นอน!พระเยซูคริสต์เสด็จมาในโลกและตรัสว่า“ พระวิญญาณแห่งพระเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้ เพื่อนำข่าวดีมายังผู้ที่ทุกข์ใจพระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้ามาให้เล้าโลมคนที่ชอกช้ำระกำใจ และร้องประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย และบอกการเปิดเรือนจำออกให้แก่ผู้ที่ถูกจำจอง เพื่อประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า และวันแห่งการแก้แค้นของพระเจ้าของเรา เพื่อเล้าโลมบรรดาผู้ที่ไว้ทุกข์“ ~อิสยาห์ 61:1-2ข่าวดีสำหรับผู้ทุกข์ใจหรือผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ จะทำให้ผู้รับฟังสดชื่น มีความสุข และมีความหวังใจ !พี่น้องที่รัก มีข่าวร้ายมากมายเกินพอแล้วสำหรับคนไทยเวลานี้ เราแต่ละล้วนต้องการฟังข่าวดีบ้าง!หวังว่าจะไม่มีใครเอาข่าวดีเรื่องหมอตรวจฟิลม์เอ็กซเรย์ผิดคนเหมือนอย่างเรื่องข้างต้น มาบอกเราพระเจ้าทรงมีข่าวดีหรือข่าวประเสริฐทรงมอบหมายให้เราออกไปประกาศ นั่นคือ“แผ่นดินสวรรค์ของพระเจ้ามาถึงแล้ว!” ดังนััน พี่น้องที่รักขอให้เรานำข่าวดีแห่งความรัก ความหวังและความรอด ของพระเจ้ามาถึงคนรอบตัวของเรา เพื่อเล้าโลมใจ 1.ผู้ที่ทุกข์ใจ2.คนที่ชอกช้ำระกำใจ 3.คนที่เป็นเชลยถูกพันธนาการ4.ผู้ที่ถูกจำจอง 5.ผู้ที่ไว้ทุกข์เพราะว่าข่าวดี จะช่วย1).ทำให้ใจของผู้รับฟังเปรมปรีดิ์ และ2).ทำให้ร่างกายของเขาสดชื่น…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 29ธันวาคม2025 (ตอนที่273ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าล้อเล่นกับพระเจ้า Ep.1495 ข้อพระธรรม 3 ข้อจาก 2 พงศ์กษัตริย์ 2:23-25 มักทำให้เราเข้าใจผิดว่า เลอีชาเป็นคนหัวร้อน ใจร้าย เพราะเนื่องจากภาษาที่แปลทำให้เราเข้าใจว่าเป็นอย่างนั้น วันนี้เราจะมาเข้าใจภาษาเดิมและบริบทในสมัยนั้น ซึ่งเราจะพบความจริงที่ต่างออกไป และนี่ไม่ใช่เรื่องของการรังแกเด็ก แต่เป็นการที่วัยรุ่นกลุ่มนี้คึกคะนองท้าทายอำนาจของพระเจ้า'ท่านได้ขึ้นไปจากที่นั่นถึงเมืองเบธเอล และขณะขึ้นไปตามทาง มีกลุ่มเด็กชายเล็กๆ ออกมาจากเมืองล้อเลียนท่านว่า “อ้ายหัวล้าน ไปให้พ้น อ้ายหัวล้าน ไปให้พ้น” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 2:23 เด็กชายเล็กๆ ภาษาเดิมใช้คำว่า Na'ar (นาร) คำนี้มีความหมายกว้างมาก ตั้งแต่ทารกไปจนถึงชายหนุ่ม ข้าราชการ หรือทหารเกณฑ์ คำนี้เป็นคำเดียวกับที่เรียกดาวิดตอนไปสู้กับโกลิอัท พวกเขาไม่ใช่เด็กอนุบาลที่วิ่งเล่น แต่คือกลุ่มแก๊งอันธพาลที่ออกมาล้อเลียนคนของพระเจ้า มีหนังสือที่อธิบายเป็นไปได้ว่า วัยรุ่นกลุ่มนี้เป็นนักบวชของพระรูปวัวทองคำซึ่วสร้างมาตั้งแต่สมัยของเยโรโบอัม ส่วนคำว่า อ้ายหัวล้านไปให้พ้น นี่เป็นการเยาะเย้ยและการดูหมิ่นขั้นสุด การด่าว่า หัวล้านในเวลานั้นถือเป็นการเหยียดเหมือนและมีความหมายในเชิงดูถูกว่าน่ารังเกลียด หรือเป็นเหมือนเป็นโรคเรื้อน มีคำอธิบายจากหนังสือว่า เป็นไปได้ว่าเอลีชาโกนหัวไว้ทุกข์ให้กับเอลียาห์ที่จากไป อีกคำที่บอกว่า ไปให้พ้น ภาษาเดิมต้องแปลว่า จงขึ้นไป ซึ่งเป็นคำเดียวกับตอนที่พระเจ้าทรงรับเอลียาห์ขึ้นไป อารมณ์ของคำนี้คือประมาณว่า อาจารย์แกลอยขึ้นฟ้าไปแล้ว แกก็ลอยตามขึ้นไปได้แล้ว การหมิ่นประมาทคนของพระเจ้าก็เท่ากับหมิ่นประมาทพระเจ้า'ท่านก็หันมาเห็นพวกเขา จึงแช่งพวกเขาในพระนามพระยาห์เวห์ และหมีตัวเมียสองตัวออกมาจากป่า ฉีกเด็กพวกนั้นเสีย 42 คน ' 2 พงศ์กษัตริย์ 2:24 พวกเราฟังดีๆนะครับ เอลีชาไม่ได้เรียกหมีมา ท่านเพียงแช่งในพระนามพระเจ้า ส่วนการลงโทษนั้นมาจากพระเจ้าเพื่อปกป้องผู้รับใช้ของพระองค์จากการถูกทำร้าย และเพื่อเตือนสติเมืองเบธเอลว่า อย่าล้อเล่นกับพระเจ้า เรื่องนี้สอนเราว่า พระเจ้าทรงหวงแหนผู้รับใช้ของพระองค์ และพระเจ้าทรงปกป้องคนที่ยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง เอลีชาไม่ได้สู้กลับด้วยกำลังของตัวเอง แต่ท่านตอบกลับด้วยการอธิษฐาน'ว่า “อย่าแตะต้องผู้ที่เราเจิมไว้ อย่าทำอันตรายผู้เผยพระวจนะของเรา” ' 1 พงศาวดาร 16:22 ขอพวกเราอย่าประมาทหรือลบหลู่ความบริสุทธิ์ของพระเจ้า และในทางกลับกัน หากเราดำเนินชีวิตถูกต้องตามพระทัยหรือพระประสงค์ของพระเจ้าแล้ว เราไม่ต้องกลัวคำข่มขู่หรือการล้อเลียนใดๆ เพราะพระเจ้าจะทรงปกป้องเรา และพระองค์จะเป็นเกราะป้องกันเราเอง วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่272) จะพักเอง หรือ จะถูกทำให้ต้องพัก? (พระคัมภีร์สอนเรื่องการหยุดพักอย่างไรบ้าง?) “จงทำงานของเจ้าหกวัน แต่ในวันที่เจ็ดนั้น จงหยุดพัก เพื่อโคและลาของเจ้าจะได้พัก และบุตรชายแห่งทาสีของเจ้า กับคนต่างด้าวจะได้พักผ่อนให้สดชื่นด้วย” ~อพยพ 23:12 THSV11 “Six days do your work, but on the seventh day do not work, so that your ox and your donkey may rest, and so that the slave born in your household and the foreigner living among you may be refreshed.” ~Exodus 23:12 NIV ในพระคัมภีร์ให้ความสำคัญต่อการหยุดพักเป็นอย่างยิ่ง ต่อไปนี้เป็นคำสอนในพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงเรื่องของการหยุดพักอย่างชัดเจนว่า1.พระเจ้าทรงเป็นแบบอย่างของการหยุดพัก “วันที่เจ็ดพระเจ้าทรงหยุดพักจากพระราชกิจทั้งสิ้น“ ~ปฐมกาล 2:22.พระเจ้าทรงบัญชาให้เราหยุดพัก(อย่างจริงจัง1วันในทุกสัปดาห์) “เจ้าจงทำงานหกวัน แต่วันที่เจ็ดจงหยุดพัก แม้แต่ในฤดูไถนาและฤดูเกี่ยวข้าวก็จงหยุดพัก” ~อพยพ 34:21 THSV113.พระเจ้าทรงตั้ง1วัน ให้เราหยุดงานเรียกว่า “วันสะบาโต” “จงทำการงานในหกวัน แต่วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตแห่งการหยุดพักสงบ เป็นวันประชุมบริสุทธิ์ ห้ามทำการงานใดๆ เป็นสะบาโตแด่พระยาห์เวห์ ตามที่อยู่ทั่วไปของเจ้า” ~เลวีนิติ 23:3 THSV114.พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราเชื่อและวางใจพระองค์ด้วยการหยุดพักจริงๆ “จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพอ่อนโยนและใจอ่อนน้อม และจิตใจของพวกท่านจะได้หยุดพัก” ~มัทธิว 11:29 THSV115.เราต้องเชื่อฟังพระเจ้าและรู้จักมีวินัยในการหยุดพัก กายและใจ “เพราะฉะนั้น ขอให้เราพยายามเข้าสู่การหยุดพักนั้น เพื่อจะไม่มีคนหนึ่งคนใดพลาดไปทำตามอย่างคนที่ไม่เชื่อฟังเหล่านั้น” ~ฮีบรู 4:11 THSV116.เราต้องฉลาดพอที่จะหยุดพัก และไม่หักโหมงานจนหนักเกินไป “อย่าโหมงานจนอ่อนล้าเพื่อจะเป็นคนมั่งมี จงฉลาดพอที่จะหยุดพัก” ~สุภาษิต 23:4 THSV117.พระเจ้าทรงใช้การหยุดพักของเรา เป็นการปกป้องไม่ให้เราหมดไฟ “เปล่าประโยชน์ที่ท่านลุกขึ้นแต่เช้า และเข้านอนดึก… เพราะพระองค์ประทานการพักแก่ผู้ที่พระองค์ทรงรัก” ~สดุดี 127:2 8.พระเยซูคริสต์ทรงเชื้อเชิญให้เราหยุดพักเหนื่อย และเป็นสุข”บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายได้พัก” ~มัทธิว 11:28พี่น้องที่รัก การได้หยุดพัก เป็นส่วนหนึ่งในการทรงสร้างของพระเจ้า ไม่ใช่เป็นรางวัลของคนเหน็ดเหนื่อย แต่เป็นจังหวะชีวิตที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ การหยุดพัก เป็นการประกาศว่า เราไม่ได้แข็งแกร่งกว่าพระเจ้า และโลกจะไม่พังลงเพียงเพราะว่าเราหยุดพักผ่อน! การทำงานโดยไม่พัก อาจดูขยัน แต่เป็นความไม่ฉลาด และยังเป็นการขาดความเชื่อ ความเชื่อฟัง และการวางใจพระเจ้า เราคือมนุษย์ธรรมดาที่เปราะบางและจำเป็นต้องหยุดพัก ตามพระบัญชาของพระองค์ แต่พระเจ้าไม่ได้เพียงต้องการแค่ให้เราหยุด พระองค์ยังทรงพาเราไปสู่การฟื้นกำลังด้วย ดังนั้นการพักที่แท้จริง จึงไม่ได้อยู่ที่การหยุดงานของเรา แต่เริ่มจากการที่เรามาหาพระคริสต์! เพราะพระเจ้าจะทรงใช้การมาหาพระคริสต์เพื่อหยุดพักนั้น เป็นการช่วยฟื้นฟูกำลังให้แก่เรา เหมือนดังที่กษัตริย์ดาวิด ตรัสว่า “พระองค์ทรงทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ พระองค์ทรงคืนความสดชื่นแก่ชีวิตข้าพเจ้า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรม เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์” ~สดุดี 23:2-3 THSV11 วันนี้ ให้เรามาหยุดพัก เพื่อรับความสดชื่นและการฟื้นฟูทั้ง กาย จิต และจิตวิญญาณ …จะดีไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 28ธันวาคม2025 (ตอนที่272ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิต ตอน พระเจ้าทรงเปลี่ยนได้ Ep.1494 หลังจากเอลีชาได้รับการส่งต่อและเริ่มทำหน้าที่ผู้เผยพระวจนะ สิ่งแรกที่พระเจ้าทรงใช้เขาทำคือการเข้าไปแก้ปัญหาที่กระทบชีวิตประจำวันของผู้คนโดยตรง ชาวเมืองเยรีโคมาหาเอลีชาและขอร้องให้เขาช่วย'ผู้คนในเมืองนั้น พูดกับเอลีชาว่า “ดูสิ ทำเลเมืองนี้ร่มรื่นดี เหมือนอย่างที่เจ้านายของข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว แต่น้ำไม่ดีและแผ่นดินนั้นก็ไม่เกิดผล ” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 2:19 ความจริงแล้วเยรีโคมีเบื้องหลังที่เจ็บปวด เมืองนี้เคยถูกสาปไว้ตั้งแต่สมัยโยชูวา และเมื่อมีการฝืนสร้างเมืองขึ้นใหม่ในสมัยกษัตริย์อาหับ 1 พงศ์กษัตริย์ 16 ได้บันทึกว่า ผู้สร้างก็สูญเสียลูกชายไปจริงๆ กลับมาที่เรื่องนี้ เอลีชาไม่ได้ตำหนิ ไม่กล่าวโทษ และเอลีชาก็ไม่ได้ใช้วิธีของมนุษย์แก้ปัญหานี้'ท่านพูดว่า “จงเอาชามใหม่มาใบหนึ่ง ใส่เกลือในนั้น” แล้วเขาทั้งหลายก็หามาให้ ' 2 พงศ์กษัตริย์ 2:20 ในทางกายภาพ ชามใหม่กับเกลือไม่อาจทำให้น้ำเสียกลับดีได้ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเกลือ และไม่ใช่ฤทธิ์เดชของเอลีชา แต่คือการทำงานของพระเจ้า เอลีชาโยนเกลือลงในน้ำพุ และกล่าวว่า “พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า เราทำน้ำนี้ให้ดีแล้ว ตั้งแต่นี้ไปจะไม่มีความตายหรือการไม่เกิดผล เพราะน้ำนี้อีก” ' พระวจนะของพระเจ้าได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า น้ำนั้นก็ดีตั้งแต่นั้นมา ไม่มีความตาย ไม่มีการไม่เกิดผลอีกต่อไป คือหมายถึงไม่มีการแท้งลูกของทั้งคนและสัตว์ที่ดื่มน้ำนั้น พระเจ้าทรงเชี่ยวชาญในการเปลี่ยนแปลงจากต้นตอ ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ วันนี้พระเยซูพระองค์สามารถทำการอัศจรรย์กับเรา เราเห็นความหวังที่ยิ่งใหญ่ในพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงรับคำสาปของบาปไว้บนไม้กางเขน เพื่อให้ชีวิตที่เคยขมของเรา ได้รับการฟื้นฟูและเปลี่ยนใหม่ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเราเองจะไม่ต้องต่อสู้กับความอ่อนแออีกต่อไป แต่หมายความว่า อดีต ความบาป และคำสาปต่างๆไม่มีอำนาจเหนือคนที่อยู่ในพระเยซูได้อีกต่อไปแล้ว 'จงระแวดระวังใจของเจ้ายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เพราะทุกสิ่งที่เจ้าทำออกมาจากใจ ' สุภาษิต 4:23 วันนี้เราอาจยังรู้สึกว่า มีบางพื้นที่ในชีวิตที่เหมือนน้ำไม่ดี บางบาดแผล บางความเคยชิน หรือบางความอ่อนแอที่ยังต้องการการฟื้นฟู อย่าเพิ่งท้อใจ เพราะวันนี้เราถูกชำระให้สะอาดแล้ว แต่เรายังคงอยู่ในกระบวนการถูกชำระให้บริสุทธิ์อยู่ พระเจ้าทรงทำงานอยู่ ขอเพียงเรายอมเอาสิ่งนั้นให้กับพระองค์ และยอมให้พระวจนะของพระเจ้าทำงานในใจเรา นี่คือวิธีนำชีวิตของเรากลับมามีผลอีกครั้งด้วยการรักษาความสัมพันธ์กับพระเจ้า ดำเนินชีวิตติดสนิทอยู่ในพระองค์ทุกวัน พระเจ้าทรงเริ่มต้นการดีแล้ว และพระองค์จะทรงทำให้สำเร็จแน่นอน วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่271) พรวิเศษ? “แต่ทุกคนถูกล่อลวงด้วยตัณหาของตัวเอง คือ ถูกตัณหานั้นล่อลวงและชักนำ” ~ยากอบ 1:14 THSV11 “But we are tempted when we are drawn away and trapped by our own evil desires.” ~James 1:14 GNT ในภาษาไทย คำว่า ตัณหา หมายถึง“ ความใคร่ทางกามารมณ์ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นซึ่งมีมาก และเพื่อตอบสนองความต้องการของตน ” จึงกล่าวได้ว่า เราทุกคนล้วนถูกล่อลวง ด้วยความต้องการหรือความอยากได้ของตัวเองถ้าเราตอบสนองหนึ่งความอยาก เราจะต้องตอบสนองอีกหลายๆความอยากเราจึงต้องไม่ปล่อยให้ความอยากแรก ล่อลวงและชักนำเราให้หลงออกจากทางที่ควรเดินเหมือนดังที่ เบนจามิน แฟรงคลิน กล่าวว่า “การยับยั้งความอยากแรกนั้นง่ายกว่าที่จะสนองทุกความอยากที่ตามมาภายหลัง!“(It is easier to suppress the first desire than to satisfy all that follows it.) -Benjamin Franklin- ให้เราระวัง ตัณหา หรือความอยากของเราให้ดี เพราะผลที่ตามมาอาจจะไม่เป็นอย่างที่คิดหวังเหมือนดังอุทาหรณ์ต่อไปนี้“สามีภรรยาคู่หนึ่งอายุ 40 เท่ากัน จัดงานเลี้ยงฉลองครบรอบแต่งงาน 15 ปีมีทูตสวรรค์มาร่วมอวยพร พร้อมสัญญาจะให้พรคนละ 1 อย่างผู้ภรรยาขอเที่ยวรอบโลกกับสามีปิ๊ง!ในทันใดนั้น เธอและสามีต่างก็มีตั๋วเรือสำราญเที่ยวรอบโลกอยู่ในมือ!พอถึงคราวสามีขอพรเขามองดูภรรยาแล้วดูตั๋วในมือ ฉับพลันตาของเขาก็เป็นประกายขึ้น และขอพรว่า...“ผมขอให้ภรรยาที่ร่วมทางไปด้วย มีอายุน้อยกว่าผมครึ่งหนึ่ง!”ปิ๊ง! ชายผู้เป็นสามี นั้นกลายเป็นชายชราวัย 80 ปีในทันที! ” พี่น้องที่รักจงระวัง อย่าให้พรพิเศษ พาให้เรา พังพินาศไป นะครับ!คำเตือนวันนี้ คือ“ความอยากที่ไม่ถูกควบคุม อาจทำให้เราสูญเสียสิ่งที่มีค่ามากที่สุดไป” (Uncontrolled desire can cost us what matters most.) ดังนัันขอให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีสติ อย่าให้เราเสียสิ่งล้ำค่าในชีวิต เพราะ ความอยากที่ขาดความยั้งคิด! นั่นคือ ขอให้เราเฝัาระวัง ในสิ่งที่เราคิด พูด โพสต์ กระทำและ ประพฤติไว้อยู่เสมอ … ไม่ทราบว่า คุณ1.เห็นด้วยและ2.ยินดีทำตาม คำเตือนสติดังที่กล่าวมานี้ หรือไม่ครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 27ธันวาคม2025 (ตอนที่271ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ไปต่อด้วยความเชื่อ Ep.1493 หลังจากเอลียาห์ถูกรับขึ้นไปแล้ว สิ่งที่พระเจ้าประทานให้คือเสื้อคลุมของเอลียาห์ เสื้อคลุมนี้เป็นเครื่องหมายของการส่งต่อ หนังสืออธิบายว่า การที่เอลียาห์ไม่ได้มอบให้เองมีความหมายว่า พระเจ้าเป็นผู้ประทานเสื้อนี้ หรือประทานหน้าที่นี้ให้กับเอลีชารับช่วงต่อไป สิ่งแรกที่เอลีชาทำคือ'แล้วท่านก็เอาเสื้อคลุมของเอลียาห์ที่ตกลงมานั้น ฟาดลงที่น้ำ กล่าวว่า “พระยาห์เวห์พระเจ้าของเอลียาห์สถิตที่ใด?” และเมื่อท่านฟาดลงที่น้ำ น้ำก็แยกออกไปสองข้าง และเอลีชาก็เดินข้ามไป ' 2 พงศ์กษัตริย์ 2:14 คำถามของเอลีขานั้น ไม่ได้ถามเพราะความสงสัย แต่เป็นการประกาศความเชื่อเพื่อเรียกหาการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า สิ่งที่เอลีชาทำคือ เขาเริ่มต้นด้วยความเชื่อ เขาลงมือทำทันที เขาฟาดเสื้อคลุมนั้นลงที่น้ำ เมื่อเอลีชาเริ่มต้นด้วยความเชื่อ พระเจ้าทำการของพระองค์อย่างอัศจรรย์ น้ำแยกออก กลุ่มผู้เผยพระวจนะทั้ง 50 คนที่ยืนดูอยู่ห่างๆ แม้พวกเขาจะยอมรับว่าฤทธิ์เดชของพระเจ้ามาอยู่กับเอลีชาแล้ว แต่ใจของพวกเขายังไม่ยอม Move on ก้าวข้ามจากอดีต พวกเขารบเร้าเอลีชาขอออกตามหาเอลียาห์ เอลีชาก็ห้ามไม่ให้เขาไปเพราะเชื่อว่าพระเจ้าทรงรับเอลียาห์ไปแล้ว'แต่เมื่อพวกเขารบเร้าท่านจนท่านละอาย แล้วท่านจึงพูดว่า “ใช้ไปซี” เพราะฉะนั้น เขาจึงใช้ห้าสิบคนไป พวกเขาเสาะหาเอลียาห์อยู่สามวันแต่ไม่พบท่าน ' 2 พงศ์กษัตริย์ 2:17 ขออธิบายคำว่า ละอาย เอลีชาไม่ได้อายเพราะรู้สึกผิด หรือไม่เชื่อว่าเอลียาห์ถูกรับไปแล้ว แต่เขาทนแรงกดดันที่ถูกรบเร้าไม่ไหว จึงอนุญาตให้พวกเขาไปตามหา สุดท้ายคนเหล่านั้นก็เสียเวลาเปล่า'ไม่มีใครจะยืนหยัดต่อหน้าเจ้าได้ตลอดชีวิตของเจ้า เราอยู่กับโมเสสมาแล้วอย่างไร เราจะอยู่กับเจ้าอย่างนั้น เราจะไม่ละเลยหรือทอดทิ้งเจ้า ' โยชูวา 1:5 หากเรามีความเชื่อจริงๆ ความเชื่อจะส่งผลเป็นพฤติกรรม ความเชื่อไม่ใช่แค่ความคิด แต่คือความกล้าที่จะลงมือทำในสิ่งที่เราเองทำไม่ได้ และกล้าเผชิญหน้ากับอุปสรรคด้วยความมั่นใจในพระเจ้า ขอเราอย่าขังตัวเองไว้กับอดีต เหมือน 50 คนนั้นที่ต้องเสียทั้งกำลังและเวลา ขอให้เรามั่นใจว่า พระเจ้าผู้นี้ที่ทำการอัศจรรย์ในอดีตสถิตอยู่กับเรา ขอเพียงเรามีความเชื่อ และพร้อมลงมือทำ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่270)วันทำดีแห่งชาติ!“จงกำชับพวกเขาให้ทำการดี ให้ทำการดีมากๆ ให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และแบ่งปัน”~1 ทิโมธี 6:18 THSV11“Command them to do good,to be rich in good deeds, and to be generous and willing to share.” ~1 Timothy 6:18 NIVเราถูกสอนถูกสั่งมาให้ทำดี!เราจึงต้องทำดีด้วยความรักเราจะเคร่งศาสนาหรือรักพระเจ้า แต่ไม่รักและไม่ทำดีต่อเพื่อนมนุษย์ก็คงไม่ได้เพราะแก่นแท้แห่งศาสนาก็คือ การรักพระเจ้า แบบสุดจิตสุดใจ และการรักเพื่อนบ้าน(เพื่อนมนุษย์)เหมือนรักตัวเอง!พระเยซูตรัสว่า“ ‘จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านด้วยสุดใจของท่านด้วยสุดจิตของท่าน' และด้วยสุดความคิดของท่าน นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อสำคัญอันดับแรก ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ‘จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง' ธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะทั้งหมด ก็ขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้”” ~มัทธิว 22:37-40 THSV11ผมและคณะกรรมการประสานงานคริสตจักรโปรเตสแตนต์แห่งประเทศไทย(กปท.)และพี่น้องคาทอลิกได้พยายามเสนอให้รัฐบาลและผู้มีอำนาจออกกฏหมายพิจารณาสนับสนุนให้วันที่ 25 ธันวาคมของทุกปีให้เป็น“วันทำดีแห่งชาติ” มาหลายยุคหลายสมัยแล้วแต่ยังไม่ได้ผล ดังที่หวัง!ผมยืนยันว่าคริสตชนเรายินดีจะเป็นตัวหลักในการรณรงค์ให้เกิดการทำดีร่วมกันของพี่น้องศาสนิกของทุกศาสนาและถ้าเป็นได้ ก็ขอให้กำหนดวันที่ 25 ธันวาคมเป็นวันหยุดประจำปีเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนในประเทศนี้ออกไปทำความดีทั่วประเทศอย่างพร้อมเพรียงกัน …แต่ถ้าหากเป็นไปไม่ได้ ก็ขอแค่เพียงให้รับรองว่า“ วันคริสต์มาส ”เป็นวันที่รัฐสนับสนุนให้คริสตชนทำศาสนกิจและศาสนพิธีในศาสนสถานของตนเองในช่วงเช้าและออกไปทำดีต่อชุมชนโดยรอบ ในช่วงบ่าย อย่างเป็นประจำทุกปี(โดยไม่ถือเป็นวันลาเรียนหรือลางาน)และนับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง ที่ในปีนี้ (19ธันวาคม2025) รมว.กระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวง อธิบดีกรมการศาสนา และคณะผู้บริหารขอเข้าพบ 5 ผู้นำองค์การคริสต์ อันประกอบด้วย 1.สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทยสภาคริสตจักรในประเทศไทย 3.สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย 4.มูลนิธิคริสตจักรคณะแบ๊บติสต์ และ 5.มูลนิธิ คริสตจักรเซเว่นธ์เดย์ แอ๊ดเวนตีส แห่งประเทศไทยณ อาสนวิหาร อัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพมหานครเพื่อหารือเรื่องเสรีภาพทางศาสนาและความร่วมมือด้าน(ข้อมูล)ศาสนา เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม และสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าและความหลากหลายทางศาสนาข่าวดีก็คือแนวคิดให้วันคริสต์มาสเป็นวันแห่งการทำดี ได้รับการพิจารณาว่าสมควรต่อยอดให้เป็นวันสำคัญที่ครอบคลุมทั้งในแง่ศาสนา ท่องเที่ยว สังคม และส่งเสริมด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและทำให้ประเทศไทยมีชื่อเสียงดีต่อประชาคมโลกขอบคุณพระเจ้าล่วงหน้าที่ คริสตชน ทั้งคริสเตียน(โปรเตสแตนท์)และคริสตัง(คาทอลิก) ร่วมกับพี่น้องศาสนิกชนอื่นๆ จะได้ถ่อมใจร่วมมือร่วมใจอย่างจริงใจในการทำดีกันทุกวันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่25ธันวาคม จนกลายเป็น“วันทำดีแห่งชาติ” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะเป็นวันที่คริสตชนทั้งประเทศ(ทุกคณะนิกาย)ร่วมมือกันกระทำดี แบบไม่เลือกเชื้อชาติ ชนชั้น ฐานะ เพศวัย หรือศาสนา จนคนที่เห็นจะชื่นชมและสรรเสริญพระเจ้า ดังที่พระเยซูคริสต์ตรัสว่า“…พวกท่านจงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาทั้งหลายได้เห็นความดีที่ท่านทำ พวกเขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์” ~มัทธิว 5:16 THSV11เพื่อทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งคุณธรรม ที่คนไทยทั้งประเทศล้วนทำดีจนเป็นนิสัยโดยจะมีวันหนึ่งแห่งปีที่เราผนึกสรรพกำลังในการทำดีพร้อมกันทั่วประเทศที่เรียกว่า“วันทำดีแห่งชาติ!”…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 26ธันวาคม2025 (ตอนที่270ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน รับมรดกฝ่ายวิญญาณ Ep.1492 การติดตามพระเจ้าอย่างสุดใจไม่ได้จบแค่การไปต่อจนสุดทาง แต่ยังรวมถึงการเตรียมใจรับสิ่งที่พระเจ้าจะมอบต่อจากนั้นด้วย 2 พงศ์กษัตริย์ 2:7–12 เป็นช่วงเวลาที่สำคัญของเอลีชา เพราะนี่คือจุดเปลี่ยนจากผู้ติดตามไปสู่การเป็นผู้รับมรดกฝ่ายวิญญาณ เอลียาห์และเอลีชาเดินมาถึงแม่น้ำจอร์แดน มีผู้เผยพระวจนะอีก50 คนคอยยืนดูอยู่ห่างๆ เหมือนเป็นพยานของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ เอลียาห์ใช้เสื้อคลุมม้วนฟาดน้ำ น้ำก็แยกออก ทั้งสองเดินข้ามไปบนดินแห้ง ภาพนี้ไม่ใช่แค่การอัศจรรย์ แต่เป็นสัญลักษณ์ว่า พระเจ้าผู้นี้เป็นผู้เดียวกับที่เคยทรงเปิดทางในอดีต และพระองค์ยังทรงทำงานอยู่ในปัจจุบัน'เมื่อข้ามไปแล้ว เอลียาห์พูดกับเอลีชาว่า “ท่านอยากให้เราทำอะไรให้ ก็จงขอเถิด ก่อนที่เราจะถูกรับไปจากท่าน” และเอลีชาตอบว่า “โปรดให้ข้าพเจ้าได้รับฤทธิ์เดช ของท่านสองส่วน ” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 2:9 คำถามที่เอลียาห์ถามไม่ใช่คำถามทั่วไป แต่เป็นคำถามของคนที่กำลังจะส่งไม้ต่อ เอลีชาขอรับฤทธิ์เดชของเอลียาห์สองส่วนในฐานะผู้รับช่วงต่อในพันธิกิจ หนังสืออธิบายได้อธิบายว่า นี่ไม่ได้เป็นขอเพื่อจะมีฤทธิ์เดชมาก แต่กำลังหมายถึงป็นผู้รับมรดกในฐานะบุตรหัวปี เอลียาห์บอกว่านี่เป็นสิ่งที่ยาก แต่ถ้าเอลีชาเห็นตอนที่เขาถูกรับไป คำขอนั้นจะสำเร็จ'เมื่อท่านทั้งสองยังเดินสนทนากันต่อไป ดูสิ รถรบเพลิงคันหนึ่งและพวกม้าเพลิงได้แยกเขาทั้งสองออกจากกัน และเอลียาห์ได้ขึ้นไปสวรรค์โดยพายุ ' 2 พงศ์กษัตริย์ 2:11 เอลีชายืนมองเห็นทุกอย่าง และร้องว่า “พ่อของข้า พ่อของข้า รถรบแห่งอิสราเอล และทหารม้าประจำรถ” และท่านก็ไม่ได้เห็นเอลียาห์อีกเลย ท่านจึงฉีกเสื้อผ้าออกเป็นสองท่อน การฉีกเสื้อป้าตรงนี้ เปรียบเสมือนการไว้ทุกข์ วันนี้การติดตามพระเจ้าอาจจะไม่ได้หมายถึงการเริ่มต้นสิ่งใหม่แต่อาจจะเป็นการเรียกให้เรารับช่วงต่อ พระเจ้าไม่ได้มองหาคนที่เพียงตั้งใจเดินตาม แต่พระองค์ต้องการคนที่พร้อมรับผิดชอบ ไม่ใช่คนที่พอใจกับการอยู่ใกล้ผู้รับใช้ แต่พระเจ้าต้องการคนที่จะร่วมรับใช้และปรนนิบัติพระเจ้าแบบเต็มร้อย '“คนที่ซื่อสัตย์ในของเล็กน้อยจะซื่อสัตย์ในของมากด้วย และคนที่ไม่ซื่อสัตย์ในของเล็กน้อย จะไม่ซื่อสัตย์ในของมากเช่นกัน ' ลูกา 16:10 การรับมรดกฝ่ายวิญญาณไม่ได้เริ่มจากการขอฤทธิ์เดช แต่เริ่มจากชีวิตที่ซื่อสัตย์กับทุกภารกิจที่พระเจ้ามอบให้ ฤดูกาลบางอย่างอาจจะกำลังจบในชีวิตเรา แต่ถ้าเรายึดมั่นในพระเจ้า ฤดูกาลกาลใหม่จะเริ่มต้นได้เสมอ หากเราดำลังอยู่ในช่วงรับไม้ต่อ หรือกำลังเกิดการเปลี่ยนผ่านในชีวิต ขอให้เราถามตัวเองว่า เราแค่อยากเห็น หรือเราอยากรับมรดกฝ่ายวิญญาณจริงๆ ขอให้เราจะติดตามพระเจ้าไปจนสุดทาง เพราะพระเจ้าทรงเตรียมสิ่งใหม่ไว้ให้เราแน่นอน วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่268) คริสต์มาส:“ข่าวดีสำหรับโลก!” “แต่ทูตนั้นกล่าวแก่พวกเขาว่า “อย่ากลัวเลย เรานำข่าวดีมา เป็นความเปรมปรีดิ์ใหญ่หลวงสำหรับคนทั้งปวง” ~ลูกา 2:10 TNCV “But the angel said to them, “Do not be afraid. I bring you good news that will cause great joy for all the people.” Luke 2:10 NIV คริสต์มาสคือข่าวดี ที่พระเจ้าจากฟ้าสวรรค์ส่งมาให้แก่มวลมนุษยชาติ และผลที่ตามมาก็คือ “คนที่ได้รับข่าวดี ได้รับการทรงเรียกให้เป็นผู้บอกข่าวดีนั้นด้วย!” (Those who receive the Good News are called to share it.) เหมือนดังเรื่องราวที่พระธรรม ลูกา2:8-20 เล่าไว้ดังนี้1.คนเลี้ยงแกะอยู่กลางทุ่งกำลังเฝ้าฝูงแกะของเขาในเวลากลางคืน ~ผู้เลี้ยงแกะเป็นคนชั้นล่างในสังคม ถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือ = แสดงว่า ข่าวประเสริฐเริ่มต้นจากคนธรรมดา ไม่ใช่ชนชั้นสูง2.ทูตสวรรค์องค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปรากฏแก่พวกเขา และพระรัศมีขององค์พระผู้เป็นเจ้าส่องล้อมรอบเขา =พระเจ้าทรงสำแดงพระสิริแก่คนที่ถ่อมใจ หรือคนที่ดูต้อยต่ำในสังคมเป็นพวกแรก3.คนเลี้ยงแกะกลัวนัก =พระสิริของพระเจ้าทำให้ผู้เลี้ยงแกะ กลัวอย่างยิ่ง ความกลัวนี้เกิดขึ้นเหมือนกับการพบสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ การพบพระเจ้าจึงมักเป็นจุดเริ่มต้นของความยำเกรงอย่างจริงใจ4.ทูตสวรรค์องค์นั้นกล่าวกับเขาทั้งหลายว่า “อย่ากลัวเลย เพราะเรานำข่าวดีมายังพวกท่าน เป็นความยินดีอย่างยิ่งที่จะมาถึงคนทั้งหลาย เพราะว่าในวันนี้ พระผู้ช่วยให้รอดของพวกท่านคือพระคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้ามาประสูติที่เมืองของดาวิด นี่จะเป็นหมายสำคัญสำหรับพวกท่าน คือท่านจะพบพระกุมารนั้นพันผ้าอ้อมนอนอยู่ในรางหญ้า!” =สาระสำคัญของข่าวดี1).อย่ากลัว พระเจ้านำความหวังมาให้ปวงมนุษย์2).ข่าวดีสำหรับคนทั้งปวง นำความรอดมาสู่คนทั้งหลายโดยไม่จำกัดกลุ่ม3).พระผู้ช่วยให้รอด คือพระเยซู เป็นทั้ง ก.องค์ผู้ช่วยเราให้พ้นจากหนี้บาปอย่างถาวร และ ข.องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ถ่อมพระทัยมาบังเกิดอย่างเรียบง่ายเป็นองค์เจ้านายของเรา5.ชาวสวรรค์หมู่หนึ่งมาปรากฏอยู่กับทูตสวรรค์องค์นั้นร่วมสรรเสริญพระเจ้าว่า “1).พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก 2).สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งหลายที่พระองค์โปรดปรานนั้น” =การสรรเสริญของทูตสวรรค์บ่งบอกว่า ก.พระเจ้าทรงได้รับการถวายพระเกียรติสิริ ข.มนุษย์ได้รับสันติสุข เมื่อพระเยซูเสด็จมา พระสิริของพระเจ้าและสันติสุขของมนุษย์มาบรรจบกัน6.ทูตสวรรค์เหล่านั้นไปจากพวกเขาขึ้นสู่สวรรค์แล้ว =ผู้บอกข่าวดี เมื่อได้บอกข่าว ก็เท่ากับได้ทำหน้าที่ของตนแล้ว ผลจะเกิดขึ้นอย่างไร ไม่ใช่หน้าที่รับผิดชอบของเขาอีกต่อไป7.บรรดาคนเลี้ยงแกะก็พูดกันว่า“ให้เราไปยังเมืองเบธเลเฮมดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงแจ้งกับเรา” =ผู้เลี้ยงแกะ ตอบสนองทันที พวกเขาเปลี่ยนจาก จากการรับฟัง เป็นการรีบไป และเห็นด้วยตาของตนเอง8.คนเลี้ยงแกะก็รีบไป แล้ว 1).พบนางมารีย์กับโยเซฟ และ 2).พบพระกุมารนั้นนอนอยู่ในรางหญ้า =ความเชื่อแท้ นำไปสู่การลงมือกระทำ9.พวกคนเลี้ยงแกะเห็นแล้วจึงเล่าเรื่องที่เขาได้ยินถึงพระกุมารนั้น =คนเลี้ยงแกะกลายมาเป็นพยานข่าวดีที่ได้ฟังและได้เห็น ไม่ว่าใครแม้แต่คนธรรมดาที่พบพระคริสต์ ก็สามารถเป็นพยานที่ทรงพลังได้10.คนทั้งหลายที่ได้ยินก็ประหลาดใจเกี่ยวกับเรื่องที่คนเลี้ยงแกะบอกกับเขา =คำพยานของคนธรรมดาหรือผู้เล็กน้อยอาจสร้างความอัศจรรย์ใจแก่คนมากมายได้เสมอ11.นางมารีย์ก็เก็บสิ่งเหล่านั้นไว้และรำพึงอยู่ในใจ =มารีย์ได้ไม่เร่งรีบที่จะพูด แต่ ได้คิดใคร่ครวญในใจแล้วจึงตอบสนองด้วยความเชื่อและความถ่อมใจ อันเป็นการนมัสการที่ลึกที่สุดอยู่ภายใน12.บรรดาคนเลี้ยงแกะจึงกลับไป 1).ถวายพระเกียรติและ 2).สรรเสริญพระเจ้า สำหรับเหตุการณ์ทุกอย่างที่เขา ก.ได้ยิน และ ข.ได้เห็นดังที่กล่าวไว้กับพวกเขา =พวกเขากลับไปทำหน้าที่การงานเดิม แต่หัวใจของพวกเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปชีวิตเลี้ยงแกะธรรมดา ได้กลายเป็นชีวิตแห่งการสรรเสริญและเป็นพยาน การได้พบพระเยซู อาจไม่ได้เปลี่ยนสถานที่หรืออาชีพการงานขอวเรา แต่จะเปลี่ยนหัวใจของเราไปตลอดกาลคัมภีร์ในตอนนี้ได้ปิดท้ายดังนี้ “หลังจากครบแปดวันซึ่งเป็นวันที่จะให้พระกุมารนั้นเข้าสุหนัต เขาจึงให้นามว่าเยซู ดังที่ทูตสวรรค์กล่าวไว้ก่อนจะปฏิสนธิในครรภ์”~ลูกา 2:21 THSV11นาม“เยซู” แปลว่า “พระเจ้าทรงช่วยให้รอด!”พระนามของพระองค์ได้บอกชัดเจนถึงภารกิจและพันธกิจของพระองค์! และกลายมาเป็นคำสัญญาแห่งความรอดที่มอบให้แก่มนุษย์ทุกคนที่เชื่อวางใจในพระองค์ พี่น้องที่รัก เวลานี้ คุณได้ยินได้ฟังข่าวดีแห่งวันคริสต์มาสแล้วใช่หรือไม่? และคุณได้มีประสบการณ์อันอัศจรรย์กับข่าวดีนั้นแลัวหรือยัง? คุณเห็นด้วยกับคำกล่าวต่อไปนี้หรือไม่ว่า “เมื่อเราได้พบพระเยซูคริสต์แห่งวันคริสต์มาส ชีวิตธรรมดาของเราก็กลายเป็นพยานที่ทรงพลัง!” (When we meet Jesus Christ , Our ordinary lives become powerful testimonies.) …ชอบบอกที!

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่267) ที่ว่างนั้นเป็นของใคร? “นางจึงคลอดบุตรชายหัวปี เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า เพราะว่าไม่มีที่ว่างในโรงแรมสำหรับพวกเขา” ~ลูกา 2:7 THSV11 “She gave birth to her firstborn child, a son, wrapped him snugly, and laid him in a manger, because there was no place for them in the guestroom.” ~Luke 2:7 CEB มีคำกล่าวไว้น่าซาบซึ้งใจว่า “ในยามที่โลกไม่มีที่ว่างให้พระเยซู ในยามนั้น พระองค์ก็ยังคงมีที่ว่างสำหรับเรา ในแผนการของพระเจ้า!# (When the world had no room for Jesus, God's plan still made room for us.) เรื่องไม่มีที่ว่าง สำหรับพระเยซูคริสต์ ปรากฏอยู่ในพระธรรม ลูกา 2:1-7 ดังนี้1.จักรพรรดิออกัสตัสมีคำสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน 1).เป็นครั้งแรกที่มีการจดทะเบียนสำมะโนครัว 2).เกิดขึ้นในสมัยที่คีรินิอัสเป็นเจ้าเมืองซีเรีย ~ ลูกา 2:1-2 =พระเจ้าใช้อำนาจทางการเมืองของมนุษย์เพื่อทำให้แผนการของพระองค์สำเร็จ เพราะการจดทะเบียนสำมะโนครัวเป็นเหตุให้พระเยซูมาประสูติในเบธเลเฮม ตามคำพยากรณ์ (มีคาห์ 5:2) แม้ผู้ปกครองแผ่นดินในโลกจะไม่รู้จักพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงควบคุมประวัติศาสตร์2.คนทั้งหลายต่างก็ไปจดทะเบียนที่เมืองของตน ~ลูกา 2:3 =คนทั้งหลายต้องเดินทางไกลกลับไปยังภูมิลำเนาของบรรพบุรุษตามคำสั่งของรัฐ3.โยเซฟก็เดินทาง 1).จากเมืองนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี 2).ไปที่เมืองของดาวิดชื่อเบธเลเฮมในแคว้นยูเดียด้วย เพราะว่าเขาเป็น ก.วงศ์วานและ ข.เชื้อสายของดาวิด ~ลูกา 2:4 =โยเซฟและมารีย์เหมือนกับคนทั้งหลายที่ต้องเดินทางไกลไปยังภูมิลำเนาของบรรพบุรุษคือที่เบธเลเฮม4.โยเซฟไปจดทะเบียนพร้อมกับมารีย์ 1).หญิงที่เขาหมั้นไว้แล้ว และ 2).กำลังตั้งครรภ์ ~ ลูกา 2:5 =การเชื่อฟังท่ามกลางความยากลำบาก ของโยเซฟและมารีย์ที่เดินทางไกล ทั้งที่มารีย์กำลังตั้ง ครรภ์ใกล้คลอด ความเชื่อที่แท้จริงมักถูกทดสอบในสถานการณ์ที่ไม่สะดวกสบายนัก5.เขาทั้งสองอยู่ที่นั่น ก็ถึงเวลาที่มารีย์จะคลอดบุตร ~ ลูกา 2:6 =ทุกอย่างจะเป็นไปตาม“เวลาของพระเจ้า“ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตรงตามเวลาของพระเจ้า ไม่เร็ว ไม่ช้า เกินไป พระเจ้าไม่เร่งรีบ แต่ไม่เคยสาย6.มารีย์จึงคลอดบุตรชายหัวปี 1).เอาผ้าอ้อมพันและ 2).วางไว้ในรางหญ้า เพราะว่าไม่มีที่ว่างในโรงแรม สำหรับพวกเขา “เธอเอาพระกุมารวางไว้ในรางหญ้า เพราะไม่มีที่ว่างในโรงแรม” ~ ลูกา 2:7 =พระผู้ยิ่งใหญ่เสด็จลงมาในโลกด้วยความถ่อมพระทัย พระเยซูทรงเลือกเสด็จมาบังเกิดอย่างต่ำต้อย ในรางหญ้าไม่ใช่ในพระราชวัง พระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของโลกที่เริ่มต้นชีวิตในที่ที่ไม่มีใครคาดคิด พระเจ้าทรงเข้ามาใกล้มนุษย์ในความธรรมดาและความยากจน เราได้รับบทเรียนสำคัญอะไรบ้าง จากพระธรรมตอนนี้? 1.พระเจ้าทรงควบคุมทั้งประวัติศาสตร์และอนาคต 2.พระเจ้าทรงมีเวลาและวาระสำหรับทุกสิ่งตามแผนการของพระองค์ 3.พระเจ้าสามารถใช้สิ่งหรือคนเล็กน้อยที่เชื่อฟัง เพื่อให้สำเร็จตามแผนการใหญ่ 4.พระเจ้ามักซ่อนความยิ่งใหญ่อันแท้จริงไว้ภายใต้ความถ่อมใจ 5.พระเจ้ายังคงอดกลั้นอดทนเพื่อมนุษย์ที่ไม่มีแม้แต่ที่ว่างให้พระองค์ แต่พระองค์มีที่ว่างสำหรับทุกคนที่กลับใจจากบาป และมารับพระเมตตาคุณจากพระองค์ เสมอ!พี่น้องที่รัก “ปัญหาไม่ใช่ว่าพระเยซูทรงอยู่ไกล แต่อยู่ที่ว่าหัวใจเรามีที่ว่างสำหรับพระองค์อยู่หรือไม่?” (The problem is not that Jesus is far, but whether our hearts have room for Him.) ดังนั้นคำถามสำคัญในวันนี้ ก็คือ คุณมี “ที่ว่าง” อันสำคัญสำหรับให้พระเยซูคริสต์เจ้าทรงใช้บัญชาการชีวิตของคุณ …แล้วหรือไม่?

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่249) มโนธรรมของคุณยังทำงานดีอยู่ไหม? “เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงอุตส่าห์ประพฤติตามมโนธรรมที่ดีเสมอ ไม่ให้ผิดต่อพระเจ้าและต่อมนุษย์” ~กิจการ 24:16 THSV11 “So I strive always to keep my conscience clear before God and man.” ~Acts 24:16 NIV ใช่ครับ เราควรพยายามรักษา“มโนธรรม”ของเรา ให้ใสสะอาดต่อพระเจ้าและต่อทุกคนอยู่เสมอ แล้ว “มโนธรรม”คืออะไร?ความหมายจาก พจนานุกรมแปล ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน “มโนธรรม ”หมายถึง“ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ความรู้สึกว่าอะไรควรทําอะไรไม่ควรทํา”“มโนธรรม ” เปรียบเสมือน‘เสียงภายใน'ที่ช่วยบอกเราว่า1).สิ่งใดควรทำ และ2).สิ่งใดควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะในด้านศีลธรรม และช่วยให้เราสามารถแยกแยะ ก.ความถูกต้องดีงาม และ ข.ความชั่วร้าย “มโนธรรม“มีลักษณะเด่น คือ ~เป็นความรู้สึกภายในที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ~เป็นกลไกที่ทำให้รู้สึกผิดเมื่อไม่ได้ทำตามสิ่งที่ถูกต้อง ~เป็นบรรทัดฐานของสังคม ที่ทำตามแล้วจะรู้สึกว่าตนเองเป็นคนซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม”มโนธรรม“ ยังมีความหมายในทางกฎหมาย ~เป็นหลักการที่ใช้พิจารณาตัดสินโทษ โดยคำนึงถึงหลายปัจจัย เช่น ลักษณะการกระทำผิด ผลของการกระทำผิด คุณความดีของผู้กระทำ และเหตุเบื้องหลังการกระทำ ในพระคัมภีร์ จึงให้ความสำคัญต่อเรื่องมโนธรรม ในพระธรรมสุภาษิต(หลายคำแปล)ถึงกับกล่าวไว้ว่า1.มโนธรรม ~ส่องดูทุกส่วนภายในของมนุษย์“มโนธรรมของมนุษย์เป็นประทีปของพระยาห์เวห์ ส่องดูทุกส่วนภายในเขา” ~สุภาษิต 20:27 THSV11 2.มโนธรรม~ส่องดูส่วนลึกที่สุดของมนุษย์ทั้งสิ้น“ มโนธรรมของมนุษย์เป็นประทีปของพระเจ้า ส่องดูส่วนลึกที่สุดของเขาทั้งสิ้น” ~สุภาษิต 20:27 TH1971 3.มโนธรรม~ส่องเข้าไปทั่วทุกส่วนของร่างกายมนุษย์“มโนธรรมของมนุษย์เป็นดวงประทีปของพระยะโฮวา, สำหรับส่องเข้าไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย.” ~สุภาษิต 20:27 TH1940 ในภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า “mind and conscience” สำหรับคำว่า“มโนธรรม” เช่น “The Lord gave us mind and conscience; we cannot hide from ourselves.” ~Proverbs 20:27 GNT โดยกล่าวว่า เราไม่สามารถซ่อนตัวเราเองจากความคิดและมโนธรรมของเรา ในขณะที่บางฉบับ ใช้คำว่า “inner thoughts" “Our inner thoughts are a lamp from the Lord, and they search our hearts.” ~Proverbs 20:27 CEV โดยกล่าวว่าความคิดภายใน หรือ มโนธรรมเป็นดังแสงที่เสาะค้นหาลึกเข้าไปในหัวใจ บางฉบับ ก็ใช้คำว่า “จิตวิญญาณ”(spirit)มาแทนคำว่า “มโนธรรม” เช่น “จิตวิญญาณของมนุษย์เป็นดวงประทีปขององค์พระผู้เป็นเจ้า มันส่องให้เห็นส่วนลึกที่สุดในตัวของเขา” ~สุภาษิต 20:27 TNCV (The human spirit is the lamp of the Lord that sheds light on one's inmost being.) ~Proverbs 20:27 NIV ทำให้คิดถึงคำที่กล่าวว่า “เสียงมโนธรรมที่บริสุทธิ์ คือเสียงสะท้อนของ(พระ)วิญญาณภายในมนุษย์.” (Pure conscience echoes the Spirit within man.)พี่น้องที่รัก วันนี้ คุณได้ยินเสียงของ”มโนธรรม“อย่างชัดเจนในจิตวิญญาณของคุณอยู่หรือไม่? อย่าให้หูตาทั้งฝ่ายกายและฝ่ายวิญญาณของคุณปิดหรือหนวกบอด จนแยกแยะไม่ออกว่า อะไรดีอะไรขั่ว ในสิ่งที่คุณกำลังคิด พูด โพสต์ หรือทำ ดังนั้น ขอให้มโนธรรมของคุณ ยังทำงานได้ดีอยู่เสมอไป …จะดีไหมครับ?ป.ล.วันนี้ เป็นวันพ่อ ~ขอให้ผู้เป็นพ่อ จงเป็นพ่อที่มีมโนธรรมดี และ~ขอผู้เป็นลูก จงเป็นลูกที่ดีมีมโนธรรมงาม ที่จะแสดงความกตัญญูต่อคุณพ่อของตน ในขณะที่ยังมีพ่ออยู่รับความกตัญญูนี้ ~~~~~~~~~~~~~ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 5ธันวาคม2025 (ตอนที่249ของปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ไปให้สุดอย่าหยุดแค่นี้ Ep.1490เมื่อพระเจ้านำให้เราพบการทดสอบ เราจะหยุดแค่นี้ หรือจะบากบั่นไปต่อ การติดตามพระเจ้าไม่ใช่เรื่องของการเริ่มต้นที่ดีเพียงอย่างเดียวแต่เราต้องไปให้ถึงที่สุด หลายครั้งพระเจ้าอนุญาตให้สถานการณ์บางอย่างเกิดขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าใครเลือกจะติดตามพระองค์ด้วยความเต็มใจจริง ๆ 2 พงศ์กษัตริย์ 2:1–7 บทนี้เริ่มต้นด้วยสัญญาณที่บอกว่า ถึงเวลาที่พระเจ้าจะรับเอลียาห์ไปด้วยพายุ ซึ่งเป็นกำหนดเวลาที่สำคัญของพระเจ้าและกำลังนำเราสู่การเดินทางครั้งสุดท้ายของเอลียาห์กับเอลีชา นับว่าเป็นการเดินทางที่มีการทดสอบหัวใจครั้งสำคัญที่สุดของเอลีชา'เอลียาห์พูดกับเอลีชาว่า “จงคอยอยู่ที่นี่ เพราะพระยาห์เวห์ทรงใช้เราไปเบธเอล” แต่เอลีชาตอบว่า “พระยาห์เวห์ทรงพระชนม์อยู่และท่านเองมีชีวิตอยู่แน่ฉันใด ข้าพเจ้าจะไม่ไปจากท่านฉันนั้น” ดังนั้นเขาทั้งสองก็ลงไปเบธเอล ' 2 พงศ์กษัตริย์ 2:2หากเราดูต่อไปเหตุการณ์และบทสนทนานี้เกิดขึ้นซ้ำกันถึง 3 ครั้ง ใน 3 สถานที่ เอลียาห์หันมาบอกเอลีชาว่า "จงคอยอยู่ที่นี่" นี่ไม่ใช่การบอกปัดเพราะรำคาญ แต่ให้ความหมายถึงการทดสอบใจเอลีชาว่าะติดตามไปจนสุดทางหรือไม่ สถานที่ที่เอลียาห์ไปนั้นเป็นสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล เบธเอลคือบ้านของพระเจ้า เยรีโคคืออนุสรณ์แห่งชัยชนะครั้งแรกโดยพระเจ้า ชีวิตคริสเตียนของเราหลายครั้งเราพอใจที่จะหยุดอยู่แค่เบธเอล คือแค่ได้มานมัสการพระเจ้าที่โบสถ์เราก็พอใจแล้ว หรือบางคนหยุดที่เยรีโค คือนั่งภูมิใจกับความสำเร็จเก่าๆ หรือประสบการณ์เดิมๆ ที่เคยมีกับพระเจ้า วันนี้ขอเราเองที่จะตัดสินใจไปต่อกับพระเจ้า จะไม่ติดอยู่กับที่เดิมๆ ยังดีใจกับประสบการณ์และความสำเร็จเก่าๆ ที่เคยมี เพราะพระเจ้ามีสิ่งที่ดีกว่า มากกว่ารอเราอยู่ข้างหน้าเสมอ'แต่ใครสู้ทนถึงที่สุดก็จะได้รับการช่วยให้รอด ' มัทธิว 24:13ชีวิตฝ่ายวิญญาณไม่ได้วัดกันที่ ใครเริ่มต้นได้ดี แต่ชีวิตในความเชื่อนั้นเราต้องบากบั่นต่อไปทั้งเรื่องราวระหว่างทางเพื่อเราจะไปให้ถึงเป้าหมายคือการเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า หลายคนเริ่มต้นด้วยความร้อนรนเพราะมีเคยมีประสบการณ์กับพระเจ้ามากมาย แต่คำถามคือ เรายังยอมถ่อมใจและไปต่อกับพระเจ้าอยู่หรือเปล่า เรื่องราวในวันนี้สอนเราว่า การติดตามพระเจ้านั้นจะไม่เกิดจากการบังคับแต่เป็นความสมัครใจที่จะติดตามพระเจ้า จากการเริ่มต้นด้วยความเต็มใจ เดินต่อไปด้วยความสัตย์ซื่อจนถึงสุดทาง หากเรายังอยากไปต่อกับพระเจ้า ขอให้เราสู้ทนจนถึงที่สุดอย่าหยุดอยู่แค่นี้ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่266) เมื่อคนไม่สมบูรณ์แบบ2คนมาแต่งงานกัน! “อย่างไรก็ดี พวกท่านแต่ละคนจงรักภรรยาของตนเหมือนรักตัวเอง และภรรยาก็จงยำเกรงสามี” ~เอเฟซัส 5:33 THSV11 “However, each one of you also must love his wife as he loves himself, and the wife must respect her husband.” ~Ephesians 5:33 NIV ในวันเสาร์20ธันวาคม2025ที่ผ่านมา ผมไปร่วมงานสมรสศักดิ์สิทธิ์ ระหว่าง ศบ.ดร.วินิจ วงศ์สรรเสริญ และคุณธัญลักษณ์ พันธ์ชูจิตรที่คริสตจักรอิมมานูเอล นับเป็นงานที่มีเอกลักษณ์ยากจะลืมเลือน ดังนี้1.เจ้าบ่าว อายุ 75 ปีเจ้าสาวอายุ 65ปี2.เจ้าบ่าวเป็นศิษยาภิบาล เจ้าสาวเป็นสมาชิก3.เจ้าบ่าวเป็นม่ายมาไม่นาน เจ้าสาวเป็นม่ายมานานกว่า4.เจ้าบ่าวมีลูกสาว เจ้าสาวมีลูกชาย5.เจ้าบ่าวประกอบพิธีแต่งงานเอง และให้โอวาทตัวเองและเจ้าสาว6.เจ้าบ่าวประกาศแต่งงานบนธรรมมาสน์ และเชิญชวนแขกมาร่วมงานผ่านทาง Facebook ไม่มีบัตรเชิญ ไม่รับของขวัญ ไม่มีสูจิบัตร และไม่มีของขำร่วย7.เจ้าบ่าวเป็นผู้ลงนามในใบสำคัญการสมรสเพียงผู้เดียว8.ผู้อ่านพระวจนะมี2ท่าน เป็นพี่ชายและพี่สาวของเจ้าบ่าว9.ผู้ให้โอวาทแก่คู่บ่าวสาวมี3คน คนละ5นาที10.เวที ไม่ได้จ้างร้านใดมาจัด เป็นสมาชิกซื้อกระถางต้นไม้มาจัดเป็นฉากเหมือนป่า หลังจากแต่งงาน ในวันอาทิตย์ก็สามารถใช้นมัสการพระเจ้าต่อได้เลย11.เพลงพิเศษ ร้องโดยหลานชายที่เป็นนักร้องนักตนตรีอาชีพที่เล่นกีต้าร้องเพลงที่พ่อแต่ง และอีกเพลงเป็นการบรรเลงเปียโนโดย หลานชายที่เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์12.การประกาศการเป็นสามีภรรยา กระทำแบบสั้นที่สุด โดยอาจารย์จากโบสถ์ลูก13.ศาสนาจารย์นำอธิษฐานเผื่อคู่บ่าวสาว ร่วมกับศิษยาภิบาลและผู้รับใช้ทั้งหมดที่มาร่วมงาน14.อาหารในงานเลี้ยง มีสมาชิกนำอาหารหลากหลายมาบริการ แต่ ที่สุดยอดของที่สุดตั้งแต่ไปร่วมงานเลี้ยงมา คือ สเต็กเนื้อ ที่ง่ายๆแต่พรีเมี่ยมแบบรสชาติดีที่สุดเท่าที่ผมเคยกินมาแต่ทุกคนประทับใจคือคำสอนอันเปี่ยมคุณค่าจากพระคัมภีร์หลักในงานแต่งงานครั้งนี้จาก พระธรรม เอเฟซัส 5:21-33 ดังนี้1.ให้ทั้งสามีและภรรยาให้เกียรติยอมเชื่อฟังกันและกันเนื่องด้วยความยำเกรงพระคริสต์2.ให้ภรรยาเป็นฝ่ายยอมเชื่อฟังสามีของตนก่อน เหมือนยอมเชื่อฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า ~โดยมีเหตุผลว่า “เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักรซึ่งเป็นพระกายของพระองค์ โดยพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด คริสตจักรยอมเชื่อฟังพระคริสต์อย่างไร ภรรยาก็ควรยอมเชื่อฟังสามีทุกประการอย่างนั้น ”3.ให้สามีเป็นฝ่ายรักภรรยาของตนก่อน เหมือนพระคริสต์ 1).ทรงรักคริสตจักร และ 2).ทรงประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร ก.เพื่อจะทำให้คริสตจักรบริสุทธิ์โดยการชำระด้วยน้ำและพระวจนะ ข.เพื่อพระองค์จะได้คริสตจักรที่มีศักดิ์ศรี ไม่มีด่างพร้อย ริ้วรอย หรือมลทินใดๆ เลย แต่บริสุทธิ์ปราศจากตำหนิ 4.ให้สามีต้องรักภรรยาของตนเหมือนรักร่างกายของตัวเอง โดยให้เหตุผลว่า “คนที่รักภรรยาของตัวเองก็รักตัวเองด้วย เพราะว่า 1).ไม่มีใครเกลียดชังกายของตนเอง 2).มีแต่เลี้ยงดูและทะนุถนอม เหมือนที่พระคริสต์ทรงทำแก่คริสตจักร เพราะว่าเราเป็นอวัยวะของพระกายของพระองค์5.ให้ผู้ชาย(สามี)ละบิดามารดาไปผูกพันอยู่กับภรรยา 6.ให้สามีภรรยาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน 7.ให้เราทุกคนตระหนักและเข้าใจว่า ความล้ำลึกในเรื่องสัมพันธภาพระหว่างสามีและภรรยานี้ สำคัญ เพราะะหมายถึงพระคริสต์และคริสตจักรในตอนท้าย พระคัมภีร์สรุปอีกครั้งว่า1.สามีจงรักภรรยาของตนเหมือนรักตัวเอง และ2.ภรรยาก็จงยำเกรงและยอมฟังสามีของตน ~เอเฟซัส 5:21-33 THSV11พี่น้องที่รัก ขอให้ทุกคู่ที่จะแต่งงานกัน 1.ยอมรับก่อนว่า ตัวเองและคู่สมรสต่างก็ไม่สมบูรณ์ด้วยกันทั้งคู่2.ไม่คาดหวังและไม่เรียกร้องให้อีกฝ่ายต้องทำตัวสมบูรณ์แบบ3.ตั้งใจที่จะรัก ให้เกียรติและยอมฟังกันและกัน ตามที่พระเจ้าทรงบัญชา และพร้อมที่จะกระทำตามคำกล่าวต่อไปนี้ที่ว่า “ สามีและภรรยาที่ดีไม่ใช่ คนสองคนที่สมบูรณ์แบบมาอยู่ด้วยกัน แต่เป็นคนสองคนไม่สมบูรณ์แบบที่เต็มใจจะอยู่ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ!” (A good husband and wife are not two perfect people living together, but an imperfect couple perfectly willing to live together.) …อาเมนไหมครับ?…………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 22ธันวาคม2025 (ตอนที่266ของปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่265) สาธุการแด่พระเจ้าผู้สัตย์ซื่อในการจัดเตรียม! “ทารกเอ๋ย เขาจะเรียกเจ้าว่าผู้เผยพระวจนะของผู้สูงสุด เพราะว่าเจ้าจะนำหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าและจัดเตรียมมรรคาของพระองค์” ~ลูกา 1:76 THSV11 พระธรรมตอนนี้เป็นคำพยากรณ์ของเศคาริยาห์ (ลูกา 1:67–80) ที่ถูกเรียกเป็นภาษาละตินว่า“ Benedictus ”ที่แปลว่า “สาธุการ” "การสรรเสริญ" "บทสดุดี" หรือ "คำอวยพร" ขึ้นอยู่กับบริบท หรืออาจแปลตามตัวได้ว่า "ผู้ได้รับพรแล้ว" หรือ "ที่ได้รับพรแล้ว" มาจากคำกริยา benedicere ที่หมายถึง "อวยพร" หรือ "กล่าวคำดี" พระธรรมตอนนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ ยอห์น(ผู้ให้บัพติศมา)ถือกำเนิด และพระเจ้าเปิดปากของปุโรหิตเศคาริยาห์ (ผู้เป็นบิดาวัยชรา)อีกครั้ง หลังจากที่เป็นใบ้มาระยะหนึ่ง เศคาริยาห์ จึงกล่าวถ้อยคำที่เต็มไปด้วย การยกย่องสรรเสริญพระเจ้าและกล่าวคำพยากรณ์ที่เปี่ยมด้วยความหวังในเรื่องความรอดจากพระเจ้าโดยมีใจความดังนี้1. พระเจ้าทรงเมตตาเริ่มต้นแผนแห่งการไถ่เพื่อชนชาติของพระองค์(ข้อ 67–69) “เศคาริยาห์ผู้เป็นบิดาก็เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และกล่าวพยากรณ์ว่า “สาธุการแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของอิสราเอล เพราะว่า พระองค์ทรงเยี่ยมเยียนและทรงไถ่ชนชาติของพระองค์ และ ทรงให้ผู้ช่วยทรงฤทธิ์เกิดมาเพื่อเรา ในเชื้อวงศ์ของดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์” ~ลูกา 1:67-69 THSV11 1).พระเจ้าไม่ทอดทิ้งชนชาติของพระองค์ จึงทรงเสด็จมาเยี่ยมเยียนพวกเขา 2).พระเจ้าทรงไถ่พวกเขาด้วยพระเมตตาผ่านพระคริสต์ผู้เป็นเชื้อวงศ์ของกษัตริย์ดาวิดสาระสำคัญก็คือ “ความรอดไม่ได้เกิดจากมนุษย์ แต่เป็นผลลัพธ์มาจากแผนการของพระเจ้า” (ที่กำลังเริ่มต้นในวันคริสตมาส!)2. พระเจ้าทรงซื่อสัตย์ต่อพระสัญญาของพระองค์(ข้อ 70–73) “ตามที่พระองค์ตรัสไว้ตั้งแต่โบราณ โดยปากของผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ของพระองค์ คือทรงให้เรารอดพ้นจากพวกศัตรูและพ้นจากเงื้อมมือของทุกคนที่เกลียดชังเรา ดังนั้นพระองค์จึงทรงสำแดงพระกรุณาตามที่ทรงสัญญาแก่บรรพบุรุษของเรา และทรงระลึกถึงพันธสัญญาบริสุทธิ์ของพระองค์ คือคำปฏิญาณที่พระองค์ทรงทำไว้กับอับราฮัมบรรพบุรุษของเราว่า” ~ลูกา 1:70-73 THSV11 1).พระเจ้าตรัสผ่านปากคนของพระองค์ตั้งแต่สมัยก่อนว่าจะช่วยคนของพระองค์ 2).พระเจ้าทรงระลึกถึงคำสัญญาและจะสำแดงพระกรุณาโดยทำตามที่สัญญาไว้สาระสำคัญคือ “พระเจ้าทรงซื่อสัตย์ พระสัญญาของพระองค์ไม่มีวันหมดอายุ!”3.พระเจ้าทรงกรุณาให้เราได้รอดพ้นมือศัตรูและมาปรนนิบัติรับใช้พระองค์ (ข้อ 74–75) “เมื่อเราพ้นจากเงื้อมมือของพวกศัตรูแล้ว จะโปรดให้เราปรนนิบัติพระองค์โดย ปราศจากความกลัว ด้วยความบริสุทธิ์และด้วยความชอบธรรม เฉพาะพระพักตร์พระองค์ตลอดชีวิต” ~ลูกา 1:74-75 THSV11 1).พระเจ้าไม่ได้ช่วยเราให้รอดแล้ว มานั่งเฉยๆอย่างไร้ค่า 2).พระเจ้าช่วยเราให้รอดเพื่อรับใช้ด้วยความกล้า ความบริสุทธิ์และความชอบธรรม สาระสำคัญคือ “ความรอดที่แท้จริงเปลี่ยน “ทิศทางชีวิต” ไม่ใช่เปลี่ยนแค่ “สถานะของชีวิต“เท่านั้น!4. พระเจ้าทรงจัดเตรียมคนที่จะช่วยทำให้แผนของพระองค์สำเร็จไว้ล่วงหน้าแล้ว (ข้อ 76–77) “ทารกเอ๋ย เขาจะเรียกเจ้าว่าผู้เผยพระวจนะของผู้สูงสุด เพราะว่าเจ้าจะนำหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าและจัดเตรียมมรรคาของพระองค์ เพื่อจะให้ชนชาติของพระองค์รู้ถึงความรอด ซึ่งมาทางการทรงยกโทษบาปเขาเหล่านั้น” ~ลูกา 1:76-77 THSV11 1).พระเจ้าทรงจัดเตรียมทีมงานเพื่อเตรียมทางให้กับพระเยซูคริสต์ในการไถ่บาปมวลมนุษย์ 2).พระเจ้าทรงเตรียมยอห์นให้นำหน้าและเตรียมทางให้กับพระเยซูและเตรียมใจประชาชนสาระสำคัญ “พระเจ้าทรงเตรียมคนและหัวใจของคน ก่อนที่พระองค์จะทรงกระทำสิ่งยิ่งใหญ่ !”5. พระเจ้าทรงเมตตาประทานความรอดให้ทางพระคริสต์ ไม่ใช่จากความดีของเรา (ข้อ 78–79) “โดยพระทัยเมตตาของพระเจ้าของเรา แสงอรุณจากเบื้องสูงจึงมาเยี่ยมเยียนเรา ส่องสว่างแก่คนทั้งหลายที่อยู่ในความมืดและในเงาของความมรณา เพื่อจะนำเท้าของเราไปในทางสันติสุข”” ~ลูกา 1:78-79 THSV11 1).พระเจ้าทรงเมตตาประทานพระเยซูคริสต์เป็นดุจแสงอรุณส่องนำทางคนที่หลงทาง 2).พระเจ้าทรงช่วยนำคนบาปผู้สิ้นหวังและต้องตายเข้าสู่ทางสันติสุขและความรอด สาระสำคัญคือ “ความรอดจากโทษบาปและกลับคืนดีกับพระเจ้าเริ่มจากพระเมตตาของพระองค์ ไม่ใช่จากความดีหรือความเก่งของเรา!”6.พระเจ้าทรงกระทำกิจของพระองค์เป็นกระบวนการอย่างเงียบๆโดยใช้เวลา (ข้อ 80) “ทารกน้อยนั้นก็เจริญวัยขึ้น และจิตวิญญาณก็มีกำลังทวีขึ้น ท่านไปอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารจนถึงวันที่ท่านมาปรากฏแก่ชนชาติอิสราเอล” ~ลูกา 1:80 THSV11 1).พระเจ้าทรงเตรียมใครบางคนไว้สำหรับอนาคตอยู่เสมอ แม้เราจะไม่รู้ก็ตาม 2).พระเจ้าได้เตรียมยอห์นไว้เป็นการภายในไม่มีใครรู้จนกระทั่งถึงเวลาปรากฏตัวสาระสำคัญคือ “การรับใช้ที่ทรงพลังยิ่งใหญ่ มักเริ่มมาจากชีวิตที่รับการเตรียมจากพระเจ้า มาอย่างลึกซึ้งยาวนาน!”

พระธรรมนำชีวิตตอน อย่ากลัวเลย Ep.1489 หากเราย้อนกลับไปดูชีวิตของเอลียาห์ เราจะพบว่า เขาเป็นคนที่พระเจ้าใช้ให้ได้รับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ แต่เขาก็พ่ายแพ้ให้กับความกลัวจนหมดสภาพ เขาหนีไปนั่งซึมเศร้าอยู่ใต้ต้นซาก และร้องขอความตายจากพระเจ้า แต่พระเจ้าไม่ละทิ้งเขา พระองค์ทรงเลี้ยงดู ให้เขาพักผ่อน และตรัสกับเขาด้วยเสียงเบ และฟื้นฟูจิตวิญญาณของเขา หลายปีผ่านไป เรากลับมาเห็นเอลียาห์อีกครั้งใน 2 พงศ์กษัตริย์ 1 คราวนี้เขาไม่ได้หนี เขายังคงเชื่อฟังยืนหยัดประกาศพระวจนะของพระเจ้าอย่างซื่อสัตย์'แล้วทูตของพระยาห์เวห์กล่าวแก่เอลียาห์ว่า “จงลงไปกับเขาเถิด อย่ากลัวเขาเลย” ท่านก็ลุกขึ้นลงไปกับเขาเข้าเฝ้าพระราชา ' 2 พงศ์กษัตริย์ 1:15 เอลียาห์พบกับการทรงเรียกอีกครั้ง หากเป็นผมอาจลังเล อาจคิดว่าพอแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เอลียาห์เชื่อฟังและไปพูดสิ่งที่พระเจ้าตรัสให้กับอาหัสยาห์ว่าเขาจะต้องเสียชีวิต ถ้อยคำจากพระเจ้าที่บอกว่า อย่ากลัวเขาเลย เป็นถ้อยคำแห่งกำลังที่ส่งมาถึงเอลียาห์ และผมอยากนำถ้อยคำของพระเจ้านี้มาให้กำลังพวกเราที่กำลังอยู่ในความกลัว ความท้อใจว่า อย่ากลัวเลยที่ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า'เราสั่งเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าจงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าครั่นคร้ามหรือตกใจเลย เพราะว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าสถิตกับเจ้าทุกแห่งที่เจ้าไป” ' โยชูวา 1:9 ความเข้มแข็งและกล้าหาญนั้นไม่ได้บอกว่า เราจะไม่มีความกลัวอยู่เลย แต่นั่นหมายถึง การเกรงกลัวพระเจ้ามากกว่า ทำให้เราเลือกที่จะเชื่อฟังพระเจ้าทั้งๆที่ยังกลัวอยู่ ทุกอย่างจะสำเร็จตามพระประสงค์ของพระเจ้าไม่ใช่เพราะเราเก่ง แต่เป็นเพราะว่าเราเชื่อฟังทำตามเสียงของพระเจ้า ขออย่าให้ความกลัวมาเป็นตัวกำหนดชีวิตของเรา เพราะสิ่งใดที่พระเจ้าสั่งให้ทำ หรือที่ใดที่พระเจ้าสั่งให้ไป พระองค์จะนำหน้าเราและจะทรงปกป้องเรา ขอให้เราจะไม่ตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่ขอให้เราเชื่อฟังเสียงของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าตรัสว่าอย่ากลัว นั่นหมายความว่า พระองค์ทรงอยู่และนำหน้าเราเสมอ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

พระธรรมนำชีวิตตอน ใครคือที่พึ่งของเรา Ep.1488 ท้ายเล่มของ 1 พงศ์กษัตริย์ ได้พูดถึงอาหัสยาห์ลูกชายของอาหับเป็นคนสุดท้าย ได้บอกว่าเขาเองทำสิ่งชั่วในสายพระเนตรของพระเจ้า เขากราบนมัสการพระบาอัลและนำให้คนอิสราเอลทำบาปต่อพระเจ้าด้วยเขาทำเหมือนอาหับพ่อของเขา ซึ่งเป็นการยั่วยุพระพิโรธของพระเจ้า วันนี้เราจะเริ่มต้น 2 พงศ์กษัตริย์ 1 ที่ได้บันทึกจุดจบของอาหัสยาห์ไว้ 'ส่วนอาหัสยาห์ทรงตกลงมาจากช่องหน้าต่างตาข่ายที่ห้องชั้นบนของพระองค์ในกรุงสะมาเรีย และประชวร จึงทรงใช้บรรดาผู้สื่อสารไป รับสั่งว่า “จงไปถามพระบาอัลเซบูบ พระแห่งเอโครนว่าเราจะหายจากความเจ็บป่วยนี้หรือไม่?” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 1:2 คนที่ไม่มีพระเจ้าในหัวใจก็จะไขว่คว้าหาทางรอดด้วยสิ่งศักดิ์อื่น ๆ ที่เขาคิดว่าจะช่วยเขาได้ แต่ในเรื่องนี้ทำให้เราเห็นว่า พระเจ้าของเราทรงยิ่งใหญ่และทรงสัพพัญญู พระองค์ทรงใช้เอลียาห์ไปบอกกับผู้สื่อสารนั้นว่า ไม่มีพระเจ้าในอิสราเอลแล้วหรือ? ท่านจึงไปถามพระบาอัลเซบูบ ผู้สื่อสารนั้นจึงกลับมาบอกอาหัสยาห์ว่าคนของพระเจ้ามาบอกแบบนี้ อาหัสยาห์ถามลักษณะของชายคนนั้นจึงรู้ว่า เขาคือเอลียาห์ จึงส่งคนไปพบเอลียาห์ แต่เอลียาห์ขอไฟจากพระเจ้าลงมาเผ่าคนเหล่านั้นถึงสองครั้ง แต่ครั้งที่สามคนที่ส่งไปเขาคุกเข่าร้องขอชีวิต ทูตของพระเจ้าจึงบอกให้เอลียาห์ไปพบอาหัสยาห์ และกล่าวถ้อยคำของพระเจ้ากับเขา'และทูลพระองค์ว่า “พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า ‘เพราะเจ้าได้ส่งผู้สื่อสารไปถามพระบาอัลเซบูบ พระแห่งเอโครน เนื่องจากไม่มีพระเจ้าในอิสราเอลให้ทูลถามพระวจนะของพระองค์อย่างนั้นหรือ? เพราะฉะนั้น เจ้าจะไม่ได้ลุกขึ้นจากที่นอน แต่เจ้าจะต้องตายแน่' ” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 1:16 แล้วอาหัสยาห์ก็เสียชีวิตตามถ้อยคำของพระเจ้า เรื่องราวนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อให้เราสะใจในความพินาศของใครคนหนึ่ง แต่เพื่อเตือนใจเราว่า วิกฤตในชีวิตเป็นสิ่งที่กำลังบอกว่า ใครคือพระเจ้าของเรา เมื่อเจอปัญหาต่าง ๆ เราวิ่งหาความช่วยเหลืออื่นก่อนวิ่งหาพระเจ้าไหม พระเจ้าทรงเสียพระทัยเมื่อเรามองข้ามพระองค์ผู้เป็นพระเจ้า ผู้เป็นแหล่งแห่งชีวิต'ข้าพเจ้าเงยหน้าดูภูเขา ความช่วยเหลือของข้าพเจ้ามาจากไหน? ความช่วยเหลือของข้าพเจ้ามาจากพระยาห์เวห์ ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ' สดุดี 121:1-2 อย่าให้ปัญหาหรือวิกฤตที่เกิดขึ้นในชีวิตทำให้เราละทิ้งหรือลืมพระเจ้า แต่ขอให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นยิ่งทำให้เราต้องรีบวิ่งเข้าหาพระเจ้า ขอเราหยุดพึ่งพาสิ่งอื่นๆ แทนพระเจ้า พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ พระองค์พร้อมฟังคำร้องทูลของลูกของพระองค์ เพราะเรามีพระเจ้าพระบิดา พ่อผู้ยิ่งใหญ่ที่เตรียมความช่วยเหลือไว้พร้อมแล้ว ในทุกวิกฤตให้เราเริ่มต้นที่พระเจ้าก่อน แล้วพระเจ้าจะทรงนำทางเราแน่นอน วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่264) พระหัตถ์แห่งพระเมตตา! “เมื่อเพื่อนบ้านและญาติพี่น้องของนางได้ยินว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงพระเมตตาแก่นางอย่างมาก เขาทั้งหลายก็พากันชื่นชมยินดี” ~ลูกา 1:58 THSV11 “Her neighbors and relatives heard that the Lord had shown her great mercy, and they shared her joy.” ~Luke 1:58 NIV พระธรรม ลูกา 1:57–66 เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญมากก่อนคริสต์มาส ดังนี้1️⃣.พระเมตตาของพระเจ้า เป็นเหตุให้เกิดความชื่นชมยินดี (ข้อ 57–58) “เมื่อถึงเวลาที่นางเอลีซาเบธจะคลอดบุตร นางก็คลอดบุตรชาย เมื่อเพื่อนบ้านและญาติพี่น้องของนางได้ยินว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงพระเมตตาแก่นางอย่างมาก เขาทั้งหลายก็พากันชื่นชมยินดี” ~ลูกา 1:57-58 THSV11 1).เอลีซาเบธเคยเป็นหญิงหมันและถูกมองว่าน่าอับอาย~นางจึงทุกข์ใจ 2).พระเจ้าทรงเมตตาทำให้นางคลอดบุตร ~นางจึงยินดี2️⃣.การทำตามพระบัญชา อาจขัดกับธรรมเนียมปฏิบัติหรือประเพณีของสังคมบ้าง (ข้อ 59–61) “พอถึงวันที่แปด เขาก็พากันมาให้ทารกนั้นเข้าสุหนัต และ เขาจะตั้งชื่อทารกว่าเศคาริยาห์ ตามชื่อบิดา แต่มารดาตอบว่า “ไม่ได้ ต้องตั้งชื่อว่ายอห์น” ~ลูกา 1:59-60 THSV11 1).ตามธรรมเนียม~ พ่อแม่ต้องตั้งชื่อลูกตามบิดา (เศคาริยาห์) 2).ตามทูตสวรรค์บอก~ เอลีซาเบธจึงยืนยันตั้งชื่อ “ยอห์น” ตามทูตสวรรค์แจ้ง3️⃣.พระประสงค์ของพระเจ้า บางครั้งอาจแตกต่างจากความคุ้นเคยของมนุษย์ (ข้อ 62–63) ““พวกเขาตอบนางว่า “ไม่มีใครในพวกญาติของท่านที่มีชื่ออย่างนั้น”” แล้วพวกเขาจึงทำบุ้ยใบ้กับบิดาถามว่าท่านอยากจะให้บุตรนั้นชื่ออะไร บิดาจึงขอกระดานชนวนมา เขียนว่า “ชื่อของเขาคือยอห์น” คนทั้งหลายก็ประหลาดใจ” ~ลูกา 1:61-63 THSV11. บางครั้ง การเชื่อฟังพระเจ้า เราต้องกล้าขัดกับความคาดหวังของครอบครัวและคนรอบข้าง 1).ชุมชนและญาติอาจขวางโดยพยายามใช้เหตุผลว่า “ไม่มีใครมีชื่อแบบนี้” 2).เศคาริยาห์และเอลีซาเบธร่วมกันยืนยันที่จะทำตามคำบัญชาของพระเจ้า4️⃣.การเชื่อฟังพระเจ้า นำมาซึ่งการฟื้นฟูและการเยียวยารักษา(ข้อ 64) “ทันใดนั้นปากและลิ้นของท่านก็กลับเป็นปกติพูดได้อีก แล้วท่านกล่าวสรรเสริญพระเจ้า” ~ลูกา 1:64 THSV11 1).เศคาริยาห์เคยพูดไม่ได้ ~เพราะไม่เชื่อฟังคำของทูตสวรรค์ 2).เศคาริยาห์ กลับเป็นปกติ~ เพราะเขาเชื่อฟังและทำตาม5️⃣.การสำแดงของพระเจ้ากระทำให้ผู้คนจะยำเกรงพระองค์ (ข้อ 65) “เพื่อนบ้านของท่านก็เกิดความกลัว และเหตุการณ์เหล่านี้ก็เลื่องลือไปทั่วแถบภูเขาแคว้นยูเดีย” ~ลูกา 1:65 THSV11 1).เหตุการณ์นี้ทำให้เพื่อนบ้านของเศคาริยาห์เกรงกลัวพระเจ้า 2).เหตุการณ์นี้ทำให้พระเกียรติของพระเจ้าเลื่องลือไปทั่วทุกแห่งหน6.อนาคตของเราแต่ละคน ล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า(ข้อ 66) “บรรดาคนที่ได้ยินก็จดจำไว้ในใจ และกล่าวว่า “ทารกคนนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไปข้างหน้านะ?” เพราะว่าพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่กับเขา” ~ลูกา 1:66 THSV11 1).พระเจ้าทรงมีแผนต่ออนาคตของเด็กที่จะเกิดมาคนนี้ (คือ ยอห์น) 2).พระเจ้าทรงมีแผนการสำหรับเราและลูกหลานในอนาตตของเราด้วยสรุป พระธรรม ลูกา 1:57–66 ให้บทเรียนสำคัญแก่เราดังนี้1.พระเมตตาของพระเจ้าเปลี่ยนความอับอายของเราให้กลายเป็นความยินดีได้2.การเชื่อฟังพระเจ้าของเราอาจสวนทางกับขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมบางอย่าง3.พระเจ้าทรงกำหนดตัวตนของเราไว้ ก่อนที่สังคมจะตั้งชื่อให้เราเสียอีก4.การทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าจะนำการเยียวยารักษาและการฟื้นฟูมาสู่ชีวิตของเรา5.การยอมให้พระเจ้าสำแดงหรือทำกิจผ่านชีวิตของเราจะทำให้ผู้คนยำเกรงพระองค์6.อนาคตและแผนการที่เรามอบไว้ในพระหัตถ์พระเจ้าจะบรรลุตามพระประสงค์ของพระองค์ เราอาจกล่าวได้ว่า “พระหัตถ์แห่งพระเจ้าไม่ได้ย่อหย่อนไปกว่าพระเมตตาของพระองค์!” (God's hand is never shorter than His mercy.) ใช่ครับ พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระทัยเมตตา และทรงพร้อมช่วยเหลือเราเสมอ ดังนััน 1.ให้เราวางชีวิตของเราไว้ในพระหัตถ์อันทรงพระเมตตาของพระเจ้า และ 2.ให้เรามาร่วมยินดีและขอบพระคุณสำหรับพระเมตตาอันเลิศล้ำของพระองค์ด้วยกัน …จะอาเมนไหมครับ?~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 20ธันวาคม2025 (ตอนที่264ของปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน สัญญาณเตือน Ep.1487 ในโลกนี้เรามักถูกสอนว่าล้มแล้วต้องลุก หรืออย่าเพิ่งยอมแพ้ แต่ในทางของพระเจ้าบางครั้งความล้มเหลวก็ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยที่พระเจ้าส่งมาเพื่อบอกให้เราหยุด ก่อนที่เราจะถลำลึกต่อไป เยโฮชาฟัทที่รักพระเจ้า แม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำลายปูชนียสถานสูง แต่เขาก็ทำลายเทวทาสของพระต่างชาติ วันนี้เยโฮชาฟัทต้องเจอกับความล้มเหลวซึ่งผมมองว่าเป็นการเตือนของพระเจ้า'เยโฮชาฟัททรงต่อเรือทารชิชหลายลำ เพื่อไปขนทองคำจากโอฟีร์ แต่ไปไม่ถึง เพราะเรือแตกเสียที่เอซิโอนเกเบอร์ ' 1 พงศ์กษัตริย์ 22:48 แผนการที่จะขนทองคำเพื่อสร้างความมั่งคั่งกลับพังทลายเพราะเรือแตก หากมองด้วยสายตาของเรา นี่คือความล้มเหลวที่น่าเสียดาย เสียทั้งเงิน เสียทั้งหน้า แต่เบื้องหลังของเหตุการณ์นี้ หากเราข้ามไปดูที่ 2 พงศาวดาร 20:37 ได้บอกว่า นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นการทำงานของพระเจ้า เพราะเยโฮชาฟัทไปสร้างความสัมพันธ์และเป็นหุ้นส่วนกับกษัตริย์แห่งอิสราเอล พระเจ้าจึงยอมให้แผนการนี้พังแบบไม่เป็นท่า บททดสอบที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตอนเรือแตก แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เมื่อเยโฮชาฟัทมีโอกาสแก้ตัว'แล้วอาหัสยาห์พระราชโอรสของอาหับตรัสกับเยโฮชาฟัทว่า “ขอให้ข้าราชการของข้าพเจ้านั่งเรือไปกับข้าราชการของท่าน” แต่เยโฮชาฟัทไม่ทรงยินยอม ' 1 พงศ์กษัตริย์ 22:49 อาหัสยาห์เสนอทางเลือกที่น่าสนใจ ลองอีกที เอาคนของฉันไปช่วยสิ หากเป็นสถานการณ์ปกติคนที่เพิ่งขาดทุนต้องอยากถอนทุนคืน แต่ครั้งนี้เยโฮชาฟัทไม่ได้เป็นอย่างนั้น เขาตอบอย่างหนักแน่นว่าไม่เอา สำหรับเราความล้มเหลวที่พบเจอนั้นอาจจะเป็นเสียงของพระเจ้าที่บอกให้เราหยุด ขอให้เรารู้ว่าการฝืนเดินต่อในทางที่พระเจ้าปิดนั้น ย่อมนำมาซึ่งความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้'อย่าเข้าเทียมแอกกับคนที่ไม่เชื่อ เพราะว่าความชอบธรรมจะมีส่วนอะไรกับความอธรรม? และความสว่างจะมีส่วนกับความมืดได้อย่างไร? ' 2 โครินธ์ 6:14 แม้ว่าเราจะใช้คำนี้กับการแต่งงาน แต่การเทียมแอกกับคนที่ไม่เชื่อยังสามารถครอบคลุมถึงการที่เราจะไม่มีเป้าหมายด้วยกัน หรือตัดสินใจอะไีด้วยกัน ผมคิดว่าความสำเร็จไม่ใช่แค่การรู้ว่าเวลาไหนต้องไปต่อ แต่ยังร่วมถึงต้องรู้ว่า เวลาไหนที่ควรพอแค่นี้ วันนี้หากเรากำลังเจอกับความล้มเหลวที่หาสาเหตุไม่ได้ ผมอยากให้ลองหยุดนิ่งและอธิษฐานกับพระเจ้าว่า พระองค์กำลังเตือนอะไรเราอยู่หรือไม่ อย่ารีบสร้างเรือใหม่เพื่อฝืนทำสิ่งเดิม แต่ขอให้เรากล้าหาญที่จะปฏิเสธสิ่งที่ไม่ใช่พระทัยของพระเจ้า แม้สิ่งนั้นดูเหมือนจะเป็นโอกาสที่ดีก็ตาม เพราะความล้มเหลวในวันนี้อาจเป็นการช่วยชีวิตของเราให้ยังมั่นคงอยู่ในพระเจ้า วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่263) เพลงสรรเสริญของมารีย์! (The Magnificat) “มารีย์จึงกล่าวว่า “จิตใจของข้าพเจ้าก็ยกย่ององค์พระผู้เป็นเจ้า และจิตวิญญาณของข้าพเจ้าก็เปรมปรีดิ์ในพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้า”" ~ลูกา 1:46-47 THSV11 “And Mary said: “My soul glorifies the Lord and my spirit rejoices in God my Savior,” ~Luke 1:46-47 NIV มีคำกล่าวไว้ว่า “พระเจ้าไม่ได้มุ่งเลือกคนที่สังคมยกย่อง แต่ทรงเลือกคนที่ใจยอมจำนนต่อพระองค์” (God does not choose the one society praises, but the one whose heart yields to Him.) มารีย์แม้เป็นแค่เด็กสาว แต่เธอมีหัวใจที่ยอมจำนนต่อพระเจ้าอย่างน่ายกย่องยิ่งนัก! เมื่อพระเจ้าทรงเรียก เธอตอบสนองโดย1.ยินดีทำตามที่พระองค์บัญชาและ2.ยกย่องสรรเสริญพระองค์ พระธรรมลูกา1:46-55 นี้มีชื่อเรียกว่า “บทสรรเสริญของมารีย์”( Magnificat ,ที่มาจากภาษาละตินแปลว่า “ยกย่อง”) ซึ่งเป็นถ้อยคำสรรเสริญที่มารีย์กล่าวขึ้นหลังจากได้รับการทรงเรียกจากทูตสวรรค์ และการยืนยันจากนางเอลีซาเบธว่าเด็กในครรภ์ของเธอคือพระผู้ช่วยให้รอดเนื้อหาบทสรรเสริญนี้ มีความลึกซึ้งทั้งด้าน1.ความศรัทธา 2.ความความถ่อมใจ และ3.ความเข้าใจในแผนการไถ่บาปอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ให้เรามาวิเคราะห์ดูสิ่งที่มารีย์ได้กล่าวไว้1.มารีย์นมัสการพระเจ้าออกมาจากใจ (ข้อ 46–47) “มารีย์จึงกล่าวว่า “จิตใจของข้าพเจ้าก็ยกย่ององค์พระผู้เป็นเจ้า และ จิตวิญญาณของข้าพเจ้าก็เปรมปรีดิ์ ในพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้า” ~ลูกา 1:46-47 THSV112.มารีย์ซาบซึ้งใจที่พระเจ้าทรงเลือกผู้เล็กน้อยและต่ำต้อยอย่างเธอ(ข้อ 48) “เพราะพระองค์ทรงห่วงใยฐานะอันต่ำต้อย ของทาสของพระองค์ นี่แน่ะ ตั้งแต่นี้ไปคนทุกยุคจะเรียกข้าพเจ้าว่าผาสุก” ~ลูกา 1:48 THSV113.มารีย์ยอมรับการทำกิจยิ่งใหญ่ผ่านเธอเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า(ข้อ 49) “เพราะว่าผู้ทรงฤทธานุภาพทรงทำการใหญ่เพื่อข้าพเจ้า พระนามของพระองค์ก็บริสุทธิ์” ~ลูกา 1:49 THSV114.มารีย์ได้เรียนรู้ว่าพระเจ้าทรงพลิกสถานการณ์และกลับค่านิยมของโลก (ข้อ 50–53) “พระเมตตาของพระองค์มีแก่บรรดาผู้เกรงกลัวพระองค์ ในทุกยุคทุกสมัย พระองค์ทรงสำแดงอานุภาพด้วยพระกรของพระองค์ พระองค์ทรงทำให้คนที่มีใจเย่อหยิ่งกระจัดกระจายไป พระองค์ทรงถอดเจ้านายออกจากบัลลังก์ และ พระองค์ทรงยกผู้น้อยขึ้น พระองค์ทรงให้คนอดอยากอิ่มด้วยสิ่งดี และทรงทำให้คนมั่งมีไปมือเปล่า” ~ลูกา 1:50-53 THSV11 5.มารีย์ได้รับการยืนยันว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อต่อพันธสัญญาที่ให้ไว้(ข้อ 54–55) “พระองค์ทรงช่วยอิสราเอลข้าทาสของพระองค์ พระองค์ทรงจดจำพระกรุณาของพระองค์ ที่มีต่ออับราฮัมและต่อพงศ์พันธุ์ของท่านเป็นนิตย์ ตามที่พระองค์ตรัสไว้กับบรรพบุรุษของเรา”” ~ลูกา 1:54-55 THSV11 หลังจากสรรเสริญพระเจ้าแล้ว“มารีย์อาศัยอยู่กับนางเอลีซาเบธประมาณสามเดือน แล้วจึงกลับไปยังบ้านของตน” ~ลูกา 1:56 THSV11สรุป “บทยกย่องสรรเสริญของมารีย์”( Magnificat) ในลูกา 1:46–56 มีสาระสำคัญ ดังนี้ 1.พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่และช่วยเราให้รอด2.พระเจ้าทรงเลือกผู้น้อยและผู้ต่ำตัอย3.พระเจ้าทรงกระทำการใหญ่ถวายเกียรติแด่พระองค์4.พระเจ้าทรงพลิกสถานการณ์และกลับค่านิยมของโลก5.พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อต่อพระสัญญาที่ให้ไว้ ดังนั้น การตอบสนองที่ถูกต้องที่เราควรถ่อมใจกระทำต่อพระเจ้าผู้ที่พลิกค่านิยมและประทานเกียรติยศแก่คนที่ถูกสังคมมองข้าม ก็คือ 1.การนมัสการสรรเสริญพระองค์ด้วยความยินดี2.การถ่อมใจและรับใช้ด้วยใจขอบพระคุณ3.การไว้วางใจพระเจ้าเสมอไปในทุกสถานการณ์ …ไม่ทราบว่า คุณเห็นด้วยไหมครับ?ป.ล. หากวันนี้ ขอให้คุณเขียน“เพลงสรรเสริญของฉัน”ขึ้นมาเหมือนอย่างที่มารีย์เขียนไว้ คุณจะเขียนออกมาว่าอย่างไร?( จงเขียนเลย และแบ่งปัน!)~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 19ธันวาคม2025 (ตอนที่263ของปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิต ตอน ปาฎิหาร ทำให้ความเชื่อในพระเยซูเติบโตจริงหรือเปล่า Ep.1486 'เพราะฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิต อย่าดำเนินชีวิตแบบคนไร้ปัญญา แต่จงดำเนินชีวิตแบบคนมีปัญญา ' เอเฟซัส 5:15 TNCV ข้อคิดของวันนี้ ชีวิตฝ่ายวิญญาณไม่ใช่แค่การเริ่มต้นถูกทาง แต่คือการยอมให้พระเจ้าปรับชีวิตเราให้สุดในทุกด้าน พระเจ้าไม่ได้เรียกเราให้เชื่อฟังเพียงบางส่วน แต่เรียกให้เรายอมจำนนทั้งชีวิต ขอให้เรากล้าถามตัวเองอย่างจริงใจว่า ยังมีปูชนียสถานสูงอะไรในชีวิตเราที่เรายังไม่ยอมรื้อออกไหม เรายังมีความสัมพันธ์ หรือการตัดสินใจแต่กำลังพาเราออกจากทางของพระเจ้าหรือเปล่า วันนี้พระเจ้ากำลังเรียกเรา ไม่ใช่แค่ให้เดินถูกทาง แต่ให้เดินไปให้สุดในทุกทางกับพระเจ้า ขอให้เรายอมมอบชีวิตของเราให้กับพระเจ้า เพื่อที่ชีวิตเราจะไม่เพียงแค่ดูดี แต่ชีวิตของเราจะถูกต้องและมั่นคงต่อพระพักตร์ของพระเจ้า วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่262) อะไรสำคัญกว่ากัน? “แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบนางว่า “มารธา มารธาเอ๋ย เธอกระวนกระวายและร้อนใจหลายอย่างเหลือเกิน สิ่งที่จำเป็นนั้นมีเพียงสิ่งเดียว และมารีย์ก็เลือกเอาส่วนที่ดีนั้น ใครจะชิงเอาไปจากเธอไม่ได้”” ~ลูกา 10:41-42 THSV11 ““Martha, Martha,” the Lord answered, “you are worried and upset about many things, but few things are needed— or indeed only one. Mary has chosen what is better, and it will not be taken away from her.”” ~Luke 10:41-42 NIV คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่า “สิ่งที่สำคัญมักไม่เร่งด่วน และสิ่งที่เร่งด่วนมักไม่ค่อยสำคัญ!” (What is important is seldom urgent and what is urgent is seldom important.) ~Dwight D. Eisenhower พระคัมภีร์วันนี้เป็นเรื่องของพี่น้องผู้หญิงสองคนที่คนหนึ่งทำเรื่องเร่งด่วน ในขณะที่อีกคนหนึ่งทำเรื่องสำคัญ จนมีการร้องขอให้พระเยซูช่วยจัดการในเรื่องนี้ เรื่องมีอยู่ว่า1.พระเยซูกับพวกสาวกเดินทางเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง 2.ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อมารธาต้อนรับพระองค์เข้าไปพักที่บ้านของนาง3.มารธามีน้องสาวชื่อมารีย์ 4.มารีย์ก็นั่งอยู่ใกล้พระบาทของพระเยซูคอยฟังถ้อยคำของพระองค์ แต่5.มารธาวุ่นวายอย่างมากกับการปรนนิบัติ มาทูลพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ไม่สนพระทัยหรือที่น้องสาวของข้าพระองค์ ปล่อยให้ข้าพระองค์ปรนนิบัติอยู่คนเดียว? ขอพระองค์สั่งน้องให้มาช่วยข้าพระองค์ด้วย” แต่6.พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบนางว่า “มารธา มารธาเอ๋ย เธอกระวนกระวายและร้อนใจหลายอย่างเหลือเกิน สิ่งที่จำเป็นนั้นมีเพียงสิ่งเดียว และ มารีย์ก็เลือกเอาส่วนที่ดีนั้น ใครจะชิงเอาไปจากเธอไม่ได้”” ~ลูกา 10:38-42 THSV11 พระคัมภีร์ ลูกา 10:38–42 เป็นตอนหนึ่งที่สอนบทเรียนที่ชัดเจนที่สุดเรื่อง “การจัดลำดับความสำคัญก่อน–หลังในชีวิต” มารธาและมารีย์ ทั้งคู่ต่างก็รักพระเยซู่ แต่เกิดมีปัญหาในการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง ที่กลายมาเป็นบทเรียน ที่สอนให้เราตื่นตัวตระหนักรู้ว่า 1.“สิ่งดีไม่ควรสำคัญกว่าสิ่งที่ดีที่สุด” 1).มารธาทำ “สิ่งดี” คือการปรนนิบัติรับใช้ 2).มารีย์เลือกทำ “สิ่งที่ดีที่สุด” คือการได้อยู่กับพระเยซูเพื่อเรียนรู้อย่างใกล้ชิด พระเยซู ไม่ได้ตำหนิการรับใช้ แต่ทรงเตือนว่าการรับใช้ที่ขาดความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้าและกับพี่น้อง จนกลายเป็นภาระหนักใจของทุกฝ่ายอย่างนี้ไม่ดี2.“ความยุ่งเกินไป อาจทำให้เราพลาดสิ่งสำคัญที่สุด” พระเยซูตรัสกับมารธาว่า“เธอกระวนกระวายและร้อนใจหลายอย่างนัก“1).มารธาไม่ได้ยุ่งเพราะทำความชั่ว2).มารธายุ่งในการทำสิ่งที่เธอคิดว่าดีจนรู้สึกไม่พอใจมารีย์และพระเยซู และพลาด “พระสุรเสียงของพระเจ้า” 3.“การอยู่กับพระเยซูต้องมาก่อนการทำเพื่อพระเยซู” 1).มารีย์ “นั่งอยู่ใกล้พระบาท” ฟังพระเยซูก่อนที่จะทำอะไรให้พระองค์ ”ความสัมพันธ์ต้องมาก่อนการทำภารกิจ“ 2).มารธาสาละวนกับการรับใช้ จนสร้างปัญหาในสัมพันธภาพกับมารีย์และพระเยซู4.“ความรักและความชื่นชมยินดีต้องมาก่อนการแสดงความไม่พอใจ” 1).ความไม่พอใจ บ่งบอกว่าสัมพันธภาพกับคนอื่นมีปัญหา ~มารธาเริ่ม เปรียบเทียบ น้อยใจ และกล่าวโทษผู้อื่น(ทั้งพระเยซูและคนที่รักกัน) 2).ความกระวนกระวายว้าวุ่นใจ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากำลังมีปัญหาเรื่อง การจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังเกิดขึ้น5.“การทำสิ่งเดียวที่จำเป็น” ไม่ได้แปลว่า “ให้ทำแค่อย่างเดียว”พระเยซูตรัสว่า “สิ่งที่จำเป็นนั้นมีเพียงสิ่งเดียว” ไม่ใช่หมายความว่า ให้เราอยู่กับพระเยซูเท่านั้น และไม่ทำงาน หรือรับใช้ แต่หมายความว่าเราต้องให้พระเยซูเป็น“ศูนย์กลาง“ในชีวิตของเราพี่น้องที่รัก ถ้าเราทำสิ่งที่คิดว่าดี แต่ใจกลับขมขื่น ทุกข์ใจหนึ่งอาจเป็นเพราะ เรามีความเข้าใจหรือความคาดหวังที่ผิดๆ หรืออีกหนึ่งก็คือเราลงมือทำบางอย่างให้บางคนก่อนที่เราจะฟังจนเข้าใจจริงๆว่าผู้รับกำลังต้องการอะไรจริงๆ และเรารู้สึกว่าเราแบกภาระอยู่คนเดียวเลยออกอาการ ดังนััน พี่น้องที่รักถ้าเราคิดจะรับใช้ 1.ขอให้เรารักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้าและกับพี่น้องไว้เป็นอันดับแรกอยู่เสมอ2.ขอให้สัมพันธภาพที่เรามีกับพระเจ้าและพี่น้องจะเป็นความสัมพันธ์ ที่ไม่มีวันสั่นคลอน อย่าให้ใครหรือสิ่งใด แม้แต่ตัวเราเองมาแยกสัมพันธภาพดังกล่าวนั้นเหมือนดังความสัมพันธ์ของมารีย์กับพระเยซูที่ “ใครจะชิงเอาไปจากเธอไม่ได้” …จะดีไหม?~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 18ธันวาคม2025 (ตอนที่262ของปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน พระวจนะไม่มีพลาด Ep.1485 เรื่องราวของอาหับใน 1 พงศ์กษัตริย์ 22:29–40 เป็นบทเรียนกับผมว่า ทุกอย่างที่พระเจ้าตรัสต้องสำเร็จเป็นจริง และไม่มีมนุษย์คนใดสามารถล้มเลิกพระประสงค์ของพระเจ้าได้ หลังจากที่อาหับปฏิเสธคำเตือนของมีคายาห์ อาหับยังไปทำสงครามที่ราโมทกิเลอาด สิ่งที่เขาทำอาจจะดูฉลาดคือเขาปลอมตัวแต่ให้เยโฮชาฟัทยังคงใส่ชุดกษัตริย์อยู่ ในขณะที่ซีเรียตามล่ากษัตริย์แห่งอิสราเอลแต่มุ่งเป้าผิดคน เมื่อซีเรียรู้ว่าผิดคนเขาก็เลิกตาม แต่พระวจนะของพระเจ้าไม่ผิดเคยพลาด'แต่มีชายคนหนึ่งโก่งธนูยิงสุ่มไปถูกพระราชาแห่งอิสราเอลเข้า ระหว่างเกล็ดเกราะและแผ่นบังพระอุระ พระองค์จึงรับสั่งคนขับรถรบว่า “หันกลับเถอะ พาเราออกจากการรบ เพราะเราบาดเจ็บแล้ว” ' 1 พงศ์กษัตริย์ 22:34 แม้ว่าทหารคนนั้นจะไม่รู้ว่าอาหับอยู่ที่ไหน แต่ลูกศรนั้นก็แท่งไปที่หน้าอกของอาหับ ในที่สุดเขาก็เสียชีวิต ทหารจึงนำร่างเขากลับมาที่สะมาเรีย เขานำรถไปล้าง สุนัขก็มาเลียเลือดของเขาซึ่งเป็นไปตามคำแจ้งล่วงหน้า เรื่องนี้ยิ่งทำให้เราต้องยิ่งมั่นใจว่า ถ้อยคำของพระเจ้าจะสำเร็จเป็นจริงเสมอ เพื่อเราจะอยู่ในการเชื่อฟังยำเกรงพระเจ้า'ต้นหญ้าก็เหี่ยวแห้ง และดอกไม้ก็ร่วงโรย แต่พระวจนะพระเจ้าของเราจะยั่งยืนเป็นนิตย์ ' อิสยาห์ 40:8 การวางแผนเอย่างดีไม่สามารถทำให้เราหนีพ้นจากพระประสงค์ของพระเจ้าได้ ที่ที่ปลอดภัยที่สุด คือความซื่อสัตย์ เชื่อฟังยำเกรงและเดินอยู่ในทางของพระเจ้า หากพระเจ้าทรงตักเตือนเรา ขอเราอย่าหนี แต่ขอให้เราเชื่อฟัง หากใจของเราอยากไปอีกทางนึง ขอให้เรากลับใจหันมาหาพระเจ้า เพราะพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์นั้นเป็นจริงแน่นอน ในเวลาที่เราอ่อนแอหวั่นไหว การเชื่อฟังจะทำให้เราอยู่ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด คืออยู่ในการปกป้องของพระเจ้า วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่261)สาววัยรุ่นพรหมจารีและสตรีชราเป็นหมันที่พระเจ้าทรงใช้ได้!“ความสุขเป็นของสตรีที่เชื่อว่าสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับเธอนั้นจะสำเร็จ”” ~ลูกา 1:45 THSV11“Blessed is she who has believed thatthe Lord would fulfill his promises to her!”” ~Luke 1:45 NIVก่อนหน้านี้ มารีย์ (หญิงสาวพรหมจารี)เพิ่งได้รับข่าวจากทูตสวรรค์แจ้งว่าตัวมารีย์เองจะตั้งครรภ์โดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ตัวเอลีซาเบธ ญาติของมารีย์ ก็ได้ตั้งครรภ์ยอห์นผู้ให้บัพติศมา ทั้งๆที่ชราแล้วน่าสนใจที่หญิงทั้งสองเป็นหญิงธรรมดา แต่กลับได้รับการเลือกให้มีบทบาทสำคัญในแผนการแห่งการไถ่บาปมวลมนุษยชาติของพระเจ้าในพระคัมภีร์ตอนนี้(ลูกา1:39-45) เล่าว่ามารีย์รีบไปยังเมืองหนึ่งในแถบภูเขาแคว้นยูเดีย (หลังจากทูตสวรรค์มาหาเธอ)1).เธอเข้าไปในบ้านของเศคาริยาห์2).เธอทักทายปราศรัยกับนางเอลีซาเบธ =แสดงถึงความเชื่อที่ลงมือกระทำในทันที ไม่ลีลา ไม่ตั้งคำถามและไม่รีรอของมารีย์ที่1).แบ่งปันข่าวดี และประสบการณ์ที่ได้รับ2).ยืนยันความเชื่อและการเชื่อฟังในพระบัญชาของพระเจ้า3).ขอรับและให้กำลังใจแก่กันและกันกับนางเอลีซาเบธนางเอลีซาเบธได้ยินคำทักทายของมารีย์ ~ทารกในครรภ์ของนางก็ดิ้น=ยอห์นที่อยู่ในครรภ์ของนางเอลีซาเบธ ตอบสนองต่อการทรงสถิตของพระคริสต์กับมารีย์ แม้แต่ในยามที่พระองค์ยังไม่ได้บังเกิดมาในสภาพมนุษย์นางเอลีซาเบธก็เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงร้องเสียงดังว่า“ในบรรดาสตรีเธอได้รับพรมาก และทารกในครรภ์ของเธอก็ได้รับพระพรด้วย“=เอลีซาเบธไม่ได้กล่าวเพียงด้วยอารมณ์หรือความเห็นส่วนตัว แต่เป็นการเปิดเผยจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ทรงทำเปิดเผยความจริงและทรงให้มนุษย์มองเห็นพระราชกิจของพระเจ้าได้ชัดเจนแม้แต่ในเหตุการณ์ที่ดูแสนธรรมดานางเอลีซาเบธเต็มตื้นในใจยิ่งนัก จนกล่าวออกมาว่า”ทำไมฉันถึงได้รับความโปรดปรานเช่นนี้ คือมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้าของฉันมาหานี่แน่ะ พอเสียงทักทายของเธอเข้าถึงหูของฉัน ทารกในครรภ์ของฉันก็ดิ้นด้วยความเปรมปรีดิ์!“=เอลีซาเบธเรียกมารีย์ว่า“มารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้าของฉัน” เป็นการยืนยันว่าพระเยซูคือ “องค์พระผู้เป็นเจ้า” ตั้งแต่ยังไม่ประสูติและมารีย์ได้รับเกียรติเพราะพระคุณของพระเจ้าไม่ใช่เพราะความสามารถส่วนตัวของเธอนางเอลีซาเบธสรุปด้วยประโยคสำคัญยิ่งว่า“ความสุขเป็นของสตรี ที่เชื่อว่าสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับเธอนั้นจะสำเร็จ!”= ประโยคสำคัญที่สุดตอนหนึ่งของคริสต์มาสนั่นคือ ความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากสถานการณ์หรือฐานะใดๆ แต่มาจากการเชื่อพระเจ้า และเชื่อมั่นว่าพระองค์จะทำให้ทุกสิ่งที่พระองค์ตรัสไว้ในพระดำรัสและในพระสัญญา สำเร็จเป็นจริงทุกประการพี่น้องที่รักขอให้เราเรียนรู้บทเรียนสำคัญจากชีวิตของมารีย์สาวน้อยธรรมดาคนหนึ่งแต่มีความเชื่อและนางเอลีซาเบธ หญิงชราผู้หมดสภาพแล้วแต่ยังรอคอย มารีย์เลือกเชื่อว่าสิ่งที่พระเจ้าตรัส จะสำเร็จแน่นอน~แม้เธอจะ1).ยังไม่เข้าใจทั้งหมดและ2).ยังไม่เห็นผลลัพธ์มารีย์แสดงให้เห็นว่า ความเชื่อแท้ ไม่ได้หยุดที่แค่หัวใจแต่แสดงออกมาผ่าน 1).การกล้าก้าวเดิน และ2).การลงมือรับใช้ โดยไม่กลัวมารีย์ยอมรับการทำงานของพระเจ้า1).ที่ทรงให้พระเยซูทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด สถิตอยู่ในครรภ์ของเธอ2).ที่ทรงทำกิจโดยไม่จำกัดอยู่กับวัยหรือสภาพของร่างกายเอลีซาเบธเต็มตื้นในประสบการณ์กับพระวิญญาณบริสุทธิ์แม้เธอจะ1).ชรา และ2).เป็นหมันมานานเอลีซาเบธเปรมปรีดิ์ และมีความศรัทธาอย่างแท้จริงในพระเจ้าอย่างแรงกล้า ว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้ จะสำเร็จเป็นจริงดังนั้น วันนี้ ขอให้เราจะมีความเชื่อ และเชื่อฟังพระเจ้าด้วยความยินดีขอให้คริสต์มาสและปีใหม่นี้ เรา1.จะเริ่มต้นจากหัวใจที่ “เชื่อ“ในพระดำรัสและพระสัญญา 2.จะยอมถวายตัว”ทำงานและรับใช้“ตามพระประสงค์ของพระเจ้าด้วยความเปรมปรีดิ์ ไม่ว่าสถานการณ์ชีวิต1).จะธรรมดาแสนง่าย หรือ2).จะลำบากแสนยากคงเป็นจริงตามคำกล่าวที่ว่า“ที่สุดแล้ว คริสต์มาสก็คือเรื่องราวอันเรียบง่ายของความเชื่อเล็กๆ ที่นำมาซึ่งความสุขความยินดีที่ยิ่งใหญ่แก่โลกทั้งใบ!”(In the end, Christmas is the simple story of a small faith that brought immense joy to the whole world.)… อาเมนไหมครับ?~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 17ธันวาคม2025 (ตอนที่261ของปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ยืนหยัดบนความจริง Ep.1484 สิ่งที่ทำให้หลายคนละทิ้งความจริง ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร แต่เพราะการยืนอยู่บนความจริงมักจะพบกับความยากลำบากและความโดดเดี่ยว 1 พงศ์กษัตริย์ 22:24–28 ทำให้เราเห็นผลที่เกิดขึ้นกับมีคายาห์ที่เลือกยืนบนความจริง ขอเรื่องราวนี้จะเป็นกำลังใจให้คนที่กำลัจะยอมละทิ้งความจริงให้รู้ว่า การยืนหยัดอยู่บนความของเรานั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าพอพระทัย'แล้วเศเดคียาห์บุตรเคนาอะนาห์เข้ามาใกล้ และตบแก้มมีคายาห์พูดว่า “พระวิญญาณของพระยาห์เวห์ไปจากข้าพูดกับเจ้าได้อย่างไร?” ' 1 พงศ์กษัตริย์ 22:24 มีคายาห์ถูกตบหน้า ถูกทำให้อับอายต่อหน้าที่ประชุม และมากไปกว่านั้น อาหับจับเขาขังคุก 'และบอกว่า ‘พระราชาตรัสดังนี้ว่า “เอาคนนี้ไปจำคุกไว้ ให้อาหารกับน้ำอย่างจำกัด จนกว่าเราจะมาโดยสวัสดิภาพ” ' ” 1 พงศ์กษัตริย์ 22:27 มีคายาห์ก็ยืนหยัดอยู่บนความจริง ความจริงคือการยืนหยัดบนความจริง ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะง่าย แต่การยืนบนความจริงนั้นอาจจะทำให้เจ็บปวด โดดเดี่ยว และอาจจะถูกต่อต้านมากขึ้น มีคายาห์เป็นตัวอย่างที่จะให้กำลังกับเราว่า การซื่อสัตย์ต่อความจริงอาจทำให้เราสูญเสีย ทำให้เราถูกเข้าใจผิด ถูกตำหนิ ถูกตัดสิน แต่ขอให้เราจำไว้ว่า พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งคนที่อยู่ฝ่ายพระองค์ แม้คนทั้งโลกจะไม่เห็นด้วย แต่ว่าพระเจ้าทรงเห็นทั้งหมดและยืนอยู่กับคนที่อยู่ข้างพระองค์ คือยืนอยู่บนความจริงของพระองค์'แท้จริงทุกคนที่ตั้งใจจะดำเนินชีวิตตามทางพระเจ้าในพระเยซูคริสต์จะถูกข่มเหง ' 2 ทิโมธี 3:12'ท่านผู้จงรักภักดีทั้งสิ้นของพระองค์ จงรักพระยาห์เวห์ พระยาห์เวห์ทรงปกป้องคนซื่อสัตย์ แต่ทรงตอบแทนผู้ทำการยโสอย่างเต็มขนาด ' สดุดี 31:23 การยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในฝ่ายพระเจ้านั้นจะไม่มีการสูญเปล่าต่อพระพักตร์พระเจ้า คนที่ยืนอยู่บนความจริงของพระเจ้า จะแสดงถึงความเชื่อแท้ในพระองค์ และผู้ที่มีความเชื่อแท้ย่อมได้รับชีวิตนิรันดร์อย่างมั่นคง เพราะพระเจ้าจะทรงปกป้องดูแลเขา วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่260) คริสต์มาสจะมาถึง! “นี่แน่ะ เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู!” ~ลูกา 1:31 THSV11 “You will conceive and give birth to a son, and you are to call him Jesus.” ~Luke 1:31 NIV พระคัมภีร์ในวันนี้ เป็นถ้อยคำของทูตสวรรค์กาเบรียล ที่มาถึง มารีย์ ไม่ใช่เพียงแค่ประกาศข่าวดีเป็นส่วนตัวต่อมารีย์ แต่เป็นประกาศข่าวดีต่อมนุษย์ทั้งโลกในทุกยุคทุกสมัยด้วย นั่นคือเหตุการณ์ที่อยู่เหนือธรรมชาติที่สุดในประวัติศาสตร์ คือ “พระเยซู(พระบุตรของพระเจ้า)มาบังเกิดเป็นมนุษย์!” พระองค์มาทำไม? คำตอบ พระเยซูคริสต์เสด็จมาเพื่อช่วยไถ่มนุษย์โลกให้รอดพ้นจากโทษบาป ที่แต่ละคนได้ทำมาตลอดทั้งชีวิต และวันที่พระเยซูประสูตินี้ ต่อมาถูกเรียกว่า “วันคริสต์มาส” หรือ “วันคริสตสมภพ!” เรื่องเล่าในพระคัมภีร์เป็นดังนี้“เมื่อถึงเดือนที่หก (นับจากวันที่ ยอห์นผู้ให้บัพติศมาเกิด)1.พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์กาเบรียลมายังเมืองหนึ่งในแคว้นกาลิลีชื่อนาซาเร็ธ (มธ.2:23;ยน.1:45-36) ให้ไปหา 1).หญิงพรหมจารีคนหนึ่งที่หมั้นไว้กับชายที่ชื่อโยเซฟ ซึ่งเป็นคนในเชื้อวงศ์ของดาวิด (มธ.1:18) 2).หญิงพรหมจารีคนนั้นชื่อมารีย์ 2.ทูตสวรรค์มาหานางแล้วบอกว่า “เธอผู้ที่พระเจ้าโปรดปรานมาก จงชื่นชมยินดีเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตอยู่กับเธอ” 3.มารีย์ก็ 1).ตกใจเพราะคำพูดนั้น และ 2).รำพึงว่า คำทักทายมีความหมายว่าอย่างไร?4.ทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่นางว่า “มารีย์เอ๋ย 1).อย่ากลัวเลย เพราะ ก.เธอเป็นผู้ที่พระเจ้าโปรดปราน นี่แน่ะ ข.เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย 2).จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า“เยซู”บุตรนั้น(มธ.1:21) ก.จะเป็นใหญ่ และ ข.จะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้าสูงสุด(ลก.1:35,76;6:35;8:28;ปฐก14:19)5..ทูตสวรรค์ยังกล่าวแก่นางต่อไปว่า 1).องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้เป็นพระเจ้าจะประทานบัลลังก์ของดาวิดบรรพบุรุษของท่านให้แก่ท่าน (2ซมอ.7:13,16;สดด.2:6-7;89:26-27~ บ่งบอกว่า มารีย์เป็นเชื้อสายของดาวิด เช่นเดียวกับโยเซฟ-มธ.1:16) 2).องค์พระผู้เป็นเจ้าจะครอบครองพงศ์พันธุ์ของยาโคบสืบไปเป็นนิตย์(สดด.45:6;วว.11:15) และแผ่นดินของท่านจะไม่มีวันสิ้นสุดเลย(1คร.15:24-28)6.มารีย์จึงพูดกับทูตสวรรค์องค์นั้นว่า “เหตุการณ์นั้นจะเป็นไปได้อย่างไร (ไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่ไม่เข้าใจ~ปท.1:20;45) เพราะข้าพเจ้ายังไม่เคยหลับนอนกับชายใด?” 7.ทูตสวรรค์จึงตอบนางว่า 1).พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จลงมาเหนือเธอ และ 2).ฤทธิ์เดชของผู้สูงสุดจะปกเธอ เพราะฉะนั้นองค์บริสุทธิ์ (พระเยซูที่จะบังเกิดมานั้นไม่ทำบาป ~2คร.5:21;ฮบ.4:15;7:26;1ปต.2:22;1ยน.3:5)ที่เกิดมานั้นจะได้ชื่อว่าเป็นพระบุตร ของพระเจ้า 8.ทูตสวรรค์ยกตัวอย่างมายืนยัน “นี่แน่ะ ถึงแม้นางเอลีซาเบธญาติของเธอจะชราแล้ว ก็ยังตั้งครรภ์มีบุตรชาย บัดนี้นางนั้นที่คนเขาถือว่าเป็นหญิงหมันก็มีครรภ์ได้หกเดือนแล้ว”9.ทูตสวรรค์ประกาศความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ ให้เรามีความเชื่อวางในพระเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัย “เพราะว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พระเจ้าทรงทำไม่ได้!” “For there is nothing that God cannot do.”” ~Luke 1:37 GNT10.มารีย์จึงยอมจำนน และกล่าวว่า “นี่แน่ะ - 1.ข้าพเจ้าเป็นทาสขององค์พระผู้เป็นเจ้า 2.ข้าพเจ้าพร้อมที่จะเป็นไปตามคำของท่าน” แล้ว11.ทูตสวรรค์ก็จากนางไป เมื่อเสร็จหน้าที่ “ (ลูกา 1:26-38 ) พี่น้องที่รัก“ความรอด”จากบาปกรรมของเรา ไม่ใช่ความหวังจากผลงานของมนุษย์คนใดที่จะทำได้ แต่เกิดขึ้นจากการเสด็จมาทรงไถ่ด้วยองค์พระเจ้าเอง “พระเยซูเป็นความรอดที่พระเจ้าทรงส่งลงมา ไม่ใช่ความหวังที่เกิดจากมนุษย์อย่างเราสร้างขึ้นมาเอง!” (Jesus is salvation sent by God, not hope manufactured by man.) ช่างเป็นข่าวที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่“วันคริสต์มาส”นี้จะมาและได้มาถึงโลกนี้แล้ว …เห็นด้วยไหมครับ?~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 16ธันวาคม2025 (ตอนที่260ของปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ระวังเสียงที่อยากฟัง Ep.1483 สิ่งที่เราต้องยอมรับคือ ตัวเราและมนุษย์คนอื่นๆมักอยากฟังสิ่งที่ถูกใจมากกว่าสิ่งที่ถูกต้อง และนี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้ชีวิตเดินผิดทาง ทั้งที่พระเจ้าก็ตักเตือนไว้อย่างชัดเจนแล้ว 1 พงศ์กษัตริย์ 22:15–28 เปิดเผยว่า พระเจ้าทรงยอมให้มนุษย์รับผลของความดื้อของตัวเอง ในพันธะสัญญาใหม่ก็พูดถึงเรื่องนี้ไว้ด้วย'เพราะฉะนั้น พระเจ้าจึงทรงปล่อยเขาให้ประพฤติการโสโครกตามราคะตัณหาในใจของเขา ให้เขาทำสิ่งที่น่าอับอายต่อกายของกันและกัน เพราะว่าเขาได้เอาความจริงเรื่องพระเจ้ามาแลกกับความเท็จ ทั้งนมัสการและปรนนิบัติสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น แทนพระองค์ผู้ทรงสร้าง ผู้ซึ่งควรจะได้รับการสรรเสริญเป็นนิตย์ อาเมน ' โรม 1:24-25 อาหับไม่ยอมรับฟังความจริงจากพระเจ้า เมื่อมีคายาห์ถูกพามาพบกษัตริย์อาหับ เขากล่าวความจริงตามที่พระเจ้าสำแดง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อาหับไม่เชื่อ ไม่อยากฟัง และดื้อดึงที่จะเชื่อในคำหลอกลวงของคนของตัวเอง จนในที่สุดพระเจ้าทรงให้มีคายาห์เห็นภาพในสวรรค์ว่า พระเจ้าอนุญาตให้วิญญาณแห่งการมุสามามาอยู่ในผู้เผยพระวจนะเหล่านั้น หนังสืออธิบายพระคัมภีร์ส่วนใหญ่แนะนำว่า นี่ไม่ใช่เพราะพระเจ้าไม่ดี แต่เพราะอาหับอยากให้คนพูดในสิ่งที่เขาอยากฟัง นี่คือความจริงว่าคนอยากฟังสิ่งที่ถูกใจมากกว่าสิ่งที่ถูกต้อง และพระเจ้าปล่อยให้เขาเดินไปตามใจเขาเอง ความดื้อดึงทำให้เรามองไม่เห็นความจริง แม้พระเจ้าจะตักเตือนเราหลายครั้ง ทำให้เราปิดใจต่อถ้อยคำของพระเจ้า เราจึงมีผู้เผยพระวจนะปลอมในใจ ที่เราจะยอมรับเพียงแต่สิ่งเราอยากฟังและสิ่งที่เราถูกใจเราเท่านั้น'เพราะจะถึงเวลาที่คนจะทนต่อคำสอนที่ถูกต้องไม่ได้ แต่พวกเขาจะรวบรวมบรรดาอาจารย์ไว้สำหรับตน ตามความอยากของตัวเองเพื่อสนองหูที่คัน ' 2 ทิโมธี 4:3 อย่าหาแต่เสียงที่ถูกใจ ขอให้เราหาเสียงที่ถูกต้องจากพระเจ้า ความดื้อรั้นคือการเดินออกจากการปกป้องคุ้มครองของพระเจ้า ถ้าเราดื้อรั้นพระเจ้าอาจปล่อยให้เราไปตามใจ และนั่นเรากำลังพาตัวเองเข้าสู่พื้นที่แห่งความเลวร้ายและน่ากลัว ขอให้เราซื่อสัตย์ต่อความจริง แม้ความจริงจะเจ็บปวดก็ตาม แต่เพราะความจริงคือทางเดียวที่ทำให้ชีวิตปลอดภัย วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่259) จงให้คนทั้งโลกได้รับพรเพราะคุณ! “พระยาห์เวห์ตรัสแก่อับรามว่า “เจ้าจงออกจากดินแดนของเจ้า จากญาติพี่น้องของเจ้า จากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะสำแดงแก่เจ้า เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่( I will make you into a great nation,)เราจะอวยพรเจ้า (I will bless you)จะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โต แล้วเจ้าจะเป็นพร (I will make your name great, and you will be a blessing)เราจะอวยพรคนที่อวยพรเจ้า( I will bless those who bless you)เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า(whoever curses you I will curse) บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า”“ (all peoples on earth will be blessed through you.) ~ปฐมกาล 12:1-3 THSV11 จากพระคัมภีร์ตอนนี้ 1.เราควรตระหนักว่าพระเจ้าทรงอวยพรเรา2.เราควรตระหนักว่า พระเจ้าประสงค์ให้เราเป็นพรต่อคนอื่นด้วย3.เราควรเชื่อว่า พระเจ้าจะอวยพรคนที่อวยพรเรา4.เราควรแน่ใจว่า พระเจ้าจะสาปแช่งคนที่สาปแช่งเรา5.เราควรเป็นพรแก่คนให้มากที่สุด และเราสามารถเป็นพร โดยเริ่มจากก้าวเล็กๆดังคำที่กล่าวว่า “การเป็นพรมักเริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ แต่กระนั้นก็เปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้อย่างยิ่งใหญ่!” (Blessings often start small, yet they transform lives greatly.) พระเจ้าทรงให้ความสำคัญและให้เกียรติคนที่เป็นพรต่อผู้อื่นเป็นอย่างยิ่งและไม่มีความลับที่จะปิดบังต่อเขา เหมือนดังที่พระองค์ตรัสว่า “เราจะซ่อนสิ่งซึ่งเราจะทำนั้นไม่ให้อับราฮัมรู้หรือ? แน่ทีเดียวอับราฮัมจะเป็นประชาชาติใหญ่โตและมีกำลังมาก และ ประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้รับพรก็เพราะเขา เพราะเราเลือกเขาแล้ว เพื่อเขาจะได้กำชับลูกหลาน และครอบครัวที่สืบต่อมาของเขา ให้รักษาพระมรรคาของพระยาห์เวห์ ให้ทำความชอบธรรมและความยุติธรรม เพื่อพระยาห์เวห์จะประทานแก่อับราฮัม ตามที่พระองค์ตรัสไว้แก่เขา“ ~ปฐมกาล 18:16-21 THSV11ดังนั้น “เมื่อคุณเป็นพรแก่คนอื่น คุณกำลังสะท้อนพระทัยของพระเจ้าต่อโลกนี้” (When you bless others, you reflect the heart of God to the world.) พระเจ้าจะไม่ลืมคุณ และพระองค์จะอวยพรคุณเสมอไปแต่คุณต้องกำชับลูกหลานของคุณ1.ให้รักษาพระมรรคาของพระเจ้า2.ให้ทำความชอบธรรมและความยุติธรรม และ3.ให้เป็นพรแก่คนทั้งโลก พี่น้องที่รัก คุณพร้อมจะทำเช่นดังที่กล่าวมานั้น …หรือไม่ครับ? ~~~~~~~~~~~~~ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 15ธันวาคม2025 (ตอนที่259ของปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ถูกต้องอาจจะไม่ถูกใจ Ep.1482 เมื่อเราต้องพูด เราเลือกจะพูดอะไรระหว่างสิ่งที่ถูกใจคนฟัง กับสิ่งที่เป็นความถูกต้อง คนที่เลือกยืนข้างความจริงมักจะเป็นเสียงที่โดดเด่น แต่มักจะโดดเดี่ยวด้วย 1 พงศ์กษัตริย์ 22:9–14 มีคายาห์ เป็นแบบอย่างของคนที่อยู่บนความถูกต้องตามพระทัยของพระเจ้า หลังจากเยโฮชาฟัทตั้งคำถามว่ามีคนอื่นอีกไหม อาหับจึงตอบว่ามี มีคายาห์ แต่คนนี้เขาไม่ชอบเพราะมีคายาห์พูดแต่เรื่องทึ่ไม่ดี แต่ในที่สุดแล้วอาหับก็ส่งคนไปตามมีคายาห์มา ระหว่างรอเวลา ข้อ11-12 บอกว่า เศเดคียาห์และผู้เผยพระวจนะยังยืนยันคำเดิมว่า “ขอเสด็จไปราโมทกิเลอาดเถิด และมีชัยชนะ” เพราะทั้งหมดนี่เป็นสิ่งที่อาหับอยากฟัง'และผู้สื่อสารที่ไปเรียกมีคายาห์ได้บอกท่านว่า “นี่แน่ะ ถ้อยคำของบรรดาผู้เผยพระวจนะก็พูดสิ่งที่เป็นมงคลแก่พระราชาเป็นเสียงเดียวกัน ขอให้ถ้อยคำของท่านเหมือนอย่างถ้อยคำของคนหนึ่งในพวกนั้น และพูดแต่สิ่งที่เป็นมงคล” ' 1 พงศ์กษัตริย์ 22:13 ความกดดันก็มาอยู่ที่มีคายาห์ ผมมองว่านี่คือคำขอในเชิงบังคับว่าต้องพูดอะไร แต่สิ่งที่มีคายาห์ตอบสนองคือ'แต่มีคายาห์ตอบว่า “พระยาห์เวห์ทรงพระชนม์อยู่อย่างไร พระยาห์เวห์ตรัสกับข้าพเจ้าอย่างไร ข้าพเจ้าจะพูดอย่างนั้น” ' 1 พงศ์กษัตริย์ 22:14 มีคายาห์ตอบด้วยท่าทีของผู้รับใช้พระเจ้าที่แท้จริง และนี่เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องมี เพราะเรามีพระเจ้าผู้เป็นความจริงสถิตอยู่ในเรา การยืนหยัดบนความจริงคือการยืนยันว่าเราเป็นคนของพระเจ้า แม้ว่าคนที่เรียกตัวเองว่าคนของพระเจ้าจะพูดในสิ่งที่คนอื่นอยากฟัง แต่มีคายาห์เลือกจะยืนอยู่ความจริงของพระเจ้ามากกว่า บทเรียนสำหรับเราคือ ความจริงของพระเจ้าจะไม่ถูกกำหนดโดยคนหมู่มาก'บัดนี้ข้าพเจ้ากำลังแสวงหาการยอมรับจากมนุษย์หรือจากพระเจ้า? ข้าพเจ้าอุตส่าห์เอาใจมนุษย์หรือ? ถ้าข้าพเจ้ากำลังเอาใจมนุษย์อยู่ ข้าพเจ้าก็ไม่ใช่ทาสของพระคริสต์ ' กาลาเทีย 1:10 อาจารย์เปาโลเป็นคนหนึ่งที่ยืนยันในเรื่องการไม่เอาใจใคร เพราะถ้าหากทำอย่างนั้นเราก้ไม่นับว่าเป็นคนของพระเจ้า เสียงที่ดังที่สุดไม่ใช่เสียงที่ถูกต้องเสมอไป ผู้เชื่อในพระเยซูจะไม่ยอมประนีประนอมเพียงเพราะให้ให้ใครพอใจ แม้ว่าอาจจะต้องยืนอยู่คนเดียวแต่เขาจะไม่หลงทาง ความเชื่อที่แท้จริงวัดจากความซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่พระเจ้าตรัสไม่ใช่จำนวนคนที่เห็นด้วย ขอพวกเราอย่ามีเพียงคำตอบที่ถูกใจ แต่ให้คำตอบของเราเป็นคำตอบที่ถูกต้องตามพระประสงค์ของพระเจ้า วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

พระธรรมนำชีวิตตอน เริ่มต้นที่พระเจ้า Ep.1481 เราทุกคนมีแผน มีความอยาก และมีเหตุผลที่ดูดีมากมาย แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ตัววัดว่ามันเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า วันนี้ 1 พงศ์กษัตริย์ 22:1–8 ทำให้เราเห็นความแตกต่างของผู้นำสองคนอย่างชัดเจนคือ อาหับและเยโฮชาฟัทผู้ที่เลือกเริ่มต้นจากการถามพระเจ้า เป็นเวลา 3 ปีที่ซีเรียและอิสราเอลไม่มีสงคราม เยโฮชาฟัทกษัตริย์ยูดาห์เดินทางไปเยี่ยมอาหับ ซึ่งกำลังวางแผนจะยึดเมืองราโมทกิเลอาดเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่ควบคุมเส้นทางสำคัญๆ อาหับจึงชวนเยโฮชาฟัทไปร่วมรบ เยโฮชาฟัทตอบว่า ยูดาห์กับอิสราเอลเป็นชนชาติเดียวกันก็จริง แต่เขาไม่หยุดเพียงแค่ความสัมพันธ์ทางเชื้อสาย เขาพูดต่อไปว่า'และเยโฮชาฟัทตรัสกับพระราชาแห่งอิสราเอลว่า “ขอทูลถามพระดำรัสของพระยาห์เวห์ก่อน” ' 1 พงศ์กษัตริย์ 22:5 หากเราไปดูในช่วงปลายบทเราจะพบว่าเยโอชาฟัทเป็นกษัตริย์ที่รักพระเจ้า เขาขอให้อาหับถามพระเจ้าก่อน ซึ่งเป็นผลทำให้อาหับต้องเรียกประชุมผู้เผยพระวจนะประมาณ 400 คน อาหับถามว่า ควรจะไปยึดเมืองราโมทกิเลอาดหรือไม่ พวกผู้เผยพระวจนะทั้งหมดตอบว่า “ขอเชิญเสด็จขึ้นไปเถิด เพราะพระเจ้าจะทรงมอบไว้ในพระหัตถ์ของพระราชา” เมื่อได้ยินเสียงผู้เผยพระวจนะทั้ง 400 คนตอบเหมือนกัน เยโฮชาฟัทกลับถามว่า'แต่เยโฮชาฟัทตรัสว่า “ที่นี่ไม่มีผู้เผยพระวจนะของพระยาห์เวห์อีกแล้วหรือ ที่เราจะถามได้?” ' 1 พงศ์กษัตริย์ 22:7 หลังจากคำถามนี้อาหับก็เปิดเผยว่า ยังมีอีกคนชื่อมีคายาห์ แต่อาหับเกลียดชังเขา เพราะมีคายาห์พูดแต่เรื่องร้าย ไม่เคยพูดเรื่องดีเลย นี่แสดงให้เห็นว่าอาหับไม่ได้ต้องการฟังพระประสงค์ของพระเจ้า แต่ต้องการฟังคำตอบที่ถูกใจ'ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอทรงให้ข้าพระองค์รู้จักพระมรรคา ของพระองค์ ขอทรงสอนวิถีของพระองค์แก่ข้าพระองค์ ขอทรงนำข้าพระองค์ไปในความจริงของพระองค์ และขอทรงสอนข้าพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความรอดของข้าพระองค์ ข้าพระองค์รอคอยพระองค์อยู่วันยังค่ำ ' สดุดี 25:4-5 ชีวิตของเรามีการตัดสินใจมากมาย มีเสียงรอบตัวมากมาย มีคำแนะนำมากมาย แต่คำถามคือเราเริ่มต้นที่พระเจ้าจริงๆไหม หรือเราเพียงเลือกฟังในสิ่งที่ถูกใจ ผมขอนำเสนอว่าก่อนตัดสินใจในทุกเรื่องให้เราเริ่มต้นจากการถามพระเจ้า ไม่ใช่ทำตามใจกรือทำตามความอยากของตัวเอง เรื่องราวในวันนี้ทำให้เราเห็นว่าเสียงข้างมากนั้นอาจจะไม่ใช่เสียงที่ถูกต้องเสมอไป คนที่รักพระเจ้าจะไม่เลือกคำตอบที่ถูกใจ แต่เขาจะเลือกความจริงของพระเจ้า ขอให้เราจะเลือกทางที่ปลอดภัยคือการยอมเริ่มต้นที่พระเจ้า ให้พระเจ้าเป็นผู้ที่กำหนดทิศทางของชีวิต วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่258) พระพรที่คนอื่นๆรอรับจากเรา! “แน่ทีเดียวอับราฮัมจะเป็นประชาชาติใหญ่โตและมีกำลังมาก และประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้รับพรก็เพราะเขา” ~ปฐมกาล 18:18 THSV11 “Abraham will surely become a great and powerful nation, and all nations on earth will be blessed through him.” ~Genesis 18:18 NIV มีคำกล่าวไว้ว่า “เราไม่ได้ถูกเรียกให้ส่องแสงโดดเด่นเหนือใคร แต่ให้ส่องสว่างเป็นพรแก่คนทั้งปวง!” (We are not called to shine above others, but to be a blessing to all.) อับราฮัมเป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้ พระเจ้าตรัสกับอับราฮัม(ตั้งแต่สมัยที่เขายังใช้ชื่อว่าอับราม)ว่าพระองค์1.จะอวยพรเขาและ2.จะทำให้เขาเป็นพรต่อคนทั้งโลก “เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรเจ้า จะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โต แล้วเจ้าจะเป็นพร” ~ปฐมกาล 12:2 THSV11 พระธรรมปฐมกาลผ่านไป6บทแล้ว พระเจ้าก็ยังตรัสย้ำอีกครั้งว่าจะเป็นไปเช่นนั้น “แน่ทีเดียวอับราฮัมจะเป็นประชาชาติใหญ่โตและมีกำลังมาก และประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้รับพรก็เพราะเขา” ~ปฐมกาล 18:18 THSV11 แท้จริงแล้วไม่ใช่เฉพาะ อับราฮัมเท่านั้นที่พึงจะเป็นพรต่อคนทั้งโลก ตัวเราทุกคนที่พระเจ้าทรงเรียกก็ควรกระทำเช่นเดียวกัน แล้วเราจะเป็นพรต่อคนอื่นๆในโลกนี้ได้อย่างไร?1.เราเป็นพรผ่านความดีและชีวิตที่เป็นความสว่างส่องทางเดินที่ปลอดภัยแก่พวกเขา “ทำนองเดียวกันพวกท่านจงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาทั้งหลายได้เห็นความดีที่ท่านทำ พวกเขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์” ~มัทธิว 5:16 THSV112.เราเป็นพรด้วยความรักและความจริงที่กระทำผ่านคำพูดและการกระทำของเราต่อพวกเขา “ลูกทั้งหลายเอ๋ย อย่าให้เรารักกันด้วยคำพูดและด้วยปากเท่านั้น แต่จงรักกันด้วยการกระทำและด้วยความจริง” ~1 ยอห์น 3:18 THSV11 3.เราเป็นพรผ่านการอธิษฐานเผื่อพวกเขาด้วยความห่วงใยอย่างจริงใจ “เพราะฉะนั้นก่อนสิ่งอื่นใดทั้งหมด ข้าพเจ้าขอร้องพวกท่านให้วิงวอน อธิษฐาน ทูลขอ และขอบพระคุณเพื่อทุกคน” ~1 ทิโมธี 2:1 THSV114.เราเป็นพรผ่านการดำเนินชีวิตน่านับถือและอยู่ร่วมกับพวกเขาอย่างสงบสันติ “เพื่อกษัตริย์ทั้งหลายและทุกคนที่มีตำแหน่งสูง เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิต อย่างสงบและมีสันติในทางพระเจ้า และเป็นที่นับถือ” ~1 ทิโมธี 2:2 THSV11 “อย่าทำชั่วตอบแทนชั่วแก่ใครเลย แต่จงมุ่งทำสิ่งที่ใครๆ ก็เห็นว่าดี ถ้าเป็นได้ เท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน” ~โรม 12:17-18 THSV11 5.เราเป็นพรผ่านประกาศข่าวประเสริฐให้พวกเขาเชื่อและได้รับพรร่วมกับอับราฮัมและพวกเรา “และพระคัมภีร์นั้นรู้ล่วงหน้าว่า พระเจ้าจะทรงให้คนต่างชาติเป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อ จึงได้ประกาศข่าวประเสริฐแก่อับราฮัมล่วงหน้าว่า ชนทุกชาติจะได้รับพรเพราะเจ้า เพราะ ฉะนั้น คนที่เชื่อจึงได้รับพรร่วมกับอับราฮัมผู้ซึ่งเชื่อ” ~กาลาเทีย 3:8-9 THSV11 ดังนั้น ขอให้เราจดจำไว้เสมอว่า “พระเจ้าทรงอวยพรเรา ก็เพื่อว่าผู้อื่นจะได้รับพระพรผ่านทางเรา!”(God blesses us, so that through us, others may be blessed.) อย่าให้เรา ทำให้1.พระเจ้าต้องผิดหวัง และ2.คนอีกมากมายต้องพลาดจากพระพร ที่พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะ มอบให้กับพวกเขาผ่านทางเราและพวกเขาเองต่างก็กำลังรอและคอยรับอยู่ … ไม่ทราบว่า พี่น้องเห็นด้วยกับผม หรือไม่ครับ? ~~~~~~~~~~~~~ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 14ธันวาคม2025 (ตอนที่258ของปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่257) “ G-R-A-C-E ” ที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับครอบครัว! “ด้วยเหตุนี้เขาทั้งสองจึงไม่เป็นสองต่อไป แต่เป็นเนื้ออันเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงผูกพันกันแล้ว อย่าให้มนุษย์ทำให้พรากจากกันเลย”” ~มัทธิว 19:6 THSV11 “So they are no longer two, but one flesh. Therefore what God has joined together, let no one separate.”” ~Matthew 19:6 NIV เมื่อเช้าวานนี้ (11 ธันวาคม 2025) ผมประกอบพิธีสมรสให้กับแพทย์หญิง นารดา พิรัชวิสุทธิ์ และนายแพทย์ชลทิตย์ รุ่งศิรประภา ณ คริสตจักรไม้กางเขน(สุขุมวิท2) เนื่องจากเจ้าสาวเป็นชาวหาดใหญ่ จึงมีพี่น้องจากหาดใหญ่ที่พึ่งประสบภัยน้ำท่วมเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีในพิธีนี้ด้วย เพราะมีความผูกพันกันมาอย่างยาวนาน และเนื่องด้วย ผมกำลังดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องหาดใหญ่บางส่วนอยู่อย่างต่อเนื่องจึงรู้สึกผสมผสานกันระหว่างความยินดีและความเห็นอกเห็นใจ ในตัวเจ้าภาพและแขกบางท่านที่มาจากพื้นที่ประสบอุทกภัย(เพราะบ้านของเจ้าสาวและแขกหลายท่านก็น้ำท่วมด้วยเช่นเดียวกัน) พิธีสมรสอันศักดิ์สิทธิ์ดำเนินไปอย่างราบรื่น1.เป็นที่ประทับใจ และยัง2.เป็นการประกาศถึงความเชื่อและการสำแดงความรักของพระเจ้าแก่ทุกคนในงานด้วย พิธีสมรสอันศักดิ์สิทธิ์นี้ทำให้หลายคู่ชีวิตได้ทบทวนสัมพันธภาพที่พึงมีต่อกันเพราะส่วนใหญ่เริ่มต้นครอบครัวด้วยโลกสวยงามเหมือนคนเริ่มต้นธุรกิจ แต่ในชีวิตจริงบางครั้งอาจประสบกับภัยไม่คาดฝัน ทำเอาธุรกิจ(ครอบครัว) ปั่นป่วนได้อย่างไม่คาดคิด คนที่ประสงค์จะสมรสจึงควรผ่าน“กระบวนการให้คำปรึกษาก่อนแต่งงาน”อย่างเป็นระบบครบถ้วนก่อนเข้าสู่พิธีสมรสศักดิ์สิทธิ์ 1).ต่อพระพักตร์ของพระเจ้า และ 2).ต่อหน้าสักขีพยานมากหลาย เพื่อจะ ก.มีภูมิคุ้มกันในการปกป้องครอบครัวให้ปลอดภัย ไร้การหย่าร้าง และ ข.มีความสุขได้อย่างยั่งยืน (มากกว่าคู่แต่งงานที่ไม่ผ่านพิธีและไม่ได้รับคำปรึกษาอย่างเป็นระบบก่อนแต่งงาน) ผมเองได้รับสิทธิพิเศษในการให้คำปรึกษาคู่สมรสเป็นแพทย์ทั้งสองนี้เป็นเวลา 12 ครั้ง(ครอบคลุมในประเด็นสำคัญและจำเป็นต่อการใช้ชีวิตด้วยกัน) อย่างต่อเนื่องมาจนจบหลักสูตร ผมดีใจที่ได้เห็นแขกทุกคนมีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าบ่าว~เจ้าสาว และครอบครัวทั้งสองฝ่าย ผมได้แนะนำให้สามีภรรยา ใช้ชีวิตร่วมกัน โดยมี "GRACE“(พระคุณ)เป็นแนวทางการครองคู่เพื่อทำให้ครอบครัวใหม่มีความสุขและปลอดการหย่าร้าง!เพราะทั้งสองคนที่แต่งงานกัน ต่างก็ล้วนเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์ จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันอย่างสมบูรณ์ให้ได้ โดยพึ่งพระคุณของพระเจ้า สิ่งที่สามีภรรยาพึงปฏิบัติต่อกันคือให้ยึดถือและมีสิ่งต่อไปนี้ในสัมพันธภาพระหว่างกันG-God's First คือให้ทั้ง2ตกลงใจให้พระเจ้ามาก่อนทุกสิ่งและทุกคนR-Respect คือ ให้ทั้ง2ให้เกียรติแก่กัน และให้ความนับถือต่อครอบครัวทั้ง2ฝ่ายA-Apology คือ ให้ทั้ง2พร้อมขออภัยและยกโทษให้กันอยู่เสมอโดยไม่ต้องมีเงื่อนไขC-Care คือ ให้ทั้ง2แสดงความห่วงใย และความใส่ใจต่อกันในทุกรูปแบบและทุกช่องทางE-Entertainment คือ ให้ทั้ง2พร้อมให้ความสุขหรือตอบสนองตรงความต้องการของกันและกัน พี่น้องที่รัก คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่ว่า “ครอบครัวที่เต็มด้วยพระคุณ คือ ที่ที่ความผิดพลาดได้รับการให้อภัย และการเริ่มต้นใหม่เป็นเรื่องที่ปกติ” (A family filled with grace is a place where mistakes are forgiven and new beginnings are normal.) ถ้าเห็นด้วย ก็ขอให้ วันนี้ เราจะต่างกลับบ้านของเราและทำให้บ้านของเราเต็มเปี่ยมด้วยพระคุณ(GRACE)ของพระเจ้า …จะดีไหมครับ? ~~~~~~~~~~~~~ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 13ธันวาคม2025 (ตอนที่257ของปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ความถ่อมใจนำมาซึ่งพระคุณ Ep.1480 การตอบสนองต่อการลงโทษและพระคุณของพระเจ้าเป็นสิ่งที่จะเปลี่ยนผลลัพธ์ของสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ หลังจากคำกล่าวโทษอันหนักหน่วงจากพระเจ้าที่มาถึงอาหับแล้ว ผมเองแทบจะไม่คิดเลยว่า อาหับกษัตริย์ที่ชั่วร้ายจะตอบสนองต่อพระเจ้าด้วยหัวใจที่ถ่อมลงอย่างแท้จริง 'และต่อมาเมื่ออาหับทรงได้ยินพระวจนะเหล่านี้ พระองค์ก็ฉีกฉลองพระองค์ ทรงสวมผ้ากระสอบ ถืออดอาหาร บรรทมในผ้ากระสอบ และทรงดำเนินไปมาด้วยความสำนึกผิด ' 1 พงศ์กษัตริย์ 21:27 เมื่อมีการกลับใจ ชีวิตก็จะพบกับความเมตตาของพระเจ้า สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เราเห็นพระลักษณะของพระเจ้าคือความเมตตาอย่างชัดเจนที่สุด 'และพระวจนะของพระยาห์เวห์มายังเอลียาห์ชาวทิชบีว่า “เจ้าได้เห็นอาหับถ่อมตัวลงต่อหน้าเราแล้วหรือ? เพราะเขาได้ถ่อมตัวลงต่อเรา เราจะไม่นำเหตุร้ายมาในสมัยของเขา แต่เราจะนำเหตุร้ายมาเหนือราชวงศ์ของเขาในสมัยบุตรของเขา”' 1 พงศ์กษัตริย์ 21:28-29 เมื่อเขากลับใจ พระเจ้าทรงเลื่อนการลงโทษออกไปทันทีเพราะเห็นหัวใจที่ถ่อมลงของอาหับ พระเจ้าก็ทรงตอบสนองด้วยพระเมตตาคุณทันที นี่คือความจริงที่เปลี่ยนชีวิตเราได้ ขอให้เราจะพึ่งพาพระเมตตาคุณของพระเจ้าเสมอด้วยความถ่อมใจ'แต่พระองค์ก็ประทานพระคุณมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นพระคัมภีร์จึงกล่าวว่า “พระเจ้าทรงต่อสู้คนที่หยิ่งจองหอง แต่ประทานพระคุณแก่คนที่ถ่อมใจ” ' ยากอบ 4:6 ไม่ว่าเราจะพลาดมามากแค่ไหน พระเจ้าก็พร้อมจะให้อภัยและให้โอกาสเราเริ่มต้นใหม่เสมอ ขอเพียงเรากลับใจมาหาพระองค์ด้วยความถ่อมใจเหมือนอาหับ ไม่มีใครเลวเกินกว่าพระคุณของพระเจ้า ความถ่อมใจและการกลับใจสามารถเปลี่ยนชีวิตของเราได้ทันที พระเจ้าทรงยกโทษและให้โอกาสใหม่กับคนที่กลับใจอย่างจริงใจ หากวันนี้เรารู้ว่า เรากำลังเดินผิดทางแล้ว ขอเราอย่าหนี แต่จงกลับใจใหม่มาหาพระเจ้า เพราะความเมตตาของพระเจ้ายังคงมีให้เราอยู่เสมอ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่256) มโนธรรมที่ดีและบริสุทธิ์! “เปาโลจึงเพ่งดูบรรดาสมาชิกสภาแล้วกล่าวว่า “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าประพฤติเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าด้วยมโนธรรมที่ดี ตราบจนถึงทุกวันนี้”” ~กิจการ 23:1 THSV11 “Paul looked straight at the Sanhedrin and said, “My brothers, I have fulfilled my duty to God in all good conscience to this day.”” ~Acts 23:1 NIV อาจารย์เปาโลเป็นคนที่มั่นใจว่าตัวท่านเองได้ประพฤติตนด้วยมโนธรรมที่ดีเสมอมา คนที่เชื่อในพระเจ้าเช่นเดียวกับท่าน ก็ควรจะประพฤติตนตามมโนธรรมที่ดีเช่นกัน การมีมโนธรรมที่ดีจะนำมาซึ่ง ความสงบภายใน ความซื่อตรง และการทรงนำจากพระเจ้า ซึ่งเป็นแหล่งแห่งความสุขแท้ เข็มทิศของชีวิต และคำพยานของชีวิตที่ดำเนินอย่างถูกต้อง เหมือนดังคำกล่าวอันโด่งดังของJohn Wooden ที่กล่าวว่า ”ไม่มีหมอนใบ ใดจะอ่อนนุ่มเท่ากับมโนธรรมที่ใสกระจ่าง!“ (There is no pillow as soft as a clear conscience) วันนี้ มีข้อคิดเกี่ยวกับมโนธรรมมาฝากดังนี้ 1.“มโนธรรมไม่ใช่เสียงของเรา แต่คือเสียงของพระเจ้าที่สะท้อนในใจเรา.” (Conscience is not our inner echo; it is God's voice reflected within us.) 2.“คนที่ฟังมโนธรรมของตน ย่อมได้ยินเสียงกระซิบของพระวิญญาณด้วย” (Those who listen to their conscience will hear the whisper of the Spirit.) 3.“มโนธรรมของคริสเตียนได้รับการนำด้วยพระวจนะ ไม่ใช่โดยพวกมากลาก ไปในสังคม” (The Christian conscience is guided by Scripture, not by Societies.) 4.“หัวใจที่ไวรู้สึกต่อพระเจ้า คือหัวใจที่มโนธรรมยังมีชีวิตชีวา” (A heart sensitive to God is a heart whose conscience is alive.” 5.“เมื่อเราเชื่อฟังทำตามมโนธรรม เราไม่ได้เดินตามตัวเอง แต่เดินตามพระเจ้า.” (When we obey conscience, we do not follow ourselves; we follow God.) 6."มโนธรรมที่ดีไม่ได้เกิดจากความรู้สึกถูกต้อง แต่เกิดจากการดำเนินชีวิตถูกต้อง กับพระเจ้า !" ( A good conscience is not from feeling right but from walking right with God.) 7. “คริสเตียนที่ทำสิ่งถูกต้องไม่ใช่เพราะกลัวการลงโทษ แต่เพราะรักพระเจ้า.” (A Christian acts rightly not out of fear of punishment, but out of love for God.) วันนี้ขอให้ เราประพฤติปฏิบัติตนให้ดี ด้วยมโนธรรมอันบริสุทธิ์ซึ่งมาจากพระเจ้า อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ต่อพระพักตร์ของพระเจ้า เช่นเดียวกับท่าน อาจารย์เปาโล ได้กระทำมาเป็นแบบอย่างให้เราทำตาม …จะดีไหมครับ? ~~~~~~~~~~~~~ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 12ธันวาคม2025 (ตอนที่256ของปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน พระเยซูรับไว้แทนแล้ว Ep.1479 สิ่งที่เราเลือกทำไปย่อมมีผลตามมาเสมอ โดยเฉพาะหากเป็นเรื่องความบาป ผลที่ตามมาคือความตาย 1 พงศ์กษัตริย์ 21:17–25 ทำให้เราเห็นชัดว่าพระเจ้าไม่เคยมองบาปเป็นเรื่องเล็ก หลังจากอาหับยึดสวนองุ่นของนาโบทแล้ว พระเจ้าจึงส่งเอลียาห์ไปเผชิญหน้ากับอาหับ'เจ้าจงพูดกับเขาว่า ‘พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “เจ้าได้ฆ่าและได้ยึดถือเอาเป็นกรรมสิทธิ์ด้วยหรือ?” ' และเจ้าจงพูดกับเขาว่า ‘พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า “ในที่ที่สุนัขเลียโลหิตของนาโบท สุนัขจะเลียโลหิตของเจ้าด้วย” ' ” ' 1 พงศ์กษัตริย์ 21:19 พระเจ้าเปิดเผยความบาปของอาหับ แม้อาหับจะไม่ลงมือเอง แต่ความบาปก็ยังเป็นความบาปอยู่ดี พระเจ้าประกาศถึงผลที่จะตามมาคือราชวงศ์ของอาหับจะถูกกวาดล้าง เยเซเบลจะพบจุดจบที่อนาถคือถูกสุนัขกิน'ไม่มีใครได้ขายตนเอง เพื่อทำสิ่งชั่วในสายพระเนตรพระยาห์เวห์อย่างอาหับ ผู้ที่เยเซเบลมเหสีได้ยุยง พระองค์ทรงทำสิ่งที่น่าเกลียดชังยิ่งนัก คือดำเนินตามรูปเคารพ ตามธรรมเนียมทุกอย่างของคนอาโมไรต์ ผู้ที่พระยาห์เวห์ทรงเหวี่ยงออกไปให้พ้นหน้าคนอิสราเอล ' 1 พงศ์กษัตริย์ 21:25-26 ไม่มีใครทำชั่วในสายพระเนตรพระเจ้าเหมือนอาหับ ที่ได้รับฟังเสียงและรับความช่วยเหลือจากเยเซเบล นี่คือผลของการฟังเสียงผิด ฟังเสียงของความอยาก และฟังเสียงของคนที่ไม่ยำเกรงพระเจ้า ทุกอย่างที่้ราทำมีผลเสมอ ความจริงคือ บาปไม่เคยหยุดอยู่ที่คนทำ แต่มักจะส่งผลถึงครอบครัว ชีวิตและอนาคต ข่าวดีสำหรับผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเยซู ผลกรรมของบาปไม่ได้ตามไล่ล่าเราอีกแล้ว เพราะพระเยซูทรงรับผลนั้นแทนเราแล้วบนไม้กางเขน'เพราะว่าค่าจ้างของบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา' โรม 6:23 ขอเราอย่ามองข้ามความบาปเล็กๆ เพราะมันจะส่งผลกับชีวิตของเราและคนรอบข้าง อย่าปล่อยให้ความอยาก หรือเสียงยุยงจากใครนำเราออกจากการเชื่อฟังยำเกรงพระเจ้า สำหรับพวกเราผู้เชื่อในพระเยซู อย่าให้ความรู้สึกฟ้องผิดมาพรากความสุขไปจากเรา เพราะคนที่อยู่ในพระเยซู เราได้รับการยกโทษแล้ว ขอให้เราจะมีชีวิตในพระเยซูด้วยพฤติกรรมที่เชื่อฟังยำเกรง เพื่อความสุขในชีวิตของเรานั้รจะนำให้คนรอบตัวมาเชื่อและวางใจในพระเยซูว่า พระองค์เป็นพระเจ้า เป็นผู้ช่วยให้รอดจากบาป วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

พระธรรมนำชีวิตตอน เสียงที่พาเราพัง Ep.1478 เสียงคำแนะนำและความช่วยเหลือเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต แต่ไม่ใช่ทุกเสียงและทุกความช่วยเหลือที่จะนำเราเข้าใกล้พระเจ้า เพราะแต่บางเสียงและบางความช่วยเหลือจะพาเราห่างจากพระเจ้า เรื่องของอาหับและนาโบทใน 1 พงศ์กษัตริย์ 21:1–16 เป็นบทเรียนที่ทำให้เราเห็นว่าการฟังผิดเสียงจะกำหนดให้ชีวิตไปผิดทาง นาโบทมีสวนองุ่นติดกับวังของอาหับ อาหับอยากได้มากจึงขอแลกหรือซื้อ แต่นาโบทไม่ยอมเพราะนั่นเป็นมรดกของบรรพบุรุษ นั่นทำให้อาหับจึงหงุดหงิด กลุ้มใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ เยเซเบลจึงมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อเธอรู้เรื่องก็ไปจัดการทุกอย่างให้ โดยเธอเขียนจดหมายในนามอาหับให้ผู้นำเมืองจัดงานอดอาหาร แล้วให้คนไปโกหกว่า นาโบทแช่งดาพระเจ้าและกษัตริย์ คนในเมืองจึงลงโทษนาโบทโดยเอาหินขว้างเขาให้ตาย 'พอเยเซเบลทรงได้ยินว่า นาโบทถูกหินขว้างตายแล้ว เยเซเบลจึงทูลอาหับว่า “ขอเชิญเสด็จไปยึดสวนของนาโบทชาวยิสเรเอล ซึ่งเขาได้ปฏิเสธไม่ขายแก่พระองค์ เพราะว่านาโบทไม่มีชีวิตอยู่ เขาตายแล้ว” และต่อมาพออาหับได้ยินว่านาโบทตายแล้ว อาหับก็ทรงลุกขึ้น ลงไปยังสวนองุ่นของนาโบทชาวยิสเรเอลเพื่อยึดถือเป็นกรรมสิทธิ์ ' 1 พงศ์กษัตริย์ 21:15-16 นี่คือภาพของอาหับที่ฟังเสียงผิดจนมองไม่เห็นความจริง เสียงของความอยาก เสียงของความโลภ เสียงของคนที่ไม่มีพระเจ้า เสียงคำแนะนำ และความช่วยเหลือแบบนี้ทำให้ใจเราฃบอดและยอมรับหรือทำในสิ่งที่ผิดต่อพระเจ้าและผิดต่อคนอื่นด้วย อาหับไปยึดที่ดินนั้นโดยไม่ถามเลยว่าทำไมนาโบทถึงเสียชีวิต'อย่าให้ใครชักจูงให้หลงผิดเลย “เพื่อนเลวย่อมทำให้อุปนิสัยที่ดีเสื่อมทรามไป” ' 1โครินธ์ 15:33 TNCV ขอพวกเราจะยำเกรงพระเจ้า จดจ่อที่พระองค์และเราจะไม่ปล่อยให้เสียงแห่งความอยาก ความโลภ คำแนะนำและความช่วยเหลือของคนที่ไม่ยำเกรงพระเจ้า หรือแม้กระทั้งคนที่ไม่มีพระเจ้าทำให้เราห่างจากพระเจ้า ขอพระวิญญาณนำให้เรารู้จักพระองค์มากขึ้น คนของพระเจ้าจะแยกแยะได้ว่า เสียงไหน ตำแนะนำไหน หรือการช่วยเหลือไหนที่มาจากพระเจ้า ที่จะนำใก้เราเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น วันนี้มีเสียงหรือสิ่งอื่นอีกไหมที่เราอยากได้จนเราทำให้เราเชื่อฟังยำเกรงพระเจ้า ขอพระเจ้าเมตตาที่เราจะเชื่อฟังยำเกรงพระเจ้าเพื่อชีวิตของเราจะยังอยู่ในความโปรดปรานและอยู่ในพระประสงค์ของพระเจ้าเสมอ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

พระธรรมนำชีวิตตอน เสียงที่พาเราพัง Ep.1478 เสียงคำแนะนำและความช่วยเหลือเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต แต่ไม่ใช่ทุกเสียงและทุกความช่วยเหลือที่จะนำเราเข้าใกล้พระเจ้า เพราะแต่บางเสียงและบางความช่วยเหลือจะพาเราห่างจากพระเจ้า เรื่องของอาหับและนาโบทใน 1 พงศ์กษัตริย์ 21:1–16 เป็นบทเรียนที่ทำให้เราเห็นว่าการฟังผิดเสียงจะกำหนดให้ชีวิตไปผิดทาง นาโบทมีสวนองุ่นติดกับวังของอาหับ อาหับอยากได้มากจึงขอแลกหรือซื้อ แต่นาโบทไม่ยอมเพราะนั่นเป็นมรดกของบรรพบุรุษ นั่นทำให้อาหับจึงหงุดหงิด กลุ้มใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ เยเซเบลจึงมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อเธอรู้เรื่องก็ไปจัดการทุกอย่างให้ โดยเธอเขียนจดหมายในนามอาหับให้ผู้นำเมืองจัดงานอดอาหาร แล้วให้คนไปโกหกว่า นาโบทแช่งดาพระเจ้าและกษัตริย์ คนในเมืองจึงลงโทษนาโบทโดยเอาหินขว้างเขาให้ตาย 'พอเยเซเบลทรงได้ยินว่า นาโบทถูกหินขว้างตายแล้ว เยเซเบลจึงทูลอาหับว่า “ขอเชิญเสด็จไปยึดสวนของนาโบทชาวยิสเรเอล ซึ่งเขาได้ปฏิเสธไม่ขายแก่พระองค์ เพราะว่านาโบทไม่มีชีวิตอยู่ เขาตายแล้ว” และต่อมาพออาหับได้ยินว่านาโบทตายแล้ว อาหับก็ทรงลุกขึ้น ลงไปยังสวนองุ่นของนาโบทชาวยิสเรเอลเพื่อยึดถือเป็นกรรมสิทธิ์ ' 1 พงศ์กษัตริย์ 21:15-16 นี่คือภาพของอาหับที่ฟังเสียงผิดจนมองไม่เห็นความจริง เสียงของความอยาก เสียงของความโลภ เสียงของคนที่ไม่มีพระเจ้า เสียงคำแนะนำ และความช่วยเหลือแบบนี้ทำให้ใจเราฃบอดและยอมรับหรือทำในสิ่งที่ผิดต่อพระเจ้าและผิดต่อคนอื่นด้วย อาหับไปยึดที่ดินนั้นโดยไม่ถามเลยว่าทำไมนาโบทถึงเสียชีวิต'อย่าให้ใครชักจูงให้หลงผิดเลย “เพื่อนเลวย่อมทำให้อุปนิสัยที่ดีเสื่อมทรามไป” ' 1โครินธ์ 15:33 TNCV ขอพวกเราจะยำเกรงพระเจ้า จดจ่อที่พระองค์และเราจะไม่ปล่อยให้เสียงแห่งความอยาก ความโลภ คำแนะนำและความช่วยเหลือของคนที่ไม่ยำเกรงพระเจ้า หรือแม้กระทั้งคนที่ไม่มีพระเจ้าทำให้เราห่างจากพระเจ้า ขอพระวิญญาณนำให้เรารู้จักพระองค์มากขึ้น คนของพระเจ้าจะแยกแยะได้ว่า เสียงไหน ตำแนะนำไหน หรือการช่วยเหลือไหนที่มาจากพระเจ้า ที่จะนำใก้เราเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น วันนี้มีเสียงหรือสิ่งอื่นอีกไหมที่เราอยากได้จนเราทำให้เราเชื่อฟังยำเกรงพระเจ้า ขอพระเจ้าเมตตาที่เราจะเชื่อฟังยำเกรงพระเจ้าเพื่อชีวิตของเราจะยังอยู่ในความโปรดปรานและอยู่ในพระประสงค์ของพระเจ้าเสมอ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่254) จงระวังข้อมูลที่คิดว่าเป็นความรู้หรือความจริง!“ทิโมธีเอ๋ย จงเฝ้ารักษาสิ่งที่ท่านได้รับมอบหมาย จงหลีกหนีจากคำพูดที่ไร้คุณธรรมและโง่เขลา และการโต้แย้งที่สำคัญผิดว่าเป็นความรู้ บางคนยอมรับความรู้นี้จึงหลงไปจากความเชื่อ ขอพระคุณดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด” ~1 ทิโมธี 6:20-21 THSV11 “Timothy, guard what has been entrusted to your care. Turn away from godless chatter and the opposing ideas of what is falsely called knowledge, which some have professed and in so doing have departed from the faith. Grace be with you all.” ~1 Timothy 6:20-21 NIV ยุคนี้ ความรู้เพิ่มพูนมากมายอย่างรวดเร็ว จนล้นทะลัก แยกแยะและย่อยไม่ทัน ไม่ว่าจะมาจาก 1.onsite ~จากการฟังหรือพูดคุยกันเป็นส่วนตัวหรือการซุบซิบในกลุ่ม หรือ 2. online~จากการอ่านในสิ่งที่คนโพสต์ ถ่ายทอด หรือส่งมาทางช่องทางสื่อต่างๆ จนเกิดอาการป่วยเป็นโรคเสพข้อมูลเกินขนาด เป็นจริงดังคำที่กล่าวว่า “ข้อมูลล้นแต่ปัญญาขาด คือโรคยุคใหม่ที่รักษายากที่สุด!“อย่างไรก็ตาม ทั้งๆที่ข้อมูลมีมากมาย แต่บ่อยครั้ง ข้อมูลเหล่านั้นกลับไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์จึงก่อเกิดปัญหา หรือ สร้างความหายนะขึ้นในสัมพันธภาพขึ้นอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น เราจึงควรฟังคำเตือนสติที่ว่า ”ข้อมูลที่เราได้มักจะไม่ครบถ้วน ซึ่งดูเหมือนใช่ แต่บางครั้งไม่ใช่ และเมื่อเราปล่อยให้ข้อมูลนั้นครอบงำจิตและใจของเรา สัมพันธภาพอันสวยงามที่เราเคยมีระหว่างกัน ก็พังทลายลงอย่างน่าเสียดายและน่าเสียใจ!“ขอให้เราจดจำไว้เสมอว่า“ข้อมูลไม่ใช่สิ่งที่มีอำนาจเหนือเรา แต่ ข้อมูลที่เราปล่อยให้ครอบงำเราต่างหากที่มีอำนาจเหนือเรา!” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อมูล ที่ถูกอ้างว่าเป็นความจริงแท้ที่ถูกต้องที่บางครั้ง แสดงออกมาผ่านคำพูดที่ไร้คุณธรรมและโง่เขลาซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรหรือช่วยใครให้ดีขึ้น แต่กลับทำให้ทุกอย่างแย่ลงเพราะมัวแต่โต้เถียงโต้แย้งกันเพราะความสำคัญผิดที่ครอบงำจิตตนเองจนมั่นใจว่าตยเป็นผู้รู้ความจริง แต่กลับทำให้แต่ละคนหลงไปจากทางแห่งความรักและทำร้ายกันเอง! ดังนั้น จงรู้จักเลือกและรับข้อมูลโดยรู้จักแยกแยะ อย่างมีสติปัญญา และปฏิบัติต่อกันตามบัญญัติรักของพระครืสต์ เพราะ”สิ่งที่ขาดมากในปัจจุบันนี้ ไม่ใช่ข้อมูล (หรือ ประสบการณ์) แต่คือวิจารณญาณ สติปัญญา และความรัก!“ …เห็นด้วยไหมครับ? ~~~~~~~~~~~~~ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 10ธันวาคม2025 (ตอนที่254ของปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่253) อย่าอยากได้หน้ากันมากเกินไปเลยนะ! “จงระวัง อย่าทำศาสนกิจเพื่ออวดคนอื่น ถ้าทำอย่างนั้นท่านทั้งหลายจะไม่ได้รับบำเหน็จจากพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์” ~มัทธิว 6:1 THSV11 “Be careful not to do your good works in public in order to attract attention. If you do, your Father in heaven will not reward you.” ~Matthew 6:1 GW ไม่มีอะไรน่าอึดอัดเท่ากับการทำงานกับคนที่อยากได้หน้าตลอดเวลา! แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีอะไรน่าหดหู่เท่ากับการที่เราทำดีแล้ว ไม่มีใครซาบซึ้งในสิ่งที่เราทุ่มเททำลงไปเลย อันที่จริงแล้ว“การได้หน้า” ไม่ใช่ประเด็นปัญหาอะไร ถ้าหากว่าแรงจูงใจในการทำดีของเรานั้น ไม่ใช่ทำเพื่อการได้หน้าเท่านั้น! คงไม่ผิดอะไร ที่จะมีคนชื่นชมยกย่องในสิ่งดีที่เราทำ แต่ก็คงไม่ถูกนักที่เราเอาแต่เรียกร้องหรือ โหยหาให้คนยกย่องสรรเสริญเรา จากสิ่งที่เราทำ จนเหมือนคนเสพติดการยอมรับ จนน่าสงสาร! สิ่งที่น่าสังเวชใจอีกอย่างหนึ่ง ที่ทำลายบรรยากาศของการร่วมงานกัน ก็คือ การมุ่งเอาแต่เป็นฝ่ายได้หน้าได้ตาไปแต่เพียงผู้เดียว เอาแต่ประโคมความดีของตัวเอง และ ไม่เคยให้เกียรติผู้มีส่วนร่วมทำงานด้วยกัน จนลืมคำเตือนสติในพระธรรมสุภาษิต ที่ว่า “จงให้คนอื่นสรรเสริญเจ้า และไม่ใช่ปากของเจ้าเอง ให้คนต่างด้าวสรรเสริญ และไม่ใช่ริมฝีปากของเจ้าเอง” ~สุภาษิต 27:2 THSV11 “Let someone else praise you, and not your own mouth; an outsider, and not your own lips.” ~Proverbs 27:2 NIV อย่างไรก็ตาม อย่าให้คนที่ทำดีท้อใจ เพียงเพราะคนบางคนเอาแต่แสวงหาเกียรติ หรือผลประโยชน์เข้าตัวเอง หรือแย่งชิงผลงานของเขาไป อย่างไม่ละอายใจ ขอให้คนที่ทำดีจริงๆ รู้จักเตือนสติตัวของเองเสมอด้วยคติที่ว่า “การไม่ได้รับเกียรติ ทั้ง ๆ ที่เราคู่ควรจะได้รับ ยังดีกว่าการได้รับเกียรติทั้ง ๆ ที่เราไม่สมควรจะได้รับ !” (Not receiving honor when we deserve it is still better than receiving honor when we do not deserve it.) ถ้าเราคิดเช่นนี้ได้ เราก็จะทำงานต่อไปได้อย่างเกิดผลมากมายไร้ขีดจำกัด โดยถือว่าทุกสิ่งดีที่เรากระทำแก่คนอื่นนั้น เป็นเหมือนการกระทำที่ถวายแด่พระเจ้า! พี่น้องที่รัก อย่าให้เราเป็นคนที่อยากได้หน้าจนออกอาการน่าเป็นห่วง จะปลอดภัยกว่าถ้าเราจะถ่อมใจในการรับใช้อย่างจริงใจ โดยไม่ต้องสนใจว่าใครคนอื่นจะหลงตัว ยกตัว หลงเกียรติ หรือหิวแสงสักแค่ไหน และไม่เสียใจจนท้อใจเมื่อมีใครแย่งชิงผลงานของเราไป ขอเพียงเตือนตัวเราเองไม่ให้ทำดีแบบหิวแสง เหมือนคนติดยาอย่างนั้นก็พอ “เพราะว่าทุกคนที่ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง และคนที่ถ่อมตัวลงจะได้รับการยกขึ้น”” ~ลูกา 14:11 THSV11 “For all those who exalt themselves will be humbled, and those who humble themselves will be exalted.”” ~Luke 14:11 NIV …เห็นด้วยไหมครับ? ~~~~~~~~~~~~~ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 9ธันวาคม2025 (ตอนที่253ของปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่252) รวมคำเตือนสติที่มีคุณค่ายิ่ง! “ข้าพเจ้าไม่ได้เขียนข้อความเหล่านี้เพื่อให้พวกท่านละอายใจ แต่เขียนเพื่อเตือนสติท่านผู้เป็นเหมือนลูกที่รักของข้าพเจ้า” ~1 โครินธ์ 4:14 THSV11 “I am writing this not to shame you but to warn you as my dear children.” ~1 Corinthians 4:14 NIV เมื่ออยู่ด้วยกัน ไม่ว่า จะในบ้านหรือในโบสถ์ ในชุมชนหรือในที่ทำงาน เราหรือเขา อาจเห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้ไม่สบายใจ เกินกว่าที่จะปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วปล่อยผ่านไป เกิดขึ้นซ้ำซาก โดยไม่ทำอะไรกันเลย เพราะในพระคัมภีร์สอนให้เราเตือนสติกันอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่เพื่อทำให้อีกฝ่าย หนึ่งละอายใจหรืออับอายขายหน้า แต่ให้ทำด้วยจุดประสงค์แห่งความรัก ที่จะช่วยทำให้อีกฝ่ายหนึ่งดีขึ้น และไม่ทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมนั้นซ้ำเดิมอีกต่อไป วันนี้มีตัวอย่างคำเตือนสติที่เราควรจะรับฟังและระมัดระวังตัวไม่ให้ทำอย่างนั้น 1 ”คนดีย่อมไม่ทำร้ายคนดี เพียงเพราะไม่ชอบกัน หรือ ไม่เห็นด้วยกัน หรือไม่เชื่อในบางเรื่องเหมือนกัน …ไม่ว่าจะทางวาจาหรือทางการกระทำใดๆ!“ 2 ”ไม่ว่าเราจะลำบากมากสักเพียงใด ก็อย่าให้เราไปดึงใครคนใดที่ไว้วางใจตัวเรา ให้ตกที่นั่งลำบาก ดังนั้น ไม่ว่าเราจะย่ำแย่สักแค่ไหน ก็อย่าไปทำให้คนที่รักเรา ต้องเจ็บปวดเพราะการโกหกของเรา!“ 3 ”ถ้าจะให้ จงให้อย่างเต็มใจ ถ้าจะรับ จงรับอย่างเกรงใจ ถ้าจะให้ อย่าทำให้ตนเองลำบาก ถ้าจะรับ ก็อย่าทำให้ใครต้องเดือดร้อน!“ 4 ”อย่าทะเลาะกันเรื่องพระวิญญาณ เพราะพระวิญญาณจะทำให้เราเลิกทะเลาะกัน!“ 5 “ถ้าคุณไม่ยอมเปลี่ยน ความเจ็บปวดจะทำหน้าที่บังคับให้คุณเปลี่ยน!” 6 “อย่าประเมินค่าความคิดของตัวคุณเองสูงเกินไป ซาตานล้มคนมามากแล้ว ด้วยความคิดที่ผิดเพียงหนึ่งครั้ง!” พี่น้องรัก ขอให้ข้อคิดอันใดอันหนึ่งในบรรดาข้อคิดเหล่านี้ จะช่วยชีวิตของคุณได้! …อาเมนไหมครับ? ~~~~~~~~~~~~~ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 8ธันวาคม2025 (ตอนที่252ของปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน พระเจ้าผู้ไม่ถูกจำกัด Ep.1476 ขอให้เรายังคงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้อยู่ในทางของพระเจ้าเสมอ เมื่อวานใน 1 พงศ์กษัตริย์ 20:22 พระเจ้าได้เตือนอิสราเอลว่า ในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า กษัตริย์แห่งซีเรียจะยกกองทัพกลับมาอิสราเอลอีก ในข้อ 26 เบนฮาดัดก็นำกองทัพมารบกับอิสราเอลจริงๆ กองทัพใหญ่ยกมาถึงอิสราเอลในขณะที่อิสราเอลมีกองกำลังเล็กๆ 'และคนของพระเจ้าคนหนึ่งได้เข้าไปใกล้ และทูลกษัตริย์แห่งอิสราเอลว่า “พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า ‘เพราะคนซีเรียกล่าวว่า “พระยาห์เวห์เป็นพระเจ้าแห่งภูเขา พระองค์ไม่ได้เป็นพระเจ้าแห่งที่ลุ่ม” เพราะฉะนั้น เราจะมอบกองทัพใหญ่ทั้งหมดนี้ไว้ในมือของเจ้า และพวกเจ้าจะได้รู้ว่า เราคือพระยาห์เวห์' ” ' 1 พงศ์กษัตริย์ 20:28 ผู้รู้ได้ช่วยอธิบายไว้ว่า “พระยาห์เวห์เป็นพระเจ้าแห่งภูเขา พระองค์ไม่ได้เป็นพระเจ้าแห่งที่ลุ่ม” นั่นคือคนซีเรียกำลังดูหมิ่นพระเจ้า โดยกำลังบอกว่าพระเจ้าควบคุมได้เพียงสถานที่และบางสถานการณ์ แต่พระเจ้าทรงยืนยันความเป็นพระเจ้าผู้ทรงควบคุมทุกสิ่งโดยมอบกองทัพใหญ่นี้ให้อิสราเอล ในที่สุดคนของพระเจ้าก็ชนะอีกครั้ง ทหารเท่าหยิบมือสามารถจัดการกองทัพที่ใหญ่โตได้ 'โลกกับสรรพสิ่งในโลกเป็นของพระยาห์เวห์ ทั้งพิภพกับบรรดาผู้ที่อยู่ในพิภพนั้น ' สดุดี 24:1 ไม่มีพื้นที่ไหนที่พระเจ้าไม่ได้ครอบครอง และไม่มีสถานการณ์ไหนที่พระเจ้าไม่สามารถช่วยได้ พระเจ้าไม่ใช่เพียงพระเจ้าเฉพาะตอนที่เราชนะ แต่พระองค์คือพระเจ้าที่นำชัยชนะมาให้เรา โดยเฉพาะชัยชนะต่อบาป ขอเราอย่าจำกัดพระเจ้าตามความคิดของเรา หากเรามีกำลังน้อย นั่นยิ่งเป็นโอกาสที่เราจะพบความยิ่งใหญ่และการอัศจรรย์ของพระเจ้า ขอให้เราไว้วางใจว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา และพระองค์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปตามพื้นที่หรือสถานการณ์ใดๆ พระเจ้าเป็นพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์และผู้ทรงรักอยู่เสมอ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่251) เด็กหานาฬิกา! “เออ ประชากรของเรา น่าจะฟังเรา และ อิสราเอล น่าจะเดินในทางของเรา” ~สดุดี 81:13 THSV11 “If only my people would listen to me! If only Israel would follow me!” ~Psalms 81:13 GW มีเริ่องเล่าว่า“ชาวนาคนหนึ่ง ไปทำความสะอาดคอกม้าและพบว่านาฬิกาพกของตนได้หล่นหายไปนาฬิกาพกเรือนที่หายไปนี้ มีความหมายต่อเขาเป็นอย่างมาก เพราะเป็นของขวัญที่คุณแม่ที่รักยิ่งของเขามอบไว้ให้ เขารีบวิ่งกลับไปในคอกม้า รื้อค้นนาฬกาเรือนนัันแบบพลิกหาไปทั่วแต่ก็ไม่พบ… เขาเดินออกมาจากคอกม้าเหงื่อไหลที่ท่วมตัว มองไปเห็นมีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นกันอยู่แถวนั้น เขาคิดว่าอาจเป็นเพราะตัวเองแก่แล้วหูตาฝ้าฟาง ทำให้หาไม่เจอ เขาจึงเรียกเด็กๆ มาแล้วประกาศว่า “เด็กๆ …ถ้าใครหานาฬิกาพกของลุงเจอ ลุงจะให้เงินคนนั้น 10 เหรียญ” เด็กๆจึงวิ่งกรูกันเข้าไปในคอกม้า ส่งเสียงจ้อกแจืกจอแจ จนเวลาผ่านไปนานโข จากนั้น เด็กๆ ก็พากันเดินกลับออกมาจากคอกม้าทีละคน ด้วยมีสีหน้าผิดหวังที่หานาฬิกาเรือนนั้นไม่เจอในขณะที่ชาวหน้ากำลังถอดใจคิดจะเลิกค้นหาอยู่นั้นก็มีเด็กคนหนึ่งเข้ามากระซิบกระซาบบอกกับเขาว่า “ขอผมลองเข้าไปหาดูอีกสักนะครับ แต่คราวนี้ขอให้ผมเข้าไปเพียงคนเดียวเท่านั้น!”ชาวนามองดูเด็กชายเดินเข้าไปอีกครั้งอย่างไม่มั่นใจโดยคิดในใจว่า”พวกเราค้นหากันแทบจะพลิกคอกม้า ยังไม่เจอเลย …แล้วเจ้าเด็กคนนี้โดยลำพังคนเดียว จะหาเจอได้อย่างไร….?“แต่เขาก็ให้เด็กคนนั้นเข้าไป เด็กคนนั้นเข้าไปในคอกม้า แต่นานแล้วก็ยังคงไม่กลับออกมา ชาวนาจึงเริ่มสิ้นหวัง คิดว่าจะเลิกรอและจากไป ในทันใดนั้น เด็กชายคนนั้นก็เดินออกมาจากคอกม้าพร้อมกับในมือชูนาฬิกาพกเรือนหนึ่งชาวนาถามด้วยความแปลกใจว่า ” เจ้าหนู เธอหาเจอได้อย่างไร?”เด็กชายคนนั้นตอบว่า “พอเข้าไปข้างใน ผมไม่ได้ทำอะไรเลยครับ ผมเพียงแค่นั่งเงียบๆ อยู่ที่พื้น ไม่นานผมก็ได้ยินเสียง ติกตอก ติกตอก จากนั้นผมก็ค่อยๆเดินตามเสียงไป และแล้วผมก็เจอนาฬิกาเรือนนี้!” พี่น้องที่รัก ไม่ว่าชีวิตของเราจะวุ่นวายมากสักเพียงใดไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว อาชีพการงาน หรือ งานรับใช้เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาเวลาสงบจิตใจ1.ฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า และ2.คิดใคร่ครวญดูว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น 1).ถูกต้องและเหมาะสมดีแล้วหรือไม่? 2).มี“อะไรที่สำคัญยิ่ง” หายไปหรือไม่? อย่าให้เราดื้อด้านไม่ฟังเสียงและไม่เชื่อฟังพระเจ้าหรือไม่ดำเนินในทางของพระองค์เพราะจะเกิดผลเสีย มากกว่าผลดี ขอให้จำไว้เสมอว่า “เราได้ยินเสียงพระเจ้าชัดเจนมากที่สุด เมื่อหัวใจเรานิ่งสงบพอที่จะเชื่อฟัง!” (We hear God most clearly when our heart is still enough to obey.) …วันนี้ ใจของคุณสงบนิ่ง จนได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าว่าจะให้คุณลงมือกระทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร ชัดเจนเพียงพอหรือไม่? …ตอบที! ~~~~~~~~~~~~~ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 7ธันวาคม2025 (ตอนที่251ของปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน พระเมตตาคุณของพระเจ้า Ep.1475 พระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าผู้ซื่อสัตย์และเปี่ยมด้วยพระเมตตาคุณเสมอ แม้ว่าคนอย่างอาหับละทิ้งและไม่เชื่อฟังพระเจ้า แต่พระองค์ยังทรงช่วยเขาในยามวิกฤต 1 พงศ์กษัตริย์ 20:1–22 พาเราเห็นความความจริงของพระเจ้าว่าพระองค์ยังทรงซื่อสัตย์ช่วยเหลือท่ามกลางความอ่อนแอของมนุษย์ ข้อ 1–6 เบนฮาดัดกษัตริย์ซีเรียยกกองทัพพร้อมพันธมิตรมาล้อมอิสราเอล อาหับเกือบจะยอมแพ้ แต่เมื่อศัตรูเรียกร้องเกินไป ผู้นำและประชาชนจึงแนะนำให้เขายืนหยัด สถานการณ์จึงดูหนักกว่าเดิม แต่ในเวลาที่ทุกอย่างไร้ความหวัง พระเจ้าทรงเข้ามาช่วยเหลือ'นี่แน่ะ ผู้เผยพระวจนะคนหนึ่ง เข้ามาใกล้อาหับกษัตริย์แห่งอิสราเอลทูลว่า “พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า เจ้าเห็นกองทัพใหญ่นี้หรือ? นี่แน่ะ เราจะมอบไว้ในมือของเจ้าในวันนี้ แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือพระยาห์เวห์” ' 1 พงศ์กษัตริย์ 20:13 หนังสืออธิบายพระคัมภีร์ได้อธิบายว่า นี่คือพระคุณของพระเจ้าพระเจ้าไม่ได้ช่วยเพราะอาหับดี แต่เพราะพระเจ้ามีพระเมตตาและต้องการให้อิสราเอลรู้จักพระเจ้า แต่เมื่ออาหับฟังก็ยังสับสน จึงถามว่าใครจะเป็นคนเริ่มรบ เขาก็ได้รับคำตอบ อาหับจึงรวบรวมผู้นำได้ 232 คนและมีประชาชนติดตามไปอีก 7 พันคนด้วย ในขณะที่เบนฮาดัดและพันธมิตรประมาณและดูแคลนอิสราเอลจึงเมาตั้งแต่เที่ยง เมื่อพระเจ้าเป็นผู้นำอิสราเอลที่ดูอ่อนแอกว่าก็ได้รับชัยชนะ ชัยชนะครั้งนี้เป็นพระคุณของพระเจ้าที่ทำการอัศจรรย์กับคนกลุ่มเล็กๆ ก็สามารถชนะกองทัพใหญ่ได้ 'ท่านทั้งหลายจงระมัดระวัง จงมั่นคงในความเชื่อ จงเป็นคนกล้าหาญ จงเข้มแข็ง ' 1 โครินธ์ 16:13 เราทั้งหลายที่ได้เห็นความรักและพระเมตตาของพระเจ้าในชีวิตแล้ว ขออย่าให้โอกาสแห่งพระคุณนั้นสูญเปล่าไป พระวจนะของพระเจ้าได้สั่งให้เราระมัดระวังในการดำเนินชีวิต เพื่อฝเราจะมั่นคงในความเชื่อ ไม่หันหลังให้พระเจ้า และให้เรายืนหยัดด้วยความกล้าหาญ เข้มแข็งในยามวิกฤต แม้คนที่ละทิ้งพระองค์ พระเจ้ายังช่วยเหลือ สำหรับเราหากเรารักและยำเกรงพระเจ้ายิ่งทำให้เรามั่นใจได้ว่า พระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา พระองค์จะไม่ทอดทิ้งเราเลย เพียงแต่การช่วยเหลือของพระเจ้าอาจมาในวิธีที่ต่างจากสิ่งที่เราคาดหวัง ขอให้เรายอมรับและจำนนต่อพระเจ้าในทุกเหตุการณ์ โดยเชื่อว่าพระเจ้าทำงานอยู่ และจะทรงนำเราให้เกิดผลดีตามพระประสงค์ของพระองค์ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่250) พ่อผู้เป็นศักดื์ศรี! “หลานเป็นมงกุฎของคนแก่ และ ศักดิ์ศรีของบุตรชายคือบิดาของเขา” ~สุภาษิต 17:6 THSV11 “Grandchildren are the crown of aged men, And the glory of children is their fathers [who live godly lives]. ~Proverbs 17:6 AMP มีคำกล่าวไว้ว่า “เมื่อพ่อยืนหยัดในสัจจะ ลูกก็จะเดินในศักดิ์ศรี.” (When a father stands in truth, the son walks in dignity.) ดังนั้น ผู้เป็นพ่อ จงระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี คือให้เป็นศักดิ์ศรีของลูกแล้ว “ศักดิ์ศรีของบุตรชาย” หมายความว่าอะไร?เราพอจะตอบได้ว่าหมายถึง1.ความภูมิใจ2.ความเป็นเกียรติ3.ความมีคุณค่า ที่ผู้เป็นบุตรได้มาจากสิ่งที่บิดาของเขากระทำพระคัมภีร์บอกว่า พ่อเป็นคนสร้างเกียรติให้แก่ตัวของพ่อและให้แก่ตัวของผู้เป็นลูกด้วย ดังนั้นลูกมี “ศักดิ์ศรี” ไม่ใช่เพราะ1).ทรัพย์สิน2).ชื่อเสียง3).ความสำเร็จ แต่เพราะ คุณค่า คุณธรรมและแบบอย่างชีวิตที่ดีของบิดาของเขา พ่อหรือบิดาที่ดี จึงมีอิทธิพลต่อลูกๆอย่างมากมาย1.ลูกจะภูมิใจที่มีพ่อเป็นศักดิ์ศรีของเขา ~จากสิ่งที่พ่อทำ2.ลูกจะรับสืบทอดคุณค่าของสิ่งที่พ่อทำ3.ลูกจะได้รับผลกระทบต่อชีวิตจากชื่อเสียงของพ่อ4.ลูกจะมีความนับถือตนเองจากแบบอย่างที่พ่อทำไว้ด้วยเหตุนี้เอง1.พ่อที่ดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรงพระเจ้า จะทำให้ลูก “มีศักดิ์ศรี” ต่อหน้าคนอื่น2.พ่อที่ยืนหยัดในความจริงและความถูกต้อง จะทำให้ลูกดำเนินชีวิตอย่างมั่นใจ3.พ่อที่รักครอบครัวอย่างไม่เห็นแก่ตัว จะทำให้ลูกเห็นคุณค่าของความรักแท้4.พ่อที่เสียสละเพื่อคนอื่นอย่างบริสุทธิ์ใจ จะทำให้ลูกได้รับแรงบันดาลใจในการมีจิตอาสาเพื่อส่วนรวม ใช่ครับ สิ่งดีมีคุณค่าทั้งหลายที่พ่อทำ จะเป็นแบบอย่างที่สำคัญยิ่งต่อลูก เราจึงกล่าวได้ว่า “ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผู้เป็นพ่อมอบให้แก่ลูกของเขา ก็คือแบบอย่างของชีวิตที่อยู่อย่างมีเกียรติ!” (The greatest gift a father gives his son is a life lived with honor.) วันนี้ 1.ถ้าหากคุณเป็นพ่อ จงทำให้ลูกของคุณ 1).รู้สึกภูมิใจที่มีคุณเป็นพ่อ และ 2).รู้สึกว่าตัวของเขามีค่า เพราะว่าพ่อของเขาเป็นคนที่น่านับถือ 2.ถ้าหากคุณเป็นลูก ก็จงทำให้ผู้เป็นพ่อ(แม่)ของคุณมีความยินดีเปรมปรีดิ์ เหมือนดังที่พระธรรมสุภาษิตที่เขียนไว้ว่า “จงให้บิดามารดาของเจ้ายินดี จงให้ผู้ที่คลอดเจ้าเปรมปรีดิ์” ~สุภาษิต 23:25 THSV11 …จะดีไหมครับ! ~~~~~~~~~~~~~ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 6ธันวาคม2025 (ตอนที่250ของปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน เพียงแค่เราเชื่อวางใจ Ep.1474 เมื่อพระเจ้ามอบหมายงานให้เรา พระองค์ไม่เพียงเรียกแต่พระองค์จะเตรียมทุกสิ่งไว้ล่วงหน้าแล้ว ทั้งคนที่จะช่วย อุปกรณ์ที่จำเป็น และแม้กระทั่งหัวใจของผู้ที่จะรับใช้ด้วยกัน หน้าที่ของเรามีเพียงอย่างเดียวคือ ไปทำตามคำสั่งและวางใจว่าพระเจ้าทรวจัดเตรียมทุกสิ่งไว้ทั่งหมดแล้ว หลังจากที่พระเจ้าสั่งให้เอลียาห์กลับไปและมอบหมายงานให้เอลียาห์แล้ว 'เอลียาห์จึงไปจากที่นั่น พบเอลีชาบุตรชาฟัทกำลังไถนา โดยมีวัวเทียมไถสิบสองคู่ เขาอยู่ที่ปลายแถวกับวัวคู่ที่สิบสอง เอลียาห์จึงตรงเข้าไปหาและเหวี่ยงเสื้อคลุมห่มให้เอลีชา ' 1พงศ์กษัตริย์ 19:19 TNCV พระเจ้าระบุชื่อไว้ชัดเจนแล้ว สิ่งที่เอลียาห์ทำคือต้องไปหาเอลีชา การตอบสนองของเอลีชาเป็นสิ่งที่พระเจ้าเตรียมไว้แล้ว ขอเราเองจะเชื่อฟังสิ่งที่พระเจ้าบอกโดยไม่ต้องสงสัย'เอลีชาปล่อยวัวไว้ตรงนั้นและวิ่งตามเอลียาห์ แล้วกล่าวว่า “ขอให้ข้าพเจ้าไปจูบลาบิดามารดาก่อน แล้วจะติดตามท่านไป” เอลียาห์ตอบว่า “ไปเถิด แต่อย่าลืมว่าเราได้ทำอะไรแก่เจ้า?” เอลีชาจึงกลับไปฆ่าวัว เอาเนื้อมาทำอาหาร ใช้คันไถทำเป็นฟืน และแจกจ่ายเนื้อให้คนทั้งหลายรับประทานกัน จากนั้นเอลีชาก็ติดตามเอลียาห์ไปในฐานะผู้ช่วยของเขา' 1พงศ์กษัตริย์ 19:20-21 TNCV พระเจ้าไม่เพียงบอกชื่อเอลีชาไว้ล่วงหน้า แต่พระองค์ทรงเตรียมหัวใจเอลีชาไว้แล้วด้วย เอลีชาไม่ลังเล ไม่อ้างเหตุผล ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง แต่เขาตอบสนองทันทีด้วยใจที่พร้อมถวายทุกสิ่ง เขาฆ่าวัว เผาคันไถและเริ่มต้นเป็นผู้ช่วยเอลียาห์ หลายครั้งเมื่อพระเจ้าส่งเราไปทำสิ่งใหม่ เรากลัว เราสงสัย เราชอบคิดเสมอว่าตัวเองไม่พร้อม หรือเรามักจะมีข้ออ้างว่า ยังไม่มีคนช่วย เรื่องราวจากพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้ บอกให้เรามั่นใจว่า สิ่งที่เราคิดว่าไม่มีนั้นพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ก่อนแล้ว สิ่งที่พระเจ้าต้องการจากเรา คือให้เราก้าวออกไปด้วยความเชื่อ พระเจ้าไม่เรียกเราไปทำสิ่งใดโดยที่ไม่ได้เตรียมสิ่งจำเป็นไว้ก่อน การเดินตามพระเจ้า ไม่ใช่เรื่องของความพร้อม แต่คือเรื่องของการเชื่อฟังทันที และการเชื่อฟังอาจหมายถึงการทิ้งของเก่าเหมือนที่เอลีชาฆ่าวัวและเผาคันไถ ขอพวกเราอย่ากลัวกับเส้นทางใหม่ เพราะพระเจ้าทรงจัดเตรียมและรอเราอยู่ที่ปลายทางนั้นแล้ว วุฒิ วงศ์สรรเสริญ