Podcasts สำหรับการเติมกำลังให้กับจิตวิญญาณของเรา

พระธรรมนำชีวิตตอน อย่ากลัว Ep.1578ในตอนที่แล้ว เราเห็นเฮเซคียาห์คุกเข่าลงยอมจำนนต่อพระเจ้า 2 พงศ์กษัตริย์ 19:5–7 พาเรามาดูคำตอบของพระเจ้าผ่านอิสยาห์ผู้รับใช้ของพระองค์'เมื่อข้าราชการของกษัตริย์เฮเซคียาห์มาถึงอิสยาห์ อิสยาห์ก็บอกเขาทั้งหลายว่า “จงทูลนายของท่านเถิดว่า ‘พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า อย่ากลัวเพราะถ้อยคำที่เจ้าได้ยินนั้น ซึ่งข้าราชการของพระราชาแห่งอัสซีเรียได้หมิ่นประมาทเรา ' 2 พงศ์กษัตริย์ 19:5-6พระเจ้าทรงเข้าใจความรู้สึกของเราทุกคน ในเรื่องราวนี้พระเจ้าส่งคำปลอบใจผ่านอิสยาห์ว่า อย่ากลัวเลย เพราะสิ่งที่ได้ยินนั้นคนของอัสซีเรียหมิ่นประมาทพระเจ้า เมื่อผมศึกษาจากภาษาเดิม ทำให้เห็นว่าในมุมมองของพระเจ้านั้นช่างแตกต่างจากเรา ในภาษาไทยเราอาจจะไม่เห็นความแตกต่างในคำว่า ข้าราชการ แต่ในภาษาเดิม ข้าราชการของเฮเซคียาห์ มีความหมายว่า "ข้ารับใช้, ผู้ปรนนิบัติ, หรือข้าราชการผู้ใหญ่" ส่วนข้าราชการของอัสซีเรียนั้น มีความหมายว่า "เด็กหนุ่ม, เด็กรับใช้, หรือเด็กลูกมือ" ในสายตาของมนุษย์นั้นคนของอัสซีเรียที่ดูยิ่งใหญ่ มีอำนาจ น่ากลัว แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้ว พวกเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มเท่านั้น สิ่งที่มนุษย์กลัวในสายพระเนตรของพระเจ้าสิ่งเหล่านั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราคิด ขอพระเจ้าประทานมุมมองแบบพระองค์ให้กับเรา เพื่อเราจะเชื่อและวางใจในพระเจ้า'ดูสิ เราจะบรรจุจิตใจอย่างหนึ่งในเขา เพื่อเขาจะได้ยินข่าวลือและกลับไปยังแผ่นดินของเขา และเราจะให้เขาล้มลงด้วยดาบในแผ่นดินของเขาเอง' ” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 19:7พระเจ้าทรงสามารถใช้เพียงข่าวลือเพื่อจัดการศัตรูได้ พระเจ้าทรงควบคุมได้ทุกสิ่งแม้แต่ความคิด ข่าวสาร ทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ขอให้วางใจและเชื่อมือพระองค์ ผมขอให้กำลังทุกคนว่า พระเจ้าไม่เพียงแต่ฟังเสียงร้องทูลของเรา พระองค์มีวิธีจัดการในแบบของพระองค์ ซึ่งเรื่องนั้นอยู่ในเวลาของพระเจ้าด้วย'พระยาห์เวห์จะทรงรบแทนท่านทั้งหลาย พวกท่านจงสงบอยู่เถิด” ' อพยพ 14:14ในบริบทของอพยพ ข้างหน้าคนอิสราเอลคือทะเลแดง ข้างหลังคือกองทัพของอียิปต์ ข้อก่อนหน้านี้ โมเสสได้บอกประชาชนว่า อย่ากลัวเลย จงยืนนิ่งอยู่ คอยดูความรอดจากพระเจ้าซึ่งทรงทำเพื่อพวกท่านในวันนี้ พระเจ้าองค์นี้ยังเป็นพระเจ้าองค์เดิมที่ช่วยคนของพระองค์ได้ทันเวลาเสมอ ขอพระเจ้าเมตตานำให้ใจของเราจะเปลี่ยนจากความกลัวเป็นความไว้วางใจในพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ อย่ากลัว เพราะพระเจ้ากำลังทำงานของพระองค์อยู่ การช่วยเหลือของพระเจ้าทันเวลาแน่นอน วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่358)พระเจ้าผู้ประทานผลดีในบั้นปลาย!“เรารู้ว่าเหตุการณ์ทุกอย่างร่วมกันก่อผลดีแก่คนที่รักพระเจ้าคือแก่คนทั้งหลายที่พระองค์ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์” ~โรม 8:28 THSV11“And we know that in all things God works for thegood of those who love him, who have been called according to his purpose.” ~Romans 8:28 NIVผมไปร่วมรีทรีต Alpha Ignite Weekendที่นักธุรกิจและผู้นำคริสเตียนพาเพื่อนฝูงที่หลังจากได้ใช้เวลาพบปะกัน มาหลายๆอาทิตย์แล้วมาใช้เวลาด้วยกันในระหว่าง วันที่ 23~24 มีนาคม 2026 ที่ บ้านBoonchada ที่ Toscana เขาใหญ่ รายการพิเศษ ที่ไฮไลต์ คือ คำพยาน ของคุณ สุวรรณา เอี่ยมพิกุล ประธานบริหารบริษัท เบอร์แทรม ที่เป็นพยานชีวิตว่าพระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของท่าน (และทุกคนที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์เช่นเดียวกับท่าน) ใน3เรื่องต่อไปนี้ คือattitude ~ทำให้ทัศนคติที่มีต่อโลกและคนอื่นๆเปลี่ยนไปaffection ~ทำให้รู้สึกรักเมตตาต่อคนอื่นมีมากขึ้นaction ~ทำให้การกระทำและพฤติกรรมต่อคนอื่นดีขึ้นและวิทยากรรับเชิญพิเศษคือ คุณเวทิต โชควัฒนาก็แบ่งปันประสบการณ์ชีวิตของท่าน ดังนี้God's plan ~พระเจ้ามีแผนการสำหรับชีวิตของท่านแบบเกินความคาดคิดคือทำให้ท่านเกือบล้มละลายเพื่อถ่อมใจลงGod's promise~พระเจ้าทรงประทานพระสัญญากับท่านว่าจะให้เกิดผลดีในบั้นปลายในชีวิตของท่านGod's providence~พระเจ้าทรงควบคุม ดูแล และปกครองชีวิตของท่านในหลายหนทางGod's provision~พระเจ้าทรงจัดเตรียมปัจจัยที่จำเป็นต่างๆไว้ให้สำหรับท่านในหลายๆโอกาสGod's power ~พระเจ้าทรงสำแดงฤทธิ์อำนาจ ช่วยท่านให้พ้นจากหนี้สินก้อนโตและจากความเจ็บป่วย(ด้วยเรื่องฟันและปาก)God'a path~พระเจ้าทรงทำให้ท่านยอมจำนนในการเดินตามมรรคาของพระเจ้า และรับใช้ตามการทรงเรียกของพระองค์God's presence~พระเจ้าสถิตอยู่กับท่านและกับเราเสมอมาและเสมอไปและขอให้เราเดินหน้าต่อไป ทำตามการทรงเรียกของพระเจ้า(God's calling)เพื่อให้สำเร็จตามพระประสงค์และตอกย้ำว่า เรามีเหตุผลที่จะเชื่อว่ามีพระเจ้า และวางใจในพระองค์ มากกว่า ที่จะไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าและแม้ว่าว่าหนี้ของเราจะเป็นสิ่งที่เราชดใช้ได้ไม่หมด แต่พระเจ้าก็ยังทรงช่วยปลดหนี้บาปกรรมของเราออกจากชะตากรรมชีวิตของเราปิดท้ายรายการ ได้มีการเชิญชวนให้ทุกคนตอบสนองต่อพระคุณและข่าวประเสริฐของพระคริสต์ โดยขอให้ทุกคนมอบชีวิตให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยย้ำว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์(Holy Spirit)ทรงสดับคำร้องทูลของเรา(Hear)ทรงช่วยเหลือในสิ่งที่เราร้องขอ(Help)ทรงเยียวยารักษาบาดแผลและความบาดเจ็บของเรา(Heal)ทรงครอบครองและทรงนำชีวิตของเรา(Have )ทรงโอบกอดเราไว้กับพระองค์ตลอดไป(Hug)บรรยากาศและเนื้อหานั้นน่าประทับใจ จนเพื่อนๆที่ไม่ได้เป็นคริสเตียนมาก่อนหลายคน ได้เปิดใจต่อข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์พี่น้องที่รักวันนี้ คุณมีความสัมพันธ์กับพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างถูกต้องแล้วหรือยัง? คุณพร้อมที่จะถวายชีวิตของคุณให้กับพระองค์ทรงนำในตลอดเวลาที่เหลือในชีวิตของคุณหรือไม่? และคุณเชื่อวางใจพระเจ้าอย่างหมดหัวใจหรือไม่ว่า พระเจ้าจะทรงบันดาลให้เกิดผลดีในบั้นปลายแก่ชีวิตของคุณ…ตอบที!………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 24มีนาคม2026(ตอนที่358ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่357)“หัว”ที่เราควรมีในการรับใช้!“ก็ขอให้ท่านทั้งหลายทำให้ความยินดีของข้าพเจ้าเต็มเปี่ยม ด้วยการมีความคิดอย่างเดียวกัมีความรักอย่างเดียวกัน มีจิตใจและความคิดเป็นหนึ่งเดียวกัน” ~ฟีลิปปี 2:2 THSV11“Then fill me with joy by having the same attitude and the same love,living in harmony, and keeping one purpose in mind.” ~Philippians 2:2 GWการรับใช้…ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างที่คิด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่กลัวในการรับใช้พระเจ้า เราต้องมี 4“หัว”ดังต่อไปนี้ การรับใช้พระเจ้าจึงจะสนุก ปลอดภัย และเกิดผลดีหัวคิด~ถ้าจะรับใช้ ขอให้เรารับใช้ด้วยการรู้จักคิดอย่างคนที่มีวุฒิภาวะ“เพราะฉะนั้น เราที่เป็นผู้ใหญ่แล้วจงคิดอย่างนี้และถ้าพวกท่านคิดอีกอย่างหนึ่ง พระเจ้าก็จะทรงให้เรื่องนี้ประจักษ์แก่ท่านด้วย” ~ฟีลิปปี 3:15 THSV11“พี่น้องทั้งหลาย อย่าเป็นเหมือนเด็กในด้านความคิด แต่ในเรื่องความชั่วร้ายจงเป็นเหมือนทารก และในด้านความคิดจงเป็นเหมือนผู้ใหญ่”~ 1โครินธ์ 14:20 THSV11"อย่าเป็นมือที่ไร้สมองในการรับใช้ แต่จงเป็นสมองที่ลงมือทำเพื่อความเป็นเลิศ!"(Don't be a pair of hands without a brain in service.Be a brain that chooses to get its hands dirty for the sake of excellence.)หัวใจ~ถ้าจะรับใช้ ขอให้เรารับใช้ด้วยหัวใจแห่งความเปรมปรีดิ์และความถ่อมใจ“เพราะฉะนั้น ใจข้าพเจ้าจึงยินดีและจิตวิญญาณก็เปรมปรีดิ์ร่างกายของข้าพเจ้าก็อาศัยอยู่อย่างปลอดภัยด้วย” ~สดุดี 16:9 THSV11“ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี แต่จิตใจชอกช้ำทำให้กระดูกแห้ง” ~สุภาษิต 17:22 THSV11ขอให้เราจดจำไว้ว่า“เมื่อหัวใจเต็มด้วยความยินดี งานรับใช้ก็ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นพระพร”(When the heart is full of joy, service is no longer a burden but a blessing.)หัวเข่า~ถ้าจะรับใช้ ขอให้เรารับใช้ด้วยการพึ่งพาพระเจ้าผ่านการอธิษฐาน“…มาเถิด ให้เรานมัสการและกราบลง ให้เราคุกเข่าลงเฉพาะพระพักตร์ของพระยาห์เวห์ผู้ทรงสร้างเรา” ~สดุดี 95:6 THSV11“และจงร้องทูลเราในวันยากลำบาก เราจะช่วยกู้เจ้า และเจ้าจะถวายเกียรติแก่เรา”” ~สดุดี 50:15 THSV11“การรับใช้ที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มจากมือที่ทำงาน แต่เริ่มจากเข่าที่คุกลงอธิษฐาน”(True service does not begin with working hands, but with kneeling knees.)หัวเราะ~ถ้าจะรับใช้ ขอให้เรารับใช้แบบพร้อมรับทุกสถานการณ์ด้วยเสียงหัวเราะ“เธอทำเครื่องนุ่งห่มด้วยผ้าลินินไว้ขาย เธอส่งผ้าคาดเอวให้แก่พ่อค้า กำลังและความสง่าผ่าเผยเป็นอาภรณ์ของเธอ เธอหัวเราะให้แก่เหตุการณ์ที่จะมาถึง”~สุภาษิต 31:24-25 THSV11“ปากของเราได้หัวเราะเต็มที่ และลิ้นของเราได้เปล่งเสียงโห่ร้องยินดี แล้วมีการพูดกันท่ามกลางบรรดาประชาชาติว่า “พระยาห์เวห์ทรงกระทำการมโหฬารให้พวกเขา”” ~สดุดี 126:2 THSV11“การรับใช้ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เปลี่ยนงานธรรมดาให้กลายเป็นพระพร”(Serving with smiles and laughter turns ordinary work into a blessing.)เห็นด้วยไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 23มีนาคม2026(ตอนที่357ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่356)“เราเป็นของใคร?”“ และท่านทั้งหลายเป็นของพระคริสต์ และพระคริสต์ทรงเป็นของพระเจ้า”~1 โครินธ์ 3:23 THSV11“and you are of Christ, and Christ is of God.” ~1 Corinthians 3:23 NIVพระคัมภีร์บอกเราว่า “เราเป็นของพระคริสต์”(you are of Christ)“ท่านทั้งหลายเป็นของพระคริสต์”~1 โครินธ์ 3:23 กเราต้องจำไว้เสมอว่า ชีวิตของเรา “มีเจ้าของ” เราไม่ใช่เจ้าของตัวเราเองพ่อแม่ไม่ใช่เจ้าของเราเจ้านายไม่ใช่เจ้าของเราโลกและงานก็ไม่ใช่เจ้าของเราความจริงก็คือ “เราป็นของพระคริสต์!“พระคริสต์ทรงเป็นเจ้าของเรา ~โดยการทรงสร้างเราพระคริสต์ทรงเป็นเจ้าของเรา~โดยการทรงไถ่เราพระคริสต์ทรงเป็นเจ้าของเรา~โดยการที่เราถวายชีวิตของเราให้พระองค์เราต้องบอกตัวเองไว้เสมอว่าเราเป็นของพระคริสต์ ชีวิตของเรามีคุณค่า เราต้องรับผิดชอบดูแลอย่างดีพระคริสต์ทรงรัก ทรงเรียกและทรงเลือกเรา1).ตามพระประสงค์ และ2).เพื่อทำตามพระประสงค์ของพระองค์พระคัมภีร์บอกเราว่า “พระคริสต์ทรงเป็นของพระเจ้า”(Christ is of God )พระเจ้าทรงเป็นหนึ่งทั้งๆที่มี3พระภาค คือ พระบิดา พระบุตร(พระคริสต์) และพระวิญญาณพระคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าที่ทรงเสด็จมารับสภาพมนุษย์ และดำเนินชีวิตในโลกนี้เพื่อไถ่บาปทุกคน โดยไม่ทำตามพระทัยของพระองค์ แต่ทรงสำแดงการเชื่อฟังพระเจ้าอย่างสมบูรณ์พี่น้องที่รัก เราก็ถูกเรียกให้ดำเนินชีวิตแบบเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ที่ได้กระทำเป็นแบบอย่างเพราะว่า “ชีวิตที่เป็นของพระคริสต์ ต้องอยู่ภายใต้พระประสงค์ของพระเจ้า”เราต้องไม่ยึดติดกับมนุษย์ หรือกฎเกณฑ์ของมนุษย์จนเกินไปเราต้องไม่แบ่งฝ่าย เอาแต่พูดว่า “ฉันเป็นของคนนั้นคนนี้เป็นคนของโบสถ์นั้นโบสถ์นี้ หรือ คณะนั้นคณะนี้!“จนพระคริสต์เสียพระทัย หรือ เสียงาน!“จงจำไว้ว่า”อย่ายึดติดกับคน แต่ยึดติดกับพระคริสต์!“และ“อย่ายกมนุษย์ขึ้นสูง จนลืมพระคริสต์!”สรุปเราเป็นของพระคริสต์พระคริสต์เป็นของพระเจ้าชีวิตเราจะอยู่เพื่อพระเจ้าเราให้พระคริสต์เป็นเจ้าชีวิต และเป็นทั้งหมดในชีวิตของเรา ดังคำกล่าวที่ว่า “อย่าให้พระคริสต์เป็นแค่ส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณแต่จงให้พระองค์เป็นหมดทั้งสิ้นในชีวิตของคุณ!“(Don't let Christ be part of your life—let Him be your life.)…เห็นด้วยไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 22มีนาคม2026(ตอนที่356ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน สงบปาก Ep.1576การต่อล้อต่อเถียงกับคนที่ตั้งใจมาต่อต้านทำลายเรา ก็เป็นเพียงการเดินไปติดกับดักของเขา 2 พงศ์กษัตริย์ 18:36–37 พาเรามาดูปฏิกิริยาตอบสนองของคนยูดาห์ที่น่าแปลกใจ หลังจากที่เขาฟังคำขู่ และการบิดเบือนความจริงเพื่อสร้างความกลัวให้พวกเขาแล้ว การตอบสรองนี้ ผมเรียกได้ว่าเหนือความคาดหมายมากครับ'แต่ประชาชนนิ่งไม่ตอบเขาสักคำเดียว เพราะพระบัญชาของพระราชามีว่า “อย่าตอบเขา” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 18:36ประชาชนเลือกที่จะนิ่งไม่ตอบ ไม่ใช่เพราะเขาฟังไม่ออก หรือไม่รู้จะตอบอะไร แต่เขาเงียบเพราะเชื่อฟังเฮเซคียาห์ผู้นำของเขาที่สั่งว่า อย่าตอบ ผมคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะไม่โต้ตอบอะไร แต่การเชื่อฟังของประชาชนก็ยิ่งใหญ่กว่าอารมณ์ที่คุกรุ่นที่อยู่ข้างใน'แล้วเอลียาคิมบุตรฮิลคียาห์เจ้ากรมวัง และเชบนาห์ราชเลขา และโยอาห์บุตรอาสาฟเจ้ากรมสารบรรณ ได้เข้าเฝ้าเฮเซคียาห์ด้วยเสื้อผ้าฉีกขาด และกราบทูลถ้อยคำของรับชาเคห์' 2 พงศ์กษัตริย์ 18:37เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูดาห์ก็นำเรื่องราวที่ได้พบนั้นไปเล่าให้เฮเซคียาห์ พวกเขาเข้าไปด้วยเสื้อผ้าที่ฉีกขาด นี่เป็นธรรมเนียมที่แสดงถึงความโศกเศร้า พวกเขาก็นำความโศกเศร้ามาหาเจ้านายของเขา จากพระธรรม 2 ข้อนี้ ผมได้รับข้อคิดใน 2 เรื่อง เรื่องแรก ขอให้การเชื่อฟังจะชนะอารมณืที่เดือดดาลอยู่ในใจ โดยเลือกที่จะนิ่งเงียบ อีกเรื่องคือ ขอให้เรานำอารมณ์เศร้า การถูกกดขี่ข่มเหง หรือการถูกหักหาญน้ำใจมาร้องทูลต่อองค์เจ้านายของเรา 'เมื่อเขากล่าวคำหยาบคายต่อพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงกล่าวตอบเขาด้วยคำหยาบคายเลย เมื่อพระองค์ทรงทนทุกข์ พระองค์ไม่ได้ทรงขู่อาฆาต แต่ทรงมอบพระองค์เองไว้แก่พระเจ้าผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรม ' 1 เปโตร 2:23แบบอย่างที่ดีที่สุดของเราคือองค์พระเยซูคริสต์ เมื่อโลกส่งเสียงด่าทอ หรือมารซาตานพยายามยั่วยุให้เราตอบโต้ด้วยเนื้อหนัง ขอให้เราไม่ตอบโต้ ให้เรายับยั้งอารมณ์ของเราด้วยการเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าในพระธรรมยากอบที่บอกว่า ให้ไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ แม้ว่าการอดกลั้นนั้น จะทำให้เราอึดอัดทุกข์ใจ แต่ขอให้เรานำความเจ็บปวดทั้งหมดนั้นไปมอบไว้กับพระเจ้าผู้ที่จะพิพากษาทุกอย่างด้วยความยุติธรรมของพระองค์นะครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

พระธรรมนำชีวิตตอน ถูกโจมตีความคิด Ep.1575บางครั้งเราแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เพราะเราเองมีความกลัวอยู่ในใจ ยิ่งมีมากเท่าไรขวัญและกำลังในการต่อสู้ก็ยิ่งไม่มี 2 พงศ์กษัตริย์ 18:26–35 ทำให้เราเห็นความจริงนี้ พระราชาแห่งอัสซีเรียตั้งใจมาสร้างความกลัวคนยูดาห์ทั้งหมด ด้วยการขู่และบิดเบือนความจริงในพระเจ้า พวกเขาตั้งใจให้ประชาชนทุกคนกลัวด้วย เพราะพวกเขาใช้ภาษาที่ประชาชนฟังเข้าใจ 'แล้วเอลียาคิมบุตรฮิลคียาห์และเชบนาห์และโยอาห์เรียนรับชาเคห์ว่า “ขอพูดกับผู้รับใช้ของท่านด้วยภาษาอาราเมคเถิด เพราะเราเข้าใจภาษานั้น อย่าพูดกับเราด้วยภาษายูดาห์ให้เข้าหูประชาชนผู้อยู่บนกำแพงนั้นเลย” แต่รับชาเคห์พูดกับเขาทั้งหลายว่า “นายของข้าใช้ให้มาพูดถ้อยคำเหล่านี้แก่นายของเจ้า และแก่เจ้าเท่านั้นหรือ? ไม่ใช่ให้พูดกับคนที่นั่งอยู่บนกำแพง ผู้ที่จะต้องกินขี้และกินเยี่ยวของเขาพร้อมกับเจ้าด้วยหรือ?” แล้วรับชาเคห์ยืนตะโกนเสียงดังเป็นภาษายูดาห์ว่า “จงฟังพระวจนะของพระมหาราชา คือพระราชาแห่งอัสซีเรีย ' 2 พงศ์กษัตริย์ 18:26-28ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ พวกเขาตั้งใจที่จะสร้างความกลัวให้ทุกคนที่ได้ยิน สิ่งที่รับชาเคห์ตะโกนออกมานั้นมีทั้งความจริงและการบิดเบือน แต่เวลานั้นคนยูดาห์ที่กลัวอยู่ผมไม่รู้ว่า ความกลัวจะทำให้บางคนเชื่อสิ่งที่บิดเบือนไปหรือไม่ สิ่งที่เขาตะโกนออกมาข้อความอยู่ในข้อ 29-35 อย่าให้เฮเซคียาห์หลอกทุกคนว่า เขาจะช่วยได้ เฮเซคียาห์จะบอกให้ทุกคนพึ่งพระเจ้าโดยบอกว่า พระเจ้าจะทรงช่วยเราแน่ และจะไม่ทรงมอบเมืองให้อัสซีเรีย เขาตะโกนต่อไปว่า อย่าฟังเฮเซคียาห์ เพราะพระราชาแห่งอัสซีเรียขอกว่า จะพาไปอยู่แผ่นดินใหม่ที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ เพื่อทุกคนจะไม่ตาย เขาทิ้งท้ายอีกว่า อย่าฟังคำหลอกลวงของเฮเซคียาห์ว่า พระเจ้าจะทรงช่วยเรา สิ่งที่ปิดท้ายในการลบหลู่พระเกียรติของพระเจ้า'พระองค์ไหนในบรรดาพระทั้งหมดของประเทศทั้งหลาย ได้ช่วยกู้ประเทศของตนจากมือของเราหรือ? พระยาห์เวห์จะช่วยกู้เยรูซาเล็มจากมือของเราได้หรือ?' ” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 18:35คนที่ต้องการทำลายเรายังคงใช้วิธีเดิม เขาจะพูดกับความคิดของเรา และสิ่งเหล่านั่นจะขยายความกลัวที่เกินความเป็นจริง พวกเขามักจะเสนอทางลัดที่ดูดี สิ่งนี้จะสร้างความสงสัยในพระเจ้าให้กับเรา การต่อสู้ฝ่ายวิญญาณไม่ได้เริ่มต้นจากการต่อสู้ภายนอก แต่เริ่มต้นจากการต่อสู้กับเสียงหรือความรู้สึกในใจของเรา ถ้าเราฟังหรือยอมรับความรู้สึกนั้น ความเชื่อของเราจะเริ่มอ่อนลงโดยที่เราไม่รู้ตัว'“จงนิ่งเสีย และรู้เถิดว่า เราคือพระเจ้า เราเป็นที่ยกย่องท่ามกลางบรรดาประชาชาติ เราเป็นที่ยกย่องในแผ่นดินโลก” ' สดุดี 46:10ถ้าศัตรูหรือความกลัวสามารถควบคุมจิตใจของเราได้ มันก็จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเราแน่นอน เมื่อเสียงรอบตัวเราทำให้เรากลัว สับสน อาจะเป็นเวลาที่พระเจ้ากำลังเรียกให้เราหยุด และกลับมาฃฟังพระองค์ พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์แก่เรา และประทานพระวจนะของพระองค์เป็นความจริง เพื่อให้เรายึดมั่นในพระวจนะของพระองค์ เสียงอื่นๆจะไม่สามารถควบคุมชีวิตของเราได้ ถ้าเรายึดมั่นในถ้อยคำของพระเจ้า อย่าเชื่อทุกเสียงที่เข้ามาในความคิด แต่จงยึดความคิดของเราไว้กับความจริงของพระเจ้า เพราะชีวิตของเราจะมั่นคงไม่หวั่นไหววุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่355)สิ่งที่ล้ำค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า!“ความตายของผู้จงรักภักดีต่อพระองค์ สำคัญในสายพระเนตรพระยาห์เวห์” ~สดุดี 116:15 THSV11“Precious in the sight of the Lord is the death of his faithful servants.” ~Psalms 116:15 NIVเมื่อคืนนี้ (20มี.ค2026)ผมไปร่วมงานศพ หรือ พิธีไว้อาลัย คุณพ่อ สุนทร ไทยทรงธรรม (1948~2026)ซึ่งเป็นคุณพ่อของ อ.ชวันลักษณ์ และ เป็นพ่อตาของ อ.เมธา เกรียงปริญญากิจ ผู้แต่งเพลงไพเราะมากมาย อย่างเพลง “ราชาในดวงใจ” และยังได้แต่งเพลงใหม่ขึ้น สำหรับงานศพในคืนนี้ เป็นพิเศษ มีชื่อว่า “ที่เมืองสวรรค์”ผมประทับใจ คุณพ่อ สุนทร ไทยทรงธรรม หรือ เฮียสุนทร เจ้าของสโลแกนว่า“คิดไม่ออกบอกสุนทร” ที่ท่านได้รับใช้พระเจ้ามาตั้งแต่ภาคเหนือยันภาคใต้ มีชีวิตที่ส่งผลกระทบต่อคนมากมายจนได้ชื่อว่า เป็น “อาจารย์พ่อ” ผู้มีอ้อมแขนอันอบอุ่น ท่านเป็นผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อ เป็นผู้ส่งต่อความเชื่อ เป็นนักประกาศ ผู้หาคนเข้าแผ่นดินของพระเจ้า เป็นนักนมัสการ นักเทศน์ และครู เป็นผู้ดูแลเสริมสร้างฝูงแกะของพระเจ้า เป็นผู้สอนและสร้างคนในทางของพระเจ้า เป็นปราชญ์ชาวบ้าน เป็นสารพ้ดช่าง เป็นสามีที่ดี มีอารมณ์ขัน เป็นพ่อที่พึ่งพาได้และแสนดีสำหรับลูกๆ เป็นคุณตาผู้อ่อนโยนของหลานๆ และเป็นแบบอย่างศิษยาภิบาลที่สัตย์ซื่อ ฯลฯที่เป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนพร้อมสืบสานเจตนารมณ์ในการรับใช้ของท่านต่อไปทางเจ้าภาพขอให้ผมหนุนใจครอบครัวผู้วายชนม์และอธิษฐานเผื่อทุกคน อีกทั้งให้เชิญชวนญาติมิตรทั้งหลายที่อยู่ในงานเปิดใจต่อข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ผมจึงหนุนใจทุกคนว่า“งานศพ ไม่ใช่วันหนึ่งในชีวิตแต่เป็นทั้งชีวิตในวันหนึ่ง!”(A funeral is not just one day in a life, but an entire life in one day.)ใช่ครับ เพราะว่าภายในคืนเดียวผมและทุกคนได้รับรู้เรื่องราวหมดทั้งชีวิตของคุณพ่อสุนทร เราจะได้ยิน ได้อ่านเรื่องราวทั้งชีวิตของท่านแบบม้วนเดียวจบ(ตั้งแต่เกิดจนถึงวันตาย)ผมแบ่งปันโดยสรุปว่าวันตาย สำหรับคนทั่วไป เป็นการล่วงลับแต่วันตายของคริสเตียน เป็นแค่การล่วงหลับวันตาย สำหรับคนทั่วไป เป็นการจากลาแบบ goodbyeแต่วันตายของคริสเตียน เป็นการลาแบบ good night วันตาย สำหรับคนทั่วไป เป็นการจากลาแบบ Goodbye for goodแต่วันตายของคริสเตียน เป็นการลาจากแบบ Goodbye for now วันตาย สำหรับคนทั่วไป เป็นการจากลาแบบ farewellแต่วันตายของคริสเตียน เป็นการลาจากแบบ See you later หรือ Till we meet again.วันตาย สำหรับคนทั่วไป เป็นจุดจบของชีวิตเก่าอันชั่วคราวแสนสั้นในโลกแต่วันตายของคริสเตียน เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่อันยาวนานเป็นนิรันดร์ในสวรรค์วันตาย สำหรับคนทั่วไป เป็นวันแห่งการสูญเสียและสูญสิ้นของทุกสิ่งในโลกแต่วันตายของคริสเตียน เป็นวันแห่งการได้รับหมดทั้งสิ้นที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้วันตาย สำหรับคนทั่วไป เป็นวันสุดท้ายของกายดินที่อยู่บ้านในโลกที่เสื่อมสลายแต่วันตายของคริสเตียน เป็นวันแรกของการอยู่ในกายวิญญาณในสวรรค์ที่ไม่เสื่อมสลายวันตาย สำหรับคนทั่วไป เป็นวันแห่งความกลัวเพราะไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนต่อแต่วันตายของคริสเตียน เป็นวันแห่งความสุขยินดีเพราะรู้ว่าจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าถ้าเรารู้จักและศรัทธาในพระเจ้า เราจะมั่นใจว่า“ ชีวิตที่มอบให้กับพระเจ้าจะไม่สูญหายไปกับความตาย!”(A life trusted to God is never lost in death.)เราจะไม่โศกเศร้าที่ต้องตาย แต่เราแค่เสียดายที่ต้องไปเร็วกว่าที่คิด!พี่น้องที่รักความตาย ไม่มีความหมายอะไรต่อผู้ที่ศรัทธาอย่างจริงใจในพระเจ้าเหมือนดังพระวจนะของพระเจ้า ที่กล่าวไว้ว่า “โอ ความตาย ชัยชนะของเจ้าอยู่ที่ไหน? โอ ความตาย เหล็กในของเจ้าอยู่ที่ไหน?”” ~1 โครินธ์ 15:55 THSV11““Where, O death, is your victory? Where, O death, is your sting?”” ~1 Corinthians 15:55 NIVขอให้ สิ่งที่เราพูดและทำ จะเป็นสิ่งล้ำค่าอยู่ในความทรงจำ ของคนทั้งหลายตลอดไปขอให้พระเจ้าจะได้รับการถวายพระเกียรติเสมอในชีวิตของเราทั้งในยามที่เรามีชีวิตอยู่ และในยามที่เราตายไปแล้ว!…จะดีไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 21มีนาคม2026(ตอนที่355ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน หยุดสงสัย Ep.1574การโจมตีความเชื่อที่มีในพระเจ้า ไม่ได้เริ่มจากการบังคับให้เราปฏิเสธพระเจ้า แต่เริ่มจากคำถามเล็ก ๆ เพื่อทำให้เราเริ่มสงสัยพระเจ้า เมื่อมีความสงสัยเข้ามา ความมั่นใจก็จะเริ่มสั่นคลอน 2 พงศ์กษัตริย์ 18:17–25 หลังจากที่เฮเซคียาห์ยอมเสียเงินเสียทองเพื่อตัดปัญหาแล้ว สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่คิด อัสซีเรียส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาที่กรุงเยรูซาเล็ม 'และรับชาเคห์พูดกับพวกเขาว่า “จงบอกเฮเซคียาห์ว่า ‘พระมหาราชาคือพระราชาแห่งอัสซีเรียตรัสดังนี้ว่า เจ้าวางใจในอะไร? ' 2 พงศ์กษัตริย์ 18:19สิ่งที่พระราชาแห่งอัสซีเรียฝากรับชาเคห์มา ผมมองว่าเป็นสิ่งที่โจมตีความเชื่อของเฮเซคียาห์และคนยูดาห์อย่างมาก พวกเขาพยายามทำลายความมั่นใจของยูดาห์ 3 เรื่อง เรื่องแรก เขาโจมตีการพึ่งพามนุษย์ ข้อ 20-21 คิดว่าพึ่งอียิปต์แล้ว อียิปต์จะช่วยเขาได้เหรอ แถมขู่ว่าอียิปต์เองก็ไม่ได้แข็งแรงพอที่จะปกป้องเขาได้ เรื่องที่ 2 เขาบิดเบือนการปฏิรูปของเฮเซคียาห์'แต่ถ้าเจ้าทั้งหลายจะบอกข้าว่า “เราพึ่งพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา” ก็ปูชนียสถานสูงและแท่นบูชาของพระเจ้านั้นไม่ใช่หรือ? ที่เฮเซคียาห์รื้อทิ้งเสียและกล่าวกับยูดาห์ และเยรูซาเล็มว่า “ท่านทั้งหลายจงนมัสการที่หน้าแท่นบูชานี้ในกรุงเยรูซาเล็มเถิด” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 18:22ก่อนที่จะไปเรื่องที่ 3 เขายังกล่าวเยาะเย้ยความอ่อนแอของยูดาห์ในข้อ 23 ว่า 'มาเถิดมาพนันกับพระราชาแห่งอัสซีเรียนายของข้า แล้วข้าจะให้ม้า 2,000 ตัวแก่เจ้า ถ้าเจ้าหาคนขี่ม้าเหล่านั้นได้ ' ความหมายคือ ถ้าหากให้ม้ามา ยูดาห์ก็ยังหาคนมาขี่มันไม่ได้ และเรื่องสุดท้ายที่พระราชาแห่งอัสซีเรียตั้งใจให้ความเชื่อของเฮเซคียาห์หวั่นไหวอย่างมาก คือการอ้างพระเจ้าแบบผิดๆ'ยิ่งกว่านั้นอีก ข้ามาต่อสู้สถานที่นี้เพื่อทำลายเสียโดยปราศจากพระยาห์เวห์หรือ? พระยาห์เวห์ตรัสกับข้าว่า จงขึ้นไปต่อสู้กับแผ่นดินนี้และทำลายเสีย' ” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 18:25อัสซีเรียกำลังบอกว่า พระเจ้าส่งเขามาทำลายยูดาห์ ลองนึกถึงสถานการณ์ของเฮเซคียาห์ เขากำลังถูกกดดันอย่างหนัก จนยอมเสียเงินเสียทองมากมายเพราะคิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ แต่สุดท้ายก็กลับช่วยอะไรไม่ได้เลยไม่เพียงเท่านั้น เขายังถูกโจมตีทางความคิด ให้เริ่มสงสัยพระเจ้าว่า เขาก็ทำหลายสิ่งเพื่อถวายพระเจ้าแล้วทำไมปัญหายังเกิดอีก ผมลองจินตนาดูว่าถ้าเป็นผมจะคิดอย่างไร ผมคงคิดว่า หรือพระเจ้าจะส่งเขามาทำลายเราจริงๆ เพราะเราไปลอกทองที่พระวิหารไปให้เขา มารยังคงใช้วิธีเดียวกันในการโจมตีความเชื่อของเรา มันทำให้เราสงสัยในพระเจ้า มันทำให้เราสับสนว่า สิ่งที่เราตัดสินใจหรือสิ่งที่เราลงมือทำไปแล้วถูกต้องไหม 'จงระวังให้ดี อย่าให้ใครทำให้พวกท่านตกเป็นทาสด้วยหลักปรัชญา และคำหลอกลวงที่เหลวไหลตามตำนานของมนุษย์ ตามพวกภูตผีที่ครอบงำของจักรวาล ไม่ใช่ตามพระคริสต์ ' โคโลสี 2:8ความเชื่อของเราไม่ได้พังลงในวันเดียว แต่มันเริ่มสั่นคลอนเมื่อเราฟังเสียงที่ทำให้เราสงสัยพระเจ้า บางครั้งคำพูดที่ดูคนกล่าวอ้างว่ามาจากพระเจ้า มันก็อาจไม่ใช่ความจริง ขอให้เราจำไว้ว่า พระเจ้าทรงเป็นความจริง และความจริงของพระองค์ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ แม้ความรู้สึกของเราจะอ่อนไหวสั่นคลอน แต่พระเจ้าของเรายังคงมั่นคงและยังคงเป็นพระเจ้าองค์เดิม อย่าให้ความสงสัยนำเราออกห่างจากพระเจ้า แต่ให้เรายึดมั่นในพระเจ้า ยึดมั่นในพระวจนะของพระองค์เพราะคนที่รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงจะไม่ถูกหลอกลวงด้วยเสียงที่บิดเบือนวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่354)คุณเคยหมดไฟ((Burnout) ไหม?“แต่ตัวท่านเองเดินเข้าถิ่นทุรกันดารไปเป็นระยะทางวันหนึ่ง ท่านมานั่งอยู่ใต้ต้นซากที่มีเพียงต้นเดียว และทูลขอให้ตัวท่านตายเสียทีว่า“พอกันที ข้าแต่พระยาห์เวห์ บัดนี้ขอเอาชีวิตข้าพระองค์ไปเสียเพราะข้าพระองค์ก็ไม่ดีไปกว่าบรรพบุรุษ!””~1 พงศ์กษัตริย์ 19:4 THSV11“while he himself went a day's journey into the wilderness. He came to a broom bush, sat down under it and prayed that he might die.“I have had enough, Lord,” he said. “Take my life; I am no better than my ancestors.”” ~1 Kings 19:4 NIVผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ เคยรับใช้พระเจ้าอย่างกล้าหาญร้อนรนแต่แล้วอยู่ๆ ก็เกิดภาวะ“หมดไฟ”แบบเฉียบพลัน!การอยู่ในภาวะหมดไฟ (Burnout)นี้เป็นภาวะที่ร่างกายและจิตใจส่งสัญญาณเตือนว่า“พอแล้ว!”ถึงขีดจำกัดแล้ว!และการจะกลับมาเป็นปกติไม่ใช่เป็นแค่"พักแป๊บเดียว แล้วเดี๋ยวไปต่อ!" แต่ต้องเป็น"การพักผ่อน ฟื้นฟูลึกซึ้ง อย่างยั่งยืน!"ซึ่งพระเจ้าทรงช่วยเอลียาห์ให้สามารถผ่านพ้นสภาวะเช่นนั้นไปได้ก่อนที่ท่านจะปลดประจำการตัวเราเองในวันนี้ หากไม่ระวัง เราอาจจะประสบภาวะหมดไฟ เหมือนที่ท่านเอลียาห์เคยเป็น ได้เช่นกัน!แต่หากว่า วันนี้ เรากำลังหมดไฟ ขอจงฟังมีผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เราต้องเข้าสู่กระบวนการเยียวยา ดังนี้หยุดและถอยออกมา (Recovery)ในช่วงต้นของ“ภาวะหมดไฟ” สิ่งที่ต้องทำ คือการยอมรับก่อนทั้งต่อพระเจ้า และต่อคนรอบตัว ว่าเรานั้นหมดไฟแล้ว!การ "พยายาม"สร้างภาพ ทำอะไรให้ดีขึ้นด้วยตัวเอง อาจยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่มากยิ่งขึ้นดังนััน ให้เราหยุดและ พักแบบเต็มรูปแบบสัก 2-3 วัน (อย่างเอลียาห์ได้กระทำ)ให้เราหลุดพ้นจากสภาวะที่เคยเป็นอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวไกลๆที่ไหน ไม่ต้องคิดถึงงาน ให้ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนรวมทั้ง ปล่อยวางโซเชียล(นอกจากจำเป็นจริงๆ)อะไรรอได้รอ อะไรขอคนอื่นช่วยเหลือได้ ทำเลยทั้งหมดนี้ ถือว่าเป็นการ "รีเซ็ต" ขั้นพื้นฐานสิ่งสำคัญยิ่งคือ ต้องฝึกนอนหลับให้เป็น นอนหลับให้เร็ว และนอนหลับให้พอ(เหมือนที่เอลียาห์กระทำ)เพราะการนอนหลับสนิทคือการซ่อมแซมที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย!จัดระเบียบชีวิตขึ้นใหม่ (Realignment)ในช่วงพักปรับฐานใหม่นี้ ให้เรา1).เริ่มสำรวจตัวเองว่าอะไรเป็นสาเหตุที่แท้จริงของการหมดไฟของเรา2).จัดแนวทางใหม่ ที่กำหนดกิจกรรมที่ "เติม" พลังอีกครั้ง เช่นย้อนไปทำในสิ่งที่เคยชอบ แต่ไม่ได้ทำมานาน เช่น อ่านหนังสือ ปั่นจักรยาน ฯลฯ การได้รู้สึกสนุกอีกครั้ง มักช่วยเติมเต็ม ส่วนที่สึกหรอได้3).ตั้งขอบเขต (Boundary) ให้ชัดเจน หัดพูดคำว่า "ไม่" หรือ "ขอเวลาก่อน" ในบางเรื่อง เราไม่จำเป็นต้องพร้อมให้เวลากับทุกคนในทันทีเสมอไป การปกป้องเวลาส่วนตัว นับเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง4).พูดคุยหรือปรึกษาเล่าเรื่องที่แบกไว้ใว้ให้คนที่เราไว้ใจฟัง หรือถ้ารู้สึกหนักมาก ก็อาจพูดกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง(รวมนักจิตวิทยาหรือโค้ชอาชีพ)เพื่อช่วยสะท้อนให้เราเรียบเรียงความคิดและหาทางออกที่เหมาะกับตัวเราโดยเฉพาะปรับโครงสร้างชีวิตให้พร้อมลุกขึ้นใหม่ได้เสมอ (Resilience) ในช่วงนี้ควรทำให้ชีวิตประจำวันของเรา มีระบบสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งไม่กลับไปหมดไฟได้ง่ายๆให้เราสร้าง "ช่วงเวลาลำพังเล็กๆ" ในแต่ละวัน เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้สมองรู้ว่านี่คือเวลาของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดเวลา“เฝ้าเดี่ยว”หรือ“เวลาส่วนตัวกับพระเจ้า”โดยไม่ให้มีสิ่งใดมารบกวน โดยถือว่า เป็น“ช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์ของเราตามลำพังกับพระเจ้า”ให้เราสามารถแยก "งาน" กับ "ชีวิตส่วนตัว" หรือ “ชีวิคครอบครัว”ออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด ในช่วงนี้ (ถ้าต้องทำงานที่บ้าน ให้มีพื้นที่ทำงานโดยเฉพาะ พอเสร็จงานก็เดินออกมาจากตรงนั้น ก็ปิดการแจ้งเตือนงานทันที เพราะถึงเวลาพักผ่อนแล้ว)และให้เราใส่ใจสุขภาพพื้นฐาน กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเบาๆหรือเดินเร็ว ซึ่งช่วยให้สมดุลของฮอร์โมนและสารสื่อประสาทกลับคืนสู่สภาพดีได้เร็วขึ้นพี่น้องที่รัก ขอให้เราจำไว้เสมอว่า “การหมดไฟ”ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าเราทุ่มเทมากเกินไปจนเกินลิมิต(ที่พระเจ้าทรงกำหนด)และลืมดูแลตัวเองอย่างที่ควร เราจึงควรตื่นตัว ปรับปรุงแก้ไข แต่การกลับคืนสู่ภาวะปกตินั้นเป็นเรื่องที่ต้องมีวินัยต้องใช้เวลา ไม่ควรเร่งร้อน แต่ค่อยๆ เดินทีละก้าว ด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้า คนใน ครอบครัว และพี่น้องของเราแล้ว เราจะกลับมาติดไฟ เปี่ยมล้นด้วยพลัง ฉลาดขึ้น และกลับมาสดใสอีกครั้ง!…อาเมนไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 20มีนาคม2026(ตอนที่354ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข ั#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน กลัวจนหลุด Ep.1573 เราเพิ่งได้เห็นว่าเฮเซคียาห์ได้รับการประเมินว่า เขาเป็นกษัตริย์ที่ดี 2 พงศ์กษัตริย์ 18:13–16 พาเรามาอยู่ในวิกฤตที่ทำให้ผู้นำที่กล้าหาญนี้ กลับต้องยอมประนีประนอม พระธรรมตอนนี้บอกว่า ในปีที่ 14 ของเฮเซคียาห์ เซนนาเคอริบแห่งอัสซีเรียได้ทรงยกขึ้นมาต่อสู้บรรดาเมืองที่มีป้อมของยูดาห์และยึดได้ เฮเซคียาห์จึงส่งคนไปถามว่า เขาทำอะไรผิด ขอให้ถอนทัพกลับไป จะปรับเท่าไร เขาก็ยอม พระราชาแห่งอัสซีเรียเรียกเงิน 300 ตะลันต์ และทองคำ 30 ตะลันต์ 'และเฮเซคียาห์ได้มอบเงินทั้งหมดซึ่งมีอยู่ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์ และในคลังของพระราชวัง ในครั้งนั้น เฮเซคียาห์ทรงลอกทองคำจากประตูทั้งหลายของพระนิเวศของพระยาห์เวห์ และจากเสาประตูซึ่งเฮเซคียาห์พระราชาแห่งยูดาห์ทรงบุไว้ และทรงมอบแก่พระราชาแห่งอัสซีเรีย ' 2 พงศ์กษัตริย์ 18:15-16นี่คือภาพของคนที่เคยวางใจพระเจ้า แต่เมื่อเจอความกดดันเขากลับหันหลังให้พระเจ้าไปพึ่งพาวิธีของตนเอง หลายครั้งเราเองก็ไม่ต่างจากเฮเซคียาห์ เมื่อสถานการณ์ปกติ เราบอกว่า เราวางใจพระเจ้า แต่เมื่อแรงกดดันเข้ามา ความกลัวกลับทำให้เราเริ่มต่อรองกับสถานการณ์ หรือยอมลดมาตรฐานฝ่ายวิญญาณของตัวเราเอง เรื่องราวนี้ไม่ได้จบลงด้วยความล้มเหลว เพราะพระเจ้าของเราไม่ใช่พระเจ้าที่หยุดทำงาน พระองค์ฝทรงมีแผนการต่อไปสำหรับชีวิตของเรา'จงมอบภาระของท่านไว้กับพระยาห์เวห์ และพระองค์จะทรงค้ำจุนท่าน พระองค์จะไม่ทรงยอมให้คนชอบธรรมคลอนแคลนเลย ' สดุดี 55:22ความกลัวอาจทำให้เราประนีประนอม และยอมแลกสิ่งที่มีค่าเพื่อความสบายใจชั่วคราว แต่ทางออกที่มาจากความกลัว ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดจากพระเจ้า ขอให้เราไม่รีบต่อรองเมื่อเจอปัญหา แต่ให้เราเลือกที่จะวางใจในพระเจ้า แม้ยังไม่เห็นทางออก และแม้วันนี้เราจะพลาดไปแล้ว แต่พระเจ้ายังมีแผนสำหรับชีวิตของเราแน่นอน ให้เราเชื่อและไว้วางใจในพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่353)อะไรเอ่ยหวานแก่จิตวิญญาณ และเป็นพลานามัยแก่ร่างกาย?“ถ้อยคำแช่มชื่นเป็นเหมือนรวงผึ้ง เป็นความหวานแก่วิญญาณจิตและเป็นพลานามัยแก่ร่างกาย” ~สุภาษิต 16:24 THSV11“Gracious words are a honeycomb, sweet to the soul and healing to the bones.” ~Proverbs 16:24 NIV“ถ้อยคำแช่มชื่น” หมายถึง “คำพูดที่สุภาพ อ่อนโยน เต็มไปด้วยความรัก ความเมตตา และการหนุนใจ ไม่ใช่แค่คำชม แต่รวมถึงคำที่พูดอย่างจริงใจและสร้างสรรค์”“เหมือนรวงผึ้ง”ในสมัยพระคัมภีร์ น้ำผึ้งเป็นของหวานล้ำค่า ให้พลังงาน และมีคุณค่าทางสุขภาพคำเปรียบนี้ จึงหมายความว่า“คำพูดดีๆ” มีคุณค่าและหายากเมื่อได้รับก็ทำให้ชื่นใจคำพูดที่ดี หรือ ถ้อยคำที่แช่มชื่น มีคุณค่าและมีคุณประโยชน์ ดังนี้ “เป็นความหวานแก่วิญญาณจิต”คำพูดดีๆ ช่วย1).ปลอบใจคนที่กำลังท้อ2).เติมกำลังใจให้คนที่หมดหวัง3).เยียวยารักษาคนที่บาดเจ็บ4).เพิ่มความสดชื่นแก่คนที่หดหู่บางครั้ง “คำพูดเพียงประโยคเดียว” อาจเปลี่ยนทั้งวัน หรือแม้แต่ทั้งชีวิตและจิตวิญญาณของคนบางคนได้“เป็นพลานามัยแก่ร่างกาย”คำพูดดีๆ ไม่ได้เพียงส่งผลกระทบต่อใจ แต่ยังส่งผลกระทบถึงร่างกายด้วยคำพูดร้ายๆ มักเพิ่มความกังวล และอาจทำให้ร่างกายเจ็บป่วย แต่คำพูดดี ๆ1).ช่วยลดความเครียด 2).ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้นพี่น้องที่รัก คำพูด หรือ ถ้อยคำจากปากของคุณ สามารถเสริมสร้าง หรือ ทำลายชีวิตของคนได้ ดังนั้น หากจะพูด จงพูดเพื่อ “รักษา” ไม่ใช่ “ทำร้าย”จงพูดเพื่อ “หนุนใจ” ไม่ใช่ “ทำลายกำลังใจ”จงพูดให้เหมือน “น้ำผึ้ง” ที่ให้ความหวานแก่จิตวิญญาณไม่ใช่ “ยาพิษ”ที่สร้างความทุกข์ทรมานให้แก่ชีวิตของใครบางคนด้วยเหตุนี้ นับจากนี้ ก่อนที่วาจาจะออกจากปาก หรือ ปากกา หรือ ปลายนิ้วที่แป้นพิมพ์ของคุณ จงลองถามตัวเองก่อนพูดว่า“คำพูดนี้จะทำให้คนฟังดีขึ้นหรือแย่ลง?”ย้ำอีกครั้งว่า ถ้อยคำที่ดี คือ อาหารของจิตวิญญาณ และ ยารักษาของร่างกาย!จงจำไว้เสมอว่า “คำพูดที่อ่อนโยนแช่มชื่น อาจดูเล็กน้อย แต่มันสามารถรักษาจิตใจที่แตกสลายได้”(Gentle words may seem small, but they can heal a broken soul.)…เชื่อไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 19มีนาคม2026(ตอนที่353ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข ั#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่352)ความเมตตาคือหลักฐาน!“เพราะว่าการพิพากษาย่อมไม่เมตตาต่อคนที่ไม่แสดงความเมตตา ความเมตตาย่อมมีชัยเหนือการพิพากษา” ~ยากอบ 2:13 THSV11“No mercy will be shown to those who show no mercy to others. Mercy triumphs over judgment.” ~James 2:13 GWพระคัมภีร์ข้อนี้ หมายความว่าอะไร?1️⃣. “เพราะว่าการพิพากษาย่อมไม่เมตตาต่อคนที่ไม่แสดงความเมตตา”“No mercy will be shown to those who show no mercy to others. ความหมายคือ คนที่ดำเนินชีวิตอย่างไร้ความเมตตาต่อผู้อื่นเมื่อถึงเวลาถูกพิพากษา เขาจะไม่อาจเรียกร้องความเมตตาได้ซึ่งสอดคล้องกับหลักคำสอนของพระเยซูคริสต์ที่ว่า“จงให้เขา แล้วพวกท่านจะได้รับด้วยแบบยัดสั่นแน่นพูนล้นเต็มหน้าตักของท่าน เพราะว่าเมื่อท่านตวงให้เขาเท่าไร ท่านก็จะได้รับการตวงกลับคืนไปเท่านั้นเช่นกัน”” ~ลูกา 6:38 THSV11ขอให้เราจำไว้เสมอว่า แม้พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาที่ยุติธรรมแต่พระองค์ก็ทรงมองดูผู้รับการพิพากษาด้วยพระทัยที่เต็มไปด้วยพระเมตตาเช่นกันดังนั้น คนที่ได้รับพระเมตตามากก็ควรจะสะท้อนพระเมตตานั้นออกไปสู่ผู้อื่นด้วย2️⃣.“ความเมตตาย่อมมีชัยเหนือการพิพากษา”“ Mercy triumphs over judgment.”คำว่า “มีชัย” ให้ภาพเหมือนความเมตตายืนอยู่เหนือคำพิพากษาไม่ใช่เพราะว่าคนถูกพิพากษาไม่มีความผิดแต่เพราะความรักและพระคุณยิ่งใหญ่กว่าความผิดพลาดเหล่านั้นดังนั้น เมื่อเรามีความเมตตา ก็แสดงว่า เราเข้าใจซาบซึ่งในพระคุณที่เราได้รับและกำลังสะท้อนพระลักษณะแห่งความเมตตาของพระเจ้าออกมาให้เห็นความเมตตาจึงไม่ใช่การยกเลิกความยุติธรรมแต่เป็นการเติมเต็มความยุติธรรมด้วยความรักพี่น้องที่รักความเชื่อแท้ ไม่ใช่แค่เรื่องคำพูด แต่แสดงออกมาเป็นการกระทำที่เปี่ยมด้วยความเมตตาคนที่ได้รับความเมตตา จะรู้ดีว่าตนเองได้รับการอภัยเขาก็จะแสดงความเมตตาต่อผู้อื่นด้วยการให้อภัยผู้อื่นเช่นกันคนที่มีความเมตตาจะตระหนักว่า ความเมตตาไม่ใช่ความอ่อนแอแต่เป็นพลังแห่งความเข้มแข็งที่สามารถควบคุมและชนะความแข็งกระด้างในใจของมนุษย์ได้ดังนั้น ถ้าเราปรารถนาที่จะได้รับความเมตตาเราก็ต้องเป็นคนที่แสดงความเมตตาแก่คนอื่นก่อนถ้าเราเข้าใจความหมายของพระคุณเราก็จะไม่ตัดสินคนอื่นง่าย ๆอย่างไร้ความเมตตาเหมือนคำกล่าวที่ว่า“หัวใจที่เต็มด้วยความเมตตาจะไม่รีบตัดสินกล่าวโทษผู้อื่น!”(A merciful heart isnever quick to condemn.)ด้วยเหตุนี้เองก่อนที่เราจะตัดสินพิพากษาผู้ใด ขอให้เราถามตัวเองก่อนว่า“ฉันอยากถูกตัดสินแบบนี้หรือ?”เราต้องเตือนตัวเองไว้เสมอว่า คนที่เข้มงวดกับคนอื่น มักลืมไปว่าว่าตัวเขาเองก็ต้องการพระคุณเช่นกันขอให้เราจดจำไว้เสมอว่า “ความเมตตาคือหลักฐานว่าพระเจ้าสถิตอยู่ในหัวใจเรา!”“Mercy is the evidence that God dwells in our hearts!”…อาเมนไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 18มีนาคม2026(ตอนที่352ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่351)จงชื่นชมในกันและกัน!“ขอบพระคุณพระเจ้าทุกครั้งที่ระลึกถึงท่านทั้งหลาย” ~ฟีลิปปี 1:3 THSV11“I thank my God every time I remember you.” ~Philippians 1:3 NIVการชื่นชมผู้หนึ่งผู้ใด ก็คือ การที่เรามองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ผู้นั้นมี ทำ หริอเป็น!เราจึงควรมองกันและกันด้วยมุมมองเช่นนั้น เพราะเป็นมุมมองเดียวกับที่พระเจ้าทรงทอดพระเนตรดังคำกล่าวที่ว่า“เมื่อเรามองเห็นคุณค่าของกันและกัน เรากำลังมองด้วยสายตาเดียวกับที่พระเจ้ามอง”(When we see the value in one another, we begin to see people the way God sees them.)✨คำว่า "ชื่นชม" หมายความว่า“สรรเสริญ,ยกย่อง,นิยมชมชอบ, ศรัทธา รู้สึกพอใจ ปลาบปลื้ม ยินดี ในความดีหรือความงามของผู้อื่น”คำภาษาอังกฤษ ที่ใช้ในความหมาย“ชื่นชม”ที่บ่อยที่สุด คือ คำว่า “Appreciate”ที่หมายถึงตระหนักในคุณค่าอันเต็มเปี่ยมของ…(recognize the full worth of.)เข้าใจ(สถานการณ์)อย่างถ่องแท้;ตระหนักในความหมายที่แฝงอยู่อย่างกระจ่าง(understand (a situation) fully; recognize the full implications of.)เมื่อเราชื่นชมผู้ใด เราก็จะแสดงออกถึงความนิยม ยกย่อง หรือสรรเสริญผู้นั้นออกมาด้วยความจริงใจ เพราะเราเห็นคุณค่าและความดีงามในตัวบุคคลนั้น หรือในสิ่งที่เราพบเห็นนั้นมีคำภาษาอังกฤษหลายคำที่เราใช้ในความหมายใกล้เคียงกัน เช่นAdmire (ชื่นชม นับถือ)Appreciate (ซาบซึ้ง เห็นคุณค่า)Compliment - (ชมเชย ยกย่อง)Praise (สรรเสริญ สดุดี)ซึ่งใกล้เคียงกับคำว่า Esteem ( นับถือ เคารพ)Respect ( เคารพ ให้เกียรติ)Honor -(ให้เกียรติ ยกย่อง)Cherish (ทะนุถนอม ฟูมฟักรักใคร่)กล่าวพอสรุปได้ว่า ถ้าเราชื่นชมผู้ใด เราจะชื่นชม(Admire)ผู้นั้นด้วยความเคารพนับถือเราจะชื่นชม( Appreciate)ผู้นั้นด้วยความซาบซึ้งใจเราจะชื่นชม( Praise)ผู้นั้นด้วยการสรรเสริญยกย่องเราจะชื่นชม(Respect)ผู้นั้นด้วยความจริงใจอย่างเช่นเราชื่นชมในความกล้าหาญของกษัตริย์ดาวิดเราชื่นชมในสติปัญญาของกษัตริย์ซาโลมอนเราชื่นชมในความใจกว้างของบารนาบัสเราชื่นชมในการทุ่มเทเอาจริงเอาจังของเปาโลเราชื่นชมในการเป็นแบบอย่างในความรักของอัครทูตยอห์นฯลฯพี่น้องที่รักวันนี้ มีใครบ้างในคริสตจักร หรือ ในชุมชนที่คุณอยู่ ที่คุณรู้สึกชื่นชมตัวเขาอย่างจริงใจ? ในเรื่องอะไร?…บอกชื่อของเขาหรือเธอได้หรือไม่?แล้วตัวของคุณเองล่ะ ได้ทำอะไรบ้าง ที่ทำให้คนรอบตัวของคุณรู้สึกชื่นชมอย่างจริงใจบ้าง?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 17มีนาคม2026(ตอนที่351ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่350)หมอนที่นุ่มที่สุดคือหัวใจที่ไว้วางใจพระเจ้า!“ข้าพระองค์จะเอนกายลงนอนหลับอย่างเป็นสุขข้าแต่พระยาห์เวห์ เพราะพระองค์เท่านั้นที่ทรงทำให้ข้าพระองค์อาศัยอยู่อย่างปลอดภัย” ~สดุดี 4:8 THSV11“I fall asleep in peace the moment I lie down because you alone, O Lord, enable me to live securely.” ~Psalms 4:8 GWมีคำกล่าวว่า“สันติสุขของพระเจ้า เปลี่ยนคืนที่แสนกังวล ให้เป็นคืนแห่งการพักผ่อน!”(God's peace turns anxious nights into restful ones.)ผมขอบคุณพระเจ้าที่ พระเจ้าทรงประทานการนอนหลับพักผ่อนอย่างเป็นสุขมาให้หลังจากที่ผมความดันขึ้น จนออกอาการบ้านหมุน ควบคุมร่างกายไม่ได้ และต้องเข้าโรงพยาบาลมาตั้งแต่วันศุกร์(13มีนาคม2026)แต่ด้วยพลังอธิษฐานเผื่อของพี่น้องนับหลายพันคนที่รักผมจึงทำให้ อาการของผมดีขึ้น จนแม้แต่บรรดาแพทย์ยังประหลาดใจทำให้คิดถึงคำตรัสของกษัตริย์ดาวิดในขณะที่พระองค์เผชิญกับปัญหา ศัตรู หรือความกดดันในชีวิตที่ว่า“ข้าพระองค์จะเอนกายลงและนอนหลับด้วยความสงบสุขข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าเพราะพระองค์ผู้เดียวทรงทำให้ข้าพระองค์อาศัยอยู่อย่างปลอดภัย” ~สดุดี 4:8 TNCVการนอนหลับสะท้อนให้เห็นสันติสุขภายในใจ จากการที่ได้มอบปัญหาความกังวล และความทุกข์ใจทั้งหมดไว้กับพระเจ้าแล้วเพราะว่าคนที่มีความกลัว ความกระวนกระวาย หรือมีความผิดบาป มักนอนหลับยาก ดังนั้นการนอนหลับที่เป็นพร จึงเป็นการนอนหลับอย่างสุขสงบไม่ใช่เพราะสถานการณ์ดี แต่มาจากความวางใจพระเจ้าใช่ครับ มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเป็นแหล่งความปลอดภัยแท้จริงซึ่งดาวิดทรงทราบดีว่าความมั่นคงที่แท้จริงในชีวิตมาจากพระยาห์เวห์ ไม่ใช่เพราะมีกองทัพที่ยิ่งใหญ่การนอนหลับเปรียบเหมือนการ วางชีวิตไว้ในพระหัตถ์พระเจ้า เพราะในยามที่เราหลับ1).เราไม่สามารถทำหรือ ควบคุมอะไรได้2).เราไม่สามารถป้องกันหรือแก้ไขอะไรได้จะมีก็แต่พระเจ้าเท่านั้น ที่ทรงเฝ้าดูแลรักษาเราให้ปลอดภัยจากพระธรรมตอนนี้ เราจึงเรียนรู้ว่า1️⃣.คนที่วางใจพระเจ้าจะนอนหลับพักผ่อนได้อย่างเป็นสุขไม่ว่าสถานการณ์รอบตัวจะวุ่นวายมากสักเพียงใด2️⃣.ความปลอดภัยที่แท้จริงมาจากพระเจ้าและการปกปัองของพระองค์ไม่ได้จากสิ่งที่มนุษย์สร้างหรือที่มนุษย์มีพี่น้องที่รัก คุณเห็นด้วยหรือยังว่า “หมอนที่นุ่มที่สุดคือหัวใจที่ไว้วางใจพระเจ้า!”(The softest pillow is a heart that trusts God.)ช่วยตอบที!………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 16มีนาคม2026(ตอนที่350ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่349)118“จงขอบพระคุณพระยาห์เวห์ เพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์” ~สดุดี 118:1 THSV11“Give thanks to the Lord, for he is good; his love endures forever.” ~Psalms 118:1 NIVวันนี้ วันอาทิตย์ ผมตื่นขึ้นมา ด้วยใจขอบพระคุณพระเจ้าเพราะพยาบาลตรวจความดันเช้าวันนี้ พบว่าลดลงเหลือเพียง118/77ผมจึงเปิดพระคัมภีร์ สดุดี 118 ออกอ่าน และได้รับพระวจนะที่หนุนใจมากมาย จึงขอนำมาแบ่งปัน ดังนี้สดุดีบทนี้ เริ่มต้นดังนี้ “จงขอบพระคุณพระยาห์เวห์ เพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์ข้าพเจ้าได้ร้องทูลพระยาห์เวห์จากความคับแค้นใจพระยาห์เวห์ทรงตอบข้าพเจ้าโดยประทานความโล่งใจให้ ข้าพเจ้าจะไม่กลัว มนุษย์จะทำอะไรแก่ข้าพเจ้าได้เล่า? พระยาห์เวห์ทรงอยู่ฝ่ายข้าพเจ้าเพื่อช่วยข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะมองเห็นคนที่เกลียดข้าพเจ้าแพ้ เขาทั้งหลายได้ล้อมข้าพเจ้าทุกด้านเหมือนฝูงผึ้งพวกเขามอดดับไป เหมือนไฟไหม้หนามโดยพระนามพระยาห์เวห์ ข้าพเจ้าห้ำหั่นพวกเขาข้าพเจ้าเข้าลี้ภัยอยู่ในพระยาห์เวห์ ก็ดีกว่า 1).วางใจในมนุษย์ เข้าลี้ภัยอยู่ในพระยาห์เวห์ ก็ดีกว่า 2).วางใจในเจ้านายข้าพเจ้าถูกผลักอย่างแรง ข้าพเจ้ากำลังจะล้ม แต่1)พระยาห์เวห์ทรงช่วยข้าพเจ้า 2).พระยาห์เวห์ทรงเป็นกำลังและ3).พระยาห์เวห์ทรงเป็นบทเพลงของข้าพเจ้า4). พระยาหเวห์ทรงเป็นความรอดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่ตาย แต่ข้าพเจ้าจะเป็นอยู่ และประกาศพระราชกิจของพระยาห์เวห์ พระยาห์เวห์ทรงตีสอนข้าพเจ้าอย่างหนักแต่พระองค์ไม่ทรงมอบข้าพเจ้าไว้กับความตาย 7 ข้าพเจ้าจะเข้าประตูแห่งความชอบธรรมข้าพเจ้าจะขอบพระคุณพระยาห์เวห์ นี่คือประตูของพระยาห์เวห์ คนชอบธรรมจะเข้าไปทางนี้ 1).พระองค์ทรงตอบข้าพระองค์ และ2).พระองค์ทรงเป็นความรอดของข้าพระองค์ วันนี้ เราจึงควรร่วมกันนมัสการพระเจ้าด้วยความเปรมปรีดิ์“การนี้เป็นมาจากพระยาห์เวห์ เป็นสิ่งอัศจรรย์ในสายตาเราวันนี้เป็นวันที่พระยาห์เวห์ได้ทรงสร้างให้เราเปรมปรีดิ์และยินดีในวันนั้น!ข้าแต่พระยาห์เวห์ ~ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้รอดเถิด ข้าแต่พระยาห์เวห์ ~ขอประทานความสำเร็จแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด ~ขอประทานพระพรแก่ผู้ที่เข้ามาในพระนามของพระยาห์เวห์ พี่น้องที่รัก ขอให้เราจดจำไว้เสมอว่าพระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา และพระยาห์เวห์ทรงประทานความสว่างแก่เราสิ่งที่เราควรทำก็คือเราจะขอบพระคุณพระยาห์เวห์เราจะยกย่องพระองค์ 1).เพราะพระองค์ประเสริฐ 2).เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์” ~สดุดี 118:1-29 THSV11พี่น้องที่รัก วันนี้ เป็นวันที่ผมเปรมปรีดิ์เพราะผมยังมีชีวิตอยู่ผมขอบคุณพระเจ้าที่ผมยังไม่ตายพระเจ้ายังคงยืนยันที่จะใช้ผมต่อไปผมดีใจที่ในยามที่ผมเจ็บป่วยนี้ มีพี่น้องมากมายหลายพันคนอธิษฐานเผื่อแม้แต่ในขณะที่ผมกำลังเขียน“สดแต่เช้า”นี้ ขอให้ทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เปรมปรีดิ์กับชีวิตและกับการรับใช้พระเจ้าร่วมกันนะครับขอพระเกียรติเป็นของพระเจ้าขอพระพรเป็นของพี่น้องทุกท่าน!…อาเมนไหมครับ!………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 15มีนาคม2026(ตอนที่349ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่350หมอนที่นุ่มที่สุดคือหัวใจที่ไว้วางใจพระเจ้า!“ข้าพระองค์จะเอนกายลงนอนหลับอย่างเป็นสุขข้าแต่พระยาห์เวห์ เพราะพระองค์เท่านั้นที่ทรงทำให้ข้าพระองค์อาศัยอยู่อย่างปลอดภัย” ~สดุดี 4:8 THSV11“I fall asleep in peace the moment I lie down because you alone, O Lord, enable me to live securely.” ~Psalms 4:8 GWมีคำกล่าวว่า“สันติสุขของพระเจ้า เปลี่ยนคืนที่แสนกังวล ให้เป็นคืนแห่งการพักผ่อน!”(God's peace turns anxious nights into restful ones.)ผมขอบคุณพระเจ้าที่ พระเจ้าทรงประทานการนอนหลับพักผ่อนอย่างเป็นสุขมาให้หลังจากที่ผมความดันขึ้น จนออกอาการบ้านหมุน ควบคุมร่างกายไม่ได้ และต้องเข้าโรงพยาบาลมาตั้งแต่วันศุกร์(13มีนาคม2026)แต่ด้วยพลังอธิษฐานเผื่อของพี่น้องนับหลายพันคนที่รักผมจึงทำให้ อาการของผมดีขึ้น จนแม้แต่บรรดาแพทย์ยังประหลาดใจทำให้คิดถึงคำตรัสของกษัตริย์ดาวิดในขณะที่พระองค์เผชิญกับปัญหา ศัตรู หรือความกดดันในชีวิตที่ว่า“ข้าพระองค์จะเอนกายลงและนอนหลับด้วยความสงบสุขข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าเพราะพระองค์ผู้เดียวทรงทำให้ข้าพระองค์อาศัยอยู่อย่างปลอดภัย” ~สดุดี 4:8 TNCVการนอนหลับสะท้อนให้เห็นสันติสุขภายในใจ จากการที่ได้มอบปัญหาความกังวล และความทุกข์ใจทั้งหมดไว้กับพระเจ้าแล้วเพราะว่าคนที่มีความกลัว ความกระวนกระวาย หรือมีความผิดบาป มักนอนหลับยาก ดังนั้นการนอนหลับที่เป็นพร จึงเป็นการนอนหลับอย่างสุขสงบไม่ใช่เพราะสถานการณ์ดี แต่มาจากความวางใจพระเจ้าใช่ครับ มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเป็นแหล่งความปลอดภัยแท้จริงซึ่งดาวิดทรงทราบดีว่าความมั่นคงที่แท้จริงในชีวิตมาจากพระยาห์เวห์ ไม่ใช่เพราะมีกองทัพที่ยิ่งใหญ่การนอนหลับเปรียบเหมือนการ วางชีวิตไว้ในพระหัตถ์พระเจ้า เพราะในยามที่เราหลับ1).เราไม่สามารถทำหรือ ควบคุมอะไรได้2).เราไม่สามารถป้องกันหรือแก้ไขอะไรได้จะมีก็แต่พระเจ้าเท่านั้น ที่ทรงเฝ้าดูแลรักษาเราให้ปลอดภัยจากพระธรรมตอนนี้ เราจึงเรียนรู้ว่า1️⃣.คนที่วางใจพระเจ้าจะนอนหลับพักผ่อนได้อย่างเป็นสุขไม่ว่าสถานการณ์รอบตัวจะวุ่นวายมากสักเพียงใด2️⃣.ความปลอดภัยที่แท้จริงมาจากพระเจ้าและการปกปัองของพระองค์ไม่ได้จากสิ่งที่มนุษย์สร้างหรือที่มนุษย์มีพี่น้องที่รัก คุณเห็นด้วยหรือยังว่า “หมอนที่นุ่มที่สุดคือหัวใจที่ไว้วางใจพระเจ้า!”(The softest pillow is a heart that trusts God.)ช่วยตอบที!………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 16มีนาคม2026(ตอนที่350ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตพระธรรมนำชีวิต รื้อและทำลายให้หมด Ep.1570หลังจากที่พักบอกถึงเหตุผลของการล่มสลายของอาณาจักรอิสราเอลเหนือแล้ว 2 พงศ์กษัตริย์ 18 กลับมาเล่าประวัติศาสตร์ที่นาชื่นชมยินดีของอาณาจักรยูดาห์ฝ่ายใต้ผ่านชีวิตของเฮเซคียาห์ แม้ว่าเขาจะเป็นลูกของอาหัสกษัตริย์ที่ไม่เอาพระเจ้า นมัสการทุกพระยกเว้นพระเจ้า พ่อของเขาคืออาหัสคนที่เลือกพึ่งพาคนที่มีกำลังอำนาจมากกว่าพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้าได้บอกเล่าถึงเฮเซคียาห์ว่า'และพระองค์ทรงทำสิ่งที่ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์ ตามทุกอย่างที่ดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์ทรงกระทำ ' 2 พงศ์กษัตริย์ 18:3การประเมินนี้ประเมินผ่านจากดาวิด แต่เฮเซคียาห์ก็สอบผ่าน สิ่งที่เขาทำแตกต่างจากกษัตริย์องค์ก่อนๆ เฮเซคียาห์รื้อปูชนียสถานสูงทิ้งไป ทรงทำลายเสาศักดิ์สิทธิ์ โค่นเสาอาเช-ราห์ และเขาทุบงูทองสัมฤทธิ์ซึ่งโมเสสสร้างขึ้น เพราะว่าคนอิสราเอลไปนมักสารงูนั้น ถ้า้รายังจำได้ งูทองสัมฤทธิ์นี้อยู่ในกันดารวิถี 21 เมื่อประชาชนถูกงูพิษกัด พระเจ้าทรงสั่งให้โมเสสสร้างงูทองสัมฤทธิ์ขึ้นมา เพื่อคนที่มองไปที่งูนั้นจะไม่ตาย เดิมทีงูทองสัมฤทธิ์นี้เป็นเครื่องหมายแห่งพระคุณ เป็นการช่วยกู้ของพระเจ้า แต่ในหลายร้อยปีต่อมา ประชาชนกลับเริ่มเผาเครื่องบูชานมัสการมัน สัญลักษณ์ของพระพรก็กลายเป็นรูปเคารพ เฮเซคียาห์ทำลายมัน และเรียกมันว่า เนหุชทาน งูนั้นเป็นเพียงแค่เศษทองสัมฤทธิ์ 'ลูกทั้งหลายเอ๋ย จงรักษาตัวให้พ้นจากรูปเคารพ' 1 ยอห์น 5:21สิ่งที่ดีในชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรา ก็สามารถเป็นรูปเคารพได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สิ่งของเหล่านั้น แต่ปัญหาคือ เมื่อเราเริ่มนมัสการของประทานเหล่านั้น แทนที่จะนมัสการพระเจ้าผู้ประทานของประทานของประทาน หรือสิ่งดีทุกอย่างให้กับเรา อย่ายึดติดกับวิธีการเดิม ๆ ประสบการณ์ฝ่ายวิญญาณในอดีต รูปแบบการนมัสการ หรือพระพรการช่วยเหลือที่เคยมีเข้ามาในชีวิต จนในที่สุดสิ่งเหล่านั้นก็กลับเข้ามาแทนที่พระเจ้า การฟื้นฟูชีวิตฝ่ายวิญญาณไม่ใช่เพียงการเพิ่มสิ่งใหม่ แต่เราต้องรื้อทำลายความบาปหรือสิ่งที่ผิดออกไปจากชีวิตให้หมดวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

พระธรรมนำชีวิตตอน ระวังจะเป็นลูกผสม Ep.1569 การนมัสการพระเจ้าแต่ยังปรนนิบัติพระอื่น ในข้อ 34 ได้บอกว่าในสายพระเนตรของพระเจ้านั่นเท่ากับไม่ได้ยำเกรงพระองค์เลย ในพันธสัญญาเดิมพระเจ้าทรงเปรียบภาพนี้เหมือนการเล่นชู้ฝ่ายวิญญาณ ลองนึกถึงความรู้สึกของคู่ครองที่ถูกนอกใจดูสิครับ ผมเชื่อว่าพระเจ้าทรงรู้สึกเจ็บปวดเช่นเดียวกัน เมื่อประชากรของพระองค์หันไปนมัสการพระอื่น แม้ว่าพระเจ้าจะทรงเปี่ยมด้วยพระคุณและความอดทนอย่างเหลือเชื่อ แต่พระวจนะของพระเจ้าก็ทำให้เราเห็นว่า ความอดทนของพระเจ้าก็มีขอบเขตและวันแห่งการพิพากษาก็จะมาถึง ชนชาติอิสราเอลได้รับพันธสัญญาจากพระเจ้าตั้งแต่สมัยอับราฮัม พระองค์ทรงช่วยพวกเขาออกจากการเป็นทาสในอียิปต์ และประทานพระบัญญัติแก่พวกเขาผ่านทางโมเสส 2 พงศ์กษัตริย์ 17:35–37 ได้ย้ำถึงพระบัญญัตินี้อีกครั้งว่า“อย่ายำเกรง หรือกราบนมัสการ หรือปรนนิบัติ หรือถวายสัตวบูชาแก่พระอื่นๆ แต่เจ้าจงยำเกรงพระยาห์เวห์ ผู้ทรงนำเจ้าออกจากแผ่นดินอียิปต์ด้วยฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ เจ้าจงนมัสการพระองค์ และจงระวังที่จะทำตามกฎเกณฑ์ กฎหมาย และพระบัญญัติซึ่งพระองค์ทรงจารึกไว้สำหรับพวกเจ้า”แต่หลังจากที่พระเจ้าทรงพิพากษาให้อิสราเอลถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยแล้ว แผ่นดินสะมาเรียก็กลายเป็นสังคมลูกผสม ผู้คนมีความเชื่อแบบผสมผสาน นมัสการทั้งพระเจ้าและพระอื่น พระวจนะของพระเจ้าบอกชัดเชนว่า ในสายพระเนตรของพระเจ้านั่นเท่ากับไม่ได้ยำเกรงพระเจ้าเลย ตอนท้ายบทชี้ให้เราเห็นถึงพระทัยของพระเจ้าว่า พระองค์ทรงรักและหวงแหนเรา พระเจ้าทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้กลับมาเสมอ'เจ้าอย่าลืมพันธสัญญาที่เราได้ทำไว้กับเจ้า และอย่ายำเกรงพระอื่นเลย ' 2 พงศ์กษัตริย์ 17:38สำหรับเราในทุกวันนี้ พันธสัญญาที่เรามีคือพันธสัญญาใหม่ในพระเยซูคริสต์ ขอให้เรารักษาความเชื่อและความวางใจในพระเยซูไว้ให้มั่นคง อย่าให้สิ่งใดเข้ามาแทนที่พระเจ้า และเราจะไม่ไปปรนนิบัติพระอื่น ๆ รูปเคารพในยุคของเราอาจไม่ใช่รูปปั้นแล้ว แต่เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากกว่าพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ ความต้องการของเรา หรือสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต ขอให้เรื่องราวในวันนี้จะเตือนใจเราว่า อย่าให้ความเชื่อแบบลูกผสมเข้ามาอยู่ในชีวิตของเรา เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงสิ่งไร้ค่าที่ว่างเปล่า ขอให้เรารักและยำเกรงพระเจ้าด้วยสุดใจของเราวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

พระธรรมนำชีวิตตอน ปรนนิบัติอะไรอยู่ Ep.1568เมื่อเราอ่านพระวจนะของพระเจ้า เราจะพบว่าในยุคของพระเยซูชาวยิวไม่คบหากับชาวสะมาเรีย จุดเริ่มต้นของปัญหาที่ยาวนานนี้มาจาก 2 พงศ์กษัตริย์ 17 นี่แหละ กษัตริย์อัสซีเรียได้นำผู้คนจากหลายเมืองเข้ามาอาศัยอยู่ในสะมาเรีย คนเหล่านั้น้ได้รับการสอนให้รู้จักการยำเกรงพระเจ้าจากปุโรหิตที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยจากสะมาเรีย'ฉะนั้นคนหนึ่งในพวกปุโรหิตที่พวกเขากวาดมาจากสะมาเรีย จึงไปอาศัยอยู่ที่เมืองเบธเอลและสั่งสอนเขาทั้งหลายว่า เขาจะต้องยำเกรงพระยาห์เวห์อย่างไร ' 2 พงศ์กษัตริย์ 17:28ปุโรหิตผู้นี้ไปอาศัยอยู่ที่เบธเอล ซึ่งเป็นสถานที่ที่เคยตั้งรูปวัวทองคำของเยโรโบอัม ที่ 1 นี่เป็นปัญหาใหญ่ของผู้ที่สอนคนอื่น เพราะตัวเขาเองก็อยู่ในระบบศาสนาที่ปนเปื้อนกับความเชื่ออื่นๆ ผลก็คือคนต่างชาติเหล่านั้นนำพระและพิธีกรรมของตนเองเข้ามาในสะมาเรีย'เขาจึงยำเกรงพระยาห์เวห์ แต่ก็ปรนนิบัติบรรดาพระของเขาเองด้วย ตามธรรมเนียมของบรรดาประชาชาติที่พวกอัสซีเรียกวาดเขามาจากที่นั้น ' 2 พงศ์กษัตริย์ 17:33คนเหล่านั้นนมัสการพระเจ้าและก็นมัสการพระของตัวเองด้วย พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธพระเจ้าแต่ก็ไม่ได้มอบชีวิตให้พระองค์อย่างแท้จริง ในสายตาของพวกเขา พระเจ้าเป็นเพียงพระที่ต้องยำเกรงเพื่อไม่ให้มีภัยพิบัติ แต่รูปเคารพคือสิ่งที่พวกเขาอยากจะนมัสการ สำหรับเรา บางครั้งเราก็พูดว่าเราเชื่อพระเจ้า เรามานมัสการพระเจ้าที่โบสถ์ อธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ แต่ในเวลาเดียวกันหัวใจของเรายังผูกพันกับสิ่งอื่น เราอาจยำเกรงพระเจ้าแต่ก็ยังมีสิ่งที่เรารักและปรนนิบัติ เช่น เงินทอง ชื่อเสียง อำนาจ และการยอมรับจากผู้คน เครื่องชี้วัดว่าเรากำลังปรนนิบัติสิ่งใดอยู่ คือสิ่งที่เราให้เวลา ใช้พลัง และให้ความสำคัญมากที่สุด พระเยซูตรัสว่า'“ไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนายได้ เพราะว่าเขาจะชังนายข้างหนึ่ง และรักนายอีกข้างหนึ่ง หรือเขาจะนับถือนายฝ่ายหนึ่ง และดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านทั้งหลายจะรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้ ' มัทธิว 6:24พระบัญญัติข้อแรกของพระเจ้าคือ อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากพระองค์ วันนี้ลองสำรวจหัวใจของเราดูไหมว่า เราให้เวลา ใช้พลัง และให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากที่สุด พระเจ้าหรือความต้องการของเราวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

พระธรรมนำชีวิตตอน เพราะกลัวหรือเพราะรัก Ep.1567วันนี้พระเจ้าเป็นเพียงเบอร์โทรฉุกเฉินในเวลาที่เราเดือดร้อน หรือพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่เราเชื่อและเป็นเจ้าของชีวิตของเรา หลังจากอิสราเอลถูกกวาดต้อนจากสะมาเรียไปเป็นเชลยในอัสซีเรียแล้ว 2 พงศ์กษัตริย์ 17:24–27 ได้บอกว่า สะมาเรียไม่ได้ถูกปล่อยให้ว่าง กษัตริย์อัสซีเรียได้นำคนจากหลายเมืองเข้ามาอยู่ ในข้อ 24 บอกว่ามาจากบาบิโลน คูธาห์ อัฟวา ฮามัท และเสฟารวาอิม'และตั้งแต่แรกที่พวกเขามาอาศัยอยู่ที่นั่น เขาก็ไม่ได้ยำเกรงพระยาห์เวห์ ฉะนั้นพระยาห์เวห์จึงทรงให้สิงโตมาท่ามกลางเขา พวกมันฆ่าบางคนในพวกเขา ' 2 พงศ์กษัตริย์ 17:25เมื่อมีคนเสียชีวิตก็เกิดความกลัว พวกเขาจึงไปทูลกษัตริย์อัสซีเรียว่า เพราะพวกเขาไม่รู้ธรรมเนียมของพระของแผ่นดินนั้นจึงเกิดเหตุร้ายขึ้น'แล้วพระราชาแห่งอัสซีเรียจึงบัญชาว่า “จงนำคนหนึ่งในพวกปุโรหิตที่พวกเจ้ากวาดต้อนมาจากที่นั่นไปที่นั่น จงให้เขาไปอยู่ที่นั่น และให้สั่งสอนธรรมเนียมของพระของแผ่นดินนั้น” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 17:27ปุโรหิตถูกส่งเข้ามาเพื่อสอนให้ชนชาติเหล่านั้นได้รู้จักวิธียำเกรงพระเจ้า แต่พระเจ้าของคนเหล่านั้นไม่ใช่พระเจ้าที่พวกเขาเชื่อและยำเกรงอย่างแท้จริง พระองค์เป็นเพียงหลักประกันเพื่อป้องกันอันตรายในชีวิต พวกเขาเรียนรู้ธรรมเนียมปฏิบัติเพียงเพื่อให้ชีวิตปลอดภัยเท่านั้น แล้วเราล่ะครับ พระเจ้าเป็นเพียงหลักประกันว่า เราจะไม่ลงนรก หรือพระองค์เป็นพระเจ้าที่เรารัก ที่เราเทิดทูน เชื่อฟังและยำเกรง'และองค์เจ้านายตรัสว่า “เพราะชนชาตินี้เข้ามาใกล้ด้วยปากของเขา และให้เกียรติเราด้วยริมฝีปากของเขา แต่ใจของเขาห่างไกลจากเรา เขานมัสการเราเหมือนเป็นระเบียบของมนุษย์ที่จำกันมา ' อิสยาห์ 29:13การอยู่ในสถานที่ของพระเจ้าไม่ได้หมายความว่า เรารู้จักพระองค์ เราอาจมาโบสถ์เป็นประจำ อยู่ร่วมทุกกิจกรรมของคริสตจักร และอธิษฐานเสมอเมื่อมีปัญหา ความสัมพันธ์กับพระเจ้าแบบนั้นตั้งอยู่บนความกลัวและความต้องการความช่วยเหลือมากกว่าความรักที่เรามีต่อพระองค์ เรามาหาพระเจ้าเฉพาะเวลาที่มีสิงโตเข้ามาในชีวิตหรือเปล่า สิงโตนั้นอาจเป็นปัญหา ความเจ็บป่วย ปัญหาหรือวิกฤตต่าง ๆ แต่เมื่อทุกอย่างผ่านไป เราก็กลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม วันนี้เราอยู่ในพระเจ้าเพราะกลัว หรือเพราะเรารักพระองค์กันแน่ครับ ลองถามใจตัวเองดูวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่347)ภาษิตดีๆ อย่าทิ้งขว้าง!“เพราะข้าให้ภาษิตดีแก่พวกเจ้าอย่าทอดทิ้งคำสอนของข้า!” ~สุภาษิต 4:2 THSV11“I give you sound learning, so do not forsake my teaching.” ~Proverbs 4:2 NIVผมได้อ่านบทความต่อไปนี้มานานแล้วแม้จะจำไม่ได้ว่ามาจากไหน แต่ก็เห็นว่าเป็นภาษิต หรือ เป็นคำสอนเตือนสติที่ดี จึงขอนำมาแบ่งปันเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตแก่พี่น้องทุกท่าน ดังนี้ “1.การอธิษฐานไม่ใช่"ยางอะไหล่" ที่จะทำให้คุณหลุดพ้นจากปัญหา แต่คือ"พวงมาลัย" ที่จะพาคุณไปสู่เป้าหมายและทิศทางที่ถูกต้องรถยนต์มีกระจกกันลมด้านหน้าบานใหญ่แต่มีกระจกมองหลังบานเล็ก เพราะอดีตของเราไม่สำคัญเท่ากับอนาคตของเรา ดังนั้นจงมองไปข้างหน้าและก้าวต่อไปความสัมพันธ์ฉันเพื่อนเหมือนหนังสือ ที่ใช้เวลาเผาไหม้เพียงเศษเสี้ยววินาที แต่ต้องใช้เวลาหลายปีในการเขียนมันขึ้นมาเพื่อนเก่าเปรียบเสมือนทองคำ เพื่อนใหม่เปรียบเสมือนเพชร เมื่อคุณได้รับเพชรอย่าลืมทอง เพราะในการถือครองเพชรคุณควรมีฐานทองคำไว้รองรับเสมอความกังวลไม่ได้นำเอาปัญหาของวันพรุ่งนี้ออกไปแต่มันนำเอาความสงบสุขของวันนี้ออกไปต่างหากทุกอย่างบนโลกใบนี้เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว ถ้ามันดี ก็ให้เรารีบมีความสุขกับมัน เพราะมันจะอยู่กับเราไม่นาน ถ้ามันไม่ดี ก็อย่ากังวล เพราะว่ามันก็จะอยู่กับเรา ไม่นานเช่นกันการให้อภัยไม่ใช่การลืม แต่คือการเลือกที่จะจดจำ โดยไม่ยอมให้ความทรงจำเหล่านั้น มาทำร้ายเราอีกต่อไป"“ภาษิตดี” หมายถึงอะไร?“ภาษิตดี” หมายถึง“คำสอนที่ถูกต้อง หลักการดำเนินชีวิตที่นำไปสู่ปัญญา และคำแนะนำที่เกิดจากประสบการณ์และความยำเกรงพระเจ้า”แน่นอนว่า คำว่า “ภาษิต”ในบริบทของพระธรรมตอนนี้ไม่ใช่เพียงความคิดของมนุษย์ แต่เป็น ปัญญาที่สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้าดังนััน" ภาษิตดี” เหล่านี้ จะเป็นคำสอนที่ช่วยให้ชีวิตของเราเดินไปในทางที่ถูกต้อง!พี่น้องที่รัก เราจึงไม่ควรทอดทิ้งหรือ ละเลย คำสอนดีๆเหล่านั้น แต่ให้เรายึดถือและดำเนินชีวิตตาม เพื่อว่าคำสอนหรือภาษิตแห่งปัญญาเหล่านััน จะ1).ปกป้องชีวิตเราให้ปลอดภัย2).ช่วยเราให้หลีกเลี่ยงความผิดพลาด3).นำแสงสว่างให้ส่องทางชีวิตของเรา4).นำเราไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริง และ5).นำเกียรติยศมาสู่เราและครอบครัว…เห็นด้วยไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 13มีนาคม2026(ตอนที่347ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่346)เราจะจัดการกับใจที่ไม่ยอมให้อภัยอย่างไรดี?“และเมื่อพวกท่านยืนอธิษฐานอยู่ ถ้าพวกท่านมีเรื่องกับใคร จงยกโทษให้คนนั้น เพื่อว่าพระบิดาของพวกท่านผู้สถิตในสวรรค์จะทรงยกโทษความผิดของพวกท่านด้วย” ~มาระโก 11:25 THSV11“And when you stand praying, if you hold anything against anyone, forgive them, so that your Father in heaven may forgive you your sins.”” ~Mark 11:25 NIVถ้าเรายังให้อภัยใครบางคนไม่ได้ ต่อไปนี้ คือ แนวทางในการจัดการกับความรู้สึกเหล่านั้นเราควรยอมรับความจริงว่า สิ่งที่ทำให้เจ็บปวดนั้นเกิดขึ้นและผ่านไปแล้วเราควรแยกให้ออกระหว่างการให้อภัยกับการยอมรับสิ่งที่ผิดว่าถูกต้องเราควรมองให้เห็นความเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ในตัวของคนที่ทำผิดนั้นเราควรคิดว่าคนที่ทำผิดอาจจะเข้าใจผิดจึงทำร้ายเราโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงเราควรฝึกฝนในการมีสติตลอดเวลาก่อนตัดสินใจทำอะไรตอบโต้คนอื่นเราควรฝึกแยกแยะข้อเท็จจริงว่าอะไรคือขยะและอะไรคือพรที่ซ่อนอยู่ในความเจ็บปวดนั้นเราควรคิดว่าคนที่ทำผิดต่อเรานั้นอาจกำลังต้องการความช่วยเหลือ มากกว่าการตอบโต้จากเราเราควรเลือกที่จะให้อภัยแก่เขาด้วยความเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่าที่จะไม่เชื่อฟังพระองค์เราควรรีบสารภาพผิดต่อพระเจ้าในยามที่เราดื้อดึงไม่ยอมให้อภัยเราควรรีบเข้าขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า ให้ประทานใจใหม่แก่เราที่ สามารถให้อภัยได้พี่น้องที่รักไม่ว่าคนอื่นจะทำผิดต่อเรามากมายขนาดไหนเราไม่ควรทำผิดต่อพระเจ้า ด้วยการขัดพระบัญชาของพระองค์ที่ให้เรายกโทษเขาเราควรตั้งใจยกโทษให้กับผู้อื่น ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะทำผิดต่อเราเราควรเรียนรู้ที่จะขอบคุณคนที่ทำผิดต่อเราเพราะเขาทำให้เรา1).เรียนรู้ที่จะให้อภัยคนผิด และ2).เติบโตขึ้นในฝ่ายจิตวิญญาณ ที่มีเขาเป็นตัวทดสอบเราเราควรเตือนตัวเองและอื่นๆว่า คนที่ไม่ยกโทษคนอื่น คือคนที่ทำผิดมากกว่าคนที่ทำผิดต่อตัวเราเราควรตระหนักว่าคนอื่นนั้นเขาแค่ทำผิดต่อตัวเราแต่เมื่อเราไม่ให้อภัยเขานั่นหมายความว่าเรากำลังทำผิดต่อพระเจ้าเพราะไม่เชื่อฟังพระที่บัญชาเราให้อภัยดังนััน ตราบใดที่เรายังโกรธเคือง ผู้อื่น และไม่ยอมให้อภัยเขาตราบนั้น เราก็ยังเป็นเหมือนนักโทษที่ถูกขังอยู่ในคุกแห่งความขมขื่นใจแต่เมื่อใด ที่เราชนะหรือก้าวข้ามเรื่องอารมณ์หรือความรู้สึกนั้นไปได้และยอมให้อภัยคนที่ทำผิดต่อเราเราจะรู้สึกโล่งเหมือนนักโทษที่ได้รับการปลดปล่อยออกมาจากคุกมืดที่กักขังเรามาอย่างยาวนานเหมือนดังคำกล่าวที่ว่า"การให้อภัย คือการปล่อยนักโทษให้เป็นอิสระ แล้วพบว่านักโทษคนนั้นแท้จริงก็คือตัวเรานั่นเอง!"(To forgive is to set a prisoner free and discover that the prisoner was you.)– Lewis B. Smedesและเมื่อเราเป็นอิสระแล้ว แล้วเราก็จะกล่าวกับพระเจ้าได้ด้วยใจยินดีว่า“และขอทรงยกบาปผิดของพวกข้าพระองค์ เหมือนพวกข้าพระองค์ยกโทษบรรดาคนที่ทำผิดต่อข้าพระองค์” ~มัทธิว 6:12 THSV11…ดีไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 12มีนาคม2026(ตอนที่346ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน สาเหตุของการล่มสลาย Ep.1565หลังจากพระธรรมตอนนี้ได้บอกถึงเหตุการณ์การล่มสลายของอิสราเอลแล้ว 2 พงศ์กษัตริย์ 17:7-12 ได้อธิบายเหตุผลของการสิ้นชาติในครั้งนี้ว่า ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะกองทัพอัสซีเรียแข็งแกร่งกว่าแต่เพราะประชากรของพระเจ้าหันหลังให้พระองค์'ที่เป็นอย่างนั้น ก็เพราะคนอิสราเอลได้ทำบาปต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของตน ผู้ทรงนำพวกเขาออกจากแผ่นดินอียิปต์ จากพระหัตถ์ของฟาโรห์กษัตริย์แห่งอียิปต์ และเพราะพวกเขาได้นมัสการพระอื่นๆ ' 2 พงศ์กษัตริย์ 17:7ที่ต้องล่มสลายนั้นเพราะคนอิสราเอลทำบาปต่อพระเจ้าผู้ทรงมีพระเมตตาคุณต่อพวกเขา พวกเขาหันไปนมัสการพระอื่น ในข้อ 8 กล่าวว่า พวกเขาได้ดำเนินตามธรรมเนียมปฏิบัติของประชาชาติ แทนที่จะดำเนินชีวิตตามพระบัญญัติของพระเจ้า พวกเขากลับรับเอาวิถีชีวิตของคนต่างชาติเข้ามาและความเสื่อมของชนชาตินี้ยังถูกกล่าวไว้ใน'และคนอิสราเอลได้ทำสิ่งที่ไม่ชอบต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของตนอย่างลับๆ เขาทั้งหลายได้สร้างปูชนียสถานสูงสำหรับตนทั่วบ้านทั่วเมือง ตั้งแต่ที่ที่มีหอสังเกตการณ์ จนถึงเมืองที่มีป้อม' 2 พงศ์กษัตริย์ 17:9คนอิสราเอลทำบาปอย่างลับ ๆ ซึ่งสะท้อนถึงการประนีประนอมกับบาปที่เริ่มต้นอย่างเงียบ ๆ พวกเขาสร้างรูปเคารพและสถานนมัสการพระอื่นมากมายจนเต็มเมือง พวกเขาตั้งเสาศักดิ์สิทธิ์และเสาอาเช-ราห์ และเผาเครื่องหอมบนปูชนียสถานสูงทุกแห่ง พวกเขายั่วยุให้พระเจ้าโกรธด้วยการทำบาปชั่วต่าง ๆ ตามอย่างชนชาติที่พระเจ้าทรงกวาดล้างออกไปจากแผ่นดิน ในข้อ 12 บอกว่า คนอิสราเอลไม่เชื่อฟังคำเตือนของพระเจ้าที่ตรัสว่า “เจ้าอย่าทำอย่างนี้” 'แล้วจงระวังตัวเกรงว่าพวกท่านจะลืมพระยาห์เวห์ผู้ทรงนำท่านออกจากแผ่นดินอียิปต์ คือออกจากแดนทาส ' เฉลยธรรมบัญญัติ 6:12บทเรียนที่เราได้รับในวันนี้คือ ความพินาศหรือการล่มสลายของชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่มาจากการที่หัวใจค่อย ๆ ห่างจากพระเจ้า ขอให้เรารักษาชีวิตของเราให้อยู่ในความรักของพระเจ้าที่มาถึงเราทางพระเยซูคริสต์ ให้เราอ่านและฟังพระวจนะของพระองค์ด้วยการเชื่อฟัง ไม่ใช่ฟังหรืออ่านเพื่อประดับความรู้ แต่ให้พระวจนะของพระเจ้าที่เราอ่านและฟังนั้นกลายเป็นการดำเนินชีวิตของเราจริงๆ แล้วชีวิตของเราจะมั่นคงปลอดภัยในพระเจ้าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

พระธรรมนำชีวิตตอน สาเหตุของการล่มสลาย Ep.1565หลังจากพระธรรมตอนนี้ได้บอกถึงเหตุการณ์การล่มสลายของอิสราเอลแล้ว 2 พงศ์กษัตริย์ 17:7-12 ได้อธิบายเหตุผลของการสิ้นชาติในครั้งนี้ว่า ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะกองทัพอัสซีเรียแข็งแกร่งกว่าแต่เพราะประชากรของพระเจ้าหันหลังให้พระองค์'ที่เป็นอย่างนั้น ก็เพราะคนอิสราเอลได้ทำบาปต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของตน ผู้ทรงนำพวกเขาออกจากแผ่นดินอียิปต์ จากพระหัตถ์ของฟาโรห์กษัตริย์แห่งอียิปต์ และเพราะพวกเขาได้นมัสการพระอื่นๆ ' 2 พงศ์กษัตริย์ 17:7ที่ต้องล่มสลายนั้นเพราะคนอิสราเอลทำบาปต่อพระเจ้าผู้ทรงมีพระเมตตาคุณต่อพวกเขา พวกเขาหันไปนมัสการพระอื่น ในข้อ 8 กล่าวว่า พวกเขาได้ดำเนินตามธรรมเนียมปฏิบัติของประชาชาติ แทนที่จะดำเนินชีวิตตามพระบัญญัติของพระเจ้า พวกเขากลับรับเอาวิถีชีวิตของคนต่างชาติเข้ามาและความเสื่อมของชนชาตินี้ยังถูกกล่าวไว้ใน'และคนอิสราเอลได้ทำสิ่งที่ไม่ชอบต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของตนอย่างลับๆ เขาทั้งหลายได้สร้างปูชนียสถานสูงสำหรับตนทั่วบ้านทั่วเมือง ตั้งแต่ที่ที่มีหอสังเกตการณ์ จนถึงเมืองที่มีป้อม' 2 พงศ์กษัตริย์ 17:9คนอิสราเอลทำบาปอย่างลับ ๆ ซึ่งสะท้อนถึงการประนีประนอมกับบาปที่เริ่มต้นอย่างเงียบ ๆ พวกเขาสร้างรูปเคารพและสถานนมัสการพระอื่นมากมายจนเต็มเมือง พวกเขาตั้งเสาศักดิ์สิทธิ์และเสาอาเช-ราห์ และเผาเครื่องหอมบนปูชนียสถานสูงทุกแห่ง พวกเขายั่วยุให้พระเจ้าโกรธด้วยการทำบาปชั่วต่าง ๆ ตามอย่างชนชาติที่พระเจ้าทรงกวาดล้างออกไปจากแผ่นดิน ในข้อ 12 บอกว่า คนอิสราเอลไม่เชื่อฟังคำเตือนของพระเจ้าที่ตรัสว่า “เจ้าอย่าทำอย่างนี้” 'แล้วจงระวังตัวเกรงว่าพวกท่านจะลืมพระยาห์เวห์ผู้ทรงนำท่านออกจากแผ่นดินอียิปต์ คือออกจากแดนทาส ' เฉลยธรรมบัญญัติ 6:12บทเรียนที่เราได้รับในวันนี้คือ ความพินาศหรือการล่มสลายของชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่มาจากการที่หัวใจค่อย ๆ ห่างจากพระเจ้า ขอให้เรารักษาชีวิตของเราให้อยู่ในความรักของพระเจ้าที่มาถึงเราทางพระเยซูคริสต์ ให้เราอ่านและฟังพระวจนะของพระองค์ด้วยการเชื่อฟัง ไม่ใช่ฟังหรืออ่านเพื่อประดับความรู้ แต่ให้พระวจนะของพระเจ้าที่เราอ่านและฟังนั้นกลายเป็นการดำเนินชีวิตของเราจริงๆ แล้วชีวิตของเราจะมั่นคงปลอดภัยในพระเจ้าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่345)อะไรทำให้เรายกโทษได้ยากขึ้น ?“แม้เขาทำผิดต่อท่านวันหนึ่งถึงเจ็ดครั้งและเขากลับมาหาท่านทั้งเจ็ดครั้งนั้น แล้วบอกว่า‘ฉันกลับใจแล้ว' จงยกโทษให้เขาเถิด”” ~ลูกา 17:4 THSV11“Even if they sin against you seven times in a day and seven times come back to you saying ‘I repent,' you must forgive them.”” ~Luke 17:4 NIVดูเหมือนว่า พระเยซูคริสต์ ทรงกำชับเรา ให้ยกโทษคนที่ผิดพลาด หรือ ผิดบาป ตั้งแต่เขายังไม่ได้ทำผิดเลยหรือแม้ว่าต่อมา เขาได้ทำผิดบาปและบอกว่าเขากลับใจแล้ว…ก็ให้เรายกโทษแก่เขา ไม่ว่าจะสักกี่ครั้งก็ตาม!อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับความจริงกันตรงๆว่า…บางครั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะทำตามคำบัญชานั้นเลย!โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ มีปัจจัยยั่วยุที่ทำให้เราหงุดหงิด อึดอัด หรือ เจ็บปวดมากจนเกินกว่าจะทำเช่นนั้นได้ด้วยกำลังของตัวเราเองแล้วอะไรบ้าง ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เรายากจะยกโทษ หรือ ให้อภัย แก่คนบางคน?ความรุนแรงหรือความเจ็บปวดจากสิ่งที่ถูกกระทำ:“ยิ่งเจ็บลึก ก็ยิ่งให้อภัยยาก!”ใช่ครับ หากเราถูกกระทำ จนเสียหายต่อชีวิต จิตใจ ทรัพย์สิน หรือศักดิ์ศรีจนความเจ็บปวดนั้นฝังรากลงลึกมากเท่าไรการจะปล่อยวางให้อภัยก็จะยิ่งยากมากขึ้นเท่านั้นเพราะความรู้สึกว่า “ความยุติธรรมถูกทำลาย”ไปเราจะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่"ไม่แฟร์" ที่จะปล่อยให้เรื่องนั้นผ่านไปโดยไม่มีอะไรต้องชดใช้ความรู้สึกหรือจิตใจของเราจะเป็นเหมือนกับร่างกายที่บาดเจ็บสาหัส ที่ต้องการเวลาในการเยียวยารักษาการเร่งรัดให้เรายกโทษให้โดยไม่ผ่านกระบวนการเยียวยา ก็เปรียบเหมือนการกดทับบาดแผลเดิมไว้ให้หนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้นการทรยศต่อความความไว้ใจจากคนที่รักหรือใกล้ชิด:“ยิ่งรักก็ยิ่งเจ็บ”ใช่ครับการทรยศหรือการทำร้ายจากคนที่เรารักและไว้ใจที่สุด ได้ทำลาย“ความคาดหวัง” และ"ฐานความปลอดภัย" ในชีวิตเราให้พังทลายลงและก่อเกิดคำถามขึ้นในใจว่า"ทำไมถึงเป็นเธอ?“”ทำไมคนที่ควรจะปกป้องเรา กลับมาทำร้ายเรา?" ความรู้สึกถูกหักหลังเช่นนี้ สร้างความเจ็บปวดยิ่งนัก!การกระทบแตะต้อง"ปม" หรือ“แผลในใจ” ( เช่น ปมด้อย/ปมบาดแผลเดิม)ใช่ครับ เหมือนเอามือมาคลำแผลเก่าหรือ จุดอ่อนที่สุดในชีวิตเรา ความเจ็บปวดจะทวีคูณ มันไม่ใช่แค่คำพูดตอนนี้ แต่เป็นเสียงสะท้อนจากอดีตทั้งหมดอารมณ์ตอบสนองจะรุนแรง เพราะเราไม่ได้ปกป้องแค่ตัวตนปัจจุบัน แต่กำลังปกป้อง“เด็ก”ในตัวเราที่เคยเจ็บปวดจากเรื่องนั้นมาก่อนในอดีตการกระแทก "อีโก้"แห่งศักดิ์ศรีใช่ครับ เมื่อมีใครทำให้เราเสียหน้า ถูกดูถูกดูหมิ่นความสามารถ หรือลดคุณค่า จนศักดิ์ศรีถูกทำลาย และรู้สึกอับอาย ต่อหน้าคนอื่นการอภัยก็จะยากยิ่งขึ้น เพราะเท่ากับเราต้อง "ยอมรับ" ว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นมีส่วนจริง? อีโก้หรืออัตตา จะบอกว่า:"เราต้องตอบโต้ให้สาสม เราต้องพิสูจน์ว่าเขาไม่ถูกต้องเราต้องรักษาหน้าของเราไว้!"ดังนั้น พี่น้องที่รัก"การให้อภัยไม่ได้เปลี่ยนอดีต แต่มันช่วยขยายอนาคตให้กว้างไกลยิ่งขึ้น"("Forgiveness does not change the past, but it does enlarge the future.")– Paul Boeseใช่ครับ แม้ว่าเราจะเปลี่ยนสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นมาแล้วไม่ได้ แต่เราสามารถสร้างอนาคตที่ดีงามได้ด้วยการให้อภัยดังนั้น ขอให้เราเข้าหาพระเจ้าพึ่งพระคุณของพระองค์ในการรับมือกับความโกรธเกลียดในใจของเราโดยทูลขอให้พระเจ้าทรงประทานใจแห่งการอภัยให้แก่เรา เพื่อให้เราสามารถยกโทษความผิดบาปของทุกคนที่ทำบาปต่อเรา อย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ …จะดีไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 11มีนาคม2026(ตอนที่345ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ระวังถูกริบคืน Ep.1564ใน 2 พงศ์กษัตริย์ 17 ช่วงกลางบทผู้เขียนหยุดเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ชั่วคราว แล้วอธิบายให้เราเข้าใจว่าทำไมพระเจ้าจึงยอมให้ชนชาติอิสราเอลล่มสลาย การพ่ายแพ้ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพระเจ้าอ่อนแอ แต่เป็นเพราะประชาชนหันหลังให้พระเจ้าไปกราบไหว้พระอื่น ตลอดเวลาประมาณ 200 ปี พระเจ้าทรงอดทนและส่งผู้เผยพระวจนะของพระเจ้ามาเตือนพวกเขา แต่พวกเขาไม่ยอมกลับใจฟัง วันนี้เราจะมาดูเพียงข้อ 5-6 เท่านั้น เป็นการเล่าจุดเริ่มต้นของการล่มสลาย'แล้วพระราชาแห่งอัสซีเรียก็ทรงบุกเข้าทั่วแผ่นดิน และขึ้นมายังกรุงสะมาเรียและทรงล้อมเมืองไว้ 3 ปี ' 2 พงศ์กษัตริย์ 17:5เมื่อโฮเชยาจับได้ว่ากบฏต่ออัสซีเรีย โดยแอบไปขอความช่วยเหลือจากอียิปต์เขาจึงถูกจับขังคุก หลังจากนั้นกองทัพอัสซีเรียก็มาล้อมกรุงสะมาเรียอยู่ 3 ปี ช่วงเวลานั้นเต็มไปด้วยความอดอยาก ความกลัว และความสิ้นหวัง เพราะเมืองถูกตัดขาดจากโลกภายนอก และผู้นำของพวกเขาก็ไม่อยู่ ในที่สุดเมืองก็แตก'ในปีที่ 9 แห่งรัชกาลโฮเชยา พระราชาแห่งอัสซีเรียยึดกรุงสะมาเรียได้ พระองค์ทรงกวาดต้อนคนอิสราเอลไปยังอัสซีเรีย และให้พวกเขาอยู่ที่ฮาลาห์ และข้างแม่น้ำฮาโบร์แห่งเมืองโกซาน และในเมืองต่างๆ ของคนมีเดีย ' 2 พงศ์กษัตริย์ 17:6สะมาเรียถูกยึด ประชากรถูกต้อนไปเป็นเชลย นี่ไม่ใช่เพียงการย้ายถิ่นฐาน แต่เป็นการสูญเสียมรดก แผ่นดินที่พระเจ้าทรงประทานให้พวกเขา เพราะพวกเขาละเลยพระเจ้าผู้ประทานมรดกนั้นและหันไปหาพระอื่น'เพราะคนที่ทำชั่วจะถูกตัดออกไป แต่ผู้ที่รอคอยพระยาห์เวห์จะได้แผ่นดินเป็นมรดก ' สดุดี 37:9เมื่อคนของพระเจ้าละเลยพระองค์ ความมั่นคงที่เคยมีก็จะหายไป วันนี้พระเจ้าประทานมรดกฝ่ายวิญญาณแก่เราผ่านความเชื่อที่มีในพระเยซู ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่พระองค์ให้ คริสตจักร หน้าที่การงาน หรือความสุขในใจ คำถามคือ เรากำลังดูแลสิ่งเหล่านี้ด้วยความยำเกรงพระเจ้าหรือไม่ หรือเรากำลังใช้ชีวิตค่อย ๆ ห่างจากเจ้าโดยไม่รู้ตัว อย่ารอจนวันที่เราสูญเสียสิ่งสำคัญแล้วจึงค่อยหันกลับมาหาพระเจ้า แต่ให้เราเลือกเดินกับพระองค์ด้วยความยำเกรงตั้งแต่วันนี้เลยนะครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่344)ความสัตย์ซื่ออย่างนี้ ไม่มีในมนุษย์!“ความซื่อสัตย์ของคนเที่ยงธรรมย่อมนำเขา แต่ความคดโกงของคนทรยศย่อมทำลายเขา” ~สุภาษิต 11:3 THSV11“The integrity of the upright guides them, but the unfaithful are destroyed by their duplicity.” ~Proverbs 11:3 NIVเราควรเป็นคนสัตย์ซื่อที่ไว้วางใจได้ อย่างคงเส้นคงวาในทุกเรื่องแม้แต่ในเรื่องเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆJohn Ruskin (ค.ศ. 1819–1900) นักเขียน กวี จิตรกร และนักวิจารณ์ศิลปะ สถาปัตยกรรม และสังคมคนสำคัญชาวอังกฤษในยุควิคตอเรียซึ่งทรงอิทธิพลอย่างสูงต่อแนวคิดความงามและสังคม และมีผลงานโดดเด่นคือการส่งเสริมศิลปะแบบกอธิค (Gothic) การวิพากษ์วิจารณ์การปฏิวัติอุตสาหกรรม และการเน้นคุณค่าของมนุษย์เหนือทุนนิยม ได้กล่าวไว้ว่า“ความสัตย์ซื่อไม่แบ่งแยกระหว่างหน้าที่เล็กหรือหน้าที่ใหญ่!”(Faithfulness knows no difference between small and great duties.)หมายความว่า คนที่สัตย์ซื่อที่แท้จริง จะทำทุกอย่างอย่างเต็มใจและซื่อสัตย์ ไม่ว่างานนั้นจะดูสำคัญหรือดูเล็กน้อย เพราะว่าสำหรับคนสัตย์ซื่อนั้น ทุกหน้าที่ล้วนมีคุณค่าเท่ากัน“ความสัตย์ซื่อ” (Faithfulness) เป็นผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์และเป็นหนึ่งในคุณลักษณะที่สำคัญของคนที่ติดตามพระเจ้าจริงๆและเพราะว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อพระองค์จึงต้องการให้คนของพระองค์เป็นคนสัตย์ซื่อที่ดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์เช่นเดียวกัน ดังนั้นคนที่เชื่อศรัทธาในพระเจ้าจะต้องเป็นคนสัตย์ซื่อเหมือนพระองค์ อย่างไม่มียกเว้น และไม่มีข้อแก้ตัว!ในพระคัมภีร์ ได้กล่าวถึงเรื่องความสัตย์ซื่อไว้ดังนี้พระเจ้าทรงเป็นแบบอย่างของความสัตย์ซื่อและสัตย์จริง“ถ้าเราไม่มีความสัตย์จริง พระองค์ก็ยังทรงไว้ซึ่งความสัตย์จริง เพราะพระองค์จะไม่ทรงเป็นพระองค์เองไม่ได้”~2 ทิโมธี 2:13 THSV11พระเจ้าทรงสัตย์ซื่ออย่างไร?1).พระเจ้าทรงรักษาพระสัญญาเสมอ2).พระเจ้าทรงสัตย์จริงไม่เปลี่ยนแปลง~ถึงแม้ว่าเราจะไม่รักษาสัญญา หรือ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตามพระเจ้าทรงให้คุณค่ากับความสัตย์ซื่อและคนสัตย์ซื่อ~ความสัตย์ซื่อในเรื่องใหญ่ๆ ต้องเริ่มจากความซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กๆ“คนที่ซื่อสัตย์ในของเล็กน้อยจะซื่อสัตย์ในของมากด้วย และคนที่ไม่ซื่อสัตย์ในของเล็กน้อย จะไม่ซื่อสัตย์ในของมากเช่นกัน” ~ลูกา 16:10 THSV11พระเจ้าทรงไว้วางใจคนที่ผ่านการทดสอบในเรื่องความสัตย์ซื่อ~คนที่สัตย์ซื่อแม้แต่ในเรื่องเล็กๆ ย่อมได้รับความไว้วางใจให้ดูแลในเรื่องสำคัญใหญ่ๆ“ดังนั้นถ้าพวกท่านยังไม่ซื่อสัตย์ในเงินทองอธรรมแล้ว ใครจะมอบของเที่ยงแท้ให้แก่ท่าน? และถ้าพวกท่านยังไม่ซื่อสัตย์ในสิ่งที่เป็นของคนอื่นแล้ว ใครจะมอบสิ่งที่เป็นของท่านเองให้แก่ท่าน?” ~ลูกา 16:11-12 THSV11พระเจ้าจะทรงอวยพรคนสัตย์ซื่ออย่างมากมาย“คนซื่อสัตย์จะได้รับพระพรมากมาย แต่คนที่รีบเร่งรวยทางลัดจะถูกลงโทษ” ~สุภาษิต 28:20 THSV11พี่น้องที่รักอย่าพยายามเป็นคนสัตย์ซื่อ โดยพึ่งความตั้งใจและเจตนาดี ตามกำลังของตนเองเท่านั้นเพราะความสัตย์ซื่อที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ความพยายามของมนุษย์ จึงไม่มีจริงท่ามกลางมนุษย์แต่ความสัตย์ซื่อเป็นผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่พร้อมสำแดงให้เห็นทุกเวลา และทุกสถานการณ์ในการดำเนินชีวิตตามคำสั่งสอนในพระวจนะของพระเจ้า!ดังนั้น ขอให้ความซื่อสัตย์ของพระเจ้าจะนำทุกย่างก้าวในชีวิตของเรา…ดีไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 10มีนาคม2026(ตอนที่344ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ทางลัดที่พังชีวิต Ep.1563การแอบทำอะไรสักอย่างอาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด การพยายามแก้ปัญหาด้วยความฉลาดของมนุษย์ โดยปราศจากการกลับใจมาหาพระเจ้าจะนำไปสู่หายนะ 2 พงศ์กษัตริย์ 17:1–4 พาเรากลับมาที่ฝ่ายเหนือซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของอิสราเอลนั่นคือ โฮเชยา เขายังคงถูกประเมินชีวิตในแบบเดิมว่า'และพระองค์ทรงทำสิ่งชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์ แต่ก็ไม่เหมือนกับบรรดาพระราชาแห่งอิสราเอลที่อยู่ก่อนพระองค์ ' 2 พงศ์กษัตริย์ 17:2โฮเชยายังทำสิ่งชั่วร้าย แต่ไม่เหมือนกษัตริย์องค์ก่อนๆ คือไม่ได้เลวร้ายที่สุด แต่แม้ว่าจะดีกว่าคนอื่นแต่นั่นก็ยังไม่พอที่จะทำให้เขารอดพ้นจากวิกฤต 'แชลมาเนเสอร์พระราชาแห่งอัสซีเรียได้ทรงยกทัพมารบกับพระองค์ และโฮเชยาทรงยอมเป็นเมืองขึ้นและถวายเครื่องบรรณาการ ' 2 พงศ์กษัตริย์ 17:3อัสซีเรียกำลังขยายอำนาจการปกครอง โดยจัดการกับประเทศเล็ก ๆ ให้เป็นเมืองขึ้น ซึ่งโฮเชยาก็ยอม แต่การยอมนั้นในที่สุดเขาก็ไม่อยากยอมจึงแอบก่อการกบฏ'แต่พระราชาแห่งอัสซีเรียทรงพบว่าโฮเชยาเป็นกบฏ เพราะโฮเชยาทรงใช้ผู้สื่อสารไปยังโสพระราชาแห่งอียิปต์ และไม่ยอมถวายเครื่องบรรณาการแก่พระราชาแห่งอัสซีเรีย อย่างที่ทรงเคยทำมาทุกปี เพราะฉะนั้นพระราชาแห่งอัสซีเรียจึงขังพระองค์ไว้ และจำพระองค์ไว้ในคุก ' 2 พงศ์กษัตริย์ 17:4ตรงนี้อาจดูเหมือนเป็นเพียงเกมการเมือง แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้ามันสะท้อนถึงหัวใจที่ไม่เคยเรียนรู้ที่จะพึ่งพาพระเจ้า โฮเชยาพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการพึ่งพาอำนาจของโลก แทนที่จะกลับใจและหันกลับมาหาพระเจ้า หลายครั้งชีวิตของเราก็ไม่ได้ทำบาปใหญ่โต แต่เราอาจกำลังใช้ชีวิตแบบสองหน้ากับพระเจ้า เราอาจจะกำลังพูดว่า เราวางใจพระองค์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรากำลังวางแผนพึ่งพาสิ่งอื่นอยู่'เข้าลี้ภัยอยู่ในพระยาห์เวห์ ก็ดีกว่า วางใจในมนุษย์ ' สดุดี 118:8เมื่อเราถูกต้อนให้จนมุม เรากำลังวิ่งหาเส้นสาย วิธีการที่ผิดศีลธรรม หรือการหลอกลวงเพื่อเอาตัวรอดอยู่หรือเปล่า ปากเราบอกว่าเชื่อพระเจ้า แต่เรายังใช้วิธีสกปรกแบบโลกนี้อยู่หรือไม่ ขอให้เราหยุดพึ่งพากำลัง สติปัญญาของตัวเอง แล้วกลับมาวางใจในพระเจ้าอย่างสุดหัวใจเถอะครับ อย่าให้ชีวิตของเราเป็นเหมือนโฮเชยาที่พยายามพึ่งพามนุษย์แทนพระเจ้า และในที่สุดก็พัง เมื่อเรามาถึงทางตัน ขอให้เราเลือกจะคุกเข่าลงอธิษฐานมากกว่าการดิ้นรนด้วยกำลังของตัวเอง ขอให้เราสำรวจใจของเราอีกครั้งว่า เรากำลังวางใจในพระเจ้าจริง ๆ หรือเราเพียงแค่พูดว่า เราวางใจพระเจ้า วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่343)จงระวังลิ้นของเรา!“ข้าพเจ้าได้กล่าวว่า“ข้าพเจ้าจะระแวดระวังทางของข้าพเจ้าเพื่อข้าพเจ้าจะไม่ทำบาปด้วยลิ้นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะใส่บังเหียนที่ปากของข้าพเจ้า ขณะที่คนอธรรมอยู่ต่อหน้าข้าพเจ้า”” ~สดุดี 39:1 THSV11“I said, “I will watch my ways so that I do not sin with my tongue. I will bridle my mouth while wicked people are in my presence.”” ~Psalms 39:1 GWคุณเคยได้ยินคำกล่าวต่อไปนี้ หรือไม่?“ลิ้นที่คมกริบสามารถบาดคอตัวคุณเองได้!”( A sharp tongue can cut your own throat."สดุดี 39:1-5 เป็นบทเพลงที่สะท้อน การต่อสู้ภายในใจของมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การควบคุมคำพูดอันแสนคมของเราไปทำร้ายผู้อื่นผู้เขียนเตือนสติเราว่า เราควรระแวดระวังทางและคำพูดของเรา -เพื่อเราจะไม่ปล่อยให้ลิ้นของเราทำบาป“ข้าพเจ้าได้กล่าวว่า“ข้าพเจ้าจะระแวดระวังทางของข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะไม่ทำบาปด้วยลิ้นของข้าพเจ้า ”-สดุดี 39:1กเราควรควบคุมปากของเราเมื่อเจอคนยั่วยุ-เพื่อเราจะไม่พูดอะไรใส่คนอธรรมข้างหน้า“ข้าพเจ้าจะใส่บังเหียนที่ปากของข้าพเจ้า ขณะที่คนอธรรมอยู่ต่อหน้าข้าพเจ้า”-สดุดี 39:1ขเราควรรู้จักนิ่งและเงียบ เมื่อไม่จำเป็นต้องพูดอะไร-เพื่อเราจะไม่พูดบ่นว่า แก้ต่าง หรือ พูดอะไรไม่ดีอะไรออกมา -สดุดี 39:1แม้แต่คำเดียวแม้ว่าเราจะทุกข์อย่างรุนแรงอยู่ภายในใจก็ตาม” ข้าพเจ้าก็เป็นใบ้เงียบไป ข้าพเจ้านิ่งไม่พูดสักคำเดียวความทุกข์ใจของข้าพเจ้ารุนแรงขึ้น“-สดุดี 39:2เราควรใช้ลิ้นทูลขอให้พระเจ้าทรงสำแดงให้เราเห็นบั้นปลายในชีวิต-เพื่อเราจะลดความทุกข์ใจและความร้อนรุ่มภายใน““จิตใจข้าพเจ้าร้อนอยู่ภายใน ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังตรึกตรองอยู่นั้นไฟก็ลุก ข้าพเจ้าจึงทูลด้วยลิ้นของข้าพเจ้าว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอให้ข้าพระองค์ทราบบั้นปลายของข้าพระองค์ และทราบว่าข้าพระองค์จะมีชีวิตอยู่นานสักเท่าใด…”“~สดุดี 39:3-4ก THSV11เราควรเตือนตัวเองว่าชีวิตเราสั้นและไม่เที่ยง-เพื่อเราจะได้ใช้ชีวิตของเราที่มีเหลืออย่างมีค่าเพื่อพระเจ้า!”ขอให้ข้าพระองค์ทราบว่าสังขารข้าพระองค์ไม่เที่ยงอย่างไรดูสิ พระองค์ทรงทำให้วันเวลาของข้าพระองค์สั้นแค่สองสามฝ่ามือเท่านั้น ช่วงชีวิตของข้าพระองค์ไม่เท่าไรเลย เฉพาะพระพักตร์พระองค์ แน่ทีเดียว มนุษย์ทุกคนดำรงอยู่ชั่วเวลาหนึ่งอย่างลมหายใจ ” -สดุดี 39:4ข~5พี่น้องที่รักกษัตริย์ดาวิดผู้เขียนพระธรรมตอนนี้ เตือนเราให้ควบคุมคำพูดของเราเพราะคำพูดของเราสามารถทำบาปได้คำพูดของเราทำบาปได้ง่ายขึ้น เมื่อถูกคนยั่วยุคำพูดของเราจำเป็นต้องถูกควบคุมอย่างเข้มงวดคำพูดบางคำที่เรายับยั้งไว้(คือเงียบ)จะช่วยเราไม่ให้ทำบาป ไม่ก่อเกิดความเสียหาย และไม่ทำให้ตัวเองและคนอื่นเป็นทุกข์คำพูดที่ดีคือคำพูดที่เราพูดทูลและระบายกับพระเจ้าแทนที่จะระบายต่อมนุษย์ดังนั้น ขอให้เรา1).ระวังการใช้ลิ้นของเรา และ2).ทำตามคำแนะนำข้างต้นอย่างมีสติ ปัญญาและถ่อมใจด้วยความตระหนักว่าชีวิตและวันเวลาของมนุษย์อย่างเรานั้น ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่สักแค่ไหน ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย เมื่ออยู่ต่อพระพักตร์ของพระเจ้า เพราะชีวิตนั้นก.แสนสั้นข.ผ่านไปเร็วค.เปราะบางง.ไม่ถาวร…จะดีไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 9มีนาคม2026(ตอนที่343ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ตอนนี้พระเจ้าอยู่ตรงไหน? Ep.1562พวกเราคริสเตียนส่วนใหญ่มักไม่ได้ละทิ้งความเชื่อในพระเจ้าไปเลย เรายังคงไปคริสตจักร ยังอธิษฐาน แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าการละทิ้งพระเจ้า คือการที่เราค่อย ๆ ย้ายพระเจ้าออกจากศูนย์กลางของชีวิตแล้วเอาสิ่งอื่นมาตั้งแทนที่ 2 พงศ์กษัตริย์ 16:14–20 เปิดเผยสิ่งที่อาหัสทำ เมื่อวานเราเห็นว่าเขาตื่นเต้นกับแท่นบูชาที่ดามัสกัส จนสั่งให้สร้างแบบเดียวกันในพระวิหาร และถวายเครื่องบูชาบนแท่นนั้น แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาร้ายแรงยิ่งกว่าเดิมอีก'และพระองค์ทรงย้ายแท่นบูชาทองสัมฤทธิ์ ซึ่งอยู่เฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์ ออกเสียจากข้างหน้าพระนิเวศ บริเวณระหว่างแท่นบูชาใหม่กับพระนิเวศของพระยาห์เวห์ และตั้งไว้ทางด้านเหนือของแท่นบูชานั้น และกษัตริย์อาหัสทรงบัญชาอุรียาห์ปุโรหิตว่า “บนแท่นใหญ่นี้ ท่านจงเผาเครื่องบูชาเผาทั้งตัวตอนเช้า และธัญบูชาตอนเย็น และเครื่องบูชาเผาทั้งตัวของพระราชา และเครื่องธัญบูชาของพระองค์ พร้อมกับเครื่องบูชาเผาทั้งตัวของประชาชนทั้งหมดในแผ่นดิน รวมทั้งธัญบูชา และเครื่องดื่มบูชาของเขาทั้งหลาย และจงพรมเลือดทั้งหมดของเครื่องบูชาเผาทั้งตัวและของเครื่องสัตวบูชาบนแท่นนั้น แต่แท่นบูชาทองสัมฤทธิ์ให้เป็นที่ที่เราจะทูลถามพระเจ้า” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 16:14-15สังเกตไหมครับ อาหัสไม่ได้ทุบทำลายแท่นบูชาของพระเจ้าทิ้ง เขาเพียงแค่ย้ายออกไปตั้งไว้ทางด้านเหนือของแท่นบูชานั้น แล้วเอาแท่นบูชาที่เขาชอบมาตั้งไว้ตรงกลางแทน พระเจ้าจึงกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตไม่ใช่ศูนย์กลางของชีวิตอีกต่อไป ในข้อ 17–18 อาหัสยังรื้อและปรับเปลี่ยนส่วนต่าง ๆ ของพระวิหาร เพียงเพราะเห็นแก่พระราชาแห่งอัสซีเรีย เขายอมเปลี่ยนพื้นที่ฝ่ายวิญญาณเพื่อเอาใจอำนาจของโลก หลายครั้งชีวิตของเราก็อาจเป็นแบบเดียวกัน อาจไม่ได้ทิ้งพระเจ้า แต่เราอาจย้ายพระองค์ไปไว้ที่มุมหนึ่งของชีวิต แล้วเอางาน ความสำเร็จ เงินทอง หรือความกลัวมาตั้งเป็นศูนย์กลางแทน พระเจ้าจึงกลายเป็นแค่ยางอะไหล่ที่เราย้ายไปเก็บไว้ท้ายรถ มีไว้ให้อุ่นใจเผื่อวันฉุกเฉิน แต่ไม่เคยคิดจะใช้ และลึกๆ ก็ไม่อยากจะหยิบออกมาใช้ด้วยซ้ำ พระเยซูทรงตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า'“ไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนายได้ เพราะว่าเขาจะชังนายข้างหนึ่ง และรักนายอีกข้างหนึ่ง หรือเขาจะนับถือนายฝ่ายหนึ่ง และดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านทั้งหลายจะรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้ ' มัทธิว 6:24เราไม่สามารถให้พระเจ้าเป็นแค่ส่วนประกอบในชีวิตได้นะครับ พระองค์ต้องเป็นศูนย์กลางเท่านั้น วันนี้ขอให้เราตรวจสอบแท่นบูชาในหัวใจของเราให้ดี ถ้ารู้ตัวว่าเราเผลอย้ายพระเจ้าออกไปจากจุดศูนย์กลางแล้ว ขอให้เรารีบกลับใจ รื้อถอนแท่นบูชาของโลกทิ้งไปเลย แล้วให้สัญญากับพระเจ้าว่า เราจะมีพระองค์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา และพระองค์จะเป็นศูนย์กลางของชีวิตเราแต่เพียงผู้เดียววุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่342)คุณเป็นเหมือนดินแบบไหน? “บ้างก็ตกที่ดินดี แล้วงอกงามจำเริญขึ้น เกิดผลสามสิบเท่าบ้างหกสิบเท่าบ้าง ร้อยเท่าบ้าง>>”~มาระโก 4:8 TH1971“But other seeds were planted on good ground, sprouted, and produced thirty, sixty, or one hundred timesas much as was planted.”” ~Mark 4:8 GWพระคัมภีร์เล่าเรื่องราวดังต่อไปนี้พระเยซูทรงสั่งสอนที่ฝั่งทะเลอีก ฝูงชนจำนวนมากพากันมาเฝ้าพระองค์พระเยซูจึงเสด็จลงไปประทับในเรือที่ทะเลประชาชนอยู่บนฝั่ง พระเยซูตรัสสั่งสอนพวกเขาหลายประการเป็นอุปมา พระเยซูใช้ภาพจากชีวิตเกษตรอธิบายความจริงฝ่ายจิตวิญญาณว่า“จงฟังเถิด มีคนหนึ่งออกไปหว่านพืช และเมื่อเขาหว่าน ~เมล็ดพืชก็ตกตามหนทางบ้าง แล้วนกก็มากินเสีย ~บ้างก็ตกที่ซึ่งมีพื้นหินมีเนื้อดินแต่น้อย จึงงอกขึ้นโดยเร็ว เพราะดินไม่ลึก แต่เมื่อแดดจัด แดดก็แผดเผา เพราะรากไม่มี จึงเหี่ยวไป ~บ้างก็ตกกลางต้นหนาม ต้นหนามก็งอกขึ้นปกคลุมเสีย จึงไม่เกิดผล ~บ้างก็ตกที่ดินดี แล้วงอกงามจำเริญขึ้น เกิดผลสามสิบเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง ร้อยเท่าบ้าง” แล้วพระเยซูตรัสว่า “ใครมีหู จงฟังเถิด””~มาระโก 4:1-9 THSV11มีคำกล่าวไว้ว่า“หัวใจที่เปิดรับพระวจนะ คือดินดีที่พระเจ้าทรงทำให้เกิดผล”(A heart open to God's wordis good soil where God brings forth fruit.)พระเยซูใช้ภาพจากชีวิตเกษตรอธิบายความจริงฝ่ายจิตวิญญาณ โดยเปรียบว่า“ใจมนุษย์”เป็นเหมือนกับ“ดิน” ที่มีหลากหลายชนิดแตกต่างกัน ดังนี้ คนหนึ่งออกไปหว่านพืช = ผู้ประกาศพระวจนะ (พระเยซู / ผู้รับใช้พระเจ้า)เมล็ดพืช = พระวจนะของพระเจ้าเนื้อดินแต่ละแบบ = สภาพจิตใจของมนุษย์ที่รับพระวจนะบทเรียนก็คือ แม้เมล็ดจะดีเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์จะต่างกัน เมื่อดินแตกต่างกัน1️⃣.เมล็ดที่ตกตามหนทาง(ดินแข็ง) ~นกมากินทันที=คนที่ได้ยินพระวจนะ(คำสอนคำเทศน์)แล้ว ไม่เข้าใจ ไม่เปิดใจ ไม่สนใจ และใจแข็งกระด้างซาตานจึงมาชิงพระวจนะไปอย่างรวดเร็ว2️⃣.เมล็ดที่ตกบนดินตื้นมีหิน~งอกเร็วแต่รากตื้น พอแดดมา ก็เหี่ยวแห้ง=คนที่รับพระวจนะด้วยความยินดี แต่ความเชื่อไม่มีรากหยั่งลึก เมื่อเจอ ปัญหา การกดดัน และการข่มเหงเพราะความเชื่อ ก็มักเลิกเชื่อทันที=ความเชื่อแบบชั่วคราว3️⃣. เมล็ดที่ตกลงดินกลางต้นหนาม~งอกขึ้นมา แต่หนามขึ้นปกคลุม ไม่เกิดผล=คนที่รับพระวจนะ แต่ชีวิตถูกครอบงำด้วย ความกังวลของโลก ความรักเงินทอง และตัณหาความอยากได้สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเหมือนต้นหนามซึ่งทำให้ชีวิตฝ่ายวิญญาณ ไม่เกิดผล4️⃣.เมล็ดที่ตกในดินดี~เจริญเติบโตงอกงามเกิดผล 30 / 60 / 100 เท่า= คนที่ฟังพระวจนะ เข้าใจ เชื่อและนำไปปฏิบัติตามชีวิตจึงเกิดผลฝ่ายวิญญาณอย่างมาก เช่นความรัก ความดี การรับใช้ และการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่ดีขึ้นพี่น้องที่รักขอให้เราเป็นดินดี ตือเป็นคนที่เปิดหูของเรา รับฟังพระวจนะของพระเจ้าเพื่อจะเกิดผลดี เหมือนคำกล่าวที่ว่า“เมื่อหัวใจเป็นดินดี เมล็ดแห่งพระวจนะจะเติบโตและเกิดผลมากมาย”(When the heart becomes good soil, the seed of God's word grows and bears abundant fruit.)ดังนั้น นับจากวันนี้ เป็นต้นไป ขอให้ลองสำรวจตัวเองดูสักนิดนะครับว่า เวลานี้ คุณเป็นดิน หรือ เป็นคนประเภทไหนครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 8มีนาคม2026(ตอนที่342ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ระวังสิ่งที่เราตื่นเต้น Ep.1561เวลาที่เราเห็นความสำเร็จไม่ว่าจะของใครหรือเรื่องใดก็ตาม เรามักจะอยากนำวิธีนั้นมาใช้กับชีวิตของเราบ้าง แต่เรื่องนี้ต้องระมัดระวังเพราะค่านิยมของโลก หรือรูปแบบการตลาดที่นำความสำเร็จมา อาจจะเข้ามามีอิทธิพลเหนือชีวิตของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว และบางครั้งสิ่งเหล่านั้นอาจขัดแย้งกับพระลักษณะและพระทัยของพระเจ้า 2 พงศ์กษัตริย์ 16:10–13 ยังคงเล่าเรื่องของอาหัส กษัตริย์ยูดาห์ผู้เลือกพึ่งพามนุษย์แทนที่พระเจ้า และชีวิตของเขาก็กำลังเดินออกห่างจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ'เมื่อกษัตริย์อาหัสเสด็จไปกรุงดามัสกัสเพื่อพบทิกลัทปิเลเสอร์กษัตริย์แห่งอัสซีเรีย พระองค์ทรงเห็นแท่นบูชาที่อยู่ในดามัสกัส และกษัตริย์อาหัสทรงส่งแบบจำลองแท่นบูชาไปยังอุรียาห์ปุโรหิต พร้อมทั้งแบบแปลนของแท่นนั้นตามลักษณะการสร้างอย่างละเอียด ' 2 พงศ์กษัตริย์ 16:10เมื่ออาหัสเห็นแท่นบูชาที่ดามัสกัส เขาอยากนำรูปแบบนั้นกลับมาใช้ในพระวิหารของพระเจ้าจึงส่งแบบจำลองของแท่นบูชานั้นกลับไปให้ปุโรหิตเพื่อสร้าง สิ่งที่น่าเศร้าอีกอย่างหนึ่งคือ ผู้นำทางการเมืองต้องการเปลี่ยนแทนที่ผู้นำฝ่ายวิญญาณจะห้าม เขากลับทำตามทันที'แล้วอุรียาห์ปุโรหิตก็สร้างแท่นบูชานั้น ตามแบบทุกอย่างที่กษัตริย์อาหัสได้ส่งมาจากดามัสกัส ดังนั้นอุรียาห์ปุโรหิตจึงทำแท่นบูชาขึ้นก่อนที่กษัตริย์อาหัสเสด็จกลับมาจากดามัสกัส ' 2 พงศ์กษัตริย์ 16:11เมื่อใจเริ่มพึ่งพาสิ่งอื่นแทนพระเจ้า ใจของเราก็จะค่อย ๆ ห่างจากพระองค์มากขึ้น อุรียาห์ปุโรหิตทำตามคำสั่งของกษัตริย์ทันที และเมื่ออาหัสกลับมา แท่นบูชานั้นก็สร้างเสร็จแล้ว'และเมื่อพระราชาเสด็จกลับจากดามัสกัส พระราชาทรงเห็นแท่นบูชา แล้วพระราชาทรงเข้ามาใกล้แท่นบูชา และถวายเครื่องบูชาบนแท่นนั้น ' 2 พงศ์กษัตริย์ 16:12นี่คือจุดเริ่มต้นของการบิดเบือนการนมัสการ ทุกอย่างเริ่มต้นจากสิ่งเดียว คือหัวใจของอาหัสที่เริ่มห่างจากพระเจ้า หลายครั้งในชีวิตของเราสิ่งที่ทำให้เราห่างจากพระเจ้าไม่ได้เริ่มจากการปฏิเสธพระเจ้าอย่างชัดเจน แต่มักเริ่มจากการที่เราชื่นชมสิ่งของของโลกมากเกินไป จนอยากนำสิ่งเหล่านั้นมาแทนที่สิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้'อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก ถ้าใครรักโลก ความรักของพระบิดาไม่ได้อยู่ในผู้นั้น ' 1 ยอห์น 2:15สิ่งที่เราตื่นเต้นและชื่นชม มันอาจกลายเป็นสิ่งที่เข้ามาแทนพระเจ้าในชีวิตของเรา ดังนั้นให้เราระมัดระวังหัวใจของเราอยู่เสมอ ก่อนที่เราจะเอาสิ่งที่เราตื่นเต้น ที่เราชอบ หรือวิธีการของโลกเข้ามาในชีวิต ขอให้เราใช้เวลากับพระเจ้า กรองความชอบเหล่านั้นด้วยพระวจนะของพระเจ้าเสมอเพื่อที่ชีวิตของเราจะถูกสร้างขึ้นบนความจริง ไม่ใช่บนค่านิยมของโลกที่ฉาบฉวยนะครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่341)คุณอาจผิดก็ได้นะ!“ทางของคนโง่นั้นถูกต้องในสายตาของเขาเอง แต่คนมีปัญญาย่อมฟังคำแนะนำ” ~สุภาษิต 12:15 THSV11“The way of fools seems right to them, but the wise listen to advice.” Proverbs 12:15 NIVมีผู้เขียนไว้ว่า“สูง”ที่สุด ไม่ใช่ “ท้องฟ้า”แต่คือ “ความทะเยอ ทะยาน““ต่ำ” ที่สุด ไม่ใช่ “อเวจี”แต่มันคือ “อกตัญญู เนรคุณ”“มาก”ที่สุด ไม่ใช่“ดวงดาวในจักรวาล”แต่มันคือ “กิเลสตัณหา”“น้อย” ที่สุดไม่ใช่ “เศษสตางค์”แต่มัน คือ”จิตสำนึกดี”“ลึก” ที่สุด ไม่ใช่“ใต้ท้องมหาสมุทร”แต่มันคือ “ก้นบึ้งจิตใจมนุษย์”“ตื้น” ที่สุด ไม่ใช่ “พื้นใต้ผิวน้ำ”แต่มัน คือ “ความคิด”“หนัก” ที่สุด ไม่ใช่ “ภูเขา”แต่มัน คือ “การแบกรับภาระ”“เบา” ที่สุด ไม่ใช่ “ขนนก”แต่มัน คือ “ใจที่รู้จักปล่อยวาง”9“ยาว” ที่สุด ไม่ใช่ “ฟากฟ้า”แต่มันคือ “การทะเลาะไม่ยอมเลิก”“สั้น” ที่สุด ไม่ใช่ “ขนในจมูก“แต่มัน คือ “สมาธิ”“ไกล” ที่สุด ไม่ใช่ “ขอบจักรวาล”แต่มัน คือ “อดีตกาลที่ผ่านมา”“ใกล้” ที่สุด ไม่ใช่ “แค่สายตามอง”แต่มัน คือ “ความตาย!”บางครั้ง “คนโง่” กับ “คนมีปัญญา” ไม่ได้วัดกันที่ระดับสติปัญญา แต่ที่ ท่าทีของหัวใจต่อความจริงและคำเตือนพระคัมภีร์กล่าวว่าคนโง่มักปิดใจปิดสมองต่อปัญญา1).คิดว่าเขาถูกต้องเสมอ2).ไม่ยอมรับฟังคำตักเตือน3).เชื่อความคิดของตัวเองมากเกินไป4).ไม่ตรวจสอบตัวเอง5).มองว่าคนอื่นผิด6).ชอบอ้างเหตุผลว่าตัวเองถูก7).หลอกตัวเองได้ง่ายมาก แต่คนมีปัญญาฟังคำแนะนำ เพราะตระหนักว่าตัวเองไม่รู้ทุกสิ่ง1).เปิดใจรับฟัง2).ถ่อมใจยอมรับความเห็นต่าง3).ยอมให้คนอื่นช่วยชี้แนะ4).พร้อมปรับปรุงตัวเองทำให้เขาหลีกเลี่ยงความผิดพลาด มีมุมมองที่กว้าง ฉลาดขึ้นและเติบโตขึ้นในชีวิตพี่น้องที่รักวันนี้ คุณกำลังทำตัวเป็นคนโง่หรือคนมีปัญญา?คุณพร้อมเปิดใจรับฟังคำตักเตือน หรือไม่คุณชอบปกป้องตัวเองโดยไม่ยอมฟังให้จบหรือไม่?คุณพร้อมปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวคุณเองหรือไม่?คุณพร้อมจะกล่าวได้ดังนี้หรือไม่ว่า“ฉันอาจผิดก็ได้ แต่ขอรับฟังความคิดเห็นของคุณก่อน!”นี่คือ ท่าทีของคนมีปัญญา!…เห็นด้วยไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 7มีนาคม2026(ตอนที่341ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน พึ่งใครกันแน่ Ep.1560ในเวลาที่สุขสบายหรือมีชีวิตที่ปกตินั้น การวางใจในพระเจ้าก็เป็นเรื่องไม่ยาก แต่หากเรากำลังเผชิญปัญหาหรือแรงกดดัน เราเลือกจะวางใจในอะไร 2 พงศ์กษัตริย์ 16:5–9 พาให้เราเห็นการตัดสินใจผิดของอาหัส ผู้นำประเทศที่นมัสการทุกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยกเว้นพระเจ้าแท้จริง เมื่อเขาถูกกดดันโดยซีเรียกับอิสราเอล 'แล้วเรซีน พระราชาแห่งซีเรียกับเปคาห์บุตรเรมาลิยาห์ พระราชาแห่งอิสราเอลทรงยกขึ้นมาทำสงครามกับกรุงเยรูซาเล็ม และได้ล้อมอาหัสไว้แต่ไม่ทรงสามารถเอาชัยชนะได้' 2 พงศ์กษัตริย์ 16:5ซีเรียกับอิสราเอลยกทัพมาทำศึกกับยูดาห์แต่เอาชัยชนะไม่ได้ แม้ว่าตรงนี้จะไม่ได้บอกรายละเอียดอะไร แต่อิสยาห์ 7 ได้บันทึกเหตุการณ์เดียวกันไว้ในมุมของอิสยาห์ พระเจ้าใช้อิสยาห์มาบอกอาหัสว่า จงระวัง จงสงบ และอย่ากลัว เพราะเหตุผลในพงศ์กษัตริย์ก็คือพวกเขาจะเอาชนะยูดาห์ไม่ได้ แต่สิ่งที่อาหัสทำคือเขาไม่สนใจสิ่งที่พระเจ้าส่งอิสยาห์มาบอก'อาหัสจึงทรงส่งคณะทูตไปเฝ้าทิกลัทปิเลเสอร์พระราชาแห่งอัสซีเรีย ให้กราบทูลว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนรับใช้ของท่าน และเป็นบุตรของท่าน ขอเสด็จขึ้นมาช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากมือของพระราชาแห่งซีเรีย และจากมือของพระราชาแห่งอิสราเอล ผู้ลุกขึ้นต่อสู้ข้าพเจ้า” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 16:7อาหัสเลือกที่ไม่วางใจและไม่เชื่อฟังพระเจ้าแต่กลับหันไปพึ่งพามนุษย์ สิ่งที่อาหัสบอกคณะทูตมีความหมายว่า เขายอมเป็นเมืองขึ้นของอัสซีเรีย ดังนั้นเขาจึงต้องส่งเครื่องบรรณาการไปให้อัสซีเรีย ในข้อ 8 บอกว่า อาหัสนำเงินและทองคำจากพระนิเวศของพระเจ้า และพระราชวังไปเป็นเครื่องบรรณาการแก่อัสซีเรีย วิกฤตในชีวิตมักเปิดเผยความจริงในใจของเรา ในยามปกติเราอาจพูดว่าเราเชื่อและวางใจในพระเจ้า แต่เมื่อปัญหาเข้ามา ในชีวิตสิ่งที่เราหันไปพึ่งพาจะบอกความจรืงว่า เราไว้วางใจในใคร'บ้างก็โอ้อวดเรื่องรถรบ บ้างก็เรื่องม้าศึก แต่พวกเราอวดเรื่องพระนามพระยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเรา ' สดุดี 20:7วิกฤตไม่ได้สร้างความเชื่อของเรา แต่เปิดเผยความเชื่อของเรา ความช่วยเหลือของโลกอาจดูรวดเร็วและมีพลัง แต่การพึ่งพาโลกก็มีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ ในวันที่วิกฤตมาเยือนขอให้เราเริ่มต้นที่พระเจ้าก่อน คุกเข่าลงอธิษฐานต่อหน้าพระเจ้า ขอให้เราเชื่อฟังถ้อยคำว่า อย่ากลัวและจงสงบ เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่เที่ยงแท้ ที่เราสามารถวางใจในพระองค์ได้เสมอวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่340)คนสุภาพอ่อนโยน!“คนที่สุภาพอ่อนโยน ก็เป็นสุข เพราะว่าเขาทั้งหลายจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก” ~มัทธิว 5:5 THSV11“Blessed are those who are gentle. They will inherit the earth.” ~Matthew 5:5 GWมีคำกล่าวว่า“ความอ่อนโยนไม่ใช่ความอ่อนแอแต่คือความแข็งแกร่งที่ควบคุมได้!”(Gentleness is not weakness;it is strength under control.)พระคัมภีร์สอนเรื่อง ความสุภาพอ่อนโยน ไว้อย่างไรบ้าง?เราควรเป็นคนของพระเจ้า ที่มีใจสุภาพอ่อนโยน “เพราะฉะนั้นในฐานะเป็นพวกที่พระเจ้าทรงเลือก พวกที่บริสุทธิ์ และพวกที่ทรงรัก จงสวมใจเมตตา ใจกรุณา ใจถ่อม ใจสุภาพอ่อนโยน ใจอดทน” ~โคโลสี 3:12 THSV11เราควรเป็นคนของพระเจ้าที่ใฝ่หาความสุภาพอ่อนโยนและห่างไกลจากสิ่งไม่ดี“แต่ท่านผู้เป็นคนของพระเจ้า จงหลีกหนีจากสิ่งเหล่านี้ และจงใฝ่หาความชอบธรรม ทางพระเจ้า ความเชื่อ ความรัก ความทรหดอดทน และความสุภาพอ่อนโยน”~1 ทิโมธี 6:11 THSV11เราควรเป็นคนของพระเจ้าที่ถ่อมตัวในการปฏิบัติต่อกัน โดยเห็นแก่ความสุภาพอ่อนโยนของพระคริสต์“ข้าพเจ้า เปาโล ขอร้องพวกท่านด้วยตัวเอง โดยเห็นแก่ความสุภาพอ่อนโยนและความกรุณาของพระคริสต์ ข้าพเจ้าผู้เป็นคนถ่อมตัวเมื่ออยู่กับท่านทั้งหลาย แต่เมื่ออยู่ห่างก็เป็นคนห้าวหาญต่อพวกท่าน”~2 โครินธ์ 10:1 THSV11เราควรเป็นคนของพระเจ้าที่ดำเนินชีวิตสมกับการทรงเรียกของพระเจ้าอย่างสุภาพอ่อนโยน“เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าผู้เป็นนักโทษโดยเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอวิงวอนพวกท่านให้ดำเนินชีวิตสมกับการทรงเรียกที่ท่านได้รับการทรงเรียกมานั้น คือจงถ่อมใจและมีความสุภาพอ่อนโยนอยู่เสมอ จงอดทน จงอดกลั้นต่อกันและกัน ด้วยความรัก” ~เอเฟซัส 4:1-2 THSV11เราควรเป็นคนของพระเจ้าที่สุภาพอ่อนโยนและมีความสุข“คนที่สุภาพอ่อนโยน ก็เป็นสุข เพราะว่าเขาทั้งหลายจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก” ~มัทธิว 5:5 THSV11พี่น้องที่รัก เราควรแบกแอกของพระคริสต์ผู้สุภาพอ่อนโยน แล้วเรียนรู้จากพระองค์“จงเอาแอกของเราแบกไว้แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพอ่อนโยนและใจอ่อนน้อม และจิตใจของพวกท่านจะได้หยุดพัก” ~มัทธิว 11:29 THSV11คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่า “ความสุภาพอ่อนโยนคือภาษาสากลที่ทุกๆหัวใจล้วนเข้าใจ”(Gentleness is a universal language every heart understands.)ดังนั้น วันนี้ ขอให้เราเป็นคนของพระเจ้าที่สุภาพอ่อนโยนที่ฝึกพูดและหัดสื่อสารต่อกันและกันด้วยภาษาอันงดงามนี้ เพื่อจะทำให้โลกนี้สวยงามมากยิ่งขึ้น…ดีไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 6มีนาคม2026(ตอนที่340ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่339)อธิษฐาน แล้วจะได้อะไร?“จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ”~1 เธสะโลนิกา 5:17 THSV11“pray continually,”~1 Thessalonians 5:17 NIVจงอธิษฐานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพราะชีวิตของเราต้องการผลลัพธ์จากการอธิษฐาน!เราได้อะไรจากการอธิษฐานบ้าง?ต่อไปนี้ คือสิ่งที่เราได้รับจากการอธิษฐานRelate-เราได้มี และพัฒนาสัมพันธภาพกับพระเจ้าเป็นส่วนบุคคลเมื่อเราอธิษฐานเพราะเราถูกสร้างมาเพื่อมีความสัมพันธ์กับพระองค์อย่างใกล้ชิดพระองค์เป็นดุจบิดาที่รักผู้สร้างและเมตตาต่อเรา และยิ่งเราอธิษฐาน เราก็จะยิ่งรู้จักกับพระองค์ลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์Request-เราใช้การอธิษฐานเป็นช่องทางในการขอคำแนะนำ และสติปัญญาในการตัดสินใจ เรื่องสำคัญๆ (แท้จริงแม้แต่เรื่องที่ดูเล็กน้อยจากพระเจ้า)Relieve-เราได้รับการบรรเทาจากความเครียด หรือความเจ็บปวดเมื่อเราอธิษฐาน ทำให้เรารู้สึกเบาและโล่งใจมากกว่าตอนไม่ได้อธิษฐาน Release ~เราได้รับการปลดปล่อย ทางอารมณ์หรือทางจิตใจให้เป็นอิสระ เมื่อเราอธิษฐานRescue -เรามักได้รับความช่วยเหลือ ช่วยกู้ หรือ การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ อย่างน่าอัศจรรย์ใจ เมื่อเราวิงวอนอธิษฐานต่อพระเจ้าแบบสุดหัวใจRealize-เรามักได้สำนึก หรือ ตระหนักรู้ ถึงความจริงของชีวิต เมื่อเราได้อธิษฐานต่อพระเจ้า ไปชั่วระยะหนึ่ง ไม่ว่า จะได้รับตามที่ขอไปหรือไม่ สุดท้ายเราก็จะได้เข้าใจว่าเรามีคุณค่าเสมอในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร เป็นเหตุให้เราอดไม่ได้ที่จะขอบคุณพระเจ้าRemember-เราจะมีเรื่องราวที่น่าจดจำให้ระลึกถึงเสมออยู่ในความทรงจำ ที่จดบันทึกไวในใจของเราเสมอไป เมื่ออธิษฐาน และสิ่งที่ยอดเยี่ยมก็คือว่า หากชีวิตของเรามาถึงจุดที่~เราอ่อนกำลัง หมดแรง~เราสับสน ไปต่อไม่ถูก~เราเจ็บปวด สิ้นหวังจนอธิษฐานไม่ออก หรือ อธิษฐานไม่ไหวในเวลานั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ จะ1).ช่วยเราในการอธิษฐาน หรือ2).ช่วยอธิษฐานขอแทนเรา“ในทำนองเดียวกัน พระวิญญาณก็ทรงช่วยเมื่อเราอ่อนกำลังด้วย เพราะเราไม่รู้ว่าควรจะอธิษฐานขออะไรอย่างไร แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทน ด้วยการคร่ำครวญซึ่งไม่อาจกล่าวเป็นถ้อยคำ” ~โรม 8:26 THSV11…พี่น้องที่รักเราน่าขอบคุณพระเจ้าและน่าจะอธิษฐานต่อไปแบบไม่ยอมหยุด จนกว่าเราจะได้คำตอบจากพระเจ้าในเรื่องที่เราต้องการอย่างเร่งด่วน ดังที่กล่าวมาในเรื่องนี้ …จะดีไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 5มีนาคม2026(ตอนที่338ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน เรียนรู้จากความผิดพลาด Ep.1558หลังจากที่เราเห็นความวุ่นวายในอิสราเอลฝ่ายเหนือ 2 พงศ์กษัตริย์ 15:32–38 ก็พาเรากลับมาดูยูดาห์ฝ่ายใต้ เป็นช่วงเวลาที่โยธามขึ้นครองราชย์ต่อจากอาซาริยาห์ หรืออุสซียาห์ พระวจนะของพระเจ้าบันทึกว่า โยธามทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้า ตามอย่างพ่อของเขา 2 พงศาวดาร 27:2 ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เขาเรียนรู้จากความผิดพลาดของพ่อ เพราะว่าพ่อของเขาเป็นโรคเรื้อนเพราะไปล้ำเส้นเข้าไปในพระวิหารเผาเครื่องหอมซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของกษัตริย์ 2 พงศาวดารได้ระบุชัดเจนว่า โยธามไม่ได้เข้าไปในพระวิหาร นี่คือภาพของผู้นำที่เรียนรู้จากความผิดพลาดของคนรุ่นก่อน ไม่ใช่ทำผิดซ้ำ แต่เลือกที่จะทำให้การนมัสการพระเจ้าดีขึ้น แต่สิ่งที่เป็นปัญหา'เว้นแต่ปูชนียสถานสูงยังไม่ได้ถูกกำจัดเสีย ประชาชนยังถวายสัตวบูชาและเผาเครื่องหอมบนปูชนียสถานสูงเหล่านั้น พระองค์ทรงสร้างประตูบนของพระนิเวศแห่งพระยาห์เวห์ ' 2 พงศ์กษัตริย์ 15:35ปัญหาคือโยธามไม่เด็ดขาดพอกับศาสนาเจือปนที่ผิดแปลกไปจากคำสั่งของพระเจ้า นักอธิบายพระคัมภีร์ได้ชี้ให้เห็นว่า การที่เขาสร้างประตูบนของพระนิเวศ อาจสะท้อนความพยายามของเขาที่จะส่งเสริมให้ประชาชนหันกลับมานมัสการพระเจ้า สิ่งนี้ทำให้เราเห็นความจริงที่สำคัญว่า ความเชื่อของผู้นำไม่สามารถบังคับหัวใจของคนอื่นได้ แม้ผู้นำสัตย์ซื่อ แต่แต่ละคนก็ต้องตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะยำเกรงพระเจ้าหรือไม่'ในเวลานั้นพระยาห์เวห์ได้ทรงใช้เรซีน พระราชาแห่งซีเรีย และเปคาห์บุตรเรมาลิยาห์ให้มาสู้กับยูดาห์ ' 2 พงศ์กษัตริย์ 15:37อธิปไตยของพระเจ้าปกครองอยู่เหนือทุกอย่าง สิ่งนี้เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เพราะพระเจ้าเกลียดโยธาม แต่เป็นผลสะสมของความเสื่อมฝ่ายวิญญาณของประชาชนที่ยังไม่ยอมทิ้งปูชนียสถานสูง พระเจ้าอนุญาตให้ซีเรียและอิสราเอลคุกคามยูดาห์ เพื่อเตือนประชาชนให้กลับใจ หนังสืออธิบายได้บอกว่า ในบริบทของการเมืองของยุคนั้น ซีเรียและอิสราเอลรวมกันเพื่อต่อต้านอัสซีเรีย และพวกเขาต้องการให้ยูดาห์เข้าร่วมด้วย แต่ยูดาห์ไม่ยอมทั้งสองชาตินี้จึงบุกเยรูซาเล็ม สงครามนี้จะระเบิดขึ้นเต็มรูปแบบในยุคของอาหัส ลูกชายของโยธามในบทต่อไป หลายครั้งในชีวิตของเรา วิกฤตที่เข้ามาอาจไม่ใช่เพียงปัญหาทางเศรษฐกิจหรือความขัดแย้งในชีวิต แต่เป็นเสียงเคาะประตูจากพระเจ้าที่กำลังเรียกให้เราตื่นและกลับใจใหม่'คนที่ดำเนินชีวิตอย่างเที่ยงธรรมย่อมยำเกรงพระยาห์เวห์ แต่คนที่ทางของเขาคดก็ดูหมิ่นพระองค์ ' สุภาษิต 14:2วันนี้เราอาจจะมีผู้นำฝ่ายวิญญาณที่สัตย์ซื่อ มีสถานที่นมัสการที่งดงาม แต่คำถามคือ หัวใจของเรายังมีปูชนียสถานสูงซ่อนอยู่หรือไม่ เราอาจพึ่งพาความเชื่อของพ่อแม่ ศิษยาภิบาล หรือคริสตจักร แต่พระเจ้าต้องการหัวใจของเราเอง อย่าเพียงแต่เรียนรู้จากความผิดพลาดของคนรุ่นก่อน แต่ให้เราตัดสินใจที่จะเดินกับพระเจ้าด้วยตัวเราเอง เพราะชีวิตที่ยำเกรงพระเจ้าไม่ได้เริ่มต้นที่ผู้นำ แต่เริ่มต้นที่หัวใจของเรา ผู้นำอาจจะสร้างประตูพระวิหารได้ แต่มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเปิดหัวใจของมนุษย์ได้ ขอพระเจ้าอวยพระพรทุกท่านวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่338) อธิษฐานในที่ลับ!“ส่วนท่านเมื่ออธิษฐานจงเข้าในห้องชั้นใน และเมื่อปิดประตูแล้ว จงอธิษฐานต่อพระบิดาของท่านผู้สถิตในที่ลี้ลับ และ พระบิดาของท่านผู้ทอดพระเนตรเห็นในที่ลี้ลับจะประทานบำเหน็จแก่ท่าน” ~มัทธิว 6:6 THSV11 “But when you pray, go into your room, close the door and pray to your Father, who is unseen. Then your Father, who sees what is done in secret, will reward you.” ~Matthew 6:6 NIV มีคำกล่าวไว้ว่า “การคุกเข่าในที่ลับ คือการยืนหยัดอย่างมั่นคงในที่สาธารณะ!” (To kneel in the secret place is to stand unshaken in public.) เราควรอธิษฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอธิษฐานกับพระเจ้าเป็นส่วนตัวในที่ลับ! อย่างไรก็ตาม มีบางคนชอบอธิษฐานเพื่อให้คนอื่นเห็น หรือเพื่อให้ดูเคร่งศาสนา พระเยซูจึงตรัสสอนว่า การอธิษฐานไม่ใช่การแสดงต่อหน้าผู้คน แต่เป็นเรื่องความสัมพันธภาพเป็นส่วนตัวกับพระบิดา พระเยซูสอนอะไรบ้างในเรื่องนี้?1.“ส่วนท่านเมื่ออธิษฐานจงเข้าในห้องชั้นใน“ = เราต้องอธิษฐานเป็นประจำวัน ในที่ลับตาคน นี่คือชีวิตของคนที่ศรัทธาในพระเจ้า “ห้องชั้นใน”ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงแค่สถานที่ทางกายภาพ แต่หมายถึง 1).พื้นที่แห่งความเป็นส่วนตัว 2).พื้นที่ที่ห่างไกลหรือปลอดจากสายตาของคนอื่นๆ 3).พื้นที่ที่มีแต่หัวใจที่จริงใจและไม่เสแสร้ง2.“และเมื่อปิดประตูแล้ว จงอธิษฐานต่อพระบิดา ของท่านผู้สถิตในที่ลี้ลับ ” 1).เราควรมีเวลาปิดประตูตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง 2).เราควรอธิษฐานหรือสนทนากับพระเจ้าเป็นส่วนตัวโดยลำพังในช่วงเวลานั้น 3).เราควรรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นทั้ง 1).พระบิดาของเรา และ 2).พระเจ้าผู้ทรงสถิตในที่ลี้ลับ 3.“และพระบิดาของท่านผู้ทอดพระเนตรเห็นในที่ลี้ลับ จะประทานบำเหน็จแก่ท่าน” 1).พระเจ้าไม่ได้เพียงมองเห็นพฤติกรรมภายนอกของเราในที่ลับ ก.พระองค์ทรงเห็นหยาดน้ำตาไหลรินที่ไม่มีใครเห็น ข.พระองค์ทรงได้ยินร้องไห้และเสียงถอนหายใจที่ไม่มีคำพูด 2).พระเจ้ายังทอดพระเนตรเห็นแรงจูงใจที่ลี้ลับภายในของเราด้วย 4.”จะประทานบำเหน็จแก่ท่าน” “บำเหน็จ” ในที่นี้ ไม่ใช่ทรัพย์สิน สิ่งของ หรือชื่อเสียงเกียรติยศเสมอไป แต่อาจคือ 1).สันติสุขในใจ 2).ความรู้สึกได้รับการเติมเต็มในจิตวิญญาผณ 3).ความใกล้ขิดสนิทสนมกับพระเจ้า 4).การได้รับคำตอบอธิษฐานตามพระประสงค์ 5).การเปลี่ยนแปลงภายในชีวิต ใช่ครับ บางครั้งบำเหน็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็ คือ“หัวใจที่ถูกเปลี่ยน ไม่ใช่สถานการณ์ที่เปลี่ยน!” จากบทเรียนวันนี้ เราเรียนรู้ว่า 1.ความสัมพันธ์กับพระเจ้าสำคัญมากยิ่งกว่าพิธีกรรม! 2.การอธิษฐานในห้องลับกับพระเจ้า คือการบอกว่า “ถ้าเราสนทนากับพระเจ้าพระบิดาผู้อยู่ชิดใกล้เรา แค่นี้เพียงพอแล้ว แม้ว่าไม่มีใครมองเห็น” 3. อธิษฐานกับพระเจ้าเป็นการลับ ด้วยการ วิงวอนปล้ำสู้กับพระเจ้าเป็นส่วนตัว (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยามที่เราสิ้นหนทางไป) นี่คือเคล็ดลับของชีวิตที่เกิดผลอย่างลึกซึ้งในโลกนี้ วันนี้ ขอให้เราเชื่อและ กระทำดังที่ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ได้กล่าวไว้ว่า “ หลายต่อหลายครั้งที่ข้าพเจ้าถูกผลักดันให้คุกเข่าลง ด้วยความสำนึกอย่างท่วมท้นว่า ข้าพเจ้าไม่มีที่ใดอื่นจะไปได้อีกแล้ว สติปัญญาของข้าพเจ้าเอง และของทุกคนรอบตัว ดูเหมือนจะไม่เพียงพอสำหรับวันนั้น!” (I have been driven many times upon my knees by the overwhelming conviction that I had no where else to go. My own wisdom and that of all about me seemed insufficient for that day.) …จะอาเมนไหมครับ?.......………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์4มีนาคม2026(ตอนที่338ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน สัญญาณเตือนภัย Ep.1557เรายังอยู่กับ 2 พงศ์กษัตริย์ 15:23-31 มีกษัตริย์ฝ่ายเหนือ 4 พระองค์ เมนาเฮมเป็นคนเดียวที่ไม่ได้ถูกลอบสังหาร เมื่อเขาเสียชีวิตเปคาหิยาห์ลูกชายของเขาขึ้นมาปกครองแทน เวลาที่เขาขึ้นมาปกครองนั้น กษัตริย์ยูดาห์ฝ่ายใต้นั้นยังเป็น อาซาริยาห์ หรืออุสซียาห์ซึ่งปกครองมา 50 ปีแล้ว การปกครองของเปคาหิยาห์มีเพียง 2 ปีเท่านั้น อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่า กษัตริย์ฝ่ายเหนือได้รับการประเมินว่า ทำสิ่งชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเจ้า เปคาหิยาห์ก็เช่นกัน 'และเปคาห์บุตรเรมาลิยาห์ แม่ทัพของพระองค์ได้ก่อการกบฏต่อพระองค์ และได้ประหารพระองค์ในกรุงสะมาเรียในป้อมของพระราชวัง พร้อมกับอารโกบและอารีเอห์ และมีคนกิเลอาด 50 คนร่วมกันคิดกบฏกับท่าน ท่านได้ประหารพระองค์และได้ขึ้นครองราชย์แทน ' 2 พงศ์กษัตริย์ 15:25ในช่วงเวลานี้อิสราเอลฝ่ายเหนือวุ่นวายพอสมควร เปคาห์ขึ้นมาปกครองอิสราเอลเหนือในปีที่ 52 ของอาซาริยาห์ หรืออุสซียาห์ ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่พระเจ้าเรียกอิสยาห์ให้มารับใช้พระองค์ เปคาห์ก็ยังคงทำสิ่งชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเจ้า ในสมัยนี้สิ่งที่ผู้เผยพระวจนะเคยเตือนเริ่มเกิดขึ้นจริงแล้ว'ในรัชกาลของเปคาห์พระราชาแห่งอิสราเอล ทิกลัทปิเลเสอร์พระราชาแห่งอัสซีเรียทรงยกมายึดเมืองอิโยน อาเบลเบธมาอาคาห์ ยาโนอาห์ คาเดช ฮาโซร์ กิเลอาด กาลิลี แผ่นดินนัฟทาลีทั้งหมด และทรงกวาดต้อนประชาชนไปเป็นเชลยยังอัสซีเรีย ' 2 พงศ์กษัตริย์ 15:29พระราชาแห่งอัสซีเรียคนเดิมยกทัพมายึดดินแดนบางส่วนไปและจับคนไปเป็นเชลย นี่คือสัญญาณเตือนภัยก่อนการล่มสลายในปี 722 ก่อน ค.ศ. ในข้อ 30 บอกว่า แล้วโฮเชยาบุตรเอลาห์ได้กบฎและประหารเปคาห์แล้วขึ้นปกครองแทน เรื่องราววุ่นวายมากทีเดียว กลับมาที่ชีวิตของเรา บางครั้งเราไม่ได้พังเพราะศัตรูภายนอก แต่พังเพราะเราประนีประนอมกับบาปเล็ก ๆ ภายในใจ เราเปลี่ยนวิธีการแต่ไม่เปลี่ยนทิศทางของชีวิต อิสราเอลเหนือไม่ได้เสียดินแดนเพราะอัสซีเรียเก่งกว่า แต่เพราะว่าหัวใจของพวกเขาห่างไกลจากพระเจ้า'แต่ผู้ใดรับฟังเราจะอยู่อย่างปลอดภัย จะสุขสบาย ไม่หวั่นเกรงภยันตรายใดๆ”' สุภาษิต 1:33 TNCVเมื่อเราไม่ฟังเสียงของพระเจ้า ความสงบในใจจะค่อย ๆ ถูกกัดกิน เมื่อเราประนีประนอมกับบาปเล็ก ๆ มันอาจกลายเป็นรอยร้าวใหญ่ในวันหนึ่ง ถ้าวันนี้เรารู้สึกว่าความสุขกำลังหายไป ความมั่นคงกำลังสั่นคลอน อย่ามองหาศัตรูเพียงแค่ภายนอก ให้เราสำรวจจิตใจของเราก่อนเลย เพราะสัญญาณเตือนภัยไม่ได้มีไว้เพื่อทำลายเรา แต่มีไว้เพื่อเรียกเราสู่ความปลอดภัย ความสุขและความปลอดภัยที่แท้จริงนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังและความสามารถของเรา แต่อยู่ที่การฟังและการเชื่อฟังพระเจ้าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่337)ฟังทั้งที จงฟังให้เข้าใจ!“จงฟังและเงี่ยหูฟัง อย่ายโสไปเลย เพราะพระเจ้าทรงลั่นพระวาจาแล้ว” ~เยเรมีย์ 13:15 TH1971“Hear and pay attention, do not be arrogant, for the Lord has spoken.” ~Jeremiah 13:15 NIVมีคำกล่าวไว้ว่า “ความหยิ่งทำให้หูหนวกฝ่ายวิญญาณ!”(Pride causes spiritual deafness.)ประวัติศาสตร์ได้ยืนยันคำกล่าวดังกล่าวนั้นเมื่อชาวอิสราเอล ที่พระเจ้าเรียกมารับใช้พระองค์หยิ่งยโส ไม่ฟังและไม่เชื่อฟังพระเจ้าจนเคยเกิดภาวะสิ้นชาติสิ้นแผ่นดินสิ้นกษัตริย์!ดังนั้น จงอย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยในสมัยของเราเมื่อพระเจ้าตรัส เราก็ควรฟังอย่างตั้งใจฟังและใคร่ครวญ จนกระทั่งเข้าใจพระประสงค์และพระทัยของพระองค์ และเชื่อฟังทำตามด้วยความยินดี แล้วเราจะสุขีได้ในทุกสถานการณ์ของชีวิต!เช่นเดียวกับในบ้าน ในโบสถ์ ในบริษัทหรือในที่ใดๆที่เราอยู่ด้วยกัน ขอให้เราฟังกันและกันอย่างตั้งใจ ใส่ใจ และจริงใจ ฟังจนเราต่างเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังสื่อมีน้ำใจ ตอบสนองให้ตรงความต้องการ ด้วยความถ่อมใจเมื่อเป็นเช่นนี้ สวรรค์ก็จะปรากฎอยู่ตรงหน้าของเราเลย!พระธรรมเยเรมีย์ 13:15 นี้ เตือนสติเราว่า“จงฟังและตั้งใจฟัง อย่ายโสไปเลยเพราะพระยาห์เวห์ได้ตรัสแล้ว” ~เยเรมีย์ 13:15 THSV11ความหมายก็คือ“จงฟังและตั้งใจฟัง”หมายถึงให้เรา1).ฟังด้วยใจควบคู่ไปกับหู2).ใจ สมอง และหูเปิดรับถ้อยคำและคำเตือน3).ใจที่จะเชื่อฟังและกลับใจ4).มือที่พร้อมลงมือทำตามไม่ใช่แค่การได้ยินเสียงจากพระธรรมตอนนี้ พระเจ้าทรงเรียกร้องให้ประชาชนยูดาห์1).หยุดทำสิ่งต่างๆที่กำลังทำอยู่ และ2).รับฟังคำเตือนอย่างใส่ใจ เพราะพวกเขากำลังดื้อดึงและไม่สนใจคำเตือนเรื่องการพิพากษาของพระเจ้าที่จะมาถึง“อย่ายโสไปเลย”หมายถึง อย่า เย่อหยิ่ง ทะนงตัว คิดว่าตนเองถูก (ทั้งๆที่อาจจะผิด)เพราะปัญหาของประชาชนในสมัยนั้นก็คือ พวกเขา1).คิดว่าตัวพวกเขาเองปลอดภัยดี2).คิดว่าพวกเขาไม่มีอะไรต้องกลับใจ3).ไม่ฟังเสียงเตือนจากพระเจ้าสถานการณ์ของพวกเขาเสี่ยงอันตรายมากกว่าที่คิด ความหยิ่งยโส ทำให้ใจของพวกเขาปิดกั้น ทำให้ไม่อาจได้รับก.พระพร หรือข.การแก้ไขจากพระเจ้า“เพราะพระยาห์เวห์ได้ตรัสแล้ว”นี่คือเหตุผลที่สำคัญที่สุด เพราะสิ่งที่เรากำลังรับฟังสิ่งที่เป็นพระวจนะของพระเจ้าไม่ใช่เป็นเพียงคำพูดธรรมดาของมนุษย์เมื่อพระเจ้าตรัสสิ่งใด สิ่งนั้น ก็คือ1).คำตักเตือนที่จริงจัง2).คำเตือนสติที่เต็มไปด้วยความรัก3).โอกาสสุดท้ายที่เราจะแก้ไข เอาตัวรอดก่อนการพิพากษาจะมาถึงพี่น้องที่รัก เราสามารถสรุปหลักคิดฝ่ายวิญญาณออกมาได้ดังนี้การฟังคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ~ขึ้นอยู่กับว่า เราฟังอะไร จากใคร?ความหยิ่งยโส คือกำแพงที่ขวางกั้นพระพรของพระเจ้าการเพิกเฉย ไม่รับฟังคำตรัสเตือนของพระเจ้า จะนำการพิพากษาลงโทษมาสู่เราการถ่อมใจ กลับใจ และรีบแก้ไขเมื่อพระเจ้าตักเตือนผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ~ผ่านพระคัมภีร์ ~ผ่านคำเทศนา หรือ~ผ่านสถานการณ์ชีวิตจะทำให้เราและคนที่อยู่กับเราปลอดภัยใช่ครับ พี่น้องที่รัก หากเราฟังอะไร จงฟังให้เข้าใจ แล้วชีวิต ครอบครัว และงานของเราจะปลอดภัย!เป็นดังคำเตือนสติที่ว่า“คนที่ฟังพระเจ้าด้วยใจถ่อม คือคนที่รอดพ้นจากความพินาศ”(A humble-hearted person who listens to Godis one who escapes destruction.)…เห็นด้วยไหมครับ?.......………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์3มีนาคม2026(ตอนที่337ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน พึ่งเงินหรือพึ่งพระเจ้า Ep.15562 พงศ์กษัตริย์ 15:13–31 เป็นช่วงเวลา 32 ปี 1 เดือน ซึ่งอิสราเอลเหนือมีกษัตริย์ถึง 4 พระองค์และ 3 ใน 4 ถูกลอบสังหาร นี่ไม่ใช่แค่ความวุ่นวายทางการเมือง แต่นี่คือสัญญาณของความเสื่อมถอยทางวิญญาณ วันนี้เราจะมาเจาะลึก 2 พงศ์กษัตริย์ 15:13-22 ชีวิตของชัลลูมและเมนาเฮม หลังจากที่ซัลลูมจัดการกับเศคาริยาห์แล้วซึ่งก็เป็นไปตามที่พระเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ครอบครัวของเยฮูจะอยู่ในตำแหน่งเพียงสี่ชั่วอายุคนก็เป็นจริงตามนั้น แต่ช่วงเวลาของชัลลูมนั้นสั้นมากๆ ข้อ 13 บอกว่ามีเพียงเดือนเดียว เขาถูกเมนาเฮมจากเมืองทีรซาห์มาสังหารเขาที่กรุงสะมาเรียแล้วขึ้นปกครองแทน สิ่งที่เมนาเฮมทำนั้นถือว่าเป็นการกระทำที่เสมือนคนที่ไม่มีพระเจ้าเลย'ในเวลานั้น เมนาเฮมโจมตีทิฟสาห์ และทุกคนที่อยู่ในเมืองนั้นและชายแดนของเมืองนั้นตั้งแต่ทีรซาห์ไป เพราะเขาไม่เปิดประตูเมืองให้ท่าน ท่านโจมตีเมืองนั้น และผ่าท้องหญิงมีครรภ์ของเมืองนั้นทุกคน ' 2 พงศ์กษัตริย์ 15:16การผ่าท้องหญิงมีครรภ์เป็นความโหดร้ายที่ใช้ในสงครามเพื่อทำลายอนาคตของศัตรู อาโมสกล่าวโทษชนชาติที่ทำแบบนี้ และโฮเชยาก็เช่นดัน เตือนว่าวันหนึ่งความรุนแรงแบบนี้จะย้อนกลับมาสู่อิสราเอลเอง พระเจ้าทรงเกลียดชังความโหดร้าย สิ่งที่เราพบซ้ำๆ หากพวกเราได้อ่านรายละเอียดตามไปด้วย เราจะพบว่ากษัตริย์ฝ่ายเหนือทุกพระองค์ยังไม่ละทิ้งบาปรูปเคารพวัวทองคำเลย เมื่อเกิดความกดดันขึ้นเมนาเฮมก็เลือกที่จะพึ่งพาเงินมากกว่าเพิ่งพาพระเจ้าเพื่อให้การปกครองของเขามั่นคงอยู่'ทิกลัทปิเลเสอร์ พระราชาแห่งอัสซีเรียได้ยกขึ้นมาต่อสู้แผ่นดินนั้น และเมนาเฮมได้ถวายเงิน 1,000 ตะลันต์ แก่ทิกลัทปิเลเสอร์ เพื่อให้พระองค์ช่วยให้ท่านกุมอาณาจักรไว้ได้ ' 2 พงศ์กษัตริย์ 15:19เรื่องนี้ก็เป็นหลักฐานว่า พระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง เพราะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุชัดเจนเป็นจารึกของกษัตริย์ทิกลัทปิเลเสอร์ที่ 3 ว่ามีการระบุชื่อ เมนาเฮมแห่งสะมาเรียว่าเป็นผู้ถวายเครื่องบรรณาการจริงๆ พระวจนะของพระเจ้าตอนนี้จึงเป็นบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองโลกที่สอดคล้องกับหลักฐานภายนอกอย่างสมบูรณ์ ข้อ 19 ได้บันทึกว่า มานาเฮมไปรีดเอาเงินจากคนรวย คนละ 50 เชเขล ซึ่งความหมายว่า ยุ่งรุ่งเรื่องในสมัยเยโรโบอัมที่ 2 ยังมีคนร่ำรวยอยู่มากพอสมควรในสะมาเรีย 1 ตะลันต์ = 3,000 เชเขล ดังนั้น 1,000 ตะลันต์ = 3 ล้านเชเขล ต้องมีคนรวยมากจริงๆ บทเรียนนี้สะท้อนอะไรถึงเราบ้าง เมื่ออยู่ในวิกฤตปัญหา เรารับมือกับสิ่งนั้นด้วยวิธีของโลก หรือด้วยการกลับใจหันหน้ามาพึ่งพาพระเจ้า 'พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “คนที่วางใจในมนุษย์ และให้เนื้อหนังเป็นกำลังของเขา และใจของเขาหันออกจากพระยาห์เวห์ คนนั้นก็เป็นที่แช่งสาป ' เยเรมีย์ 17:5วันนี้เราพึ่งพาหรือวางใจในอะไร เรากำลังจ่ายบรรณาการฝ่ายวิญญาณให้สิ่งใดเพื่อรักษาความมั่นคงของชีวิตไว้หรือเปล่า เราอาจจะไม่โหดร้ายเหมือนเมนาเฮม แต่เราอาจกำลังพึ่งอัสซีเรียของตัวเองอยู่หรือเปล่า ขอให้เราสำรวจชีวิตของเราดูว่า เรากำลังวางใจในอะไรมากกว่าพระเจ้าหรือไม่ ขอให้เรายืนยันตัวเองอีกครั้งด้วยถ้อยคำของพระเยซูที่ว่า ถ้าแยกขาดจากพระองค์แล้ว เราจะทำสิ่งใดไม่ได้เลยวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่336)ถึงเราไม่ซื่อสัตย์ แต่พระเจ้าก็ยังสัตย์ซื่อ!“ถ้าเราไม่มีความสัตย์จริง พระองค์ก็ยังทรงไว้ซึ่งความสัตย์จริง เพราะพระองค์จะไม่ทรงเป็นพระองค์เองไม่ได้”~2 ทิโมธี 2:13 (THSV11)“If we are unfaithful, he remains faithfulbecause he cannot be untrue to himself.” ~2 Timothy 2:13 GWมีคำกล่าวไว้ว่า“พระเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง เพราะพระองค์เป็นพระเจ้า!”( God does not change, because He is God.)อัครทูตเปาโลเขียน 2 ทิโมธี เป็นจดหมายฉบับสุดท้ายก่อนท่านถูกประหารชีวิต เพื่อยืนยันความจริงในเรื่องนี้ และท่านยังหนุนใจให้ทิโมธีเชื่อมั่นคงในความสัตย์จริงและในความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในท่ามกลางการกดขึ่ข่มเหงผู้เชื่ออย่างหนัก โดยกล่าวว่า1️⃣“ถ้าเราไม่มีความสัตย์จริง”ในที่นี้หมายถึง ถ้าเราไม่ซื่อสัตย์ ไม่มั่นคง อ่อนแอฝ่ายวิญญาณ หรือ ล้มเหลวในความเชื่อ เพราะ เปลี่ยนใจง่าย กลัว หรือ ท้อแท้2️⃣“พระองค์ก็ยังทรงไว้ซึ่งความสัตย์จริง”ในที่นี้หมายถึง พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ไม่เปลี่ยนแปลงตามสภาพอ่อนแอของมนุษย์อย่างเราแต่พระองค์สัตย์จริงและทรงไว้ซึ่งความ“สัตย์ซื่อ”ต่อพระสัญญาที่ให้ไว้กับเราตามพระลักษณะของพระองค์เอง และตามความรักมั่นคงที่ทรงมีต่อเราดังนั้น“แม้เราจะล้ม แต่พระองค์ไม่ล้มแม้เราจะเปลี่ยน แต่พระองค์ไม่เปลี่ยนแปลง!”3️⃣“เพราะพระองค์จะไม่ทรงเป็นพระองค์เองไม่ได้”นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด!พระเจ้าไม่สามารถ“ขัดกับธรรมชาติของพระองค์เอง” ได้1).พระองค์ทรงเป็นความจริง → จึงไม่โกหก2).พระองค์ทรงเป็นความรัก → จึงไม่เลิกรัก3).พระองค์ทรงเป็นความสัตย์ซื่อ → จึงไม่ผิดสัญญาที่พระเจ้าทรงซื่อสัตย์ นั่นเป็นเพราะคุณลักษณะของพระองค์เป็นเช่นนั้นเองไม่ได้ขึ้นกับอะไรของเราเลยแต่ขึ้นกับพระลักษณะแท้ของพระองค์เองอย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์ข้อนี้ไม่ใช่การเปิดช่องให้เราทำบาป โดยอ้างความสัตย์จริงหรือความสัตย์ซื่อในพระสัญญาของพระองค์ที่มีต่อเราพี่น้องที่รักเมื่อคุณรู้สึกว่าความเชื่ออ่อนแรง ~คุณจงเชื่อมั่นในพระเจ้าเมื่อคุณล้มเหลว ~คุณจงรีบกลับไปหาพระองค์เมื่อคุณรู้สึกไม่คู่ควร ~คุณจงน้อมรับพระคุณ และขอบคุณพระเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า พระเจ้าของเราสัตย์ซื่อเสมอ!ความมั่นคงของชีวิตคริสเตียนไม่ได้ตั้งอยู่บน “ความมั่นคงของเรา”แต่ตั้งอยู่บน“ความยิ่งใหญ่”และ “ความสัตย์ซื่อ“ของพระเจ้า!ดังนั้น ขอให้เราจดจำไว้เสมอว่า“เราอาจสะดุดล้ม แต่พระเจ้าไม่เคยล้ม”(We may stumble and fall,but God never fails.)…อาเมนไหมครับ?.......………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์2มีนาคม2026(ตอนที่336ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ระวังล้ำเส้น Ep.1555วันนี้ผมพาเรากลับมาดูจุดจบของของกษัตริย์ยูดาห์ฝ่ายใต้คนนี้มีสองชื่อ คือ อาซาริยาห์ หรือ อุสซียาห์ เขาเป็นลูกชายของอามาซิยาห์ อาซาริยาห์ขึ้นปกครองตั้งแต่อายุ 16 ปี หลังจากพ่อถูกลอบสังหาร ทั้งพ่อและลูกเริ่มต้นชีวิตด้วยคำชมว่า “ทำสิ่งที่ชอบในสายพระเนตรของพระเจ้า” แต่ทั้งสองก็มีจุดอ่อนเหมือนกัน คือปล่อยให้ระบบการนมัสการที่ไม่ตรงตามคำสั่งของพระเจ้านังคงอยู่ในประเทศ 2 พงศ์กษัตริย์ 15:5–7 จะพาเราดูจุดจบของกษัตริย์ผู้เริ่มต้นดี แต่ต้องจบด้วยโรคเรื้อน เริ่มต้นดีไม่ได้รับประกันว่าจะจบดี อาซาริยาห์ ไม่ใช่คนเลว เขาเป็นกษัตริย์ที่ประสบความสำเร็จมาก แต่ปัญหาเกิดเมื่อสำเร็จก็ทำให้เกิดความหยิ่งผยองจนพาเขาไปล้ำเส้นบทบาทที่พระเจ้าวางเอาไว้ จนพระเจ้าตีสอนเขา'และพระยาห์เวห์ทรงลงโทษพระราชา พระองค์ก็ทรงเป็นโรคเรื้อนจนถึงวันสิ้นพระชนม์ และพระองค์ประทับในวังต่างหาก และโยธามพระราชโอรสของพระราชาทรงดูแลควบคุมสำนักพระราชวัง และทรงปกครองประชาชนของแผ่นดิน ' 2 พงศ์กษัตริย์ 15:5ในข้อนี้ไม่ว่าอธิบายว่า ทำไมพระเจ้าลงโทษให้เขาเปิดโรคเรื้อน พระวจนะของพระเจ้าจะไม่ยกอะไรขึ้นมาลอยๆ มีคำอธิบายของการลงโทษนี้อยู่ใน 2 พงศาวดาร 26 ตั้งแต่ข้อ 5 ได้บอกว่าเขาแสวงหาพระเจ้า และได้รับชัยชนะมากมาย เขาได้สร้างความเจริญและความมั่นคงแข็งแรงให้ยูดาห์ 'แต่เมื่อทรงเข้มแข็งแล้ว พระองค์ก็มีพระทัยผยองขึ้นจนทำให้เสื่อมลง เพราะพระองค์ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของพระองค์ และทรงเข้าไปเผาเครื่องหอมบนแท่นบูชาในพระวิหารของพระยาห์เวห์ ' 2 พงศาวดาร 26:16ปัญหาไม่ใช่การนมัสการพระอื่น แต่คือการล้ำเส้นบทบาทที่พระเจ้ากำหนด พระเจ้าทรงกำหนดว่า การเผาเครื่องหอมเป็นหน้าที่ของปุโรหิตเท่านั้น แต่เมื่ออาซาริยาห์ หรือ อุสซียาห์ ประสบความสำเร็จมาก เขาเริ่มคิดว่า เขาทำได้ทุกอย่าง มหาปุโรหิตชื่อเดียวกันคืออาซาริยาห์ พร้อมปุโรหิตอีก 80 คน เข้าไปขัดขวาง และตักเตือนเขาว่า “นี่ไม่ใช่หน้าที่ของท่าน” ในข้อ 19 บอกชัดว่า เขาโกรธ และในทันใดนั้น พระเจ้าก็ทรงตีสอนเขา ต่อหน้าพระวิหาร ต่อหน้าปุโรหิต และต่อหน้าความหยิ่งของเขาเอง โรคเรื้อนขึ้นที่หน้าผากของเขาทันที ความสำเร็จอันตรายกว่าความล้มเหลว ตอนเราล้มเรามักระวังตัว แต่ตอนรุ่งเรามักลืมตัว 'ความจองหองมาก่อนการถูกทำลาย และใจผยองก็มาก่อนการล้ม ' สุภาษิต 16:18ขอให้เรื่องราวนี้จะเป็นอุทาหรณ์สอนใจเราในวันที่เราประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ ขออย่าให้ความสำเร็จพาเราไปล้ำเส้นพระเจ้า ความหยิ่งผยองที่มาจากความสำเร็จนั้นไม่ได้ทำลายเราในทันที มันค่อย ๆ ตัดเขาออกจากพระเจ้าผู้เป็นศูนย์กลางของชีวิต คนที่พระเจ้าใช้มาก ยิ่งต้องยำเกรงพระเจ้าให้มากขึ้นนะครับ ขอพระเจ้าอวยพระพรทุกท่านวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่335)เสรีภาพที่จะรับใช้ด้วยความรัก!“พี่น้องทั้งหลาย เพราะว่าท่านถูกเรียกให้มีเสรีภาพขอแต่เพียงอย่าถือโอกาสใช้เสรีภาพเพื่อทำตามเนื้อหนังแต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด”~ กาลาเทีย 5:13“You, my brothers and sisters, were called to be free. But do not use your freedom to indulge the flesh; rather, serve one another humbly in love.” ~Galatians 5:13 NIVคุณเห็นด้วยหรือไม่ กับคำกล่าวที่ว่า“การรับใช้ด้วยความรัก คือเสรีภาพที่สวยงามที่สุด!”(Serving in love is the most beautiful expression of freedom.)อาจารย์ เปาโล กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน ดังนี้ 1️⃣ .“ท่านถูกเรียกให้มีเสรีภาพ” — เสรีภาพอะไร?“พี่น้องทั้งหลาย เพราะว่าท่านถูกเรียกให้มีเสรีภาพ”~ กาลาเทีย 5:13กคำตอบคิอ “เสรีภาพฝ่ายวิญญาณ” ซึ่งเกิดจากพระคุณของพระคริสต์ที่ช่วยเราให้รอดและ ที่ทรงปลดปล่อยเรา1).จากการเป็นทาสของบาป2).จากการพยายามทำดีเพื่อให้พระเจ้ายอมรับเรา3).จากระบบกฎบัญญัติที่ไม่มีใครทำได้ครบถ้วน2️⃣ .“อย่าถือโอกาสใช้เสรีภาพเพื่อทำตามเนื้อหนัง””ขอแต่เพียงอย่าถือโอกาสใช้เสรีภาพเพื่อทำตามเนื้อหนัง“~ กาลาเทีย 5:13ขอ.เปาโลเตือนว่า1).เสรีภาพไม่ใช่ใบอนุญาตให้ทำบาป2).เสรีภาพไม่ใช่ข้ออ้างว่า “พระเจ้ารักเราอยู่แล้ว จะทำอะไรก็ได้”3).เสรีภาพไม่ใช่การใช้ชีวิตตามอารมณ์หรือความอยากทำตามเนื้อหนัง4).เสรีภาพถูกใช้ผิดๆ ก็จะทำให้เรากลับเป็นทาสของบาปอีกครั้ง5).เสรีภาพที่ไม่มีความรับผิดชอบ สุดท้ายจะเป็นการทำลายตนเองคำว่า “เนื้อหนัง” หมายถึง“ธรรมชาติบาป ความเห็นแก่ตัว ความอยากตามใจตนเอง”3️⃣.“แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด”“พี่น้องทั้งหลาย เพราะว่าท่านถูกเรียกให้มีเสรีภาพ ขอแต่เพียงอย่าถือโอกาสใช้เสรีภาพเพื่อทำตามเนื้อหนัง แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด” ~กาลาเทีย 5:13 THSV11นี่คือหัวใจของข้อพระธรรม กาลาเทีย 5:13เราต้องไม่ใช้เสรีภาพแค่เพื่อตัวเอง แต่ ให้ใช้เสรีภาพนั้นเพื่อ “ผู้อื่น”เหมือนที่เราใช้เพื่อตัวเองด้วยเช่นเดียวกับหลักการแห่งความรัก ตามพระบัญญัติของพระเยซูที่ทรงสอนให้เรารักพระเจ้าและรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง ในพระธรรม มัทธิว 22:37–39สรุป พระเจ้าทรงเรียกเราให้เป็นอิสระไม่ใช่อิสระจากความรับผิดชอบแต่เป็นอิสระจากบาป เพื่อจะมีพลังรักผู้อื่นพระเจ้าทรงประทานเสรีภาพในพระคริสต์ให้เราไม่ใช่เพื่อปล่อยเราให้เห็นแก่ตัวแต่ปลดปล่อยเราให้รักได้อย่างแท้จริงเสรีภาพของคริสเตียนมี 3 มิติ คือเสรีภาพจาก(การทำ)บาปเสรีภาพจากการพยายามหาความชอบธรรมด้วยตัวเองเสรีภาพจากเนื้อหนังเพื่อจะรักและรับใช้ขอให้เราเตือนสติตัวเองเสมอว่าเสรีภาพที่แท้จริงไม่ใช่“การทำอะไรก็ได้”แต่เป็น“การเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง แม้ไม่จำเป็นต้องทำ!”ขอให้เราใช้ความรักเสริมการรับใช้ เหมือนดังคำกล่าว ที่ว่า“ความรักคือพลังที่ทำให้การรับใช้มีชีวิต!”(Love is the power that gives life to service.)…เห็นด้วยไหมครับ?……………………………………คำเตือนสติปิดท้าย:ขอให้เราถามตัวเองสักนิดว่า1.ฉันใช้เสรีภาพเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของตนเองอยู่หรือไม่?2.ฉันตัดสินใจทำอะไร ที่สร้างประโยชน์แก่คนอื่นบ้างหรือไม่?3.ฉันพร้อมสละสิทธิของตัวเองเพื่อรักษาความสัมพันธ์หรือไม่?.......………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์1มีนาคม2026(ตอนที่335ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน อย่ารอให้หมดเวลา Ep.1554วันนี้ 2 พงศ์กษัตริย์ 15:8–12 พาเรากลับไปดูฝั่งอิสราเอล หลังจากยุครุ่งเรืองสุดขึดของเยโรโบอัมที่ 2 ลูกชายของเขาชื่อ เศคาริยาห์ขึ้นมาปกครองต่อ ในข้อ 8 ได้บอกว่าการปกครองของเขามี้พียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น ราชวงศ์ของเยฮูยาวนานร้อยกว่าปีต้องจบลงที่เศคาริยาห์ เรื่องนี้ไม่ใช่เหตุบังเอิญแต่เป็นเรื่องราวที่พระเจ้ากำหนดไว้ก่อนแล้ว อยู่ใน 2 พงศ์กษัตริย์ 10:30 ว่าเชื้อสายของเยฮูจะอยู่ในตำแหน่งนี้สี่ชั่วอายุคนเท่านั้น นี่แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจสูงสุด และพระองค์ทรงมีพระทัยที่อดกลั้นต่อบาปของผู้นำในอิสราเอล ครอบครัวนี้ถูกประเมินชีวิตฝ่ายวิญญาณแบบนี้ทุกคนว่า กระทำสิ่งชั่วในสายพระเนตรของพระเจ้า เศคาริยาห์ก็เช่นกัน'และทรงทำสิ่งชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์ ดังที่บรรพบุรุษของพระองค์ทรงกระทำ พระองค์ไม่ได้ทรงหันจากบาปทั้งหลายของเยโรโบอัมบุตรเนบัท ผู้ได้นำอิสราเอลให้ทำบาปด้วย ' 2 พงศ์กษัตริย์ 15:9เศคาริยาห์ยังคงทำสิ่งชั่วร้ายในสายพระเตรของพระเจ้า วัวทองคำยังคงเป็นรูปเคารพที่พวกเขายังไม่ยอมทิ้ง พระเจ้าจึงปล่อยให้ผลของบาปดำเนินต่อไป'ชัลลูมบุตรยาเบชก่อการกบฏต่อพระองค์ โค่นพระองค์ลงต่อหน้าประชาชนและประหารพระองค์เสีย และได้ขึ้นครองราชย์แทน ' 2 พงศ์กษัตริย์ 15:10ชัลลูมเขาได้สังหารเศคาริห์ต่อหน้าประชาชน โดยปกติแล้วการสังหารจะเป็นการลอบสังหารหรือทำในที่ลับ แต่การนี้ทำในที่สาธารณะแสดงให้เห็นว่าประชาชนก็หมดความศรัทธาในตัวผู้นำแล้ว ความรุ่งเรืองหรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจไม่ได้เป็นหลักประกันอนาคต เยโรโบอัม ที่ 2 พาอิสราเอลให้ยิ่งใหญ่ แต่ทุกอย่างจบลงในมือของลูกชายเพียงระยะเวลาสั้นๆ'ต้นหญ้าก็เหี่ยวแห้ง และดอกไม้ก็ร่วงโรย แต่พระวจนะพระเจ้าของเราจะยั่งยืนเป็นนิตย์ ' อิสยาห์ 40:8แม้ว่ามนุษย์จะผิดพลาด แต่พระเจ้าไม่เคยผิดพลาด ถ้อยคำของพระองค์จะสำเร็จป็นจริงเสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร ระยะเวลาที่ยาวนานไม่ได้แปลว่าพระเจ้าลืม แต่ทำให้เราเห็นถึงพระทัยของพระองค์ที่ทรงอดกลั้น ความอดกลั้นนี้ไม่ใช่การเห็นชอบ แต่เป็นโอกาสให้กลับใจ อย่ารอให้หมดเวลา อย่าคิดว่าความเงียบของพระเจ้าคือการยอมรับเพราะเมื่อวาระของพระเจ้ามาถึง ไม่มีใครสามารถหยุดไว้ได้ ขอให้เรารีบกลับใจมาพึ่งพาพระคุณของพระเจ้าที่สำเร็จแล้วในพระเยซูคริสต์ก่อนที่เวลาจะหมดลงวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่334)สนุกกับชีวิตกันสักนิด จะดีไหม?“สำหรับมนุษย์นั้นไม่มีอะไรดีไปกว่ากินและดื่ม กับชื่นชมผลจากการตรากตรำของเขา นี่แหละข้าพเจ้าเห็นด้วยว่าเป็นมาจากพระหัตถ์ของพระเจ้า” ~ปัญญาจารย์ 2:24 THSV11“There is nothing better for people to do than to eat, drink, and find satisfaction in their work. I saw that even this comes from the hand of God.” ~Ecclesiastes 2:24 GWในชีวิตของคนเรา มักจะมีหลายสิ่งที่เราได้รับมา หรือ แสวงหาได้มาแต่ตัวเราแทบจะไม่ได้มีเวลาชื่นชมมันอย่างเต็มที่เลยหรืออาจไม่เคยมีโอกาสได้ใช้เลย อาทิ เครื่องประดับเพชร พลอย ทองคำ นาฬิกาหรูๆ หรือของสะสมหลายอย่างฯลฯจากสถิติพบว่า~โทรศัพท์ที่ทันสมัย1เครื่อง 70%ของฟังก์ชั่นในโทรศัพท์นั้น เราแทบไม่ได้ใช้เลย~รถหรูๆ 1 คัน 70%ของความเร็วนั้น เรามักไม่ได้ใช้~บ้านหรูๆ 1 หลัง,70%ของพื้นที่นั้น มักเป็นที่ว่างเปล่า~ในมหาวิทยาลัย1 แห่ง 70% ของศาสตราจารย์มักถูกใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่~ในกิจกรรมทางสังคมต่างๆ70% มักเป็นกิจกรรมที่น่าเบื่อ~ในท่ามกลางเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน 70% แทบไม่ได้ใช้ หรือไร้ประโยชน์~ในจำนวนเงินที่หามาทั้งชีวิต 70% มักถูกทิ้งไว้ให้ผู้อื่นใช้แทนดังนั้น พี่น้องที่รัก~ขอให้เราดำเนินชีวิตอย่างสงบเรียบง่าย ~ขอให้เราสนุกกับการใช้ชีวิต 30% ที่เป็นของเรานี้ อย่างมีสุขแบบเต็ม100~ขอให้เราระมัดระวังในการใช้และดูแลร่างกาย และชีวิตของเราอย่างรับผิดชอบ ดังนี้แม้ไม่เจ็บปวด~แต่ก็ต้องบำรุงรักษาแม้ไม่กระหาย ~แต่ก็ต้องดื่มน้ำเป็นประจำแม้จะว้าวุ่นใจสักเพียงใด~แต่ก็ต้องรู้จักปล่อยวางแม้จะมีเหตุมีผล~แต่ก็ต้องรู้จักยอมหรือปล่อยผ่านบ้างแม้จะมีอำนาจสูงส่ง ~ แต่ก็ต้องรู้จักถ่อมใจถ่อมตน แม้จะใจสู้มากสักแค่ไหน ~แต่ก็ต้องรู้จักหยุดเมื่อไปไม่ไหวแม้จะ(อยาก)ร่ำรวยมากขึ้นสักเพียงใด ~แต่ก็ต้องรู้จักคำว่าพอและพอเพียง แม้จะธุระยุ่งมากสักแค่ไหน~แต่ก็ต้องรู้จักพักผ่อนพี่น้องที่รัก ขอให้เราหมั่นเตือนตัวเองไว้เสมอว่าชีวิตเรานั้นช่างสั้นนัก!พระเจ้าทรงประสงค์ให้เรามีความสุข และความสนุกกับชีวิตดังนั้น ถ้าไม่เป็นปัญหาหรือไม่ได้สร้างปัญหาอะไร ~เราอยากกินอะไร...ก็กินเลย~เราอยากเที่ยวสนุก....ก็เที่ยวเลย~เราอยากบอกว่ารักใคร ..ก็บอกเลย~เราอยากขอโทษใคร..ก็อย่าลีลา~เราอยากให้อภัยใคร…ก็อย่ารีรอ~เราอยากเรียนรู้อะไร..ก็เรียนเลย~เราอยากลองทำอะไร…ก็ลองทำเลยขอให้เราสนุกกับชีวิตให้มากขึ้น ตามที่ปัญญาจารย์แนะนำไว้“คนเราไม่อาจทำอะไรได้ดีไปกว่ากินดื่มและหาความอิ่มใจในงานของตน ข้าพเจ้าเห็นว่าสิ่งนี้ก็มาจากพระหัตถ์ของพระเจ้าด้วย” ~ปัญญาจารย์ 2:24 TNCV…เห็นดีเห็นงามด้วยไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์28กุมภาพันธ์ 2026(ตอนที่334ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน เพียงครึ่งใจ Ep.1553 เราเดินทางมาถึง 2 พงศ์กษัตริย์ 15 ในบทนี้เราได้เห็นวิธีกรเล่าเรื่องสลับไปมาของทั้งผู้นำในฝ่ายยูดาห์และฝ่ายอิสราเอล ใน 2 พงศ์กษัตริย์ 15:1-7 เป็นกษัตริย์ของยูดาห์เขาชื่อว่า อาซาริยาห์ ซึ่งเป็นลูกชายของอามาซิยาห์กับเยโคลียาห์ อาซาริยาห์ถูกแต่งตั้งเป็นผู้นำหลังจากที่พ่อถูกพวกกบฎสังหาร เขาขึ้นมาปกครองตั้งแต่อายุ 16 ปี และปกครองนานมากถึง 52 ปี อาซาริยาห์ ชื่อนี้แปลว่า พระเจ้าทรงช่วย และใน 2 พงศาวดารได้บันทึกอีกชื่อนึงของเขา คือ อุสซียาห์ ซึ่งแปลว่า พระเจ้าทรงเป็นกำลัง ชื่อของเขาสะท้อนความเชื่อของครอบครัว พระวจนะของพระเจ้าบันทึกถึงชีวิตของเขา'พระองค์ได้ทรงกระทำสิ่งที่ชอบในสายพระเนตรพระเจ้า ตามทุกอย่างที่อามาซิยาห์พระบิดาของพระองค์ทรงกระทำ ' 2 พงศ์กษัตริย์ 15:3 พ่อแม่ครับการเป็นแบบอย่างคือการสอนลูกที่ดีที่สุด อาซาริยาห์ทำสิ่งที่ชอบในสายพระเนตรพระเจ้าเพราะเขาเห็นพ่อของเขาทำ แต่สิ่งนี้ก็น่ากลัวคือลูกมักจะเป็นเหมือนพ่อแม่ในทุกๆ เรื่องไม่เว้นแม้แต่เรื่องที่ผิดพลาด'ถึงกระนั้นปูชนียสถานสูงก็ยังมิได้ถูกกำจัดเสีย ประชาชนยังถวายสัตวบูชาและเผาเครื่องหอมบนปูชนียสถานสูงเหล่านั้น ' 2 พงศ์กษัตริย์ 15:4 นี่คือประโยคที่เราเห็นซ้ำๆ ใน 2 พงศ์กษัตริย์ เขาทำสิ่งที่พระเจ้าชอบ แต่ไม่สุด ผู้นำในฝ่ายยูดาห์ยังประนีประนอมกับบาปเรื่องปูชนียสถานสูงจนกลายเป็นเรื่องเรื้อรังที่ไม่มีใครจัดการอย่างเด็ดขาด และนี่คือภาพของชีวิตคริสเตียนจำนวนมาก เรารักพระเจ้า เราไปร่วมคริสตจักร เราทำสิ่งที่ถูกต้องหลายอย่าง แต่เรายังมีปูชนียสถานสูงเก็บไว้ บาปที่ไม่ถูกจัดการ นิสัยที่ไม่ยอมเลิก ความสัมพันธ์ที่พระเจ้าไม่พอพระทัย ท่าทีบางอย่างที่เราบอกว่าไม่เป็นไร สิ่งเหล่านี้คือปูชนียสถานสูงที่เรายังคงเก็บไว้ พระเจ้าไม่ได้ทรงมองชีวิตของเราแค่ว่า เราทำดีแค่ไหน แต่ทรงมองว่า เรายอมเชื่อฟังพระองค์ทั้งหมดหรือเปล่า 'และซามูเอลทูลว่า “พระยาห์เวห์พอพระทัยในเครื่องบูชาเผาทั้งตัวและเครื่องสัตวบูชามากเท่ากับการที่จะเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระยาห์เวห์หรือ? ดูเถิด ที่จะเชื่อฟังก็ดีกว่าเครื่องสัตวบูชา และซึ่งจะเอาใจใส่ก็ดีกว่าไขมันของบรรดาแกะผู้ ' 1 ซามูเอล 15:22 ประโยคสำคัญที่ผมอยากย้ำคือ “ที่จะเชื่อฟังก็ดีกว่าเครื่องสัตวบูชา” ครึ่งเดียวไม่พอ การเชื่อฟังบางส่วน ยังไม่ใช่การเชื่อฟังจริงๆ ในชีวิตของเรายังมีปูชนียสถานสูงเหลืออยู่ไหม เราอาจจะเป็นคริสเตียนที่ดูดีในสายตาคนอื่น แต่ถ้ายังมีพื้นที่ในใจที่พระเจ้าไม่ได้ครอบครอง นั่นแหละคือปูชนียสถานสูงของเรา วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่333)วันไหนคือวันที่ดีที่สุด?"นี่เป็นวันซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้าง ให้เราเปรมปรีดิ์และยินดีในวันนั้น!"~สดุดี118:24“This is the day the Lord has made. Let's rejoice and be glad today!” ~Psalms 118:24 GWพระคัมภีร์ตอนนี้ เป็นบทเพลงสรรเสริญที่เราควรใช้~ในการนมัสการและ~ในโอกาสสำคัญต่างๆโดยมีความหมายดังนี้ "นี่เป็นวันซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้าง..." (This is the day that the LORD has made)แต่ละ“วัน“ที่เรามีชีวิตอยู่ จึงไม่ใช่1).”ความบังเอิญ“โดยปราศจากความหมาย หรือ2).”สิทธิของเรา“โดยอัตโนมัติ แต่เป็นสิ่งที่เตือนใจเราว่า ทุกลมหายใจที่เรามี ล้วนเป็น"ของขวัญ"มาจากพระเจ้าโดยตรงดังนั้น ให้เราขอบคุณพระเจ้า สำหรับ“วันนี้”ที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวันที่ดูแสนธรรมดา หรือเป็นวันที่เต็มไปด้วยความท้าทายเพราะเป็นวันที่พระเจ้าทรงสร้างเพื่อเรา!"ให้เราเปรมปรีดิ์และยินดีในวันนั้น!"(Let us rejoice and be glad in it!)เมื่อเราตระหนักแล้วว่าวันนี้เป็นของขวัญจากพระเจ้า เราจึงควรตอบสนองอย่างเหมาะสมคือชื่นชมยินดี และขอบคุณอย่างจริงใจไม่ใช่แค่รู้สึก (feeling)ตามอารมณ์ แต่เป็นการเลือกที่จะมองหาสิ่งที่ก่อสุขสรรเสริญ และขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งดีงามที่พระองค์ทำการที่เรามีความสุขความยินดีได้ทุกวันคือชัยชนะเหนือสถานการณ์และศัตรู นี่ไม่ใช่การปฏิเสธปัญหา หรือความจริงแต่เป็นการเลือกที่จะวางใจและสรรเสริญพระเจ้าท่ามกลางปัญหา เพราะเรารู้ว่าพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่กว่าปัญหาทั้งปวง ทรงสถิตอยู่กับเราและทรงนำเราให้รอดพ้นจากความทุกข์ยากลำบากต่างๆได้นี่เป็นหัวใจสำคัญในชีวิตของผู้ศรัทธาในพระเจ้าของสดุดีบทนี้ พี่น้องที่รักจงใช้ชีวิตใน“ปัจจุบัน”อย่าง1).มีคุณค่า และ2).มีคุณประโยชน์ต่อตัวเอง และผู้อื่นจงใช้ชีวิตหนุนใจผู้อื่นจงใช้ชีวิตอย่างเต็มที่กับ“วันนี้“ ที่พระเจ้ามอบให้ จงอย่าจมอยู่กับความผิดหวังใน”อดีต“ และจงอย่ากังวลกับ”อนาคต“ที่ไม่แน่นอน แต่จงจดจ่ออยู่กับพระพรและการทรงสถิตของพระเจ้าใน "วันนี้!"จงจำไว้เสมอว่ากุญแจสู่การใช้ชีวิตอย่างมีชัยชนะและเปี่ยม ด้วยความสุข เริ่มต้นจากการ1).มี ”ทัศนคติที่ถูกต้อง “(Right Mindset) ว่า"แต่ละวัน" รวมทั้งก.วานนี้ข.วันนี้ และค.พรุ่งนี้ ล้วนเป็น”ของประทาน“หรือ ”ของขวัญ“จากพระเจ้า และมีใจขอบพระคุณ2).นำไปสู่ ”การกระทำที่ถูกต้อง“ (RIght Action) คือการเลือกที่จะก.เปรมปรีดิ์ และข.ชื่นชมยินดีในพระพระเจ้า ในวันเหล่านััน ไม่ว่าสถานการณ์รอบตัวจะเป็นอย่างไร!และเมื่อเจอะเจอปัญหาหรือความเครียด ก็เตือนใจตัวเองพระเจ้าเป็นผู้สร้างและประทาน”วันนี้“ ขึ้นมาและในเมื่อวันนี้ คือ ”วันที่ดีที่สุด!“พระเจ้าก็จะประทานความเข้มแข็งให้เราเผชิญกับมันได้ เราจึงควร"ยินดี" ในความรักและความซื่อสัตย์ของพระองค์จงจำไว้เสมอว่า "เวลา" ที่มีค่าสูง อย่าเอาไปแลกกับสิ่งที่มีค่าน้อยกว่า อาทิ ...ความสำเร็จ…ทรัพย์สินเงินทอง…ความสนุกสนาน แบบนำภัยร้ายมาสู่ตัวเราเอง ฯลฯ จงตระหนักว่า ไม่มีสิ่งใดสามารถนำมาแลกเอา“เวลา”ของเรา ที่เสียไปแล้วคืนกลับมาได้อีกครั้งแม้แต่วินาทีเดียว!จงเตือนตัวเองไว้เสมอว่า1).อย่าอยู่เฉยๆให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ค่า โดยไม่ทำะไรเลย2).อย่าสาละวนกับกิจกรรมที่ไร้ความหมาย จบอย่างไม่คุ้มค่า!บทเรียนสำคัญที่เราควรเรียนรู้ ก็คือ# "เวลาเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ดังนั้นจงอย่าไปฆ่าเวลา!"เราจึงต้องตระหนักไว้เสมอว่า ทุกวินาทีที่เรามี คือ”ต้นทุน“สำคัญที่สุดในชีวิตของเรา เราต้องใช้ 'เวลา' ที่เรามี ไปลงทุนลงชีวิตของคนอื่นโดยการทำดีด้วยความรักต่อ~คนที่เรารัก ~คนที่เราคบ และ~คนที่เราพบด้วยปณิธานอันแรงกล้าว่า 'เราจะทำวันนี้ของเราให้ดีที่สุด!'…จะดีไหมครับ? …………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์27กุมภาพันธ์ 2026(ตอนที่333ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ไม่ใช่เพราะเราดี Ep.1552หากเรายังมีความคิดแบบนี้ว่า “เพราะฉันทำตัวไม่ดี พระเจ้าคงทอดทิ้งฉันแล้ว” 2 พงศ์กษัตริย์ 14:25–27 จะนำให้เรากลับใจใหม่ เพราะพระเจ้าไม่ได้ช่วยเราเพราะเราเองดี แต่พระเจ้าทรงช่วยเราเพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่เต็มด้วยพระทัยเมตตา พระธรรมในช่วงนี้นอกจากจะเปิดเผยว่าในยุคของเยโรโบอัมที่สองนี้จะรุ่งเรืองสุดขีดแล้ว ยังบอกว่าประชาชนยังอยู่ในความทุกข์อย่างหนักด้วย'เพราะพระยาห์เวห์ทอดพระเนตรเห็นว่า ความทุกข์ของอิสราเอลนั้นขมขื่นนัก เพราะไม่มีใครเหลือ ไม่ว่าทาสหรือไท ไม่มีใครช่วยอิสราเอล ' 2 พงศ์กษัตริย์ 14:26พระเจ้าทรงเห็นความทุกข์ขมขื่นของอิสราเอล และแน่นอนพระเจ้าทรงเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราด้วย ขมขื่นนักในที่นี้มีความหมายว่า ขมขื่นอย่างที่สุด เจ็บปวดอย่างที่สุด และในท้ายข้อย้ำว่า ไม่มีใครช่วย เมื่อผมศึกษาดูความหมายของคำว่า 'eyn ‘ozer (เอน โอเซอร์) แปลว่า ไม่มีผู้ช่วยเลย คำว่า ‘ozer แปลว่า ผู้ช่วย เป็นคำเดียวกันกับที่ใช้เรียกพระเจ้าในสดุดีว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ช่วยของข้า เมื่อเราอยู่ในจุดที่ไม่มีใครช่วยเหลือเราแล้ว นั่นคือเวลาที่พระเจ้าพระผู้ช่วยที่แท้จริงจะทรงแทรกแซง จากข้อ 24 พระวจนะบอกตรงๆแล้วว่า เยโรโบอัมทำสิ่งชั่วในสายพระเนตรของพระเจ้า แสดงว่าไม่ใช่เพราะความดีของใครเลย แต่พระเจ้าทรงช่วยเพราะพระองค์ทรงมีพระเมตตาและทรงเห็นความทุกข์ และแน่นอนพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่ซื่อสัตย์ พระองค์ทรงซื่อตรงต่อพันธสัญญาที่มีพระองค์ให้ไว้กับคนของพระองค์ ในข้อ 27 ได้บอกว่า “พระยาห์เวห์ไม่ได้ตรัสว่า จะลบนามอิสราเอลจากใต้ฟ้าสวรรค์ แต่พระองค์ทรงช่วยเขา…” นี่คือพระเมตตาคุณที่มาก่อนการกลับใจ ในข้อที่ 25 ยังบอกว่า พระองค์ทรงทำตามพระวจนะที่ตรัสผ่านโยนาห์ พระเจ้าทรงทำงานของพระองค์ด้วยพระเมตตา แม้ทั้งผู้รับใช้คือโยนาห์ และผู้รับพรคือเยโรโบอัม ต่างก็ไม่สมบูรณ์แบบ สิ่งที่เราต้องคิดในวันนี้ พระเมตตาคุณของพระเจ้าไม่ใช่ใบอนุญาตที่ให้เราทำบาปต่อ คำถามคือ เรากำลังใช้พระเมตตาคุณนี้เป็นข้ออ้างที่จะอยู่ในบาป หรือเราใช้สิ่งนี้เป็นแรงผลักดันให้เรากลับใจใหม่ เมื่อพระเจ้าช่วยเราในวันที่เราไม่คู่ควร เราจะเฉยเมยต่อพระคุณ หรือเราจะยำเกรงพระเจ้ามากขึ้น'พระยาห์เวห์ทรงพระกรุณาและมีพระคุณ กริ้วช้าและอุดมด้วยความรักมั่นคง ' สดุดี 103:8วันนี้ถ้าเรากำลังอยู่ในความทุกข์ อย่าคิดว่าพระเจ้ามองไม่เห็น และถ้าเรากำลังได้รับพระเมตตา อย่าคิดว่าเราเองสมควรจะได้รับพระเมตตานั้น ที่เราได้รับไม่ใช่เพราะเราดี แต่เป็นเพราะพระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณาวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่332)พระคัมภีร์สอนอะไรเกี่ยวกับการอธิษฐานบ้าง?(3)“พระยาห์เวห์ทรงอยู่ห่างไกลจากคนอธรรมแต่ทรงได้ยินคำอธิษฐานของคนชอบธรรม”~สุภาษิต 15:29 THSV11 “The Lord is far from the wicked, but he hears the prayer of the righteous.” ~Proverbs 15:29 NIVพระเจ้าทรงสดับคำอธิษฐานของคนชอบธรรมอย่างแน่นอนแต่พระองค์จะประทับอยู่ห่างจากคนอธรรมสำหรับคนชอบธรรม …“การอธิษฐานคือการหยุดพักของหัวใจในท่ามกลางพายุแห่งชีวิต!”(Prayer is the pause of the heart in the midst of life's storm.)ดังนั้น ถ้าวันนีี้ เราเป็นคนชอบธรรม เราก็ควรอธิษฐานตามอย่างนี้เราควรอธิษฐานขอพระเจ้าช่วยเหลือให้พ้นจากวิกฤติและความยากลำบาก“แล้วโยนาห์ก็อธิษฐานต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน จากภายในท้องปลานั้นว่า “ข้าพระองค์ร้องทูลพระยาห์เวห์ในยามยากลำบาก และพระองค์ทรงตอบข้าพระองค์ ข้าพระองค์ร้องทูลจากท้องของแดนคนตาย และพระองค์ทรงฟังเสียงข้าพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเหวี่ยงข้าพระองค์ลงไปในที่ลึก ในก้นบึ้งแห่งทะเล และน้ำก็ท่วมล้อมรอบข้าพระองค์ไว้ บรรดาคลื่นเล็กและใหญ่ของพระองค์ ท่วมข้าพระองค์แล้ว…แล้วพระยาห์เวห์ตรัสสั่งปลานั้น มันก็สำรอกโยนาห์ออกไว้บนแผ่นดินแห้ง” ~โยนาห์ 2:1-3, 10 THSV11เราควรอธิษฐาน แม้แต่ในยามที่เราอ่อนกำลังและไม่รู้จะอธิษฐานอะไรและอย่างไร?“ในทำนองเดียวกัน พระวิญญาณก็ทรงช่วยเมื่อเราอ่อนกำลังด้วย เพราะเราไม่รู้ว่าควรจะอธิษฐานขออะไรอย่างไร แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทน ด้วยการคร่ำครวญซึ่งไม่อาจกล่าวเป็นถ้อยคำ”~โรม 8:26 THSV11เราควรกลับใจ ถ่อมใจอธิษฐานสารภาพบาปของเรา และอธิษฐานเผื่อกันและกัน“ถ้าประชากรของเราผู้ซึ่งเขาเรียกกันโดยนามของเรานั้นจะถ่อมตัวลง อธิษฐานและแสวงหาหน้าของเรา ทั้งหันเสียจากทางชั่วของพวกเขา เราก็จะฟังจากสวรรค์ และจะให้อภัยแก่บาปของเขาและจะรักษาแผ่นดินของเขาให้หาย”~2 พงศาวดาร 7:14 THSV11“เพราะฉะนั้นท่านจงสารภาพบาปต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเผื่อกันและกัน เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รับการรักษาโรค คำวิงวอนของผู้ชอบธรรมนั้นมีพลังมากและเกิดผล”~ยากอบ 5:16 THSV11เราควรอธิษฐานเผื่อคนที่ข่มเหง และทำร้ายเราด้วยความรักของพระเจ้าร“แต่เราบอกพวกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อบรรดาคนที่ข่มเหงพวกท่าน”~มัทธิว 5:44 THSV11“จงอวยพรแก่คนที่แช่งด่าท่าน จงอธิษฐานเผื่อคนที่ทำร้ายท่าน” ~ลูกา 6:28 THSV11เราควรอธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยความเชื่อว่าจะได้รับ(โดยไม่สงสัย)“เพราะเหตุนี้ เราบอกท่านทั้งหลายว่า เมื่อพวกท่านอธิษฐานขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับ แล้วพวกท่านจะได้รับสิ่งนั้น”~มาระโก 11:24 THSV11เราควรเฝ้าระวังและอธิษฐานอยู่เสมอทุกเวลา สำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด“ข้าแต่พระยาห์เวห์ ยามเช้าพระองค์ทรงสดับเสียงข้าพระองค์ ยามเช้าข้าพระองค์เตรียมคำอธิษฐาน แด่พระองค์ และเฝ้าคอยอยู่”~สดุดี 5:3 THSV11“กลางวัน พระยาห์เวห์ทรงบัญชาความรักมั่นคงของพระองค์ และกลางคืน เพลงของพระองค์อยู่กับข้าพเจ้า เป็นคำอธิษฐานต่อพระเจ้าแห่งชีวิตของข้าพเจ้า”~สดุดี 42:8 THSV11“จงเฝ้าระวังและอธิษฐาน เพราะพวกท่านไม่รู้ว่าวันนั้นหรือเวลานั้นจะมาถึงเมื่อไหร่”~มาระโก 13:33 THSV11เราควรอธิษฐานเผื่อกันและกันให้ดำรงอยู่ในทางดีในทุกเรื่อง“จงอธิษฐานเผื่อเรา เพราะเราแน่ใจว่าเรามีมโนธรรมที่ดีและปรารถนาที่จะประพฤติตัวดีงามในทุกเรื่อง”~ฮีบรู 13:18 THSV11สรุป เราควรเป็นคนชอบธรรมที่ขอบพระคุณพระเจ้าเป็นส่วนตัวทุกวันทุกเวลาเราควรเข้าเฝ้าและอธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยความชื่นบานเป็นประจำสม่ำเสมอแล้วพระเจ้าจะทรงสดับและช่วยให้เราให้พ้นภัยอันตรายกลับสู่สภาพดีแต่อย่าให้เราทำตัวเป็นคนอธรรม ที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้า จนพระเจ้าไม่ฟังคำอธิษฐานเหมือนดังที่จารึกไว้ว่า“เพราะฉะนั้น เจ้าเองอย่าอธิษฐานเพื่อชนชาตินี้ อย่าวิงวอนหรืออธิษฐานเพื่อพวกเขา เพราะเราจะไม่ฟังเมื่อเขาร้องต่อเราในเวลาลำบาก!” ~เยเรมีย์ 11:14 THSV11พี่น้องที่รักวันนี้ พระเจ้าทรงฟังคำอธิษฐานของคุณหรือเปล่า?ทำไมคุณ จึงคิดและเชื่อเช่นนั้น?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์26กุมภาพันธ์ 2026(ตอนที่332ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่331)พระคัมภีร์สอนอะไรเกี่ยวกับการอธิษฐานบ้าง?(2)“ถ้าผู้ใดไม่ฟังธรรมบัญญัติ แม้คำอธิษฐานของเขาก็เป็นที่น่าสะอิดสะเอียน”~สุภาษิต 28:9 THSV11“If anyone turns a deaf ear to my instruction, even their prayers are detestable.” ~Proverbs 28:9 NIVมีคำเตือนว่า“อย่าอธิษฐานเพียงแค่ด้วยปาก แต่ใจล่องลอยไปกับโลก เพราะการอธิษฐานแท้จริงเริ่มต้นที่ใจ ไม่ใช่ที่ริมฝีปาก!”(Do not pray only with your lips while your mind wanders the world; true prayer begins in the heart, not on the lips.)ดังนั้น อย่าให้เราอธิษฐานด้วยปากเท่านั้นแต่จงอธิษฐานด้วยใจ และด้วยท่าทีที่ถูกต้อง!จงจริงจังในการทำตามคำแนะนำและคำเตือนสติต่อไปนี้ อย่างจริงใจ นั่นคือเราไม่ควรเสแสร้งอธิษฐานยืดยาว ในขณะที่ยังทำบาปหน้าตาเฉย“พวกเขายึดบ้านของหญิงม่าย และแสร้งอธิษฐานเสียยืดยาว คนพวกนี้จะต้องถูกลงโทษหนักยิ่งขึ้น””~มาระโก 12:40 THSV11เราไม่ควรอธิษฐานแบบยืนอธิษฐานอวดให้คนเห็น แต่จงอธิษฐานเป็นการส่วนตัวกับพระเจ้า“เมื่อท่านทั้งหลายอธิษฐาน อย่าเป็นเหมือนพวกหน้าซื่อใจคด เพราะพวกเขาชอบยืนอธิษฐานในธรรมศาลาและตามมุมถนนต่างๆ เพื่อจะให้คนทั้งปวงเห็น เราบอกความจริงกับพวกท่านว่าพวกเขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว ส่วนท่านเมื่ออธิษฐานจงเข้าในห้องชั้นใน และเมื่อปิดประตูแล้ว จงอธิษฐานต่อพระบิดาของท่านผู้สถิตในที่ลี้ลับ และพระบิดาของท่านผู้ทอดพระเนตรเห็นในที่ลี้ลับจะประทานบำเหน็จแก่ท่าน” ~มัทธิว 6:5-6 THSV11เราไม่ควรอธิษฐาน โดยพูดพล่อยๆซ้ำซากเหมือนคนทั่วไปกระทำ“แต่เมื่อพวกท่านอธิษฐาน อย่าพูดพล่อยๆ ซ้ำซาก เหมือนบรรดาคนต่างชาติเพราะเขาคิดว่าพูดมากหลายคำ พระจึงจะโปรดฟัง อย่าทำเหมือนพวกเขาเลย เพราะว่าสิ่งไรซึ่งพวกท่านจำเป็น พระบิดาของท่านทรงทราบก่อนที่ท่านจะทูลขอต่อพระองค์”~มัทธิว 6:7-8 THSV11เราไม่ควรกระวนกระวายใจหรือวิตกกังวล แต่ควรอธิษฐานทูลขอทุกสิ่งที่ต้องการต่อพระเจ้า“อย่ากระวนกระวายในสิ่งใดๆ เลย แต่จงทูลพระเจ้าให้ทรงทราบทุกสิ่งที่พวกท่านขอ โดยการอธิษฐานและการวิงวอน พร้อมกับการขอบพระคุณ”~ฟีลิปปี 4:6 THSV11เราควรอธิษฐานวิงวอนขอพระเจ้าทรงรักษาทั้งตัวของเราและของผู้อื่น “แต่บิดาของปูบลิอัสนอนป่วยเป็นไข้และเป็นบิดอยู่ เปาโลจึงเข้าไปหาท่าน รักษาด้วยการอธิษฐานและวางมือบนตัวท่าน” ~กิจการ 28:8 THSV11เราควรอธิษฐานเผื่อพี่น้องของพวกเราอย่างเจาะจง “ข้าพระองค์อธิษฐานเพื่อพวกเขา ข้าพระองค์ไม่ได้อธิษฐานเพื่อโลก แต่เพื่อคนเหล่านั้นที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์ เพราะว่าเขาเป็นของพระองค์”~ยอห์น 17:9 THSV11เราควรอุทิศตัวในพันธกิจแห่งการอธิษฐาน ควบคู่กับพันธกิจแห่งพระวจนะ“ส่วนเราจะอุทิศตัวในการอธิษฐานและในพันธกิจด้านพระวจนะ””~กิจการ 6:4 THSV11พี่น้องที่รักจงเรียนรู้ว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไรบ้าง ก่อนที่เราจะอธิษฐานจงทำให้การอธิษฐานของเราเป็นการทำให้เรารู้จักพระเจ้ามากขึ้น และเป็นพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้าอย่างถูกต้องและสนิทสนมกันอย่างลึกซึ้ง เหมือนคำกล่าวที่ว่า“อย่าคิดว่าการอธิษฐานเป็นคาถาที่จะได้ทุกอย่างดังใจหวังแต่จงคิดว่ามันคือการสนทนาเพื่อจะรู้จักกับพระเจ้ามากยิ่งขึ้น!”(Do not think of prayer as magic to get everything you want, but as a conversation to know God more.)…จะดีไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์25กุมภาพันธ์ 2026(ตอนที่331ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี