Podcasts สำหรับการเติมกำลังให้กับจิตวิญญาณของเรา

พระธรรมนำชีวิตตอน วิ่งมาราทอน Ep.1550การวิ่งมาราทอนนั้นไม่ได้นับกันที่จุดเริ่มต้น แต่ทุกคนที่เข้าเส้นชัยจะได้รับรางวัล 2 พงศ์กษัตริย์ 14:15–22 กำลังบอกเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับอามาชิยาห์ ชายผู้เริ่มต้นดีด้วยคำชื่นชมว่าเขาทำสิ่งชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า แต่ล้มลงเพราะความเย่อหยิ่งจากชัยชนะ จนต้องสูญเสียทุกอย่าง ในข้อ 17 บอกเราว่าชีวิตของอามาชิยาห์อยู่นานกว่าเยโฮอาทถึง 15 ปี แต่นั่นเป็นช่วงเวลาที่เขาต้องอยู่กับผลของมัน กำแพงกรุงเยรูซาเล็มพังลงประมาณ 200 เมตร ทรัพย์สินในพระวิหารและในราชวังถูกริบไป มีคนถูกจับไปเป็นตัวประกันที่สะมาเรีย และชีวิตของเขาจบไม่สวย'พวกเขาได้ร่วมกันกบฏต่อพระองค์ในกรุงเยรูซาเล็ม และพระองค์ทรงหนีไปยังเมืองลาคีช แต่เขาทั้งหลายส่งคนตามพระองค์ไปที่เมืองลาคีช และประหารพระองค์ที่นั่น ' 2 พงศ์กษัตริย์ 14:19ผู้คนร่วมกันก่อกบฏ แล้วเรื่องราวของอามาชิยาห์จบลงเหมือนพ่อของเขาเลย ถูกประหารแล้วลูกชายก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำคนต่อไป เรื่องนี้เตือนเราว่า การเริ่มต้นดีไม่ได้รับประกันว่าชีวิตของเราจะจบลงอย่างดี'อย่ากลัวการทนทุกข์ที่เจ้าจะได้รับนั้น นี่แน่ะ มารจะขังพวกเจ้าบางคนไว้ในคุกเพื่อทดลองพวกเจ้า และเจ้าทั้งหลายจะได้รับความยากลำบากถึงสิบวัน แต่เจ้าจงซื่อสัตย์จวบจนวันตาย และเราจะมอบมงกุฎแห่งชีวิตให้แก่เจ้า ' วิวรณ์ 2:10เจ้าจงซื่อสัตย์จวบจนวันตาย นี่คือคำสั่งที่มีพระสัญญาของพระเจ้าต่อท้ายว่า พระองค์จะมอบรางวัลให้เป็นมงกุฎแห่งชีวิต ขอให้เราเริ่มต้นให้ดี ระวังรักษาระยะไว้ให้ดีเพราะชีวิตฝ่ายวิญญาณคือการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น ขอให้เรารักษาความสัมพันธ์กับพระเจ้าไว้จนถึงเส้นชัย เพื่อชีวิตของเราจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าจนถึงวันสุดท้ายวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 330)พระคัมภีร์สอนอะไรเกี่ยวกับการอธิษฐานบ้าง?(1)“แต่พระเจ้าทรงสดับแน่ทีเดียว พระองค์ใส่พระทัยในเสียงอธิษฐานของข้าพเจ้า!” ~สดุดี 66:19 THSV11“But God has indeed heard me; he has listened to my prayer.” ~Psalm 66:19 GNTพระเจ้าทรงสดับและใส่ใจต่อคำอธิษฐานของเรา!พระคัมภีร์ยืนยันในเรื่องนี้ คำสอนมากมายยืนยันว่าการอธิษฐานเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดในชีวิตของคริสเตียน“อธิษฐานแล้วจะได้ประโยชน์อะไร?”ช่างน่าเศร้าที่บางคนถามขึ้นมาว่า“องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คืออะไร ที่เราจะต้องปรนนิบัติพระองค์? ถ้าเราอธิษฐานต่อพระองค์ เราจะได้ประโยชน์อะไร?'”~โยบ 21:15 THSV11แท้จริงแล้ว ถ้าเขาอ่านพระคัมภีร์ เขาก็คงได้เห็นประโยชน์อันมากล้นของการอธิษฐานแล้วพระคัมภีร์สอนอะไรบ้าง?เราควรให้การอธิษฐานเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆที่เราต้องทำ“เพราะฉะนั้นก่อนสิ่งอื่นใดทั้งหมด ข้าพเจ้าขอร้องพวกท่านให้วิงวอน อธิษฐาน ทูลขอ และขอบพระคุณเพื่อทุกคน”~1 ทิโมธี 2:1 THSV11เราควรให้คำอธิษฐานของเราเป็นดุจเครื่องหอมถวายต่อพระเจ้า“ขอให้คำอธิษฐานของข้าพระองค์เป็นเหมือนเครื่องหอม เฉพาะพระพักตร์พระองค์ และการที่ข้าพระองค์ชูมือขึ้นอธิษฐานเป็นเหมือนของถวายเวลาเย็น”~สดุดี 141:2 THSV11เราควรอธิษฐานเผื่อบ้านเมืองที่เราอาศัยอยู่“จงอธิษฐานขอสันติภาพให้เยรูซาเล็มว่า“ขอบรรดาผู้ที่รักเธอจงจำเริญ”~สดุดี 122:6 THSV11เราควรอธิษฐานเผื่อกษัตริย์และคนที่มีตำแหน่งสูง“เพื่อกษัตริย์ทั้งหลายและทุกคนที่มีตำแหน่งสูง เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิตอย่างสงบและมีสันติในทางพระเจ้า และเป็นที่นับถือ การกระทำเช่นนี้เป็นการดี และเป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของเรา” ~1 ทิโมธี 2:2-3 THSV11เราควรอธิษฐานอย่างขะมักเขม้น“จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงสู้ทนต่อความยากลำบากจงขะมักเขม้นอธิษฐาน”~โรม 12:12 THSV11เราควรอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ“จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ”~1 เธสะโลนิกา 5:17 THSV11เราควรทราบว่า พระเจ้าปีติยินดีในคำอธิษฐานของคนเที่ยงธรรม“พระยาห์เวห์ทรงเกลียดชังเครื่องบูชาของคนอธรรม แต่ทรงปีติยินดีในคำอธิษฐานของคนเที่ยงธรรม”~สุภาษิต 15:8 THSV11พี่น้องที่รักให้เรามาอธิษฐานเผื่อกันและอธิษฐานกับกันอย่างอย่างจริงใจและจริงจังเพราะว่า พระเจ้าทรงใส่พระทัยและสดับเสียงอธิษฐานของเราทุกเวลา… เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์24กุมภาพันธ์ 2026(ตอนที่330ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ปุ๋ยชั้นดี Ep.1549เวลาที่เราต้องเผชิญกับความล้มเหลวหรือความทุกข์ยาก ส่วนใหญ่เรามักจะระมัดระวังตัว คุกเข่าลงและพึ่งพาพระเจ้าอย่างมาก แต่บททดสอบที่น่ากลัวของชีวิตคริสเตียน มักจะเกิดขึ้นตอนที่เราประสบความสำเร็จมากๆ เพราะความสำเร็จมักจะเป็นปุ๋ยชั้นดีที่ทำให้อีโก้และความเย่อหยิ่งของเราเติบโตโดยที่เราไม่รู้ตัว 2 พงศ์กษัตริย์ 14:7–14 ได้ทำให้เราเห็นผลลัพธ์ของอามาซิยาห์หลังจากที่เขารบชนะเอโดมและสังหารทหารเอโดมได้หนึ่งหมื่นคน เขาจึงส่งคนไปหาเยโฮอาชเพราะอยากจะเผชิญหน้ากัน แต่เยโฮอาชก็เตือนเขาตรงๆ'จริงอยู่ท่านได้โจมตีเอโดม และจิตใจของท่านก็ทำให้ท่านผยองขึ้น จงพอใจในศักดิ์ศรีของท่านเถิด และจงอยู่กับบ้านของตน เพราะทำไมท่านจึงเร้าใจตนเองให้ต่อสู้และล้มลง ทั้งท่านและยูดาห์ด้วย?” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 14:10อามาซิยาห์ไม่ยอมฟัง เพราะใจของเขาผยองขึ้นจากชัยชนะ ในที่สุดเขาก็แพ้สงคราม มากไปกว่าเสียหน้าแล้ว เขาเสียทุกอย่างไปด้วย'และพระองค์ทรงริบทองคำและเงินทั้งหมด และของใช้ทั้งหมด ที่พบในพระนิเวศของพระยาห์เวห์ และในคลังของพระราชวัง พร้อมจับตัวประกันด้วย และพระองค์เสด็จกลับไปยังกรุงสะมาเรีย ' 2 พงศ์กษัตริย์ 14:14ศัตรูที่อันตรายที่สุดคือใจของเราเองนี่แหละ หากเราประสบความสำเร็จมากๆ เรายิ่งต้องระมัดระมังความเย่อหยิ่งให้มากด้วย ให้เราขอหัวใจที่ถ่อมสุภาพแบบพระเยซูที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของเราเสมอจากพระเจ้า'ความจองหองมาก่อนการถูกทำลาย และใจผยองก็มาก่อนการล้ม ' สุภาษิต 16:18หากชีวิตกำลังขึ้นสูงเป็นเวลาที่เราต้องระวังให้มาก เพราะความสำเร็จมักทำให้เราลืมพระเจ้าผู้ประทานความสำเร็จให้ ความสำเร็จอาจจะทำให้เราลืมความจริงและประเมินตัวเองสูงเกินไป อย่าให้ชัยชนะกลายเป็นกับดัก อย่าให้ความสำเร็จพาเราห่างจากพระเจ้า จงจำไว้ว่า ความสำเร็จที่ปลอดภัย คือความสำเร็จที่ยังคงถ่อมใจต่อพระเจ้าเสมอวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 329)รักและประพฤติตามพระวจนะ!”พระองค์ทรงทิ้งคนอธรรมทั้งสิ้นของแผ่นดินโลกเหมือนทิ้งขี้แร่ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์รักพระโอวาทของพระองค์“ ~สดุดี 119:119 THSV11“You skim off the wicked of the earth like scum; no wonder I love to obey your laws!” ~Psalms 119:119 NLTเราควรรักพระเจ้า และรักพระวจนะของพระองค์ เพราะ“พระวจนะของพระเจ้า คือแสงสว่างนำทางของคนที่รักพระองค์!”(God's Word is the guiding light of those who love Him.)พระคัมภีร์สอนอะไรเราบ้างเกี่ยวกับความรักที่เราควรมีต่อพระวจนะของพระเจ้า?เราควรรักพระวจนะของพระเจ้ามากยิ่งกว่าทรัพย์สมบัติใดใดในโลกนี้”เพราะฉะนั้นข้าพระองค์รักพระบัญญัติของพระองค์ ยิ่งกว่าทองคำ ยิ่งกว่าทองบริสุทธิ์“ ~สดุดี 119:127 THSV11เราควรจะปีติยินดีใน พระวจนะของพระเจ้าที่เรารัก”ข้าพระองค์ปีติยินดีในพระบัญญัติของพระองค์ ซึ่งข้าพระองค์รัก“ ~สดุดี 119:47 THSV11เราควรเคารพและตรึกตรองวจนะของพระเจ้าที่เรารัก”ข้าพระองค์เคารพพระบัญญัติของพระองค์ซึ่งข้าพระองค์รัก และข้าพระองค์จะตรึกตรองกฎเกณฑ์ของพระองค์ ז (ซายิน)“ ~สดุดี 119:48 THSV11เราควรสัญญาที่จะปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า”พระยาห์เวห์ทรงเป็นมรดกส่วนของข้าพระองค์ ข้าพระองค์สัญญาจะปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์“ ~สดุดี 119:57 THSV11เราควรมีพระบัญญัติของพระคริสต์และประพฤติตามพระวจนะนั้น”ใครที่มีบัญญัติของเราและประพฤติตามบัญญัติเหล่านั้น คนนั้นเป็นคนที่รักเรา และคนที่รักเรานั้นพระบิดาของเราจะทรงรักเขา และเราจะรักเขาและจะสำแดงตัวให้ปรากฏแก่เขา”“ ~ยอห์น 14:21 THSV11”ขอทรงรักษาชีวิตข้าพระองค์ตามความรักมั่นคงของพระองค์ และข้าพระองค์จะปฏิบัติตามพระโอวาทจากพระโอษฐ์ของพระองค์ “ ~สดุดี 119:88 THSV11เราควรทำตามแบบอย่างของคำสอนที่ถูกต้องตามพระวจนะ ที่ได้ยินมา”จงประพฤติตามแบบอย่างของคำสอนที่ถูกต้องที่ท่านได้ยินจากข้าพเจ้าด้วยความเชื่อและความรักซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์“~2 ทิโมธี 1:13 THSV11เราควรรักษาวิถีทางของเราให้บริสุทธิ์โดยการปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า”คนหนุ่มจะรักษาวิถีทางของตนให้บริสุทธิ์ได้อย่างไร? ก็โดยปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์“ ~สดุดี 119:9 THSV11เราไม่รักพระเยซูคริสต์เมื่อเราไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์”คนที่ไม่รักเราก็ไม่ประพฤติตามคำของเรา และคำที่พวกท่านได้ยินนี้ไม่ใช่คำของเรา แต่เป็นของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา“ ~ยอห์น 14:24 THSV11สรุปเราต้องฟังพระวจนะของพระเจ้า และปฏิบัติตามนั้นด้วยความรัก”แต่จงเป็นผู้ประพฤติตามพระวจนะ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ฟังเท่านั้นมิฉะนั้นจะเป็นการหลอกตัวเอง“ ~ยากอบ 1:22 THSV11จงฟังคำเตือนสติที่ว่า “อย่าเพียงฟังพระวจนะ แต่จงกระทำตามที่พระวจนะกล่าว!“(Do not merely listen to the Word, but do what it says.)…อาเมนไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์23กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่329ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ยอมเบรค Ep.1548เวลาที่เราถูกทำร้ายหรือสูญเสียใครไปเพราะใครบางคน อารมณ์แรกที่มักเกิดขึ้นคืออยากเอาคืนให้สาสม แล้วถ้าเรายิ่งมีอำนาจอยู่ในมือ การแก้แค้นนั้นก็ยิ่งดูเป็นเหตุผลที่เราจะทำได้ 2 พงศ์กษัตริย์ 14:1–6 พาเราไปรู้จักอามาซิยาห์ลูกชายของโยอาช กษัตริย์ผู้เคยรอดตายตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แต่สุดท้ายโยอาชก็ถูกข้าราชการของตนลอบสังหาร หลังจากนั้นอามาซิยาห์ก็ได้การแต่งตั้งให้ขึ้นมาครองราชย์ สิ่งแรกที่เราเห็นจากกษัตริย์องค์นี้'และพระองค์ทรงทำสิ่งที่ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์ แต่ยังไม่เหมือนกับดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์ พระองค์ทรงทำตามทุกสิ่งซึ่งโยอาชพระราชบิดาของพระองค์ได้ทรงกระทำ ' 2 พงศ์กษัตริย์ 14:3พระวจนะของพระเจ้าชมว่า เขาทำในสิ่งที่พระเจ้าชอบในสายพระเนตรของพระเจ้า แต่ยังไม่เท่าดาวิด แต่ก็ยังมีส่วนที่ยังเหมือนพ่ออยู่ ในข้อ 4 บอกว่า เขาไม่ได้ทำลายปูชนียสถานสูงเหล่านั้น และเขายังปล่อยให้ผู้คนไปถวายสัตวบูชาและเผาเครื่องหอมบนปูชนียสถานสูงเหล่านั้น และพระวจนะของพระเจ้าบอกต่อไปว่า เมื่อเวลาผ่านเขาเริ่มมั่นคงแล้ว อามาซิยาห์ก็จัดการกับพวกข้าราชการที่ลอบสังหารพ่อของเขา 'แต่พระองค์ไม่ได้ทรงประหารลูกหลานของผู้ที่ปลงพระชนม์นั้น ตามที่ได้บันทึกไว้ในหนังสือธรรมบัญญัติของโมเสส ซึ่งพระยาห์เวห์ทรงบัญชาว่า “อย่าประหารบิดาเพราะการกระทำของลูกหลาน หรืออย่าประหารลูกหลานเพราะการกระทำของบิดา แต่ละคนต้องถูกประหารเพราะบาปของตนเอง” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 14:6 อามาซิยาห์เลือกเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่าทำตามอารมณ์ หากเป็นการแก้แค้นในสมัยนั้นน่าจะต้องจัดการให้หมดทั้งตระกูล กฎหมายนี้หรือข้อความนี้แสดงให้เห็นถึงพระเมตตาคุณของพระเจ้า'นี่แน่ะ ท่านผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า อย่าแก้แค้น แต่จงมอบการนั้นไว้ แล้วแต่พระเจ้าจะทรงลงโทษ เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “การแก้แค้นเป็นของเรา เราเองจะตอบแทน” ' โรม 12:19วันนี้เราใช้เสียงอะไรนำชีวิต เสียงของอารมณ์ หรือเสียงของพระเจ้า เราอาจรู้สึกอยากเอาคืน แต่พระเจ้าทรงเรียกให้เรายอมจำนนต่อพระองค์ ไม่ใช่ต่ออารมณ์ของตัวเอง คนที่เติบโตฝ่ายวิญญาณแล้ว ไม่ใช่คนที่ไม่มีความรู้สึก แต่คือคนที่ยอมให้เสียงของพระเจ้าเบรก หรือหยุดความรู้สึกเหล่านั้นไว้ หากเราไม่ยอมให้พระเจ้าควบคุมใจ อารมณ์จะควบคุมชีวิตของเรา หากเรายอมให้เสียงของพระเจ้าเป็นผู้ตัดสินชีวิตของเรา เราจะชนะแม้แต่ในวันที่เราเองถูกทำร้าย เพราะชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่ชนะคนอื่น แต่คือชนะใจพระจ้าและชนะใจตัวเราเองวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 328)สันติสุขมาคู่กับความชื่นชมยินดี!“ขอพระเจ้าแห่งความหวังโปรดให้ท่านบริบูรณ์ด้วยความชื่นชมยินดี และสันติสุขในความเชื่อ เพื่อท่านจะได้เปี่ยมด้วยความหวังโดยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์” ~โรม 15:13 THSV11“May the God of hope fill you with all joy and peace as you trust in him, so that you may overflow with hope by the power of the Holy Spirit.” ~Romans 15:13 NIVพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งความหวัง ที่เติมเต็มให้เราบริบูรณ์ด้วยความชื่นชมยินดี (ความสุขแท้) และสันติสุข ในความเชื่อเพื่อที่เราจะเปี่ยมล้นด้วยความหวัง โดยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ความชื่นชมยินดี(Joy)~ภาษากรีกคือคำว่า“ chara ”หมายถึง“ความยินดีลึกซึ้งที่เกิดจากความสัมพันธ์กับพระเจ้า”เป็นสิ่งที่พระเยซู ปรารถนาที่จะให้เรามีไว้“เราบอกสิ่งเหล่านี้กับพวกท่านแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราอยู่ในท่าน และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม” ~ยอห์น 15:11 THSV11“I have told you this so that my joy may be in you and that your joy may be complete.” ~John 15:11 NIVความชื่นชมยินดี(Joy)นี้ 1).เป็นความยินดีจากภายใน ไม่ใช่แค่ความสนุกชั่วคราว2).เป็นผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์“ส่วนผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความยินดี สันติสุข ความอดทน ความกรุณา ความดี ความซื่อสัตย์” ~กาลาเทีย 5:22 THSV113).เป็นความสุขแท้ถาวรภายในที่มีอยู่เสมอแม้แต่ในยามที่มีความทุกข์ “พี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อพวกท่านพบกับการทดลองใจต่างๆก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง” ~ยากอบ 1:2 THSV11ไม่เหมือน “ความสุข” ชั่วคราวอย่าง Happiness ที่ขึ้นกับสถานการณ์ภายนอกมากระตุ้นสันติสุข(Peace)~ภาษากรีกใช้คำกรีกว่า“ eirēnē ”และภาษาฮีบรูใช้คำว่า“ shalom ”หมายถึง“ความสมบูรณ์ ครบถ้วน ความสงบ และความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้า”1).เป็นความสงบสุขภายใน(ที่มาจากพระเจ้า) แม้ภายนอกเผชิญกับลมพายุ“แล้วสันติสุขของพระเจ้าที่เกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านทั้งหลายไว้ในพระเยซูคริสต์” ~ฟีลิปปี 4:7 THSV112).เป็นสภาวะที่เกิดจากที่เรากลับคืนดีกับพระเจ้า เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อ“เหตุฉะนั้น เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้ว เราจึงมีสันติสุขในพระเจ้า ทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา” ~โรม 5:1 TH19713).เป็นผลของการวางใจและยอมจำนนต่อพระเจ้าขึ้นอยู่กับพระเจ้า ไม่ขึ้นกับสถานการณ์ทำให้จิตวิญญาณของเรานิ่งสงบลึกๆ เพราะเรารู้ว่าพระเจ้าควบคุมทุกอย่างสรุป:เปรียบเทียบ สันติสุข(Peace) ความยินดี(Joy)ความสงบ ความชื่นบานทำให้ใจนิ่ง ทำให้ใจสดใสความมั่นคง ความเต็มล้นเน้น “ความมั่นใจในพระเจ้า” เน้น “ความสัมพันธ์กับพระเจ้า”ทั้ง สันติสุข และ ความยินดี(ความสุขแท้) ล้วนเป็นของประทานจากพระเจ้า ที่เกิดควบคู่กันในชีวิตผู้เชื่อในพระคริสต์แม้พายุยังพัดกระหน่ำ แต่หัวใจไม่หวั่น เพราะมีสันติสุข“สันติสุขไม่ใช่ชีวิตที่ไม่มีพายุ แต่คือหัวใจที่มั่นคงในท่ามกลางพายุ”(Peace is not a life without storms, but a steady heart within them.)น้ำตาอาจไหลพราก แต่หัวใจยังร้องเพลงได้ เพราะมีความชื่นชมยินดี“ความชื่นชมยินดีไม่ใช่ชีวิตที่ไม่มีน้ำตา แต่คือการมีความหวัง แม้น้ำตากำลังไหลริน”(Joy is not the absence of tears, but the presence of hope in them.)พี่น้องที่รัก วันนี้ ชีวิตของคุณกำลัง1).เต็มเปี่ยมด้วยความหวัง และ2).บริบูรณ์ด้วยความสันติสุขและความชื่นชมยินดี…อยู่หรือไม่?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์22กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่328ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ไม่ใช่เพราะเราเลย Ep.1547เราอาจจะเคยถามตัวเองว่า ถ้ายังมีความบาปบางอย่างที่เรายังตัดไม่ขาด พระเจ้าจะยังทรงฟังคำอธิษฐานของเราไหม 2 พงศ์กษัตริย์ 13:22–25 ให้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับพระคุณและพระเมตตาของพระเจ้า ในช่วงต้นบทบอกว่า เยโฮอาหาสถูกกษัตริย์ซีเรียกดขี่อย่างหนักจนต้องร้องทูลต่อพระเจ้า แม้ว่าเขายังไม่ได้ละทิ้งรูปเคารพทั้งหมดแต่พระเจ้าก็ยังทรงฟังเขา นั่นเป็นเพราะว่าพระเจ้าทรงซื่อสัตย์'แต่พระยาห์เวห์ทรงพระกรุณาและทรงพระเมตตาพวกเขา และพระองค์ทรงหันมาหาพวกเขา เพราะพันธสัญญาของพระองค์ที่ทรงกระทำกับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ และจะไม่ทรงทำลาย หรือขับไล่พวกเขาไปให้พ้นพระพักตร์จนบัดนี้ ' 2 พงศ์กษัตริย์ 13:23นี่คือความจริงที่งดงามที่สุด พระเจ้าช่วยมนุษย์ไม่ใช่เพราะความดี แต่เป็นเพราะพระเจ้าทรงซื่อสัตย์ต่อพระสัญญาของพระองค์ ในตอนท้ายบทพระวจนะของพระเจ้ายังยืนยันอีกครั้งว่า ถ้อยคำของพระเจ้าไม่มีวันล้มเหลวและทุกอย่างต้องเป็นจริง'แล้วเยโฮอาชโอรสของเยโฮอาหาสได้ยึดบรรดาเมืองจากเบนฮาดัดบุตรฮาซาเอลกลับคืนมา เป็นเมืองที่พระองค์ตีไปได้จากเยโฮอาหาสพระราชบิดาของเยโฮอาชเมื่อทำสงครามกัน เยโฮอาชได้รบชนะพระองค์สามครั้งและได้บรรดาเมืองอิสราเอลกลับคืนมา' 2 พงศ์กษัตริย์ 13:25ชัยชนะ 3 ครั้งนี้ตรงกับคำที่พระเจ้าทรงตรัสผ่านเอลีชาก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต แสดงให้เห็นว่าแม้คนของพระเจ้าจะจากไปแล้ว พระวจนะของพระเจ้าก็ยังคงสำเร็จเป็นจริงเสมอ ชีวิตเราก็เช่นกัน บางครั้งเราอาจจะยังไม่สมบูรณ์ ยังมีจุดอ่อน แต่ถ้าเราหันกลับมาหาพระเจ้า พระองค์ทรงฟังเสมอไม่ใช่เพราะว่าเราดีหรือเก่ง แต่เพราะพระเจ้าทรงซื่อสัตย์ต่อถ้อยคำของพระองค์'ถ้าเราไม่มีความสัตย์จริง พระองค์ก็ยังทรงไว้ซึ่งความสัตย์จริง เพราะพระองค์จะไม่ทรงเป็นพระองค์เองไม่ได้' 2 ทิโมธี 2:13อย่าให้ความล้มเหลวที่เรามีผลักเราให้หนีหรือหันหลังให้พระเจ้า แต่ให้ความล้มเหลวที่เรามีนั้นเป็นแรงดึงดูดให้เราต้องยิ่งหันกลับมาหาพระเจ้า เพราะพระเมตตาของพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่กว่าความผิดพลาดของเราเสมอ และพระสัญญาของพระเจ้านั้นยังคงมั่นคงอยู่เป็นนิตย์ และพระเจ้ายังทรงทำงานอยู่ในชีวิตของเราแน่นอนวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 327)อย่าให้ความแตกต่างทำให้เราแตกแยก!“จงต้อนรับคนที่ยังมีความเชื่อน้อยอยู่ แต่ไม่ใช่เพื่อให้โต้เถียงกันในเรื่องที่เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ~โรม 14:1 THSV11“Welcome people who are weak in faith, but don't get into an argument over differences of opinion.” ~Romans 14:1 GWอัครทูตเปาโล สอนให้เราอยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางความเห็นต่างในคริสตจักร ดังนี้ “จงต้อนรับคนที่ยังมีความเชื่อน้อยอยู่ แต่ไม่ใช่เพื่อให้โต้เถียงกันในเรื่องที่เป็นความคิดเห็นส่วนตัว คนหนึ่งถือว่าจะกินอะไรก็ได้ แต่อีกคนหนึ่งที่มีความเชื่อน้อยก็กินแต่ผักเท่านั้น อย่าให้คนที่กินนั้นดูหมิ่นคนที่ไม่กิน และอย่าให้คนที่ไม่กินตัดสินคนที่กิน เพราะว่าพระเจ้าทรงยอมรับเขาแล้ว” ~โรม 14:1-3 THSV11บริบทในตอนนั้นคือคริสเตียนที่มาจากพื้นเพยิว ระมัดระวังเคร่งครัดมากเรื่องอาหารและความเชื่อบางคนไม่กินเนื้อที่เกี่ยวข้องกับพิธีบูชารูปเคารพบางคนกินได้ทุกอย่างเพราะเข้าใจเสรีภาพในพระคริสต์อ.เปาโลไม่ได้บอกว่าใคร “ถูก” หรือ “ผิด”แต่สอนให้“รักกันไว้แม้แต่ในยามที่คิดไม่เหมือนกัน”โดยรวม อ.เปาโล ย้ำให้ผู้เชื่อในพระคริสต์กระทำดังนี้1️⃣.ให้เราต้อนรับคนที่ยังมีความเชื่อแตกต่างกับเรา“จงต้อนรับคนที่ยังมีความเชื่อน้อยอยู่“คำว่า “ต้อนรับ” นี้หมายถึง “ รับเข้ามาเป็นพวกเดียวกัน ไม่ผลักไส ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก”“ความเชื่อน้อย” ในที่นี้หมายถึง พวกเขายังไม่เข้าใจเสรีภาพบางเรื่องอย่างเต็มที่คนเหล่านี้ ต้องการคนช่วยให้เข้าใจและเติบโตมากขึ้นคริสตจักรจึงควรเป็นที่ที่ช่วยแต่ละคนให้สามารถเติบโตขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติไม่ใช่เป็นที่ที่กดดันบังคับให้เขาเชื่ออย่างเรา และให้เติบโตขึ้น(ตามความคิดของเรา)แบบเร็วเกินไป2️⃣.ให้เราไม่โต้เถียงกันในเรื่องความคิดเห็นส่วนตัว“แต่ไม่ใช่เพื่อให้โต้เถียงกันในเรื่องความคิดเห็นส่วนตัว”เปาโลเตือนว่าอย่าตั้งตนสูงกว่า และปฏิเสธผู้อื่นที่คิดหรือเชื่อแตกต่างจากเราในบางเรื่อง แต่ก็อย่าต้อนรับคนอื่น แล้วมองข้าม “หลักความเชื่อสำคัญ“ มัวแต่นั่งถกเถียงเอาชนะกันในเรื่อง”รอง“หรือเรื่อง”หยุมๆหยิมๆ“เช่น เรื่องอาหารในบทนี้เป็นเรื่องรอง ไม่ใช่เรื่องความรอดที่เป็นหลักสำคัญอย่าต้องชนะทุกเรื่อง (ตามความคิดเห็นส่วนตัว)บางครั้งในบางเรื่อง เราต้องเลือกที่จะ“รัก” มากกว่าที่จะ “ถูก”!3️⃣.ให้เราไม่ดูหมิ่นและไม่ตัดสินกันตามความคิดเห็นส่วนตัว(โดยอ้างความจริงที่ไร้ความรัก)“คนหนึ่งถือว่าจะกินอะไรก็ได้ แต่อีกคนหนึ่งที่มีความเชื่อน้อยก็กินแต่ผักเท่านั้น อย่าให้คนที่กินนั้นดูหมิ่นคนที่ไม่กิน และอย่าให้คนที่ไม่กินตัดสินคนที่กิน ”มีสองด้านที่อันตรายทั้งคู่คนที่เน้นเสรีภาพนิยม ~มักเสี่ยงดูหมิ่นคนที่เคร่งครัด= เห็นว่าคนอื่นคร่ำครึ และด้อยกว่าคนที่เคร่งครัดนิยม ~มักเสี่ยงตัดสินคนที่มีความคิดเสรีนิยมกว่า= เห็นว่าคนอื่นผิด เราถูก และต้องกำจัดพวกเขาทั้งสองท่าทีนั้น ล้วนทำลายความรักที่พระคริสต์มอบให้4️⃣.ให้เรายอมรับกันและกันด้วยความรัก เหมือนดังที่พระเจ้าทรงยอมรับ“เพราะว่าพระเจ้าทรงยอมรับเขาแล้ว”นี่คือหัวใจของคำสอนในตอนนี้“ถ้าพระเจ้าทรงยอมรับเขา(ที่เราไม่ชอบ)แล้วเราจะปฏิเสธเขาได้อย่างไร?”อ.เปาโลย้ายจุดโฟกัสจาก“ใครถูก”ไปที่“พระเจ้าทรงรับเขาแล้ว!”สรุป หลักความเชื่อและวิถีปฏิบัติ ในพวกเราควรเป็นดังนี้ แยกให้ออกว่าอะไรคือ 1).“แก่นของความเชื่อ” และอะไรคือ2).“ความคิดเห็นส่วนตัว”อย่าใช้ความคิด/ความเชื่อส่วนตัว หรือ เสรีภาพทำร้าย1).ความรัก2).คนที่พระเจ้ารักอย่าใช้ความเคร่งครัดของเราตัดสินผู้อื่น1).พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษา ไม่ใช่ตัวเรา(ตั้งตนเป็นผู้พิพากษา)2).เราคือผู้ที่จะถูกพิพากษาจากการพิพากษาคนอื่นอย่าให้เราสร้างความเจ็บปวดหรือความแตกแยกในพระกายของพระคริสต์(ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดๆ)แต่ให้เพียรรักษาความเป็นหนึ่งเดียว มากกว่าการมุ่ง1).เอาชนะกัน2).กำจัดกัน5.อย่าให้ความรู้ความเชื่อที่โตขึ้น ทำให้ใจของเราแข็งกระด้างขึ้น1).ความเคร่งและเสรีภาพในพระคริสต์ ต้องเดินเคียงคู่กับความรัก2).ความถูกต้องที่ไร้รักและทำลายความสัมพันธ์ ไม่ใช่ความถูกต้อง6.อย่าให้เราลืมไปว่า ถ้าพระเจ้าทรงรับคนใดแล้ว เราก็ควรยอมรับเขาด้วยเช่นกัน7.อย่าให้เราหงุดหงิดหมดสุข เพียงเพราะคิดความแตกต่างกันในเรื่องอาหาร วัฒนธรรม สไตล์การนมัสการ การแต่งกาย ความเห็นต่างทางการเมือง หรือเรื่องรองอื่น ๆ ในท่ามกลางคริสตจักรของเรา…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์21กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่327ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 326)สินบนเหมือนแก้วกายสิทธิ์?“สินบนเหมือนแก้ววิเศษในสายตาของผู้ให้ เขาจะหันไปทางไหนก็เจริญรุ่งเรืองทางนั้น” ~สุภาษิต 17:8 THSV11“A bribe is seen as a charm by the one who gives it; they think success will come at every turn.” ~Proverbs 17:8 NIVพระคัมภีร์ข้อนี้เป็น ภาพเสียดสี (Irony) ที่แสดงให้เห็นมุมมองของคนที่คิดว่าสินบนเป็นเครื่องมือวิเศษที่ทำให้ได้ทุกอย่างจนสำเร็จได้ดังใจราวกับแก้วสารพัดนึก อาทิ1).ใช้ซื้อความสะดวกสบาย2).ใช้ช่วยเปิดทางที่ปิด3).ใช้เร่งเรื่องช้าให้เร็วขึ้น4).ใช้เปลี่ยนใจคนได้ดั่งใจนึกข้อความที่ว่า "เขาจะหันไปทางไหนก็เจริญรุ่งเรืองทางนั้น" สะท้อนความคิดของคนที่คิดและเชื่อว่า‘สินบน'เป็นทางลัดสู่ความสำเร็จได้ในทุกมิติ!ถ้าอ่านเผินๆเพียงข้อเดียว เราก็อาจคิดไปเองว่าพระคัมภีร์สนับสนุนการให้สินบนแต่เมื่ออ่าน สุภาษิต17 ข้อ 8 นี้ ร่วมกับข้ออื่น ๆ ในสุภาษิตบท 17 ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าความคิดเช่นนั้น ไม่เข้าพวกกับคำสอนโดยรวมทั้งหมดในพระคัมภีร์เลยดังเช่นในพระธรรมสุภาษิต บทที่17ข้อ 1-7 ล้วนสอนเรื่องคุณธรรม ความซื่อสัตย์ การดำเนินชีวิตที่พระเจ้าพอพระทัยสุภาษิต17ข้อ 8 จึงเป็นการกระทบกระเทียบ เหน็บแนม ค่านิยมผิดๆในสังคมที่คิดไปเอง และหลงเชื่อในเรื่องอำนาจเงินเกินเป็นจริงนอกจากนี้ ยังมีสุภาษิตอีกหลายตอนและพระคัมภีร์อีกหลายเล่มที่เตือนถึงอันตรายและผลเสียในเรื่องสินบนไว้อีกมากมาย อาทิสินบนผันแปรวิถีแห่งความยุติธรรม“คนอธรรมรับสินบนเป็นการลับ เพื่อผันแปรวิถีแห่งความยุติธรรม” ~สุภาษิต 17:23 THSV11สินบนทำให้คนตาดีกลายเป็นคนตาบอดไป และทำให้คดีของคนชอบธรรมพลิกผันได้“ห้ามรับสินบน เพราะว่าสินบนทำให้คนตาดีกลายเป็นคนตาบอดไป และทำให้คดีของคนชอบธรรมพลิกผันได้” ~อพยพ 23:8 THSV11“ห้ามทำให้เสียความยุติธรรม ห้ามลำเอียง ห้ามรับสินบน เพราะว่าสินบนทำให้ตาของคนมีปัญญาบอดไป และกลับคดีของคนชอบธรรมเสีย” ~เฉลยธรรมบัญญัติ 16:19 THSV11สินบนทำให้บ้านเมืองย่อยยับ“กษัตริย์ทรงทำให้บ้านเมืองเป็นปึกแผ่นด้วยความยุติธรรม แต่คนที่รับสินบนทำให้มันย่อยยับ” ~สุภาษิต 29:4 THSV11สินบนทำลายสามัญสำนึก“แท้จริงการกดขี่ข่มเหงทำให้ผู้มีปัญญาโง่ไป และสินบนก็ทำลายสามัญสำนึกเสีย” ~ปัญญาจารย์ 7:7 THSV11สินบนจะทำให้เราหลงไปจากทางดีและทางของพระเจ้า และได้รับการลงโทษ“จงระวังเถิด เกรงว่าพระพิโรธจะล่อชวนท่านให้เย้ยหยัน และอย่าให้สินบนก้อนโตทำให้ท่านหลงไป” ~โยบ 36:18 THSV11ตรงกันข้าม พระคัมภีร์สอนชัดเจนว่าคนที่สังคมต้องการ และคนที่พระเจ้าทรงรับรองก็คือ คนที่ไม่รับและไม่กินสินบน!ดังนั้น จงระวัง อย่าให้ สินบนครอบงำ แวดวง และสถาบันต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในท่ามกลางผู้ที่อยู่ในอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ทหาร และศาสนา ไม่ว่า จะในระดับท้องถิ่น หรือในระดับประเทศน่าเศร้าที่ บางคนรับและให้สินบน แต่กลับสร้างภาพภายนอก ให้คนทั่วไปเชื่อและเกิดศรัทธาว่า ตัวพวกเขาเป็นคนมือสะอาด (โดยอ้างเบื้องสูง)ซึ่งก็เป็นเช่นนี้ มาทุกยุคทุกสมัย เหมือนดังที่ พระธรรม มีคาห์ เคยพรรณนาให้เห็นภาพว่า“บรรดาผู้นำของเมืองนี้ตัดสินความด้วยเห็นแก่สินบน และบรรดาปุโรหิตสั่งสอนด้วยเห็นแก่สินจ้าง อีกทั้งบรรดาผู้เผยพระวจนะก็ทำนายด้วยเห็นแก่เงิน ถึงกระนั้นเขาทั้งหลายยังอิงพระยาห์เวห์และกล่าวว่า“พระยาห์เวห์สถิตท่ามกลางเราไม่ใช่หรือ? ไม่มีความหายนะอะไรเกิดขึ้นแก่เราได้”” ~มีคาห์ 3:11 THSV11และผลลัพธ์ที่ตามมา ก็มักเป็นเหมือนกันทุกยุคสมัยนั่น คือ…หายนะ!พี่น้องที่รักขอให้เรา จะให้ชีวิตของเรา ห่างไกลจาก“สินบน”ไม่ว่าจะมาหาเราในรูปแบบใดขอให้เรามีชีวิตที่บริสุทธิ๋โปร่งใสตรวจสอบได้ เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า และ เป็นที่ชอบใจของคนทั้งหลาย…จะดีไหมครับ?……………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์20กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่326ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ไปให้สุด Ep.1545 พระพรที่เราได้รับมาในชีวิตไม่ได้บอกว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่แค่ไหน แต่มันสะท้อนถึงระดับความเชื่อของเราที่เปิดรับพระพรของพระเจ้า ไม่ใช่ว่าพระเจ้าจำกัดพระพรของพระองค์ แต่เราเองที่จำกัดการรับด้วยความเชื่อที่ไม่สุดใจ เพราะความจริงแล้วไม่มีอะไรจำกัดความเป็นพระเจ้าได้เลย หลังจากเอลีชาสั่งให้เยโฮอาชยิงธนูไปแล้ว'และท่านทูลว่า “ขอทรงหยิบลูกธนูเหล่านั้น” และพระองค์ก็ทรงหยิบ และท่านทูลพระราชาแห่งอิสราเอลว่า “เอาลูกธนูตีพื้นดิน” และพระองค์ทรงตีสามครั้ง แล้วทรงหยุดเสีย แล้วคนของพระเจ้าก็โกรธพระองค์ และทูลว่า “ฝ่าพระบาทควรจะตีสักห้าหรือหกครั้ง แล้วฝ่าพระบาทจะได้ตีซีเรียจนกว่าจะทรงทำให้เขาสิ้นไป แต่บัดนี้ฝ่าพระบาทจะตีซีเรียได้เพียงสามครั้งเท่านั้น” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 13:18-19เอลีชาโกรธเพราะการกระทำของเยโฮอาชสะท้อนความเชื่อที่ทำแบบขอไปทีไม่ได้ทำอย่างสุดใจ ถ้าเขาตีมากกว่านั้นเขาจะมีชัยชนะมากกว่านั้น แล้วเราล่ะครับ เราเชื่อพระเจ้าแบบสุดใจไหม หรือเรายังใช้เหตุผลของตัวเองจำกัดพระเจ้า บางครั้งเราอธิษฐานแค่พอผ่านวิกฤต แสวงหาพระเจ้าแค่ทำให้เราสบายใจ เราเชื่อในระดับที่ยังควบคุมชีวิตของตัวเองได้ วันนี้เรากำลังตีพื้นในเรื่องอะไรอยู่ เรื่องครอบครัวที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า เรื่องลูกหลาน เรื่องการต่อสู้กับบาปเราหยุดอธิษฐานเร็วเกินไปไหม หรือเรากำลังเดินต่อไปกับพระเจ้าจนกว่าพระองค์จะทำงานของพระองค์สำเร็จ'ขอให้พระเกียรติมีแด่พระองค์ผู้ทรงสามารถทำทุกสิ่งได้มากยิ่งกว่าที่เราทูลขอหรือคิด โดยฤทธานุภาพที่ทำกิจอยู่ภายในเรา ' เอเฟซัส 3:20 ขอพวกเราอย่าเป็นเหมือนเยโฮอาชที่หยุดก่อนเวลา ขอให้เราเป็นคนที่เชื่อจนสุดทาง อธิษฐานจนสุดใจ วางใจจนสุดชีวิต ขอให้เราอย่าหยุดก่อนที่พระเจ้าจะหยุด เพราะพระองค์สามารทำได้มากกว่าที่เราคิดหรือทูลขอเสมอวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 325)รถไฟสายชีวิต!“คนเหล่านี้ทั้งหมดตายในขณะที่ยังมีความเชื่ออยู่ และยังไม่ได้รับสิ่งต่างๆ ที่ทรงสัญญาไว้ แต่พวกเขาก็สังเกตเห็นแต่ไกลและรอรับด้วยใจยินดี และยอมรับว่าพวกเขาเป็นคนแปลกถิ่นที่ท่องเที่ยวไปในโลก” ~ฮีบรู 11:13 THSV11“All these people were still living by faith when they died. They did not receive the things promised; they only saw them and welcomed them from a distance, admitting that they were foreigners and strangers on earth.” ~Hebrews 11:13 NIVมีคนเปรียบเทียบไว้ว่า…ชีวิตเหมือนกับการเดินทางโดยสารรถไฟระยะทางไกล... มีสถานีต่างๆให้แวะหยุด ...อาจ มีการเปลี่ยนเส้นทาง... อาจมีอุบัติเหตุ...... เราเริ่มขึ้นรถไฟขบวนนี้ ตอนที่เราเกิดมา...พ่อแม่ คือคนที่ตีตั๋วให้เรา …พวกท่านอาจเดินทางด้วยรถขบวนนี้กับเรา แต่ ณ สถานีใดสถานีหนึ่ง ท่านทั้งสองอาจลงจากรถไฟและจากไป(โดยอาจลงคนละสถานีหรือลงสถานีเดียวกัน)... และปล่อยเราให้เดินทางต่อไปเพียงลำพัง เมื่อเวลาผ่านไป... ก็มีผู้โดยสารคนอื่นๆขึ้นลงรถไฟขบวนนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ... หลายคนที่ขึ้นมาอาจกลายมาเป็นคนที่เรารักและผูกพันจนกลายเป็นพี่เป็นน้อง.. เป็นเพื่อน..เป็นคู่ชีวิต และเป็นลูกเป็นหลานในชีวิตของเรา... เมื่อหลายคนทยอยลงรถระหว่างกลางทาง... พวกเขาได้เหลือทิ้งไว้แค่ความทรงจำ และปล่อยให้เรารู้สึกความอ้างว้างและคนึงถึง บางครั้ง บางคนอาจจากไป อย่างที่เราไม่ทันสังเกตเห็นด้วยซ้ำว่า เขาลุกจากที่นั่ง และลงจากรถไฟไปตอนไหน? การเดินทางโดยรถไฟแห่งชีวิตขบวนนี้ จึงเต็มไป ด้วยความรื่นรมย์... ความโศกเศร้า... ความมหัศจรรย์ใจ...ความสมหวัง... คำสวัสดี...คำอำลา...และคำอวยพรให้โชคดี ตลอดเส้นทาง! การเดินทางที่ดีที่สุดในความทรงจำของเรา มักเป็นเรื่องของการ…ได้แบ่งปัน …ได้ช่วยเหลือ...ได้รัก…ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนผู้โดยสารคนอื่นๆดังนั้น ขอให้เราฉวยโอกาสทำให้ดีที่สุด เพื่อให้การเดินทางของเราและของพวกเขามีความราบรื่น สนุกและเปี่ยมสุข ความท้าทายและความน่าพิศวงของการเดินทางอันวิเศษยอดเยี่ยมนี้ก็คือ... ตัวเราเองไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อนเลยว่า ตัวเราเองจะต้องลงจากรถไฟขบวนนี้ ณ สถานีใด? ฉะนั้น ขอให้เราใช้มีชีวิตที่มีอยู่ในขบวนรถนี้ ให้แจ๋วและเจ๋งที่สุดเท่าที่จะทำได้...จงเรียนรู้ จงหาประสบการณ์ที่สร้างสรรค์ จงปรับปรุงตัวเอง...จงรู้จักจำและรู้จักลืม...จงรู้จักอภัย...และจงให้สิ่งดีที่สุดที่เรามี แก่คนรอบข้างที่อยู่ร่วมในขบวนรถไฟกับเรา รวมทั้งคนมากมายที่เราได้พบปะ ในแต่ละสถานีและในแต่ละท้องถิ่นที่เราได้แวะเยี่ยมเยียน สิ่งทั้งหมดที่กล่าวมานีั เป็นสิ่งที่สำคัญที่เราควรกระทำ เพื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่เราต้องลุกจากที่นั่ง..ลงจากรถไฟขบวนนี้ เราจะได้มอบความทรงจำอันสวยงามนี้ให้ไว้แก่ผู้โดยสารทุกคนที่ต้องเดินทางโดยอาศัยรถไฟชีวิตขบวนนี้ต่อไป ขอให้เรารู้จักขอบคุณกันและกันที่มาเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งในขบวนรถไฟแห่งชีวิตนี้ ขอให้เราอวยพรผู้ร่วมทางทุกท่าน ให้ได้พบแต่ความรื่นรมย์ในการเดินทางบนรถไฟขบวนนี้...ที่จะกลายเป็นความทรงจำดีๆที่เราและพวกเขาจะไม่มีวันลืมเลือนเลย!ใช่ครับ คนทุกคนเปรียบเหมือนคนแปลกถิ่นที่ท่องเที่ยวไปในโลกในฐานะผู้โดยสารรถไฟร่วมขบวนเดียวกัน ที่มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันระยะเวลาหนึ่ง และต้องลงสถานีใดสถานีหนึ่ง ไม่ว่าจะที่สถานีเดียวกันหรือต่างสถานีกันผู้ที่เชื่อศรัทธาในพระเจ้า ก็อยู่ในรถไฟขบวนนี้ด้วยเช่นกันเราอาจไม่ได้ไปจนสุดปลายทาง และอาจไม่ได้ไปถึงสถานีสุดท้ายของโลกนี้นั่นคือเราอาจจะไม่ได้เห็นทุกสิ่งได้สำเร็จครบถ้วนตามพระสัญญาแต่เราก็ยังคงเชื่อมั่นในพระสัญญาของพระเจ้าได้ว่า ไม่ว่า ณ สถานีที่เราจะลงจากรถไฟขบวนนี้ พระเจ้าจะรับเราไปอยู่กับพระองค์ ในสวรรค์ปลายทาง ตราบนิรันดร์เราจึงมีความยินดี เพราะความเชื่อที่แท้จริงไม่ใช่เห็นก่อนแล้วจึงเชื่อแต่เป็นการเชื่อก่อน แล้วจึงจะเห็น!ใช่ครับ โลกนี้ไม่ใช่บ้านถาวร หรือ สถานีปลายทางในชีวิตของเราแต่เป็นแค่เพียงที่พักชั่วคราวเราผู้ที่ศรัทธาในพระเจ้าจึงควรดำเนินชีวิตเสมือน “ผู้เดินทาง”ที่ไม่ยึดติดกับสิ่งใดในโลก หรือในขบวนรถไฟนี้ และขอให้เราพร้อมลง ณ สถานใดก็ได้ เพื่อเดินทางกลับสู่บ้านที่แท้จริงของเรานั่นคือ…แผ่นดินสวรรค์!…อาเมนไหมครับ?……………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์19กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่325ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดีกุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่325ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน พลังแท้ของชีวิต Ep.1544คนส่วนใหญ่มักคิดว่าพลังอำนาจของชีวิตอยู่ที่เงิน หรือความสามารถ พระธรรมในวันนี้พาเราเห็นความจริงอีกมุมหนึ่งว่า พลังอำนาจที่แท้จริงของชีวิตอยู่ที่พระเจ้า 2 พงศ์กษัตริย์ 13:14–17 ได้พาเรามาถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตของเอลีชา 'เมื่อเอลีชาล้มป่วยด้วยโรคที่จะต้องสิ้นชีวิต เยโฮอาชพระราชาแห่งอิสราเอลได้เสด็จลงไปหาท่าน และทรงกันแสงต่อหน้าท่าน ตรัสว่า “พ่อของข้า พ่อของข้า รถรบแห่งอิสราเอล และทหารม้าประจำรถ” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 13:14คำพูดของเยโฮอาชผู้นำที่ยังไม่ละทิ้งรูปเคารพนี้ เป็นคำร้องเดียวกันกับที่เอลีชาเคยร้องในวันที่เอลียาห์ถูกพระเจ้ารับขึ้นไป นักอธิบายพระคัมภีร์ให้ความเห็นว่า นี่คือการยอมรับว่า ความเข้มแข็งของชาติไม่ขึ้นอยู่กับกองทัพหรือกำลังทางทหาร แต่มาจากพระเจ้า เอลีชาบอกเยโฮอาชไปเอาคันธนูและลูกธนูมา เขาก็ไปหยิบมา 'แล้วท่านทูลพระราชาแห่งอิสราเอลว่า “ขอทรงเหนี่ยวคันธนู” และพระองค์ทรงเหนี่ยวด้วยพระหัตถ์ และเอลีชาเอามือของตนวางบนพระหัตถ์ของพระราชา และท่านทูลว่า “ขอทรงเปิดหน้าต่างด้านตะวันออก” และพระองค์ทรงเปิดแล้ว เอลีชาทูลว่า “ขอทรงยิง” และพระองค์ก็ทรงยิงและท่านทูลว่า “ลูกธนูชัยชนะของพระยาห์เวห์ ลูกธนูชัยชนะเหนือซีเรีย เพราะฝ่าพระบาทจะทรงต่อสู้กับคนซีเรียที่อาเฟก จนกว่าจะทรงทำให้เขาสิ้นไป” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 13:16-17ทิศตะวันออกเป็นทิศที่ซีเรียตั้งอยู่ และอาเฟกคือช่องทางที่ซีเรียใช้เข้ามาโจมตีอิสราเอล การที่เอลีชาเอามือของเขาวางบนมือของเยโฮอาชนั้นเป็นสัญญลักษณ์ว่า ชัยชนะที่จะได้รับนั้นไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์แต่มาจากพระเจ้า เราคิดว่าความสำเร็จที่เราได้รับนั้นมาจากไหน บางครั้งเราอาจคิดว่าเป็นความเก่ง เป็นประสบการณ์ หรือทรัพยากรที่เรามีจนลืมไปว่า ความสำเร็จทีเรามีนั้น แท้จริงมาจากพระเจ้า 'แล้วท่านจึงตอบข้าพเจ้าว่า ‘นี่เป็นพระวจนะของพระยาห์เวห์ที่ให้ไว้กับเศรุบบาเบลว่า ไม่ใช่ด้วยกำลัง ไม่ใช่ด้วยฤทธานุภาพ แต่ด้วยวิญญาณของเรา พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสดังนี้แหละ ' เศคาริยาห์ 4:6ไม่ใช่ด้วยกำลัง ไม่ใช่ด้วยฤทธานุภาพ แต่ด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า ขอให้เราเราพึ่งพากำลังของพระเจ้าเสมอ ผู้ที่วางมือไว้บนคันธนูชีวิตเราต้องเป็นพระเจ้าเท่านั้น ไม่ใช่ตัวเราเอง ขอให้เรารู้คุณค่าของการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า พลังที่แท้จริงของชีวิตไม่ใช่กำลังของมนุษย์ แต่คือพระเจ้าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 324)พระเจ้าแห่งสันติสุข!“ขอพระเจ้าแห่งสันติสุข ผู้ทรงนำพระผู้เลี้ยงแกะยิ่งใหญ่คือพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา ขึ้นมาจากความตาย โดยโลหิตแห่งพันธสัญญานิรันดร์ทรงให้พวกท่านเพียบพร้อมด้วยสิ่งดีทุกอย่าง เพื่อที่จะทำตามพระทัยของพระองค์โดยทรงทำงานในเรา ให้เกิดผลเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ทางพระเยซูคริสต์ ขอพระสิริจงมีแด่พระองค์สืบๆ ไปเป็นนิตย์ อาเมน” -ฮีบรู 13:20-21 THSV11“Now may the God of peace, who through the blood of the eternal covenant brought back from the dead our Lord Jesus, that great Shepherd of the sheep,”equip you with everything good for doing his will, and may he work in us what is pleasing to him, through Jesus Christ, to whom be glory for ever and ever. Amen.” ~Hebrews 13:20-21 NIVพระคัมภีร์ฮีบรู 13 :20~21 สอนเราว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งสันติสุข“พระเจ้าแห่งสันติสุข”(ฮีบรู 13 :20ก.)1).พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดของสันติสุขไม่ใช่เพียงแค่ผู้ให้สันติสุข2).พระเจ้าประทานสันติสุขแท้แก่เราไม่ใช่แค่ความสงบภายนอกแต่คือ ก.การคืนดีกับพระเจ้า ข.ความสงบในจิตสำนึกค.ความมั่นคงนิรันดร์ในจิตวิญญาณพระเจ้าทรงทำให้เกิดสันติสุขแท้ ผ่านทางพระเยซูคริสต์“ผู้ทรงนำพระผู้เลี้ยงแกะยิ่งใหญ่คือพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเราขึ้นมาจากความตาย”(ฮีบรู 13 :20ข.)1).พระเจ้าทรงตั้งพระเยซูให้เป็นก.องค์พระผู้เป็นเจ้าข.องค์พระผู้เลี้ยงแกะยิ่งใหญ่ ของเรา2).พระเจ้าทรงนำและทำให้พระเยซูคริสต์ ก.ทรงถูกตรึงตายไถ่บาปเรา ข.ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย ~ทำให้เราคิดถึงคำตรัสของพระเยซูคริสต์ที่ว่า“เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ” ~ยอห์น 10:11 THSV11พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ที่ดูแล ปกป้อง นำทางแกะ แม้แต่ยอมสละชีวิตเพื่อช่วยไถ่ฝูงแกะของพระองค์ให้รอดตาย และพระเจ้าทรงนำให้พระองค์กลับเป็นขึ้นมาจากความตายเป็นการยืนยันถึงการไถ่บาปที่สำเร็จเป็นจริงแล้วพระเจ้าทรงให้พวกเราเพียบพร้อมด้วยสิ่งดีทุกอย่าง โดยโลหิตแห่งพันธสัญญานิรันดร์“โดยโลหิตแห่งพันธสัญญานิรันดร์ ทรงให้พวกท่านเพียบพร้อมด้วยสิ่งดีทุกอย่าง เพื่อที่จะทำตามพระทัยของพระองค์โดยทรงทำงานในเรา ให้เกิดผลเป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ทางพระเยซูคริสต์”(ฮีบรู 13 :20ค.~21ก.)วลีสำคัญในตอนนี้คือ “โดยโลหิตแห่งพันธสัญญานิรันดร์”=หัวใจของพระธรรมฮีบรู เพราะโลหิต = การถวายชีวิตเป็นเครื่องบูชาพันธสัญญานิรันดร์ = ความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ที่ไม่สิ้นสุด มีความหมายแตกต่างที่ชัดเจนว่า1).ในพันธสัญญาเดิม เราต้องถวายสัตวบูชาและโลหิตของสัตว์ ซ้ำๆ แต่2).ในพันธสัญญาใหม่ พระเยซูทรงถวาย(โลหิตของ)พระองค์ ครั้งเดียวก็เพียงพอและถาวรโลหิตของพระเยซูคริสต์ไม่เพียงยกโทษบาปมนุษย์แต่ยังเปิดทางให้เรามีความสัมพันธ์อันนิรันดร์กับพระเจ้าได้และพระเจ้าทรงให้เราเพียบพร้อมด้วยสิ่งดีทุกอย่าง1).เพื่อที่เราจะทำตามพระทัย(พระประสงค์)ของพระองค์=พระเจ้าไม่ได้เพียงช่วยเรา “รอด” แต่ทรงทำให้เรามีความ “เพียบพร้อม” ซึ่งหมายความว่า“ รับการจัดเตรียม ทำให้สมบูรณ์ ที่พร้อมจะใช้งาน!”2).เพื่อที่เราจะให้พระองค์ทำการในเราให้เกิดผลเป็นที่(ชอบ)พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ โดยทางพระเยซูคริสต์= พระเจ้ามักจะไม่เรียกเราให้ไปทำสิ่งใด โดยไม่ทรงประทานกำลังให้เราไปทำและพระองค์มักทำกิจของพระองค์ ในเราเราจึงมีชีวิตที่เชื่อฟัง ที่ไม่ได้เกิดจากความพยายามของมนุษย์อย่างเราเองแต่เกิดจากพระเจ้าทรงเสริมกำลังอยู่ภายในตัวเราดังคำกล่าวที่ว่า # “เราไม่ได้แค่ทำงาน “เพื่อพระเจ้า”แต่พระเจ้าทรงทำงาน “ในเรา” และ”ผ่านเรา“การเกิดผลทั้งปวงในสิ่งที่เรารับผิดชอบและทำจึงไม่ใช่เพราะความเก่งของเราแต่ เป็นเพราะพระเจ้าผู้ทำงานอยู่ภายในเราและผ่านเราโดยทางพระเยซูคริสต์ทั้งสิ้น!““ขอพระเกียรติสิริมีแด่พระองค์เสมอไปเป็นนิตย์!”อาเมน”(ฮีบรู 13 :21ข.)= ความรอด โดยการไถ่บาปเริ่มจากพระเจ้าความสามารถของประทานก็มาจากพระองค์ความสำเร็จก็ล้วนมาจากพระองค์ขอให้พระเกียรติสิริจงมีพระเจ้าแห่งสันติสุขของเรา!และขอให้เรามีสันติสุขเพราะว่า……# “ชีวิตที่มีความสุขและเกิดผล ไม่ใช่ชีวิตที่มีทุกอย่างและเก่งที่สุดแต่คือชีวิตที่ยอมให้พระเจ้าทรงทำงานภายในและผ่านเรามากที่สุด!”…อาเมนไหมครับ?……………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์18กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่324ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ส่งอะไรไปให้ลูกหลาน Ep.1543วันนี้ผมยังพาพวกเราให้ระมัดระวังรักษาชีวิตของเราให้อยู่ในการรัก เชื่อฟังและยำเกรงพระเจ้าเสมอ เพราะชีวิตของเราไม่ได้จบแค่เราเท่านั่น แต่ชีวิตนั้นจะถูกส่งต่อไปถึงคนรุ่นต่อไปด้วย 2 พงศ์กษัตริย์ 13:10-13 นำให้เราเห็นผลที่ส่งต่อไปจากปู่เยฮู มายังลูกชายเยโฮอาหาส และถูกส่งต่อไปยังหลานชายของเขาคือเยโฮอาช พระวจนะของพระเจ้าได้บันทึกถึงเยโฮอาช 'พระองค์ทรงทำสิ่งชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์ พระองค์ไม่ได้ทรงหันจากบาปทั้งสิ้นของเยโรโบอัมบุตรเนบัท ผู้ได้นำอิสราเอลให้ทำบาปด้วย แต่ทรงดำเนินในบาปนั้น ' 2 พงศ์กษัตริย์ 13:11ยังคงเป็นเรื่องเดิมคือรูปเคารพรูปวัวทองคำ นี่ไม่ใช่บาปใหม่แต่เป็นบาปที่ไม่ถูกจัดการตั้งแต่แรก พระวจนะของพระเจ้ากำลังบอกเราว่า บาปที่ไม่ถูกจัดการ มักส่งอิทธิพลต่อคนรุ่นต่อไป ในข้อ 12 กำลังพูดถึงสงครามที่เขาได้ทำกับยูดาห์ด้วย แต่เราจะกลับมาดูเรื่องนี้อย่างละเอียดอีกครั้งใน 2 พงศ์กษัตริย์ 14 สำหรับวันนี้ผมอยากนำให้เราใคร่ครวญในประเด็นเดียวคือชีวิตของเรามีอะไรที่จะส่งต่อไปถึงลูกถึงหลานของเรา หากความบาปนั้นถูกส่งต่อได้ฉันใด ความรัก การเชื่อฟังและการยำเกรงพระเจ้าก็ส่งต่อถึงลูกถึงหลานได้เช่นกัน'แต่ความรักมั่นคงของพระยาห์เวห์นั้นดำรงอยู่ ตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาลต่อผู้ที่ยำเกรงพระองค์ และความชอบธรรมของพระองค์ต่อหลานเหลน ' สดุดี 103:17เพราะว่าพระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง พระองค์สัญญาว่าความรักที่พระองค์มีให้เรานั้นจะส่งต่อไปถึงหลาน ถึงเหลนของเรา ขอให้เราจะเป็นคนหนึ่งที่สร้างทิโมธี เขาได้รับความเชื่อมาจากยาย ที่ส่งต่อมาสู่แม่ จนมาถึงเขา ทุกอย่างเริ่มต้นได้ที่เรา กำจัดบาปที่ซ่อนไว้ทันที เริ่มส่งต่อความรักเทิดทูน การเชื่อฟังและการยำเกรงพระเจ้าไปสู่ลูกของเรา เพื่อลูกของเราจะส่งต่อไปยังลูกของเขาต่อไป วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 323)เราเกิดมาทำไม?“เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ทำการดี ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ก่อนแล้วเพื่อให้เราดำเนินตาม” ~เอเฟซัส 2:10 THSV11“For we are God's handiwork, created in Christ Jesus to do good works, which God prepared in advance for us to do.” ~Ephesians 2:10 NIVพระคริสตธรรมคัมภีร์สอนว่าเราไม่ได้เกิดมาโดยบังเอิญ เพราะพระเจ้าทรงสร้างเราอย่างมีเหตุผล ดังนี้เราเกิดมาเพื่อถวายพระเกียรติสิริแด่พระเจ้า“เราจะพูดกับทิศเหนือว่า จงคืนให้ และกับทิศใต้ว่า อย่ายึดไว้ จงนำบุตรชายของเรามาจากแดนไกล และบุตรสาวของเราจากปลายแผ่นดินโลก คือทุกคนที่ถูกขนานนามตามชื่อของเรา และผู้ที่เราสร้างเพื่อพระสิริของเรา คือผู้ที่เราปั้นและทำขึ้นมา”” ~อิสยาห์ 43:6-7 THSV11เราเกิดมาตามพระฉายาเพื่อทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า“แล้วพระเจ้าตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาของเรา ตามอย่างของเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในท้องฟ้าและฝูงสัตว์ใช้งาน ให้ปกครองแผ่นดินโลกทั้งหมด และสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดบนแผ่นดินทั้งหมด” พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง” ~ปฐมกาล 1:26-27 THSV11“พระยาห์เวห์พระเจ้าจึงทรงให้มนุษย์นั้นอาศัยอยู่ในสวนเอเดน ให้ทำและดูแลสวน” ~ปฐมกาล 2:15 THSV11เราเกิดมาเพื่อรู้จักและมีความสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้า“เราเป็นเถาองุ่น พวกท่านเป็นแขนง คนที่ติดสนิทอยู่กับเราและเราติดสนิทอยู่กับเขา คนนั้นจะเกิดผลมาก เพราะว่าถ้าแยกจากเราแล้วพวกท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย” ~ยอห์น 15:5 THSV11เราเกิดมาเพื่อทำดีด้วยความรักตามที่พระเจ้าทรงดำริไว้“มนุษย์เอ๋ย พระองค์ทรงสำแดงแก่เจ้าแล้วว่าอะไรดี? และพระยาห์เวห์ทรงประสงค์อะไรจากเจ้า? นอกจากให้ทำความยุติธรรมและให้รักความเมตตา และให้ดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้าของเจ้าด้วยความถ่อมใจ” ~มีคาห์ 6:8 THSV11เราเกิดมาเพื่อรักพระเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์“พวกท่านจงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าด้วยสุดใจของท่าน ด้วยสุดจิตของท่าน ด้วยสุดความคิดของท่านและด้วยสุดกำลังของท่าน ส่วนพระบัญญัติที่สำคัญอันดับสองคือ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง ไม่มีพระบัญญัติอื่นใดที่สำคัญยิ่งกว่าพระบัญญัติเหล่านี้”” ~มาระโก 12:30-31 THSV11เราเกิดมาเพื่อเจริญเติบโตฝ่ายวิญญาณเป็นเหมือนพระคริสต์“เพราะว่าทุกคนที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้แล้ว พระองค์ทรงกำหนดไว้ก่อนให้เป็นตามพระฉายาแห่งพระบุตรของพระองค์ เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพี่น้องจำนวนมาก” ~โรม 8:29 THSV11เราเกิดมาเพื่อประกาศพระนามและข่าวประเสริฐของพระคริสต์“เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา จงบัพติศมาพวกเขาในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์” ~มัทธิว 28:19 THSV11สรุปพระคัมภีร์สอนว่า เราเกิดมาเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าทำตามพระประสงค์ของพระองค์รู้จักและเข้าสนิทกับพระองค์ทำดีตามพระดำริของพระองค์รักพระองค์ และเพื่อนมนุษย์เป็นอย่างพระฉายและสะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์ 7.ประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์ดังนั้น พี่น้องที่รักคุณไม่ได้เกิดมาเพื่อแค่ “หาเงินทองทรัพย์สิน” หรือ “ความสำเร็จ”แต่เพื่อ “หาความหมาย ของชีวิต” และกระทำตามนั้นให้สำเร็จ2.คุณไม่ได้เกิดมาเพื่อ“แข่งขัน” หรือ “ก้าวหน้า” แต่เพื่อสะท้อน“พระลักษณะของพระคริสต์”3.คุณไม่ได้เกิดมาโดยบังเอิญ แต่เกิดมาโดยมี“พระประสงค์”ให้ทำตามที่พระเจ้ากำหนด4.คุณไม่ได้เพียงอยู่เพื่อโลกนี้ แต่จุดหมายสูงสุดในของชีวิตของคุณคือการมี“ความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับพระเจ้า”ทั้งในโลกและในสวรรค์ตราบนิจนิรันดร์…อาเมนไหมครับ?……………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์17กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่323ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน เจ็บแล้วต้องจำ Ep.1542 วันนี้พระวจนะของพระเจ้าพาเรากลับมาดูเรื่องราวของอิสราเอลอีกครั้ง หลังจากที่พระเจ้าใช้เยฮูกำจัดครอบครัวของอาหับและการนมัสการพระบาอัลหมดแล้ว แต่ตัวของเยฮูเองกลับไม่ละทิ้งรูปวัวทองคำ 2 พงศ์กษัตริย์ 13:1–9 จึงเตือนใจเราที่จะมีชีวิตในการยำเกรงพระเจ้า เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ลูกหลานของเรา เมื่อเยโฮอาหาสลูกชายของเขาที่ขึ้นมาปกครองอิสราเอลเหนือต่อนั้น พระวจนะของพระเจ้าบันทึกว่า'พระองค์ทรงทำสิ่งชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์ และทำตามบาปทั้งหลายของเยโรโบอัมบุตรเนบัท ผู้ได้นำอิสราเอลให้ทำบาปด้วย พระองค์ไม่ได้ทรงหันจากบาปนั้น ' 2 พงศ์กษัตริย์ 13:2 เยโฮอาหาสทำสิ่งชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเจ้า คือนมัสการพระอื่น บาปนี้ส่งผลให้พระเจ้ามอบอิสราเอลให้กับฮาซาเอลและเบนฮาดัดสองพ่อลูกจากซีเรีย เมื่อเกิดความยากลำบากเยโฮอาหาสก็หันกลับมาพึ่งพาพระเจ้า'แล้วเยโฮอาหาสได้วิงวอนพระยาห์เวห์ และพระยาห์เวห์ทรงฟังท่าน เพราะพระองค์ทรงเห็นการกดขี่อิสราเอล คือที่พระราชาแห่งซีเรียกดขี่พวกเขาอย่างไร ' 2 พงศ์กษัตริย์ 13:4 เมื่อเขาร้องทูลวิงวอน พระเจ้าทรงฟัง สิ่งนี้ทำให้เราเห็นว่าไม่ใช่ความดีของเราที่พระเจ้าทรงฟัง แต่เป็นพระเมตตาคุณของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้าได้บันทึกสิ่งที่น่าเศร้าต่อไปอีกว่า แม้ว่าพระเจ้าจะฟังและมีพระเมตตาคุณมาถึงเขาแล้ว ในข้อ 6 ได้บอกว่า พวกเขาก็ยังไม่ละทิ้งรูปวัวทองคำ และยังมีเสาอาเช-ราห์ยังคงตั้งอยู่ในสะมาเรีย พระเจ้าจึงใช้พระราชาแห่งซีเรียได้ทำลายพวกเขาให้เล็กลงเป็นอย่างละอองเวลานวดข้าว'หรือว่าท่านประมาทพระกรุณาอันอุดม ความอดกลั้นพระทัย และความอดทนของพระองค์ โดยไม่รู้หรือว่าพระกรุณาคุณของพระเจ้านั้น มุ่งจะชักนำท่านให้กลับใจใหม่? ' โรม 2:4 ขอให้เรื่องราวในวันนี้ที่เราจะไม่รอให้ต้องเจ็บหนักถึงจะร้องหาพระเจ้า และเมื่อพระองค์ทรงช่วยกู้เราแล้ว อย่ากลับไปทำบาปอีก ขอให้เรารู้จักรักษาชีวิตของเราให้อยู่ในความยำเกรง รักพระเจ้าด้วยสุดใจ และเป็นแบบอย่างให้ลูกหลานของเราจะรัก นมัสการ และปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าผู้ทรงมีพระเมตตาคุณมาถึงเราแต่เพียงผู้เดียว วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 322)“ชีวิตสั้นกว่าที่เราคิด จงรักให้มากกว่าที่เราเคย!”“เจ้าจงชื่นชมยินดีในชีวิตกับภรรยาซึ่งเจ้ารักตลอดชีวิตอนิจจัง เพราะว่านั่นเป็นรางวัลสำหรับชีวิต และสำหรับการตรากตรำของเจ้า ซึ่งเจ้าได้ตรากตรำภายใต้ดวงอาทิตย์” ~ปัญญาจารย์ 9:9 THSV11“Enjoy life with your wife, whom you love, all the days of this meaningless life that God has given you under the sun—all your meaningless days. For this is your lot in life and in your toilsome labor under the sun.” ~Ecclesiastes 9:9 NIVคำเตือนสติหนึ่งสะกิดใจผมอย่างมาก “ชีวิตสั้นกว่าที่เราคิด จงรักให้มากกว่าที่เราเคย!”(Life is shorter than we think—love more than you ever have.)ใช่ครับ ชีวิตของเรานั้น สั้น เปราะบาง และไม่ยั่งยืนทุกสิ่งในชีวิตล้วนชั่วคราว รวมทั้งชีวิตครอบครัวเราจึงควรรู้จักมีความสุขกับชีวิตในโลกนี้ อย่างเห็นคุณค่า ก่อนที่เวลาในชีวิตของเราจะหมดลง โดย ชื่นชมยินดีในชีวิตของตน และในชีวิตกับคู่สมรส“เจ้าจงชื่นชมยินดีในชีวิตกับภรรยาซึ่งเจ้ารักตลอดชีวิตอนิจจัง”= ไม่ใช่แค่การอยู่ร่วมบ้าน แต่หมายถึง:1).ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความชื่นชมยินดี2).แสดงการเห็นคุณค่าคู่ครองอย่างจริงใจ3).ร่วมกันสร้างความทรงจำดี ๆ ตลอดชีวิตที่แสนสั้น4).ถนอมรักโดยไม่ปล่อยให้ความรักจืดจางเพราะความเคยชินหรือความยุ่งตระหนักในความสำคัญและคุณค่าของคู่ครองที่พระเจ้าประทานให้“เพราะว่านั่นเป็นรางวัลสำหรับชีวิต และสำหรับการตรากตรำของเจ้า ซึ่งเจ้าได้ตรากตรำภายใต้ดวงอาทิตย์”ชีวิตคู่ไม่ใช่”ภาระ“ แต่เป็น “เป็นของประทาน”จากพระเจ้า=เป็นพระพรที่พระเจ้าอนุญาตให้เข้ามาในชีวิตของเรา ตามที่เราเลือกหรือพระองค์มอบให้“เป็นรางวัล”1).สำหรับชีวิต =ส่วน(มรดก)ในชีวิต และ2).สำหรับการตรากตรำของเรา=ส่วน(มรดก)ในการงานที่ทำซึ่งเราได้ตรากตรำมาภายใต้ดวงอาทิตย์ถ้าเรามองดูคู่สมรส หรือ ชีวิตคู่แบบนี้ เราจะมองข้ามข้อบกพร่องต่างๆของเขาหรือเธอที่ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไรได้ง่ายขึ้นเริ่มเห็นคุณค่าของเขาหรือเธอแทนที่จะมองข้ามศักดิ์ศรีของเขาไปขอบคุณและชมเชยเขาหรือเธอในเรื่องดีที่เขาทำมากกว่าบ่นว่าในสิ่งที่เขาพลาดขอบคุณและสรรเสริญพระเจ้าด้วยความซาบซึ้ง เพราะถึงแม้การงานดูจะเหน็ดเหนื่อยแต่พระเจ้าก็ทรงประทาน“คนรัก”และ“ความรักในครอบครัว” ให้เป็นความชื่นใจแก่เราในท่ามกลางความเหนื่อยล้าใช่ครับ “งานอาจทำให้เราเหนื่อยล้าแต่บ้านที่มีความรักจะทำให้เราฟื้นคืนกำลัง!”สรุป ชีวิตเราสั้น ~คนที่เข้าใจถึงความสั้นของชีวิต จะรักลึกยิ่งขึ้นและไม่ผัดวันประกันพรุ่งในการแสดงความรักแก่คนที่เรารักคู่ชีวิตคือพระพร ~อย่ามองเป็นของตาย จนละเลยความรู้สึกหรือความต้องการของเขาอย่าปล่อยให้ความเคยชิน หรือความยุ่ง ฆ่าความชื่นชมยินดีที่ควรมีต่อกันและกันความสุขในชีวิตคู่คือ ของขวัญหรือของประทานล้ำค่าจากพระเจ้า จงถนอมไว้ความสำเร็จในอาชีพการงานจะไม่มีค่า ถ้าคนในบ้านไม่ร่วมยินดีและไม่มีความสุข4.วันนี้ คือ วันที่เราต้องบอกรักและแสดงความรักต่อคนที่เรารักไม่ใช่รอจนถึงวันที่ทุกอย่างพร้อม ดังนั้น ขอให้เรารักกันในวันนี้ให้เต็มที่ เพราะว่าเราไม่รู้เลยว่า“พรุ่งนี้จะมีหรือไม่?”…จะดีไหม?……………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์16กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่322ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน จบให้สวย Ep.1541ชีวิตที่เริ่มต้นอย่างดี มีประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นกับพระเจ้า ได้สร้างผลงานและสิ่งที่ดีมากมายไม่ได้บอกว่าชีวิตของเราจะจบลงอย่างสวยงาม 2 พงศ์กษัตริย์ 12:17–21 ได้บันทึกช่วงปลายชีวิตของโยอาช ชีวิตของเขาเริ่มต้นรอดตายอย่างอัศจรรย์ ขึ้นเป็นผู้นำประเทศ ดูแลซ่อมแซมพระวิหารให้กลับมางดงาม แต่ในช่วงท้ายเมื่อสถานการณ์คับขัน เมื่อฮาซาเอลนำกองทัพซีเรียมาจ่อจะยึดกรุงเยรูซาเล็ม 'โยอาชพระราชาแห่งยูดาห์ทรงนำเอาสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดที่เยโฮชาฟัท เยโฮรัม และอาหัสยาห์บรรพบุรุษของพระองค์ ผู้เป็นกษัตริย์แห่งยูดาห์ได้ทรงถวายไว้นั้น และสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์เอง และทองคำทั้งหมดที่พบในคลังของพระนิเวศพระยาห์เวห์และของพระราชวังมา แล้วโยอาชทรงส่งสิ่งเหล่านี้ไปกำนัลฮาซาเอลพระราชาแห่งซีเรีย แล้วฮาซาเอลก็ทรงถอยทัพไปจากกรุงเยรูซาเล็ม ' 2 พงศ์กษัตริย์ 12:18เมื่อสถานการณ์ดูน่ากลัว โยอาชไม่ได้แสวงหาพระเจ้า ไม่ได้อธิษฐานทูลถามพระเจ้า เขาเลือกใช้เงินและทรัพย์สินของพระเจ้าซื้อความสงบ ขอให้ชีวิตของเราจะไม่เป็นแบบนี้ เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่น่ากลัว ขอเราจะสงบนิ่ง เข้าเฝ้าพระเจ้า ร้องทูลกับพระองค์ ขอพวกเราจะไม่เลือกที่จะพึ่งพาเงินทองหรือทรัพย์สินที่มีก่อนพึ่งพาพระเจ้า สุดท้ายผลที่เกิดขึ้นกับโยอาชน่าเศร้าอย่างมาก'พวกข้าราชการของพระองค์ลุกขึ้นก่อการกบฏ และปลงพระชนม์โยอาชเสียในวังมิลโล ตามทางที่ลงไปยังสิลลา ' 2 พงศ์กษัตริย์ 12:20โยอาชถูกคนของตัวเองลอบสังหาร แต่คนเหล่านั้นก็ยังแต่งตั้งให้ อามาซิยาห์ลูกชายของเขาให้ขึ้นปกครองแทน ชีวิตของเราไม่ได้วัดจากก้าวแรก แต่วัดจากการตัดสินใจเมื่อความกลัวมา เมื่อมีแรงกดดันมา เราจะเลือกแก้ปัญหายังไง'อย่ากลัวการทนทุกข์ที่เจ้าจะได้รับนั้น นี่แน่ะ มารจะขังพวกเจ้าบางคนไว้ในคุกเพื่อทดลองพวกเจ้า และเจ้าทั้งหลายจะได้รับความยากลำบากถึงสิบวัน แต่เจ้าจงซื่อสัตย์จวบจนวันตาย และเราจะมอบมงกุฎแห่งชีวิตให้แก่เจ้า ' วิวรณ์ 2:10ขอให้เราเลือกที่จะซื่อสัตย์อยู่ในพระเจ้าจวบจนวันตาย ทุกครั้งที่เราพบวิกฤต ขอให้เราเลือกที่จะคุกเข่าอธิษฐานร้องทูลกับพระเจ้า ขอเราจะไม่ยอมประนีประนอมให้กับโลก ยอมทิ้งหลักการพระเจ้าเพื่อแลกกับความปลอดภัยหรือความสะดวกสบาย ขอให้เราจะไม่เป็นเพียงคนที่เริ่มต้นดี แต่จบแบบไม่สวย ขอพระเจ้าเมตตาพวกเราทุกคน ที่เราจะเป็นผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ยืนหยัดรักษาความเชื่อไว้ได้ถึงจนวันสุดท้ายวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 321)อย่าให้รักหมดสต็อก!“ความรักมั่นคงของพระยาห์เวห์ไม่เคยหยุดยั้ง และพระกรุณาของพระองค์ไม่มีสิ้นสุด เป็นของใหม่ทุกเวลาเช้า ความเที่ยงตรงของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก” ~เพลงคร่ำครวญ 3:22-23 THSV11“The Lord's unfailing love and mercy still continue, Fresh as the morning, as sure as the sunrise. The Lord is all I have, and so in him I put my hope.” ~Lamentations 3:22-24 GNTพระเจ้าทรงประทานความรักให้แก่เรา และครอบครัวของเราในทุกเช้าวันใหม่แต่บ่อยครั้งที่เราไม่ได้หมั่นดูแลรักษาไว้ให้คงอยู่มีคำกล่าวไว้ว่า“รักจะอยู่ได้นาน เมื่อเราตั้งใจดูแลมันทุกวัน!”(Love lasts when it is cared for daily.)ดังนั้น อย่าให้เกิดสภาวะ “หมดรัก” หรือ “รักหมด”(สต็อก)!ถ้าคุณไม่ต้องการให้ครอบครัวของคุณ “หมดรัก” แต่มีรักยืนยาวอย่างยั่งยืนคุณต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลปะ คือต้องอาศัยทั้งความเข้าอกเข้าใจ และการร่วมมือร่วมใจกันไม่อาจพึ่งโชคชะตา หรือ ปล่อยไปตามธรรมชาติหลักการในการรักษาชีวิตคู่ให้ยืนยาว (โดยไม่หมดรัก)คือให้ยังคง“คุยกัน”ฉัน"เพื่อน" ที่ดีอยู่เสมอ ~เมื่อเวลาผ่านไปความรู้สึกโรแมนติกอย่างคนรักมักจืดจางลงได้ แต่มิตรภาพต่อกันฉันเพื่อนจะไม่ลดหายไป เพื่อนยังคงพูดคุยกันได้ทุกเรื่องแม้แต่เรื่องที่ดูไร้สาระ เพื่อนยังหัวเราะกับเรื่องโง่ๆ ได้เสมอ และเพื่อนยังมีพื้นที่ปลอดภัยให้แก่กันทุกเวลาขอเพียงส่งเสียงมา ก็จะรีบไปหาในทันใด เป็นเพลงที่เราคุ้นเคยขอให้เราพร้อมที่จะรับฟังทุกเรื่องราวของกันโดยไม่ซ้ำเติมกัน ไม่ตัดสินพิพากษากันและไม่ละทิ้งกัน!ดังนั้นจงเป็นเพื่อนที่มีเรื่องสนุกๆคุยกัน ไม่ขาดหายให้ยังคง"จีบ"กันเหมือน“แฟน”~เมื่อรักกันใหม่ๆ ชีวิตมักเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ด้วยการทำให้อีกฝ่ายประทับใจ ชื่นใจ แต่เมื่ออยู่ด้วยกันแล้วไม่ใส่ใจทำเช่นนั้นอีก ก็จะก่อเกิดความรู้สึก "ถูกมองข้าม" และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของความห่างเหินดังนั้น จงหมั่นชมเชยเติมรัก และขอบคุณกัน และมีนัดหมายไปใช้เวลาด้วยกันตามลำพังจริงๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งอย่างมีคุณภาพให้สื่อสารต่อกันด้วยความ "อ่อนโยน" และ "ให้เกียรติ"กันในทุกกรณี~เมื่อขัดแย้งก็ทะเลาะกันได้ แต่ขอให้เป็นการทะเลาะแบบสร้างสรรค์ ไม่พูดจาถากถาง ดูถูก หรือขุดคุ้ยเรื่องเก่า ให้ตระหนักไว้ว่าคำพูดสามารถทำร้ายจิตใจลึกกว่าที่คิด แม้แต่หลังสมานแผลนั้นแล้ว รอยแผลก็อาจยังคงอยู่ตลอดไปดังนั้น จงหยุด ก่อนที่คุณจะเผลอพูดทำร้ายกัน และอย่าเก็บความไม่พอใจหมักหมมไว้ จนท้อใจหรือขมขื่นใจ และไม่อาจให้เกียรติกันได้อีกต่อไป แต่อย่าหยุดการสื่อสาร จนเข้าใจผิดให้มองข้าม "สิ่งเล็กน้อย" ที่ไม่ใช่สาระสำคัญจริงๆ~เมื่อไม่พอใจ นิสัยหรือ พฤติกรรมบางอย่างของอีกฝ่ายที่ขัดหูขัดตา หรือขัดใจ(เช่น ชอบวางของไม่เป็นที่) แต่หากว่าสิ่งนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องผิดศีลธรรม ผิดกฎหมาย หรือร้ายแรงถึงชีวิต ก็จงยอมๆกันบ้างดังนั้น เราควรรู้จัก "ปล่อยวาง"โดยตระหนักว่า ตัวเราเองก็อาจมีนิสัยแปลกๆ ที่คนอื่นต้องอดกลั้นอทนต่อเราเช่นกันให้ยอมรับความจริงว่า "เราแต่ละคนเติบโตไม่เท่ากันและไม่พร้อมกัน“~เมื่อวุฒิภาวะของแต่ละคนไม่เท่ากัน และความสนใจของแต่ละคนก็เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงวัย จึงจำเป็นที่เราทุกคนจะมีความอดกลั้นอดทนต่อกันดังนั้น จงให้คนที่ไปไวหรือโตไว รู้จักรอคนที่ช้ากว่า และให้คนที่ไปช้า หรือโตช้า รู้จักเร่งความเร็วของตนให้มากขึ้น เพื่อจะทันความคิดและความต้องการของกันและกัน ไม่ดึงและไม่ฉุดรั้งกันให้หงุดหงิด จนอยู่กันแบบไม่มีความสุขให้มีสมดุลระหว่าง“พื้นที่ร่วม”หรือพื้นที่ส่วนกลางที่ทั้งสองร่วมแบ่งปัน และการยอมให้แต่ละคนมี"พื้นที่ส่วนตัว"โดยไม่เข้าไปก้าวก่าย~เมื่ออยู่ด้วยกัน ตัวติดกันตลอดเวลา ก็อาจทำให้ขาดพื้นที่หายใจ จนทั้ง2รู้สึกอึดอัดและเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นได้ ดังนั้น ขอให้เรารับรู้ไว้ว่า การที่เขาหรือเธอใช้เวลาส่วนตัวแยกจากเราบ้าง ไม่ว่าจะกับเพื่อนฝูง กับครอบครัว หรือ กับงานอดิเรกส่วนตัว นั่น ไม่ได้หมายความว่าเขาหรือเธอจะรักเราน้อยลง แต่อาจตรงข้ามก็เป็นได้ให้“เติมรัก” ด้วยความรักของพระเจ้าที่ใหม่สดทุกเวลาเช้าสำหรับคนในครอบครัวเหมือนการชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม โดยการใช้เวลาคุณภาพในฝ่ายจิตวิญญาณร่วมกันผ่านอธิษฐานด้วยกัน ไปนมัสการพระเจ้าด้วยกัน และร่วมสามัคคีธรรมกับพี่น้องที่คริสตจักรด้วยกันดังนั้น ขอให้เราตั้งใจ เลือกที่จะปกป้องรักษาครอบครัวของเรา ด้วยการฝึกรัก และฝึกเติม“ความรัก”ของพระเจ้าในชีวิตรักของเราอยู่ตลอดทุกวัน ไม่มีเว้นพี่น้องที่รัก ขอให้วันนีั เราจะหมั่นดูแลเอาใจใส่สัมพันธภาพของคนในบ้านและในโบสถ์ของเราโดยการ“เติมรักจากพระเจ้า”ให้แก่กัน ทุกวันโดยไม่ขาดเพื่อว่าครอบครัว และคริสตจักรของเราจะ1.มีความสุขและ2.เป็นพรแก่คนอีกมากมายตลอดไปอย่างไม่สิ้นสุด…จะดีไหมครับ?……………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์15กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่321ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 320)รักแรกแรงกว่ายา!“แต่เรามีข้อที่จะต่อว่าเจ้าบ้างคือว่าเจ้าละทิ้งความรักครั้งแรกของเจ้า” ~วิวรณ์ 2:4 THSV11“Yet I hold this against you: You have forsaken the love you had at first.” ~Revelation 2:4 NIVปกติ คนมักคิดว่ายาเสพติดเป็นสิ่งที่เลิกยากมากที่สุด!แต่ผลจากการวิจัยพบว่า... “รักครั้งแรกนั้นมีฤทธิ์ลึกล้ำเหนือกว่ายาเสพติด!”ถ่านที่ไม่เคยติดไฟ จะติดไฟยาก เทียนที่ไม่เคยถูกจุด จะติดไฟลำบาก!แต่ถ่านและเทียนที่เคยติดไฟแล้ว จะติดไฟได้ง่ายขึ้น!ความรักก็เช่นกันคนไม่เคยมีความรัก จะรักยากแต่หากรักใครเป็นรักแรก ไม่ว่าจะสมหวังหรือไม่สมหวังคุณก็เหมือนถ่านหรือเทียนไขที่เคยถูกจุดมาแล้วหากอยู่ใกล้ไฟ ก็อาจติดไฟรักได้อีกครั้ง ไม่ยากเลย! ใช่ครับ คนติดรักก็เหมือนติดยาติดเมื่อใดจะเลิกยากและแม้จะเลิก(รัก)ได้ แต่หากใกล้ชิดกันอีกครั้งก็อาจเป็นถ่านไฟเก่า ที่ติดขึ้นมาได้อีกครั้งดังนั้น หากคุณมีคนรักหรือคู่สมรสแล้ว ก็จงระวัง! จงหมั่นรักและปรุงรสรักกับคนรักของคุณเป็นประจำอย่าประมาทและอย่าเสี่ยงที่ทำให้ความสัมพันธ์ของคุณกับคนที่คุณรักในปัจจุบันต้องร้าวฉาน หรือ ปริแตกโดยเฉพาะอย่างยื่ง อย่าปล่อยตัวปล่อยใจ ให้เข้าไปเล่นกับไฟ(เก่า)!แนนซี่ คาลิช นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐคาลิฟอเนีย (California State University) เตือนว่า ... “รักครั้งแรก” จะชวนให้เราเคลิบเคลิ้มหลงใหลยิ่งกว่ายาเสพติดชนิดใดๆและสามารถทำให้ถ่านไฟเก่าคุโชนขึ้นในชั่วพริบตา!“เฮเลน ฟิชเชอร์ ผู้แต่งหนังสือ “Why we love?” และเป็นนักมนุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยรัดเจอร์ส ในสหรัฐอเมริกา ก็อธิบายว่า ฮอร์โมนของหนุ่มสาวเป็นตัวการที่ฝังรักครั้งแรกลงไปในสมอง และเสียงหรือสัมผัสรักจะกระตุ้นความต้องการที่ตอกย้ำลงไปในจุดเดิม ๆ ในสมองเช่นเดียวกับที่ฤทธิ์ของโคเคนกระทำ เพียงแต่ว่าอิทธิพลของรักแรกนั้นจะรุนแรงกว่ายาเสพติดทุกชนิด!เวลานี้ เราอยู่ในยุคที่ทุกอย่างสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างรวดเร็วภายในพริบตา ผ่านทางอินเตอร์เน็ต คุณภาพสูง รวมทั้งสามารถตามหา ติดต่อ และกลับไปพบกับคนรักเก่าได้อีกครั้งอันตรายก็คือ “ถ่านไฟเก่าอาจลุกโชน” ขึ้นอีกครั้งก็เป็นได้!เหมือนดังที่แนนซี่ คาลิช เจ้าของผลงานวิจัยที่มีชื่อว่า “Lost and Found Lovers” กล่าวว่าคนที่เป็นม่ายไม่ว่าจะเกิดจากการหย่าร้างหรือจากการที่คู่ครอง(เดิม) เสียชีวิต เขาหรือเธอมักหวนกลับไปหาคนรักเก่า หากว่าพวกเขามีโอกาสพบกันอีกหน!จากสถิต พบว่า 62 % ของคนรักเก่าเหล่านั้นมักแต่งงานกับคนอื่นไปแล้วดังนั้น การกลับไปหารักครั้งแรกจึงอาจสร้างปัญหาและกลายเป็นโศกนาฎกรรมได้ หากว่า“รักเก่า”เหล่านั้น กำลังมีคู่ครองหรือคนรักอยู่ในเวลานั้น!เช่นเดียวกับ ในฝ่ายจิตวิญญาณอย่าให้เรากลับไปหารักเก่าคือรักที่เราเคยมีกับเนื้อหนังและความบาป แต่ ขอให้เรากลับไปหารักแรก หรือ หรือถ่านไฟเก่าที่เรามี กับ1).พระเยซูคริสต์2).พี่น้องผู้ร่วมเชื่อในพระเยซูคริสต์ หากว่าเราห่างเหินไปจากรักนี้ ในพระคัมภีร์เรียกสิ่งนี้ว่า “รักครั้งแรก” หรือว่า “รักดั้งเดิม”(First Love)พี่น้องที่รักอย่าให้ใครแย่งชิงรักแรกระหว่างคุณกับพระเจ้าไป แต่หากว่าคุณเคยสูญเสียรักนั้นไปแล้ว ก็ขอให้คุณ จงรีบกลับไป นำรักดั้งเดิมนั้นกลับคืนมา ณ บัดนี้เลย …จะดีไหม?……………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์14กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่320ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน น่าไว้วางใจ Ep.1540หลายครั้งงานของพระเจ้าสะดุดไม่ใช่เพราะไม่มีเงิน แต่เพราะงานไม่มีระบบ และไม่มีความโปร่งใส คำถามที่เรามักพบบ่อยคือ เงินถวายไปไหน ทำไมงานไม่เดิน ทำไมงานไม่เสร็จสักที เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดเพียงในยุคของเรา ใน 2 พงศ์กษัตริย์ 12:4-16 ก็มีเรื่องราวแบบนี้ โยอาชมีคำสั่งให้ซ่อมแซมพระนิเวศของพระเจ้า โดยใช้เงินที่ประชาชนถวายด้วยความสมัครใจ แต่เวลาผ่านไปถึงปีที่ 23 พระนิเวศของพระเจ้าก็ยังไม่ได้ซ่อมแซม ปัญหาไม่ใช่เงิน แต่คือการจัดการไม่ชัดเจน โยอาชจึงเรียกปุโรหิตมาถามว่า ทำไมท่านจึงไม่ซ่อมฝพระนิเวศ และบอกว่าอย่ารับเงินจากคนที่ท่านรู้จักเพื่อตัวเองเลย แต่ให้ส่งไปซ่อมแซมพระนิเวศของพระเจ้า ผลก็คือปุโรหิตตกลงกันว่าจะไม่รับเงินจากประชาชนอีก และจะไม่ซ่อมแซมพระนิเวศ เมื่อเกิดปัญหาแบบนี้จึงเกิดระบบใหม่'แล้วเยโฮยาดาปุโรหิตนำหีบมาใบหนึ่ง เจาะรูหนึ่งที่ฝาหีบนั้น และตั้งไว้ข้างแท่นบูชาด้านขวา ทางคนเข้าพระนิเวศของพระยาห์เวห์ และปุโรหิตผู้เฝ้าอยู่ที่ธรณีประตู ก็นำเงินทั้งหมดที่ถูกนำเข้ามาในพระนิเวศของพระยาห์เวห์ ใส่ไว้ในหีบนั้น ' 2 พงศ์กษัตริย์ 12:9เพื่อการแก้ปัญหาเยโฮยาได้ทำระบบการจัดการใหม่ จากเดิมที่เงินผ่านมือปุโรหิตโดยตรง กลายเป็นระบบที่ตรวจสอบได้ในข้อ 10-14 ได้มีระบบชัดเจน เมื่อเงินเต็มราชเลขาและมหาปุโรหิตต้องมานับร่วมกัน คือมีพยานสองฝ่าย นี่คือความโปร่งใสชัดเจน ในข้อ 15 มีคำชื่นชมว่า เขาทั้งหลายปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ นี่ไม่ใช่คำชมเรื่องตำแหน่ง ไม่ใช่คำชมเรื่องความเก่งหรือความสำเร็จ แต่ชมว่า พวกเขาซื่อสัตย์ เรื่องนี้สอนเราว่า พระเจ้าไม่ได้สนใจแค่ความสำเร็จและเป้าหมายเท่านั้น พระเจ้าทรงสนใจวิธีการด้วย ไม่ใช่แค่พระนิเวศต้องซ่อมเสร็จ แต่คนทำงานต้องซื่อสัตย์ บางครั้งเราอาจคิดแค่ว่า รักพระเจ้าก็พอ เรื่องระบบไม่สำคัญ แต่พระวจนะของพระเจ้าตอนนี้บอกชัดว่า ความบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ต้องมาพร้อมกับความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ'ยิ่งกว่านั้น บรรดาผู้รับมอบฉันทะย่อมได้รับการคาดหวังว่าต้องเป็นคนที่ไว้วางใจได้ ' 1 โครินธ์ 4:2พระเจ้ามอบทั้งเงิน เวลา โอกาส และหน้าที่ให้เรา คำถามไม่ใช่ว่า เรามีมากแค่ไหน แต่คำถามคือ เราดูแลสิ่งที่พระเจ้ามอบหมายให้อย่างซื่อสัตย์หรือไม่ บางทีพระวิหารที่ทรุดโทรมในสมัยของโยอาชอาจเหมือนชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรา ที่ยุ่งมาก รับใช้มาก แต่ถ้าขาดความซื่อสัตย์ ขาดความโปร่งใส สุดท้ายงานของพระเจ้าก็สะดุด วันนี้พระเจ้าไม่ได้เรียกหาคนเก่งที่สุด แต่พระองค์ทรงเรียกหาคนที่ไว้วางใจได้ ขอให้เราเป็นคนที่ไว้วางใจได้ เป็นคนที่ซื่อสัตย์แม้จะไม่มีใครเห็น เป็นคนที่ทำสิ่งเล็ก ๆ ด้วยใจใหญ่เพื่อพระเจ้าเสมอวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 319)อย่าเหยียบ!“ข้าเคยได้ยินเรื่องอย่างนี้มามากแล้ว ท่านทุกคนเป็นผู้ปลอบโยนที่ทำให้ยิ่งทุกข์ใจ” ~โยบ 16:2 THSV11“I have heard many things like these; you are miserable comforters, all of you!” ~Job 16:2 NIVมีเรื่องเล่าว่า“ชายคนหนึ่งนอนพะงาบ ๆ อยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ในขณะที่ใกล้หมดลมนั้นเอง เขาทำไม้ทำมือเหมือนอยากพูดอะไรสักอย่างศิษยาภิบาลซึ่งไปเยี่ยมและนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง จึงถามเบา ๆ ว่า“มีอะไรจะสั่งเสียหรือครับ? ”คนป่วยพยักหน้าช้า ๆ ศิษยาภิบาลจึงหยิบกระดาษและปากกาส่งให้ “ดูเหมือนว่า คุณพูดไม่ได้ ขอให้คุณใช้ปากกาเขียนก็แล้วกันแล้วอาจารย์จะเอาไปให้กับภรรยาและลูกๆ ของคุณที่กำลังรออยู่ข้างนอก”คนป่วยคนนั้นพยายามรวบรวมพละกำลังครั้งสุดท้าย เขียนตัวหนังสืออย่างยากลำบาก ก่อนจะยัดมันลงไปในมือของท่านศิษยาภิบาล อึดใจต่อมาคนป่วยนัันก็เสียชีวิต ศิษยาภิบาลจึงออกไปแจ้งข่าวน่าเศร้านี้แก่ผู้เป็นภรรยา หลังจากปลอบโยนอยู่พักใหญ่ ศิษยาภิบาลก็ยื่นกระดาษยับยู่ยี่ในมือให้แก่เธอ กล่าวว่า“นี่คือคำสั่งเสียสุดท้ายของเขาก่อนที่จะหมดลมเขาเขียนโน้ตนี้ให้แก่คุณและลูกๆ”ด้วยน้ำตามนองหน้า ภรรยาของผู้ตายเปิดกระดาษในมือออกอ่าน พบข้อความว่า “อย่าเหยียบ.….สายออกซิเจน...”………………………บางครั้งเราก็อาจทำร้ายหรือเกือบทำให้ใครบางคนตายโดยที่เราไม่รู้ตัวทั้งๆที่เรามีเจตนาดีต่อเขา!พระธรรมโยบ มีตัวอย่างจากเพื่อนทั้งสาม (เอลีฟัส บิลดัด และโศฟาร์)ของโยบที่พยายามอธิบายเหตุผลความทุกข์ของโยบตามความคิดของพวกเขา แต่ยิ่งพูด โยบก็ยิ่งทุกข์ใจจนปางตาย จนทนไม่ไหวต้องพูดออกมาว่า“ข้าเคยได้ยินเรื่องอย่างนี้มามากแล้วท่านทุกคนเป็น‘ผู้ปลอบโยนที่ทำให้ยิ่งทุกข์ใจ'!”ที่หมายความว่า“ผู้ปลอบใจที่น่าสมเพช” หรือ “ผู้ปลอบใจที่ไร้ค่า!”นี่เป็นถ้อยคำที่เปิดเผยความเจ็บปวดร้าวลึกของผู้รับการปลอบใจ และ 2.สะท้อนความผิดพลาดของการปลอบใจที่ขาดความเข้าใจนั่นคือ อย่าเป็นเพื่อนที่มีทฤษฎี แต่ไม่มีหัวใจ !(ชอบแสดงความฉลาดแต่ขาดความเฉลียว)เมื่อเห็นโยบทุกข์หนักพวกเขาด่วนสรุปว่าโยบต้องมีบาปซ่อนอยู่ จึงถูกลงโทษ!พวกเขาไม่ได้เงียบฟังเพื่อความเข้าใจแต่กลับเริ่มเทศนาใส่โยบ!จนโยบทนต่อไปไม่ได้ ตอบกลับมาว่า“ข้าเคยได้ยินเรื่องอย่างนี้มามากแล้ว”หมายความว่าคำพูดของพวกเขาไม่ใช่สิ่งใหม่แต่เป็นสูตรสำเร็จที่ท่องกันมานานแล้วน่าเศร้าที่ แทนที่คำพูดของเพื่อนๆจะช่วยเยียวยารักษาโยบกลับเพิ่มพิษบาดแผลให้แก่ท่านมากกว่าเดิม เพราะกลายเป็นคำพูดที่ฟังเหมือนถูกหลักศาสนา แต่กลับผิดที่ผิดเวลาและผิดวิธี!พี่น้องที่รัก อย่าให้เราพูด สอน และให้คำตอบก่อนที่จะฟังจบครบถ้วนอย่าให้เราตีความเอาเองและด่วนสรุปตามความคิดเห็นของตนอย่าให้เราขาดความเห็นอกเห็นใจในความเจ็บปวดของคนอื่นอย่าให้เราขาดความเข้าอกเข้าใจและไม่เฉลียวใจในความรู้สึกของคนที่กำลังย่ำแย่…เห็นด้วยไหมครับ?……………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์13กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่319ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน คริสเตียนหรือคริสตาม Ep.1539ความเชื่อและความรอดเป็นเรื่องส่วนตัว พ่อแม่พาเราไปรู้จักพระเจ้าได้แต่ความเชื่อนั้นเราต้องตัดสินใจที่จะเชื่อเอง เราต้องตัดสินใจที่จะเดินกับพระเจ้าด้วยตัวเอง หลายครั้งที่เราพบคนที่ดูเหมือนเชื่อพระเจ้าดีมาก มาคริสตจักรอย่างสม่ำเสมอ ชีวิตดูเรียบร้อย แต่พอไม่มีผู้นำคอยเตือน หรือคอยตาม ทุกอย่างก็ค่อย ๆ หายไป 2 พงศ์กษัตริย์ 12:1–3 พาเรามารู้จักชีวิตของโยอาชพระราชาตัวน้อยที่มีการปกครองยาวนานถึง 40 ปี 'และโยอาชทรงทำสิ่งที่ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์ ตลอดรัชกาลของพระองค์ที่เยโฮยาดาปุโรหิตได้แนะนำพระองค์ ' 2 พงศ์กษัตริย์ 12:2ฟังแบบผ่านๆ ก็ดูดีมาก โยอาชทำสิ่งที่ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า ตลอดเวลาที่ดีนั้นเขามีเยโฮยาดาปุโรหิตคอยแนะนำเขา 2 พงศาวดาร 24:2 ก็ย้ำอีกครั้งว่าเขาทำดีตลอดที่มีเยโฮยาดาคอยกำกับดูแล พูดง่ายๆ โยอาชทำดีเพราะมีคนคอยสอน เมื่อมีผู้นำฝ่ายวิญญาณคอยชี้นำ เขาก็เดินถูกทาง'แต่พวกเขายังไม่ได้รื้อปูชนียสถานสูง ประชาชนยังคงถวายสัตวบูชาและเผาเครื่องหอมในปูชนียสถานสูงเหล่านั้น ' 2 พงศ์กษัตริย์ 12:3แม้ว่าเขาจะมีความเชื่อ แต่ยังไม่สุดใจกับพระเจ้า เขาก็ยังเก็บบางอย่างที่พระเจ้าไม่ชอบไว้ มุมมองของผมคือ โยอาชก็เป็นคนดี แต่ความเชื่อของเขายังไม่หยั่งรากลึกในหัวใจ บางครั้งเราก็อธิษฐานเพราะมีคนชวน เราอ่านพระคัมภีร์เพราะมีคนตาม มาคริสตจักรเพราะครอบครัวพามา แต่วันหนึ่งถ้าไม่มีใครเตือน เราจะยังเดินอยู่กับพระเจ้าไหม พฤติกรรมที่เกิดจากการกดดันภายนอก วันหนึ่งมันจะหายไป แต่พฤติกรรมในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการบังเกิดใหม่และความรักมนพระเจ้า มันจะคงอยู่แม้ไม่มีใครเห็น' ‘ชนชาตินี้ให้เกียรติเราแต่ปาก ใจของพวกเขาห่างไกลจากเรา ' มัทธิว 15:8วันนี้ลองถามตัวเองตรง ๆ ว่า เราเชื่อพระเจ้าเพราะใคร หรือเพราะเรารู้จักพระองค์จริง ๆ ขอให้ความเชื่อของเราไม่ใช่แค่เชื่อตามคนอื่น แต่ขอให้ความสัมพันธ์ที่เรามีกับพระเจ้านั้นจะหยั่งรากลึกในพระเจ้าจริง ๆ และมากขึ้นในทุกๆวัน ขอให้ชีวิตของเราจะเป็นชอบพระทัยของพระเจ้าไม่ใช่เพราะมีคนควบควบคุม แต่ให้พฤติกรรมที่เรามีนั้นจะมาจากความรัก ความยำเกรงพระเจ้าและการบังเกิดใหม่ในพระเยซูจริงๆ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 318)กระทะกว้างพอไหม?“อย่าพิพากษาเขา แล้วพวกท่านจะไม่ถูกพิพากษา อย่าตัดสินลงโทษเขา แล้วพวกท่านจะไม่ถูกตัดสินลงโทษ จงยกโทษให้เขา แล้วพวกท่านจะได้รับการยกโทษ” ~ลูกา 6:37 THSV11““Do not judge, and you will not be judged. Do not condemn, and you will not be condemned. Forgive, and you will be forgiven.” ~Luke 6:37 NIVมีเรื่องเล่าว่า“นักท่องเที่ยวคนหนึ่งเห็นนักตกเบ็ดคนหนึ่งกำลังตกปลาและได้ปลาบ่อย ๆ แต่เขาประหลาดใจที่เห็นว่า ทุกครั้งที่ชายคนนั้นตกได้ปลามา เขาก็จะหยิบไม้บรรทัดออกจากย่ามเพื่อวัดขนาดของปลา เมื่อวัดเสร็จแล้ว บางตัวเขาก็เก็บใส่ข้อง แต่บางตัวเขาก็โยนลงน้ำไปนักท่องเที่ยวคนนั้นทนไม่ได้จึงเดินเข้าไปหาและถามว่า "ผมสังเกตว่าเมื่อคุณตกปลาได้ คุณจะเอาไม้บรรทัดมาวัดปลา…ทำไมคุณทำอย่างนั้นล่ะครับ?""อ๋อ ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ" นักตกปลาตอบ "…คือว่าที่บ้านของผมมีกระทะกว้างแค่สิบสองนิ้วเท่านั้น ดังนั้น ถ้าปลาตัวไหนมันยาวไม่เกินสิบสองนิ้ว ผมก็จะเอาใส่ลงข้องเพราะเอาลงกระทะของผมได้ แต่ถ้าปลาตัวไหนยาวกว่าสิบสองนิ้ว แสดงว่าลงในกระทะของผมไม่ได้ ผมก็โยนทิ้งไปเสีย ก็เท่านั้นเองล่ะครับ!"“………”นักท่องเที่ยวในโลกของเรา จะมีคนแบบนี้ ไม่น้อย ในทุกวงการ แม้แต่ในครอบครัวและในคริสตจักรบรรยากาศในบ้านและในโบสถ์จะไม่ค่อยน่าอภิรมย์นัก เมื่อมีคนแบบนี้อยู่ด้วยไม่ต้องเยอะหรอกครับ แค่คนเดียวก็เกินพอแล้ว!(เหมือนยุงที่อยู่ในห้องนอน หรือในมุ้ง แค่ตัวเดียวก็ ไม่ต้องนอนกันแล้ว!)พระเยซูคริสต์ เตือนไม่ให้เราตัดสินผู้ใด เพื่อตัวเราจะไม่ถูกตัดสิน เตือนไม่ให้เราพิพากษาลงโทษผู้อื่น เพื่อตัวเราก็จะไม่ถูกพิพากษาลงโทษเช่นกันตรัสสอนให้เรายกโทษให้คู่กรณี แล้วเราก็จะได้รับการยกโทษ เช่นกันในบทเรียนวันนี้ คำเตือนคือ อย่าให้เรา เอาตัวเองเป็นมาตรฐานวัดคนอื่นและตัดสินทิ้งคนใดไป เพียงเพราะเขาไม่เข้าเกณฑ์ความคิดของเราอย่าให้เรายึดหลักว่า ใครเข้าข่ายมาตรฐานวัดของเรา เราก็รับไว้เป็นพวกเดียวใครไม่เข้าข่าย เราก็ตัดสินว่าใช้ไม่ได้ เพราะไม่ตรงที่ตนกำหนดไว้ จึงจะโยนทิ้งออกไปจากกลุ่มคณะคำว่า “พิพากษา”ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง1).การแยกแยะผิด–ถูก2).การตักเตือนด้วยความจริง(ที่แฝงความรัก)3).การรักษาวินัยฝ่ายจิตวิญญาณ(ด้วยใจเที่ยงธรรม)แต่หมายถึง “การตัดสินผู้อื่นด้วยท่าทีที่คิดว่าตนเองถูกต้องแบบยกตนเหนือคนอื่น และประณามพิพากษาคนอื่นแบบเหมารวม และไม่เปิดทางให้พวกเขาได้รับพระคุณใดๆ“แท้จริง พระเยซูคริสต์ไม่ได้ห้ามเราในการใช้ดุลพินิจในการสังเกตแยกแยะ( discernment)แต่พระองค์ห้ามเราไม่ให้พิพากษาประณาม( condemnation)ผู้ใด โดยเอาความคิดเห็นหรือมาตรฐานของตัวเองเป็นศูนย์กลาง!เหมือนดังคำเตือนสติที่ว่า“การที่เราเอาตัวเองเป็นกฎเกณฑ์ไม้บรรทัด เรามักทำให้คนอื่นแตกหักแทนที่จะช่วยพยุงเขาไว้!”(When we use ourselves as the ruler, we often break others instead of supporting them.)พี่น้องที่รัก อย่าให้กฎเกณฑ์ที่เราตั้งไว้ เป็นเหมือนกระทะที่เล็กและแคบ ที่ไร้ความเมตตาแต่จงให้กระทะของเราเป็นกระทะที่ทั้งใหญ่และกว้างที่เต็มเปี่ยมด้วยพระคุณของพระเจ้า…จะดีไหม?……………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์12กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่318ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน กลับมาเริ่มต้นที่พระเจ้า Ep.1538 ทุกคนเป็นเหมือนกันไหมครับ เมื่อชีวิตพบกับวิกฤตที่เป็นปัญหาระดับใหญ่ในชุมชน เรามักจะคิดว่า ถ้าเปลี่ยนผู้นำทุกอย่างก็คงจะดีขึ้น 2 พงศ์กษัตริย์ 11:17–21 สอนเราว่า การเปลี่ยนผู้นำอย่างเดียวยังไม่พอ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือ ความคิดและหัวใจของผู้ตามทุกคนด้วย หลังจากที่กำจัดอาธาลิยาห์แล้ว สิ่งที่เยโฮยาดาทำ 'เยโฮยาดาได้ทำพันธสัญญาระหว่างพระยาห์เวห์กับพระราชาและประชาชน ว่าพวกเขาจะเป็นประชากรของพระยาห์เวห์ และท่านยังทำพันธสัญญาระหว่างพระราชากับประชาชนด้วย ' 2 พงศ์กษัตริย์ 11:17 ปัญหาของยูดาห์ไม่ใช่แค่ผู้นำไม่ดี แต่คือประชาชนก็ติดตามผู้นำไปนมัสการพระบาอัล จึงต้องแก้ปัญหาตั้งแต่รากเลยเพราะต่อให้มีผู้นำดีแค่ไหนสังคมก็จะพังอีกแน่นอน หลังจากที่พระราชากับประชาชนยืนยันว่าเป็นของพระเจ้าแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้น'แล้วประชาชนหมดทั้งแผ่นดินก็เข้าไปในนิเวศของพระบาอัล และพังนิเวศเสีย พวกเขาทำลายแท่นบูชาและรูปเคารพของพระบาอัลแตกยับเยิน และได้ประหารมัทตานปุโรหิตของพระบาอัลเสียที่หน้าแท่นบูชา และเยโฮยาดาวางยามไว้ดูแลพระนิเวศของพระยาห์เวห์ ' 2 พงศ์กษัตริย์ 11:18 ‘หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เยโฮยาดาก็พาพระราชาโยอาชออกจากพระนิเวศของพระเจ้ากลับไปประทับที่พระราชวัง และในข้อ 21 บันทึกถึงผลที่เกิดขึ้นว่า ทุกคนในแผ่นดินยูดาห์ก็มีความสุขเพราะบ้านเมืองมีความสงบ นี่ไม่ใช่แค่การพูดว่า เราจะเชื่อพระเจ้า แต่เป็นการรื้อของเก่าออกให้หมดจริง ๆ การกลับใจแท้ไม่ใช่คำพูด แต่ต้องมีการตัดสินใจลงมือทำจริงๆ'ถ้าประชากรของเราผู้ซึ่งเขาเรียกกันโดยนามของเรานั้นจะถ่อมตัวลง อธิษฐานและแสวงหาหน้าของเรา ทั้งหันเสียจากทางชั่วของพวกเขา เราก็จะฟังจากสวรรค์ และจะให้อภัยแก่บาปของเขาและจะรักษาแผ่นดินของเขาให้หาย ' 2 พงศาวดาร 7:14 อย่าพยายามแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนงาน เปลี่ยนคน เปลี่ยนระบบ แต่ไม่เคยกลับใจ ครอบครัวจะได้รับการฟื้นฟู คริสตจักรจะเข้มแข็ง ชีวิตจะมั่นคงต้องเริ่มที่หัวใจที่กลับมาหาพระเจ้า ขอพวกเราอย่าพยายามเปลี่ยนทุกอย่างรอบตัว แต่ให้เริ่มต้นที่การรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพระเจ้าก่อน เพราะเมื่อเราเริ่มต้นอย่างถูกต้อง สันติสุขที่แท้จริงจะตามมาเอง วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 317)หนี้อะไร ใช้เท่าไรก็ไม่หมด?“อย่าเป็นหนี้อะไรใครเลย นอกจากความรักซึ่งมีต่อกันเพราะว่าผู้ที่รักคนอื่น ก็ได้ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติครบถ้วนแล้ว”~โรม 13:8 (THSV11)“Let no debt remain outstanding, except the continuing debt to love one another, for whoever loves others has fulfilled the law.” ~Romans 13:8 NIVบทเรียนจากพระคัมภีร์ประจำวันนี้ มีดังนี้ 1️⃣.“อย่าเป็นหนี้อะไรใครเลย”(โรม 13:8ก.)~ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่า ผมจะเป็นหนึ้ใครคนใดคนหนึ่งจนกระทั่งมาอ่านพระคัมภีร์ข้อนี้ ผมจึงเพิ่งตระหนักว่า ผมมีเจ้าหนี้มากมายจนนับไม่ถ้วน ทั่วแผ่นดินไทยไปจนสุดปลายแผ่นดินโลก!“หนี้”อาจมีหลายประเภท เช่นหนี้เรื่องเงิน หนี้ทางใจและศีลธรรม ไม่ว่าจะเป็น1).หนี้คำมั่นสัญญา2).หนี้ความรับผิดชอบ3).หนี้ความยุติธรรมเท่าเทียม ฯลฯหนี้ข่าวประเสริฐ“ข้าพเจ้าเป็นหนี้ทั้งพวกกรีกและชาติอื่นๆ ด้วย เป็นหนี้ทั้งพวกนักปราชญ์และคนที่ไม่มีการศึกษาด้วยฉะนั้นข้าพเจ้าจึงขวนขวายที่จะประกาศข่าวประเสริฐแก่พวกท่านที่อยู่ในกรุงโรมด้วย” ~โรม 1:14-15 THSV11คริสเตียนไม่ควรปล่อยให้มีหนี้เหล่านั้นเกิดขึ้นหรือพอกพูนขึ้นในชีวิตของเราเราซื่อสัตย์ โปร่งใส และรับผิดชอบป้องกันและเคลียร์หนี้เหล่านั้นในทันทีถ้ามีเราไม่ควรทิ้งหนี้หรือภาระใดไว้ในใจหรือในชีวิตของคนอื่นโดยไม่ใส่ใจที่จะชดใช้หรือแก้ไข2️⃣.“นอกจากความรักซึ่งมีต่อกัน”(โรม 13:8ข.)อาจารย์เปาโลเตือนถึงหนี้ ประการที่4 คือหนี้แห่งความรักนี่เป็นหนี้เดียวที่ไม่มีวันที่เราจะชดใช้หมดในชีวิตนี้ เพราะความรักเป็น “หนี้” ประเภทพิเศษคือ จ่ายเท่าไรก็ไม่เคยหมด1).เพราะคนรอบตัวเราเปลี่ยนไป และมีคนใหม่มาแทนคนเก่าอยู่ตลอดเวลา 2).เพราะความรักของพระเจ้านั้นใหญ่หลวงนักก.กว้างใหญ่ไพศาล~ไม่มีขอบเขตข.มากมายท่วมท้น ~ไม่มีวันชำระได้หมดสิ้น3).เพราะพระเจ้าทรงรักเราก่อน(1ยอห์น4:19)และมอบความรักนั้นให้เราไปแบ่งปันให้ทุกคนที่เรารู้จักหรือพบปะเราจึงเป็นหนี้ความรักของพระเจ้าต่อผู้อื่นตลอดไป3️⃣.“เพราะว่าผู้ที่รักคนอื่น ก็ได้ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติครบถ้วนแล้ว”“ความรัก”คือหัวใจของบทบัญญัติทั้งหมดถ้าเรารักผู้อื่นจริงๆ เราจะไม่ทำผิดธรรมบัญญัติ คือ เราจะไม่ฆ่า ไม่ลักขโมย ไม่โกหก ไม่ล่วงประเวณี ไม่โลภ ไม่โกง และไม่ทำอันตรายคนอื่นเลย เหมือนดังที่อาจารย์เปาโล กล่าวว่า“ความรักไม่ทำอันตรายแก่เพื่อนบ้านเพราะฉะนั้นความรักจึงเป็นการทำให้ธรรมบัญญัติสำเร็จ”— โรม 13:10พี่น้องที่รักความรักไม่ใช่คู่แข่งหรือ สิ่งที่ตรงข้ามกับธรรมบัญญัติแต่ความรักเป็นพลังที่ทำให้ธรรมบัญญัติมีชีวิตและสำเร็จเป็นจริง!ดังนั้น ขอให้เรารักพระเจ้าและรักเพื่อนบ้านของเรา(มัทธิว 22:37–40)ขอให้เราถามตัวเองสักนิดว่าเรายังมี “หนี้อะไรที่ค้างคา” ต่อผู้หนึ่งผู้ใดบ้างหรือไม่? เช่น1).หนี้คำขอโทษ2).หนี้การให้อภัย3).หนี้การแสดงความรับผิดชอบ4).หนี้ทางทรัพย์สินเงินทองเรากำลังเร่ง “ชำระหนี้ความรัก” ที่มีต่อคนใด อยู่บ้างหรือไม่? อาทิ1).จ่ายหนี้รักต่อคนในบ้านหรือครอบครัว2).จ่ายหนี้รักต่อคนในคริสตจักร หรือ ในกลุ่ม3).จ่ายหนี้รักต่อคนในชุมชน สังคม และโลกนี้?จงจำไว้เสมอว่าทุกเช้า ที่เราตื่นขึ้นมา เราจะพบหนี้ความรักที่ต้องขำระอยู่ตรงหน้า และทุกวัน ที่เรายังมีลมหายใจ เราจะยังคงมีโอกาสที่จะใช้หนี้รักนี้ ดังนั้น จงพร้อมที่จะจ่ายหนี้ 1).ด้วยความกระตือรือร้นอย่างจริงใจ2).โดยการพึ่งพลังที่มาจากพระวจนะของพระเจ้าและพระวิญญาณบริสุทธิ์ขอให้เราตระหนักไว้ว่า“ความรักไม่ใช่ภาระแต่เป็นพันธะที่งดงามLove is not a burden,but a beautiful obligation.)บัดนี้ ผมจึงพร้อมจะชำระหนี้ของผมแล้วครับ (แม้รู้ว่าหนี้รักนี้จะเป็นหนี้ที่ใช้เท่าไรก็ไม่หมด!)เจ้าหนี้ของผมอยู่ที่ไหน แจ้งด้วยครับ!ส่วนท่านเอง ก็ควรรีบติดต่อหรือรีบไปหาเจ้าหนี้ของท่านแล้วจ่ายหนี้นั้นโดยด่วนเลย…จะดีไหมครับ?……………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์11กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่317ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 312) ขอร้องให้อธิษฐานเป็นพิเศษ!! “ข้าพเจ้าขอร้องท่านเป็นพิเศษ ให้อธิษฐานขอให้ข้าพเจ้าได้กลับมาหาท่านในไม่ช้านี้”~ฮีบรู 13:19 TNCV“I particularly urge you to pray so that I may be restored to you soon.” ~Hebrews 13:19 NIVคำว่า “ขอร้อง”ในพระคัมภีร์ข้อนี้มาจากภาษากรีกว่า“ παρακαλῶ”(พา-ระ-คา-โล / parakalō )ที่มาจากรากศัพท์ 2 คำรวมกันคือ1.παρά (para) =อยู่ข้างๆ(ใกล้ชิด)2.καλέω (kaleō) =เรียก (เรียกมาหา) มีความหมายรวมว่า “เรียกใครสักคนให้เข้ามาอยู่ใกล้ เพื่อพูดคุยกันด้วยหัวใจ” และมีคำแปลออกมาหลากหลาย ดังนี้1.ขอร้อง ~ด้วยความถ่อมใจ2.วิงวอน ~ด้วยความรักห่วงใย3.หนุนใจ ~ด้วยความอ่อนสุภาพ4.เชื้อเชิญ ~ด้วยความจริงใจ ไม่บังคับ5.ขออย่างจริงใจ~ด้วยความเชื่อมั่นอย่างมีความหวัง หรือบางทีก็แปลว่า“ รบเร้า” ที่หมายถึง “การอ้อนวอนแล้วอ้อนวอนอีกเพื่อขอสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างไม่ลดละ, การตื๊อ,การเร่งเร้า หรือ ”เซ้าซี้ขอ“เพื่อให้ได้มาตามความต้องการ จนกว่าจะยอมทำตามที่ขอ“ ตัวอย่างก็คือ สิ่งที่ผู้เขียนพระธรรมฮีบรู ขอร้องผู้รับจดหมายนี้ให้ทำเป็นพิเศษ ในการอธิษฐานเผื่อตัวท่าน(รวมทั้ง ผู้นำ และผู้รับใช้พระเจ้า)ให้มากขึ้น และเพื่อตัวท่านเองจะได้กลับมาหาพวกเขาได้ในไม่ช้า “ข้าพเจ้าขอร้องพวกท่านมากขึ้นให้อธิษฐานเช่นนั้น(เป็นพิเศษ) เพื่อว่าข้าพเจ้าจะได้กลับไปอยู่กับท่านเร็วยิ่งขึ้น” ~ฮีบรู 13:19 THSV11 จากข้อความในพระธรรมข้อนี้ได้ เปิดเผยถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้เขียน(ผู้นำ)กล้าที่จะขอร้องผู้อ่าน(ผู้ติดตามพระเจ้า) นั่นก็คือ1.ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน2.ความใกล้ชิดที่สนิทสนมกัน3.ความจริงใจที่มีต่อกันยาวนาน ยิ่งกว่านั้น เมื่อผู้เขียนฮีบรู “วิงวอน ขอร้อง” นั่นก็แสดงให้เห็นว่า 1.ท่านถ่อมใจ ไม่ได้สั่งในฐานะผู้นำ 2.ท่านไม่ได้ใช้อำนาจตามตำแหน่ง 3.ท่านกำลังขอบางอย่างจากใจของคนที่ท่านรักและห่วงใย4.ท่านเชื่อในพลังคำอธิษฐานของสมาชิกที่ทำเพื่อผู้นำ5.ท่านมีความหวังว่าจะได้กลับมาพบหน้ากันอีก6.ท่านมั่นใจว่า พระเจ้าจะตอบคำอธิษฐานเมื่อ “มีหัวใจเข้ามาใกล้เพื่อร่วมมือกัน ทูลขอต่อพระเจ้าด้วยความรัก!” พี่น้องที่รัก …วันนี้ ขอให้เรามากระทำตามแบบอย่างดังที่กล่าวมาแล้วด้วยกัน …จะดีไหมครับ?…………………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์6กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่312ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิต ตอน จุดจบของอำนาจมึด Ep.1537 ความชั่วร้ายครอบครองอำนาจได้ชั่วคราว แต่ในท้ายสุดความชอบธรรมของพระเจ้าจะชนะเสมอ ตลอด เวลา 6 ปีที่ผ่านมา ยูดาห์ตกอยู่ภายใต้อำนาจมืดของนางอาธาลิยาห์ 2 พงศ์กษัตริย์ 11:4–16 พาเรามาถึงปีที่ 7 พระเจ้าทรงจัดเตรียมเยโฮยาดาไว้ เขาเป็นปุโรหิตและใน 2 พงศาวดาร 22:11 ได้บอกว่าเขาเป็นสามีของนางเยโฮเชบา น้องสาวอาหัสยาห์ที่ช่วยชีวิตโยอาช เธอเป็นผู้ที่พระเจ้าใช้ให้รักษาเชื้อสายของดาวิดไว้ เยโฮยาดาเรียกนายร้อย จัดเวรยามและเตรียมอาวุธ แม้กระทั่งหอกและโล่ของกษัตริย์ดาวิด เป็นสัญญลักณ์ว่า พวกเขากำลังกลับไปที่จุดเดิม จุดที่พระเจ้าทรงตั้งไว้ เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว'ท่านก็นำโอรสของพระราชาออกมาและสวมมงกุฎให้ แล้วมอบพระโอวาทให้ และเขาทั้งหลายตั้งพระโอรสให้เป็นกษัตริย์ และได้เจิมพระองค์ แล้วเขาทั้งหลายก็ตบมือร้องว่า “ขอพระราชาทรงพระเจริญ” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 11:12 ในการแต่งตั้งพระราชานั้น นอกจากจะให้มงกุฎแล้ว เยโฮยาดามอบพระโอวาทให้ด้วย เป็นการกำชับว่า พระราชาไม่ได้มีอำนาจอยู่เหนือพระคำของพระเจ้า แต่อำนาจที่มีอยู่ต้องใต้อำนาจของพระเจ้า เมื่ออาธาลิยาห์ทรงได้ยินเสียงเธอก็ไปที่พระนิเวศของพระเจ้า'เมื่อพระนางทอดพระเนตร และดูสิ พระราชาทรงยืนอยู่ข้างเสา ตามธรรมเนียม มีบรรดาเจ้านายและพลแตรอยู่ข้างพระราชา ประชาชนทั้งสิ้นในแผ่นดินก็เปรมปรีดิ์และเป่าแตร พระนางอาธาลิยาห์ก็ฉีกฉลองพระองค์แล้วทรงร้องว่า “กบฏ กบฏ” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 11:14 ในตอนสุดท้าย เยโฮยาดาสั่งให้จับกุมนางออกไปประหารนอกเขตพระวิหาร เพื่อไม่ให้พระวิหารของพระเจ้าเป็นมลทิน และนั่นคือจุดจบของอำนาจมืดที่ครอบครองยูดาห์มา 6 ปี มันจบลงในพริบตาเมื่อพระเจ้าทรงเคลื่อนไหว'เพราะพระยาห์เวห์ทรงรักความยุติธรรม พระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้งผู้จงรักภักดีของพระองค์ พระองค์จะทรงคุ้มครองคนเหล่านั้นเป็นนิตย์ แต่พงศ์พันธุ์ของคนอธรรมจะถูกตัดออกไป ' สดุดี 37:28 ผมอยากให้กำลังใจพวกเราว่า วันนี้เราอาจจะไม่ใช่ผู้นำประเทศ อาจเป็นเพียงแค่พ่อแม่ ครู ผู้นำกลุ่มเล็ก ครูสอนรวีเด็ก ดูเล็กมากในวันนี้ แต่พระเจ้าใช้เราเปลี่ยนประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นต่อไปได้เหมือนเยโฮยาดาได้ อย่าท้อเมื่อเห็นความมืดหรือความชั่วร้ายชนะ อย่าคิดว่าสิ่งเล็ก ๆ ที่เราทำจะไม่มีค่าอะไร เพราะพระเจ้าทรงใช้ความซื่อสัตย์เล็ก ๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเสมอ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 316)คำชมเชยจากคนในบ้าน!“ลูกๆ ของเธอตื่นขึ้นมาก็ชมเชยเธอสามีของเธอก็สรรเสริญเธอว่า“สตรีมากมายทำได้ดีเลิศแต่เธอเลิศยิ่งกว่าเขาทั้งหมด”” ~สุภาษิต 31:28-29 THSV11นี่คือตัวอย่างที่ดี ของสิ่งควรทำเป็นสิ่งแรกในบ้านก็นั่นคือ การชมเชยคนๆ แรกที่เราพบเมื่อตื่นขึ้น!มีคำกล่าวไว้ว่า“คำชมจากใจ เป็นของขวัญที่มีค่ามากที่สุดในบ้าน!”( Sincere praise is the most valuable gift in a home.)พระคัมภีร์สุภาษิต ได้พรรณนาถึงเรื่องนี้ไว้อย่างงดงาม ดังนี้ “ลูกๆ ของเธอตื่นขึ้นมาก็ชมเชยเธอ”1).คำว่า “ตื่นขึ้น” ไม่ได้หมายถึงแค่ตอนเช้า 2).คำว่า“ตื่นขึ้น”อาจหมายถึง เวลาใดก็ได้ที่ได้พบกัน3).คำว่า“ตื่นขึ้น” อาจหมายถึง“การตระหนัก การเติบโตในความคิด การรู้คุณค่า และการมองเห็นด้วยใจที่มีวุฒิภาวะ”ข้อสังเกตลูกๆ ไม่ได้ชมเชยคุณแม่ เพียงแค่เพราะถูกสอนให้พูดดีตามมารยาทแต่เพราะเมื่อพวกเขาเติบโตมีวุฒิภาวะมากขึ้นพวกเขาเรียนรู้จักมองย้อนกลับไปพิจารณามองดูความรัก และการเสียสละอย่างซื่อสัตย์ที่คุณแม่ใช้ชีวิตเป็นแบบอย่างคำชมจากพวกเขาจึงที่ไม่ได้เกิดจากคำพูดสวยหรูตามมารยาท แต่จากใจที่ซาบซึ้ง“สามีของเธอก็สรรเสริญเธอ”คำว่า“สรรเสริญ” ในที่นี้ไม่ใช่การยกยอเพียงเพื่อเอาใจแต่เป็นการยอมรับอย่างให้เกียรติต่อภรรยาสามีไม่ได้พูดชมจากความรู้สึกแค่ชั่วครู่แต่จากประสบการณ์การใช้ชีวิตผ่านทั้งสุขและทุกข์มาร่วมกัน จนเห็นคุณค่าที่แท้จริงของภรรยานี่จึงเป็นภาพของสัมพันธภาพแห่งการให้เกียรติที่เกิดจากความชื่นชมในความซื่อสัตย์และความดีงามของภรรยาที่พิสูจน์ให้เห็นด้วยวันเวลาที่ใช้ชีวิตด้วยกันมา“สตรีมากมายทำได้ดีเลิศ แต่เธอเลิศยิ่งกว่าเขาทั้งหมด”พระคัมภีร์ข้อนี้ไม่ได้กล่าวดูแคลนสตรีคนอื่น ตรงกันข้ามกลับยอมรับว่า “สตรีมากมายทำได้ดีเลิศ!”แต่สิ่งที่ทำให้ผู้เป็นภรรยาของเขา “เลิศยิ่งกว่า”คนอื่นทั้งหมดนั้น 1).ไม่ใช่ความสามารถภายนอก2).ไม่ใช่ความสวย หรือความสำเร็จแต่คือ “คุณลักษณะชีวิต”(Character)!ในสุภาษิต 31นี้ ได้บรรยายว่าเธอในตอนนี้ เป็นสตรีผู้ยำเกรงพระเจ้าขยัน ซื่อสัตย์ มีเมตตา รู้จักใช้ปัญญาสร้างคุณประโยชน์ให้กับคนในครอบครัวและคนรอบข้างความเป็น “เลิศ” ในที่นี้ จึงไม่ใช่ การเปรียบเทียบเพื่อยกเธอให้สูงส่งกว่าคนอื่นแต่เป็นการสื่อว่า ชีวิตที่ยำเกรงพระเจ้า เป็นชีวิตที่นำพระพรมากมายของพระองค์มาสู่คนอื่นๆโดยที่เธอไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ต่อสายตาของคนทั้งโลกชีวิตของเธอจึงงดงามคู่ควรต่อการชมเชยจากคนที่อยู่ร่วมกับเธอ!พี่น้องที่รัก“บ้านควรเป็นสถานที่ที่เราได้รับการค้ำจุนทางด้านอารมณ์มากที่สุดและคำชมเชยคือพลังงานเชื้อเพลิงชั้นเยี่ยมสำหรับการค้ำจุนนั้น!”(Home should be where we receive the most emotional sustenance, and praise is premium fuel for that sustenance.)ดังนั้น นับจากวันนี้ เป็นต้นไปขอให้ตัวเรา คนในบ้านหรือคนในครอบครัวของเรา จะใส่ใจ1.แสดงความชื่นชม และ2.เปล่งเสียงชมเชยพวกเขา จากปากของเรา…จะได้ไหม?……………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์10กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่316ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าเพิ่งหมดหวัง Ep.1536 ชีวิตของเร่อาจมีช่วงเวลาที่มืดมนรู้สึกว่า ทุกอย่างพัง ความหวังก็หายไปหมด 2 พงศ์กษัตริย์ 11:1–3พาเราไปอยู่ในวันที่มืดมนครั้งนึงของประวัติศาสตร์ เมื่ออาธาลิยาห์ภรรยาของกษัตริย์เยโฮรัม ลูกสาวของอาหับและเยเซเบล เห็นว่าลูกชายของตัวเขาคืออาหัสยาห์กษัตริย์แห่งยูดาห์เสียชีวิตแล้ว เธอไม่ได้ร้องไห้หรือไว้ทุกข์ แต่เพื่ออำนาจ เธอถึงกับฆ่าหลานของตัวเอง ผู้รู้อธิบายว่านี่ไม่ใช่แค่ความโหดร้ายทางการเมือง แต่นี่คือความพยายามการตัดเชื้อสายของดาวิด ถ้าเชื้อสายนี้หายไปในสายตามนุษย์พระสัญญาที่พระเจ้าประทานแก่ดาวิดดูเหมือนจะขาดตอนไป และแผนการไถ่ของพระเจ้าดูเหมือนถูกทำลายไป แต่ในเรื่องราวที่ดูสิ้นหวังนี้ พระเจ้ายังคงทำงานของพระองค์ผ่านหญิงคนหนึ่ง ชื่อ เยโฮเชบา 'แต่เยโฮเชบาพระราชธิดาของกษัตริย์เยโฮรัม พระน้องนางของอาหัสยาห์ ได้ลักลอบนำโยอาชพระราชโอรสของอาหัสยาห์ ไปจากท่ามกลางบรรดาพระราชโอรสของพระราชา ซึ่งต้องถูกประหาร และพระนางก็เก็บพระราชโอรสและพระพี่เลี้ยงไว้ในห้องนอน ดังนั้นพวกเขาซ่อนพระราชโอรสเสียจากอาธาลิยาห์ พระราชโอรสจึงไม่ถูกประหารชีวิต '2 พงศ์กษัตริย์ 11:2พระเจ้าทรงใช้เยโฮเชบา น้องสาวของอาหัสยาห์ให้เป็นผู้รักษาเชื้อสายของดาวิด เธอกล้าลักลอบพาโยอาชหนีออกมาจากความตาย และซ่อนเขาไว้ในพระนิเวศของพระเจ้านานถึง 6 ปี เรื่องนี้ยืนยันว่า พระเจ้าทรงซื่อสัตย์ พระสัญญาของพระองค์ไม่มีวันล้มเหลว บางครั้งเราอาจไม่เข้าใจวิธีการของพระเจ้า แต่ขอให้มั่นใจว่า พระองค์ยังทรงทำกิจของพระองค์ และทุกสิ่งจะสำเร็จในเวลาของพระองค์'ความรักมั่นคงของพระยาห์เวห์ไม่เคยหยุดยั้งและพระกรุณาของพระองค์ไม่มีสิ้นสุด เป็นของใหม่ทุกเวลาเช้า ความเที่ยงตรงของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก ' เพลงคร่ำครวญ 3:22-23หากชีวิตของเรากำลังพัง งานล้มเหลว ครอบครัวแตกสลาย หรือคริสตจักรอ่อนแอจนทุกอย่างดูเหมือหมดหวังแล้ว ขอให้เรายังเชื่อและวางใจในพระเจ้าว่า พระองค์ยังคงทำกิจของพระองค์อยู่ ตอนนี้เราอาจจะกำลังอยู่ในช่วงเวลา 6 ปีแห่งความมืดมน แต่อย่าถูกหลอกว่าพระเจ้าทอดทิ้งเรา ขอให้เรายังมีความเชื่อ และความหวังใจในพระเจ้าว่า พระเจ้ากำลังฟูมฟักสิ่งใหม่อยู่ ขอให้เรายังรอคอยวันเวลาของพระเจ้าด้วยความอดทนและใจที่ชื่นชมยินดี วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 315)เราต้องพร้อมรายงานในสิ่งที่เราทำ!“เพราะว่าเราทุกคนจำเป็นต้องปรากฏตัวต่อหน้าบัลลังก์ของพระคริสต์ เพื่อแต่ละคนจะได้รับสิ่งที่สมกับการกระทำในกายนี้ ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว”~2 โครินธ์ 5:10 THSV11“For we must all appear before the judgment seat of Christ, so that each of us may receive what is due us for the things done while in the body, whether good or bad.” ~2 Corinthians 5:10 NIVJeffrey Benjamin กล่าวว่า“ความสามารถในการรายงานได้ดี คือเครื่องวัดความสูงส่งของผู้นำ!”(Accountability is the measure of a leader's height.)เราทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำต้องสามารถนำบัญชีของสิ่งที่เราทำมาชี้แจงได้ตลอดเวลาความรับผิดชอบรายงาน(Accountability) ประกอบด้วยองค์ประกอบ“ R 4ประการ ”ดังนี้Responsibility -ความรับผิดชอบ ที่ครอบคลุม~ความรับผิดชอบในการตัดสินใจ และ~ความรับผิดชอบในสิ่งที่เราพูดหรือทำ~ความรับผิดชอบในการปฏิบัติตามกฎกติกา~ความรับผิดชอบในการทำงานอย่างไว้ใจได้“ส่วนเราบอกพวกท่านว่า คำที่ไม่เป็นสาระทุกคำซึ่งมนุษย์พูดนั้น มนุษย์จะต้องรับผิดชอบถ้อยคำเหล่านั้นในวันพิพากษาเพราะว่าพวกท่านจะพ้นผิดหรือถูกตัดสินลงโทษ ก็เพราะคำพูดของท่าน”” ~มัทธิว 12:36-37 THSV11Report -การรายงานการปฎิบัติหน้าที่(ตามที่เราได้รับมอบหมายมา) เป็น~การรายงานที่ถูกต้อง~การรายงานที่ชัดเจน ~รายงานที่ครบถ้วน และ~รายงานที่พร้อมสำหรับการตรวจสอบได้เสมอทั้งต่อพระเจ้า และต่อผู้ที่มอบหมาย“สิ่งที่ต้องรายงาน”ให้แก่เรา“ฉะนั้นเราทุกคนจะต้องทูลเรื่องราวของตัวเองต่อพระเจ้า” ~โรม 14:12 THSV11Reason-การให้เหตุผลประกอบรายงาน ที่ประกอบด้วย~การเปิดเผยข้อเท็จจริง อย่างชอบธรรม ~เหตุผลที่รับฟังนั้นเป็นที่น่าพึงพอใจยิ่ง~การอธิบายก็เป็นที่เข้าใจได้พร้อมหลักฐาน อันเป็นที่ยอมรับได้ ด้วยความยำเกรงและเชื่อฟังพระเจ้า และเจ้านายของเรา“จงนบนอบเชื่อฟังบรรดาผู้นำของท่านทั้งหลายเพราะว่าพวกเขาดูแลรักษาจิตวิญญาณของพวกท่านอยู่อย่างคนที่ต้องถวายรายงาน จงให้พวกเขาทำงานนี้ด้วยความชื่นชมยินดี ไม่ใช่ด้วยความเศร้าใจ ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์แก่พวกท่านเลย” ~ฮีบรู 13:17 THSV11Result-การยอมรับผลลัพธ์ที่ตามมา1). จากการตอบสนอง(React) และ2).การสนองตอบ(Response)ต่อนิมิต เป้าหมาย ความคาดหวัง ค่านิยม ทั้งในชีวิต ในการรับใช้ และในการทำงานของเรา“เพราะว่าเราทุกคนจำเป็นต้องปรากฏตัวต่อหน้าบัลลังก์ของพระคริสต์ เพื่อแต่ละคนจะได้รับสิ่งที่สมกับการกระทำในกายนี้ ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว”~2 โครินธ์ 5:10 THSV11ถ้า Accountability (ความสามารถในการรายงาน)ของเรา ที่เกี่ยวข้องกับ“4 R “ดังที่กล่าวมา เป็นไปด้วยดี เราก็จะภาคภูมิใจ และสุขใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาและพร้อมให้การรายงานต่อพระเจ้าและทุกคนที่เกี่ยวข้องในทุกเรื่อง(รวมทั้ง การมีส่วนร่วมทางการบ้านการเมือง อย่างเช่นการเลือกตั้ง ในวันที่ 8กุมภาพันธ์2026ที่ผ่านมา)“คนเหล่านั้นจะต้องให้การต่อพระองค์ผู้พร้อมแล้วที่จะทรงพิพากษาทั้งคนเป็นและคนตาย”~1 เปโตร 4:5 THSV11ดังนั้นขอให้เรารับผิดชอบต่อประเทศชาติ ต่อแผ่นดินของพระเจ้าแล้วต่อชุมชนที่เราอยู่ขอให้เราร่วมทุกข์ร่วมสุข ทำสิ่งดี ด้วยจิตที่มีเมตตา ให้อภัย ให้โอกาส และไม่ทอดทิ้งหรือทำลายผู้ใด และพร้อมรายงานทุกสิ่งที่เราพูดและทำต่อพระเจ้า…จะดีไหม?……………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์9กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่315ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ไม่ใช่แค่บางส่วน Ep.1535 เมื่อวานเราได้เห็นภาพที่พระเจ้าทรงชมเชยเยฮูว่าเจ้าได้ทำดี แต่วันนี้เรื่องราวมีจุดหักมุมที่น่าเศร้าและเป็นบทเรียนสำหรับพวกเราทุกคน 2 พงศ์กษัตริย์ 10:31-36 ก่อนหน้านี้เราเห็นว่า เยฮูจะมีความร้อนรนในการจัดการครอบครัวของอาหับ จัดการกวาดล้างพระบาอัล แต่จากข้อ 29 ที่ผ่านมาเราพบว่า เขาไม่ทิ้งรูปเคารพวัวทองคำของเยโรโบอัม ในข้อ 31 ได้เปิดมาแบบตรงๆ ไม่มีอ้อมเลย'แต่เยฮูไม่ทรงระมัดระวังที่จะดำเนินตามธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลด้วยสุดพระทัยของพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงหันจากบาปของเยโรโบอัม ผู้นำอิสราเอลให้ทำบาปด้วย ' 2 พงศ์กษัตริย์ 10:31 ไม่ใช่ว่าเขาไม่ทำดีเลย แต่เขายังไม่ยอมทิ้งรูปเคารพ ผลที่ตามมาอยู่ในข้อ 32 พระวจนะของพระเจ้าใช้คำว่า เริ่มตัดดินแดนของอิสราเอลออก ฮาซาเอลก็รบชนะอิสราเอล นี่คือผลที่เกิดขึ้นของชีวิตที่ไม่ยอมละทิ้งความบาป มันไม่ได้พังในวันเดียว แต่ค่อย ๆ เสื่อมลงทีละนิด พระเจ้าไม่ได้มองเพียงว่า เราทำอะไร แต่ทรงมองว่าเรารัก เชื่อฟัง และยำเกรงพระองค์ด้วยสุดใจหรือเปล่า 'ท่านจงรักพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านด้วยสุดจิตสุดใจและสุดกำลังของท่าน' เฉลยธรรมบัญญัติ 6:5 ผมคิดว่า เราต้องทบทวนตัวเองอยู่เสมอว่า ยังมีอะไรในชีวิตที่เรายังแอบเก็บไว้หรือเปล่า ขอให้พวกเราอย่าประนีประนอม หรืออะลุ่มอล่วยกับสิ่งที่รู้ว่ามันไม่ถูกต้อง เพราะสิ่งที่เราเก็บไว้ มันจะค่อย ๆ พาเราห่างจากพระเจ้า ทางที่ปลอดภัยที่สุด คือถวายทั้งชีวิตให้กับพระเจ้า ไม่ใช่แค่ให้เพียงบางส่วน วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 313)อย่าให้ความรักหายไปกับความตาย!“ความรักไม่มีวันสูญสิ้น!“~1 โครินธ์ 13:8 TH1971(Love never comes to an end.) ~1 Corinthians 13:8 GWในงานศพ หรือพิธีไว้อาลัยของคุณพ่อคุณแม่หรือผู้หลักผู้ใหญ่ของเราเราไม่ได้มารวมกันพบปะกันเพราะเรารักความตายแต่เพราะว่าเรารักคุณพ่อคุณแม่หรือผู้หลักผู้ใหญ่ของเราน้ำตาจากการสูญเสียของเราในวันสำคัญนี้จึงไม่ได้เป็นสัญลักษณ์แห่งความอ่อนแอของเราแต่เป็นหลักฐานแห่งความแข็งแกร่ง ความรักและความยิ่งใหญ่ของท่านซึ่งมีคุณค่าดุจรอยจารึกไว้ในหัวใจของเราตลอดกาลเราทุกคนไม่มีใครหนีความตายพ้นได้พระคัมภีร์กล่าวว่า“มีวาระให้กำเนิด และวาระตาย “~ปัญญาจารย์ 3:2 THSV11“a time to be born and a time to die.)~Ecclesiastes 3:2 NIVอย่างไรก็ตาม แม้ว่า งานศพ คือเวลาของการจากลา แต่ก็อาจจะเป็นการจากลา เพียงชั่วคราว ไม่ใช่จากลาลับกันอย่างถาวรหากว่าทั้งเราและท่านต่างก็เชื่อในพระเจ้า และรับพระคุณจนได้ปลายทางเดียวกัน นั่นคือได้ไปสวรรค์ เราสามารถร้องไห้ได้ ในยามที่คนที่เรารัก(และเคารพ)จากไปเป็นเรื่องปกติที่เราจะเศร้าเสียใจและมีน้ำตาแห่งความ อาลัยรักไหลออกมาที่น่าสนใจก็คือ แม้แต่พระเยซูเองก็ยังเคยร้องไห้ เมื่อมิตรสหายที่รักชื่อลาซารัสตายจากไป(ทั้งๆที่พระองค์สามารถทำให้เขา กลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ได้)“พระเยซูทรงกันแสง!”~ยอห์น 11:35“Jesus wept.”~John 11:35 NIVเราจึงอาจยังร้องไห้ได้ ทั้งๆที่เรารู้ว่า เราจะได้พบกันอีกในสวรรค์บั้นปลายความเศร้าจึงไม่ใช่การขาดความศรัทธาแต่เป็นหนึ่งใน …ภาษาของความรัก!ดังนั้น วันนี้ ถ้าหัวใจของเราหนักหน่วงและน้ำตาของเรายังไหลรินขอให้เราทราบว่า …พระเจ้าทรงเข้าใจ!พระคัมภีร์สอนว่า ผู้ที่จากไป มีคุณค่าอยู่เสมอทั้ง1).ในยามที่มีชีวิตและ2).ในยามที่จากไปในกรณีของคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ใหญ่ที่เราเคารพรักจากไปก็เช่นกันดังนั้น ขอให้เราสำนึกไว้เสมอว่า พวกผู้หลักผู้ใหญ่นั้น ทุกท่านล้วนมีคุณค่าในยามที่ท่านมีชีวิตอยู่ นั่นคือ~ชีวิตของท่านไม่สูญเปล่า~การงานที่ท่านได้ทำ ก็ไม่สูญเปล่า~คำสอนสั่งและคำตักเตือนแนะนำของท่าน ก็ไม่สูญเปล่า และ~แบบอย่างที่ท่านได้ทำไว้ให้เห็น ก็ล้วนไม่สูญเปล่า!ขอให้เราตระหนักว่าต่อให้พวกท่านไม่ได้มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ในสายตาของโลกแต่ท่านก็มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ในหัวใจของลูกหลานอย่างเราเสมอไปโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณพ่อคุณแม่(และผู้มีพระคุณ)ที่เป็นผู้ให้โดยไม่ต้องการคำขอบคุณเป็นผู้ห่วงใยโดยไม่ต้องมีเงื่อนไข และเป็นผู้ที่รักเมตตา โดยไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทนดังนั้นหากว่าเราและ พ่อแม่ของเรายังมีชีวิตอยู่ก็จงทำตามคำสั่งสอนดังนี้“จงให้บิดามารดาของเจ้ายินดี จงให้ผู้ที่คลอดเจ้าเปรมปรีดิ์”~สุภาษิต 23:25 THSV11“May your father and mother rejoice; may she who gave you birth be joyful!” ~Proverbs 23:25 NIVด้วยเหตุนี้ พี่น้องที่รัก หากมีอะไรที่เราทำแล้ว สามารถทำให้1.พ่อแม่ 2.ท่านผู้มีพระคุณ มีความสุขแบบไม่สิ้นเปลืองไม่ผิดกฏหมายไม่ผิดหลักศีลธรรม และไม่ผิดพระคัมภีร์ก็ให้เราลงมือทำสิ่งเหล่านั้น ในทันทีด้วยความรัก…จะดีไหมครับ?……………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์7กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่313ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 312) ขอร้องให้อธิษฐานเป็นพิเศษ!! “ข้าพเจ้าขอร้องท่านเป็นพิเศษ ให้อธิษฐานขอให้ข้าพเจ้าได้กลับมาหาท่านในไม่ช้านี้”~ฮีบรู 13:19 TNCV“I particularly urge you to pray so that I may be restored to you soon.” ~Hebrews 13:19 NIVคำว่า “ขอร้อง”ในพระคัมภีร์ข้อนี้มาจากภาษากรีกว่า“ παρακαλῶ”(พา-ระ-คา-โล / parakalō )ที่มาจากรากศัพท์ 2 คำรวมกันคือ1.παρά (para) =อยู่ข้างๆ ใกล้ชิด)2.καλέω (kaleō) =เรียก เรียกมา มีความหมายรวมคือ“เรียกใครสักคนให้เข้ามาอยู่ใกล้ เพื่อพูดกันด้วยหัวใจ” และต่อมามีคำแปลคำนี้ออกมาหลากหลาย ดังนี้1.ขอร้อง ~ด้วยความถ่อมใจ2.วิงวอน ~ด้วยความรักห่วงใย3.หนุนใจ ~ด้วยความอ่อนสุภาพ4.เชื้อเชิญ ~ด้วยความจริงใจ ไม่บังคับ5.ขออย่างจริงใจ~ด้วยความเชื่อมั่นในกันหรือแปลว่า“ รบเร้า” ที่หมายถึง “การอ้อนวอนแล้วอ้อนวอนอีกเพื่อขอสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างไม่ลดละ,การตื๊อ,การเร่งเร้า หรือ ”เซ้าซี้ขอ“เพื่อให้ได้มาตามความต้องการ จนกว่าจะยอมทำตามที่ขอ ดัตัวอย่างในพระธรรมตอนนี้ คือ ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูขอร้องผู้รับจดหมายเป็นพิเศษในการอธิษฐาน ผู้นำ และผู้รับใช้พระเจ้าให้มากขึ้น และเพื่อตัวท่านจะได้กลับมาหาพวกเขาได้ในไม่ช้า “ข้าพเจ้าขอร้องพวกท่านมากขึ้นให้อธิษฐานเช่นนั้น(เป็นพิเศษ) เพื่อว่าข้าพเจ้าจะได้กลับไปอยู่กับท่านเร็วยิ่งขึ้น” ~ฮีบรู 13:19 THSV11 จากข้อความในพระธรรมข้อนี้ได้ เปิดเผยถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้เขียน(ผู้นำ)กล้าที่จะขอร้องผู้อ่าน(ผู้ติดตามพระเจ้า) นั่นก็คือ1.ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน2.ความใกล้ชิดที่สนิทสนมกัน3.ความจริงใจที่มีต่อกันยาวนาน ใน ฮีบรู 13:19 เมื่อผู้เขียนวิงวอน นั่นแสดงว่า 1.เขาถ่อมใจไม่ได้สั่งในฐานะผู้นำ 2.เขาไม่ได้ใช้อำนาจตามตำแหน่ง แต่3.เขากำลังขอบางอย่างจากใจของคนที่เขารักและห่วงใย4.เขาเชื่อในพลังคำอธิษฐานของสมาชิกต่อผู้นำ5.เขามีความหวังว่าจะได้กลับมาพบหน้ากันอีก6.เขามั่นใจว่า พระเจ้าจะตอบคำอธิษฐานเมื่อ มีหัวใจเข้ามาใกล้เพื่อร่วมมือกัน ทูลขอต่อพระเจ้า พี่น้องที่รัก …วันนี้ ขอให้เรากระทำตามแบบอย่างดังที่กล่าวมาแล้ว จะดีหรือไม่ครับ?……………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์6กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่312ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ตัดให้ขาด Ep.1533พวกเราเคยเสียดายของที่ควรทิ้งไหมครับ บางครั้งกับความบาปหรือนิสัยที่ไม่ดีบางอย่าง เรามักจะคิดว่า เก็บไว้หน่อยคงไม่เป็นไร หรือค่อยๆ ลดก็ได้ 2 พงศ์กษัตริย์ 10:18–24 สอนเราว่า เราต้องจัดการกับความบาปที่มีในชีวิตอย่างเด็ดขาด ไม่มีประนีประนอม หลังจากกำจัดครอบครัวของอาหับทั้งหมดแล้ว เยฮูหันมาจัดการกับพระบาอัล เขาใช้อุบายเป็นยุทธวิธีเพื่อรวบรวมทุกอย่างแล้วจัดการในครั้งเดียว'แล้วเยฮูทรงเรียกประชุมประชาชนทั้งหมด และตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “อาหับปรนนิบัติพระบาอัลนิดหน่อย แต่เยฮูจะปรนนิบัติพระองค์มากกว่า ฉะนั้นจงเรียกผู้เผยพระวจนะของพระบาอัลมาให้หมด ทั้งผู้นมัสการและปุโรหิตทั้งหมดของพระบาอัล อย่าให้ใครขาดไปเลย เพราะเราจะมีการถวายสัตวบูชาครั้งใหญ่แก่พระบาอัล ใครขาดก็จะไม่ให้มีชีวิตอยู่” แต่เยฮูทรงทำเป็นอุบายเพื่อจะทำลายผู้นมัสการพระบาอัล ' 2 พงศ์กษัตริย์ 10:18-19นี่คืออุบายที่เป็นกลยุทธในการจัดการกับรูปเคารพและคนที่ดูแลนมัสการพระบาอัลทั้งหมด แล้วเยฮูทรงส่งข่าวไปทั่วให้ทุกคนที่นมัสการพระบาอัลทั้งหมดมา แล้ว้ขายังแจกเสื้อหรับพิธีนมัสการ สิ่งที่ทำให้เราแน่ใจว่า นี่คือความตั้งใจจะกวาดล้างทุกอย่างที่เกี่ยวกับพระบาอัล คือการตรวจเชคอีกครั้งนึงว่า ไม่มีคนของพระเจ้าของเราหลงเหลืออยู่ที่นั้น'แล้วเขาทั้งหลายเข้าไปถวายเครื่องสัตวบูชาและเครื่องบูชาเผาทั้งตัว เยฮูทรงวางคน 80 คนไว้ภายนอก และตรัสว่า “คนไหนปล่อยให้คนหนึ่งคนใดซึ่งเรามอบไว้ในมือพวกเจ้าหนีรอดไปได้ เขาต้องเสียชีวิตของเขาแทน” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 10:24 ผู้รู้หลายท่านอธิบายตรงกันว่า การกำจัดพระบาอัลต้องทำให้หมดสิ้น เหตุการณ์นี้เป็นการพิพากษาเฉพาะในประวัติศาสตร์พันธสัญญาเดิม นี่ไม่ใช่แบบอย่างให้เราใช้ความรุนแรงแต่เป็นภาพตัวอย่างฝ่ายวิญญาณที่เราต้องตัดขาดจากบาปให้หมดอย่างจริงจัง แต่สำหรับพวกเราผมมองว่า เราอาจจะไม่ได้กราบไหว้รูปเคารพจริง ๆ แต่เราก็มีรูปเคารพในใจ เช่น เงิน ความสำเร็จ หรือบางความสัมพันธ์ที่ดึงเราออกจากพระเจ้า ความบาปแม้แต่เพียงเล็กน้อย หากเราปล่อยมันไว้ในชีวิตไม่ยอมจัดการ มันจะค่อย ๆ ดึงเราออกห่างจากพระเจ้า'ถ้าตาข้างขวาของท่านทำให้ตัวท่านหลงผิด จงควักออกทิ้งเสีย เพราะว่าถึงจะเสียอวัยวะอย่างหนึ่ง ก็ดีกว่าตัวท่านจะต้องลงนรก ' มัทธิว 5:29 นี่คือประโยคที่พระเยซูพูด สิ่งที่เราเสียดาย อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำลายเรา พระเจ้าไม่ได้เรียกให้เราจัดการบาปแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ แต่เรียกให้เราตัดให้ขาด บาปที่เราเลี้ยงไว้เพียงนิดเดียว วันหนึ่งมันจะครอบงำเราทั้งหมด ทางเดียวที่จะปลอดภัย คือการตัดมันให้ขาดตั้งแต่วันนี้เลยวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 311) จะพูดจาสื่อสารอย่างไรดี? “ผู้สื่อสารอธรรมย่อมนำไปสู่ความลำบาก แต่ทูตที่ซื่อสัตย์นำการรักษามาให้” ~สุภาษิต 13:17 THSV11 “Unreliable messengers cause trouble, but those who can be trusted bring peace.” ~Proverbs 13:17 GNT “การสื่อสาร”มีพลัง~ทั้งบวกและลบ~ทั้งเสริมสร้างและทำลายล้าง!ขอให้ตระหนักไว้ว่าคำพูดและข่าวสารสามารถ1).เยียวยา ฟื้นฟู และนำความหวังกลับมา และ 2).ทำลายชีวิต ความสัมพันธ์ และสังคมพระธรรมสุภาษิตตอนนี้สอนเราว่า1. ผู้สื่อสารอธรรมนำไปสู่ความลำบาก 1).“ผู้สื่อสารอธรรม”=คนที่~พูดจาโดยไม่ยำเกรงพระเจ้า~พูดบิดเบือนความจริงใส่อคติ ~พูดเอาแต่ผลประโยชน์ตนเอง ~พูดแสดงความโกรธ หรือความเกลียดชัง~พูดถ่ายทอดข่าวสารแบบไม่รับผิดชอบ2).“นำไปสู่ความลำบาก”=ผลลัพธ์ที่ตามมาของการสื่อสารอธรรมคือ ~ความเสียหาย ~ความขัดแย้ง ~ความเจ็บปวด และผลร้าย ซึ่งจะย้อนกลับมาหาผู้พูดเองด้วยบางครั้ง คำพูดที่ผิดศีลธรรม อาจดูฉลาดในระยะสั้นแต่จะสร้าง “ความลำบากยุ่งยาก” แก่เราในระยะยาวเสมอ2.ผู้สื่อสารที่ซื่อสัตย์นำการรักษามาให้ 1).“ทูตที่ซื่อสัตย์”=ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่นให้ส่งสาร แทน เขาต้อง ~ซื่อตรงต่อความจริง ~ไม่เติม ไม่ตัด ไม่บิดจนผิดความจริง ~พูดจาด้วยใจที่ปรารถนาดี 2).“นำการรักษามาให้”= ผลลัพธ์ที่ตามมาคำว่า การรักษา ในที่นี้ ไม่ใช่แค่การรักษาโรคแต่รวมถึง~การสมานความสัมพันธ์~การคลี่คลายความเข้าใจผิด~การฟื้นฟูใจที่บอบช้ำ และ~การนำสันติสุขกลับมาพี่น้องที่รัก ขอให้เราจดจำไว้เสมอว่า1.คำพูดที่ไม่จริงใจ(ไม่รับผิดชอบ) จะทำให้ปัญหาหนักขึ้น2.คำพูดที่ซื่อสัตย์(รับผิดชอบ) + เมตตา จะเปิดทางให้ เกิดการเยียวยา3.คำพูดซุบซิบนินทาข่าวลือ คำพูดลับหลัง จะสร้างบาดแผลลึก4.คำพูดสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาด้วยความรัก จะรักษาความ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน5.คำพูดที่พยายามควบคุมหรือเอาแค่ตัวเองรอด จะนำวิกฤติมา6.คำพูดที่จริงแม้จะเจ็บปวด แต่จะนำการฟื้นฟูมาให้ สรุป พระเจ้าจะไม่วัดเราแค่ “เนื้อหาที่เราพูด หรือสารที่เราสื่อ”แต่จะวัด1).หัวใจ(รักเมตตา หรือ เกลียดโกรธ)ของเรา2).ความซื่อสัตย์ในการสื่อสารของเราดังนั้น ขอให้สารที่เราสื่อจะเป็นเครื่องมือของพระเจ้า ในการรักษา ใจและโลกที่แตกสลายของใครบางคนบางครั้ง พระเจ้าอาจไม่ได้ส่งการอัศจรรย์ลงมาจากฟ้าเพื่อช่วยเขา แต่ส่งเราให้เป็นคนสื่อความจริงและความรักเพื่อเยียวยารักษาไปแทน แล้วเราควรสื่อสารกันอย่างไรดี?คำพูดของเราในเวลานี้กำลัง 1.เพิ่มความลำบาก หรือ 2.นำการเยียวยารักษา แก่ผู้ฟังของเรา? ขอให้เราถามตัวเองว่าเรากำลัง-พูดความจริงหรือพูดโกหก?-พูดความจริงด้วยความรักหรือความโกรธเกลียด? -พูดเพื่อเอาชนะคะคาน หรือเพื่อเยียวยารักษา? ….ตอบหน่อย ได้ไหมครับ?……………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์5กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่311ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ทุ่มเทและร้อนรนเพื่อใคร? Ep.1532 คริสเตียนจำนวนมากชื่นชมคนที่ทำงานรับใช้พระเจ้าอย่างหนัก คนที่ดูร้อนรนกระตือรือร้นและทุ่มเทจนบางครั้งเราเองก็อยากเป็นแบบนั้นบ้าง แต่เราเคยถามตัวเองไหมว่า ความร้อนรนและทุ่มเทนั้นเรามีไว้เพื่อใคร เพื่อพระเจ้าหรือเพื่อตัวเอง 2 พงศ์กษัตริย์ 10:15–17 เป็นเรื่องราวเยโฮนาดับบุตรเรคาบมาพบกับเยฮู ผมสงสัยครับว่าเขาเป็นใครจึงไปหาข้อมูลมา เยโฮนาดับเป็นผู้นำตระกูลเรคาบ เป็นคนที่จริงจังกับพระเจ้าและดำเนินชีวิตอย่างเคร่งครัด ความเชื่อของเขาถูกส่งต่อไปยังลูกหลาน พวกของเขายังเคร่งครัดเชื่อฟังพระวจนะอยู่อย่างมั่นคง ชื่อของเขาและครอบครัวถูกพบอีกครั้งใน เยเรมีย์ 35 เรากลับมาที่เรื่องราวนี้กันต่อ 'และเมื่อพระองค์เสด็จจากที่นั่น ก็ทรงพบเยโฮนาดับบุตรเรคาบมาหาพระองค์ พระองค์ทรงต้อนรับเขา และตรัสกับเขาว่า “จิตใจของท่านซื่อตรงต่อจิตใจของเรา อย่างที่จิตใจของเราซื่อตรงต่อจิตใจของท่านหรือ?” เยโฮนาดับทูลว่า “ซื่อตรง พ่ะย่ะค่ะ” เยฮูตรัสว่า “ถ้าซื่อตรงก็ยื่นมือมาให้เรา” เขาจึงยื่นมือของเขา และเยฮูก็ทรงดึงเขาขึ้นมาบนรถรบ ' 2 พงศ์กษัตริย์ 10:15 คำถามแรกที่เยฮูถาม ไม่ใช่เรื่องแผนการหรือยุทธศาสตร์ แต่คือเรื่องของใจ คำถามนี้สะท้อนความจริงฝ่ายวิญญาณว่า ก่อนพระเจ้าจะใช้ใคร พระองค์ทรงมองที่ใจ เราอาจทำงานมาก รับใช้มาก เหน็ดเหนื่อยมาก แต่คำถามสำคัญคือ ใจของเราซื่อตรงต่อพระเจ้าหรือเปล่า'พระองค์ตรัสว่า “มากับเราเถิด และดูความกระตือรือร้นของเราเพื่อพระยาห์เวห์” พระองค์จึงให้เขานั่งรถรบของพระองค์ไป เมื่อมาถึงสะมาเรีย พระองค์ทรงประหารทุกคนในราชวงศ์ของอาหับที่เหลืออยู่ในสะมาเรียจนหมด ตามพระวจนะของพระยาห์เวห์ซึ่งตรัสกับเอลียาห์ ' 2 พงศ์กษัตริย์ 10:16-17 เยฮูมีความร้อนรนจริงๆ เขาทำลายพระบาอัลและกวาดล้างครอบครัวขอบอาหับ แต่ภายหลัง โฮเชยา 1:4 เปิดเผยว่า เขาเองก็ยังไม่กลับใจทั้งหมด พระเจ้าตรัสว่าจะลงโทษราชวงศ์เยฮู เพราะการนองเลือดที่ยิสเรเอล นั่นแปลว่า พระเจ้าใช้เขาเป็นเครื่องมือ แต่ไม่ได้หมายความว่า ใจของเขาทำถูกต้องทุกอย่าง ความร้อนรนอย่างเดียวไม่พอ แรงจูงใจที่ไปทำก็สำคัญไม่แพ้กัน เรารับใช้เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าหรือเพื่อชื่อเสียงของตัวเอง '“จงระวัง อย่าทำศาสนกิจเพื่ออวดคนอื่น ถ้าทำอย่างนั้นท่านทั้งหลายจะไม่ได้รับบำเหน็จจากพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์ ' มัทธิว 6:1 นี่คือคำสั่งเตือนจากพระเยซูว่า อย่าทำอะไรเพื่อเอาหน้าหรืออวดคนอื่น พระเจ้ามองมาดกว่าความสำเร็จ พระองค์ทรงมองที่แรงจูงใจด้วย พวกเราไม่อาจปิดซ่อนความคิดหรือความตั้งใจใด ๆ จากพระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญูได้ อย่าให้ความร้อนรนที่เรามีกลายเป็นความทะเยอทะยานส่วนตัวที่เอาพระเจ้ามาบังหน้า แต่สุดท้ายเราก็ทำเพื่อตัวเอง ขอให้ทุกสิ่งที่เราทำนั้นจะทำเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าจริง ๆ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 310)คนแบบไหน ทึ่พระเจ้าอยากให้เข้าเฝ้า?“ข้าแต่พระยาห์เวห์ ผู้ใดจะอาศัยอยู่ในพลับพลาของพระองค์? ผู้ใดจะอยู่บนภูเขาบริสุทธิ์ของพระองค์? คือผู้ดำเนินชีวิตอย่างหาที่ติมิได้และทำสิ่งที่ชอบธรรม และพูดความจริงจากใจของตน ผู้ไม่ใช้ลิ้นของตนในการนินทาว่าร้าย ไม่ทำชั่วต่อเพื่อน และไม่เยาะเย้ยเพื่อนบ้านของตน” ~สดุดี 15:1-3 THSV11“Lord, who may dwell in your sacred tent? Who may live on your holy mountain? The one whose walk is blameless, who does what is righteous, who speaks the truth from their heart; whose tongue utters no slander, who does no wrong to a neighbor, and casts no slur on others;” ~Psalms 15:1-3 NIVในพระธรรมตอนนี้ (สดุดี 15:1-3)กษัตริย์ดาวิดตรัสถึง“พลับพลา” และ “ภูเขาบริสุทธิ์” ในความหมายของ“การอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า การมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระองค์”(ไม่ใช่เพียงแค่สถานที่ทางกายภาพ)คำถามคือ แล้ว“ใครคือคนที่พระเจ้าทรงยอมให้อยู่ใกล้ชิดและมีสัมพันธภาพสนิทกับพระองค๋?”พระธรรม สดุดี ได้เขียนไว้ชัดเจนว่าบุคคลนั้น คือ คนที่มีคุณลักษณะดังนี้“ผู้ดำเนินชีวิตอย่างหาที่ติมิได้” ~สดุดี 15:2กTHSV11=ผู้ที่ชีวิตภายในสอดคล้องตรงกับสิ่งที่แสดงออกภายนอกไม่คด ไม่สองมาตรฐาน และซื่อตรง (Integrity)แต่ไม่ได้หมายถึง “ไม่เคยทำผิด” “ทำสิ่งที่ชอบธรรม”“และทำสิ่งที่ชอบธรรม” ~สดุดี 15:2 ขTHSV11=ผู้ที่กระทำสิ่งที่ถูกต้อง ยุติธรรม และไม่เอาเปรียบต่อผู้อื่นอีกทั้งยังกล้ายืนข้างความถูกต้อง แม้ไม่ง่าย“พูดความจริงจากใจของตน”“และพูดความจริงจากใจของตน” ~สดุดี 15:2 ค.THSV11= ผู้ที่พูดมาจากใจที่ซื่อสัตย์ ไม่พูดเพื่อเอาตัวรอดไม่พูดแค่เอาใจ ไม่พูดอย่างหนึ่ง แต่คิดอีกอย่างหนึ่ง“ผู้ไม่ใช้ลิ้นในการนินทาว่าร้าย””ผู้ไม่ใช้ลิ้นของตนในการนินทาว่าร้าย“~สดุดี 15:3ก.THSV11=ผู้ที่ไม่ใช้ลิ้นทำลายชื่อเสียงคนอื่นและไม่พูดลับหลังเพียงเพื่อให้ตนเองดูดี “ไม่ทำชั่วต่อเพื่อน และไม่เยาะเย้ยเพื่อนบ้าน”“ไม่ทำชั่วต่อเพื่อน และไม่เยาะเย้ยเพื่อนบ้าน”~สดุดี 15:3ข.THSV11= ผูัทึ่ไม่ใช้ความใกล้ชิดเพื่อทำร้าย หรือดูถูกคนอื่นและไม่คิดว่าตนวิเศษเหนือกว่าผู้ใด เพราะว่า คนเรา …ยิ่งอยู่ใกล้พระเจ้ามากเท่าใด เขาก็จะยิ่งถ่อมใจ ให้เกียรติ และเมตตาผู้อื่นมากขึ้นเท่านััน!ด้วยเหตุนี้ แก่นของสดุดีบทนี้ก็คือการอยู่ใกล้พระเจ้าไม่ได้วัดจากพิธีกรรมเปลือกนอกที่เราทำ แต่วัดจากชีวิตประจำวันที่สอดคล้องทั้งจากภายในและภายนอกการมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า จะสะท้อนออกมา ผ่าน1).ทัศนคติ และ วิธีคิด2).คำพูดจา ที่จริงและสัตย์ซื่อ3).ความสัมพันธ์และการกระทำที่ซื่อตรง 4).วิถีปฏิบัติที่ถ่อมใจและยุติธรรมของเราต่อคนอื่นๆรอบตัวสรุป”ชีวิตที่อยู่ใกล้พระเจ้าคือชีวิตที่ไม่ทำร้ายใครไม่ว่าจะด้วยการกระทำหรือคำพูด!“(A life close to Godis a life that harms no one,in actions or in words.)ดังนั้น พี่น้องที่รักให้เราสำรวจตัวเราเองว่า วันนี้ เราเป็นคนที่มีลักษณะดังกล่าวนี้หรือไม่?ถ้ามี ก็ขอให้เรา…ไป เข้าเฝ้าพระเจ้า กันเถอะ!……………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์4กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่310ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 308) จงระวังทัศนคติของคุณ! “อย่าทำตามอย่างคนในโลกนี้ แต่ขอยอมให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงคุณ คือพระองค์จะให้จิตใจใหม่กับคุณ เพื่อจะได้รู้ว่าพระเจ้าต้องการอะไร สิ่งไหนดี สิ่งไหนพระองค์ชอบใจ และสิ่งไหนสมบูรณ์แบบ” ~โรม 12:2 THA-ERV “Do not conform yourselves to the standards of this world, but let God transform you inwardly by a complete change of your mind. Then you will be able to know the will of God— what is good and is pleasing to him and is perfect.” ~Romans 12:2 GNT น่าสนใจที่ ตัวอักษรภาษาอังกฤษมี 26 ตัว คือA B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Zถ้าเรานำตัวอักษรทั้งหมดนี้ มาแปลงเป็นตัวเลข จะได้ค่าออกมาดังนี้1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 ถ้าเราอยากจะหาคำภาษาอังกฤษสักคำหนึ่งที่มีค่า เท่ากับ100 คุณคิดว่า คำๆนั้น คือคำว่าอะไร? ขอให้เรามาสนุกด้วยกันโดยการค้นหาคำๆนั้นๆ อาทิ ลองหาค่าจากคำต่อไปนี้ 1.คำว่า“Knowledge ”(ความรู้) มีมูลค่า=96 K+N+O+W+L+E+D+G+E(11+14+15+23+12+5+4+7+5 = 96% 2.คำว่า “Work hard“(ทำงานหนัก) มีมูลค่า=98 W+O+R+K+H+A+R+D (23+15+18+11+8+1+18+4 = 98%) บทเรียนจากทั้ง2 คำนี้ ก็คือ1.ความรู้ (Knowledge) กับ2.การทำงานหนัก(Work hard) มีความสำคัญเท่ากับ 96% และ 98% ต่อชีวิต 3.คำว่า“ LUCK ”(โชคดี) มีมูลค่า=47 L+U+C+K (12+21+3+11 = 47%)4.คำว่า “ Money ”(เงินทอง) มีมูลค่า=72 M+O+N+E+Y (13+15+14+5+25 = 72%) ทั้ง โชคลาภ และเงินทอง ต่างก็ไม่ใช่สิ่งที่มีค่า เต็ม100% สำหรับชีวิตของเรา เช่นกัน! 5.Leadership (การเป็นผู้นำ) มีมูลค่า=89 L+E+A+D+E+R+S+H+I+P (12+5+1+4+5+18+19+9+16 = 89%) แม้แต่ “การเป็นผู้นำ” หรือคำอื่นๆ อีกมากมาย ก็ยังไม่มีคำไหนที่มี มูลค่า เป็น 100% ในชีวิตคนเรา ? ที่น่าสนใจ ก็คือ สิ่งที่จะทำให้ชีวิตเรามีคุณค่าเต็มร้อยนั่นก็คือ “ทัศนคติ”(ATTITUDE) A+T+T+I+T+U+D+E (1+20+20+9+20+21+4+5) ที่มีมูลค่า = 100%“ทัศนคติ” (Attitude) คือ “กรอบความคิด + ความรู้สึก + การตอบสนอง ที่เรามีต่อคน เหตุการณ์ หรือสถานการณ์หนึ่ง ๆ” นั่นคือ เราจะสุขหรือทุกข์ นั้น ล้วนขึ้นอยู่กับทัศนคติ และมุมมองที่เราตอบสนองต่อสิ่งที่เราเป็น ที่เรามี หรือ ที่เรากระทำ ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อเราเลือกคิด และเลือกมองโลกอย่างไร เราก็จะลงมือกระทำแบบนั้น! พี่น้องที่รัก “ทัศนคติ” คือ “แนวความคิดเห็น, ความรู้สึกนึกคิดที่บุคคลมีต่อสิ่งต่าง ๆ รวมทั้งตนเอง โดยมีเหตุผลประกอบ” ดังนั้น นับจากวันนี้เป็นต้นไป ขอให้เราจะเป็นคนที่จะ1.ดำเนินชีวิต และ2.กระทำพันธกิจรับใช้ต่างๆด้วย“ทัศนคติที่ดี”แบบมีคุณค่าเต็ม 100 เพราะทัศนคติ คือ เลนส์ที่เราใช้มองชีวิต 1.ถ้าเราเปลี่ยนทัศนคติ เราก็จะเปลี่ยนวิธีคิด 2.ถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิด เราก็จะเปลี่ยนการกระทำ 3.ถ้าเราเปลี่ยนการกระทำ เราก็จะเปลี่ยนผลลัพธ์ ขอให้จดจำไว้เสมอว่า เมื่อเราเปลี่ยนทัศนคติ “ชีวิตของเราจะดีขึ้น!“ …อาเมนไหม?…………………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์2กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่308ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บ Ep.1531เรามักคิดว่า ก็ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด ฉันแค่เป็นเพื่อนกับเขาเฉยๆไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ในทางของพระเจ้าการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในวงจรของความบาป หรือระบบที่ต่อต้านพระเจ้าเป็นเรื่องอันตรายถึงชีวิต 2 พงศ์กษัตริย์ 10:12–14 บันทึกเหตุการณ์ระหว่างทางที่เยฮูมุ่งหน้าไปสะมาเรีย เขาหยุดพักที่หมู่บ้านเลี้ยงแกะชื่อเบธเอเขด ที่นั่นเองเยฮูได้พบญาติของอาหัสยาห์พระราชาแห่งยูดาห์ที่เสียชีวิตไปแล้ว เยฮูถามว่าพวกเขาเป็นใคร พวกเขาก็ตอบความจริงไปว่า เป็นญาติของอาหัสยาห์กำลังเดินทางจะไปเยี่ยมลูกหลานของอาหับและเยเซเบล'พระองค์รับสั่งว่า “จับพวกเขาทั้งเป็น” เขาทั้งหลายก็จับคนเหล่านั้นทั้งเป็น และประหารทั้ง 42 คนที่บ่อเบธเอเขด ไม่เหลือไว้สักคนเดียว ' 2 พงศ์กษัตริย์ 10:14เยฮูจับพวกเขาและประหารชีวิตทั้งหมด พวกเราอาจจะมองว่าทำไมต้องจัดการคนบริสุทธิ์เหล่านี้ด้วยแต่หากเรามองด้วยการพิจารณาดีๆแล้วเราจะพบว่า พวกเขาก็เป็นเชื้อสายของอาหับและเยเซเบลด้วย พวกเขาไม่ได้เป็นคนเลวโดยกำเนิด แต่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอำนาจที่ผูกพันตัวเองกับครอบครัวของอาหับจึงถูกนับรวมในการพิพากษาครั้งนี้ด้วย ความบาปบางอย่างไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวแต่เป็นเรื่องของระบบ เมื่อผู้นำผิด ครอบครัวผิด คริสตจักรผิด หรือเมื่อเราไปผูกพันกับความบาปผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่เราคนเดียว บางทีมันส่งผลถึงคนรอบตัวด้วย พระวจนะตอนนี้ไม่ได้สอนให้เราใช้ความรุนแรงแต่กำลังเตือนเราว่าอย่าคิดแบบนี้ ก็ไม่ได้ทำด้วยแค่เข้าไปอยู่ด้วย ไปดูเฉยๆ แล้วคิดจะปลอดภัย การเลือกคบคน การเลือกข้างที่จะอยู่ กำหนดทิศทางชีวิตเราเสมอ'อย่าหลงผิดเลย “การคบคนชั่วย่อมทำลายนิสัยที่ดีงาม” ' 1 โครินธ์ 15:33เราไม่สามารถทำตัวกลมกลืนกับค่านิยมของโลกที่ต่อต้านพระเจ้าแล้วหวังว่าจะรอดพ้นผลกระทบของมัน การที่เราเอาตัวไปอยู่ใกล้หรือเล่นกับไฟ วันหนึ่งเราก็จะถูกเผาแน่นอน หากเรารู้ว่าความสัมพันธ์ใดหรือระบบใดที่พาเราห่างออกจากพระเจ้า ให้เรารีบตัดความสัมพันธ์นั้นก่อนที่เราตกลงในกับดัก ทางที่ปลอดภัยที่สุดคืออยู่ในพระเจ้าและอยู่ห่างจากระบบ หรือคนที่พาเราออกจากทางของพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

พระธรรมนำชีวิตตอน ไม่มีวันหายไป Ep.1530 เราอาจจะคิดว่า หากเวลาผ่านไปนานแล้วเรื่องนั้นคงเงียบไปเอง ความผิดที่เราทำจะไม่มีใครจำได้ 2 พงศ์กษัตริย์ 10:1–11 เตือนเราว่าพระวจนะของพระเจ้าไม่เคยหายไป มันจะเกิดขึ้นจริงทุกประการแน่นอน หลังจากเยฮูถูกเจิมเป็นกษัตริย์แล้ว เขาไม่ได้บุกสะมาเรียทันที แต่ส่งจดหมายไปหาผู้นำเมือง และบอกให้พวกเขาเลือกลูกชายของอาหับที่คิดว่าเหมาะที่สุดจากทั้ง 70 คนขึ้นครองบัลลังก์'แต่พวกเขากลัวมาก และพูดว่า “ดูสิ พระราชาสองพระองค์ยังทรงต้านทานเยฮูไม่ได้ แล้วเราจะต้านทานได้อย่างไร?” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 10:4 พวกเขาจึงแจ้งกลับมาว่า พวกเขาจะรับใช้เยฮู และจะทำทุกอย่างที่เยฮูสั่ง พวกเขาจะไม่ตั้งใครเป็นกษัตริย์ เยฮูจึงส่งจดหมายไปอีกฉบับบอกว่าให้พวกเขาประหารชีวิตลูกชายทั้ง 70 คน แล้วเอาหัวใส่ตระกร้าส่งมาที่ยิสเรเอล พวกเขาก็ทำตาม 'พอรุ่งเช้าพระองค์เสด็จออกไป ทรงยืน และตรัสกับประชาชนทั้งปวงว่า “ท่านทั้งหลายเป็นผู้ไร้ความผิด ส่วนเราได้กบฏต่อนายของเราและประหารพระองค์เสีย แต่ใครเล่าที่ฆ่าคนเหล่านี้? จงทราบเถิดว่า พระวจนะของพระยาห์เวห์ ซึ่งพระยาห์เวห์ตรัสเกี่ยวกับราชวงศ์ของอาหับจะไม่ตกดินแต่อย่างใดเลย เพราะพระยาห์เวห์ทรงทำตามที่ตรัสทางเอลียาห์ผู้รับใช้ของพระองค์” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 10:9-10 เรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่การล้างแค้นส่วนตัวแต่คือการพิพากษาลงโทษของพระเจ้าที่เคยตรัสผ่านเอลียาห์ 1 พงศ์กษัตริย์ 21 นั่นคือหลายสิบปีก่อนหน้านี้ พระเจ้าอดทนมานานเตือนมาหลายครั้ง แต่เมื่อถึงเวลาของพระเจ้าทรงจัดการทั้งหมดครบถ้วนตามที่พระองค์เคยตรัสไว้ เรื่องนี้เตือนใจผมอยากมากเพราะบางครั้งเรามักคิดเอาเองว่า พระเจ้าคงไม่ว่าอะไรหรอก ทำไปเถอะ มันยังไม่เห็นผลอะไร ความอดทนของพระเจ้าไม่ใช่การอนุญาตให้เราทำสิ่งนั่น การที่พระเจ้าไม่จัดการวันนี้ไม่ได้แปลว่าพระองค์ลืม แต่นัานเป็นเพราะว่าพระองค์ให้โอกาสเราที่จะกลับใจ'ฟ้าและดินจะล่วงไป แต่บรรดาถ้อยคำของเราจะไม่สูญหายไปเลย ' มัทธิว 24:35 พระสัญญาของพระเจ้าก็จริง และคำเตือนของพระองค์ก็จริงเช่นกัน ขอเราอย่าประมาทเพราะถ้อยคำของพระเจ้าจะไม่มีวันสูญหายไป อย่าปล่อยบาปไว้โดยคิดว่าไม่เป็นไรไว้ อย่ารอให้ถึงวันที่พระเจ้าต้องจัดการ ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือการกลับใจวันนี้ และดำเนินชีวิตให้ตรงตามพระทัย ตรงกับพระวจนะของพระเจ้าเสมอ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 308)จงระวังทัศนคติของคุณ!“อย่า ทำ ตาม อย่าง คน ใน โลกนี้ แต่ ขอ ยอม ให้ พระเจ้า เปลี่ยน แปลง คุณ คือ พระองค์ จะ ให้ จิตใจ ใหม่ กับ คุณ เพื่อ จะ ได้ รู้ ว่า พระเจ้า ต้อง การ อะไร สิ่ง ไหน ดี สิ่ง ไหน พระองค์ ชอบใจ และ สิ่ง ไหน สมบูรณ์แบบ” ~โรม 12:2 THA-ERV“Do not conform yourselves to the standards of this world, but let God transform you inwardly by a complete change of your mind. Then you will be able to know the will of God—what is good and is pleasing to him and is perfect.” ~Romans 12:2 GNTน่าสนใจที่ ตัวอักษรภาษาอังกฤษมี 26 ตัว คือA B C D E F GK L M N O P Q R ST U V W X Y Zถ้าเรานำตัวอักษรทั้งหมดนี้ มาแปลงเป็นตัวเลข จะได้ค่าออกมาดังนี้1 2 3 4 5 6 7 8 9 1011 12 13 14 15 1617 18 19 20 21 2223 24 25 26ถ้าเราอยากจะหาคำภาษาอังกฤษสักคำ ที่มีค่า เท่ากับ100ก็ให้เรามาสนุกด้วยกันโดยการเอาตัวอักษรในแต่ละคำ มาถอดรหัสหาค่าจากตัวเลขเหล่านั้น อาทิคำว่า“Knowledge ”(ความรู้) มีมูลค่า=96%K+N+O+W+L+E+D+G+E(11+14+15+23+12+5+4+7+5 = 96% คำว่า “Work hard“(ทำงานหนัก) มีมูลค่า=98%W+O+R+K+H+A+R+D(23+15+18+11+8+1+18+4 = 98%บทเรียนจากทั้ง2 คำก็คือความรู้ (Knowledge) กับการทำงานหนัก(Work hard)มีความสำคัญเท่ากับ 96% และ 98% ต่อชีวิตคำว่า“ LUCK ”(โชคดี) มีมูลค่า=47%L+U+C+K(12+21+3+11 = 47%) Money (เงินทอง) มีมูลค่า=72%M+O+N+E+Y(13+15+14+5+25 = 72%)Leadership (การเป็นผู้นำ) มีมูลค่า=89% L+E+A+D+E+R+S+H+I+P(12+5+1+4+5+18+19+9+16 = 89%)แต่ก็ยัง ไม่มีคำไหนที่มี มูลค่า เป็น 100% ในชีวิตคนเรา ?จริงๆ แล้วสิ่งที่จะทำให้ชีวิตเรามีคุณค่าเต็มร้อยนั่นก็คือ“ทัศนคติ”(ATTITUDE)A+T+T+I+T+U+D+E(1+20+20+9+20+21+4+5ที่มีมูลค่า = 100%“ทัศนคติ” (Attitude) คือ“กรอบความคิด + ความรู้สึก + การตอบสนองที่เรามีต่อคน เหตุการณ์ หรือสถานการณ์หนึ่ง ๆ” นั่นคือ เราเลือกมองโลกอย่างไร เราก็จะลงมือทำแบบนั้น!พี่น้องที่รักนับจากวันนี้เป็นต้นไป ขอให้เราจะเป็นคนที่จะดำเนินชีวิต และกระทำพันธกิจรับใช้ต่างๆด้วย“ทัศนคติที่ดี”แบบมีคุณค่าเต็ม 100 เพราะทัศนคติ คือ เลนส์ที่เราใช้มองชีวิตถ้าเราเปลี่ยนทัศนคติ เราก็จะเปลี่ยนวิธีคิด ถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิด เราก็จะเปลี่ยนการกระทำถ้าเราเปลี่ยนการกระทำ เราก็จะเปลี่ยนผลลัพธ์ขอให้จดจำไว้เสมอว่า เมื่อเราเปลี่ยนทัศนคติ“ชีวิตของเราจะดีขึ้น!“…อ าเมนไหม?……………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์2กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่308ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ในเวลาของพระเจ้า Ep.1529 วันนี้เรามาถึงอีกจุดจบนึงที่เป็นจริงตามถ้อยคำของพระเจ้า คือจุดจบของเยเซเบล ผู้หญิงที่ใช้อำนาจในทางชั่ว นำอิสราเอลไปไหว้รูปเคารพ ฆ่าคนของพระเจ้า ใส่ร้ายนาโบท เมื่อเยฮูมาถึงเมืองยิสเรเอล เมื่อเยเซเบลรู้ว่าเขากลับมาแทนที่จะกลับใจสำนึกผิด เธอกลับแต่งหน้าทำผม เมื่อเธอห็นเยฮูผ่านประตูวังมา เธอก็ตะโกนถามว่า “เจ้าผู้ฆ่านายของเจ้าอย่างเจ้าศิมรี มาอย่างสันติหรือ?” 'แล้วเยฮูแหงนหน้าไปที่หน้าต่างกล่าวว่า “ใครอยู่ฝ่ายเรา? ใครบ้าง?” มีขันทีสองสามคนชะโงกหน้าต่างออกมาดูเขา เยฮูก็กล่าวว่า “โยนนางลงมา” พวกเขาจึงโยนพระนางลงมา และโลหิตของพระนางก็กระเด็นติดผนังกำแพงและติดพวกม้าที่ย่ำไปบนพระนาง ' 2 พงศ์กษัตริย์ 9:32-33 เหตุการณ์นี้ดูรุนแรงมากใช่ไหม แต่พระวจนะของพระเจ้ากำลังบอกว่า นี่คือการพิพากษาของพระเจ้าที่ตรัสไว้ล่วงหน้าแล้วผ่านเอลียห์ วันนี้ถ้อยคำของพระเจ้าสำเร็จเป็นจริงทุกประการ เมื่อเยฮูเข้าไปทานอาหารเสร็จแล้ว ก็สั่งให้คนไปจัดการกับศพของเธอโดยสั่งว่า “จัดการกับหญิงที่ถูกสาปคนนี้ เอาไปฝังเสีย เพราะนางเป็นธิดาของพระราชา” แต่เมื่อไปแล้ว พวกเขาก็พบเพียงกะโหลกศีษระ เท้าและมือของเยเซเบลเท่านั้น 'เมื่อพวกเขากลับมาเรียนเยฮู ท่านก็กล่าวว่า “นี่เป็นไปตามพระวจนะของพระยาห์เวห์ ซึ่งตรัสทางเอลียาห์ชาวทิชบีผู้รับใช้ของพระองค์ว่า สุนัขจะกินเนื้อของเยเซเบลในเขตยิสเรเอล และศพของเยเซเบลจะเป็นเหมือนมูลสัตว์บนพื้นทุ่งในเขตยิสเรเอล เพื่อจะไม่มีใครกล่าวว่า ‘นี่คือ เยเซเบล' ”' 2 พงศ์กษัตริย์ 9:36-37 บางครั้งความชั่วดูเหมือนได้ดี คนเอาเปรียบคนดูเหมือนชนะ คนใช้อำนาจผิดดูเหมือนไม่มีใครจะแตะต้องได้ พระวจนะของพระเจ้ายืนยันว่า ไม่มีใครหนีพ้นจากความยุติธรรมของพระเจ้าได้ เรื่องนี้มีไว้ให้เราสำรวจตัวเอง เพราะบางครั้งเราก็ไม่ได้ทำแบบเยเซเบล แต่สิ่งเราเป็น คือเราดื้อเงียบ ยังประนีประนอมกับบาป ยังคิดว่า ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องรอ ให้เรารีบดลับใจเลย เพราะพระประสงค์ของพระเจ้าจะสำเร็จเป็นจริงแน่นอน'ดังคำกล่าวที่ว่า “วันนี้ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ อย่าให้จิตใจของท่านดื้อรั้นเหมือนอย่างในการกบฏครั้งนั้น” ฮีบรู 3:15 หากเราหลงไปขอให้รารีบกลับใจมาหาพระคุณของพระเจ้าให้เร็วที่สุด ขอให้เราเลือกถ่อมใจเชื่อฟังพระวจนะก่อน เพราะพระเจ้าทรงซื่อสัตย์ พระองค์ทรงจริงจังทั้งต่อพระพรและการพิพากษา ทางที่ปลอดภัยที่สุดไม่ใช่ทางของโลก แต่คือการดำเนินชีวิตในความยำเกรงพระเจ้า วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 307) คนมีวุฒิภาวะในพระคริสต์!“พระองค์นี้แหละที่เราประกาศอยู่โดยการเตือนสติและสั่งสอนทุกคนด้วยสรรพปัญญาเพื่อว่าเราจะถวายทุกคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์” ~โคโลสี 1:28 (THSV11 “He is the one we proclaim, admonishing and teaching everyone with all wisdom, so that we may present everyone fully mature in Christ.” ~Colossians 1:28 NIV พระคัมภีร์ในข้อนี้ สอนอะไรเราบ้าง?1️⃣.“พระองค์นี้แหละที่เราประกาศอยู่” “พระองค์”ในที่นี้ =“ พระเยซูคริสต์” “เรา”= “อาจารย์ เปาโล”และ “ทีม” “ที่(เรา)ประกาศอยู่” = “ข่าวประเสริฐ” อาจารย์เปาโลกล่าวไว้ชัดเจนว่า หัวใจของข่าวประเสริฐ ไม่ใช่ คำสอน ความเชื่อ ความคิด หรือปรัชญาของมนุษย์ที่ตีความและตั้งขึ้น แต่คือ “องค์พระคริสต์!” ผู้ทรงเป็นความหวัง ความรอด และชีวิตใหม่ ดังนั้น พันธกิจหลักของเรา จึงไม่ใช่การทำให้คน “รู้เรื่องพระคริสต์”หรือ “เก่งเรื่องศาสนา” แต่คือการทำให้คน “รู้จักพระเยซูคริสต์” และ“ดำเนินชีวิตไปกับพระองค์”2️⃣. “โดยการเตือนสติและสั่งสอนทุกคน” ภารกิจที่เราต้องทำอย่างมีสมดุล คือ 1).เตือนสติ (Admonish) •เตือนสติเมื่อเห็นคนหลงทาง ด้วยความจริง •ชี้ให้เขาเห็นบาป ที่รวมทั้งความคิดผิดและท่าทีที่ไม่ถูกต้อง •ปฏิบัติต่อเขาด้วยความรัก ไม่ใช่โดยการตำหนิ หรือเล่นงานหนักหน่วง 2).สั่งสอน (Teach) •ปลูกฝังความจริงของพระวจนะลงในชีวิตของพวกเขา •สร้างรากฐานความเชื่ออันมั่นคงให้แก่พวกเขา •ทำให้พวกเขาเข้าใจในพระประสงค์และพระทัยของพระเจ้า3️⃣. “ด้วยสรรพปัญญา” “สรรพปัญญา” ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความรู้ แต่คือพระปัญญาจากพระเจ้า ที่ช่วยให้เรารู้ว่า •เราควรพูดอะไร? กับใคร? ที่ไหน เวลาใด? และ วิธีใด(อย่างไร)? •เราควรตระหนักว่า แต่ละคนอาจต้องการการเตือนสติและการสอนที่แตกต่างกัน4️⃣. “เพื่อว่าเราจะถวายทุกคน…” “ถวาย” = “มอบ นำมาอยู่ต่อหน้าผู้หนึ่งผู้ใด อุทิศ จัดส่งให้” อาจารย์เปาโลมองชีวิตของผู้เชื่อว่าเป็นสิ่งที่จะต้อง “ถูกนำเสนอ”ให้เป็นดุจเครื่องบูชา ต่อพระพักตร์พระเจ้า คือช่วยให้เขาผ่านกระบวนการสร้างสาวกอย่างครบถ้วน ดังนั้นเป้าหมายที่แท้จริงของคริสตจักรจึงไม่ใช่เพียงแค่ให้คนมาโบสถ์ แต่เป็นการเตรียม ชีวิตพวกเขาให้พร้อมเป็นของถวายที่งดงามอันพึงประสงค์ของพระคริสต์5️⃣. “ที่เป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์” คำว่า “ผู้ใหญ่”(mature / complete) หมายถึง •เติบโตเต็มวัยฝ่ายจิตวิญญาณ •มั่นคงในความเชื่อที่ถูกต้อง •ดำเนินชีวิตเหมือนพระคริสต์มากขึ้น •รับผิดชอบต่อชีวิต ความเชื่อ และการทรงเรียกของตน •ดีพร้อม •มีความรักที่สมบูรณ์แบบผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณ (เติบโต และไม่เป็นทารกฝ่ายวิญญาณอีกต่อไป)สรุป“งานของคริสตจักรและพันธกิจของผู้นำนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การประกาศให้คนเชื่อ ~เป็นเหมือนแค่กิจกรรมหนึ่งทางศาสนา แต่คือการหล่อหลอมเสริมสร้างชีวิตของผู้เชื่อนั้น จนกว่าเขาจะมีวุฒิภาวะแบบพระคริสต์ ~เป็นการสร้างสาวกให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์! (โคโลสี 1:28 ) ดังนั้น พี่น้องที่รัก ขอให้เรา1.ยอมให้พระคริสต์ทรงทำกิจในชีวิตของเรา 2.ยอมให้พระองค์ทรงครอบครองและเติบโตขึ้น 1).ในชีวิต และ 2).ในการทำพันธกิจของเรา เพิ่มขึ้นทุกวัน 3.ยอมให้พระเจ้าทรงใช้เรานำพระคริสต์เข้าในชีวิตของคนอื่น จนกระทั่งพระองค์ครองใจพวกเขา จนหมดสิ้น ดังคำกล่าวที่ว่า “การเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณคือ การยอมให้พระคริสต์เติบโตขึ้นในชีวิตของเราอย่างต่อเนื่อง!” (Spiritual maturity means allowing Christ continually grow within us.) …จะดีไหมครับ?…………………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์1กุมภาพันธ์ 2026 (ตอนที่307ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ผลของการเลือก Ep.1528 วันนี้เรากลับไปดูจุดจบของอาหัสยาห์ผู้ที่ต้องเผชิญกับผลของการเลือกที่จะใช้ชีวิตตามฝั่งของแม่ เขาเลือกที่จะไปสงครามกับโยรัมผู้เป็นลุง เลือกที่จะไปเยี่ยมลุงในเวลาที่ลุงบาดเจ็บจากสงคราม แต่เขาไม่รู้เลยว่า เวลาของเขากำลังจะหมด เมื่อโยรัมกำลังหันรถรบหนี เขาก็หันมาบอกอาหัสยาห์ว่า นี่เป็นพวกกบฎ แล้วโยรัมก็ถูกลูกธนูปักที่หัวใจสิ้นชีวิตคารถรบเลย'เมื่ออาหัสยาห์พระราชาแห่งยูดาห์ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ทรงหนีไปทางเมืองเบธฮักกาน และเยฮูก็ติดตามพระองค์ไป กล่าวว่า “จงยิงเขาในรถรบด้วย” และเขาทั้งหลายได้ยิงพระองค์ตรงทางขึ้นไปตำบลกูร ซึ่งอยู่ใกล้อิบเลอัม และพระองค์ทรงหนีไปถึงเมืองเมกิดโด และสิ้นพระชนม์ที่นั่น ' 2 พงศ์กษัตริย์ 9:27 ระยะการปกครองของอาหัสยาห์จึงมีเพียงปีเดียว เราไม่รู้เลยว่าวันเวลาของเราจะยาวนานได้แค่ไหน ขอให้เราเลือกพระเจ้าก่อน ขอให้เราเลือกอยู่กับชุมชนหรือคนที่จะพาเราเดินในทางของพระเจ้า 'บุคคลผู้เป็นสุขคือ ผู้ไม่เดินตามคำแนะนำของคนอธรรม ไม่ยืนอยู่ในทางของคนบาป ไม่นั่งอยู่ในที่นั่งของคนที่ชอบเยาะเย้ย แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์ เขาใคร่ครวญธรรมบัญญัติของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน เขาเป็นเหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง ทุกอย่างที่เขาทำก็จำเริญขึ้น ' สดุดี 1:1-3 ขอให้เราระมัดระวังให้ดี ใคร่ครวญถ้อยคำของพระเจ้าเสมอ ขอให้เราจะไม่เดินตามคำแนะนำของคนบาป เพราะในที่สุดแล้ว เราจะคิดและมีพฤติกรรมเหมือนเขา ขอพระเจ้านำให้เราจะเจริญขึ้นในทุกทาง มีชีวิตที่มั่นคงในพระเจ้า แม้เราจะต้องผ่านฤดูกาลที่แตกต่างแต่ชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราจะไม่เหี่ยวแห้งเลย วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

พระธรรมนำชีวิตตอน ไม่เคยผิดพลาด Ep.1527 วันนี้เรากลับมาถึงเรื่องราวที่ยืนยันว่า พระเจ้าทรงซื่อสัตย์ ถ้อยคำของพระองค์เป็นจริงเสมอ หลังจากที่เยฮูตอบไปว่า สันติหรือความสุขที่แท้จริงนั้นไม่อาจมีได้หากยังมีบาปที่ยังไม่จัดการ โยรัมจึงหันรถรบกลับหนีไปและบอกกับอาหัสยาห์ว่า นี่เป็นพวกกบฏ 'และเยฮูก็โก่งธนูด้วยสุดกำลัง ยิงถูกโยรัมระหว่างพระอังสา ลูกธนูจึงแทงทะลุพระหทัย พระองค์ก็ทรงล้มลงในรถรบ ' 2 พงศ์กษัตริย์ 9:24 เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเป็นอุบัติเหตุ ลูกธนูปักเข้าไประหว่างบ่าทั้งสองข้าง ทะลุตรงกลางหัวใจ ทำให้โยรัมเสียชีวิตอยู่ในรถรบนั้น 'เยฮูพูดกับบิดคาร์ นายทหารผู้ช่วยว่า “จงยกศพเขาขึ้น และโยนทิ้งลงไปในที่ดินแปลงของนาโบทชาวยิสเรเอล จำได้ไหม? เมื่อเรากับท่านขี่ม้าเคียงกันมา ตามอาหับบิดาของเขาไป พระยาห์เวห์ทรงกล่าวโทษเขา พระยาห์เวห์ตรัสว่า ‘เราเห็นโลหิตของนาโบทและโลหิตของลูกหลานของเขาเมื่อวานนี้แน่ทีเดียว พระยาห์เวห์ตรัสว่า เราจะตอบสนองเจ้าบนที่ดินแปลงนี้แหละ ฉะนั้นจงยกเขาขึ้นทิ้งไว้บนที่ดินแปลงนี้แหละ ตามพระวจนะของพระยาห์เวห์” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 9:25-26 ที่ดินแปลงนี้แหละที่นาโบทถูกใส่ร้ายและถูกฆ่าโดยแผนการของเยเซเบลเพื่อแย่งชิงที่ดินมาให้อาหับพ่อของโยรัม พระเจ้าตรัสผ่านเอลียาห์ว่า “ในที่ที่สุนัขเลียโลหิตของนาโบท สุนัขจะเลียโลหิตของเจ้าด้วย” แม้เวลาจะผ่านไปนานแล้วแต่เยฮูจำได้ โยรัมไม่ได้ตายที่ไหนก็ได้แต่เขาต้องมาตายและถูกทิ้งศพไว้ที่ดินของนาโบท เหตุการณ์นี้ยืนยันว่าพระเจ้าทรงซื่อสัตย์และยุติธรรมเสมอ พระองค์ไม่เคยลืมสิ่งที่พระองค์ตรัสไม่ว่าจะเป็นพระพรหรือคำพิพากษา โลกนี้อาจบอกเราว่า เพื่อความสำเร็จเราทำอะไรก็ได้ ใคร ๆ เขาก็โกงกัน ใคร ๆ เขาก็เอาเปรียบกัน แต่เรื่องราวนี้เตือนเราว่า อย่าปล่อยตัวไปตามวิถีของโลก เพราะพระเจ้าทรงเห็นและทรงจดจำในทุกการกระทำได้ มีคำกล่าวไว้ว่า ความยุติธรรมอาจมาช้า แต่มาแน่นอน'พระเจ้าทรงไม่ใช่มนุษย์ที่จะมุสา และไม่ได้ทรงเป็นบุตรของมนุษย์ที่จะต้องกลับใจ พระองค์จะไม่ทรงทำตามที่ตรัสไว้แล้วหรือ? พระองค์จะไม่ทรงทำให้สำเร็จตามที่ทรงลั่นวาจาไว้แล้วหรือ? ' กันดารวิถี 23:19 วันนี้ถ้าเราเห็นคนทำผิดแล้วได้ดี หรือเห็นความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นจนชินตา ขอให้สิ่งเหล่านั้นอย่าทำให้เราพลาดหรือเผลอไปทำตามอย่างเขา พระเจ้าทรงซื่อสัตย์และพระวจนะเป็นจริงเสมอ ดังนั้นขอให้เราดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวัง ยำเกรงพระเจ้า สิ่งดีที่เราหว่านไว้พระเจ้าจะตอบแทนแน่นอน แต่สิ่งร้ายที่โลกทำดูเหมือนไม่มีผลในวันนี้ แต่มันจะมีผลแน่นอนในเวลาของพระเจ้า ทุกอย่างที่เราเลือกจะมีผลตามมาเสมอ หากพวกเราเลือกเชื่อฟังก็จะมีพระพร หากเราเลือกฝ่าฝืนก็มีผลตามมาแน่นอนในเวลาของพระเจ้า วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 306) คนเป็นผู้ใหญ่ เขาคิดกันอย่างนี้!“เพราะฉะนั้น เราที่เป็นผู้ใหญ่แล้วจงคิดอย่างนี้ และถ้าพวกท่านคิดอีกอย่างหนึ่ง พระเจ้าก็จะทรงให้เรื่องนี้ประจักษ์แก่ท่านด้วย” ~ฟีลิปปี 3:15 THSV11 “All of us, then, who are mature should take such a view of things. And if on some point you think differently, that too God will make clear to you.”~Philippians 3:15 NIV พระธรรม ฟิลิปปี3:13~15 มีบทเรียนสำคัญมาก สอนเราเกี่ยวกับ การเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณ ในตอนนี้ จะเน้นในข้อ151.“เราที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว” (ข.15) คือคนที่มีความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณที่ 1).ไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าฉวยไว้ได้แล้ว ~ฟีลิปปี 3:13ก. THSV11 2).รู้ว่าตนเอง”ยังไปไม่ถึงเส้นชัย”ยังต้องไปต่อ “แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมา แล้วโน้มตัวไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า” ~ฟีลิปปี 3:13ข. THSV11 3).มุ่งไปข้างหน้าเพื่อรับรางวัลตามการทรงเรียกของพระเจ้า “และข้าพเจ้าบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลคือการทรงเรียกแห่งเบื้องบนซึ่ง มีในพระเยซูคริสต์” ~ฟีลิปปี 3:14 THSV11 ผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณ จึงเป็นคนที่ไม่คิดว่าตนรู้หมด หรือบรรลุแล้ว แต่ถ่อมใจเรียนรู้อยู่เสมอ2. “จงคิดอย่างนี้” คือ มีทัศนคติเช่นเดียวกับเปาโล ซึ่งหมายถึง 1).ไม่พอใจในระดับความเชื่อปัจจุบัน 2).ไม่หยุดเติบโต 3).ไม่อวดความชอบธรรมของตน แต่ 4).ตั้งเป้าชีวิตที่ “พระคริสต์” ไม่ใช่ “ตัวเราเอง” ผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณ จึงเป็นคนที่ยังวิ่งต่อไป ไม่ใช่คนที่คิดว่าตัวเองถึงแล้ว3. “ถ้าพวกท่านคิดอีกอย่างหนึ่ง…” คือ ไม่บังคับ ไม่ตำหนิ และไม่ตัดสินผู้อื่น แต่ยอมรับความจริงว่าผู้เชื่อแต่ละคนอาจยืนอยู่คนละจุด และมีความเข้าใจไม่เท่ากันผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณ จึงเป็นคนที่มั่นคงในความจริง แต่ใจกว้างต่อความคิดความเชื่อของคนอื่นแม้แตกต่าง4. “พระเจ้าก็จะทรงให้เรื่องนี้ประจักษ์แก่ท่านด้วย” คือเชื่อว่า ความเข้าใจและการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ 1).ไม่ได้มาจากความรู้ความฉลาดหรือความเก่งของเรา แต่ 2).มาจากการทรงนำของพระเจ้า โดยมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก.ทรงสอน และ ข.ทรงเปิดตาและเปิดใจของเราแต่ละคนในเวลาที่เหมาะสมโดยถือว่า 1).บทบาทหน้าที่ของเรา คือ การดำเนินชีวิตด้วย ความเชื่อฟังอย่างสัตย์ซื่อ และ 2).บทบาทหน้าที่ของพระเจ้า คือ การเปิดความคิดความ เข้าใจของเราสรุป พระธรรม ฟีลิปปี 3:15 ตอนนี้ สอนเราว่า 1.ผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณ คือคนที่ถ่อมใจและไม่หยุดเติบโต ไม่ใช่คนที่คิดว่าตน “ถูกที่สุด” แต่คือคนที่เชื่อว่าพระเจ้า ยังมีอะไรสอนเราได้อยู่เสมอตลอดเวลา 2.ผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณ คือคนที่ยอมรับในความแตกต่าง ทางความคิดและไม่ปล่อยให้สิ่งนั้นเป็นเหตุให้เกิดความ แตกแยก 3.ผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณเชื่อมั่นและมอบทุกสิ่งรวมทั้ง ความแตกต่างทางความคิดไว้กับพระเจ้า มากกว่าการ บังคับผู้อื่นให้ต้องคิดเหมือนเรา(ในทันที) 4.ผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณ ยอมรับและวางใจว่าการเจริญเติบโต ที่แท้จริง เกิดจากการที่พระเจ้าทรงสำแดงและกระทำ ไม่ใช่เกิดจากการเร่งรัดของมนุษย์อย่างเรา พี่น้องที่รัก ขอย้ำอีกครั้งว่า “ผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณ ไม่รีบตัดสินคนอื่น เพราะรู้ว่าพระเจ้ายังทรงทำงานอยู่ในทุกคน!” (A spiritually mature person is slow to judge others, knowing that God is still at work in everyone.) … ไม่ทราบว่า คุณเห็นด้วยกับความคิดเช่นนี้ หรือไม่ครับ?…………………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์31มกราคม2026 (ตอนที่306ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 305) อย่าเป็นเด็กตลอดไป! “เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าพูดอย่างเด็ก คิดอย่างเด็ก หาเหตุผลอย่างเด็ก แต่เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่ ข้าพเจ้าก็เลิกอาการของเด็ก” ~1 โครินธ์ 13:11 THSV11 “When I was a child, I talked like a child, I thought like a child, I reasoned like a child. When I became a man, I put the ways of childhood behind me.” ~1 Corinthians 13:11 NIV เวลานี้ความคิดและจิตวิญญาณของคุณเป็นเหมือนเด็กหรือผู้ใหญ่?1.เด็ก หมายถึง”มีความไม่สมบูรณ์ ยังจำกัด มองโลกแคบ ยึดตนเอง เป็นศูนย์กลาง“2.ผู้ใหญ่ หมายถึง ”มีความสมบูรณ์ เติบโต เข้าใจลึกซึ้ง ยอมสละตนเพื่อ ผู้อื่น“ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า “เป็นเด็กแล้วไม่ดี” แต่หมายถึง ขั้นตอนหนึ่งของการเติบโต นั้นเริ่มจากการเป็นเด็ก แต่ว่าไม่ควรที่จะ “หยุดอยู่แค่นั้น!” อาจารย์เปาโล เตือนว่า ถ้าเราเป็นผู้ใหญ่(ทางกายภาพ)แล้วก็อย่า ”พูด–คิด– หรือ หาเหตุผลอย่างเด็ก“!1.”พูดอย่างเด็ก“คือ พูดตามอารมณ์ พูดเพื่อเอาชนะหรือ พูดโดยไม่คิดถึงผลกระทบที่จะตามมาต่อคนอื่นและต่อตัวเอง2.”คิดอย่างเด็ก“ คือ คิดเพื่อตัวเองก่อน คิดแบบระยะสั้น หรือ คิดจากสิ่งที่เห็นตรงหน้าเท่านั้น3.”หาเหตุผลอย่างเด็ก“ คือ ตัดสินจากความรู้สึก เหตุผลเข้าข้างตนเอง และขาดความเข้าใจในบริบททั้งหมด สิ่งที่เราควรจะทำอย่างเร่งด่วน ก็คือ “เลิกอาการของเด็ก!” แต่ไม่ได้หมายความ ให้เสียความไร้เดียงสา(อย่างเด็ก)!เปาโล ไม่ได้บอกให้เลิกมีความจริงใจใสซื่ออย่างเด็ก แต่ให้เลิกและทิ้งความเห็นแก่ตัวความอิจฉา การอวดตัว และการเอาของประทานหรือความสามารถมาแข่งขันและเบ่งข่มกันเอง เด็กๆมักคิดและเรียกร้องถามว่า “ฉันจะได้อะไร?”แต่ผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณ จะคิดใคร่ครวญและถามก่อนว่า “ฉันจะเป็นพรอะไรต่อใครได้บ้าง?” ดังนั้น ถ้าคุณต้องการ1.รักษาความสัมพันธ์ และ2.ได้มาซึ่งความสำเร็จก็จงอย่าคิด พูด หาเหตุผล แสวงหา หรือ ตอบสนองต่อความต้องการ ปัญหา และความขัดแย้งเหมือนอย่างเด็กๆที่ขาดการยั้งคิด พี่น้องที่รัก จงคิดและปฏิบัติตนอย่างผู้ใหญ่ที่มีพระเยซูคริสต์เป็นศูนย์กลางพึงกระทำ นั่นคือ จะใคร่ครวญมีดุลพินิจ ก่อนตัดสินใจลงมือกระทำสิ่งใด ด้วยความรักเสมอ แล้วชีวิตของคุณ จะเจริญและปลอดภัย และจะทำให้ตัวคุณเองและคนอื่นมีความสุขเสมอไป …ดีไหมครับ?…………………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์30มกราคม2026 (ตอนที่305ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าปล่อยไว้ Ep.1526 2 พงศ์กษัตริย์ 9:14–26 ทำให้เราเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เห็นสิ่งที่พระเจ้าตรัสแล้วจะเป็นจริงเสมอ บางครั้งอาจจะดูว่าความไม่ยุติธรรมมันอยู่นานเกินไป แต่พระเจ้าทรงมีวาระของพระองค์ในการจัดการกับสิ่งที่ผิดไปจากพระประสงค์ของพระองค์'ดังนั้น เยฮูบุตรเยโฮชาฟัท บุตรนิมชีได้ร่วมกับคนอื่น คิดกบฏต่อโยรัม (ก่อนหน้านี้โยรัมกับอิสราเอลทั้งสิ้นยังรักษาเมืองราโมทกิเลอาดไว้จากฮาซาเอลกษัตริย์แห่งซีเรีย แต่พระราชาโยรัมทรงกลับไปรักษาตัวที่ยิสเรเอล เพราะบาดแผลที่คนซีเรียทำร้ายพระองค์ เมื่อทรงสู้รบกับฮาซาเอลพระราชาแห่งซีเรีย) เยฮูจึงกล่าวว่า “ถ้านี่เป็นความประสงค์ของท่านทั้งหลาย ก็อย่าให้คนหนึ่งคนใดเล็ดลอดออกจากเมืองไปบอกข่าวที่ยิสเรเอล” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 9:14-15 คำว่า คิดกบฏ อาจจะฟังดูรุนแรงแต่บริบทก่อนหน้านี้ทำให้เราเห็นชัดว่า นี่ไม่ใช่ความทะเยอทะยานหรือความอยากส่วนตัวของเยฮู แต่ความคิดนี้เกิดขึ้นเกิดขึ้นหลังจากที่พระวจนะของพระเจ้ามาถึงเขา นี่ไม่ใช่การแสวงหาอำนาจแต่เป็นการตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระเจ้า แม้จะเป็นคำสั่งว่า “อย่าให้ใครเล็ดลอดไปบอกข่าว” ก็ไม่ใช่ความโหดร้าย แต่เป็นวิธีการดำเนินตามเวลาที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้เพื่อให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ ขณะที่เยฮูและทหารของเขากำลังมุ่งหน้าไป ทหารยามที่ยิสเรเอลก็เห็น โยรัมจึงส่งพลม้าไปถามว่า ท่านมาอย่างสันติหรือ? เยฮูก็ตอบเหมือนกันถึงสองครั้งว่า “ท่านเกี่ยวข้องอะไรกับสันติ? จงเลี้ยวกลับตามเรามา” เมื่อทหารยามเห็นไม่มีใครกลับมในทั้ง 2 ครั้งก็มารายงานว่า น่าจะเป็นเยฮูเพราะการขับขี่รถม้าของเขาบ่งบอกว่าเป็นเขาแน่นอน'โยรัมตรัสว่า “จงเตรียมพร้อม” และเขาก็จัดรถรบของพระองค์ให้พร้อมไว้ แล้วโยรัมพระราชาแห่งอิสราเอล และอาหัสยาห์พระราชาแห่งยูดาห์ก็เสด็จออกไป ต่างก็ทรงรถรบของตนเอง ทรงออกไปปะทะกับเยฮู มาพบกันเข้า ณ ที่ดินแปลงของนาโบทชาวยิสเรเอล ' 2 พงศ์กษัตริย์ 9:21 เมื่อโยรัมประจันหน้ากับเยฮู เขาก็ถามอีกครั้งในข้อ 22 ว่า “เยฮู มาอย่างสันติหรือ?” เยฮูทูลตอบว่า “จะสันติได้อย่างไร? เมื่อการเล่นชู้และวิทยาคมของเยเซเบลมารดาของท่านยังมีอยู่มากเช่นนี้” การใช้คำถามว่า ท่านมาอย่างสันติหรือ? ทั้ง 3 ครั้งกำลังให้ความหมายว่า สถานการณ์บ้านเมืองเรียบร้อยดีไหม? ท่านยังภักดีอยู่กับเราอยู่ไหม? ทุกอย่างยังอยู่ในระเบียบใช่ไหม? สิ่งที่เยฮูตอบก็เป็นความจริงว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่ทุกอย่างจะปกติ เพราะมีการเล่นชู้ คือมีการกราบไหว้พระอื่น มีวิทยาคมของเยเซเอล มันจะปกติได้อย่างไร มันไม่มีทางจะมีสันติได้หากยังมีบาปที่ไม่จัดการ การเผชิญหน้าจึงเกิดขึ้นในดินแดนของนาโบทชาวยิสเรเอล ตรงนี้เป็นจุดที่พระวจนะของพระเจ้าตรัสไว้ล่วงหน้า ซึ่งกำลังจะสำเร็จเป็นจริงแล้ว พรุ่งนี้เราจะกลับมาต่อกันในเรื่องนี้'อย่าหลงเลย ท่านจะล้อเล่นกับพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าใครหว่านอะไรลง ก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น ' กาลาเทีย 6:7 ใคร่หว่านอะไร ก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น พระวจนะของพระเจ้าเตือนเราว่า สันติหรือความสุขที่ปล่อยบาปไว้ ไม่ใช่สันติหรือความสุขที่แท้จริงของพระเจ้า บางครั้งเราพยายามรักษาความสงบภายนอก ทั้งที่ภายในใจของเรายังมีสิ่งที่ผิด ทั้งที่เรายังประนีประนอมกับบาป และยังมีเรื่องที่พระเจ้าทรงเรียกให้เรากลับใจ พระธรรมตอนนี้เตือนใจผมตรงๆ ว่า พระเจ้าทรงอดกลั้นไว้ได้นาน แต่พระองค์ไม่เคยลืมสิ่งที่พระองค์ตรัส และสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้จะเป็นจริงเสมอในเวลาของพระองค์ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

พระธรรมนำชีวิตตอน ต้องเลือก Ep.1525 บทสนทนาสั้นๆ ใน 2 พงศ์กษัตริย์ 9:11-13 อาจสร้างสับสนให้เราพอสมควรเมื่อเราอ่าน ทั้งหมดเป็นการพูดอ้อมไม่มีใครพูดตรงประเด็น แต่หากพิจารณาดีๆแล้วเราจะพบว่า การสนทนานี้ชัดเจนและตรงประเด็นมากเกี่ยวกับการเลือกข้าง หลังจากที่ผู้รับใช้พระเจ้าหนุ่มเจิมเยฮูอย่างลับๆแล้ว แจ้งข่าวแล้ว เขาก็หนีออกไปทันทีตามคำสั่งของพระเจ้าผ่านเอลีชา'เมื่อเยฮูออกมาพบพวกข้าราชการของเจ้านายของท่าน พวกเขาพูดกับท่านว่า “ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือ? ทำไมคนบ้าคนนี้จึงมาหาท่าน?” ท่านพูดกับเขาทั้งหลายว่า “พวกท่านรู้จักชายคนนั้นและการพูดมากของเขาแล้ว” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 9:11 เมื่อเยฮูกลับมา นายทหารคนอื่น ถามว่า ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือ? ทำไมคนบ้าคนนี้จึงมาหาท่าน? ผมตั้งคำถามว่าทำไมทหารเหล่านี้จึงเรียกผู้รับใช้ว่าคนบ้า ผมได้คำตอบจากผู้รู้ คำว่า คนบ้าตรงนี้ไม่ได้หมายถึงคนเสียสติ แต่กำลังให้ควาหมายถึงคนประหลาด พูดอะไรแรงๆ พวกทหารมองว่าคนของพระเจ้าไม่มีอันตรายและเป็นพวกพูดมาก เพ้อเจ้อ และสิ่งที่เยฮูตอบก็ไม่ได้ตอบตรงๆ ผู้รู้ให้ความเห็นว่า เป็นการหยั่งเชิงดูว่าคนอื่นจะคิดยังไง และพวกเขารู้แค่ไหน นั่นเป็นเพราะว่าทุกอย่างในโลกของทหารมันดูผิดปกติไปหมด มาแล้วก็พากันเข้าบ้าน แล้วก็หลบออกไปทันทีเลย'แต่เขาทั้งหลายพูดว่า “นั่นไม่จริง บอกพวกเรามาเถิด” และท่านตอบว่า “เขาพูดอย่างนี้กับข้าพเจ้าว่า ‘พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า เราเจิมตั้งเจ้าให้เป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล' ” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 9:12 ทหารเหล่านั้นก็เปิดเผยว่า พวกเขาอยากรู้ความจริง เยฮูจึงตอบในสิ่งที่พระเจ้าตรัสผ่านคนของพระองค์ ให้เราสังเกตุว่า เยฮูไม่ได้บอกว่าเขาอยากทำรัฐประหาร แต่พูดว่า พระเจ้าตรัสว่า พระเจ้าเจิมเขาให้เป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล นี่ไม่ใช่ความทะเยอทะยานหรือความอยากส่วนตัว แต่เป็นการเริ่มต้นจากพระวจนะของพระเจ้า'แล้วพวกเขาแต่ละคนก็รีบเอาเสื้อผ้าของตนปูรองท่านที่ขั้นบันได แล้วเป่าเขาสัตว์ และป่าวร้องว่า “เยฮูเป็นกษัตริย์” ' 2 พงศ์กษัตริย์ 9:13 ปฎิกิริยาตอบสนองของเหล่าทหารเหล่านั้น เป็นสิ่งที่เราคิดไม่ถึงจริงๆ เพราะไม่มีใครโต้แย้งอะไรเลย ผู้รู้อธิบายว่า นี่อาจเป็นเวลาที่ทุกคนไม่ไหวกับการปกครองของโยรัมแล้ว จากคนที่มองว่าคนของพระเจ้าเป็นคนบ้า ตอนนี้เขายอมรับสิ่งที่พระเจ้าตรัสอย่างจริงจังและยอมประกาศว่า เยฮูเป็นกษัตริย์ สำหรับเรา บางครั้งเสียงของพระเจ้าบางเรื่องอาจทำให้เราไม่เชื่อหรือสงสัย แต่ถ้าหากเรื่องนั้นชัดเจนแล้ว ขอให้เราตัดสินใจที่จะเชื่อโดยไม่สงสัยเลย'และถ้าพวกท่านไม่เห็นด้วยที่จะปรนนิบัติพระยาห์เวห์ ท่านก็จงเลือกเสียในวันนี้ว่าท่านจะปรนนิบัติใคร จะปรนนิบัติบรรดาพระซึ่งบรรพบุรุษของท่านปรนนิบัติอยู่ในท้องถิ่นฟากตะวันออกของแม่น้ำ หรือบรรดาพระของคนอาโมไรต์ในแผ่นดินซึ่งท่านอาศัยอยู่ แต่ส่วนข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้า เราจะปรนนิบัติพระยาห์เวห์” ' โยชูวา 24:15 เรามักประวิงเวลาในการตัดสินใจฝ่ายวิญญาณ หรือเราเลือกที่จะเชื่อในถ้อยคำของพระเจ้าโดยบอกตัวเองว่า ขอคิดอีกหน่อย ขอเวลาอีกนิด แต่หลายครั้งพระเจ้าทรงพาเรามาอยู่จุดที่คำถามไม่ใช่ว่า เราจะเลือกเมื่อไร แต่มาถึงคำถามว่า เราจะเลือกอยู่ฝ่ายใคร เพราะการไม่เลือกก็คือการเลือกอย่างหนึ่งแล้ว เมื่อพระประสงค์ของพระเจ้าชัดเจนความเป็นกลางไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป ขอพระเจ้านำให้เราเลือกตามพระทัยและพระประสงค์ของพระเจ้าเสมอนะครับ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่5 (ตอนที่ 303) ใครจะได้หน้า? “จงรักกันฉันพี่น้อง จงขวนขวายในการให้เกียรติกันและกัน” ~โรม 12:10 THSV11 “Love one another warmly as Christians, and be eager to show respect for one another.” ~Romans 12:10 GNT เราควรจะให้เกียรติ มากกว่าเรียกร้องขอเกียรติ! เราควรเป็นแสง ไม่ใข่หิวแสง! มีคำเตือนสติว่า “เราจะทำอะไร ๆ ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ถ้าเราไม่คำนึงมากนักว่า ใครจะได้หน้า!“ (We can do anything without limitation if we do not care much about who gets the credit.) พระคัมภีร์ สอนเราให้ถ่อมตน ไม่เห็นแก่ตัว และไม่มุ่งหาเกียรติหรือกระเสือกกระสนที่จะได้เครดิตหรือได้หน้าเป็นส่วนตัว จนถึงกับเอ่ยปากยกย่องตัวเอง“จงให้คนอื่นสรรเสริญเจ้า และไม่ใช่ปากของเจ้าเอง ให้คนต่างด้าวสรรเสริญ และไม่ใช่ริมฝีปากของเจ้าเอง” ~สุภาษิต 27:2 THSV11 (Let someone else praise you, and not your own mouth; an outsider, and not your own lips.) ~Proverbs 27:2 NIV ถ้าเราเอาแต่เรียกร้องขอเกียรติ เราก็จะเป็นเหมือนกับเด็ก ถ้าเราจริงใจให้เกียรติผู้อื่น เราก็คือผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ ที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างถูกต้อง เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า “คนที่ให้เกียรติผู้อื่นได้เสมอ คือคนที่รู้จักคุณค่าของตนเองอย่างแท้จริง!” (Those who consistently honor others truly understand their own worth.) ดังนั้น จากนี้ไป ขอให้เราไม่เป็นคนที่อยากได้หน้าแต่เป็นคนที่ขวนวายในการให้เกียรติแก่ผู้อื่นคือเต็มใจทำให้เขาได้หน้า ด้วยความรัก อย่างจริงใจ ขอให้เราเป็นคนใจกว้าง ในการให้เกียรติแก่ผู้อื่นขอให้เราตระหนักไว้เสมอว่า“เกียรติไม่ได้ลดลง เมื่อเรามอบออกไปแต่เป็นสิ่งที่เพิ่มขึ้น เมื่อเราแบ่งปันให้ผู้อื่น”(Honor is not diminished when given away;it multiplies when shared.) …เห็นด้วยไหม?…………………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์28มกราคม2026 (ตอนที่303ปีที่5)#YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข #NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี