Podcasts สำหรับการเติมกำลังให้กับจิตวิญญาณของเรา

พระธรรมนำชีวิตตอน เพราะรักจึงตีสอน Ep.1695หลายครั้งเมื่อเราอ่านเรื่องราวการพิพากษาของพระเจ้า เราอาจจะคิดว่าพระเจ้าทรงพิพากษาเพราะความโกรธเพียงอย่างเดียว แต่ในเยเรมีย์ 12:7–13 ทำให้เราเห็นอีกด้าน คือพระเจ้าทรงเจ็บปวดอย่างมากด้วย เมื่อพระองค์ลงโทษคนของพระองค์ เบื้องหลังการพิพากษานั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดของพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้ทรงทอดทิ้งคนของพระองค์เพราะเลิกรัก แต่เพราะพวกเขาปฏิเสธความรักของพระเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระองค์จึงทรงพิพากษาตามพันธสัญญาและตามพระลักษณะอันบริสุทธิ์ของพระเจ้า'“เราได้ละทิ้งนิเวศของเรา เราได้เหวี่ยงมรดกของเราทิ้ง เราได้มอบผู้เป็นที่รักแห่งจิตใจเรา ไว้ในมือศัตรูของเธอ ' เยเรมีย์ 12:7ในตอนนี้ยังเป็นคำตอบที่ต้องเนื่องมาจากการที่พระเจ้าบอกให้เยเรมีย์เตรียมใจรับสิ่งที่จะหนักยิ่งกว่า พระเจ้าทรงเปิดเผยถึงความเจ็บปวดของพระองค์ พระเจ้าทรงเรียกยูดาห์ว่า นิเวศของเรา มรดกของเรา และผู้เป็นที่รักแห่งจิตใจเรา คำเหล่านี้สะท้อนถึง ความรัก ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างพระเจ้ากับผู้คนของพระองค์ แต่ในข้อ 8-9 ความบาปได้เปลี่ยนคนที่พระองค์ทรงรักให้กลายเป็นผู้ต่อต้านพระองค์ จากผู้เป็นที่รัก กลับกลายเป็นเหมือนสิงห์ป่าที่คำรามใส่พระองค์ พระเจ้าจึงทรงถอนการทรงปกป้องและยอมให้ศัตรูเข้ามา ไม่ใช่เพราะพระองค์เลิกรัก แต่เพราะพระเจ้าทรงสัตย์จริงต่อความบริสุทธิ์และพันธสัญญาของพระองค์'ผู้เลี้ยงแกะเป็นอันมากได้ทำลายสวนองุ่นของเรา เขาทั้งหลายได้เหยียบย่ำส่วนของเรา เขาได้ทำให้ส่วนที่เราพอใจ กลายเป็นถิ่นทุรกันดารที่ร้างเปล่า เขาได้ทำส่วนของเราให้ร้างเปล่า ที่ร้างเปล่านั้นก็คร่ำครวญต่อเรา แผ่นดินทั้งสิ้นก็ถูกทิ้งให้ร้างเปล่า แต่ไม่มีใครเอาใจใส่เรื่องนั้น ' เยเรมีย์ 12:10-11โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้เลี้ยงมักหมายถึงผู้รับใช้ของพระเจ้า แต่ตรงนี้นักวิชาการพระคัมภีร์จำนวนมากเห็นว่า ผู้เลี้ยงแกะตรงนี้ หมายถึงกษัตริย์และกองทัพบาบิโลน พระเจ้าทรงคำว่าร้างเปล่าถึง 3 ครั้ง สิ่งนี้คือการย้ำว่านี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นผลของการละทิ้่งพระเจ้าและการละเมิดพันธสัญญา แม้ว่าความพินาศจะเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา แต่พวกเขาก็ไม่สำนึกและไม่ยอมหันกลับมาหาพระเจ้า หัวใจที่แข็งกระด้างของพวกเขาทำให้พวกเขาเห็นผลของความบาป แต่ไม่ยอมเรียนรู้ที่จะกลับใจ ในข้อ 12 สิ่งที่พวกเขาต้องสูญเสีย คือ ชาโลม หมายถึง สวัสดิภาพ สันติสุข ความอุดมสมบูรณ์ ความปลอดภัย พระแสงดาบของพระยาห์เวห์มาถึงแล้ว เพราะพระเจ้าทรงถอนการปกป้องออกจากพวกเขา สภาพของพวกเขาจึงเหมือนในข้อ 9 คือถูกรุมกินโต๊ะจากประเทศรอบด้าน'เขาทั้งหลายหว่านข้าวสาลีแต่ได้เกี่ยวหนาม เขาทำให้ตัวเหน็ดเหนื่อยแต่ไม่ได้กำไรอะไร เจ้าทั้งหลายจงอับอายด้วยผลการเกี่ยวของเจ้า ด้วยเหตุพระพิโรธร้อนแรงของพระยาห์เวห์” ' เยเรมีย์ 12:13ชีวิตที่แยกจากพระเจ้าอาจดูเหมือนประสบความสำเร็จอยู่ในช่วงเวลานึง แต่สุดท้ายสิ่งที่จะเก็บเกี่ยวได้คือความว่างเปล่าและความอับอาย พระพรที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากความสามารถของมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่เราใช้ชีวิตอยู่ในพระองค์ การพิพากษาของพระเจ้าไม่ใช่การทำลายอย่างไม่มีเหตุผล แต่เป็นการยืนยันว่า พระเจ้าทรงซื่อสัตย์ต่อพระวจนะของพระองค์ ทั้งในพระสัญญาและในคำเตือน'เรารักใครเราก็ตักเตือนและตีสอนเขา เพราะฉะนั้นจงมีความกระตือรือร้น และกลับใจใหม่ ' วิวรณ์ 3:19เมื่อชีวิตของเราเริ่มสูญเสียชาโลม คือ สวัสดิภาพ สันติสุขเพราะผลของการไม่เชื่อฟังพระเจ้า อย่าไปโทษสถานการณ์หรือคนอื่น ๆ แต่ขอให้เราใช้โอกาสนั้นสำรวจใจของตัวเองว่า เรายังใช้ชีวิตอยู่ในพระเจ้าหรือเปล่า พระเจ้าทรงตีสอนคนที่พระองค์รัก ไม่ใช่เพื่อผลักไส แต่เพื่อเรียกคนที่พระองค์ทรงรักให้กลับมาหาพระองค์อีกครั้งวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่112)จงชนะความชั่วด้วยความดี!“อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี” ~โรม 12:21 THSV11“Do not be overcome by evil, but overcome evil with good.” ~Romans 12:21 NIVมีคำกล่าวว่า“ความชั่วสูญเสียอำนาจของมันเมื่อใครบางคนเลือกความดี!(Evil loses its powerwhen someone chooses goodness.)อ.เปาโลกำชับให้เราเลือกความดีเหนือความชั่ว ไว้ดังนี้“อย่าให้ความชั่วชนะเราได้”(Do not be overcome by evil)ความชั่วชนะเรา 1).เมื่อมันทำร้ายเรา และ2).เมื่อมันเปลี่ยนเราให้กลายเป็นเหมือนมัน ก.เมื่อมีคนโกหกเรา ~แล้วเราโกหกตอบข.เมื่อมีคนเกลียดเรา ~แล้วเราเกลียดกลับค.เมื่อมีคนโกรธเรา~แล้วเราโกรธตอบง.เมื่อมีคนทำร้ายเรา ~แล้วเราแก้แค้นทำร้ายกลับจ.เมื่อมีคนโกงเรา~แล้วเราโกงกลับ ฯลฯในนาทีที่เราจะคิดว่า “เราเอาคืนได้สำเร็จ” ความชั่วได้ชนะใจเราในนาทีนั้นแล้ว!เวลาที่มารซาตานใช้ความชั่วชนะเรามันไม่ได้เพียงต้องการแค่ทำให้เราเจ็บปวด แต่มันยังต้องการทำให้เรา สูญเสียพระลักษณะของพระคริสต์ในชีวิตของเราไปดังนั้นทความชั่วที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่ความชั่วที่อยู่รอบตัวเรา แต่คือความชั่วที่เริ่มเติบโตขึ้นภายในใจของเรา!“แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี”( but overcome evil with good.)พระเจ้ามิได้สอนให้เรายอมแพ้ต่อความชั่วแต่ทรงสอนให้ เอาชนะด้วยอาวุธที่สูงล้ำกว่าแล้วอะไร คือ อาวุธที่เลิศล้ำกว่า?เปาโลเรียกอาวุธทรงพลังนั้นว่า “ความดี!”“ความดี”1).ในความหมายทั่วไป คือ“การกระทำ คำพูด หรือความคิดที่ถูกต้อง ดีงาม เป็นประโยชน์ และไม่เบียดเบียนผู้อื่น” 2).ตามคัมภีร์ไบเบิล หมายถึง ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่สำแดงพระลักษณะของพระคริสต์ ได้แก่ก.รักแทนความเกลียดข.ให้อภัยแทนการแก้แค้นค.อวยพรแทนการสาปแช่งง.เมตตาแทนความโกรธจ.พูดความจริงด้วยความรักฉ.ทำสิ่งถูกต้อง ดีงาม แม้ไม่มีใครเห็น“ความดี”เช่นนี้มีพลัง เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นผู้สร้างขึ้นในชีวิตเราพระเยซูคริสต์เองทรงเป็นแบบอย่างให้เห็นในยามที่ความดีอยู่กับพระองค์ ดังนี้ 1).เมื่อถูกดูหมิ่น พระองค์ไม่ทรงด่าตอบ2).เมื่อถูกทำร้าย พระองค์ทรงอธิษฐานเผื่อผู้ที่ตรึงพระองค์3).เมื่อถูกเกลียดชัง พระองค์กลับยังทรงรักเหมือนเดิมดูเหมือนที่ไม้กางเขน พระเยซูพ่ายแพ้ แต่~ความรักของพระเจ้า ชนะความเกลียดชัง~การให้อภัยชนะการแก้แค้น~ชีวิตใหม่ชนะความตายนี่คือชัยชนะโดยความดีที่พระเจ้าทรงประทานให้!และความดีที่กระทำด้วยความรักสามารถหยุดวงจรแห่งความชั่วได้!สรุปขอให้เราชนะความชั่วร้ายด้วยความดีอยู่เสมอ ดังนี้เมื่อเราถูกนินทา…จงรับมือด้วยความจริงเมื่อเราถูกทำร้าย…จงเมตตาให้อภัยเมื่อเราถูกปฏิเสธ…จงตอบสนองด้วยความรัก4.เมื่อเราถูกเข้าใจผิด…จงยังคงรักษาหัวใจให้สะอาดเพราะชัยชนะของเรานั้นไม่ใช่การทำให้อีกฝ่ายหนึ่งแพ้แต่คือการไม่ยอมให้ความบาปชั่วเข้าครอบครองหัวใจของเราเป็นอันขาด!…เห็นด้วยไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 21กรกฎาคม2026(ตอนที่112ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน เมื่อพระเจ้าไม่ตอบทุกคำถาม Ep.1694เมื่อเราเห็นคนที่ไม่ยำเกรงพระเจ้ากลับประสบความสำเร็จ ในขณะที่คนที่ใช้ชีวิตยำเกรงพระเจ้ากลับต้องเผชิญความทุกข์ยาก เราก็อดถามไม่ได้ว่า "ทำไม?" เยเรมีย์ 12:1-4 เยเรมีย์เองก็เคยมีคำถามแบบนี้เหมือนกัน เขาไม่ได้หันหลังให้พระเจ้า แต่เขานำความสงสัยนั้นมาทูลถามต่อพระเจ้าด้วยความเชื่อในพระเจ้าว่าพระองค์ยังทรงยุติธรรม นักวิชาการพระคัมภีร์หลายท่านอธิบายว่า เยเรมีย์มาร้องทูลไม่ใช่เพราะไม่เชื่อว่าพระเจ้าไม่ยุติธรรม เขาเพียงต้องการเข้าใจว่า ทำไมพระเจ้าจึงอนุญาตให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น แต่ใน เยเรมีย์ 12:5-6 พระเจ้าทรงตอบเขา แต่พระองค์ไม่ได้อธิบายในความสงสัย พระเจ้าทรงบอกให้เยเรมีย์เตรียมใจให้พร้อมสำหรับสิ่งที่หนักยิ่งกว่า'ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระองค์ทรงชอบธรรม เมื่อข้าพระองค์สู้คดีกับพระองค์ แต่ข้าพระองค์ยังขอทูลเสนอมูลคดีต่อพระองค์ ทำไมทางของคนอธรรมจึงเจริญขึ้น ทำไมทุกคนที่ทรยศก็อยู่เย็นเป็นสุข ' เยเรมีย์ 12:1เยเรมีย์เริ่มต้นด้วยการยอมรับว่า พระเจ้าทรงชอบธรรม ก่อนจะทูลถามถึงสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ เขาไม่ได้กล่าวหาพระเจ้า แต่เขากำลังแสวงหาความเข้าใจจากพระเจ้าว่า เพราะอะไรคนอธรรมจึงดูเหมือนเจริญรุ่งเรือง ความเชื่อที่แท้จริงจึงไม่ใช่ไม่มีความสงสัย แต่คือการนำความสงสัยนั้นมาหาพระเจ้าด้วยความไว้วางใจ ในข้อ 2 เยเรมีย์ได้ชี้ให้เห็นว่า คนเหล่านั้นเอ่ยพระนามของพระเจ้าด้วยริมฝีปาก แต่หัวใจกลับอยู่ห่างไกลจากพระเจ้า'ข้าแต่พระยาห์เวห์ แต่พระองค์ทรงรู้จักข้าพระองค์ พระองค์ทรงเห็นข้าพระองค์ และทรงทดลองความคิดของข้าพระองค์ที่มีต่อพระองค์ ขอทรงฉุดพวกเขาออกมาเหมือนแกะสำหรับการฆ่า และแยกเขาไว้ต่างหากเพื่อวันประหาร ' เยเรมีย์ 12:3ในข้อนี้เยเรมีย์กลับมาพูดถึงตัวเอง คำว่ารู้จัก ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่มีข้อมูล แต่หมายถึงการมีความสัมพันธ์ต่อกัน และคำว่า "ทดลอง" มีความหมายถึงการทดสอบเพื่อพิสูจน์ความแท้จริง เปรียบเหมือนการหลอมโลหะให้เห็นว่าเป็นของแท้หรือเปล่า '“ถ้าเจ้าวิ่งแข่งกับมนุษย์ และเขาทำให้เจ้าเหน็ดเหนื่อย เจ้าจะแข่งกับม้าได้อย่างไร? และถ้าเจ้ายังล้มลงในแผ่นดินที่ปลอดภัยเจ้าจะทำอย่างไรในดงลุ่มแม่น้ำจอร์แดน? ' เยเรมีย์ 12:5ในข้อ 5-6 นี้พระเจ้าทรงตอบความสงสัยของเยเรมีย์ แต่พระองค์ไม่ได้ทรงตอบคำถามว่า ทำไมคนอธรรมจึงเจริญรุ่งเรืองขึ้น แต่พระเจ้าทรงบอกผู้รับใช้ของพระองค์ด้วยด้วยสุภาษิตเปรียบเทียบแลัในข้อ 5 ที่ผมอ่านไปแล้ว ซี่งแปลความได้ว่า หากอุปสรรคในวันนี้ยังทำให้หมดแรง แล้วเมื่อพันธกิจที่หนักกว่านี้มาถึงจะทำอย่างไร พระเจ้ากำลังสร้างความอดทน ความเข้มแข็ง และความไว้วางใจในชีวิตของเยเรมีย์ เพื่อให้เขาพร้อมสำหรับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า'เพราะว่าแม้แต่พี่น้องของเจ้าและเชื้อสายของบิดาเจ้า ก็ได้ทำการทรยศต่อเจ้า เขายังร้องไล่ตามเจ้าไปอย่างเต็มเสียง แม้ว่าเขาพูดถ้อยคำอย่างดีกับเจ้า ก็อย่าเชื่อเขาเลย ' เยเรมีย์ 12:6พระเจ้ายังทรงเตือนเยเรมีย์ว่า สิ่งที่เขาต้องเจอนั่นยังไม่จบ แม้แต่คนในครอบครัวก็อาจกลายเป็นผู้ต่อต้าน ความเจ็บปวดจากการรับใช้พระเจ้าอาจจะไม่ได้เกิดจากคนอื่น แต่จะมาจากคนใกล้ตัวที่สุด สิ่งที่พระเจ้าตรัสนี่ไม่ได้ตรัสให้เยเรมีย์ท้อใจ แต่เพื่อเตรียมเยเรมีย์ให้พร้อมเผชิญทุกสิ่งด้วยความเชื่อและความอดทน เราอาจจะสงสัยว่า ทำไมพระเจ้าไม่จัดการคนเหล่านั้น แม้ว่าเราจะมีความสงสัย ขอให้เราอย่าขาดความเชื่อว่าพระเจ้าทรงยุติธรรม และอย่าหยุดที่จะไว้วางใจในพระเจ้านะครับ'พี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อพวกท่านพบกับการทดลองใจต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง เพราะพวกท่านรู้ว่าการทดสอบความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความทรหดอดทน ' ยากอบ 1:2-3หลายครั้งเราอาจรอคำอธิบายจากพระเจ้า แต่ในความเป็นจริง พระเจ้ากำลังทรงสร้างชีวิตของเรามากกว่าที่จะอธิบายทุกอย่าง ขอให้เรากล้านำคำถาม ความสงสัย ความอัดอั้นในใจทั้งหมดมาทูลต่อพระเจ้า และให้เราไว้วางใจว่า แม้ว่าพระเจ้าจะยังไม่ตอบคำถามของเราในเวลาที่เราต้องการ นัานเป็นเพราะว่า พระเจ้ากำลังสร้างเราให้เข้มแข็ง ให้พร้อมสำหรับทุกสิ่งที่พระองค์กำลังนำเราให้ไปพบเจอวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่111)อย่าแค่เชื่อถูก แต่จงใช้ชีวิตให้ถูกด้วย“ในที่สุดนี้ ท่านทั้งหลายจงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เห็นอกเห็นใจกัน รักกันฉันพี่น้อง มีจิตใจอ่อนโยนและถ่อมตัว”~ 1 เปโตร 3:8 (THSV11“Finally, all of you, be like-minded, be sympathetic, love one another, be compassionate and humble.” 1 Peter 3:8 NIVคนที่เชื่อถูกต้อง ควรกระทำอะไรที่ถูกต้อง หรือมีคุณธรรม ดังนี้เราต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน“จงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน”(Be like-minded)ไม่ได้หมายความว่า เราที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ต้อง “คิดเหมือนกันทุกเรื่อง” แต่หมายความว่าแม้เราทุกคนในคริสตจักรจะมีความแตกต่างกันในด้านต่างๆ อาทิวัย บุคลิก ความคิดเห็น หรือของประทาน แต่เรายังคงเป็นหนึ่งเดียวกันโดยมีพระเยซูเป็นศูนย์กลางและมีเป้าหมายเดียวกันในชีวิตนั่นคือถวายพระเกียรติแด่พระคริสต์ ในทุกสิ่งที่เราคิด พูด และทำ!(ฟีลิปปี 2:2;เอเฟซัส 4:3)เราต้องเห็นอกเห็นใจกัน“เห็นอกเห็นใจกัน”(Be sympathetic)หมายความว่า เราผู้เชื่อต้อง“ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้อื่น”ไม่ใช่เพียงรู้ว่าเขาเจ็บ แต่รู้สึกเจ็บไปกับเขาไม่ใช่เพียงแสดงความยินดี แต่ควรยินดีจากใจจริงพระเยซูทรงเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด เพราะพระองค์ทรงร่วมร้องไห้กับคนที่ร้องไห้และทรงร่วมแบกความทุกข์กับพวกเขา(โรม 12:15;ฮีบรู 4:15)เราต้องรักกันฉันพี่น้อง“รักกันฉันพี่น้อง”(Love one another as brothers and sisters)คริสตจักรไม่ใช่เป็นองค์กร แต่เป็นครอบครัวของพระเจ้าเราผู้เชื่อจึงควรรักกันแบบพี่น้องคือให้อภัย รับฟัง ช่วยเหลือ ปกป้องและยืนหยัดอยู่เคียงข้างกันเหมือนดังที่พระเยซูตรัสว่า“คนทั้งหลายจะรู้ว่าพวกท่านเป็นสาวกของเรา เพราะท่านรักกัน”(ยอห์น 13:35) เราต้องมีจิตใจอ่อนโยน“มีจิตใจอ่อนโยน”(Be compassionate / tenderhearted)เราผู้เชื่อต้องมีหัวใจที่อ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง ไม่เย็นชาแต่พร้อมให้อภัย เมตตา และช่วยเหลือผู้อื่น อย่างมีน้ำใจคนที่ทีหัวใจแข็งกระด้างมักตัดสินคนอื่นแต่คนที่หัวใจอ่อนโยนจะพยายามเข้าใจคนอื่นเราต้องถ่อมตัว“และถ่อมตัว”(Be humble)ความถ่อมใจไม่ใช่การดูถูกตัวเองแต่คือการให้เกียรติผู้อื่นมากกว่าหรือเหมือนกับที่ให้แก่ตนเองพระเยซูคือแบบอย่างสูงสุดแม้ทรงเป็นพระเจ้าแต่ก็ทรงล้างเท้าสาวกพระองค์คือผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ยอมรับใช้มากที่สุด(ฟีลิปปี 2:3-8;ยอห์น 13)ดังนั้น หากเราเชื่อถูกต้อง เราจะใช้ชีวิตที่ถูกต้อง ดังนี้เราเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และนำความสามัคคีมาสู่ชุมชนของเราเราเห็นอกเห็นใจกัน และนำการเยียวยามาสู่คริสตจักรของเราเรารักกันฉันพี่น้อง และนำความอบอุ่นมาสู่ครอบครัวฝ่ายวิญญาณของเราเราปฏิบัติต่อกันอย่างอ่อนโยน และนำความเมตตาปรานีมาให้แก่กันเราถ่อมใจและถ่อมตนต่อกันและนำสันติสุขมาสู่ท่ามกลางพวกเราด้วยเหตุนี้ เราควรถามตัวเองอย่างจริงใจว่า วันนี้ 1).ฉันกำลังสร้างความสามัคคีหรือสร้างความแตกแยก?2).ฉันกำลังเข้าใจความรู้สึกจริงๆของคนอื่นที่อยู่กับฉันบ้างหรือไม่?3).ฉันกำลังรักใครอย่างจริงใจโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดจากเขาหรือไม่?4).คำพูดของฉันอ่อนโยนหรือแข็งกระด้างไร้เมตตาและทำร้ายคนอื่นหรือไม่?5).ฉันกำลังยกตัวเองหรือยกผู้อื่นให้สูงขึ้น?และถ้าเราประพฤติปฎิบัติดังที่กล่าวมานี้อย่างจริงใจคริสตจักรของเราก็จะ~เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ~สะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์ชัดเจนขึ้น~เป็นพยานต่อโลกนี้ อย่างมีพลังมากยิ่งขึ้นพี่น้องที่รักขอให้เราตระหนักว่าถ้าเราเชื่อถูก เราจะปฏิบัติตัวต่อกันและกันอย่างถูกต้องอย่างคนในครอบครัวของพระคริสต์ซึ่งจะทำให้คริสตจักรของเรากลายเป็นบ้านหรือครอบครัวแห่งความสุขขึ้นมาในทันที ดังคำกล่าวที่ว่า“คริสตจักรจะเป็นบ้านที่สุขสันต์เมื่อสมาชิกปฏิบัติต่อกันเหมือนครอบครัว!”(The church becomes a happy home when believers treat one another as family.)…เห็นด้วยไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 20กรกฎาคม2026(ตอนที่111ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าแก้แค้น Ep.1693สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดในการติดตามพระเจ้า ไม่ใช่การถูกต่อต้านจากคนอื่น แต่เป็นการถูกเข้าใจผิด ถูกปฏิเสธ หรือถูกหักหลังจากคนที่เรารักและไว้ใจ เยเรมีย์ 11:18–23 ได้ให้กำลังใจพวกเราว่า แม้แต่เยเรมีย์ผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ของพระเจ้า เขาเองก็ยังต้องเผชิญการต่อต้านกับวางแผนจะกำจัดเขา ถึงกับลบชื่อของเขาให้หมดไปจากความทรงจำของผู้คน แต่พระเจ้าทรงเห็นทุกสิ่ง และไม่มีแผนการของคนอธรรมใดที่อยู่เหนือการควบคุมของพระเจ้า'พระยาห์เวห์ทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้าและข้าพเจ้าก็รู้ พระองค์ทรงเปิดเผยการกระทำของเขาแก่ข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์เป็นเหมือนลูกแกะเชื่องตัวหนึ่ง ซึ่งถูกพาไปฆ่า ข้าพระองค์ไม่ทราบเลยว่าข้าพระองค์เอง ได้ถูกพวกเขาวางแผนการต่อสู้ โดยกล่าวว่า “ให้เราทำลายต้นไม้กับผลของมันเสียด้วย ให้เราตัดเขาออกเสียจากแดนคนเป็น เพื่อชื่อของเขาจะไม่เป็นที่ระลึกถึงอีกเลย” ' เยเรมีย์ 11:18-19ตรงนี้กำลังบอกว่า ถ้าพระเจ้าไม่เปิดเผยเยเรมีย์ไม่มีทางจะรู้เลยว่า คนในบ้านเกิดของเขากำลังวางแผนลอบทำร้ายเขา เยเรมีย์เปรียบตนเองเหมือนลูกแกะเชื่องที่เดินตามเจ้าของโดยไม่รู้ว่าปลายทางจะไปถูกฆ่า นักวิชาการพระคัมภีร์หลายท่านให้ความเห็นว่า ภาพของลูกแกะเชื่องที่ถูกพาไปฆ่าในชีวิตของเยเรมีย์ เป็นภาพที่ชี้ล่วงหน้าไปถึงพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นลูกแกะของพระเจ้าที่ทรงยอมทนทุกข์โดยไม่ทรงตอบโต้เลย และข้อความนี้ก็ปรากฎใน อิสยาห์ 53:7 เยเรมีย์ไม่เคยรู้เลยว่าคนใกล้ตัวซึ่งน่าจะรวมถึงญาติพี่น้องของตนด้วยกำลังคิดกำจัดเขา และต้องการลบชื่อของเขา หมายถึงเอาทั้งชีวิตและทุกสิ่งที่เขาพูด สิ่งที่เขาทำนั้นลบออกให้หมดไป แต่พระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่งและพระองค์ได้ทรงเปิดเผยความจริงนั่นแก่เยเรมีย์ พระเจ้าทรงรู้ และทรบเห็นทุกสิ่งที่คนของพระองค์ยังมองไม่เห็น และพระเจ้าไม่เคยปล่อยให้แผนการของความชั่วนั้นมาอยู่เหนือการควบคุมของพระเจ้า'แต่ว่า ข้าแต่พระยาห์เวห์จอมทัพผู้ทรงพิพากษาอย่างชอบธรรม ผู้ทรงทดลองดูทั้งความคิดและจิตใจ ขอให้ข้าพระองค์แลเห็นการแก้แค้นของพระองค์ตกแก่พวกเขา เพราะข้าพระองค์ได้มอบเรื่องของข้าพระองค์ไว้กับพระองค์แล้ว ' เยเรมีย์ 11:20เยเรมีย์ไม่ได้ตอบโต้ด้วยความแค้นส่วนตัว แม้เขาจะเจ็บปวดใจอย่างมาก แต่เขาเลือกมอบทุกความรู้สึกนั้นไว้กับพระเจ้าผู้ทรงพิพากษาอย่างชอบธรรม เพราะพระเจ้าทรงรู้ทั้งการกระทำ แรงจูงใจ และความคิดที่ซ่อนอยู่ในใจมนุษย์ การฝากทุกเรื่องไว้กับพระเจ้าไม่ได้หมายความว่า เราไม่เจ็บปวด แต่มันหมายความว่า เราเชื่อว่าการรักษาความยุติธรรมเป็นหน้าที่ของพระเจ้า ไม่ใช่หน้าที่ของเรา'เพราะฉะนั้น พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ เกี่ยวกับคนตำบลอานาโธท ผู้จะเอาชีวิตของเจ้า และกล่าวแก่เจ้าว่า “อย่าเผยพระวจนะในพระนามของพระยาห์เวห์ เพื่อเจ้าจะไม่ต้องตายด้วยมือของพวกเรา” เพราะฉะนั้น พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสว่า “นี่แน่ะ เราจะลงโทษเขาทั้งหลาย พวกคนหนุ่มจะตายด้วยดาบ บรรดาบุตรชายและบุตรหญิงของเขาจะตายด้วยการกันดารอาหาร จะไม่มีใครเหลือเลย เพราะเราจะนำสิ่งร้ายมาสู่คนตำบลอานาโธท คือปีแห่งการลงโทษเขา”' เยเรมีย์ 11:21-23ผู้ที่ขู่ฆ่าเยเรมีย์ไม่ใช่คนต่างชาติ แต่เป็นคนอานาโธท บ้านเกิดของเขาเอง พวกเขาอาจคิดว่ากำลังปิดปากเยเรมีย์ แต่แท้จริงแล้วพวกเขากำลังต่อต้านพระเจ้าผู้ทรงส่งเยเรมีย์ไปพูด ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงเป็นผู้พิพากษาเอง พวกเราผู้รับใช้ของพระเจ้าเราไม่จำเป็นต้องแก้แค้นหรือพิสูจน์ตัวเอง เพราะพระองค์ทรงเห็นทุกอย่าง และพระองค์จะทรงกระทำด้วยความยุติธรรมในเวลาของพระเจ้า'นี่แน่ะ ท่านผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า อย่าแก้แค้น แต่จงมอบการนั้นไว้ แล้วแต่พระเจ้าจะทรงลงโทษ เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “การแก้แค้นเป็นของเรา เราเองจะตอบแทน” ' โรม 12:19บางครั้งการทำตามพระเจ้าอาจทำให้เราถูกปฏิเสธ ถูกเข้าใจผิด หรือถูกหักหลังจากคนที่อยู่ใกล้ชิดที่สุด แต่ขอให้เราจำไว้ว่า ผู้ที่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้าอาจถูกคนทอดทิ้ง แต่พระเจ้าไม่มีวันทอดทิ้งเรา ขอให้เรายังคงยืนหยัดในความจริง มอบความเจ็บปวดไว้กับพระองค์ และวางใจว่า พระเจ้าผู้ทรงเห็นทุกสิ่งจะกระทำด้วยความยุติธรรมในเวลาของพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่110)พักสงบ!“บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายได้หยุดพัก จงเอาแอกของเราแบกไว้ และเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพอ่อนโยนและใจถ่อม แล้วจิตใจของท่านทั้งหลายจะได้หยุดพัก เพราะว่าแอกของเราก็พอเหมาะ และภาระของเราก็เบา”~มัทธิว 11:28–30 (THSV11)“Come to me, all you who are weary and burdened, and I will give you rest. Take my yoke upon you and learn from me, for I am gentle and humble in heart, and you will find rest for your souls. For my yoke is easy and my burden is light.” ~Matthew 11:28-30 NIVมีคำเขียนไว้ว่า“ยิ่งคุณเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้นเท่าไรใจของคุณก็ยิ่งสงบสุขลึกลงไปมากขึ้นเท่านั้น!“”(The closer you are to God,the deeper your peace.)ใช่ครับ เราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ความกังวล และภาระหนัก แต่พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระทัยเมตตา ทรงเชื้อเชิญให้พวกเราผู้ที่เหน็ดเหนึ่อยกับชีวิตและงานได้พบกับการพักสงบ!ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การพักทางกาย แต่เป็น การพักของจิตวิญญาณอย่างแท้จริงด้วย!สิ่งที่เราเรียนรู้จากพระธรรมตอนนี้ ก็คือหากว่าเราต้องการได้พักสงบจริงๆ เราต้องทำดังนี้จงมาหาพระเยซูคริสต์“บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายได้หยุดพัก!“พระเยซูไม่ได้ตรัสว่า“จงไปแก้ปัญหาของเจ้าก่อน” แล้วจะได้พัก แต่พระองค์ตรัสว่า“จงมาหาเรา!”ใช่อีกเช่นกันว่า การพักมักเริ่มต้นเมื่อเราเข้ามาหาพระองค์ช่างน่าเศร้าที่หลายคน(แม้แต่คนที่อ้างว่าเขาเชื่อพระเจ้า) เอาแต่~วิ่งหาความรู้~วิ่งหางาน~วิ่งหาเงิน~วิ่งหาความสำเร็จ ~วิ่งหาเครือข่าย~วิ่งหาความสุข/ความสนุกส่วนตัว หรือ แม้แต่กระทั่ง~วิ่งเข้าหาการรับใช้ต่างๆ…แต่กลับไม่วิ่งมาเข้าหาพระเจ้า!การพักที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่วันหยุด!แต่อยู่ที่เราหยุดวันนั้น เพื่อใช้เวลาอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยลำพัง!การพักสงบที่แท้จริง จึงเริ่มต้นที่“ความสัมพันธ์” ไม่ใช่ที่ “สถานการณ์”พระเยซูไม่ได้ทรงสัญญาว่าจะเอาปัญหาของเราออกไปทันที เพื่อให้เราได้พักแบบไม่มีปัญหาแต่พระองค์ทรงสัญญาว่า จะให้เราพักและมีสันติสุขได้ในท่ามกลางปัญหาเหล่านั้น! จงวางภาระไว้กับพระเยซูและเอาแอกของพระองค์แบกไว้“จงเอาแอกของเราแบกไว้”ที่เราได้หยุดพัก ไม่ใช่เพราะไม่มีภาระ แต่เพราะมีผู้1).แบกภาระแทนเรา หรือ2).แบกภาระร่วมกับเรา“เพราะว่าแอกของเราก็พอเหมาะ และภาระของเราก็เบา”จงเรียนรู้จากพระเยซู“และเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพอ่อนโยนและใจถ่อม แล้วจิตใจของท่านทั้งหลายจะได้หยุดพัก “เมื่อเราเรียนรู้และใช้ชีวิตเหมือนพระเยซู อย่างสุภาพและอ่อนโยนใจของเราก็จะได้พักและสงบลงพี่น้องที่รักในขณะที่เราพักสงบในพระเจ้า สิ่งหนึ่งที่เราควรจะเข้าใจ ก็คือ“การพักสงบในพระเจ้า ไม่ใช่การหนีจากปัญหา แต่เป็นการลุกขึ้นอยู่เหนือปัญหาด้วยการไว้วางใจในพระองค์”(Resting in God is not escaping your problems, but rising above them by trusting Him.)ดังนััน ขอให้พี่น้อง จงเข้ามา1.พบรัก และ2.พักสงบ ในพระเจ้า และมีชัยชนะเหนือทุกสถานการณ์ ด้วยความเชื่อและวางใจในพระองค์อย่างเต็มร้อย…จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 19กรกฎาคม2026(ตอนที่110ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี#ค่ายCL 17-19กค.2026

พระธรรมนำชีวิตตอน ไม่ใช่แค่พอเป็นพิธี Ep.1692พวกเราคิดแบบนี้ไหมครับว่า ถ้ายังไปนมัสการ ถวายทรัพย์ รับใช้ พระเจ้าก็ทรงพอพระทัย เยเรมีย์ 11:14–17 บอกเราว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงมองเพียงสิ่งที่เราทำเพื่อพระองค์ แต่พระเจ้าทรงมองที่หัวใจที่เรามีต่อพระองค์ ศาสนพิธีต่าง ๆ มันแทนการเชื่อฟังและการกลับใจจริง ๆ ไม่ได้'“เพราะฉะนั้น เจ้าเองอย่าอธิษฐานเพื่อชนชาตินี้ อย่าวิงวอนหรืออธิษฐานเพื่อพวกเขา เพราะเราจะไม่ฟังเมื่อเขาร้องต่อเราในเวลาลำบาก ' เยเรมีย์ 11:14พระเจ้าทรงห้ามเยเรมีย์อธิษฐานเพื่อประชาชน เพราะพวกเขาไม่ฟังเสียงเตือนของพระองค์เลย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะพระเจ้าไม่มีความเมตตา แต่เพราะพวกเขาไม่ได้กลับใจจริง ๆ พวกเขามาร้องหาพระเจ้าเพราะพวกเขาไม่อยากรับผลของความบาป มากกว่าที่จะเสียใจที่ได้ทำผิด ทำบาปต่อพระองค์ พระเจ้าทรงอดทนกับพวกเขามาเป็นเวลานาน แต่เมื่อพวกเขาดื้อดึงไม่ยอมกลับใจ การพิพากษาตามพันธสัญญาจึงมาถึง และเมื่อพระเจ้าผู้ทรงเป็นผู้พิพากษาทรงประกาศคำพิพากษาแล้ว การพิพากษานั้นก็ย่อมดำเนินไปตามความยุติธรรมและความบริสุทธิ์ของพระเจ้า'ผู้เป็นที่รักของเรามาทำอะไรในนิเวศของเราเล่า ในเมื่อนางได้ทำการชั่วช้ามาก? คำบนบานและเนื้อสัตว์ที่สักการบูชาจะหันเหโทษของเจ้าได้หรือ? อย่างนี้แล้วเจ้าจะเริงโลดได้หรือ? ' เยเรมีย์ 11:15พระเจ้ายังคงเรียกคนยูดาห์ว่าเป็นที่รัก ภาพนี้เปรียบเหมือนสามีที่ยังรักภรรยา แม้ว่าภรรยาจะนอกใจไปมีชู้ คนยูดาห์ยังเข้าไปในพระวิหารที่ถวายเครื่องบูชา เพราะคิดว่าเครื่องบูชาจะลบล้างความผิดได้ แต่พระเจ้าทรงถามว่า สิ่งเหล่านี้จะลบล้างชีวิตที่ไม่เชื่อฟังได้ยังไง พระเจ้าไม่ได้ปฏิเสธการถวายเครื่องบูชา แต่ทรงปฏิเสธการถวายที่ปราศจากการกลับใจ พระเจ้าทรงต้องการให้คนของพระองค์กลับมาหาพระองค์มากกว่าที่จะมาทำพิธีกรรมที่ถูกต้องเพียงแค่ภายนอก สำหรับพวกเราผู้เชื่อในปัจจุบัน การไปโบสถ์ การรับใช้ หรือการถวายนั้นทดแทนชีวิตที่เชื่อฟังพระเจ้าในทุก ๆ วันไม่ได้'พระยาห์เวห์ทรงเคยเรียกเจ้าว่า ‘ต้นมะกอกสดงดงามด้วยผลอย่างดี' แต่พระองค์ทรงก่อไฟเผามันเสียด้วยเสียงดังสนั่น และกิ่งทั้งหลายของมันจะถูกเผาผลาญหมด พระยาห์เวห์จอมทัพผู้ทรงปลูกเจ้า ได้ทรงประกาศความร้ายให้ตกแก่เจ้า เพราะความชั่วช้าซึ่งคนอิสราเอลและคนยูดาห์ได้กระทำ ได้ยั่วยุให้เราโกรธด้วยการเผาเครื่องหอมถวายแก่พระบาอัล” ' เยเรมีย์ 11:16-17พระเจ้าทรงเปรียบยูดาห์เป็นต้นมะกอกที่พระองค์ทรงปลูกด้วยพระองค์เอง เพื่อให้เกิดผลและถวายพระเกียรติแด่พระองค์ แต่เพราะพวกเขาหันไปนมัสการพระบาอัลจึงต้องพบกับการพิพากษา พระเจ้าทรงเป็นผู้ปลูก พระองค์ย่อมมีสิทธิ์ตัดแต่งต้นไม้ของพระองค์ การตีสอนของพระเจ้าไม่ได้เกิดจากการที่พระองค์เลิกรักประชากรของพระองค์ แต่เกิดจากความสัตย์จริงต่อความบริสุทธิ์และพันธสัญญาของพระองค์ 'และซามูเอลทูลว่า “พระยาห์เวห์พอพระทัยในเครื่องบูชาเผาทั้งตัวและเครื่องสัตวบูชามาก เท่ากับการที่จะเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระยาห์เวห์หรือ? ดูเถิด ที่จะเชื่อฟังก็ดีกว่าเครื่องสัตวบูชา และซึ่งจะเอาใจใส่ก็ดีกว่าไขมันของบรรดาแกะผู้ ' 1 ซามูเอล 15:22ซามูเอลบอกซาอูลที่คิดว่าการถวายเครื่องบูชาเป้นสิ่งที่พระเจ้าพอพระทัยว่า พระเจ้าทรงพอพระทัยหัวใจที่เชื่อฟังมากกว่าพิธีกรรมที่ถูกต้อง งดงามตามระเบียบนมัสการ ขอให้เราสำรวจชีวิตของเราเองว่า วันนี้เรากำลังรักษาความสัมพันธ์กับพระเจ้าจริง ๆ หรือเราเพียงรักษารูปแบบของศาสนพิธี เพราะการเชื่อฟังไม่ได้ทำให้เราเป็นที่รักของพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงรักเราอยู่แล้ว แต่การเชื่อฟังคือหลักฐานว่า เรารักพระเจ้าจริง ๆวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่109)พบรัก!“เรารัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน”~ 1 ยอห์น 4:19 THSV11“We love because he first loved us.” ~1 John 4:19 NIVมีคำกล่าวไว้ว่า“เราไม่ได้เริ่มต้นด้วยการรักพระเจ้าแต่พระเจ้าทรงเริ่มต้นด้วยการรักเรา!”(We did not begin by loving God; God began by loving us.)พระธรรม 1 ยอห์น 4:19 ข้อนี้ สามารถสรุปแก่นของข่าวประเสริฐ และความรักของพระเจ้าได้อย่างงดงามมากที่สุดว่า“ต้นกำเนิดของความรัก” คือ“พระเจ้าแห่งความรัก”ผู้ทรงสร้างเรา“…เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก!”~1 ยอห์น 4:8 THSV11ด้วยเหตุนี้ ความรักที่แท้จริงจึงเริ่มต้นมาจากพระเจ้าไม่ใช่มาจากมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น~คนที่เรารัก หรือ~คนที่รักเราสิ่งที่เราเรียนรู้จากพระธรรมตอนนี้คือความรักของพระเจ้า~เป็นความรักที่“เสนอ”นั่นคือ ความรักของพระเจ้า “มาก่อน” 1).ความรักของเรา หรือ2).ความรักของคนอื่นๆ (รวมทั้งพ่อแม่ หรือ สามีภรรยาของเรา)พระเจ้า “ทรงรักเราก่อน” นี่เป็นหัวใจของพระธรรมข้อนี้พระเจ้าไม่ได้รอ1).ให้เราเป็นคนดีพร้อมก่อน ~จึงจะรักเรา2).ให้เรากลับใจเสียก่อน~จึงจะรักเรา3).ให้เรารับใช้พระองค์ก่อน~จึงจะรักเรา4).ให้เราทำตัวสมควรหรือเอาใจพระองค์ก่อน ~จึงจะรักเรา5).ให้เรารักพระองค์ก่อน~จึงจะรักเราแต่พระองค์ทรงรักเรา~ตั้งแต่พระองค์ยังไม่ได้สร้างเราหรือสรรพสิ่งในโลกนี้~ตั้งแต่เรายังไม่รู้จักพระเจ้าหรือยังหลงทางไปจากพระองค์อยู่เลย~ตั้งแต่เรายังกระทำบาป และเป็นปรปักษ์และเป็นศัตรูต่อพระเจ้าอยู่ด้วยซ้ำเหมือนดังที่โรม 5:8 ~10 กล่าวว่า“แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เรา คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปนั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา!”ความรักของพระเจ้า จึงเป็น1).“พระคุณ”(Grace) หรือ2). “ของขวัญ“(Gift)สำหรับเราและมนุษย์ทุกคนในโลกนี้ความรักของเรา ~เป็นความรักที่“สนอง”คือ เป็น “ผล” ไม่ใช่ “เหตุ”คนบางคนเข้าใจผิดว่า“ฉันรักพระเจ้ามาก พระองค์จึงรักฉันกลับคืนมา”แต่พระคัมภีร์กลับสอนตรงกันข้ามว่าพระเจ้าทรงรักเราก่อน จึงเป็นเหตุที่ทำให้เรารักพระองค์ และอยากตอบสนองพระคุณของพระองค์ความรักของพระเจ้าและความรักของเรา ~เป็นความรักที่“เสนอและสนอง”ต่อคนอื่นเมื่อเรารับความรักของพระเจ้า เราจึงรักผู้อื่นได้ใน 1 ยอห์น บทที่ 4 พูดว่าเมื่อหัวใจของเราเต็มด้วยความรักของพระเจ้า เราจะ1).ให้อภัยง่ายขึ้น2).เมตตามากขึ้น3).รับใช้ด้วยความยินดียิ่งขึ้น และ4).เสียสละโดยไม่หวังผลตอบแทนได้ง่ายขึ้นด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ได้รักผู้ใด ด้วย “กำลังของเรา” หรือ “ความรักของเรา”(ที่มีจำกัด)แต่เรารักคนอื่น ได้ด้วย “ความรักที่พระเจ้า“ประทานให้อย่างไม่จำกัดพี่น้องที่รัก เมื่อเราได้พบกับพระเจ้า และได้สัมผัสกับความรักของพระองค์ที่รักเราก่อนแบบไม่มีเงื่อนไขความรักของพระเจ้าได้เปลี่ยนอัตลักษณ์ของเรา1).เราไม่ได้เป็นคนมีคุณค่าเพราะโลกยอมรับ แต่เพราะพระเจ้าทรงรัก2).เราไม่ได้เป็นลูกของพระเจ้าเพราะเราดีพอ แต่เพราะพระเยซูทำให้เราเป็นบุตรของพระองค์ความรักของพระเจ้า ทำให้เรารับใช้พระองค์ด้วยความสมัครใจดังนั้นการรับใช้ การเชื่อฟัง การนมัสการหรือแม้แต่การมาโบสถ์จึงไม่ใช่เป็นความพยายามเพื่อทำให้พระเจ้ารักเราแต่เป็นการตอบสนองต่อความรักที่พระองค์ทรงมอบให้แล้ว!ความรักของพระเจ้าช่วยเยียวยารักษาหัวใจและความสัมพันธ์ของเราที่แตกสลาย1).หัวใจที่แตกสลาย จากการคิดว่า“ไม่มีใครรักฉัน”เพราะ~ถูกปฏิเสธ และไม่เคยได้รับคำชม หรือ ถูกทอดทิ้ง2).ความสัมพันธ์ของเราที่แตกสลาย เพราะ~ถูกเข้าใจผิด ถูกปฏิเสธ หรือถูกทรยศและเพราะพระเจ้าทรงรักเราก่อนอย่างไม่มีเงื่อนไขเช่นนี้ เราจึงรู้สึกได้รับการเติมเต็ม โดยไม่จำเป็นต้องพยายามพิสูจน์คุณค่าของตัวเราให้คนอื่นเห็นเหมือนดังคำกล่าวที่ว่า “เมื่อรู้ว่าพระเจ้าทรงรักเรา เราก็เลิกพยายามพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง!”(When we know God loves us,we stop striving to prove our worth.)เราจึง1.รู้สึกซาบซึ้งรักพระเจ้ามากขึ้น และ2.ปรารถนาที่จะสนองพระคุณของพระองค์ด้วยความรักอย่างสุดหัวใจ และ3.บอกเล่าเรื่องราวความรักของพระเจ้าที่เราพบนี้ ให้แก่คนอื่นๆรับไว้ต่อๆไปโดยเริ่มต้นจากคนที่เรารักและคนที่รักเราก่อน ณ บัดนี้เลย…จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 18กรกฎาคม2026(ตอนที่109ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี#ค่ายCL 17-19กค.2026

พระธรรมนำชีวิตตอน ที่พึ่งที่แท้จริง Ep.1691ส่วนใหญ่พวกเราผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้ามักจะไม่ละทิ้งพระเจ้าในวันเดียว แต่เรามักจะค่อย ๆ ปล่อยให้สิ่งอื่นเข้ามาแทนที่พระองค์ จนวันหนึ่งความไว้วางใจในพระเจ้าของเราก็ไม่ได้อยู่ที่พระเจ้าอีกต่อไป เยเรมีย์ 11:9–13 เปิดเผยว่า ยูดาห์ไม่ได้เพียงทำบาปแค่ครั้งคราว แต่พวกเขาร่วมกันละเมิดพันธสัญญา กบฏต่อพระเจ้า และหันไปติดตามพระอื่น 'พระยาห์เวห์ตรัสกับข้าพเจ้าอีกว่า “มีการคิดกบฏท่ามกลางคนยูดาห์และชาวกรุงเยรูซาเล็ม พวกเขาได้หันกลับไปหาความผิดบาปแห่งบรรพบุรุษของเขา ผู้ปฏิเสธไม่ยอมฟังถ้อยคำของเรา เขาติดตามพระอื่นๆ ไป และปรนนิบัติพระนั้น คนอิสราเอลและคนยูดาห์ได้ผิดพันธสัญญาของเรา ซึ่งเรากระทำต่อบรรพบุรุษของเขา ' เยเรมีย์ 11:9-10พระเจ้าทรงเปิดเผยว่า ความผิดที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่บางคน แต่เป็นการร่วมกันกบฏของประชาชน คำว่า "การคิดกบฏ" เป็นคำที่ใช้กับการล้มล้างกษัตริย์ ตรงนี้กำลังอธิบายว่าพวกเขาร่วมมือกันต่อต้านสิทธิอำนาจของพระเจ้า พวกเขาเลือกเดินซ้ำรอยความบาปของบรรพบุรุษ คือหันไปติดตามพระพื้นเมืองของชาวคานาอัน ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ แต่เพราะตั้งใจ จงใจปฏิเสธพระเจ้า การละทิ้งพระเจ้าเริ่มต้นจากหัวใจที่ค่อย ๆ หันออกจากพระองค์ แล้วพฤติกรรมการหันออกจากพระเจ้านั้นก็เห็นได้จากการใช้ชีวิตที่มีสิ่งอื่นเข้ามาแทนที่พระเจ้า วันนี้ก็เช่นกัน การห่างจากพระเจ้าไม่ได้เริ่มจากการเลิกไปโบสถ์ แต่เริ่มจากการที่เราปล่อยให้หัวใจและความคิดของเราจดจ่อ และให้คุณค่ากับสิ่งอื่นมากกว่าพระเจ้า'เพราะฉะนั้น พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ เราจะนำเหตุร้ายมาเหนือเขา ซึ่งเขาหนีไม่พ้น ถึงเขาจะร้องทุกข์ต่อเรา เราก็จะไม่ฟังเขา ' เยเรมีย์ 11:11พระเจ้าไม่ได้ทรงปฏิเสธคำร้องทูลเพราะไม่มีความรักความเมตตา แต่เพราะพวกเขาไม่ได้กลับใจจริง ๆ พวกเขาร้องหาพระเจ้าเพราะกลัวผลของบาป ไม่ได้มาร้องหาพระเจ้าเพราะเสียใจที่ได้ทำบาปต่อพระองค์ การพิพากษาที่มาถึงเป็นผลของการละเมิดพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงเตือนไว้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระเจ้าทรงอดทนนาน แต่พระองค์ก็ทรงยุติธรรม และพระเจ้าทรงเรียกให้มนุษย์กลับใจด้วยใจจริง ไม่ใช่เพียงเสียใจเพราะผลของความบาป แล้วก็ยังใช้ชีวิตแบบเดิมอยู่ต่อไป'แล้วเมืองต่างๆ ของยูดาห์และชาวกรุงเยรูซาเล็มจะไปร้องทุกข์ต่อพระ ซึ่งพวกเขาได้เผาเครื่องหอมถวายนั้น แต่พระเหล่านั้นช่วยเขาในเวลาลำบากไม่ได้ ยูดาห์เอ๋ย พระทั้งหลายของเจ้าก็มากเท่ากับบรรดาเมืองของเจ้า และตามจำนวนถนนในกรุงเยรูซาเล็ม เจ้าได้ตั้งแท่นบูชาถวายสิ่งที่อับอาย คือแท่นสำหรับเผาเครื่องหอมถวายแก่พระบาอัล ' เยเรมีย์ 11:12-13เมื่อความทุกข์มาถึง พระที่พวกเขากราบไหว้ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย แม้จะมีแท่นบูชามากมาย แต่แท่นบูชานั้นก็ไม่สามารถช่วยกู้ชีวิตได้ มีเพียงพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์เท่านั้นที่ทรงช่วยให้เรารอดได้ สิ่งที่เราให้ความไว้วางใจแทนพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นเงิน ความสามารถ ความสำเร็จ ความมั่นคงของชีวิต อาจดูมั่นคงในวันที่ทุกอย่างเป็นปกติ แต่เมื่อพบกับวิกฤต สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถเป็นที่พึ่งที่แท้จริงได้'ลูกทั้งหลายเอ๋ย จงรักษาตัวให้พ้นจากรูปเคารพ' 1 ยอห์น 5:21คำเตือนนี้ยังคงเตือนสาวกของพระเยซูในทุกยุคทุกสมัย เพราะรูปเคารพไม่ได้เป็นเพียงรูปปั้นเท่านั้น แต่คือทุกสิ่งที่เข้ามาแทนที่พระเจ้าในใจของเรา ขอให้เราสำรวจชีวิตของตัวเองอยู่เสมอ และขอให้เราเลือกวางใจในพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์แต่เพียงผู้เดียว เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงซื่อสัตย์ต่อพันธสัญญาของพระองค์เสมอ และพระองค์ทรงเป็นที่พึ่งที่พึงได้เสมอ และพระองค์ทรงต้อนรับผู้ที่กลับมาหาพระองค์ด้วยใจจริงวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่108)ความดีงามของการได้เข้าใกล้ชิดพระเจ้า!“แต่ส่วนข้าพระองค์ ที่จะเข้าใกล้พระเจ้านั้นดี ข้าพระองค์ได้ให้พระยาห์เวห์องค์เจ้านายเป็นที่ลี้ภัยของข้าพระองค์เพื่อข้าพระองค์จะได้เล่าถึงพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์” ~สดุดี 73:28 THSV11“But as for me, it is good to be near God. I have made the Sovereign Lord my refuge; I will tell of all your deeds.” ~Psalms 73:28 NIVสดุดี 73:27–28 เตือนสติให้เราพิจารณาคุณค่าชีวิตของเราใหม่ ให้เราตระหนักว่าสิ่งสำคัญจริงๆ ไม่ใช่ทรัพย์สิน ชื่อเสียง หรือความสำเร็จ แต่เป็นความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า ผู้ที่ห่างออกไปจากพระเจ้าอาจดูรุ่งเรือง แต่นั่นก็จะเป็นเพียงชั่วคราว แต่สำหรับผู้ที่เข้าใกล้ชิดสนิทกับพระเจ้า เขาจะพบความดี ความมั่นคง และความชื่นชมยินดีที่ยั่งยืน พร้อมทั้งชีวิตของเขาก็จะเป็นพยานถึงพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์แก่ผู้อื่นด้วยสำหรับข้อ28นี้ พระวจนะของพระเจ้าสอนอะไรแก่เราบ้าง?“แต่ส่วนข้าพระองค์ ที่จะเข้าใกล้พระเจ้านั้นดี”(“But as for me, it is good to be near God)นี่คือหัวใจสำคัญของทั้งบท!ผู้เขียนไม่ได้บอกว่า“การมีเงินทอง“หรือ ”การประสบความสำเร็จ“นั้นดีแต่ท่านกล่าวว่า“การเข้าใกล้พระเจ้านั้นดี!”คำว่า “ดี” (Good) ในที่นี้ หมายถึง~ดีที่สุด~เป็นประโยชน์ที่สุด~ปลอดภัยที่สุด~เติมเต็มที่สุดใช่ครับ เมื่อเราเข้าใกล้พระเจ้า~ใจของเราได้รับสันติสุข~ความคิดของเราได้รับการเปลี่ยนแปลง~มุมมองของเราได้รับการปรับให้ถูกต้อง~ความหวังของเรากลับคืนมา~ชีวิตของเรามีความหมายชัดเจนขึ้นมาในทันที“ข้าพระองค์ได้ให้พระยาห์เวห์เองค์เจ้านายเป็นที่ลี้ภัยของข้าพระองค์”( I have made the Sovereign Lord my refuge;)“ที่ลี้ภัย” หมายถึง~สถานที่ปลอดภัย~ป้อมปราการ~ที่พักพิง~ความมั่นคงช่าวน่าอบอุ่นใจ ยิ่งนัก ที่แม้ว่า~โลกอาจเปลี่ยนแปลงไป~คนอาจเปลี่ยนใจ~ทรัพย์สินอาจสูญหายแต่พระเจ้าของเรา ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย!พระองค์ยังคงเป็นที่ลี้ภัยอันปลอดภัยเสมอมาและเสมอไปเราจึงมีที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงได้เสมอแม้ในยามอยู่ท่ามกลางพายุแห่งชีวิตเป็นดังที่ พระธรรม สดุดี 46:1 กล่าวไว้ว่า“พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของเรา เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก” ~สดุดี 46:1 THSV11(God is our refuge and strength, an ever-present help in trouble.)~Psalms 46:1 NIV“เพื่อข้าพระองค์จะได้เล่าถึงพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์”( I will tell of all your deeds.)ผู้ที่เข้าใกล้พระเจ้าจะได้รับสิ่งดีหรือพระพร และถ้าเขาเป็นคนดี เขาก็จะ ไม่เก็บพระพรนั้นไว้เพื่อตนเองแต่ผู้เดียวเขาจะซาบซึ้งในพระคุณพระเจ้าและมีความรักเมตตาต่อผู้อื่นด้วยเขาจึงจะกลายเป็นผู้บอกเล่าข่าวดีที่แสนประเสริฐที่รวมถึงเรื่อง~ความซื่อสัตย์ของพระเจ้า~พระคุณของพระองค์~การช่วยกู้ของพระเจ้า~การทรงนำของพระองค์~การอัศจรรย์ต่างๆที่พระเจ้ากระทำเขาจะมีชีวิตแห่งการเป็นพยานเราก็เช่นกัน นั่นคือ เราจะเป็นพยานเพราะเราได้สัมผัสกับพระเจ้าจริงๆด้วยตัวเองในชีวิตของเราพี่น้องที่รักขอให้เราจดจำและปฏิบัติตามหลักการฝ่ายจิตวิญญาณจากพระธรรมข้อนี้ไว้ให้ดีอย่าวัดชีวิตจากความรุ่งเรือง แต่จากความใกล้ชิดพระเจ้า2.จงให้ค่าความสำคัญกับความสัมพันธ์กับพระเจ้ามากกว่าความสำเร็จทุกอย่าง3.จงให้พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยที่มั่นคงนิรันดร์ของเราตลอดไป4.จงเล่าข่าวดีเรื่องพระคุณของพระเจ้าให้คนทั้งหลายรับรู้อยู่เสมอ5.จงตั้งเป้าหมายของชีวิตที่ไม่เพียงแต่จะ “ได้รับพระพร” แต่จะ“รู้จักพระเจ้าผู้ประทานพระพร” และ“แบ่งปันพระพร”นั้นแก่ทุกคนที่เรารู้จักและเราพบเจอ…จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 17กรกฎาคม2026(ตอนที่108ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าเป็นเพียงคนที่ได้ยิน Ep.1690คริสเตียนหลายคนเข้าใจว่า ความเชื่อที่มี คือการไปโบสถ์อย่างสม่ำเสมอ ร่วมกิจกรรมทุกอย่างของคริสตจักร แต่ถ้าเพิ่มระดับขึ้นมาอีกคือการที่เราจะรู้พระวจนะของพระเจ้า วันนี้ความจริงผ่าน เยเรมีย์ 11:1–8 เตือนเราว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกคนของพระองค์ให้เพียงรับรู้พันธสัญญา แต่ทรงเรียกให้ใช้ชีวิตตามพันธสัญญานั้นด้วย เพราะการเชื่อฟังเป็นหลักฐานของความสัมพันธ์กับพระเจ้า'พระวจนะมาจากพระยาห์เวห์ถึงเยเรมีย์ว่า “เจ้าจงฟังถ้อยคำในพันธสัญญานี้เถิด และจงกล่าวแก่คนยูดาห์และชาวกรุงเยรูซาเล็ม เจ้าจงกล่าวแก่เขาว่า พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า ให้คนที่ไม่เชื่อฟังถ้อยคำในพันธสัญญานี้ถูกแช่งเถิด คือพันธสัญญาที่เราบัญชาแก่บรรพบุรุษของพวกเจ้า ผู้ซึ่งเราได้นำออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ จากเตาไฟเหล็ก และกล่าวแก่เขาว่า จงฟังเสียงของเรา และจงทำทุกอย่างที่เราบัญชาเจ้าไว้ เจ้าจึงจะเป็นประชากรของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า เพื่อเราจะทำให้สำเร็จตามคำสาบานซึ่งเราได้ปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของเจ้าว่า เราจะให้แผ่นดินซึ่งมีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์แก่เขาอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้” แล้วข้าพเจ้าจึงทูลตอบว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอให้เป็นดังนั้นเถิด” ' เยเรมีย์ 11:1-5พระเจ้าทรงใช้เยเรมีย์ประกาศเรื่องพันธสัญญาที่พระองค์ทรงทำกับอิสราเอลตั้งแต่ทรงนำพวกเขาออกจากอียิปต์ พระคุณของพระเจ้ามาก่อนเสมอ พระองค์ทรงช่วยให้เป็นอิสระก่อน แล้วพระองค์จึงทรงเรียกให้พวกเขาใช้ชีวิตด้วยการเชื่อฟัง ดังนั้น การเชื่อฟังจึงไม่ใช่หนทางที่จะได้รับความรอด แต่เป็นการตอบสนองต่อพระคุณที่ได้รับแล้ว วิธีการใช้ชีวิต หรือพฤติกรรมแห่งการเชื่อฟังที่แสดงผลออกมา เป็นผลของความสัมพันธ์ที่เรามีกับพระเจ้า 'และพระยาห์เวห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “จงป่าวร้องถ้อยคำทั้งหมดนี้ในเมืองต่างๆ ของยูดาห์และตามถนนของเยรูซาเล็มว่า จงฟังถ้อยคำแห่งพันธสัญญานี้และประพฤติตาม ' เยเรมีย์ 11:6หลังจากบทที่ 7-10 นักอธิบายพระคัมภีร์เรียกส่วนนี้ว่า คำเทศนาในพระวิหาร เพราะพระเจ้าตรัสสั่งให้เขาไปพูดที่พระวิหารของพระเจ้า แต่ในบทนี้ เป็นการเริ่มเทศนาอีกครั้งโดยพระเจ้าตรัสสั่งเยเรมีย์ให้ออกไปประกาศให้ทั่ว เพื่อคนยูดาห์จะได้ฟังถ้อยคำของพระเจ้าแล้วจะทำตาม 'เพราะเราได้กล่าวตักเตือนอย่างแข็งขันต่อบรรพบุรุษของเจ้า เมื่อเรานำพวกเขาขึ้นมาจากแผ่นดินอียิปต์ ตักเตือนเขาครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จนถึงทุกวันนี้ กล่าวว่า จงฟังเสียงของเรา ' เยเรมีย์ 11:7การพิพากษาของพระเจ้าไม่ได้มาอย่างฉับพลัน พระองค์ทรงอดทนเตือนพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่าน คำว่า “ซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ในภาษาเดิมมีความหมายถึง ตื่นมาทำงานแต่เช้า นี่แปลว่าพระเจ้าทรงจริงจังกับการเตือนพวกเขาอย่างมากผ่านผู้เผยพระวจนะคนแล้วคนเล่า คำว่า "ฟัง" ในภาษาเดิมไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ได้ยินด้วยหู แต่หมายถึงการรับฟังด้วยใจและเชื่อฟังกระทำตาม การได้ยินพระวจนะทุกสัปดาห์ แต่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงชีวิต จึงไม่ใช่การฟังตามความหมายที่พระเจ้าต้องการ ความอดทนของพระเจ้าสะท้อนถึงความเมตตา เพราะพระเจ้าต้องการให้คนของพระองค์กลับใจมาหาพระองค์มากกว่าจะถูกพิพากษา'แต่พวกเขาก็ไม่เชื่อฟังหรือเงี่ยหูฟัง ทุกคนดำเนินตามความดื้อด้านแห่งจิตใจอันชั่วร้ายของเขา ดังนั้นเราจึงนำทุกสิ่งตามถ้อยคำแห่งพันธสัญญานี้ที่เราได้บัญชาให้เขากระทำ แต่เขาไม่ได้ทำตามนั้น ให้มาตกเหนือเขา” ' เยเรมีย์ 11:8ปัญหาของคนยูดาห์ไม่ใช่เขาไม่รู้พระประสงค์ของพระเจ้า พวกเขารู้แล้วแต่กลับดื้อด้าน เลือกทำตามใจตัวเอง พวกเขาปฏิเสธเสียงของพระเจ้า แล้วในที่สุดก็ต้องเผชิญผลของการดื้อรั้น นี่เป็นคำเตือนสำหรับพวกเราด้วย การเป็นสมาชิกคริสตจักร การไปโบสถ์อย่างสม่ำเสมอ ร่วมกิจกรรมทุกอย่าง หรือการมีความรู้พระคัมภีร์ ไม่สามารถทดแทนชีวิตที่เชื่อฟังพระเจ้าได้ ความเชื่อแท้ย่อมแสดงผลออกมาผ่านการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า'“ถ้าพวกท่านรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา ' ยอห์น 14:15พระเยซูคริสต์ทรงสรุปหัวใจของพันธสัญญาไว้อย่างชัดเจนว่า ความรักที่เรามีต่อพระเจ้าต้องแสดงออกมาด้วยการเชื่อฟัง ขอให้เราไม่เป็นเพียงคสที่ได้ยินพระวจนะ แต่เราจะยอมให้พระวจนะเปลี่ยนแปลงความคิด และการใช้ชีวิตของเรา เพราะชีวิตที่เชื่อฟัง คือชีวิตที่ทำให้เรารู้ว่า เรามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าจริง ๆวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่107)ความสำเร็จของผู้ห่างเหินพระเจ้า?“เพราะนี่แน่ะ บุคคลผู้ห่างเหินจากพระองค์จะพินาศ ทุกคนที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์จะถูกพระองค์ทำลาย” ~สดุดี 73:27 THSV11“Those who are far from you will perish; you destroy all who are unfaithful to you.” ~Psalms 73:27 NIVมีคำเตือนสติที่เราควรรับฟัง กล่าวไว้ว่า“ความสำเร็จที่ไม่มีพระเจ้าอาจยิ่งใหญ่ในวันนี้ แต่จะไม่ยั่งยืนชั่วนิรันดร์!”(Success without God may be impressive today, but it cannot last forever.)พระธรรมตอนนี้(สดุดี 73:27-28) เป็นบทสรุปอันทรงพลังของ สดุดี บทที่ 73 ซึ่งผู้เขียนคือ อาสาฟ เขึยนขึ้นหลังจากที่ตัวเขาต่อสู้กับความสงสัยมานานว่า“ทำไมคนอธรรมจึงดูเหมือนเจริญรุ่งเรือง?” แต่เมื่อเขาเข้าไปในสถานนมัสการของพระเจ้า ฟังพระวจนะของพระองค์เขาจึงมองเห็นความจริงจากมุมมองของพระเจ้า และปิดท้ายด้วยการประกาศความเชื่อที่เรียนรู้นั้นอย่างหนักแน่นมั่นคงสิ่งที่อาสาฟ ได้เรียนรู้ในตอนนี้ ก็คือ คำเตือนที่ว่า“บุคคลผู้ห่างเหินจากพระองค์จะพินาศ!”(Those who are far from you will perish;)แล้ว“ห่างเหินจากพระองค์” หมายถึงอะไร?คำว่า “ห่างเหิน” มาจากคำฮีบรู“ rachaq”ที่มีความหมายว่า~อยู่ไกล~แยกตัวออก~ถอยห่าง~ทำตัวห่างออกไปจากความสัมพันธ์~ไม่ดำเนินชีวิตกับพระเจ้าซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียง “ระยะทาง” แต่หมายถึง ”ทิศทางของหัวใจและชีวิต““คนที่ห่างเหินพระเจ้า” จึงเป็นคนที่1).ไม่แสวงหา ไม่ต้องการพระเจ้า2).ปฏิเสธและไม่พึ่งพาพระองค์3).เลือกใช้ชีวิตเสมือนพระเจ้าไม่มีอยู่4).ให้สิ่งอื่นเป็นศูนย์กลางของชีวิตแทนที่พระเจ้า5).ดำเนินตามความปรารถนาของตนเองเป็นหลักพระเจ้าทรงเปิดเผยให้รู้ว่า แม้ภายนอกคนที่ห่างเหินจากพระเจ้านั้นอาจดู~ประสบความสำเร็จ~ มั่งคั่ง หรือ~มีอำนาจบารมี แต่พระคัมภีร์เตือนว่าความเจริญรุ่งเรืองนั้นเป็นเพียงภาวะแค่ชั่วคราว ก่อนมลายหายไป“ทุกคนที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์จะถูกพระองค์ทำลาย”(you destroy all who are unfaithful to you.)คำว่า “ไม่ซื่อสัตย์” หมายถึงอะไร?คำว่า “ไม่ซื่อสัตย์” นี้มาจากคำภาษาฮีบรู“ zanah ”ซึ่งมีความหมายหลักว่า“~เป็นชู้~นอกใจ~ทรยศต่อพันธสัญญา~ละทิ้งความสัมพันธ์ที่ควรซื่อสัตย์”ในพระคัมภีร์ คำนี้มักใช้ในความหมายฝ่ายจิตวิญญาณถึง“การละทิ้งและ นอกใจพระเจ้า(เหมือนคู่สมรสที่ผิดคำสัตย์ที่ให้แก่กัน )แล้วหันไปหาคนอื่นหรือ สิ่งอื่นแทนที่พระองค์!”พี่น้องที่รักขอให้เราเรียนรู้และเตือนตัวเองไว้เสมอว่าความสำเร็จรุ่งเรืองที่ไม่มีพระเจ้า จะเป็นเพียงความสำเร็จแค่ชั่วคราวความสำเร็จที่นำให้เราห่างเหินไปจากพระเจ้า~จะนำเราออกห่างไปไกลจากต้นกำเนิดของชีวิต และ~จะทำให้ชีวิตที่ดูสูงขึ้นในสายตาของคนกลับตกต่ำลงความไม่สัตย์ซื่อและนอกใจพระเจ้าเพื่อความสำเร็จหรือความรุ่งเรืองจะนำการทำลายล้างมาสู่ชีวิตและทุกสิ่งที่เราทำหรือมีด้วยเหตุนี้ คำแนะนำและคำเตือนสุดท้ายเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตของคุณ ก็คือ“จงเลือกความใกล้ชิดกับพระเจ้ามากกว่าความรุ่งเรืองที่พาคุณออกห่างไปจากพระองค์!”(Choose closeness with God over prosperity that pulls you away from Him.)…คุณจะเชื่อและทำตามคำแนะนำดังที่กล่าวมาหรือไม่ครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 16กรกฎาคม2026(ตอนที่107ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ภายใต้การทรงนำของพระเจ้า Ep.1689โลกนี้สอนว่า คนที่จะประสบความสำเร็จต้องมีความรู้ ต้องฝึกฝนความสามารถและวางแผนทุกเรื่องให้ดีเพื่อจะควบคุมทุกอย่างได้ ทั้งหมดนี้ล้วนมีความสำคัญ แต่ก็ยังไม่เพียงพอนั่น เยเรมีย์ 10:23–25 เปิดเผยว่า มนุษย์เองไม่สามารถกำหนดทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ชีวิตที่มั่นคงจึงไม่ใช่ชีวิตที่พึ่งพาความรู้ ความสามารถ แต่เป็นชีวิตที่รู้จักพระเจ้าและยอมไว้วางใจอยู่ในการทรงนำของพระเจ้า'ข้าแต่พระยาห์เวห์ ข้าพระองค์ทราบแล้วว่าทางของมนุษย์ไม่ขึ้นอยู่กับตัวเขา คือไม่ได้อยู่ที่มนุษย์ที่จะดำเนินไป และนำย่างเท้าของตนเอง ' เยเรมีย์ 10:23ในบทที่ 10 คือประกาศถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า แล้วเยเรมีย์จึงตอบสนองด้วยการยอมรับว่า มนุษย์ไม่ใช่ผู้กำหนดชีวิตของตัวเอง แม้เราจะวางแผนและตัดสินใจ แต่พระเจ้าทรงเป็นผู้นำและเป็นผู้กำหนดทิศทางของชีวิตทุกอย่าง คำสารภาพนี้ไม่ได้ทำให้มนุษย์หมดความรับผิดชอบ แต่เป็นการถ่อมใจยอมรับว่า ชีวิตจะถูกต้องได้ก็ต่อเมื่อเรายอมอยู่ภายใต้การทรงนำของพระเจ้า'ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอทรงตีสอนข้าพระองค์ตามสมควร ไม่ใช่ด้วยความกริ้วของพระองค์ เกรงว่าพระองค์จะทรงทำลายข้าพระองค์ ' เยเรมีย์ 10:24เยเรมีย์ไม่ได้อธิษฐานขอให้พระเจ้าหยุดตีสอน แต่ขอให้พระองค์ตีสอนด้วยความยุติธรรมและความเมตตา เพราะท่านเข้าใจว่าการตีสอนของพระเจ้าไม่ใช่เครื่องหมายของการทอดทิ้ง แต่เป็นหลักฐานว่า พระเจ้ายังทรงรักผู้ที่เป็นของพระองค์ เหมือนพ่อที่รักลูก พระหัตถ์ของพระเจ้าที่ตีสอน คือพระหัตถ์เดียวกันกับที่ดูแลรักษา ดังนั้นผู้เชื่อจึงไม่ควรปฏิเสธหรืองอนเมื่อถูกพระเจ้าตีสอน แต่เราควรจะถามว่า พระเจ้ากำลังสอนอะไรเราผ่านเหตุการณ์นั้น เพื่อชีวิตจะได้รับการเปลี่ยนแปลงและเป็นไปตามพระทัยของพระเจ้า 'ขอพระองค์ทรงเทพระพิโรธของพระองค์เหนือบรรดาชนชาติที่ไม่รู้จักพระองค์ และเหนือบรรดาตระกูลที่ไม่ออกพระนามของพระองค์ เพราะเขาทั้งหลายได้เผาผลาญยาโคบ เขาได้กินท่านเสียและเผาผลาญท่านเสีย และทำให้ที่อาศัยของท่านถูกทิ้งร้าง' เยเรมีย์ 10:25เยเรมีย์ไม่ได้เรียกร้องการแก้แค้น แต่มอบการจัดการนี้ไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาที่ทรงเที่ยงธรรม ทั้งต่อประชากรของพระองค์และต่อชนชาติทั้งหลาย พวกเราผู้เชื่อจึงไม่ต้องตอบโต้ด้วยการแก้แค้น แต่เราต้องมอบความยุติธรรมไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และเราต้องดำเนินชีวิตภายใต้การทรงนำของพระองค์ด้วยความไว้วางใจ ขอให้เราไว้วางใจในพระเจ้าผู้ทรงเห็นทุกสิ่ง และพระองค์กระทำสิ่งที่ถูกต้องในเวลาและตามพระปัญญาของพระเจ้า'จงวางใจในพระยาห์เวห์ด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า แล้วพระองค์เองจะทรงทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น ' สุภาษิต 3:5-6พระเจ้าทรงเรียกให้เราใช้ชีวิตด้วยความไว้วางใจ ขอให้เราหยุดพึ่งพาสติปัญญาและกำลังของตัวเอง แต่ให้เรายอมให้อยู่ในการทรงนำของพระเจ้าในทุกสถานการณ์ เมื่อเราไม่สามารถกำหนดทุกอย่างในชีวิตได้ สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่การควบคุมทุกอย่าง แต่คือการไว้วางใจพระเจ้าผู้ทรงนำเราในทุกย่างก้าว เมื่อเราวางใจในพระเจ้าเราจะไม่ผิดหวัง และจะพบว่าพระเจ้าทรงนำชีวิตของเราไปในทางที่ดีที่สุดแน่นอนวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่106)คุณจะเอาอย่างไงกับคนรุ่นเจนZ ?“จะมีพงศ์พันธุ์หนึ่งปรนนิบัติพระองค์ คนรุ่นหลังจะได้ฟังเรื่ององค์เจ้านาย”~สดุดี 22:30 THSV11“Future generations will serve him; they will speak of the Lord to the coming generation.” ~Psalm 22:30 GNTคุณเห็นด้วยหรือไม่กับคำกล่าวที่ว่า“ความเชื่อที่แท้จริง ไม่ได้จบลงที่ตัวเราแต่ต้องได้รับการส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อๆไป”(True faith does not end with us; it is passed on to the next generation.)ข้อพระธรรมข้อนี้(สดุดี 22:30)เป็นบทสรุปที่งดงามของสดุดีบทที่ 22 ที่เริ่มต้นด้วยเสียงร้องขึ้นท่ามกลางความทุกข์ (ที่ต่อมาพระเยซูนำถ้อยคำนั้น มาตรัสบนไม้กางเขน)“พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์”) แต่จบลงด้วยชัยชนะ การนมัสการ และความหวังสำหรับคนทุกยุคทุกสมัย (ที่คริสเตียนเชื่อว่าล็งถึงการสิ้นพระชนม์และชัยชนะของพระเยซูคริสต์)ขอให้เรามาดูความหมายในแต่ละวลีของพระธรรมข้อนี้ ด้วยกัน “จะมีพงศ์พันธุ์หนึ่งปรนนิบัติพระองค์”(Future generations will serve him;)1).คำว่า “พงศ์พันธุ์”(generations) หรือ “เจน”นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงลูกหลานทางสายเลือดเท่านั้น แต่ยังหมายถึง~ผู้เชื่อในพระเจ้า~คนของพระองค์ในทุกยุคทุกสมัย~คนรุ่นใหม่(New Gen)ที่เลือกติดตามพระองค์2).คำว่า “ปรนนิบัติ” (Serve) หมายถึง~นมัสการพระองค์~เชื่อฟังพระองค์~รับใช้พระองค์~ดำเนินชีวิตเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์กล่าวคือ พระเจ้าจะไม่มีวันขาดผู้รับใช้ แม้คนรุ่นหนึ่งจากไป พระองค์ก็จะทรงเรียกคนรุ่นใหม่ หรือ ”คนเจนใหม่“(New Gen) ขึ้นมารับใช้ต่อไปอยู่เสมอเพราะนี่คือพระราชกิจของพระเจ้า!พระเจ้าทรงใช้คนรุ่นหนึ่งหรือเจนหนึ่ง ไปสู่อีกเจนหนึ่ง อาทิ ~อับราฮัม ไปสู่→ เจนอิสอัค~โมเสส ไปสู่ -> เจนโยชูวา~ดาวิด ไปสู่→ เจนซาโลมอน~เปาโล ไปสู่ → เจนทิโมธีใช่ครับ พระราชกิจของพระเจ้า จะดำเนินต่อผ่านคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าจนกว่าถึงวันสุดท้ายของโลกที่พระองค์ทรงกำหนดไว้“คนรุ่นหลังจะได้ฟังเรื่ององค์เจ้านาย”( they will speak of the Lord to the coming generation.)นี่คือหัวใจของการถ่ายทอดความเชื่อ ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่“การเล่าเรื่องพระเจ้า”เท่านั้นแต่หมายถึง1).ประกาศข่าวประเสริฐ2).ถ่ายทอดพระวจนะ3).สั่งสอนลูกหลานในทางของพระเจ้า4).เป็นพยานถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้า5).บอกเล่าการช่วยกู้ของพระคริสต์ใช่ครับ พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้คนทุกเจน ทุกชั่วอายุคนรู้จักพระองค์และสอนพระวจนะของพระองค์แก่ลูกหลานต่อๆไปในทุกช่องทางดังที่กล่าวไว้ชัดเจนในพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ 6:6-7และพระองค์ตรัสไว้อย่างชัดเจนในสดุดี 78:4 อีกว่า“เราจะไม่ซ่อนไว้จากลูกหลานของพวกเขา แต่จะบอกแก่คนรุ่นหลัง ถึงพระราชกิจอันน่าสรรเสริญของพระยาห์เวห์ และฤทธานุภาพของพระองค์ และการอัศจรรย์ต่างๆ ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำ” ~สดุดี 78:4 THSV11วันนี้ ขอให้เราหันมามองดู1).คนในคนรุ่นของเรา และ2).คนในรุ่นต่อๆไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนรุ่นใหม่ในรุ่นเจนZ (ที่เกิดช่วงค.ศ. 1997 – 2012 , ซึ่งปัจจุบันปี2026 จะมีอายุประมาณ 14–29 ปี) ให้ความใส่ใจ1).อธิษฐานเพื่อพวกเขา2).กล่าวเรื่องราวของพระเยซูคริสต์เจ้าให้พวกเขารับฟัง3).นำพวกเขาให้รู้จักกับพระคริสต์เจ้า และได้รับความรอด3).หาพี่เลี้ยงในการติดตามเสริมสร้างชีวิตพวกเขาให้เป็นสาวกแท้ของพระคริสต์4).เห็นของประทาน พื้นที่และเวทีที่เหมาะสมแก่พวกเขาในการใช้ตามความสามารถของพวกเขาในคริสตจักรและในสังคมและเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ปรนนิบัติรับใช้ตามของประทานอย่างมีความสุขความยินดีก.กับคนในเจนเดียวกับเขาข.กับคนต่างเจนกับเขา และค.กับคนที่ในเจนที่จะตามหลังพวกเขามา…จะดีไหมครับ?“……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 15กรกฎาคม2026(ตอนที่106ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน เมื่อทุกสิ่งพังทลาย Ep.1688พวกเราเคยเป็นกันบ้างไหมครับที่จะรู้ตัวว่าต้องการพระเจ้าจริง ๆ ก็เมื่อถึงเวลาที่ไม่มีใคร หรือไม่มีอะไรให้พึ่งพาอีกแล้ว สำหรับคนยูดาห์ เมื่อพวกเขาละทิ้งพระเจ้าและดื้อดึงไม่ยอมฟังพระสุรเสียงของพระองค์ การพิพากษาจึงมาถึง นั่นเป็นตามผลของความบาปที่พวกเขาได้เลือก แต่อย่างไรก็ดีพระเจ้าใช้การตีสอนนี้เพื่อเรียกให้พวกเขากลับใจมาหาพระเจ้า วันนี้เราจะใช้เวลากับ เยเรมีย์ 10:17–22'เจ้าทั้งหลายที่อาศัยอยู่ภายใต้วงล้อมเอ๋ย จงเก็บข้าวของจากพื้นดิน เพราะพระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “นี่แน่ะ เราจะเหวี่ยงชาวแผ่นดินออกไปเสีย ณ เวลานี้ และเราจะนำความทุกข์ใจมาถึงเขาเพื่อให้เขารู้สึก” ' เยเรมีย์ 10:17-18พระเจ้าทรงบอกให้พวกเขาเตรียมตัวเป็นเชลย เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นผลจากการละทิ้งพระเจ้า คำว่า "เหวี่ยงออกไป" เป็นภาพของการเหวี่ยงก้อนหินด้วยสลิงที่ถูกขว้างออกไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง นี่ทำให้เห็นว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง พระองค์ทรงนำการตีสอนมาถึง เพื่อให้พวกเขารู้ถึงสภาพที่แท้จริงของตัวเองและเพื่อกลับใจหันมาหาพระองค์'วิบัติแก่ข้าพเจ้า เพราะความเจ็บปวดของข้าพเจ้า บาดแผลของข้าพเจ้าก็สาหัส แต่ข้าพเจ้าเคยว่า “แท้จริงนี่เป็นความเจ็บป่วยและข้าพเจ้าจะต้องทนเอา” เต็นท์ของข้าพเจ้าก็ถูกทำลาย และเชือกเต็นท์ของข้าพเจ้าก็ขาดสิ้น ลูกๆ ของข้าพเจ้าจากข้าพเจ้าไปหมด และไม่มีพวกเขาอีกแล้ว ไม่มีใครกางเต็นท์ให้ข้าพเจ้าอีก และแขวนม่านของข้าพเจ้าให้ ' เยเรมีย์ 10:19-20ตรงนี้เปลี่ยนจากเสียงของพระเจ้ามาเป็นเสียงคร่ำครวญของผู้ที่กำลังเผชิญการพิพากษา หลายคนเข้าใจว่าเป็นเสียงของเยเรมีย์ที่กล่าวแทนประชาชน เมื่อการพิพากษามาถึง ทุกสิ่งที่ฃคิดว่ามั่นคงก็จะพังทลายลง ทั้งบ้าน ครอบครัว อนาคต ภาพของเต็นท์ที่ถูกทำลายสะท้อนว่าความมั่นคงของมนุษย์นั้นมันเปราะบางมาก ความทุกข์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สร้างความจริงขึ้นมาใหม่ แต่ความทุกข์นั้นทำให้เราเห็นว่า ความจริงแล้วเราวางใจอยู่กับใคร หรือวางใจอยู่กับอะไร หากเราวางความวางใจของเราไว้บนสิ่งที่ไม่มั่นคง วันหนึ่งสิ่งเหล่านั้นจะหายไป แต่สำหรับคนที่วางใจในพระเจ้าจะพบว่า พระเจ้ายังทรงมั่นคงอยู่เสมอ'เพราะว่าผู้เลี้ยงแกะก็เขลาและไม่ได้ทูลถามพระยาห์เวห์ เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่จำเริญขึ้น และฝูงแกะของเขาก็กระจัดกระจายไป ดูสิ เสียงเล่าลือมาถึงแล้ว เสียงโกลาหลยิ่งใหญ่จากแดนเหนือ มาทำให้เมืองต่างๆ ของยูดาห์เป็นที่ร้างเปล่า ให้เป็นที่อยู่ของหมาป่า ' เยเรมีย์ 10:21-22พระเจ้าทรงเปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของความพังทลายนั้นคือ ผู้นำหรือผู้เลี้ยงที่ไม่อธิษฐาน ไม่แสวงหาพระเจ้า ไม่ทูลถามพระประสงค์ของพระองค์ ผู้นำหรือผู้เลี้ยงที่เป็นแบบนั้นก็เขลา ขาดสติปัญญาในการนำ จนในที่สุดฝูงแกะก็กระจัดกระจาย ข่าวจากแดนเหนือที่เยเรมีย์ประกาศมานาน บัดนี้กำลังกลายเป็นความจริง นี่แสดงให้เห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าสำเร็จตามที่พระองค์ตรัสเสมอ ผู้ที่ไม่สนใจต่อคำเตือนของพระองค์ต้องรับผลของการไม่เชื่อฟัง'จงแสวงหาพระยาห์เวห์ และพระกำลังของพระองค์ แสวงหาพระพักตร์ของพระองค์เสมอ ' สดุดี 105:4พระเจ้าต้องการให้เราพึ่งพาพระองค์ก่อนที่ชีวิตของเราจะพังทลายลง ความทุกข์ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าฝยินดีให้เกิดกับเรา แต่หลายครั้งพระเจ้าต้องใช้ความทุกข์เพื่อเรียกให้เรากลับมา ขอให้เราแสวงหาพระเจ้าด้วยสุดใจ หากเรากำลังเผชิญความทุกข์ยากลำบาก ขอให้เรายังเชื่อว่า พระเจ้าทรงรักเรา และยังทรงเรียกเราให้กลับมาอยู่ในพระองค์ เพราะคนที่แสวงหาพระเจ้าจะพบความหวัง ความมั่นคง และการฟื้นฟูชีวิตที่แท้จริง วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่105)พระเจ้าทรงเป็นกำลังใจของคุณ!“ร่างกายและจิตใจของข้าพระองค์จะวายไป แต่พระเจ้าทรงเป็นกำลังใจและเป็นมรดกส่วนของข้าพระองค์เป็นนิตย์” ~สดุดี 73:26 THSV11“My flesh and my heart may fail, but God is the strength of my heart and my portion forever.” ~Psalms 73:26 NIVมีคำกล่าวไว้ว่า"กำลังใจจากโลกนี้เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ แต่กำลังใจจากพระเจ้านั้นมั่นคงเป็นนิตย์"(The world's encouragement shifts with the wind, but God's strength remains forever solid.)พระธรรม(สดุดี 73:26)ข้อนี้ ยืนยันความจริง ดังที่กล่าวมา ดังนี้ “ร่างกายและจิตใจของข้าพระองค์จะวายไป”อาสาฟผู้เขียนพระธรรมสดุดีตอนนี้ ยอมรับความจริงของชีวิตว่า มนุษย์ทุกคน(รวมทั้งตัวเขาและผู้ที่ศรัทธาในพระเจ้าทุกคน)ต่างก็ล้วนมีข้อจำกัด ที่บางครั้ง~ร่างกายอาจอ่อนแรง เจ็บป่วย และเสื่อมลง~จิตใจอาจเหนื่อยล้า ท้อแท้ หรือผิดหวังใช่ครับ ไม่มีใครจะเข้มแข็งได้ตลอดเวลาพระคัมภีร์เองก็ไม่ได้สอนให้เราปฏิเสธความอ่อนแอของเราแต่สอนให้เรายอมรับและนำความอ่อนแอนั้นมาเข้าเฝ้าพระเจ้าเพื่อจะรับพระคุณ ความเข้มแข็ง และความช่วยเหลือจากพระองค์ในการรับมือกับทุกสถานการณ์ของชีวิต“แต่พระเจ้าทรงเป็นกำลังใจของข้าพระองค์”คำว่า “กำลังใจ” ในที่นี้ มีความหมายว่า พระเจ้าทรงเป็นกำลัง เป็นศิลา และเป็นความมั่นคงของจิตใจของผู้ที่ศรัทธาในพระองค์โลกอาจทำให้เราหมดกำลังใจได้ แต่พระเจ้าไม่เคยหมดกำลังที่จะประคองเราให้ลุกขึ้นมาใหม่~เมื่อกำลังของเรากำลังจะหมด…พระกำลังของพระองค์ก็เริ่มทำงาน~เมื่อเราอ่อนแอไปต่อไม่ไหว…พระองค์ก็จะทรงอุ้มเราไว้จนผ่านพ้นไปได้ดังที่พระเจ้าตรัสว่า“การมีพระคุณของเราก็เพียงพอกับเจ้า เพราะว่าความอ่อนแอมีที่ไหนฤทธานุภาพของเราก็ปรากฏเต็มที่ที่นั่น” ~2 โครินธ์ 12:9 THSV11“พระองค์เป็นมรดกส่วนของข้าพระองค์เป็นนิตย์”นี่คือจุดสูงสุดของข้อพระธรรมข้อนี้ อาสาฟไม่ได้บอกว่า“พระเจ้าประทานมรดกให้ข้าพเจ้า”แต่กล่าวว่า“พระเจ้าทรงเป็นมรดกของข้าพเจ้า!”นั่นหมายความว่าหากวันหนึ่ง~ทรัพย์สมบัติของเราหายไป…~สุขภาพของเราเสียไป…~คนที่รักเราจากไป…~ชื่อเสียงของเราหมดสิ้นไป…แต่กระนั้นหากว่าเรายังมีพระเจ้าอยู่ด้วยก็ถือว่าเรายังไม่ได้สูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดไปเพราะว่าพระองค์คือทรัพย์สมบัติที่แท้จริงของเราที่ไม่มีวันเสื่อม ไม่มีวันสูญหาย และไม่มีใครแย่งไปได้ พี่น้องที่รักพระเจ้าจะทรงเป็นกำลัง เป็นที่พึ่ง และเป็นมรดกของคุณตลอดไป กำลังของคุณอาจมีวันลดหมดไป แต่พระเจ้าของคุณจะไม่มีวันหมดกำลังลงอย่างแน่นอนความเข้มแข็งของคุณ ไม่ได้มาจากการไม่มีปัญหา แต่มาจากการที่มีพระเจ้าอยู่ด้วยกับคุณในท่ามกลางปัญหาเหล่านั้นความหวังของคุณไม่ได้อยู่ที่สุขภาพแข็งแรง แต่อยู่ที่พระเจ้าผู้ทรงเป็นกำลังอันไม่จำกัดของคุณด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า“สิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตของเรา จึงไม่ใช่สิ่งที่เราครอบครอง แต่คือ “องค์พระผู้เป็นเจ้า” ผู้ทรงครอบครองชีวิตเรา!”(The most precious thing in our lives is not what we possess, but the Lord who possesses us.)…อาเมนไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 14กรกฎาคม2026(ตอนที่105ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน พระผู้สร้างผู้เป็นมรดกของเรา Ep.1687มนุษย์เรามักแสวงหาความมั่นคงจากสิ่งที่มองเห็น เพราะเชื่อว่าสิ่งที่จับต้องได้ย่อมให้ความมั่นใจได้มากกว่า เยเรมีย์ 10:11–16 ประกาศความจริงว่า พระเจ้าที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่ทรงเป็นพระผู้สร้างสวรรค์และโลก เป็นผู้ทรงครอบครองทุกสิ่ง และทรงเป็นมรดกอันล้ำค่าของประชากรของพระองค์'เจ้าจงพูดกับเขาทั้งปวงดังนี้ว่า “บรรดาพระที่ไม่ได้สร้างสวรรค์และโลก จะพินาศไปจากโลก และจากภายใต้สวรรค์” ' เยเรมีย์ 10:11พระเจ้าประทานถ้อยคำให้ประชากรของพระเจ้าเพื่อใช้ประกาศท่ามกลางชนต่างชาติว่า พระที่ไม่ได้สร้างสวรรค์และโลกย่อมไม่ใช่พระเจ้าที่แท้จริง และสุดท้ายมันจะพินาศไป พระธรรมเยเรมีย์เกือบทั้งหมดเขียนด้วยภาษาฮีบรู แต่ข้อ 11 เป็นข้อเดียวที่ใช้อาราเมก ซึ่งเป็นภาษาสากลของจักรวรรดิบาบิโลนและอัสซีเรียในเวลานั้น นักอธิบายพระคัมภีร์จำนวนมากให้ความเห็นว่า พระเจ้าทรงประกาศข้อความนี้เพื่อให้ประชากรของพระองค์สามารถประกาศความจริงแก่ชนต่างชาติได้ แม้จะอยู่ในแผ่นดินเชลยก็ตาม สำหรับพวกเราผู้เชื่อในปัจจุบัน เราถูกเรียกให้ยืนหยัดในความจริงของพระเจ้า แม้จะอยู่ท่ามกลางสังคมที่ยกย่องสิ่งอื่นมากกว่าพระเจ้า'แต่พระองค์ทรงสร้างโลกด้วยฤทธิ์เดชของพระองค์ ทรงสถาปนาพิภพไว้ด้วยพระสติปัญญาของพระองค์ และทรงคลี่ท้องฟ้าออกด้วยความเข้าใจของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงเปล่งพระสุรเสียง ก็มีเสียงน้ำคะนองในท้องฟ้า และทรงทำให้หมอกลอยขึ้นจากปลายพิภพ ทรงทำฟ้าแลบเพื่อฝน และทรงนำลมมาจากพระคลังของพระองค์ ' เยเรมีย์ 10:12-13พระเจ้าทรงใช้เยเรมมีย์บอกต่อไปว่า พระเจ้าผู้ทรงสร้างที่ไม่เพียงทรงสร้างจักรวาลเท่านั้น พระองค์ทรงควบคุมลม ฝน เมฆ และฟ้าแลบ ทุกสิ่งในธรรมชาติอยู่ภายใต้อำนาจของพระองค์ แม้วิทยาศาสตร์จะช่วยอธิบายกระบวนการต่าง ๆ ของธรรมชาติได้ แต่พระวจนะของพระเจ้าเปิดเผยว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้าง ผู้ทรงกำหนด และผู้ทรงครอบครองธรรมชาติทั้งหมด ดังนั้นเมื่อชีวิตของเราต้องเผชิญพายุหรือสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ ขอให้เราวางใจในพระผู้สร้าง ผู้ทรงครอบครองเหนือทุกสิ่ง ไม่มีเหตุการณ์ใดอยู่นอกพระหัตถ์ของพระองค์'มนุษย์ทุกคนเขลาและไม่มีความรู้ ช่างทองทุกคนจะได้อายเพราะรูปเคารพของตน เพราะรูปเคารพหล่อของเขาเป็นของปลอมและไม่มีลมหายใจในรูปเหล่านั้น มันเป็นของไร้ค่า และเป็นผลงานที่น่าเยาะเย้ย มันจะต้องพินาศเมื่อถึงเวลาการลงโทษ ' เยเรมีย์ 10:14-15พระเจ้าทรงเปิดเผยว่า รูปเคารพไม่มีชีวิต เพราะมันเป็นเพียงผลงานของมนุษย์ สิ่งที่ไม่มีลมหายใจย่อมไม่สามารถมอบชีวิตแก่ใครได้ ความหวังที่ตั้งอยู่บนสิ่งเหล่านั้นจึงเป็นความหวังที่ไม่มั่นคง ทุกสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นล้วนมีวันเสื่อมสลาย แต่คนที่วางใจในพระเจ้าจะไม่ผิดหวัง เพราะพระเจ้าทรงดำรงมั่นคงอยู่เป็นนิตย์'พระองค์ผู้ทรงเป็นส่วนมรดกของยาโคบไม่เหมือนสิ่งเหล่านี้ เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ก่อร่างทุกสิ่งขึ้น และอิสราเอลเป็นเผ่าที่เป็นมรดกของพระองค์ พระยาห์เวห์จอมทัพคือพระนามของพระองค์ ' เยเรมีย์ 10:16นี่เป็นจุดที่เน้นของพระธรรมตอนนี้ พระเจ้าไม่ได้ทรงเป็นเพียงพระผู้สร้างจักรวาล แต่พระองค์ทรงเป็นส่วนมรดกของประชากรของพระองค์ และประชากรของพระเจ้าก็เป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ด้วย ความสัมพันธ์นี้มีค่ามากกว่าทุกสิ่งในโลก เพราะผู้เชื่อทุกคนไม่ได้เพียงได้รับพระพรจากพระเจ้า แต่พระองค์เอง ผู้ทรงเป็นมรดก เป็นส่วนแบ่ง เป็นสมบัติล้ำค่าของชีวิตของเรา ขอให้เราเลิกแสวงหาความมั่นคงจากสิ่งที่เสื่อมสลายได้ แล้วมาชื่นชมยินดีในพระเจ้าพระผู้สร้าง ผู้ทรงครอบครอง และผู้ทรงรักษาพันธสัญญาของพระองค์ตลอด ไม่มีมรดกใดมีค่ามากไปกว่าการที่เรามีพระเจ้า'จิตใจข้าพเจ้าว่า “พระยาห์เวห์ทรงเป็นมรดกส่วนของข้าพเจ้า เพราะฉะนั้นข้าพเจ้ามีความหวังในพระองค์” ' เพลงคร่ำครวญ 3:24เมื่อพระเจ้าเป็นส่วนมรดกของเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องแสวงหาความมั่นคงจากสิ่งอื่นอีก เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง ผู้ทรงพระชนม์ และพระองค์ทรงเพียงพอสำหรับชีวิตของเรา ขอให้เราเรียนรู้ที่จะวางใจในพระเจ้าทุกวัน และให้เราใช่ชีวิตอย่างคนที่รู้ว่า พระเจ้าทรงเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดของชีวิตของเรา วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่104)นอกจากพระองค์ เราก็ไม่เหลืออะไรเลย!“นอกจากพระองค์ ข้าพระองค์ไม่มีผู้ใดในฟ้าสวรรค์ นอกจากพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ไม่ประสงค์สิ่งใดในโลก”~สดุดี 73:25 (THSV11)“In heaven I have only you, and on this earth you are all I want.” ~Psalms 73:25 CEVอาสาฟ ผู้เขียนสดุดีบทนี้ กล่าวว่าเขาเคยอิจฉาคนชั่ว เพราะเห็นว่าคนพวกนั้นมั่งคั่ง สุขสบาย และดูเหมือนไม่ได้รับการลงโทษใดๆ (ข้อ 2-16)แต่เมื่อเขาเข้าไปในสถานนมัสการของพระเจ้า (ข้อ 17) มุมมองของเขาเปลี่ยนไป เพราะเขาตระหนักว่าความมั่งคั่งเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ชั่วคราวมีแต่สัมพันธภาพกับพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นนิรันดร์ด้วยเหตุนี้เอง ข้อ 25 จึงเป็นบทสรุปของหัวใจที่กลับใจใหม่ซึ่งมีความหมายดังนี้“นอกจากพระองค์ ข้าพระองค์ไม่มีผู้ใดในฟ้าสวรรค์”หมายความว่าแม้ในสวรรค์จะเต็มไปด้วยสิริรุ่งโรจน์แต่สิ่งที่ทำให้สวรรค์เป็นสวรรค์อย่างแท้จริง นั้นก็คือการมีพระเจ้าอยู่ที่นั่นเหมือนดังคำกล่าวที่ว่า“ถ้าสวรรค์ไม่มีพระเจ้าสวรรค์ก็ไม่ใช่สถานที่ที่ข้าพเจ้าอยากไป!”“นอกจากพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ไม่ประสงค์สิ่งใดในโลก”หมายความว่า ไม่มีสิ่งใดมีคุณค่ามากกว่าพระเจ้าเพราะพระองค์ทรงเป็น~ความสุขสูงสุด~สมบัติล้ำค่าที่สุด~ความพอใจสูงส่งแต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ต้องรักครอบครัว ไม่ทำงานไม่ต้องการมีสุขภาพดี หรือ ไม่อยากมีบ้านแต่เห็นว่า การรู้จักกับพระเจ้า(และพระเยซู )คือสิ่งที่่ล้ำค่าที่สุด!(ฟีลิปปี 3:8)การตระหนักความจริงในเรื่องนี้คือหัวใจของการนมัสการที่แท้จริง!มีคนหลายคนรักพระเจ้าเพราะ~พระองค์อวยพร~พระองค์เยียวยารักษา~พระองค์ตอบคำอธิษฐาน ฯลฯแต่ผู้เขียนสดุดีบทนี้ไปไกลกว่านั้นอีก เพราะเขารักพระเจ้าแม้ไม่มีของประทานใดเลยเพราะพระผู้ประทานสิ่งเหล่านั้นล้ำค่ามากกว่าของประทานทั้งหมดพระเยซูคริสต์ก็ตรัสกำชับให้คนของพระองค์แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน(มัทธิว 6:33)ดังนั้น จงให้พระองค์เป็นจุดหมายปลายทางชีวิตของเราพี่น้องที่รักถ้าพระเจ้าเป็นความปรารถนาสูงสุดของเรา~เราก็จะไม่ถูกเงินทองทรัพย์สินมาครอบงำ~เราจะไม่ถูกความสำเร็จครอบงำ~เราจะไม่ถูกชื่อเสียงครอบงำ~เราจะไม่แตกสลายเมื่อสูญเสียสิ่งของในโลกเพราะเราไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วย หรือ เพื่อสิ่งเหล่านั้นแต่ให้เรามีชีวิตอยู่ด้วยกับพระเจ้าแล้วเราที่มีพระเจ้าเป็นสมบัติจะไม่มีวันกลายเป็นคนยากจน จนตรอกแม้สูญเสียทรัพย์สิน หรือสิ่งของต่างๆไป เพราะสมบัติที่เป็นพระพรอันยิ่งใหญ่ที่สุด คือ พระเจ้าจะ ยังคงอยู่กับเราเสมอไป!เหมือนดังคำกล่าวไว้ว่า“พระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าประทาน แต่คือตัวพระเจ้าผู้ประทานนั่นเอง!”(The greatest blessing is not what God gives, but God Himself.)…อาเมนไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 13กรกฎาคม2026(ตอนที่104ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ไม่มีใครเหมือนพระองค์ Ep.1686โลกพยายามบอกเราว่า ยังมีหลายสิ่งที่มีคุณค่าแก่การยึดถือและวางใจ เยเรมีย์ 10:6–10 ประกาศความจริงที่ยิ่งใหญ่ว่า ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระเจ้าของเรา พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ทรงครอบครองอยู่เหนือทุกประชาชาติ และทรงสมควรได้รับคำสรรเสริญ และความยำเกรงแต่เพียงผู้เดียว'ข้าแต่พระยาห์เวห์ ไม่มีใครเหมือนพระองค์ พระองค์ทรงเป็นใหญ่ และพระนามของพระองค์มีฤทธิ์มาก ข้าแต่กษัตริย์แห่งบรรดาประชาชาติ ใครจะไม่ยำเกรงพระองค์? เพราะพระองค์ทรงสมควรได้รับความยำเกรง เพราะในบรรดาปราชญ์ของประชาชาติทั้งหลาย และในอาณาจักรทั้งสิ้นของพวกเขา ไม่มีใครเหมือนพระองค์ ' เยเรมีย์ 10:6-7หลังจากข้อ 1-5 ที่พระเจ้าได้ชี้ให้เห็นความไร้สาระของรูปเคารพ ในข้อนี้เยเรมีย์ประกาศพระลักษณะของพระเจ้าว่า ไม่มีผู้ใดเหมือนพระองค์ ในโลกสมัยนั้น ผู้คนเชื่อว่ามีเทพเจ้าหลายองค์และพวกเขาพยายามจัดลำดับว่าเทพองค์ใดใหญ่กว่าเทพองค์ใด แต่เยเรมีย์ประกาศอย่างชัดเจนว่า ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ ผู้ทรงอยู่เหนือทุกสิ่ง และไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดจะนำมาเทียบเคียงพระองค์ได้ พระเจ้าไม่ใช่เพียงพระเจ้าของอิสราเอลเท่านั้น แต่ทรงเป็นพระเจ้าเหนือทุกประชาชาติ ดังนั้นมนุษน์ต้องความยำเกรงพระองค์ ซึ่งความยำเกรงนี้ไม่ใช่ความหวาดกลัวสิ่งต่าง ๆ แต่คือการถวายเกียรติและการใช้ชีวิตยอมอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจและการครอบครองของพระเจ้า'เขาทั้งหลายทั้งเขลาและโง่ การสั่งสอนของรูปเคารพเป็นเพียงไม้ เครื่องเงินทุบนั้นถูกนำมาจากเมืองทารชิช และทองคำก็มาจากเมืองอุฟาส เป็นผลงานของช่างฝีมือและเป็นผลน้ำมือของช่างทอง เสื้อผ้าของรูปเคารพนั้นสีครามและสีม่วง ล้วนเป็นผลงานของผู้เชี่ยวชาญทั้งสิ้น ' เยเรมีย์ 10:8-9พระเจ้าทรงชี้ให้เห็นผ่านเยเรมีย์อีกครั้งว่า รูปเคารพจะทำจากเงิน ทอง และตกแต่งอย่างสวยงามก็เป็นฝีมือของช่างผู้เชี่ยวชาญ คุณค่าภายนอกอาจจะดูมีราคา สีที่แสดงถึงเกียรติยศ ความมั่งคั่ง หรือความเป็นกษัตริย์แต่ยังไงมันก็เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นก็ไม่อาจเปลี่ยนสิ่งที่ไม่มีชีวิตให้กลายเป็นพระเจ้าได้ สำหรับพวกเราผู้เชื่อในวันนี้ สิ่งที่เข้ามาแย่งชิงความรัก ความไว้วางใจ และการนมัสการของเราอาจไม่ใช่รูปเคารพแบบนั้นแล้ว แต่อาจเป็นเงินทอง ความสำเร็จ ชื่อเสียง หรือความมั่นคงที่โลกนิยม แม้สิ่งเหล่านั้นจะดูน่าหลงใหลเพียงใด มันก็ไม่อาจเป็นที่พึ่งแทนพระเจ้าได้'แต่พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ และทรงเป็นพระมหากษัตริย์เนืองนิตย์ เมื่อทรงพระพิโรธแผ่นดินก็หวั่นไหว และบรรดาประชาชาติจะไม่สามารถทนต่อความกริ้วของพระองค์ได้ ' เยเรมีย์ 10:10พระเจ้าเที่ยงแท้ ไม่ได้หมายถึงแค่ฃพระองค์ไม่โกหก แต่หมายถึงพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่แท้จริง ทรงซื่อสัตย์ มั่นคง และทรงเป็นที่พึ่งที่เราพึ่งได้เสมอ พระเจ้าทรงพระชนม์ และเป็นแหล่งกำเนิดของชีวิต ไม่เหมือนรูปเคารพที่ไม่มีชีวิต พระเจ้าทรงครอบครองตลอดนิรันดร์ เมื่อพระองค์ทรงสำแดงฤทธิ์อำนาจของพระองค์ ไม่มีใครสามารถต่อต้านพระองค์ได้ ขอให้เราผู้เชื่อในพระองค์จะวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจ เพราะพระเจ้าที่เรานมัสการไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้าง ผู้ทรงครอบครอง และผู้ทรงรักษาพระสัญญาของพระองค์เสมอ'ข้าแต่พระยาห์เวห์ ไม่มีใครเหมือนพระองค์ พระองค์ทรงเป็นใหญ่ และพระนามของพระองค์มีฤทธิ์มาก ' เยเรมีย์ 10:6ขอให้เราหยุดและเลิกวางใจในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ และหันมารู้จักพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์มากขึ้น เพราะยิ่งเรารู้จักพระองค์มากเท่าไร เราจะยำเกรง วางใจ และถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ยิ่งเรามองเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้ามากเท่าไหร่ เราจะไม่ถูกดึงดูดด้วยรูปเคารพหรือสิ่งที่โลกยกย่อง แต่เราจะใช้ชีวิตอย่างมั่นคงภายใต้สิทธิอำนาจและการครอบครองของพระเจ้า กษัตริย์ผู้ทรงพระชนม์อยู่นิรันดร์ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่103)ยามถูกใส่ร้ายว่าประพฤติชั่ว?“จงรักษาความประพฤติอันดีของพวกท่านไว้ในหมู่คนต่างชาติ เพื่อว่าเมื่อพวกเขาใส่ร้ายพวกท่านว่าประพฤติชั่ว พวกเขาจะได้เห็นคุณความดีของพวกท่าน และจะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมาเยือน”~1 เปโตร 2:12 THSV11“Live such good lives among the pagans that, though they accuse you of doing wrong, they may see your good deeds and glorify God on the day he visits us.” ~1 Peter 2:12 NIVพระธรรมข้อนี้เป็นหนึ่งในหลักการสำคัญที่สุดของการเป็น “พยานของพระคริสต์” คริสเตียนไม่ได้ถูกสอนให้เอาชนะโลกด้วยการโต้เถียง หรือสารพัดวิถีที่ไม่เหมาะสมแต่ให้เอาชนะโลกด้วย ข่าวประเสริฐและชีวิตที่สะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์คริสเตียนเป็นชนชาติที่ทรงเลือกไว้~เป็นปุโรหิตหลวง~เป็นชนชาติบริสุทธิ์~เป็นชนชาติของพระเจ้า ~เป็นคนต่างด้าวและ~เป็นคนที่อาศัยชั่วคราวในโลกนี้(1 เปโตร 2:9~11)อัตลักษณ์และวิถีชีวิตของคริสเตียนจึงควรแตกต่างจากวิถีชีวิตของคนทั่วไปในโลก คำถามจึงเกิดขึ้นว่า “ คริสเตียนควรประพฤติตนอย่างไร?”คำตอบคือ “จงรักษาความประพฤติอันดี ไว้ในหมู่คนต่างชาติ”~คำว่า “ความประพฤติ” (Conduct)ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ศีลธรรมแต่หมายถึง“วิถีชีวิตทั้งหมด” (Way of Life)ทั้งวิธีคิด วิถึพูด วิธีทำงาน วิธีใช้เงิน วิธีใช้เวลา วิธีปฏิบัติต่อครอบครัว วิธีตอบสนองต่อศัตรู วิธีรับมือความทุกข์ และวิธีรับใช้ผู้อื่นฯลฯนั่นคือ ทุกด้านชีวิตของคริสเตียนกำลังประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์คริสเตียนไม่ได้เป็นพยานเฉพาะเวลาพูดเรื่องพระเยซูแต่เป็นพยานทุกครั้งที่ใช้ชีวิตส่องสว่าง “ให้ความสว่างของท่านส่องต่อหน้าคนทั้งหลาย เพื่อเขาจะได้เห็นการดีของท่าน และถวายพระเกียรติแด่พระบิดา”~มัทธิว 5:16~คำว่า “คนต่างชาติ” หมายถึง“ผู้ที่ยังไม่เชื่อพระเจ้า”อ.เปโตรกำลังบอกเราว่าพระเจ้าไม่ได้เรียกคริสเตียนให้อยู่แยกจากโลกแต่ให้ใช้ชีวิตที่ดีงามในท่ามกลางคนในโลก เหมือน1).เกลืออยู่ท่ามกลางอาหาร2).ความสว่างอยู่ท่ามกลางความมืด3).เชื้ออยู่ในแป้งชีวิตคริสเตียนต้องไม่ใช่ชีวิตที่หนีโลก แต่เป็นชีวิตที่พร้อมเปลี่ยนโลก!“คริสเตียนควรรักษาความประพฤติที่ดีงามไว้เพื่ออะไร?”คำตอบคือ “เพื่อว่าเมื่อพวกเขาใส่ร้ายพวกท่านว่าประพฤติชั่ว พวกเขา1).จะได้เห็นคุณความดีของพวกท่าน และ2).จะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมาเยือน”“คริสเตียน(ตั้งแต่)ยุคแรกมักถูกใส่ร้ายว่าประพฤติชั่วในเรื่องอะไร?”คริสเตียนยุคแรกถูกกล่าวหาว่า1).เป็นคนทรยศต่อจักรวรรดิ2).เป็นพวกสร้างความแตกแยก3).เป็นพวกเกลียดมนุษย์4).เป็นพวกทำลายวัฒนธรรมซึ่งข้อกล่าวหาเหล่านั้นล้วนเป็นเท็จ“คริสเตียนถูกสอนให้ทำอย่างไร ในยามที่ถูกใส่ร้ายหรือกล่าวหา?”1).ไม่ใช่“ให้ลุกขึ้นสู้”2).ไม่ใช่“ให้แก้ข่าว”แต่บอกว่า“จงใช้ชีวิตดี” หรือ “จงรักษาความประพฤติอันดี“ไว้เพราะว่า ชีวิตที่ประพฤติดี คือ คำแก้ต่างที่ทรงพลังที่สุด!“คริสเตียนที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางการใส่ร้ายอย่างที่ถูกสอนจะก่อเกิดอะไรขึ้นมา?คำตอบคือ คนทั้งหลาย1).จะได้เห็นคุณความดีของพวกเขา และ2).จะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมาเยือนน่าสนใจ ที่อ.เปโตรไม่ได้บอกแค่ว่า“ให้พวกเขาฟัง”แต่ท่านบอกว่า“ให้พวกเขาเห็น!”เป็นความจริงว่า โลกอาจไม่อ่านพระคัมภีร์แต่โลกกำลังอ่านชีวิตของเรา ตลอด24ชั่วโมงต่อวัน(ที่เป็นดุจพระคัมภีร์เล่มเดียวที่คนบางคนในโลกได้อ่าน)เป้าหมายสูงสุดของคริสเตียน ไม่ใช่ให้คนชมว่า“คุณเป็นคนดี”แต่ให้เขาพูดว่า“พระเจ้าของคุณช่างดีและยิ่งใหญ่”ความดีของคริสเตียนไม่ใช่เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองแต่เพื่อสะท้อนพระสิริของพระเจ้าเหมือนดวงจันทร์ไม่ได้มีแสงของตัวเองแต่สะท้อนแสงอาทิตย์คริสเตียนก็เช่นกันไม่ได้พยายามสร้างความดีจากกำลังของตนเองแต่สะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์ให้โลกได้เห็นและสัมผัส!6.“คริสเตียนควรรักษาความประพฤติดีไว้จนถึงเมื่อใด?คำตอบคือ จนถึง“วันที่พระองค์เสด็จมาเยือน”ที่อาจมีความหมายได้สองมิติ คือ1).วันที่พระเจ้าทรงมาเยี่ยมด้วยพระคุณ คือวันที่คนนั้นกลับใจ2).วันที่พระเจ้าทรงมาพิพากษาโลกและรับผู้เชื่อไปอยู่กับพระเยซูเป็นวันที่พระเจ้าทรงได้รับการถวายพระเกียรติอย่างสมบูรณ์พี่น้องที่รักขอให้เรารักษาความประพฤติอันดีของพวกเราเพื่อว่าเมื่อเวลามีใครใส่ร้ายป้ายสีเราว่าประพฤติชั่วพวกเขา1.จะได้เห็นคุณความดีของพวกเรา และ2.จะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมาเยือน…จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 12กรกฎาคม2026(ตอนที่103ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าเอาอย่างโลก Ep.1685สำหรับคริสเตียนบางคนที่คิดว่า การใช้ชีวิตแบบคนส่วนใหญ่ในโลกก็ไม่น่าจะเป็นอะไร เยเรมีย์ 10:1–5 เตือนว่า ผู้ที่รู้จักพระเจ้าไม่ควรปล่อยให้โลกเป็นผู้กำหนดความเชื่อ ความคิด และวิถีชีวิต เพราะสิ่งที่โลกยกย่องและวางใจนั้น ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และไม่อาจช่วยชีวิตของเราได้'พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย จงฟังพระวจนะซึ่งพระยาห์เวห์ตรัสกับเจ้า พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “อย่าเอาอย่างบรรดาประชาชาติหรืออย่าคร้ามกลัวเพราะหมายสำคัญของท้องฟ้า ตามที่บรรดาประชาชาติคร้ามกลัวนั้น ' เยเรมีย์ 10:1-2พระเจ้าทรงเรียกพวกเขาฟังพระวจนะของพระเจ้า คำว่า "ฟัง" ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ได้ยิน แต่หมายถึงการเชื่อฟังและทำตามพระวจนะด้วย นักอธิบายพระคัมภีร์หลายท่านอธิบายว่า การทรงเตือนของพระเจ้าไม่ให้ใช้ชีวิตตามวิถีของชนชาติรอบข้าง เพราะพวกเขากำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่จะถูกกวาดไปเป็นเชลยในบาบิโลน ซึ่งที่นั่นให้ความสำคัญกับโหราศาสตร์และหมายสำคัญบนท้องฟ้า จนเชื่อว่าดวงดาวสามารถกำหนดชะตาชีวิตได้ แต่พระเจ้าตรัสว่า ประชากรของพระองค์ไม่ควรหวาดกลัวสิ่งที่คนในโลกกลัว เพราะชีวิตของพวกเขาอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของดวงดาว พวกเราก็เหมือนกัน พวกเราผู้เชื่อก็ไม่ควรปล่อยให้ค่านิยม ความกลัว หรือกระแสของโลกให้มีอิทธิพลเหนือพระวจนะ และชีวิตของเรา'เพราะธรรมเนียมของชนชาติทั้งหลายก็ไร้สาระ เขาตัดต้นไม้ต้นหนึ่งมาจากป่า เป็นสิ่งที่มือช่างได้ทำด้วยขวาน เขาทั้งหลายก็เอาเงินและทองมาประดับ เขายึดมันไว้ด้วยค้อนและตะปู มันก็ไม่โยกเยก ' เยเรมีย์ 10:3-4พระเจ้าทรงเปิดเผยให้เห็นถึงความไร้เหตุผลของการกราบไหว้รูปเคารพ เพราะรูปเคารพนั้นทำขึ้นมาจากไม้ในป่า ถูกช่างเอาขวานตัดมา และตกแต่งด้วยเงินทอง แล้วก็ใช้ตะปูยึดไว้ไม่ให้ล้ม สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยมือของตนเอง ย่อมไม่อาจเป็นพระเจ้าผู้ทรงสร้างมนุษย์ได้แน่นอน พระธรรมตอนนี้ไม่ได้เพียงปฏิเสธรูปเคารพเท่านั้น แต่ยังเตือนเราไม่ให้ยกสิ่งใดขึ้นมาแทนที่พระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ความสำเร็จ อำนาจ หรือสิ่งใดก็ตามที่เราใช้เป็นที่พึ่งมากกว่าพระเจ้า'รูปเคารพของเขาก็เหมือนหุ่นไล่กาอยู่ในสวนแตงกวา มันพูดไม่ได้ คนต้องขนมันไป เพราะมันเดินไม่ได้ อย่ากลัวมันเลยเพราะมันทำร้ายไม่ได้ และมันก็ทำดีไม่ได้ด้วย” ' เยเรมีย์ 10:5นี่เป็นภาพที่ชัดเจนรูปเคารพไม่สามารถพูด เดิน หรือช่วยเหลือใครได้ พระเจ้าจึงตรัสว่า "อย่ากลัวมันเลย" เพราะมันไม่มีอำนาจที่จะทำร้ายหรือทำดีแก่ผู้ใดได้ ในทางตรงกันข้าม พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ทรงเป็นผู้แบก ผู้อุ้ม ดูแล และช่วยกู้ประชากรของพระองค์เสมอ ผู้ที่รู้จักพระเจ้าจึงไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวสิ่งใดในโลก เพราะเราสามารถวางใจในพระเจ้าผู้ทรงครอบครองเหนือทุกสิ่ง'อย่าดำเนินชีวิตตามอย่างคนในโลกนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจของท่านใหม่ แล้วท่านจึงจะสามารถพิสูจน์และยืนยันได้ว่าสิ่งใดคือพระประสงค์ของพระเจ้า คือพระประสงค์อันดีอันเป็นที่พอพระทัยและสมบูรณ์พร้อมของพระองค์ ' โรม 12:2 TNCVผู้เชื่อไม่ควรปล่อยให้ความคิดและการดำเนินชีวิตแบบโลกมาหล่อหลอมเรา แต่เราต้องให้พระวจนะของพระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราจากภายใน ขอให้เราเลือกยำเกรงพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์มากกว่าสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และขอให้เราใช้ชีวิตที่แตกต่างจากโลก เพื่อชีวิตของเราจะถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางของชีวิต เราก็ไม่ต้องวิ่งตามความกลัวของโลก แต่เราจะใช้ชีวิตด้วยความเชื่อและความมั่นคงในพระเจ้าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่102)วันนี้คุณดื่มน้ำนมวิเศษนี้ แล้วหรือยัง?“เช่นเดียวกับทารกแรกเกิดจงปรารถนาน้ำนมฝ่ายวิญญาณที่ไร้สิ่งเจือปน เพื่อโดยน้ำนมนั้นพวกท่านจะเติบโตขึ้นสู่ความรอด”~ 1 เปโตร 2:2 (THSV11)“Desire God's pure word as newborn babies desire milk. Then you will grow in your salvation.” ~1 Peter 2:2 GWพระธรรมข้อนี้เป็นหนึ่งในข้อที่สวยงามที่สุดเกี่ยวกับ“ การเติบโตฝ่ายวิญญาณ”(Spiritual Growth) อ.เปโตรกำลังสอนคริสเตียนที่เพิ่งเกิดใหม่ในพระคริสต์ว่า ชีวิตคริสเตียนไม่ได้หยุดอยู่แค่ “การเชื่อ” แต่ต้อง “เติบโต” อย่างต่อเนื่อง“เช่นเดียวกับทารกแรกเกิด”หมายถึงเด็กทารกที่เมื่อหิวก็จะร้องหานมทันที เพราะรู้ว่า“นมคือสิ่งจำเป็นต่อชีวิตของเขา!”“จงปรารถนา”หมายถึง“กระหาย หรือ โหยหา อย่างสุดหัวใจ”เหมือนทารกร้องหาน้ำนม หรือคนกระหายน้ำในทะเลทรายเหมือนดังที่กษัตริย์ดาวิด ตรัสว่า“จิตใจของข้าพระองค์กระหายพระองค์”~สดุดี 42:1-2คริสเตียนจึงควรมีใจปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์เพราะเป็น“สิ่งที่ขาดไม่ได้”สำหรับการดำรงชีวิตและการเติบโต“น้ำนมฝ่ายวิญญาณ”หมายถึง“พระวจนะของพระเจ้า”ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตฝ่ายวิญญาณ เหมือนน้ำนมสร้างกระดูก สมอง และภูมิคุ้มกันพระวจนะของพระเจ้าก็สร้างความเชื่อ ปัญญา ความเข้มแข็ง และความหวัง ฯลฯ ที่ทำให้จิตวิญญาณของเราจำเริญขึ้น “ที่ไร้สิ่งเจือปน”หมายถึง“พระวจนะที่บริสุทธิ์ ไม่ถูกบิดเบือน”ไม่ปนเปื้อนความคิดเห็นของมนุษย์ ปรัชญาโลก หรือคำสอนเท็จเทียม ที่ทำให้ฝ่ายวิญญาณอ่อนแอ“เพื่อโดยน้ำนมนั้น”หมายความว่า พระวจนะที่เรารับไว้จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงเหมือนอาหารที่หล่อเลี้ยงและเสริมสร้างชีวิตของเราขึ้น“พวกท่านจะเติบโตขึ้น”นี่คือเป้าหมายของพระเจ้าที่ประสงค์ให้เราเติบโตฝ่ายวิญญาณ ในด้านต่างๆ อาทิ~รู้น้ำพระทัยพระเจ้ามากขึ้น~รับการเยียวยารักษาฝ่ายจิตวิญญาณ~รู้จักพระเจ้ามากขึ้น~รักพระองค์มากขึ้น และ~รับใช้พระองค์มากขึ้น ฯลฯชีวิตคริสเตียนที่แข็งแรง คือชีวิตที่เติบโต ไม่ใช่หยุดนิ่ง “สู่ความรอด”ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเติบโตเพื่อจะรอดเพราะเรารอดแล้วโดยพระคุณเพราะความเชื่อแต่หมายถึงให้เราเติบโตจนสำแดงออกมาให้ประจักษ์ว่าพระเจ้าทรงช่วยเราให้รอดแล้วจริงๆ อีกทั้งกำลังทรงเปลี่ยนแปลงเราอยู่ในปัจจุบันและวันหนึ่งจะทรงทำให้เราสมบูรณ์เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาจึงกล่าวได้ว่า “การเติบโตฝ่ายวิญญาณ” นั้นเป็น “กระบวนการ”ที่พระเจ้าโดยทางพระวิญญาณกำลังเปลี่ยนแปลงผู้เชื่อให้ค่อย ๆ เป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นทุกวันเหมือนเด็กทารกแรกเกิดที่กินนมทุกวันจนค่อยๆเติบใหญ่ น้ำหนักเพิ่มขึ้น และแข็งแรงจนเดินและวิ่งให้เห็นได้แต่ถ้าทารกนี้ ไม่กินนมเลยแม้เขาเกิดแล้ว ก็จะไม่เติบโตเช่นเดียวกันกับคริสเตียนต่อให้เขาเชื่อพระเยซูและรอดแล้ว แต่ถ้าไม่รับประทานพระวจนะซึ่งเป็นอาหารหรือน้ำนมฝ่ายวิญญาณ เขาก็ยังเป็น “ทารกฝ่ายวิญญาณ” ที่ไม่เติบโตแต่ในทางกลับกันหาก ผู้เชื่อใหม่คนใดหิวกระหายน้ำนมฝ่ายจิตวิญญาณทั้งรักพระวจนะและเชื่อฟังพระเจ้าอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ พวกเขาก็ย่อมเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแรงขึ้น1).ในด้านความเชื่อ และ2).ในลักษณะชีวิตพี่น้องที่รักวันนี้ ขอให้เรา1.กระหายหาน้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์เหมือนทารกแรกเกิด เพื่ออาหารฝ่ายจิตวิญญาณเหล่านี้ จะช่วยทำให้เราให้เติบโตขึ้น จนเป็นพยานหลักฐานยืนยันให้โลกเห็นว่าเรารอดแล้ว 2.กระตือรือร้น ในการประกาศข่าวประเสริฐช่วยให้คนอื่นๆได้รับความรอด และ3.กระตัุนให้ผู้ที่เชื่อพระคริสต์คนอื่นๆ โหยหาในพระวจนะของพระเจ้าเช่นกัน เพื่อทำให้พวกเขาเจริญเติบโตขึ้นด้วยเช่นกัน …จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 11กรกฎาคม2026(ตอนที่102ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน สิ่งที่ควรอวด Ep.1684มีหลายอย่างที่ทำให้มนุษย์รู้สึกภูมิใจ บางคนภูมิใจในความรู้ ความสามารถ ทรัพย์สิน หรือความสำเร็จ แต่เยเรมีย์ 9:23–26 เปิดเผยว่า สิ่งเดียวที่พระเจ้าทรงเห็นว่าควรอวด คือการที่มนุษย์เข้าใจ รู้จักโดยมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าจริง ๆ เพราะการรู้จักพระเจ้าย่อมนำไปสู่ชีวิตที่สะท้อนพระลักษณะของพระองค์ ไม่ใช่เพียงการมีศาสนาหรือพิธีกรรมภายนอก'“พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า อย่าให้ผู้มีปัญญาอวดสติปัญญาของตน อย่าให้ชายฉกรรจ์อวดความเข้มแข็งของตน อย่าให้คนมั่งมีอวดความมั่งคั่งของตน แต่ให้ผู้อวดอวดสิ่งนี้ คือการที่เขาเข้าใจและรู้จักเราว่าเราคือพระยาห์เวห์ ผู้สำแดงความรักมั่นคง ความยุติธรรม และความชอบธรรมในโลก เพราะเราพอใจในสิ่งเหล่านี้” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 9:23-24พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่าปัญญา ความเข้มแข็ง หรือความมั่งคั่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่พระองค์ทรงเตือนว่า อย่าให้สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นที่พึ่งหรือฃสิ่งที่เราเอามาโอ้อวด เพราะสิ่งที่มนุษย์ใช้เป็นที่มนุษย์พึ่งพาและเอามาโอ้อวด หากถูกยกขึ้นแทนที่พระเจ้า มันก็ไม่สามารถช่วยอะไรเราได้เมื่อถึงวันแห่งการพิพากษา สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในสายพระเนตรของพระเจ้าคือ การรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง จนความสัมพันธ์นั้นเปลี่ยนแปลงชีวิต และทำให้ผู้คนเห็นพระลักษณะของพระเจ้าผ่านความรักมั่นคง ความยุติธรรม และความชอบธรรม'“พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ วันเวลากำลังจะมาถึงแล้ว เมื่อเราจะลงโทษทุกคนที่เข้าสุหนัตเพียงเนื้อหนังคือ คนอียิปต์ คนยูดาห์ คนเอโดม คนอัมโมน คนโมอับและทุกคนที่อาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารที่โกนผมจอนหู เพราะทุกประชาชาติไม่ได้เข้าสุหนัต และพงศ์พันธุ์ทั้งสิ้นของอิสราเอลก็ไม่ได้เข้าสุหนัตทางใจ”' เยเรมีย์ 9:25-26พระเจ้าทรงเตือนยูดาห์ว่า การเข้าสุหนัตภายนอกไม่มีความหมาย หากหัวใจยังไม่ยอมจำนนต่อพระเจ้า ถึงแม้พวกเขาจะมีเครื่องหมายว่าเป็นของประชากรแห่งพันธสัญญา แต่พระเจ้าทรงจัดพวกเขาไว้ในกลุ่มเดียวกับชนต่างชาติเลย เพราะหัวใจของพวกเขาไม่ได้แตกต่างจากคนที่ไม่รู้จักพระเจ้า นี่เป็นคำเตือนสำหรับผู้เชื่อในทุกยุคทุกสมัยว่า การเป็นสมาชิกคริสตจักร การรับบัพติศมา การรับใช้ การถวาย หรือการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่อาจทดแทนหัวใจที่รักและการเชื่อฟังพระเจ้าได้'เพื่อให้เป็นไปตามคำเขียนไว้ว่า “ให้ผู้โอ้อวด อวดองค์พระผู้เป็นเจ้า”' 1 โครินธ์ 1:31อาจารย์เปาโลหยิบพระธรรมตอนนี้มาย้ำอีกครั้งว่า สิ่งเดียวที่ผู้เชื่อควรภาคภูมิใจและโอ้อวด คือองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะการรู้จักพระเจ้าที่แท้จริง ไม่ได้เปลี่ยนเพียงสิ่งที่เราอวดแต่เปลี่ยนตัวตนของเราทั้งหมดของเรา ขอให้เราแสวงหาการรู้จักพระเจ้ามากกว่าการสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง และให้ชีวิตของเราสะท้อนความรัก ความยุติธรรม และความชอบธรรมของพระเจ้าเพื่อทุกคนจะเห็นพระเจ้าผ่านชีวิตของเราวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่101)อัตลักษณ์ของคริสเตียน 9ประการ (1โครินธ์ 1:1-9)“พระเจ้าทรงเป็นผู้ซื่อสัตย์ พระองค์ทรงเรียกพวกท่านให้ สัมพันธ์สนิทกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”~ 1 โครินธ์ 1:9 THSV11“God is faithful, who has called you into fellowship with his Son, Jesus Christ our Lord.” ~1 Corinthians 1:9 NIVอัตลักษณ์ของคริสเตียนเป็นอย่างไร?เราเป็นคนที่พระเจ้าทรงเรียก“เปาโล ผู้ซึ่งได้รับการทรงเรียกให้เป็นอัครทูตของพระเยซูคริสต์ ตามพระทัยของพระเจ้า และโสสเธเนสผู้เป็นพี่น้องของเราเรียน คริสตจักรของพระเจ้า ที่เมืองโครินธ์ ผู้ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์ในพระเยซูคริสต์ ”~1 โครินธ์ 1:1-2ก THSV11เราเป็นธรรมิกชนของพระเจ้า"…ได้รับการทรงเรียกให้เป็นธรรมิกชน“ร่วมกับทุกคนในทุกแห่งหน ที่ออกพระนามพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราและของพวกเขา”~1 โครินธ์ 1:2ข THSV11เราเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้าร่วมกัน“…ร่วมกับทุกคนในทุกแห่งหน ที่ออกพระนามพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราและของพวกเขา”~1 โครินธ์ 1:2 คTHSV11เราเป็นผู้รับพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้า“ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเราและจากพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าดำรงอยู่กับท่านทั้งหลาย”~1 โครินธ์ 1:3 THSV11เราเป็นผู้บริบูรณ์มั่งคั่งฝ่ายวิญญาณ“ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าในเรื่องท่านทั้งหลายเสมอ เพราะพระคุณของพระเจ้าที่ประทานแก่ท่านในพระเยซูคริสต์ เพราะพวกท่านได้รับความบริบูรณ์ทุกด้านในพระองค์ คือในด้านวาจาและความรู้ทุกอย่าง”~1 โครินธ์ 1:4-5 THSV11เราเป็นพยานของพระเยซูคริสต์“ด้วยว่าคำพยานเรื่องพระคริสต์นั้นตั้งมั่นคงอยู่ในท่านแล้ว”~1 โครินธ์ 1:6 THSV11เราเป็นผู้ที่รอคอยการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์(1:7)“ในขณะที่ท่านรอคอยการปรากฏของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”~1 โครินธ์ 1:7 THSV11เราเป็นผู้ที่มีความมั่นคงที่สุดในจักรวาล“พระองค์จะทรงให้พวกท่านมั่นคงอยู่จนถึงที่สุด เพื่อให้ท่านปราศจากที่ติในวันของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”~1 โครินธ์ 1:8 THSV11เราเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์สนิทกับพระเยซูคริสต์“พระเจ้าทรงเป็นผู้ซื่อสัตย์ พระองค์ทรงเรียกพวกท่านให้สัมพันธ์สนิทกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”~1 โครินธ์ 1:9 THSV11สรุป “อัตลักษณ์ของคริสเตียนไม่ใช่สิ่งที่เราสร้างขึ้น แต่คือสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ในพระคริสต์(A Christian's identity is not self-made; it is God-given in Christ.)ดังนั้น วันนี้ ขอให้เราติดสนิทกับพระคริสต์ และให้พระคริสต์สำแดงพระองค์เองออกมาผ่านตัวเรา ทั้งทางคำพูด และการกระทำของเราในทุกช่องทาง…จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 10กรกฎาคม2026(ตอนที่101ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน น้ำตาที่สายเกินไป Ep.1683มนุษย์เรามักเป็นแบบนี้ คือไม่ยอมกลับใจเมื่อได้รับการเตือน แต่จะร้องไห้เสียใจเมื่อได้รับผลของคำเตือนนั้น ซึ่งเวลานั้นมันสายเกินไปแล้ว เยเรมีย์ 9:17–22 เปิดเผยว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงยินดีในการพิพากษา พระองค์ทรงเตือนเพื่อให้พวกเขากลับใจ แต่เมื่อคำเตือนถูกเพิกเฉย ความโศกเศร้าจึงกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้'พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสดังนี้ว่า “จงตรึกตรองดู และเรียกพวกนางร้องไห้มา จงให้คนไปตามพวกมืออาชีพมา ให้พวกเขารีบส่งเสียงคร่ำครวญเพื่อเราทั้งหลาย เพื่อน้ำตาจะไหลจากตาของเรา และหนังตาของเราจะมีน้ำตาไหลออกมา ' เยเรมีย์ 9:17-18พระเจ้าทรงเรียกหญิงผู้เชี่ยวชาญในการคร่ำครวญมา เพื่อปลุกให้พวกเขาคิดถึงความร้ายแรงของความบาปและการพิพากษาที่กำลังจะมาถึง น้ำตาที่ควรหลั่งออกมาในวันที่พระเจ้าทรงเตือน กลับต้องไหลออกมาเมื่อการพิพากษามาถึง ขอให้เราอย่าเป็นแบบนี้ ขอให้เรากลับใจตั้งแต่วันที่เราได้รับคำเตือนเลยนะครับ'เพราะได้ยินเสียงคร่ำครวญจากศิโยน ‘พวกเราล่มจมแล้ว เราแสนจะอับอาย เพราะเราต้องออกจากแผ่นดิน เพราะเขาได้ทำลายที่อาศัยของเราลง' ” พวกผู้หญิงเอ๋ย จงฟังพระวจนะของพระยาห์เวห์ และให้หูของพวกเจ้ารับพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระองค์ จงสอนบทคร่ำครวญแก่บุตรีของเจ้า จงสอนเพลงไว้อาลัยแก่เพื่อนบ้านของเธอทุกคน ' เยเรมีย์ 9:19-20เสียงแห่งการนมัสการในศิโยนได้กลายเป็นเสียงร้องไห้ เพราะกว่าที่พวกจะสำนึกได้ก็สูญเสียทุกอย่างไปแล้ว พระเจ้าให้สอนบทเพลงคร่ำครวญแก่ลูกหลานไม่ใช่เพื่อให้จมอยู่กับความเศร้า แต่เพื่อให้คนรุ่นต่อไปเรียนรู้ว่า การละทิ้งพระเจ้า และพระวจนะของพระองค์ย่อมความพินาศมาและไม่ควรทำผิดซ้ำรอยเดิม 'เพราะความตายได้เข้ามาทางหน้าต่างของเรา มันเข้ามาในวังทั้งหลายของเรา ตัดเด็กๆ ออกเสีย จากถนนหนทาง และตัดหนุ่มๆ ออกเสียจากลานเมือง จงพูดว่า “พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า ศพมนุษย์จะเกลื่อนกลาด เหมือนมูลสัตว์ตามพื้นทุ่ง เหมือนฟ่อนข้าวที่หล่นตามหลังผู้เกี่ยว และไม่มีใครจะเก็บ” ' เยเรมีย์ 9:21-22ภาพของความตายที่เข้ามาทางหน้าต่างทำให้เราเห็นว่า เมื่อการพิพากษามาถึงไม่มีที่ไหนปลอดภัย ความบาปไม่เคยส่งผลเฉพาะผู้กระทำ แต่มันจะลุกลามไปถึงครอบครัว ถึงคนรุ่นต่อไป พระเจ้าทรงใช้ภาพที่รุนแรงเพื่อให้พวกเขากลับใจ ก่อนที่จะต้องร้องไห้เพราะผลของความบาปที่กำลังมาถึง'แต่บัดนี้ข้าพเจ้ามีความยินดี ไม่ใช่เพราะพวกท่านเสียใจ แต่เพราะความเสียใจนั้นทำให้ท่านกลับใจ เพราะว่าท่านทั้งหลายได้รับความเสียใจตามพระประสงค์ของพระเจ้า ท่านจึงไม่ได้รับผลร้ายจากเราเลย เพราะว่าความเสียใจตามพระประสงค์ของพระเจ้า ทำให้เกิดการกลับใจ ซึ่งจะนำไปสู่ความรอดและจะไม่ทำให้เสียใจ แต่ความเสียใจอย่างโลกนั้นย่อมนำสู่ความตาย ' 2 โครินธ์ 7:9-10สิ่งที่พระเจ้าพอพระทัยไม่ใช่น้ำตาที่เกิดจากความสูญเสีย แต่ทรงพอพระทัยน้ำตาที่เกิดจากการสำนึกผิดและนำสู่การกลับใจ พระเยซูเองก็ทรงร้องไห้ให้กรุงเยรูซาเล็ม เพราะผู้คนไม่ยอมรับพระองค์ผู้ทรงเป็นทางแห่งสันติสุขและความรอด ขอให้เราฟังเสียงของพระเจ้าตั้งแต่วันนี้ ยอมกลับใจเมื่อพระองค์เตือน เพื่อเราจะไม่ต้องเสียน้ำตาเพราะผลของการดื้อรั้น แต่เราจะได้รับความชื่นชมยินดีจากการดำเนินชีวิตตามทางของพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่100)อะไร คิอ สิ่งที่เราพึงละทิ้ง?“เพราะฉะนั้น พวกท่านจงละทิ้งความชั่วทุกอย่าง และการล่อลวงทุกรูปแบบ ความไม่จริงใจ ความอิจฉาริษยา และการใส่ร้ายทุกชนิด”~1 เปโตร 2:1 THSV11“So get rid of every kind of evil, every kind of deception, hypocrisy, jealousy, and every kind of slander.” ~1 Peter 2:1 GWคนที่รู้จักและเชื่อในพระเจ้าและได้รับความรอดแล้ว ควรประพฤติตนใหม่โดยละทิ้งบางสิ่งบางอย่าง ดังที่พระคัมภีร์กำชับไว้ว่า“พวกท่านจงละทิ้ง…” ( So get rid of )คำว่า “ละทิ้ง” (Put away) ในภาษากรีกมีความหมายว่า“ถอดเสื้อผ้าที่สกปรกออก!”เหมือนคนที่เพิ่งอาบน้ำมา ไม่ควรกลับไปสวมเสื้อผ้าเก่าอีกดังนั้น เมื่อเราเกิดใหม่ในพระคริสต์แล้วพระเจ้าจึงทรงเรียกให้เรา “ถอดนิสัยเก่า”ทิ้งเสียแล้วมีนิสัยเก่า หรือ บาปอะไรบ้าง ที่เราควรละทิ้งเสีย?อ.เปโตร ยกมากล่าวไว้ 5 ประการ ดังนี้ ความชั่วทุกอย่าง (Malice หรือ every kind of evil)ได้แก่ ความคิดร้าย ความประสงค์ร้าย และความต้องการทำให้คนอื่นเสียหายที่เริ่มต้นออกมาจากหัวใจ เหมือนดังพระเยซูตรัสว่า“เพราะว่าความคิดชั่วออกมาจากใจ”(มัทธิว 15:19)การล่อลวงทุกรูปแบบ (Deceit หรือ every kind of Deception)ได้แก่ การโกหก การหลอกลวง การพูดครึ่งจริงครึ่งเท็จ และ การสร้างเรื่องหรือสร้างภาพหลอกลวงแบบพวกสแกมเมอร์(Scammer)ในปัจจุบันเพราะคริสเตียนควรเป็นคนที่คำพูดของเขาเป็นที่เชื่อถือได้ความไม่จริงใจ (Hypocrisy)ได้แก่การสวมหน้ากาก การทำให้ภายนอกดูดีแต่ภายในไม่ใช่คำว่า Hypocrisy นี้ เดิมหมายถึง“นักแสดงละคร”พระเจ้าต้องการความจริงใจจากเรามากกว่าภาพลักษณ์ภายนอกที่โชว์ให้เห็นความอิจฉาริษยา (Envy หรือ Jealousy)ได้แก่ ความอยากได้เหมือนเขา การไม่อยากเห็นเขาได้รับสิ่งดีและความอิจฉาที่ทำลายมิตรภาพ คริสตจักร และครอบครัวการใส่ร้ายทุกชนิด ( every kind of Slander)ได้แก่ การนินทา การทำลายชื่อเสียง การกล่าวหา และการวิจารณ์เพื่อให้เสียหายคือการใช้ลิ้นทำลายชีวิตผู้อื่นแล้วทำไมเราต้อง“ละทิ้ง”สิ่งเหล่านี้?เพราะ ทั้งห้าประการนี้ล้วนเป็นบาปที่ทำลาย “ความสัมพันธ์”1).กับพระเจ้า2).กับพี่น้อง และ3).กับคริสตจักรพี่น้องที่รักคริสเตียนที่เติบโตแล้ว จะต้องเลิกทำบาปภายนอก และ2.เลิกและทิ้งทัศนคติภายในที่ทำร้ายและทำลายผู้อื่นและตัวเองโดยเฉพาะอย่างยิ่ง 5ประการ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น …เห็นด้วยไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 9กรกฎาคม2026(ตอนที่100ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน เพราะละทิ้งพระวจนะ Ep.1682เยเรมีย์ 9:10–16 เปิดเผยว่า เมื่อมนุษย์ละทิ้งพระวจนะของพระเจ้า ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระองค์ก็พังทลาย และความพังนั้นย่อมลุกลามไปถึงชีวิต ครอบครัว และสังคมทั้งหมด'ข้าพเจ้าจะร้องไห้และครวญครางเพราะภูเขานั้น และคร่ำครวญเพราะทุ่งหญ้าในถิ่นทุรกันดาร เพราะว่ามันถูกทิ้งร้าง ไม่มีใครผ่านไปมา ไม่ได้ยินเสียงสัตว์เลี้ยงร้อง ทั้งนกในอากาศและสัตว์ ได้หนีไปเสียแล้ว “เราจะทำให้เยรูซาเล็มเป็นกองสิ่งปรักหักพัง เป็นที่อยู่ของหมาป่า และเราจะทำให้เมืองต่างๆ ของยูดาห์เป็นที่รกร้าง ไม่มีคนอาศัย” ' เยเรมีย์ 9:10-11การร้องไห้ของเยเรมีย์เป็นการสะท้อนถึงความเสียใจของพระเจ้า การร้องไห้นี้ไม่ใช่เพียงเพราะประชาชนกำลังจะถูกพิพากษา แต่ยังร้องไห้เพราะเห็นแผ่นดินที่พระเจ้ากำลังจะกระทำ แผ่นดินที่พระเจ้าประทานเป็นมรดกกำลังกลายเป็นถิ่นทุรกันดาร พระพรที่เคยสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของพระเจ้า กลับกลายเป็นภาพที่รกร้าง พระเจ้าจึงทรงตั้งคำถามในข้อ 12 ว่า "ทำไมแผ่นดินจึงพังทลาย?" 'และพระยาห์เวห์ตรัสว่า “เพราะเขาทั้งหลายทอดทิ้งธรรมบัญญัติของเราซึ่งเราได้ตั้งไว้ต่อหน้าเขา และไม่ได้เชื่อฟังเสียงของเราหรือดำเนินตามนั้น แต่ได้ดื้อดึงดำเนินตามใจของตนเอง และติดตามพวกพระบาอัลอย่างที่บรรพบุรุษของพวกเขาได้สั่งสอนเขาไว้ ' เยเรมีย์ 9:13-14นี่คือคำตอบของคำถามในข้อ 12 ความพินาศไม่ได้เกิดจากกำลังของบาบิโลน แต่เกิดจากการที่พวกเขาจงใจละทิ้งพระวจนะ ตั้งใจไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า พวกเขาเลือกทำตามใจตนเอง จนความบาปนี้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้เป็นมาตรฐานของชีวิต ความคิดของตัวเองก็จะเข้ามาเป็นมาตรฐานแทน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความเสื่อมในทุกด้านของชีวิต'ฉะนั้น พระยาห์เวห์จอมทัพ พระเจ้าแห่งอิสราเอลจึงตรัสว่า นี่แน่ะ เราจะเลี้ยงชนชาตินี้ด้วยบอระเพ็ด และให้เขาดื่มน้ำดีหมีเราจะกระจายเขาไปท่ามกลางบรรดาชนชาติที่ตัวเขาเอง และบรรพบุรุษของเขาไม่รู้จัก และเราจะส่งดาบให้ไล่ตามเขาทั้งหลาย จนกว่าเราจะผลาญเขาสิ้น” ' เยเรมีย์ 9:15-16พระเจ้าทรงปล่อยให้พวกเขาได้รับผลของการเลือกของตัวเอง เมื่อพวกเขาละเมิดพันธสัญญาของพระเจ้า แผ่นดินที่มีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์ จึงเปลี่ยนเป็นความขมจากบอระเพ็ด และน้ำพิษรสขม หรือน้ำดีหมี สิ่งที่พวกเขาจะต้องได้รับคือการกระจัดกระจายยังที่ตัวเขาเองไม่รู้จัก ความทุกข์ที่ต้องรับนั้นเป็นผลผลจากการจงใจละเมิดพันธสัญญากับพระเจ้าอย่างต่อเนื่อ พระเจ้าทรงซื่อสัตย์เสมอ ทั้งในการอวยพรผู้ที่เชื่อฟัง และในการพิพากษาผู้ที่ดื้อรั้น'พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “ถ้าใครรักเรา คนนั้นจะประพฤติตามคำของเรา และพระบิดาจะทรงรักเขา แล้วเราทั้งสองจะมาหาเขาและจะอยู่กับเขา ' ยอห์น 14:23พระเยซูทรงเรียกให้เราเป็นคนที่เชื่อฟังพระวจนะของพระองค์ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระวาทะที่ลงมารับสภาพเป็นมนุษย์ ผู้ที่ดำเนินติดตามพระองค์ หรือคนเรียกตัวเองว่าเป็นสาวกพระเยซูจะไม่เพียงแค่มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า แต่เราจะรู้จักผ่านความสัมพันธ์ที่นำไปสู่การเชื่อฟัง ขอให้เราไม่ดำเนินชีวิตตามใจของตนเอง แต่เราจะมีพระวจนะของพระเจ้าเป็นมาตรฐานของความคิด การตัดสินใจ และการดำเนินชีวิต เพื่อชีวิตของเราจะเกิดผลและถวายพระเกียรติแด่พระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่99) ชีวิตใหม่ที่เติบโตในพระคริสต์! “ และพวกท่านเองเป็นดังศิลาที่มีชีวิต จงรับการสร้างขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายวิญญาณ เพื่อเป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ เพื่อถวายเครื่องบูชาฝ่ายวิญญาณ อันเป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์” ~1 เปโตร 2:5 THSV11 “you also, like living stones, are being built into a spiritual house to be a holy priesthood, offering spiritual sacrifices acceptable to God through Jesus Christ.” ~1 Peter 2:5 NIV มีคำกล่าวว่า “เราไม่ได้เติบโตขึ้นโดยกำลังของเราเอง แต่โดยการยอมจำนนต่อฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์ผู้สถิตอยู่ภายในเรา!” (We don't grow by our own strength, but by surrendering to the power of Christ who lives within us.) พระธรรม1 เปโตร 2:1-5 นี้เป็นหนึ่งในข้อความที่สวยงามที่สุดเกี่ยวกับ การเจริญเติบโตฝ่ายวิญญาณของคริสเตียน อ.เปโตรกำลังอธิบายว่า เมื่อเราได้รับชีวิตใหม่ในพระคริสต์แล้ว โดยชีวิตใหม่นี้ ต้องมี 1).การละทิ้งอดีตที่ไม่ดี2).การเติบโตขึ้นในฝ่ายวิญญาณ3).การเข้ามาหาพระคริสต์ และ4).การถูกสร้างขึ้นเพื่อรับใช้พระเจ้า กล่าวได้ว่า พระธรรมตอนนี้แสดงให้เห็น 4 ขั้นตอนของการเจริญเติบโตฝ่ายวิญญาณของคริสเตียน ดังที่เขียนไว้ดังนี้ “เพราะฉะนั้น พวกท่าน1.จงละทิ้ง(จงขจัด) 1).ความชั่วทุกอย่าง (สารพัดความมุ่งร้าย) 2).การล่อลวงทุกรูปแบบ (การฉ้อฉล) 3).ความไม่จริงใจ(ความน่าซื่อใจคด) 4).ความอิจฉาริษยา 5).การใส่ร้าย(ว่าร้าย)ทุกชนิด(ไปจากตัวท่าน) …เช่นเดียวกับทารกแรกเกิด 2.จงปรารถนา(กระหายหา)น้ำนมฝ่ายวิญญาณที่ไร้สิ่งเจือปน (อันบริสุทธิ์) เพื่อโดยน้ำนมนั้น(จะช่วย)พวกท่าน(ให้)เติบโตขึ้นสู่ความรอด …ในเมื่อพวกท่านได้ชิม(ลิ้มรส)แล้วว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงดีเลิศ(ประเสริฐ)3. จงมาหาพระองค์(พระคริสต์)พระศิลาที่มีชีวิต ที่แม้ถูกมนุษย์ปฏิเสธ(ไม่ยอมรับ)แล้ว แต่กลับเป็นศิลาที่(พระเจ้าได้)ทรง 1).เลือกสรร และถือว่า 2).ล้ำค่าในสายพระเนตรพระเจ้า …พวกท่านเอง(ก็เช่นกัน)เป็นดังศิลาที่มีชีวิต 4.จงรับการ(ก่อ)สร้างขึ้นเป็นพระนิเวศ(วิหาร)ฝ่ายวิญญาณ ~เพื่อเป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ ~เพื่อ(ทำหน้าที่)ถวายเครื่องบูชาฝ่ายวิญญาณ อันเป็นที่ชอบพระทัย(ที่ทรงยอมรับ)ของพระเจ้าโดย(ผ่าน)ทางพระเยซูคริสต์” ~1 เปโตร 2:1-5 THSV11 พี่น้องที่รัก เราได้หลุดพ้นจากบาปในอดีต …ได้รับชีวิตใหม่ …ได้รับพลังในการดำเนินชีวิตและในการรับใข้ …ได้รับความเจริญเติบโตฝ่ายวิญญาณ …ได้รับการทรงสร้างใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และ …ได้รับความโปรดปรานและความพอพระทัยจากพระเจ้า ทั้งหมดนี้ ล้วนเกิดขึ้นโดยพระเยซูคริสต์ทั้งสิ้น ดังนั้น พี่น้องที่รัก ขอให้เราดำเนินชีวิตใหม่ทุกวัน ในทุกเรื่อง ทุกที่ทุกเวลา ในทุกสถานการณ์ ทุกรณี และเติบโตขึ้นในฝ่ายจิตวิญญาณทุกวัน โดยพึ่งสติปัญญาและกำลังอันไม่จำกัดที่มาจากพระเยซูคริสต์ …จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 8กรกฎาคม202 (ตอนที่99ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ต้นตอของปัญหา Ep.1681เมื่อเห็นสังคมเต็มไปด้วยการโกหก การเอาเปรียบ และความไม่จริงใจ เรามักคิดว่าปัญหาเกิดจากกฎหมาย การศึกษา หรือระบบสังคม เยเรมีย์ 9:4–9 เปิดเผยว่า ต้นตอของปัญหาคือการปฏิเสธที่จะรู้จักพระเจ้า เมื่อมนุษย์หันหลังให้พระเจ้า ความจริง ความซื่อสัตย์และความไว้วางใจได้ก็ค่อย ๆ หายไป จนในที่สุดพระเจ้าจำเป็นต้องทรงตีสอนเพื่อชำระประชากรของพระองค์ให้บริสุทธิ์'“ขอให้ทุกคนระวังเพื่อนบ้านของตน และอย่าวางใจในพี่น้องคนใดเลย เพราะพี่น้องทุกคนเป็นคนเจ้าเล่ห์ และเพื่อนบ้านทุกคนก็เที่ยวไปพูดให้ร้ายผู้อื่น ทุกคนล่อลวงเพื่อนบ้านของตัว ไม่มีใครพูดความจริงสักคนเดียว เขาได้สอนลิ้นของเขาให้พูดมุสา เขาได้ทำบาปชั่วและกลับใจอีกไม่ได้แล้ว ' เยเรมีย์ 9:4-5ความไว้วางใจของผู้คนในสังคมยูดาห์ก็พังทลายลง แม้แต่คนในครอบครัวก็ไม่อาจไว้วางใจกันได้ การโกหกและการหลอกลวงกลายเป็นเรื่องปกติ ผู้คนฝึกการพูดโกหกจนเก่ง ความเสื่อมทรามที่เกิดขึ้นไม่ได้เริ่มจากการกระทำภายนอก แต่เริ่มจากหัวใจที่ปฎิเสธพระเจ้า หากพวกเราปล่อยตัวให้บาปซ้ำ ๆ ฝึกฝนอยู่ทุกวันความบาปนั้นก็จะกลายเป็นนิสัย สุดท้ายมันจะหล่อหลอมจนเป็นตัวตนของเรา แต่หากเราฝึกฝนด้วยการดำเนินชีวิตที่จะเชื่อฟังตามพระวจนะของพระเจ้า ความจริงของพระเจ้าก็จะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในชีวิตของเรา'เป็นการบีบบังคับซ้อนการบีบบังคับ และการล่อลวงซ้อนการล่อลวง เขาปฏิเสธที่จะรู้จักเรา” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 9:6พระเจ้าทรงเปิดเผยต้นตอของปัญหาไว้อย่างชัดเจนว่า "เขาปฏิเสธที่จะรู้จักเรา" คำว่า "รู้จัก" ผทขอย้ำอีกครั้งว่า รู้จักตรงนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่รู้ข้อมูล แต่หมายถึงการที่เราจะมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าที่นำไปสู่การเชื่อฟัง เมื่อไม่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ความบาปก็จะเพิ่มมากขึ้นจนเกิดการกดขี่ซ้อนการกดขี่ และเกิดการหลอกลวงซ้อนการหลอกลวง แม้ว่าจะยังมีศาสนา มีความรู้พระคัมภีร์ แต่ถ้าไม่มีความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับพระเจ้า ชีวิตก็จะค่อย ๆ ห่างจากพระเจ้าแล้วก็เสื่อมลงไปเรื่อย ๆ'เพราะฉะนั้น พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสดังนี้ว่า “นี่แน่ะ เราจะถลุงเขาและทดลองเขา เพราะเขาเป็นประชากรของเรา เราจะทำอย่างอื่นได้อย่างไร? ลิ้นของเขาเป็นลูกศรมรณะ มันพูดมารยา ปากของเขาพูดอย่างสันติกับเพื่อนบ้าน แต่ในใจของเขา เขาคอยดักซุ่มโจมตีอยู่” ' เยเรมีย์ 9:7-8ภาพของการถลุงโลหะถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายการตีสอนของพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้ทรงทำลายประชากรเพราะทรงเกลียดชัง แต่ทรงชำระพวกเขาเพราะพวกเขายังเป็นประชากรของพระองค์ พระเจ้าทรงรู้และมองเห็นถึงแรงจูงใจในทุกสิ่งที่พูดออกมา ปากอาจจะพูดคำหวาน แต่ในใจเต็มไปด้วยการหลอกลวง ในข้อ 9 พระเจ้าจึงทรงถามว่า "ไม่ควรที่เราจะลงโทษเขาเพราะสิ่งเหล่านี้หรือ?" ทั้งหมดนี้เพื่อยืนยันว่า การพิพากษาของพระองค์ตั้งอยู่บนความยุติธรรม ไม่ได้ใช้เพียงอารมณ์ แต่การตีสอนของพระองค์มีเป้าหมายเพื่อชำระให้บริสุทธิ์ ไม่ใช่เพื่อทำลายประชากร แต่เพื่อขจัดสิ่งเจือปนหรือความบาปออกจากชีวิตของพวกเขา'ดังนั้นจงละทิ้งความเท็จ “ให้พวกท่านแต่ละคนพูดความจริงกับเพื่อนบ้านของตน” เพราะเราต่างเป็นอวัยวะของกันและกัน ' เอเฟซัส 4:25พระเจ้าทรงเรียกผู้เชื่อทุกคนให้เป็นคนแห่งความจริงทั้งในคำพูดและการใช้ชีวิต เพราะชีวิตที่รู้จักพระเจ้าโดยมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าอย่างแท้จริงย่อมสะท้อนออกมาผ่านคำพูดและการกระทำ ขอให้เรารู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงจนความสัมพันธ์กับพระองค์เปลี่ยนคำพูด ความคิด และการดำเนินชีวิตของเรา ให้เป็นคนที่พูดความจริง รักษาความซื่อสัตย์ และสร้างความไว้วางใจได้แก่ผู้คน เพื่อสะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์ และเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าในทุกสิ่งวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่98)ความเข้าอกเข้าใจ(Empathy)ของคุณอยู่ที่ไหน?“และเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรฝูงชนก็ทรงสงสารเขาทั้งหลาย เพราะพวกเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่งเหมือนฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง” ~มัทธิว 9:36 THSV11“"ความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น" หรือ“การเอาใจเขามาใส่ใจเรา” ที่เรียกว่า "Empathy"คือ “ความสามารถในการรับรู้และเข้าใจมุมมอง ความคิด และสภาวะอารมณ์ของผู้อื่นจากจุดยืนของเขาอย่างแท้จริง โดยปราศจากการตัดสิน”พระธรรมมัทธิว 9:35-38 เปิดเผยให้เรารู้จักกับ“ความเข้าอกเข้าใจ“( Empathy)ของพระเยซูได้ชัดเจนที่สุด เพราะพระองค์ไม่ได้เพียง “รู้” ว่าผู้คนกำลังทุกข์ แต่พระองค์“สัมผัส”ความทุกข์ของพวกเขานั้นด้วย“ใจ”ของพระผู้เลี้ยง และพระองค์“ลงมือทำ”บางสิ่งเพื่อช่วยและเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาเราได้เรียนรู้บทเรียนอะไรบ้าง จากพระธรรมตอนนี้?พระเยซูทรงเข้าอกเข้าใจความต้องการอย่างเร่งด่วนที่แท้จริงของมนุษย์~จึงออกไปช่วยเหลือตอบสนองความต้องการของพวกเขาตามที่ต่างๆ1).ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขาทั้งหลาย 2).ทรงประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า 3).ทรงรักษาโรคและความเจ็บป่วยทุกอย่างของพวกเขาให้หาย พระเยซูทรงเห็นและเข้าอกเข้าใจฝูงชนและเกิดความเมตตาสงสารพวกเขา1).ทรงทอดพระเนตรฝูงชน2).ทรงสงสารเขาทั้งหลาย คำว่า “สงสาร”ในภาษากรีกตอนนี้(Splagchnizomai)หมายถึง1).“รู้สึกสะเทือนอย่างรุนแรงไปถึงส่วนลึกที่สุดภายใน”2).“ความเมตตาที่ออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ”ดังนั้นคำนี้จึงหมายถึงพระเยซูไม่ได้เพียงรู้สึกสงสารแต่พระองค์ “ปวดร้าวไปกับความทุกข์ของผู้คนเหล่านััน”ด้วยด้วยเหตุนี้ “ความเข้าอกเข้าใจ(Empathy)จึงไม่ใช่เพียงแค่ “ฉันเสียใจด้วย”แต่หมายความว่า “หัวใจของฉันกำลังเจ็บไปพร้อมกับเธอ”พระเยซูทรงเห็นสิ่งเดียวกับที่คนอื่นเห็น แต่พระองค์ทรงเห็นลึกกว่าสายตา1).คนทั่วไปเห็นก.ฝูงชน/จำนวนคน~คนเจ็บป่วย/คนมีความทุกข์กายข.ปัญหาสังคม/ชุมชน ~คนยากจน/ขัดสน แต่2).พระเยซูทรงเห็นก.ความสับสนข.การหลงทางค.ความหิวกระหายฝ่ายวิญญาณง.หัวใจที่แตกสลายพระเยซูทรงทราบถึง“ต้นเหตุ”หรือ“สาเหตุ”อันน่าสงสารของพวกเขาเพราะพวกเขา1).“ถูกรังควาน”หมายถึงว่าพวกเขาก.เหน็ดเหนื่อยข.ถูกกดขี่ค.ถูกเอาเปรียบง.หมดสิ้นเรี่ยวแรง และ2).“ไร้ที่พึ่ง”เหมือนฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง หมายความว่า พวกเขาก.“ถูกทอดทิ้ง”ข.“ถูกโยนทิ้ง”เหมือนคนที่ไม่มีใครสนใจพระเยซูไม่ได้ทรงมองแค่ “อาการ”แต่ทรงเห็น “บาดแผล”ของพวกเขา1).คนอื่นเห็นโรคแต่พระเยซูเห็นความโดดเดี่ยว2).คนอื่นเห็นความบาปแต่พระเยซูเห็นความเจ็บปวดที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้ คือ“ความเข้าอกเข้าใจ( Empathy)ที่ลึกซึ้ง มากกว่าเพียงแค่”ความเห็นอกเห็นใจ“(Sympathy) เท่านัันพระเยซูทรงมองผู้คนเหล่านั้น เปรียบเหมือน “แกะไม่มีผู้เลี้ยง”( เอเสเคียล 34 และ กันดารวิถี 27:17)~พวกเขาเป็นดุจประชากรที่ขาดผู้นำฝ่ายวิญญาณที่สัตย์ซื่อเหมือนแกะไม่มีผู้เลี้ยงที่~หลงทาง~หิวโหย~ถูกหมาป่ากัดกิน~ไม่มีคนปกป้อง และ~เดินไปสู่ความตายพระเยซูไม่ได้ทรงกล่าวโทษ ละทิ้ง หรือซ้ำเติมแกะที่ลำบากทนทุกข์1).พระองค์ไม่ได้มองคนที่ล้ม ด้วยสายตาที่ตำหนิและปากที่ต่อว่า2).พระองค์มองด้วยสายตาของผู้เลี้ยงที่รักฝูงแกะ3).พระองค์ไม่ได้แค่ใช้อารมณ์ชั่วครู่ แต่ลงมือกระทำทันทีการเข้าอกเข้าใจ(Empathy )ที่แท้จริง 1).จะไม่หยุดที่คำพูดว่า“ฉันเข้าใจ” หรือ ”ฉันเห็นใจ” ~แล้วจบแค่นั้น แต่2).จะถามต่อไปว่า“ฉันจะช่วยอะไรได้บ้าง” และ “ขอฉันช่วยในทันทีเลยนะ”พระเยซูทรงเปลี่ยน “ความเข้าอกเข้าใจ”(Empathy )ให้เป็นเป็นพันธกิจ(Ministry)1).คนทั่วไปมองว่า “ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมาก” ~นั้นเป็น“ปัญหา” แต่2).พระเยซูมอง“ข้าวที่ต้องเกี่ยวเหล่านั้นที่มีมาก”~นั้นเป็น“โอกาส”พระเยซูทรงประสงค์ให้สาวกของพระองค์มีความเข้าอกเข้าใจคนอื่นด้วยเช่นกัน1).พระองค์ไม่ได้ประสงค์จะกระทำพันธกิจช่วยคนทั้งหลายตามลำพัง~พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “เราจะทำเองทั้งหมด!”2).พระองค์เรียกสาวกให้มีสิทธิพิเศษเข้ามามีส่วนร่วมด้วยความเข้าอกเข้าใจคนอื่นด้วย~พระองค์ตรัสว่า“จงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนา ให้ทรงส่งคนงาน”พี่น้องที่รัก “หัวใจที่เหมือนพระคริสต์ ไม่เพียงแค่รู้จักความจริง แต่ยังเข้าอกเข้าใจในความเจ็บปวดของผู้คน และตอบสนองออกมาด้วยความรัก”(A Christlike heart not only knows the truth, but also feels the pain of people and responds with love.)”ความเข้าอกเข้าใจ“(Empathy) คือหัวใจสำคัญที่1.ไม่ได้สร้าง“ผู้ชม” แต่2.สร้าง“ผู้รับใช้” ให้รับใช้ผู้อื่น ทั้งด้าน กาย จิต และวิญญาณวันนี้ ขอให้เรา มี“ความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น”โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ที่ประสบกับความทุกข์ยากลำบากของชีวิตและสำแดงออกมา ด้วยความรักเมตตาจากพระทัยกว้างขวางของพระเยซูคริสต์ …จะดีไหมครับ?

พระธรรมนำชีวิตตอน น้ำตาของผู้รับใช้ Ep.1680ไม่มีใครยินดีหรือมีความสุขเมื่อเห็นคนที่รักเดินเข้าสู่ความพินาศ ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ก็เช่นกัน เยเรมีย์ 8:18–9:3 เปิดเผยหัวใจของเยเรมีย์ที่เจ็บปวดไปพร้อมกับพระทัยของพระเจ้า เพราะแม้พระเจ้าจะทรงพิพากษาเพื่อสำแดงความยุติธรรม พระองค์ก็ไม่ได้ทรงยินดีในความพินาศของผู้คน แต่ทรงโศกเศร้าที่พวกเขาปฏิเสธพระองค์และไม่ยอมกลับใจ"ความทุกข์ของข้าพเจ้านี้เกินจะรักษาได้ จิตใจของข้าพเจ้าก็ป่วยอยู่... ฟังสิ เสียงร้องแห่งประชากรของข้าพเจ้าจากทั่วทั้งแผ่นดิน..." เยเรมีย์ 8:18-19ก เยเรมีย์ไม่ได้ประกาศพระวจนะด้วยหน้าที่ แต่ประกาศด้วยหัวใจที่หวงใย และแตกสลายเพราะความทุกข์ของผู้คนกลายเป็นความทุกข์ของเขาด้วย เขาได้ยินเสียงร้องของผู้คนที่กำลังรับผลของความบาปตนเอง แทนที่เยเรมีย์จะรู้สึกว่า สิ่งที่พระเจ้าใช้ให้เขาพูดนั้นเป็นจริง แต่เขากลับร้องไห้ เพราะสิ่งที่นั้นกำลังเกิดกับคนที่เขารัก ในข้อ 19–20 ประชาชนเริ่มถามว่า "พระยาห์เวห์ไม่ได้สถิตในศิโยนหรือ?" นี่คือเสียงของความคิดว่า พระวิหารจะช่วยชีวิตได้ แต่พระเจ้าทรงตอบว่า ปัญหาไม่ใช่การที่พระเจ้าทอดทิ้งพวกเขา แต่เพราะพวกเขาเลือกติดตามรูปเคารพ วลีที่บอกว่า "ฤดูเกี่ยวก็ผ่านไป ฤดูแล้งก็สิ้นสุดแล้ว และเราทั้งหลายก็ไม่รอด" นี่คือภาพของโอกาสแห่งพระคุณที่ถูกปล่อยให้ผ่านไป จนในที่สุดเวลาของการพิพากษาก็มาถึง'เพราะความเจ็บปวดแห่งประชากรของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงเจ็บปวด ข้าพเจ้าเศร้าหมอง และความหวาดหวั่นก็ยึดข้าพเจ้าไว้มั่นไม่มียารักษาในกิเลอาดหรือ? ไม่มีแพทย์ที่นั่นหรือ? ทำไมสุขภาพแห่งบุตรีประชากรของข้าพเจ้า จึงไม่กลับสู่สภาพเดิม?' เยเรมีย์ 8:21-22เยเรมีย์รู้สึกเจ็บปวดเหมือนกับแผลนั้นเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง เขาถามว่า "ไม่มียารักษาในกิเลอาดหรือ?" คำถามนี้ไม่ได้หมายความว่า พระเจ้าไม่มีทางรักษา แต่เป็นการสะท้อนว่า พระเจ้าทรงจัดเตรียมหนทางแห่งการรักษาไว้แล้ว แต่พวกเขากลับไม่ยอมมาหาพระองค์ ผู้รักษาก็มีอยู่ ยารักษาก็มี แต่ผู้ป่วยไม่ยอมมารับการรักษา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พระเจ้าไม่รักษา แต่ปัญหาคือ พวกเขาปฏิเสธพระเจ้าผู้ทรงรักษา'หากศีรษะของข้าพเจ้าเป็นแหล่งน้ำ และตาของข้าพเจ้าเป็นบ่อน้ำตาก็จะดี เพื่อข้าพเจ้าจะได้ร้องไห้ทั้งกลางวันและกลางคืนเพราะประชากรของข้าพเจ้าถูกเข่นฆ่า ' เยเรมีย์ 9:1ตรงนี้เป็นจุดเยเรมีย์จึงได้รับการขนานนามจากนักอธิบายพระคัมภีร์จำนวนมากว่า เป็นผู้เผยพระวจนะแห่งน้ำตา เพราะเมื่อเข้าสู่บทที่ 9 น้ำตาของเยเรมีย์ยิ่งไหลมากขึ้น เขาอยากร้องไห้ทั้งกลางวันและกลางคืน ในข้อ 2 เขาถึงกับกล่าวว่า อยากหนีไปอยู่ในถิ่นทุรกันดาร เพราะผู้คนเต็มไปด้วยความไม่ซื่อสัตย์ การทรยศและความบาป แต่พระเจ้าทรงเปิดเผยต้นเหตุของปัญหาไว้ในข้อ 3 ว่า “เขาไม่รู้จักเรา” พวกเขารู้จักพิธีกรรม พระวิหาร และรู้จักธรรมบัญญัติของพระเจ้า แต่พวกเขาไม่ได้รู้จักพระองค์ในความสัมพันธ์ที่แท้จริง ความรู้ทางศาสนาที่ปราศจากการเชื่อฟัง จึงไม่อาจช่วยรักษาหัวใจของมนุษย์ได้'เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้และทอดพระเนตรเห็นกรุงแล้ว ก็ทรงกันแสงสงสารกรุงนั้น ' ลูกา 19:41นี่คือหัวใจของพระเจ้า พระเยซูเมื่อทอดพระเนตรเห็นกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ไม่ได้ทรงยินดีในความพินาศของผู้คน แม้จะทรงประกาศการพิพากษาที่กำลังจะมาถึง พระเยซูร้องไห้เพราะผู้คนไม่ยอมรับทางแห่งความจริงและสันติสุขที่พระองค์นำมา พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าผู้รักษาที่แท้จริง ผู้ทรงรับโทษบาปแทนเรา เพื่คนที่กลับใจและมาเชื่อ วางใจในพระองค์จะได้รับการรักษา ได้รับชีวิตใหม่ ขอให้เรารู้จักพระเจ้าไม่ใช่แค่เพียงด้วยข้อมูล แต่ด้วยการมีความสัมพันธ์ที่นำไปสู่การเชื่อฟัง และขอพระเจ้าประทานหัวใจแบบเยเรมีย์ ที่เราจะรักผู้คนมากพอที่จะร้องไห้และอธิษฐานเพื่อเขามากกว่าจะกล่าวโทษหรือเพิกเฉยต่อความบาปของเขา เพราะหัวใจแบบนี้ คือหัวใจที่สะท้อนถึงพระทัยของพระเจ้าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่97)กรวดสองก้อนกับสติปัญญา!“แต่ถ้าใครในพวกท่านขาดสติปัญญาให้คนนั้นทูลขอจากพระเจ้าผู้ประทานให้กับทุกคนด้วยพระทัยกว้างขวางและไม่ทรงตำหนิ แล้วเขาก็จะได้รับตามที่ทูลขอ” ~ยากอบ 1:5 THSV11“If any of you lacks wisdom, you should ask God, who gives generously to all without finding fault, and it will be given to you.” ~James 1:5 NIVเศรษฐีคนหนึ่ง ชอบลูกสาวชาวนาผู้หนึ่งซึ่งเป็นลูกหนี้เขา จึงเชิญชาวนากับลูกสาวไปที่สวนในคฤหาสน์ของเขา บนพิ้นที่ที่เป็นสวนกรวดขาวดำกว้างใหญ่เศรษฐีกล่าวกับชาวนาว่า "ท่านเป็นหนี้สินข้า แต่หากท่านยกลูกสาวให้ข้า ข้าจะยกเลิกหนี้สินทั้งหมดให้" แต่ชาวนาไม่ตกลง เศรษฐีจึงพูดว่า "ถ้าเช่นนั้นเรามาพนันกันดีไหม?ข้าจะหยิบกรวดสองก้อนขึ้นมาจากสวนกรวด ใส่ในถุงผ้านี้ ก้อนหนึ่งสีดำ ก้อนหนึ่งสีขาว และให้ลูกสาวของท่าน หยิบก้อนกรวดจากถุงนี้ หากนางหยิบได้ก้อนสีขาว ข้าจะยกหนี้สินให้ท่านและนางไม่ต้องแต่งงานกับข้าแต่หากนางหยิบได้ก้อนสีดำ นางต้องแต่งงานกับข้า และข้าจะยกหนี้ให้กับท่านด้วย" ชาวนาตกลง เศรษฐีจึงหยิบกรวดสองก้อน ใส่ในถุงผ้า หญิงสาวเหลือบไปเห็นว่า กรวดทั้งสองก้อนนั้นล้วนเป็นสีดำ แล้วเธอจะทำอย่างไร? หากเธอไม่เปิดโปงความจริง เธอก็จะต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกง หากเธอเปิดโปงความจริง เศรษฐีย่อมเสียหน้า และยกเลิกเกมนี้ และบิดาของเธอ ก็จะยังคงเป็นหนี้เศรษฐี ต่อไปอีกนาน!ในนาทีเช่นนี้ สิ่งที่ต้องการอย่างเร่งด่วน คือ“สติปัญญา!”ลูกสาวชาวนา จึงเอื้อมมือลงไปในถุงผ้า หยิบกรวดขึ้นมาหนึ่งก้อน พลันเธอปล่อยกรวด ในมือร่วงลงสู่พื้น กลืนหายไปในสีดำและขาว ของสวนกรวดนั้นเธอเงยหน้ามองดูเศรษฐีและกล่าวว่า"ขออภัยเจ้าค่ะ ที่ดิฉันพลั้งเผลอ ปล่อยหินให้ร่วงหล่นลงไปที่พื้น แต่ก็คงไม่เป็นไร เพราะท่านใส่กรวดสีขาวกับสีดำ อย่างละหนึ่งก้อนลงไปในถุงนี้ ดังนั้นถ้าเราเปิดถุงออกดูกรวดก้อนที่เหลือข้างในว่าเป็นสีอะไรเราก็ย่อมรู้ได้ทันทีว่า กรวดที่ดิฉันหยิบขึ้นไป เมื่อครู่นี้เป็นสีอะไร!" และเมื่อหยิบหินที่ก้นถุงขึ้นมา ก็เห็นว่าเป็นกรวดสีดำ!"ถ้าเช่นนั้น ก็แสดงว่ากรวดก้อนที่ดิฉันทำตก นั้นย่อมเป็นสีขาว" เศรษฐีจึงต้องปล่อยให้ชาวนาพ้นสภาพลูกหนี้ และลูกสาวของเขาไม่ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกงคนนั้น!พี่น้องที่รัก “สติ ”คือ “ความระลึกได้ การรู้เท่าทันอารมณ์ และการอยู่กับปัจจุบัน"”ปัญญา“คือ ”ความรู้แจ้ง การเข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริง แยกแยะถูกผิดดีชั่วได้“มีผู้ให้หนึ่งความหมายของ “สติปัญญา” ไว้ว่า“ความสามารถของสมองในการเรียนรู้ คิดวิเคราะห์ ใช้เหตุผล จดจำ เข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม และนำความรู้ไปปรับตัวเพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องเหมาะสม“หรือ กล่าวให้สั้นลงได้ว่า“สติปัญญา”คือ“ความสามารถในการใช้ความรู้ ความจริงและประสบการณ์อย่างถูกต้อง ในเวลา สถานการณ์ และวิธีที่เหมาะสม”บุตรสาวของชาวนา ในเรื่องนี้ รู้สักใช้สติปัญญาแก้ปัญหาไปได้เป็นอย่างดี!พี่น้องที่รักหากว่า วันนีั คุณมีอุปสรรคและปัญหาและคุณต้องการสติปัญญาในการแก้ไขดังที่กล่าวมาก็ขอให้คุณทูลอธิษฐานขอได้จากพระเจ้าแห่งพระปัญญาพระคัมภีร์บอกเราว่า“ถ้าผู้ใดในพวกท่านขาดสติปัญญาจงทูลขอจากพระเจ้าผู้ประทานด้วยพระทัยกว้างขวางแก่คนทั้งปวงโดยไม่ตำหนิแล้วผู้นั้นจะได้รับ!” ~ยากอบ 1:5 TNCV…ลองดูสิครับ!……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 6กรกฎาคม202 (ตอนที่97ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ผลที่พระเจ้าทรงมองหา Ep.1679ไม่มีใครอยากเห็นชีวิตของตนเองจบลงด้วยความผิดหวัง เยเรมีย์ 8:13–17 เปิดเผยว่า ความผิดหวังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ การที่พระเจ้าทรงมาตรวจดูชีวิตแล้วไม่พบผลแห่งการกลับใจและการเชื่อฟัง ตลอดเวลาที่ผ่านมาพระเจ้าทรงอดทนและประทานโอกาสให้กลับใจและหันกลับมาหาพระองค์ แต่เมื่อเวลาของการพิพากษามาถึงสิ่งที่พวกเขาเคยวางใจ ก็ไม่อาจช่วยพวกเขาได้อีกต่อไป'พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “เมื่อเราจะรวบรวมเขา ก็เห็นว่าเถาองุ่นไม่มีผล หรือต้นมะเดื่อไม่มีผล แม้แต่ใบก็เหี่ยวแห้งไป และอะไรที่เราให้เขาก็อันตรธานไปจากเขา” ' เยเรมีย์ 8:13พระเจ้าทรงเปรียบประชากรของพระองค์เหมือนสวนองุ่นและต้นมะเดื่อที่พระองค์ทรงดูแล แต่เมื่อทรงมาตรวจดูกลับไม่พบผลเลย แม้ว่าจะดูเหมือนต้นองุ่นและต้นมะเดื่อที่มีชีวิต แต่กลับไม่มีผล พระเจ้าจึงทรงประกาศว่า พระพรที่พระองค์เคยประทานจะถูกนำกลับไป พระเจ้าไม่ได้ต้องการเพียงพิธีกรรม แต่ทรงมองหาชีวิตที่เกิดผลจากการเชื่อฟัง นี่เป็นคำเตือนสำหรับเราด้วยว่า การรับใช้หรือการร่วมกิจกรรมฝ่ายวิญญาณไม่อาจทดแทนชีวิตที่เชื่อฟังพระเจ้าได้'‘ทำไมพวกเราจึงนั่งนิ่งๆ จงพากันมา ให้พวกเราเข้าไปในบรรดาเมืองที่มีป้อม และพินาศเสียที่นั่นเถิด เพราะพระยาห์เวห์พระเจ้าของเราจะทรงให้เราพินาศ และประทานน้ำมีพิษให้เราดื่ม เพราะพวกเราได้ทำบาปต่อพระยาห์เวห์ พวกเรามองหาสวัสดิภาพ แต่ไม่มีสิ่งดีอะไรมาเลย พวกเรามองหาเวลาแห่งการรักษาให้หาย แต่ดูสิความสยดสยอง ' เยเรมีย์ 8:14-15เมื่อการพิพากษามาถึง พวกเขาจะรีบวิ่งเข้าไปในเมืองป้อมโดยหวังว่าจะปลอดภัย แต่ในที่สุดก็พบว่า ที่นั่นก็ไม่สามารถป้องกันได้ พวกเขาเคยเชื่อคำยืนยันของผู้เผยพระวจนะเท็จที่ประกาศว่าสวัสดิภาพ แต่เมื่อความจริงมาถึง กลับไม่มีสวัสดิภาพเลย ความหวังที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพระเจ้า ย่อมพังทลายเมื่อต้องพบความจริง เช่นเดียวกัน หากเราวางใจในทรัพย์สินเงินทอง ความสามารถ หรือความมั่นคงของโลกมากกว่าพระเจ้า สิ่งเหล่านั้นก็ช่วยอะไรเราไม่ได้ในวันที่การพิพากษาของพระเจ้ามาถึง'“เสียงคะนองแห่งม้าของเขาก็ได้ยินมาจากเมืองดาน แผ่นดินทั้งสิ้นก็สั่นสะเทือน ด้วยเสียงร้องของเหล่าอาชาของเขา พวกมันมากินแผ่นดินและสิ่งทั้งปวงที่อยู่บนนั้นจนหมด ทั้งเมืองและผู้ที่อาศัยอยู่ในเมือง เพราะนี่แน่ะ เรากำลังส่งงูเข้ามาท่ามกลางพวกเจ้า คืองูทับทาง ซึ่งจะผูกด้วยมนตร์ไม่ได้ และมันจะกัดเจ้าทั้งหลาย” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 8:16-17เสียงกองทัพที่เคลื่อนมาจากเมืองดาน หรือจากทางเหนือสุด คือการบุกเข้ามาของกองทัพบาบิโลน ส่วนนิมิตเรื่องงูพิษที่ไม่อาจสะกดได้ นักอธิบายพระคัมภีร์ให้ความเห็นว่าคือภาพของการพิพากษาที่ไม่มีผู้ใดหลีกเลี่ยงหรือยับยั้งได้ เมื่อการเวลาแห่งการพิพากษาของพระเจ้ามาถึง ก็ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งได้ ทางรอดทางเดียว คือการหันกลับใจหันมาหาพระเจ้าก่อนที่วันนั้นจะมาถึง พระเจ้าทรงอดทนและประทานโอกาสให้กลับใจเสมอ แต่พระองค์ก็ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงยุติธรรม และจะไม่ทรงปล่อยให้ความบาปดำเนินต่อไปโดยไม่มีการพิพากษา'“เราเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้ดูแลรักษา เราเป็นเถาองุ่น พวกท่านเป็นแขนง คนที่ติดสนิทอยู่กับเราและเราติดสนิทอยู่กับเขา คนนั้นจะเกิดผลมาก เพราะว่าถ้าแยกจากเราแล้วพวกท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย ' ยอห์น 15:1,5พระเยซูทรงเปิดเผยว่า ชีวิตที่เกิดผลไม่ได้เริ่มจากความพยายามทำด้วยตัวเอง แต่เริ่มจากการติดสนิทอยู่ในพระองค์ เพราะเมื่อเราอยู่ในพระคริสต์ พระองค์จะทรงสร้างผลแห่งการกลับใจ การเชื่อฟัง และผลของความรักให้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา ขอเพียงเราจะไม่เพียงรักษาภาพลักษณ์ของชีวิตคริสเตียน แต่ขอให้เราดำเนินชีวิตที่เกิดผลเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า เพื่อว่าเมื่อพระองค์ทรงตรวจดูชีวิตของเรา พระองค์จะทรงพบผลที่พระองค์พอพระทัย ที่เกิดจากพระคุณของพระเจ้าในตัวของเราวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่96)คุณกำลังแสวงหาอะไร?“จงแสวงหาพระยาห์เวห์ และพระกำลังของพระองค์ แสวงหาพระพักตร์ของพระองค์เสมอ”~1 พงศาวดาร 16:11 THSV11“Look to the Lord and his strength; seek his face always.”~1 Chronicles 16:11 NIVมีคำกล่าวไว้ว่า“ อย่าเพียงแต่ขอให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของคุณ แต่จงแสวงหาพระเจ้าและขอให้พระองค์เปลี่ยนแปลงทั้งมุมมองและหัวใจของคุณ!”(Do not just ask Him to change your circumstances; seek Him to change your perspective and your heart.)พระคัมภีร์ได้สอนเราในเรื่องนี้ไว้มากมาย อาทิ พระเจ้าแสวงหาคนที่จะแสวงหาพระองค์“พระเจ้าทอดพระเนตรลงมาจากฟ้าสวรรค์ดูมนุษย์ทั้งหลาย ว่าจะมีคนใดบ้างที่ฉลาด ที่แสวงหาพระเจ้า”~สดุดี 53:2 THSV11เราควรแสวงหาพระเจ้า และมุ่งหวังที่จะพบพระองค์“เพื่อพวกเขาจะได้แสวงหาพระเจ้าและมุ่งหวังจะค้นหาและพบพระองค์ ที่จริงพระองค์ไม่ทรงอยู่ห่างไกลจากเราทุกคนเลย”~กิจการ 17:27 THSV11เราอย่าหยิ่งยโส อย่างคนอธรรมที่ไม่แสวงหาพระเจ้า“ด้วยความหยิ่งยโส คนอธรรมมิได้แสวงหาพระองค์ ความคิดทั้งสิ้นของเขาคือ “ไม่มีพระเจ้า””~สดุดี 10:4 THSV11เราควรแสวงหาพระเจ้าและแผ่นดินของพระองค์ก่อนสิ่งอื่นใด“แต่จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งเหล่านี้ให้”~ลูกา 12:31 THSV11เราควรแสวงหาพระเจ้า และมอบเรื่องราวทุกอย่างของเราไว้กับพระองค์“ส่วนข้าเอง ข้าจะแสวงหาพระเจ้า และข้าจะมอบเรื่องของข้าไว้กับพระเจ้า ผู้ทรงทำการใหญ่เหลือที่จะหยั่งรู้ได้ และการอัศจรรย์นับไม่ถ้วน”~โยบ 5:8-9 THSV11เราควรปีติยินดีในการแสวงหาพระเจ้า“ขอให้ทุกคนที่แสวงหาพระองค์ ปีติและยินดีในพระองค์ ขอให้บรรดาผู้ที่รักการช่วยกู้ของพระองค์ กล่าวเสมอว่า “พระเจ้ายิ่งใหญ่””~สดุดี 70:4 THSV11เราควรสอนลูกหลานให้แสวงหาพระเจ้าและไม่ทอดทิ้งพระองค์“ส่วนเจ้า ซาโลมอนลูกของเรา เจ้าจงรู้จักพระเจ้าของพ่อ และจงปรนนิบัติพระองค์ด้วยความเต็มใจและด้วยใจยินดี เพราะพระยาห์เวห์ทรงตรวจจิตใจทั้งปวง และทรงเข้าใจในแผนงาน และความคิดทั้งปวง ถ้าเจ้าแสวงหาพระองค์ เจ้าจะพบพระองค์ แต่ถ้าเจ้าทอดทิ้งพระองค์ พระองค์จะทรงทิ้งเจ้าตลอดไป”~1 พงศาวดาร 28:9 THSV11เราควรตระหนักว่า ตราบใดที่เราแสวงหาพระเจ้า พระองค์จะทำให้เราเจริญขึ้น“เมื่ออุสซียาห์ ทรงเป็นกษัตริย์นั้นมีพระชนมายุ 16 พรรษา และพระองค์ทรงครองราชย์ในกรุงเยรูซาเล็ม 52 ปี.. พระองค์ทรงทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์ ตามทุกอย่างที่อามาซิยาห์พระราชบิดาของพระองค์ทรงกระทำ และพระองค์ทรงแสวงหาพระเจ้า ในช่วงชีวิตของเศคาริยาห์ผู้ซึ่งแนะนำพระองค์ในการเห็น พระเจ้า และตราบเท่าที่พระองค์ทรงแสวงหาพระยาห์เวห์ พระเจ้าทรงทำให้พระองค์เจริญขึ้น”~2 พงศาวดาร 26:3-5 THSV11เราควรเตือนกันและกันว่าถ้าเราแสวงหาพระเจ้าเราจะพบพระองค์แต่ถ้าเราทิ้งพระองค์ พระองค์ก็จะทิ้งเรา“พระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จมาสถิตกับอาซาริยาห์บุตรโอเดด และท่านออกไปเฝ้าอาสาและทูลพระองค์ว่า “ข้าแต่อาสาและยูดาห์กับเบนยามินทั้งหมด ขอจงฟังข้าพเจ้า พระยาห์เวห์สถิตกับท่านทั้งหลาย ต่อเมื่อท่านอยู่กับพระองค์ ถ้าพวกท่านแสวงหาพระองค์ ท่านก็จะพบพระองค์ แต่ถ้าท่านทั้งหลายละทิ้งพระองค์ พระองค์จะทรงละทิ้งพวกท่าน …เพราะเขาทั้งหลายสาบานด้วยสุดใจของเขา และแสวงหาพระองค์ด้วยสุดความปรารถนาของเขา และเขาทั้งหลายก็พบพระองค์ และพระยาห์เวห์ประทานการหยุดพักให้พวกเขาในทุกด้าน”-2 พงศาวดาร 15:1-15 THSV11เราไม่ควรดันทุรังทำบาป จนทำให้พระเจ้าลงโทษแล้วจึงกลับมาแสวงหาพระองค์“ถึงมีเรื่องทั้งสิ้นนี้ พวกเขาก็ยังทำบาป และมิได้เชื่อถือการอัศจรรย์ต่างๆ ของพระองค์ พระองค์จึงทรงทำให้วันของพวกเขาหายไปดังลมหายใจ และทรงให้ปีของเขาหายไปอย่างน่าสยดสยอง เมื่อพระองค์ทรงสังหารพวกเขา เขาก็แสวงหาพระองค์ เขาได้กลับมาเสาะหาพระเจ้าด้วยใจกระตือรือร้น”~สดุดี 78:32-34 THSV11พี่น้องที่รัก“พระเจ้าไม่ได้ทรงซ่อนพระองค์จากผู้ที่แสวงหาพระองค์แต่พระองค์ทรงสำแดงพระองค์แก่ผู้ที่แสวงหาด้วยใจจริง!”(God does not hide from those who seek Him; He reveals Himself to sincere hearts.)แล้ว …วันนี้คุณเป็นหนึ่งในท่ามกลางผู้แสวงหาพระเจ้าเหล่านั้นอยู่ด้วยหรือไม่ครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 5กรกฎาคม202 (ตอนที่96ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่95)การทนทุกข์ของพระคริสต์ที่ยังขาดอยู่?(4)“เวลานี้ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากเพราะเห็นแก่พวกท่าน และความยากลำบากอย่างพระคริสต์ที่ทรงทนเพราะเห็นแก่พระกายของพระองค์คือคริสตจักร ซึ่งยังขาดอยู่นั้น ข้าพเจ้าก็ทนจนครบบริบูรณ์ในเนื้อหนังของข้าพเจ้า” ~โคโลสี 1:24 THSV11“I am glad I can suffer for you. I am pleased also that in my own body I can continue the suffering of Christ for his body, the church.” มีคำกล่าวว่า“ทุกๆการทนทุกข์เพื่อพระคริสต์ ไม่ใช่ความสูญเสีย แต่เป็นการลงทุนเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า”(Every suffering endured for Christ is not a loss, but an investment in God's Kingdom.)พี่น้องที่รัก ขอให้เราชื่นชมยินดีในการลงทุนเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า โดยการทนรับความทุกข์ยากของพระคริสต์ที่ยังขาดอยู่(คือการประกาศข่าวประเสริฐเรื่องการไถ่บาปครบบริบูรณ์ของพระองค์)เพื่อเห็นแก่คริสตจักร(พระกายของพระคริสต์)ขออย่าให้เราคิดไปเองว่าความทุกข์ยากเหน็ดเหนื่อยทุกอย่างเพื่อพระเจ้าและคริสตจักรจะไร้ค่าหรือสูญเปล่าขอให้เราตระหนักเสมอว่าการรับใช้มีต้นทุนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศข่าวดี การเลี้ยงดูผู้เชื่อ การลงชีวิตสร้างสาวก และการสอนพระวจนะฯลฯขอให้เราพร้อมเสียสละทรัพย์ เวลา กำลัง หรือความสะดวกสบาย เพื่อรับใช้พระเจ้า ขอให้เราเต็มใจแลกและจ่ายราคาเพิ่มขึ้นในการรับใช้ ด้วยน้ำตา ความทรหดอดทน และการถูกเข้าใจผิดขอให้เรายังคงรับใช้ต่อไป แม้ว่าเราอาจประสบความทุกข์ยากลำบากและมองไม่เห็นผลที่ต้องการในทันทีขอให้เรารับใช้ด้วยแรงจูงใจแห่งความรักเมตตาทั้งต่อคนและต่อพันธกิจที่รับผิดชอบอยู่ขอให้พระเจ้าทรงใช้ชีวิตทั้งหมดของเราเพื่อสร้างคริสตจักรและเสริมชีวิตของคนในคริสตจักรให้เจริญเติบโตตามพระประสงค์ของพระองค์ขอให้การรับใช้ของเราทั้งในคริสตจักรและในสังคมล้วนสะท้อนพระลักษณะอันสูงส่งของพระเจ้าและถวายพระเกียรติแด่พระองค์พี่น้องที่รัก“พระคริสต์ทรงทนทุกข์ทรมานถูกตรึงตายบนกางเขนเพื่อประทานความรอดแก่มวลมนุษย์ส่วนเราผู้รับใช้ของพระองค์ยอมทนทุกข์เพื่อนำข่าวประเสริฐแห่งการไถ่ให้รอดนั้นไปถึงคนทั้งปวง!”…และผู้ที่ยอมรับข่าวประเสริฐและการไถ่บาปนี้ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในพระกายของพระคริสต์ที่พระองค์ทรงรักตราบนิจนิรันดร์…อาเมนไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 4กรกฎาคม202 (ตอนที่95ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน เมื่อความจริงถูกบิดเบือน Ep.1678โลกให้คุณค่ากับความรู้ จนเราอาจเข้าใจว่า การรู้พระคัมภีร์มากหรือเรียนพระคัมภีร์มาก คือเครื่องหมายของชีวิตฝ่ายวิญญาณที่เติบโต แต่เยเรมีย์ 8:8–12 เตือนเราว่า การมีพระวจนะอยู่ในมือไม่ได้หมายความว่าเราเติบโต หากเราเลือกฟังเฉพาะสิ่งที่ถูกใจ และปฏิเสธการกลับใจ ความรู้ฝ่ายพระคัมภีร์ก็อาจกลายเป็นเพียงความมั่นใจที่หลอกตัวเอง หลายคนอาจสังเกตว่า ข้อความช่วงนี้คล้ายกับเยเรมีย์ 6:13–15 นักอธิบายพระคัมภีร์ส่วนใหญ่เห็นว่า นี่เป็นความตั้งใจที่จะกล่าวซ้ำ เพื่อเน้นว่า แม้พระเจ้าจะทรงเตือนแล้ว ประชาชนและผู้นำก็ยังไม่ยอมกลับใจ'“เจ้าจะพูดได้อย่างไรว่า ‘เรามีปัญญา และธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์ก็อยู่กับเรา?' แต่ดูสิ ปากกาหลอกลวงของพวกอาลักษณ์ ได้ทำให้กลายเป็นคำหลอกลวง พวกคนมีปัญญาจะต้องอับอาย พวกเขาจะคร้ามกลัวและถูกจับตัวไป นี่แน่ะ พวกเขาได้ปฏิเสธพระวจนะของพระยาห์เวห์ และในตัวเขามีปัญญาอย่างไรเล่า? ' เยเรมีย์ 8:8-9พวกเขาภูมิใจว่ามีธรรมบัญญัติของพระเจ้า แต่พระเจ้ากลับตรัสว่า อาลักษณ์หรือผู้นำของเขาได้บิดเบือนพระวจนะของพระเจ้า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่มีพระวจนะ แต่อยู่ที่การใช้พระวจนะเพื่อสนับสนุนชีวิตที่ไม่เชื่อฟัง ทุกวันนี้เราเองก็อาจตกอยู่ในอันตรายแบบเดียวกัน หากเราเลือกเชื่อเฉพาะข้อพระคัมภีร์ที่ตรงกับความต้องการของเรา ฟังแต่คำเทศนาที่ให้กำลังใจ แต่หลีกเลี่ยงคำเทศนาที่เรียกให้เรากลับใจ ขอให้เราสังเกตุชีวิตของเราด้วยนะครับ ว่าเป็นแบบนี้หรือเปล่า'เพราะฉะนั้น เราจะให้ภรรยาของพวกเขาตกไปเป็นของคนอื่น ให้ไร่นาของเขาตกแก่ผู้ที่จะยึดเอา เพราะว่าตั้งแต่คนต่ำต้อยที่สุดถึงคนใหญ่โตที่สุด ทุกคนโลภอยากได้กำไรที่ไม่ยุติธรรม ตั้งแต่ผู้เผยพระวจนะถึงปุโรหิต ทุกคนต่างฉ้อฉล เขาได้รักษาแผลแห่งประชากรของเราเพียงผิวเผิน กล่าวว่า ‘สวัสดิภาพ สวัสดิภาพ' เมื่อไม่มีสวัสดิภาพเสียเลย ' เยเรมีย์ 8:10-11พระเจ้าทรงเปิดเผยว่า พวกเขาจะสูญเสียทุกอย่าง เพราะผู้คนในทุกระดับต่างโลภ ไม่รักความยุติธรรม แม้แต่ผู้เผยพระวจนะและปุโรหิตก็เอาแต่พูดปลอบใจเพื่อทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจ พวกเขารักษาเพียงบาดแผลภายนอก แต่ไม่ได้ช่วยให้ผู้คนกลับมาใกล้พระเจ้า ความจริงของพระเจ้าอาจจะทำให้เราเจ็บปวด แต่ความเจ็บปวดนั้นจะนำไปสู่การรักษาและชีวิตใหม่'เมื่อเขาทำการน่าเกลียดน่าชังเขาอับอายหรือเปล่า? เปล่า เขาไม่อับอายเลย เขาไม่รู้จักอาย เพราะฉะนั้น เขาจะล้มลงท่ามกลางพวกที่ล้มแล้ว เมื่อเราลงโทษเขา เขาจะล้มคว่ำ” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 8:12นี่คือสภาพที่น่ากลัวที่สุดของชีวิตฝ่ายวิญญาณ ไม่ใช่เพียงการทำบาป แต่คือการทำบาปจนไม่รู้สึกละอายใจอีกต่อไป ความบาปกลายเป็นเรื่องธรรมดา การกลับใจก็จะไม่ใช่สิ่งจำเป็น ขอให้เราระมัดระวังหัวใจของตัวเองให้ดี อย่าเพียงสะสมความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า แต่จงยอมให้พระวจนะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราในทุก ๆ วัน ยากอบ 1:22-24 ได้บอกให้เราเป็นคนที่ประพฤติตามพระวจนะ ไม่ใช่แค่เพียงผู้ฟัง เพราะเราจะเป็นคนที่หลอกตัวเอง ที่รู้ว่าอะไรที่ต้องจัดการ แต่ก็ไม่ยอมทำ'แต่ผู้ที่พินิจพิจารณาธรรมบัญญัติอันสมบูรณ์แบบซึ่งเป็นธรรมบัญญัติแห่งเสรีภาพและตั้งมั่นในธรรมบัญญัตินั้น ไม่ได้เป็นผู้ที่ฟังแล้วก็ลืม แต่เป็นผู้ที่ประพฤติตาม ผู้นั้นจะได้รับความสุขในการประพฤติของตน ' ยากอบ 1:25พระเจ้าทรงสัญญาว่า ผู้ที่พินิจพิจารณาและดำเนินตามพระวจนะ จะได้รับพระพรในการดำเนินชีวิต พระเจ้าไม่ได้ทรงมองหาคนที่รู้พระคัมภีร์มาก แต่พระเจ้าต้องการคนที่ยอมเชื่อฟัง และทำตามพระวจนะของพระองค์ ขอให้การศึกษาพระคัมภีร์ของเราไม่จบลงเพียงแค่ความรู้ แต่ขอให้ความรู้นั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราที่จะรัก ยำเกรง เชื่อฟังและถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าเสมอวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่94)นิมิตคริสตจักรปัจจุบัน!“เมื่อท่านเห็นนิมิตนั้นแล้ว เราจึงหาโอกาสไปยังแคว้นมาซิโดเนียทันที เพราะแน่ใจว่าพระเจ้าทรงเรียกเราไปประกาศข่าวประเสริฐกับชาวแคว้นนั้น” ~กิจการ 16:10 THSV11“As soon as Paul had seen the vision, we immediately looked for a way to go to Macedonia. We concluded that God had called us to tell the people of Macedonia about the Good News.”~Acts 16:10 GWMiles Toulmin (CEO, Alpha International)นำเสนอภาพรวมของคริสตจักรทั่วโลก แล้วตั้งข้อสังเกตว่า คริสตจักรในปี 2026 กำลังมีลักษณะคล้ายคริสตจักรในกิจการบทที่ 2 มากกว่าที่เราเคยคิด!เพราะมีแนวโน้มหลายอย่างที่เกิดขึ้นในคริสตจักรยุคแรก กำลังกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งในคริสตจักรทั่วโลก!ข้อเท็จจริงนี่น่าตื่นตาตื่นใจ ในปัจจุบันศาสนาคริสต์ยังเป็นศาสนาที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในโลก มีข้อมูลน่าสนใจดังนี้คริสเตียนปัจจุบัน มีประมาณ 2.64 พันล้านคน หรือ ประมาณ 31% ของประชากรโลกคริสตจักรทั่วโลกเติบโตประมาณ 1% ต่อปี (โดยเริ่มเติบโตเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก)คริสเตียนในเอเชีย มีประมาณ 8% ของประชากรคริสตจักรในเอเชียเติบโต 1.6% ต่อปี ในขณะที่ประชากรเติบโตเพียง 0.6% คริสตจักรในเอเชียจึงเติบโตเร็วกว่าประชากรประมาณ 2.5 เท่าอย่างไรก็ตาม มีประชากรที่ยังไม่เคยได้ยินข่าวประเสริฐกว่าครึ่งของโลกอาศัยอยู่ในเอเชียในเวลาเดียวกัน ผมได้รับรู้เกี่ยวกับพันธกิจของAlpha ที่เป็นเครื่องมือประกาศผ่านการสร้างสัมพันธภาพ ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ว่าในปี 2025 เป็นปีที่ Alpha “เติบโตมากที่สุดในประวัติศาสตร์!” คือมีผู้เข้าร่วม Alpha 2.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 31% จากปีก่อนมีการจัด Alpha กว่า 105,000 คอร์ส มีการดำเนินงานโดย 52,500 คริสตจักรและองค์กร มีพันธกิจครอบคลุม 158 ประเทศ มีผู้เข้าชั้นกิจกรรมAlphaแล้วมากกว่า 38 ล้านคนและที่โดนใจผมมากก็คือ “วิสัยทัศน์ หรือ นิมิต“ของ“อัลฟ่า” (Alpha)ที่ประกาศว่า“ ภายในปี 2033...ทุกคนบนโลกควรมีโอกาสได้สำรวจความเชื่อในพระเยซูผ่าน Alpha อย่างน้อยหนึ่งครั้ง!”ด้วยเหตุนี้ เราและคริสตจักรจึงควรรีบร่วมกันลงมือทำภารกิจแบ่งปันข่าวประเสริฐตามนิมิตที่ได้รับ เหมือนดังที่เปาโลและพวกได้กระทำ ผ่านช่องทางใดช่องทางหนึ่ง และหากว่า เป็นไปได้ ผมว่า เราก็น่าจะลองทำพันธกิจนี้ผ่านช่องทาง“อัลฟ่า”ดูนะครับพี่น้องที่รัก ขอให้เราเตือนตัวเองไว้เสมอว่า“ภารกิจของคริสตจักรจะไม่เสร็จสิ้น จนกว่าชนทุกชนชาติจะได้ยินข่าวประเสริฐ”(The mission of the Church is not finisheduntil every nation has heard the Gospel.)…จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 3กรกฎาคม202 (ตอนที่94ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี# Alpha Apac Conference 29มิย~3กค 2026

พระธรรมนำชีวิตตอน ทำไมไม่ยอมกลับ? Ep.1677ความรู้สึกผิดเมื่อทำบาปยองเราจะรู้สึกน้อยลงไปเรื่อย ๆ จนถึงไม่รู้สึกเลย หากเราทำบาปนั้นซ้ำ ๆ แล้วเมื่อความบาปนั้นถูกเปิดเผยออกมาเราก็จะหาข้ออ้างมาปกปิดมากกว่าจะยอมรับผิด ทั้งที่การยอมรับผิดและการกลับใจเป็นสิ่งที่ต้องทำของคนที่รู้ว่ากำลังเดินผิดทาง เยเรมีย์ 8:4–7 เปิดเผยว่า พระเจ้าทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้หันกลับ แต่พวกเขากลับดื้อรั้น ยึดติดอยู่กับคำหลอกลวง และไม่ยอมกลับใจ '“เจ้าจงพูดกับเขาทั้งหลายว่า พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า เมื่อมนุษย์ล้มลง เขาจะไม่ลุกขึ้นอีกหรือ? ถ้าคนหนึ่งคนใดหันไป เขาจะไม่หันกลับมาหรือ? ' เยเรมีย์ 8:4ประโยคคำถามทั้งสองประโยคนี้ เป็นรูปประโยคที่ต้องตอบว่าใช่เพียงอย่างเดียว คือถ้าล้มก็ต้องลุก ถ้าหันไปก็ต้องหันกลับมา แต่ไม่ใช่สำหรับคนยูดาห์ พวกเขาไม่ยอมทำสิ่งที่ต้องทำ คือการกลับใจและมาสารภาพต่อพระเจ้า พระเจ้าทรงเปิดทางให้คนบาปกลับมาหาพระองค์เสมอ แต่พระองค์จะไม่ทรงบังคับให้ใครกลับใจ'ทำไมชนชาตินี้คือเยรูซาเล็มจึงได้หันไป กลับสัตย์อยู่เสมอ? เขายึดการหลอกลวงไว้มั่น พวกเขาปฏิเสธไม่ยอมหันกลับ เราได้ตั้งใจและคอยฟัง แต่พวกเขาก็ไม่ได้พูดสิ่งที่ถูก ไม่มีใครกลับใจจากความชั่วของตน กล่าวว่า ‘ฉันได้ทำอะไรลงไปหรือ?' ทุกคนหันไปตามทางของเขาเอง เหมือนม้าวิ่งหัวทิ่มเข้าไปในสงคราม ' เยเรมีย์ 8:5-6คนยูดาห์ไม่ใช่ไม่รู้ว่าผิด แต่พวกเขาไม่ยอมรับว่าผิด พระเจ้าทรงตั้งใจ คอยฟังว่าจะมีใครสักคนสารภาพบาป แต่ไม่มีใครเลย พวกเขาไม่ได้สำนึกผิดแล้วถามตัวเองว่า ฉันได้ทำอะไรลงไป? แต่ยังทำสิ่งตรงกันข้าม คือเดินหน้าตามใจตนเองอย่างม้าวิ่งหัวทิ่มเข้าในสงคราม หมายถึงมันวิ่งแบบมุทะลุ พุ่งเข้าสู่สนามรบโดยไม่คิดถึงอันตรายใด ๆ การกลับใจเริ่มต้นเมื่อเราสำนึกว่าสิ่งที่ทำนั้นผิด และต้องตามมาด้วยการกลับใจ หันหน้ามาสารภาพต่อพระเจ้า พระคุณของพระเจ้าที่มาถึงเราทางพระเยซูคริสต์ทรงโปรดยกโทษบาปให้เราเสมอ เมื่อเราสำนึกผิดและกลับใจจากบาปนั้นจริง ๆ'แม้ว่านกกระสาดำบนฟ้า ยังรู้จักเวลากำหนดของมัน และนกเขา นกนางแอ่น และนกกรอด ได้รักษาเวลามาของมัน แต่ประชากรของเรา ไม่รู้จักกฎหมายของพระยาห์เวห์ ' เยเรมีย์ 8:7ภาพการอพยพของนกเป็นสิ่งที่คุ้นตาของคนในแถบนั้น พระเจ้าทรงเปรียบเทียบพวกเจากับนกอพยพ แม้นกไม่มีพระวจนะเหมือนมนุษย์ แต่มันยังรู้จักฤดูกาลและทำตามระเบียบที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ ในขณะที่คนของพระองค์ผู้ได้รับพระวจนะของพระองค์กลับไม่ยอมเชื่อฟังพระเจ้า ความรู้เรื่องพระเจ้า หรือพระคัมภีร์จะไม่มีคุณค่า หากชีวิตของเราไม่เชื่อฟังตามสิ่งที่รู้'หรือว่าท่านประมาทพระกรุณาอันอุดม ความอดกลั้นพระทัย และความอดทนของพระองค์ โดยไม่รู้หรือว่าพระกรุณาคุณของพระเจ้านั้น มุ่งจะชักนำท่านให้กลับใจใหม่? ' โรม 2:4พระเจ้าทรงอดทนนาน ไม่ใช่เพราะทรงเพิกเฉยหรือไม่สนใจต่อความบาป แต่เพราะพระองค์ทรงต้องการให้มนุษย์กลับใจ วันนี้หากพระเจ้าเตือนเราผ่านพระวจนะ อย่าเพิกเฉยหรือหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง แต่ขอให้เรารีบหันกลับมาหาพระองค์ เพราะคนที่พร้อมกลับใจ คือคนที่พร้อมรับพระคุณและการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้า วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่93)วิสัยทัศน์ของพระเยซู!“และเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรฝูงชนก็ทรงสงสารเขาทั้งหลายเพราะพวกเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่งเหมือนฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง” ~มัทธิว 9:36 THSV11“When he saw the crowds, he had compassion on them, because they were harassed and helpless, like sheep without a shepherd.”~Matthew 9:36 NIVผมไปประชุม Alpha Asia Pacific Conference ที่มาเลเซียกับพี่น้องผู้นำคริสตจักรและคนรุ่นใหม่ราว80คนมีอยู่ตอนหนึ่ง Nicky Gumbel แบ่งปันในหัวเรื่องว่า “วิสัยทัศน์ของพระเยซู” (The Vision of Jesus)โดยอรรถาธิบายจาก พระคัมภีร์ มัทธิว 9:35-38 โดยย้ำว่า“วิสัยทัศน์คือกุญแจของชีวิต!”(Vision is the key to life.)ใช่ครับเมื่อใดก็ตามที่เราเข้าร่วมใน วิสัยทัศน์ของพระเยซูเมื่อนั้น ชีวิตของเราจะมีเป้าหมายล้ำค่าที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาทันที! พระธรรม มัทธิว 9:35-38 ตอนนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพระกิตติคุณNicky Gumbel อธิบายไว้ดังนี้ ว่าก่อนที่พระเยซูจะส่งสาวกออกไป พระองค์ทรงเปิดเผยวิสัยทัศน์ของพระองค์ให้พวกเขาร่วมรับรู้ ดังนี้ 1.ความต้องการนั้นเร่งด่วน (The Need is Urgent)“เพราะพวกเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่งเหมือนฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง”(36ก.) - พระเยซูไม่ได้มองด้วยสายตาภายนอก แต่ทรงมองด้วยสายตาฝ่ายวิญญาณ- พระองค์ทรงเห็นผู้คนที่ สับสน วิตกกังวล หมดหวัง โดดเดี่ยว ไร้จุดหมาย- พวกเขาเหมือนแกะที่ไม่มีผู้เลี้ยง- โลกทุกวันนี้ยังเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังแสวงหาความหวังและความหมายของชีวิตเหมือนแกะไม่มีผู้เลี้ยงเช่นกัน แรงจูงใจคือความรัก (The Motive is Love)“และเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรฝูงชนก็ทรงสงสารเขาทั้งหลาย”(36ข.)- สิ่งที่ผลักดันพันธกิจของพระเยซูไม่ใช่หน้าที่ แต่คือความรัก- ข่าวประเสริฐทั้งหมดสามารถสรุปได้ว่า พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา เพราะพระองค์ทรงรักเราอย่างไม่มีเงื่อนไข- ทุกวันนี้ผู้คนกำลังแสวงหา 3 สิ่ง คือ ความรัก (Love), จุดมุ่งหมาย (Purpose) และ การเป็นส่วนหนึ่ง (Belonging) ซึ่งทั้งหมดนี้พบได้ในพระเยซูคริสต์! ตัวกระตุ้นคือการอธิษฐาน (The Trigger is Prayer)“เพราะฉะนั้นท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนา ให้ทรงส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์”(38)- เราควรตระหนักว่า พันธกิจทุกอย่างเริ่มต้นจากการอธิษฐาน- พระเจ้าตรัสกับเราผ่านพระวจนะ และทรงทำงานผ่านคำอธิษฐานของเรา- อาหารทำให้เราอิ่มท้องฝ่ายกาย แต่พระวจนะของพระเจ้าเติมเต็มความหิวกระหายฝ่ายวิญญาณของเรา- การอธิษฐานคือกุญแจสำคัญของชีวิต (Prayer is the key to life) ศักยภาพในการเติบโตมีมากมาย (The Potential is Vast)“ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมากนักหนา แต่คนงานยังน้อยอยู่”(37) - พระเยซูไม่ได้ทรงมองเพียงปัญหา แต่ทรงเห็นการเก็บเกี่ยว- ทุกคนสามารถเป็นคนงานในทุ่งนาได้ ทั้งผู้ที่อธิษฐาน รับใช้ ถวาย ประกาศข่าวประเสริฐ หรือสามารถเป็นผู้ช่วยในพันธกิจต่างๆ อย่างเช่น Alpha เพราะต่างก็เป็นส่วนในพันธกิจเก็บเกี่ยวจิตวิญญาณของพระเจ้าใช่ครับ พระเจ้าสามารถใช้ชีวิตธรรมดาให้เกิดผลเหนือความคาดหมายได้ อย่างเกินความคาดคิด!พี่น้องที่รักมีความจริงอะไรจากพระธรรมตอนนี้บ้างที่สัมผัสใจคุณ?2.มีความเมตตาสงสารอะไรจากพระคริสต์บ้าง?ที่ผลักดันขับเคลื่อนมือเท้าของคุณให้ 1).ออกไปสร้างความแตกต่าง และ2).เปลี่ยนแปลงชุมชนและสังคมที่คุณอยู่ให้ไม่เหมือนเดิม อีกต่อไป?…บอกหน่อยได้ไหม?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 2กรกฎาคม2026(ตอนที่93ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี# Alpha Apac Conference 29มิย~3กค 2026

พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าวางใจผิดที่ Ep.1676เรามักฝากความหวังของชีวิตไว้กับสิ่งที่มองเห็น เช่น ความสำเร็จ เงินทอง ตำแหน่ง หรือสิ่งที่เราคิดว่าจะทำให้ชีวิตของเรามั่นคง เยเรมีย์ 8:1–3 เตือนเราว่า ในวันพิพากษาของพระเจ้าทุกสิ่งที่เราวางใจนั้นไม่สามารถช่วยอะไรเราได้เลย มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเป็นความหวังที่แท้จริงของทุกคน ตอนนี้เป็นการขยายภาพเรื่อง หุบเขาแห่งการฆ่าฟันจากบทที่ 7 ถึงผลอันขมขื่นของการปฏิเสธพระเจ้า การพิพากษาของพระเจ้านั้นครอบคลุมถึงทุกชนชั้น'พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “ในครั้งนั้น กระดูกของบรรดากษัตริย์ยูดาห์ กระดูกของเจ้านายของยูดาห์ กระดูกของปุโรหิต กระดูกของผู้เผยพระวจนะ และกระดูกของชาวเมืองเยรูซาเล็ม จะมีคนเอาออกมาจากอุโมงค์ฝังศพของพวกเขา ' เยเรมีย์ 8:1ทุกชนชั้นไม่มีใครได้รับการยกเว้น กษัตริย์ เจ้านาย ปุโรหิต ผู้เผยพระวจนะ และประชาชน ในวัฒนธรรมของชาวอิสราเอล การถูกขุดกระดูกออกจากหลุมศพถือเป็นการลบหลู่ผู้จากไปอย่างมากพระเจ้าจึงทรงสำแดงว่า เกียรติ ตำแหน่ง และชื่อเสียงของมนุษย์ไม่สามารถปกป้องใครจากการพิพากษาของพระเจ้าได้ หากชีวิตของเขาปฏิเสธพระเจ้า'และเขาจะกระจายกระดูกเหล่านั้นออกต่อหน้าดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และบริวารแห่งฟ้าสวรรค์ทั้งสิ้น ซึ่งพวกเขารักและปรนนิบัติ ซึ่งเขาได้ติดสอยห้อยตาม ซึ่งเขาได้แสวงหาและนมัสการ จะไม่มีใครรวบรวมหรือฝังกระดูกเหล่านี้ แต่จะเป็นเหมือนมูลสัตว์บนพื้นแผ่นดิน ' เยเรมีย์ 8:2บุคคลเหล่านี้เมื่อยังมีชีวิตอยู่ เคยรัก ปรนนิบัติ ติดตาม แสวงหา นมัสการดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว และเมื่อวันแห่งการพิพากษามาถึงไม่มีอะไรช่วยพวกเขาได้เลย ทุกสิ่งที่มนุษย์ยกขึ้นมาแทนพระเจ้าอาจจะดูดีและช่วยได้ในวันนี้ แต่เมื่อเราต้องเผชิญความจริง สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถช่วยให้เรารอดได้ มีเพียงพระเจ้าผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งเท่านั้นที่ทรงเป็นทางรอดเดียว'บรรดาคนที่เหลืออยู่จากครอบครัวชั่วร้ายนี้ ซึ่งตกค้างอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งเราได้ขับไล่เขาไป จะเลือกความตายดีกว่ามีชีวิตอยู่” พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 8:3ผลของการปฏิเสธพระเจ้าไม่ใช่แค่เพียงการสูญเสียบ้านเมือง แต่คือการทำลายความหวังของชีวิต คนที่ถูกกวาดไปเป็นเชลยจะทุกข์ทรมานจนรู้สึกว่าความตายก็ดีกว่าการมีชีวิตอยู่ ชีวิตที่แยกจากพระเจ้าไม่เคยให้ความหวังที่แท้จริง แต่สำหรับผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเยซู แม้ในวันที่ต้องเผชิญความทุกข์ เรายังคงมีความหวังได้เสมอเพราะความหวังของเราอยู่ในพระองค์ 'เพราะว่าเขาได้เอาความจริงเรื่องพระเจ้ามาแลกกับความเท็จ ทั้งนมัสการและปรนนิบัติสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น แทนพระองค์ผู้ทรงสร้าง ผู้ซึ่งควรจะได้รับการสรรเสริญเป็นนิตย์ อาเมน ' โรม 1:25อาจารย์เปาโลเตือนถึงความผิดแบบเดียวกันกับในสมัยเยเรมีย์ คือการยกสิ่งทรงสร้างขึ้นแทนพระเจ้าพระผู้สร้าง แต่ข่าวประเสริฐประกาศว่า ผู้ที่กลับใจและเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์จะได้รับความหวังที่โลกมอบให้ไม่ได้ ซึ่งแม้แต่ความตายก็พรากความหวังนั้นไปไม่ได้ ขอให้เราเลือกเชื่อและวางใจในพระเจ้าเหนือทุกสิ่ง และขอให้เราใช้ชีวิตเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้านะครับ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่92)การทนทุกข์ของพระคริสต์ที่ยังขาดอยู่?(3)“เวลานี้ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากเพราะเห็นแก่พวกท่าน และความยากลำบากอย่างพระคริสต์ที่ทรงทนเพราะเห็นแก่พระกายของพระองค์คือคริสตจักร ซึ่งยังขาดอยู่นั้น ข้าพเจ้าก็ทนจนครบบริบูรณ์ในเนื้อหนังของข้าพเจ้า” ~โคโลสี 1:24 THSV11“And now I am happy about my sufferings for you, for by means of my physical sufferings I am helping to complete what still remains of Christ's sufferings on behalf of his body, the church.” ~Colossians 1:24 GNTเราได้เข้าใจความหมายของข้อความดังต่อไปนี้แล้ว คือ “เวลานี้ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากเพราะเห็นแก่พวกท่าน“” และความยากลำบากอย่างพระคริสต์ที่ทรงทนเพราะเห็นแก่พระกายของพระองค์คือคริสตจักร ซึ่งยังขาดอยู่นั้น “ดังนั้น วันนี้ เราจะมาทำความเข้าใจกับข้อความที่เหลือตอนท้ายที่ว่า“ข้าพเจ้าก็ทนจนครบบริบูรณ์ในเนื้อหนังของข้าพเจ้า”ข้อความตอนนี้ เปิดเผยชีวิตจริงของอาจารย์เปาโลที่ท่านต้องยอมทนทุกข์ในกายเนื้อหนังของท่านอย่างครบถ้วนดังนี้ คือ ท่านถูกเฆี่ยนตีจริงๆถูกจำคุกจริงเลือดไหลออกมาจริงอดอาหารจริงถูกข่มเหงในรูปแบบต่างๆจริงเผชิญความทุกข์ทรมานในหลากหลายรูปแบบใช่ครับ อ.เปาโลไม่ได้รับใช้แบบสบายเลยท่านรับใช้แบบสุดกำลังทั้งกาย จิต และวิญญาณทั้งหมดที่มีจริงๆด้วยเหตุนี้ ทุกบาดแผลและความเจ็บปวด ล้วนคือราคาที่จ่ายเพื่อการประกาศข่าวประเสริฐอย่างสุดๆไปเลยในชีวิตของท่านและท่านทำเช่นนั้น โดยมีแรงจูงใจชัดเจนว่า“เพราะเห็นแก่พระกายของพระองค์ คือคริสตจักร!”(on behalf of his body, the church.)น่ายกย่องที่อ.เปาโลไม่ได้ทนทุกข์เพื่อชื่อเสียงเพื่อเงินทองผลประโยชน์เพื่อความสำเร็จหรือการยอมรับ ส่วนตัวแต่ท่านกระทำ“เพื่อคริสตจักร”เพราะท่านรักคริสตจักรเหมือนที่พระเยซูคริสต์ทรงรัก ทรงยอมรับเจ็บปวดและทรงสิ้นพระชนม์เพื่อคริสตจักรความหมายในเชิงลึกซึ้งที่สุดก็คือพระเยซูทรงทนทุกข์ -ทรงไถ่ เพื่อได้คริสตจักรมา ส่วนอ.เปาโลทนทุกข์ -ทุ่มเทรับใช้ เพื่อเสริมสร้างคริสตจักรที่พระคริสต์ประทานมาให้ในพระคัมภีร์ เราได้เห็นตัวอย่างที่พระเจ้าใช้ความทนทุกข์เจ็บปวดของผู้รับใช้ ให้กลายเป็นพระพรแก่ผู้อื่นมากมาย อาทิ1).โยเซฟถูกทำร้ายและขาย เพื่อช่วยชนชาติอิสราเอลในบั้นปลาย2).โมเสสทุกข์ลำบากในถิ่นทุรกันดาร เพื่อนำประชากรอิสราเอลสู่อิสรภาพ3).เปาโลติดคุก เพื่อเขียนจดหมายหลายฉบับที่กลายมาเป็นพระคัมภีร์นอกจากนี้ ตลอดประวัติศาสตร์ ก็มีผู้ประกาศข่าวประเสริฐอีกมากมายที่ยอมเสียสละแม้กระทั่งชีวิตของตนเพื่อช่วยให้คนทั้งโลกได้ยินข่าวดีและรับความรอดจึงกล่าวได้ว่าในสายตาของโลกความทุกข์คือความสูญเสียแต่ในสายพระเนตรของพระเจ้าความทุกข์ที่ถวายแด่พระองค์มักน่าความชื่นชมยินดีมาให้คือ1).ช่วยนำคนที่เชื่อให้รอด และ2).ช่วยสร้างชีวิตจิตวิญญาณของพวกเขาให้เติบโตขึ้นพี่น้องที่รัก“ ทุกๆการทนทุกข์เจ็บปวดที่เรายอมทนรับไว้เพื่อพระคริสต์จะไม่เป็นการสูญเปล่า แต่เป็นการลงทุนอันล้ำค่าลงในแผ่นดินของพระเจ้า!”(Every suffering endured for Christ is not a loss, but an investment in God's Kingdom.)ดังนั้น ขอให้เราจดจำไว้ว่าอ.เปาโลไม่ได้พยายามเติมสิ่งที่ขาดลงไปในพระราชกิจแห่งการไถ่บาปของพระคริสต์ เพราะว่านั่นสมบูรณ์แล้วแต่ท่านเต็มใจแบกรับความทุกข์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อทำให้พระราชกิจที่สำเร็จแล้วนั้น1).เป็นที่รู้จัก และ2).เกิดผลในชีวิตของผู้คนทั้งหลายและในคริสตจักรขอให้สิ่งที่ท่านอ.เปาโล กระทำนี้จะ เป็น1.แบบอย่าง และ2.แรงบันดาลใจ ให้เราลงมือกระทำตามนั้นด้วยเช่นกัน…จะดีไหมครับ?……………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 1กรกฎาคม2026(ตอนที่92ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน ผลของการปฏิเสธพระเจ้า Ep.1675เรามักไม่ค่อยคิดว่า เรากำลังใช้พระพรที่พระเจ้าประทานให้อย่างไร ใช้เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าหรือเปล่า เยเรมีย์ 7:29–34 เป็นบทสรุปของคำเทศนาที่พระวิหาร พระเจ้าทรงเตือนประชาชนครั้งแล้วครั้งเล่าให้กลับใจ แต่พวกเขาปฏิเสธเสมอ สิ่งที่เคยเป็นพระพรก็กลับกลายเป็นพยานแห่งการพิพากษา'‘จงตัดผมของเจ้าออกเหวี่ยงทิ้งไป จงคร่ำครวญบนที่สูงโล่ง เพราะว่าพระยาห์เวห์ทรงปฏิเสธ และทรงละทิ้งชาติพันธุ์ที่ยั่วยุพระพิโรธของพระองค์แล้ว' ' เยเรมีย์ 7:29การตัดผมเป็นสัญลักษณ์ของการไว้ทุกข์และความอัปยศ พระเจ้าทรงประกาศว่าความยินดีของยูดาห์ได้สิ้นสุดลงแล้ว เพราะพวกเขาเลือกละทิ้งพระองค์ เมื่อความสัมพันธ์กับพระเจ้าถูกทำลาย ความสุขภายนอกที่เคยมีก็จะหายไป แล้วการทนทุกข์ก็จะเข้ามาแทนที่'“พงศ์พันธุ์ของยูดาห์ได้ทำความชั่วในสายตาของเรา” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ “พวกเขาได้วางสิ่งน่าสะอิดสะเอียนไว้ในนิเวศซึ่งเรียกตามชื่อของเรา ทำให้มีมลทิน และได้สร้างปูชนียสถานสูงของโทเฟท ซึ่งอยู่ในหุบเขาเบนฮินโนม เพื่อเผาบุตรชายและบุตรสาวของพวกเขาเสียด้วยไฟ ซึ่งเราไม่ได้บัญชา และไม่เคยมีขึ้นในใจของเรา ' เยเรมีย์ 7:30-31นักอธิบายพระคัมภีร์หลายท่านเห็นตรงกันว่า ในยุคของมนัสเสห์มีการนำรูปเคารพเข้าไปไว้ในพระวิหาร (2 พงศ์กษัตริย์ 21:4–7) ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขานำลูกของตัวเองไปเผาเพื่อถวายโมเลคพระของคนต่างชาติ ซึ่งพระเจ้าตรัสว่า ไม่เคยอยู่ในความคิดของพระองค์เลย สิ่งที่พระเจ้าทรงตั้งไว้เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์ถูกใช้เพื่อรับใช้ความบาป นี่เป็นคำเตือนว่า หากพสกเราเปิดพื้นที่เล็ก ๆ ให้กับบาป มันจะค่อย ๆ ครอบครองพื้นที่สำคัญที่สุดในชีวิตของพวกเรา'เพราะฉะนั้น นี่แน่ะ วันเวลาจะมาถึง” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ “เมื่อเขาจะไม่เรียกที่นั้นอีกว่าโทเฟท หรือหุบเขาเบนฮินโนม แต่จะเรียกว่า หุบเขาแห่งการฆ่าฟันกัน เพราะเขาจะฝังกันไว้ในโทเฟท จนไม่มีที่ฝังแล้ว และศพของประชาชนนี้จะเป็นอาหารของนกในอากาศ และของสัตว์บนแผ่นดินโลก และไม่มีใครจะขับไล่มันไปเสียได้ ' เยเรมีย์ 7:32-33สถานที่ที่เคยใช้ทำบาป กลับกลายเป็นสถานที่แห่งการพิพากษา หุบเขาเบนฮินโนม ถูกพระเยซูทรงยกขึ้นมาใช้ในพันธสัญญาใหม่ในชื่อ "เกเฮนนา" เพื่อเป็นภาพของการพิพากษาและปลายทางของผู้ปฏิเสธพระเจ้า พระเจ้าจะทรงเปลี่ยนชื่อหุบเขานี้ เป็นหุบเขาแห่งการฆ่าฟันกัน จนไม่มีที่จะฝังศพ การที่นกในอากาศ และสัตว์มากินซากนั้น ถือเป็นความน่าเวทนาขั้นสุด ความบาปที่เลือกทำในวันนี้ จะย้อนกลับมาส่งผลที่เจ็บปวดในวันหน้า ไม่มีใครหนีการพิพากษาอันเป็นนิรันดร์ได้ นอกจากผู้ที่กลับใจและเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงรับโทษบาปแทนเรา'เราจะทำให้เสียงบันเทิงและเสียงรื่นเริง เสียงของเจ้าบ่าวและเสียงของเจ้าสาว ขาดไปเสียจากเมืองต่างๆ ของยูดาห์ และจากถนนหนทางแห่งเยรูซาเล็ม เพราะว่าแผ่นดินนั้นจะต้องเป็นที่ทิ้งร้าง”' เยเรมีย์ 7:34เสียงแห่งความชื่นชมยินดีที่เคยมี จะถูกแทนที่ด้วยความเศร้า และความหวังของชนชาติก็จะดับลง เพราะเมื่อพระเจ้าทรงเอาพระพรออกไป สิ่งที่เหลืออยู่คือความว่างเปล่า พระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตเราไม่ใช่ทรัพย์สิน ครอบครัว หรือความสำเร็จ แต่คือการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า'เพราะว่าค่าจ้างของบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา' โรม 6:23สิ่งที่ยูดาห์ปฏิเสธนั้น พระเจ้าประทานแก่เราผ่านองค์พระเยซูคริสต์ ผู้ทรงรับโทษบาปแทนเรา เพื่อให้คนที่กลับใจและเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์นั้นจะได้รับชีวิตใหม่ ขอให้เราใช้พระพรทุกอย่างที่พระเจ้าประทานให้ เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์ และขอให้เราดำเนินชีวิตใกล้ชิดพระองค์ทุกวันวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่91)การทนทุกข์ของพระคริสต์ที่ยังขาดอยู่?(2)“เวลานี้ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากเพราะเห็นแก่พวกท่าน และความยากลำบากอย่างพระคริสต์ที่ทรงทนเพราะเห็นแก่พระกายของพระองค์คือคริสตจักร ซึ่งยังขาดอยู่นั้น ข้าพเจ้าก็ทนจนครบบริบูรณ์ในเนื้อหนังของข้าพเจ้า” ~โคโลสี 1:24 THSV11“I am happy to suffer for you now. In my body I am completing whatever remains of Christ's sufferings. I am doing this on behalf of his body, the church.” ~Colossians 1:24 GWเราได้อธิบายข้อความตอนแรกที่ว่า“เวลานี้ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากเพราะเห็นแก่พวกท่าน“ไปแล้วในเวลานี้ เราจะดูข้อความต่อไปที่ว่า“และความยากลำบากอย่างพระคริสต์ที่ทรงทนเพราะเห็นแก่พระกายของพระองค์คือคริสตจักร ”“ความยากลำบาก“ในตอนนี้ ไม่ได้หมายถึง”การถูกตรึง กางเขน“ของพระคริสต์ แต่หมายถึง“ความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นเพราะการทำพระราชกิจของพระคริสต์”ที่ทนทำและทนรับเพื่อคริสตจักรซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร เพราะว่าพระเยซูเคยตรัสไว้ก่อนแล้วว่าถ้าคนเกลียดชังและข่มเหงพระเยซู คนที่เชื่อพระองค์ทั้งหลาย ก็จะถูกข่มเหงเหมือนที่พระองค์ได้รับด้วยเช่นกัน“ถ้าโลกนี้เกลียดชังพวกท่านก็จงรู้ว่าโลกเกลียดชังเราก่อน” ~ยอห์น 15:18 THSV11ด้วยเหตุนี้ เมื่อเรารับใช้พระคริสต์เราจะเผชิญและประสบสิ่งเดียวกับที่พระองค์ทรงเคยเผชิญมา อาทิ1).ถูกเข้าใจผิด2).ถูกปฏิเสธ3).ถูกวิจารณ์4).ถูกดูหมิ่น5).ถูกต่อต้าน/ข่มเหง6).ถูกฆ่าอันเนื่องมาจากการ”ประกาศข่าวประเสริฐแห่งความรอดและการไถ่บาป“สิ่งเหล่านี้แหล่ะ ที่ถูกเรียกว่า“ความทุกข์ของพระคริสต์”ที่เราผู้เชื่อและติดตามพระองค์ กำลังเดินไปเผชิญด้วยเช่นกันบนเส้นทางนั้น “ซึ่งยังขาดอยู่นั้น”“อะไร”คือสิ่งที่ “ยังขาดอยู่”?แน่นอนว่า ไม่ใช่“การไถ่บาป”แต่คือ“การออกไปประกาศข่าวประเสริฐแห่งการไถ่บาปที่สำเร็จแล้วแก่ทุกคนในโลก”และได้รับความทุกข์ยากจากการทำเช่นนั้นใช่ครับ พระเยซูทรงทนทุกข์ทรมานสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยโลกแล้ว แต่คนทั้งโลกยังไม่รู้ดังนั้นจึงต้องมีคนที่ยอมทุ่มเทเสียสละเพื่อนำข่าวดีนั้นไปถึงคนเหล่านั้นจึงพูดได้ว่าพระคริสต์ทรงจัดเตรียม “ความรอด”ให้ทุกคนแล้ว สาวกของพระองค์ต้องยอมรับความยากลำบากในการนำ “ข่าวดีแห่งความรอด”นั้นไปถึงคนทั้งปวงด้วยเหตุนี้ วลีที่ว่า ”ซึ่งยังขาดอยู่นั้น“จึงหมายถึง”คนจำนวนมากยังไม่ได้รับทราบข่าวดีที่พระคริสต์ประกาศนั้น และยังมีคนอีกมากมายที่ยังไม่ได้รับข่าวดีนั้นจึงเป็นภารกิจที่เราสมควรยินดีกระทำสานต่อ แม้จะต้องได้รับความทุกข์ยาก จากการนำข่าวดีนั้นไปบอกกล่าวแก่คนทั้งปวงก็ตาม!“….แล้ววันนี้ คุณล่ะ เต็มใจพร้อมทนแบกรับความยากลำบากของพระคริสต์ที่ยังขาดอยู่นั้น ด้วยชื่นชมยินดีเพื่อเห็นแก่พระองค์และคริสตจักรหรือไม่?…ตอบที!…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 30มิถุนายน2026(ตอนที่91ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี⸻

พระธรรมนำชีวิตตอน ความซื่อสัตย์สำคัญกว่า Ep.1674พวกเรามักวัดคุณค่าของสิ่งที่ทำจากผลลัพธ์ที่มองเห็น หากมีคนตอบรับ มีคนชื่นชม หรือมีความสำเร็จ เราก็รู้สึกว่าทำได้ดี แต่เยเรมีย์ 7:27–28 เปิดเผยว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกผู้รับใช้ของพระองค์ให้รับผิดชอบในผลลัพธ์ สิ่งที่พระเจ้าต้องการ คือความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย'“เจ้าจงกล่าวถ้อยคำเหล่านี้แก่เขา แต่เขาจะไม่ฟังเจ้า เจ้าจงร้องเรียกเขา แต่เขาจะไม่ยอมตอบเจ้า ' เยเรมีย์ 7:27พระเจ้าตรัสกับเยเรมีย์ว่า เขาจะต้องประกาศพระวจนะต่อไป แม้ประชาชนจะไม่ฟังและไม่ตอบสนอง นี่ไม่ใช่การทำให้เยเรมีย์หมดกำลังใจ แต่เป็นการเตรียมหัวใจของผู้รับใช้ให้เข้าใจว่า ความสำเร็จในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่ได้วัดจากจำนวนผู้ฟัง แต่วัดจากความซื่อสัตย์ต่อพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้ลดมาตรฐานของข่าวสารเพื่อให้คนยอมรับ แต่ทรงเรียกผู้รับใช้ของพระองค์ให้ประกาศความจริงอย่างต่อเนื่อง'เจ้าจงพูดแก่เขาว่า ‘นี่เป็นประชาชาติที่ไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระยาห์เวห์พระเจ้าของเขา และไม่ยอมรับการตีสอน สัจจะพินาศเสียแล้ว ถูกตัดขาดจากปากของเขาแล้ว ' เยเรมีย์ 7:28พระเจ้าทรงสรุปสภาพของยูดาห์ว่า พวกเขาไม่เพียงปฏิเสธพระวจนะ แต่ยังไม่ยอมรับการตีสอนด้วย เมื่อมนุษย์ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่ยอมเชื่อฟัง ใจก็จะค่อย ๆ แข็งกระด้าง จนในที่สุด "สัจจะพินาศเสียแล้ว" ความจริงไม่ได้หายไปเพียงจากคำพูด แต่หายไปจากวิธีคิด ค่านิยม และวิถีชีวิตของทั้งสังคมด้วย การปฏิเสธพระวจนะของพระเจ้าอย่างต่อเนื่องไม่ได้เปลี่ยนแค่คนคนหนึ่ง แต่สามารถทำให้ทั้งสังคมสูญเสียมาตรฐานแห่งความจริงไปได้'ผู้ได้รับมอบหมายนั้นต้องเป็นคนที่พิสูจน์แล้วว่าสัตย์ซื่อ ' 1โครินธ์ 4:2 TNCVอ.เปาโลย้ำหลักการเดียวกันไว้ว่า ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นผู้รับใช้ พ่อแม่ ผู้นำ หรือผู้เชื่อทุกคน สิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องคือความซื่อสัตย์ ไม่ได้เรียกให้เราเป็นผู้ควบคุมผลลัพธ์ บางครั้งเราอาจสอนลูกหลาน ดูแลคนในครอบครัว หรือประกาศความจริงของพระเจ้า แต่เรายังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในทันที ขอพวกเราอย่าพึ่งท้อใจ เพราะพระเจ้าไม่ได้ทรงถามว่า มีคนฟังกี่คน มีคนกลับใจกี่คน แต่พระองค์ทรงถามว่า เจ้าซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่เราใช้เจ้าหรือไม่ ขอให้เรายังคงประกาศพระวจนะของพระเจ้าด้วยความรัก ให้เราเชื่อฟังการทรงเรียกของพระองค์ จงซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่พระเจ้าทรงมอบหมาย และวางความคาดหวังถึงผลลัพธ์ไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่90)การทนทุกข์ของพระคริสต์ที่ยังขาดอยู่?(1)“เวลานี้ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากเพราะเห็นแก่พวกท่าน และความยากลำบากอย่างพระคริสต์ที่ทรงทนเพราะเห็นแก่พระกายของพระองค์คือคริสตจักร ซึ่งยังขาดอยู่นั้น ข้าพเจ้าก็ทนจนครบบริบูรณ์ในเนื้อหนังของข้าพเจ้า” ~โคโลสี 1:24 THSV11“Now I rejoice in what I am suffering for you, and I fill up in my flesh what is still lacking in regard to Christ's afflictions, for the sake of his body, which is the church.” ~Colossians 1:24 NIVข้อพระคัมภีร์นี้เป็นหนึ่งในบรรดาข้อที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุดเพราะวลีที่ว่า“ความยากลำบากอย่างพระคริสต์ที่ทรงทน…ซึ่งยังขาดอยู่นั้น ข้าพเจ้าก็ทนจนครบบริบูรณ์!”เพราะเมื่ออ่านหรือฟังแล้ว อาจก่อเกิดคำถามให้ชวนสงสัยขึ้นมาว่า“การทนทุกข์ของพระคริสต์นั้นยังไม่พอหรือ? ยังขาดอะไรอยู่อีก?”ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบคือ …“ไม่ขาดอะไรเลย!”เพราะพระคัมภีร์ยืนยันว่า การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปเรานั้น“สมบูรณ์แล้ว!” ดังคำตรัสของพระเยซูคริสต์เอง“เมื่อพระเยซูทรงรับเหล้าองุ่นเปรี้ยวแล้ว พระองค์ตรัสว่า “สำเร็จแล้ว” และก้มพระเศียรลงสิ้นพระชนม์” ~ยอห์น 19:30 THSV11นั่นคือ ไม่มีอะไรเลยที่มนุษย์จำเป็นจะต้องเพิ่มเติมเข้าไปอีก เพื่อให้การไถ่บาปนั้นสมบูรณ์!ดังนั้นวลีที่ว่า “ยังขาดอยู่นั้น”ในข้อนี้ อ. เปาโลจึงไม่ได้พูดถึงเรื่อง “การไถ่บาป” แต่กำลังพูดถึง “การประกาศข่าวประเสริฐและการรับใช้”ที่พระเยซูคริสต์มอบให้อ .เปาโล(และพวกเรา)กระทำต่อไปหลังจากที่พระองค์ทรงทำค้างไว้ และเสด็จขึ้นสู่สวรรค์เสียก่อน)วันนี้ ขอให้เรามาศึกษาด้วยกันว่า อ.เปาโลกล่าวสอนอะไรเราบ้างจากคำกล่าวของท่านที่ว่า“เวลานี้ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากเพราะเห็นแก่พวกท่าน!”ซึ่งเมื่ออ่านหรือฟังครั้งแรกเราอาจจะรู้สึกว่า นี่เป็นประโยคที่ขัดกับความรู้สึกของเรามากที่สุดเพราะว่าโดยทั่วไปแล้ว การทนทุกข์ยากเป็นเรื่องน่าเศร้า ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีแต่อ.เปาโลกลับกล่าวว่า“ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีในความทุกข์ยาก!”อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะรู้สึกขัดหูขัดตาหรือขัดใจบ้างในตอนที่เราได้ยินได้ฟังหรือได้อ่านเรื่องนี้เป็นครั้งแรกแต่เมื่อเราใคร่ครวญอย่างจริงจัง เราจะพบว่าความทุกข์ที่เกิดจากการที่เราสานต่อพันธกิจของพระคริสต์นั้นไม่ใช่ทุกข์ที่ไร้ความหมายแต่เป็นความทุกข์ที่เปี่ยมล้นด้วยคุณค่า เพราะทำให้คนอื่นได้รับความรอดและชีวิตนิรันดร์ที่ทำให้เรายินดีเหมือนกับแม่ที่เจ็บปวดในการคลอดลูกทั้งๆที่เธอไม่ได้ชอบความเจ็บปวดแต่เธอก็มีความสุขกับผลลัพธ์ที่เกิดจากความเจ็บปวดนั้นอ.เปาโลก็เช่นกัน ท่านถูกเฆี่ยน ถูกนำไปจำคุก ถูกหินขว้าง และถูกข่มเหงต่างๆนานาแต่ทุกๆครั้งที่การทนทุกข์เกิดขึ้น ผลที่ตามมา ก็คือมีคนมากมายได้รู้จักพระเยซูคริสต์ และ2.คริสตจักรต่างๆก็เจริญเติบโตมากยิ่งขึ้นดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าอ.เปาโลไม่ได้ชื่นชมยินดีเพราะความเจ็บปวดแต่ท่านยินดีเพราะเห็นสิ่งล้ำค่าเกิดขึ้นจากการทนทุกข์เพื่อคนเหล่านัันพี่น้องที่รักวันนี้ มีใครบ้างที่ได้รับ1).ความรอด 2).การเสริมสร้าง และ3).การเจริญเติบโต จากการทนทุกข์เจ็บปวดของคุณเพื่อพวกเขาบ้าง?…ถ้านึกออก ช่วยบอกให้ทราบหน่อยได้ไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 29มิถุนายน2026(ตอนที่90ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน พระเจ้าต้องการอะไร? Ep.1673เราเคยถามตัวเองไหมว่า พระเจ้าทรงต้องการอะไรมากที่สุดจากเรา? หลายคนอาจตอบว่า การนมัสการ การถวาย หรือการรับใช้ เยเรมีย์ 7:21–26 เปิดเผยว่า ตั้งแต่แรกเริ่มของพันธสัญญา สิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องมาตลอดคือ การฟังพระสุรเสียงของพระองค์ด้วยการเชื่อฟัง เพราะการนมัสการที่แท้จริงไม่ได้เริ่มจากแท่นบูชา แต่เริ่มจากหัวใจที่ยอมจำนนต่อพระเจ้า'พระยาห์เวห์จอมทัพ พระเจ้าแห่งอิสราเอล ตรัสดังนี้ว่า “จงเพิ่มเครื่องบูชาเผาทั้งตัวเข้ากับเครื่องบูชาของเจ้า และจงรับประทานเนื้อ เพราะในวันที่เราได้พาบรรพบุรุษของเจ้าออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ เราไม่ได้พูดกับพวกเขาหรือสั่งเขาเรื่องเครื่องบูชาเผาทั้งตัวและเครื่องบูชา ' เยเรมีย์ 7:21-22พระเจ้าตรัสแบบนี้ ไม่ใช่เพราะพระองค์ต้องการเครื่องบูชามากขึ้น แต่พระองค์ทรงเปิดเผยว่า เครื่องบูชาที่ปราศจากการเชื่อฟังไม่มีความหมายสำหรับพระองค์ พระเจ้าไม่ได้ทรงปฏิเสธระบบเครื่องบูชาที่พระองค์เองทรงบัญญัติไว้ แต่ทรงย้ำว่า ตั้งแต่เริ่มต้นของพันธสัญญา พระองค์ทรงเรียกร้องให้ประชากรเชื่อฟังพระองค์ เครื่องบูชาจึงเป็นผลลัพธ์ของการเชื่อฟัง ไม่ใช่สิ่งที่ใช้มาทดแทนการเชื่อฟัง'แต่เราบัญชาเขาทั้งหลายอย่างนี้ว่า จงเชื่อฟังเสียงของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า และเจ้าจะเป็นประชากรของเรา และเจ้าจงดำเนินในหนทางที่เราได้บัญชาเจ้าไว้ เพื่อเจ้าจะได้อยู่เย็นเป็นสุข ' เยเรมีย์ 7:23"จงเชื่อฟังเสียงของเรา" ในภาษาเดิมเป็นคำสั้น ๆ ว่า "ฟัง" (เชมา) สำหรับพระเจ้า การได้ยินที่ไม่ก่อให้เกิดการเชื่อฟัง นั่นเท่ากับยังไม่ได้ฟังจริง ๆ เพราะในภาษาเดิมการฟังคือการเชื่อฟังด้วย ดังนั้นการนมัสการไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเราเดินเข้าโบสถ์ แต่เริ่มต้นเมื่อเรายอมเชื่อฟัง และยอมให้พระวจนะของพระเจ้าเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา'แต่พวกเขาไม่ได้เชื่อฟังหรือเงี่ยหูฟัง แต่กลับดำเนินตามแผนการของเขาเอง และในความดื้อกระด้างตามจิตใจชั่วของเขา และเดินถอยหลัง แทนที่จะเดินไปข้างหน้า ตั้งแต่วันที่บรรพบุรุษของพวกเจ้าออกจากแผ่นดินอียิปต์จนทุกวันนี้ เราได้ส่งบรรดาผู้เผยพระวจนะผู้รับใช้ของเราไปยังเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ฟังเรา หรือเงี่ยหูฟัง แต่ได้ทำให้คอของตนแข็ง เขาได้ทำชั่วยิ่งกว่าบรรดาบรรพบุรุษของเขาเสียอีก ' เยเรมีย์ 7:24-26คนยูดาห์รู้พระวจนะ แต่พวกเขาตั้งใจเลือกเดินตามความคิดของตัวเอง ผลคือ ชีวิตของพวกเขาเดินถอยหลังแทนที่จะเดินไปข้างหน้า ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณก็เช่นกัน ไม่มีจุดที่เรียกว่าอยู่เฉย ๆ หากเราไม่ก้าวหน้าในการเชื่อฟัง เราก็กำลังถอยหลังอยู่ ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะทรงส่งผู้เผยพระวจนะมาเตือนครั้งแล้วครั้งเล่า แต่พวกเขาได้ทำให้คอของตนแข็ง นี่เป็นภาพของวัวที่ดื้อ ไม่ยอมก้มคอรับแอก หรือยอมให้เจ้าของบังคับทิศทาง เป็นภาพของหัวใจที่ไม่ยอมอยู่ใต้การทรงนำของพระเจ้า'“ถ้าพวกท่านรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา ' ยอห์น 14:15พระเยซูทรงยืนยันหลักการนี้ ความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้าไม่ได้วัดจากของถวาย แต่ความรักนั้นจะแสดงผลออกมาด้วยการเชื่อฟังพระเจ้า และพระวจนะของพระองค์ ขอให้เราจะไม่เพียงได้ยิน แต่ขอให้เราฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าด้วยใจที่พร้อมตอบสนอง ด้วยการเชื่อฟัง เพราะการเชื่อฟังคือการนมัสการที่พระเจ้าพอพระทัยวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่89) วิจารณญาณของคุณยังอยู่ไหม?(3)“คนสุขุมเห็นอันตรายและซ่อนตัวเสีย แต่คนรู้น้อยเดินเรื่อยไปและรับอันตรายนั้น” ~สุภาษิต 27:12 THSV11“A prudent person sees evil and hides himself; But the naive proceed, and pay the penalty.” ~Proverbs 27:12 NASB2020“คนสุขุม” “คนหยั่งรู้” หรือ “คนมีวิจารณญาณ”ไม่ว่าจะเรียกว่าอย่างไร พวกเขาคือคนมีปัญญาที่ใช้ชีวิตเป็น มองเห็นการณ์ไกล มองเห็นหลุมที่ดักรออยู่เบื้องหน้าพวกเขาไม่บุ่มบ่าม ไม่มุทะลุ หรือทะนงตนจนเกิดเรื่องเดือดร้อน เหมือน“คนรู้น้อย” “คนเขลา” หรือ “คนโง่”ที่ดันทุรังจนตกลงไปในหลุมในบ่อดังคำกล่าวที่ว่า“คนมีปัญญาไม่ได้เก่งเพียงเพราะลุกขึ้นได้หลังจากล้มลงแต่เก่งเพราะมองเห็นหลุมก่อนจะตกลงไป”(Wisdom is not merely getting up after a fall; it is seeing the pit before stepping into it.)ยกตัวอย่างในเรื่องการเงินคนสุขุม(มีวิจารณญาณ)1).เรียนรู้เรืองการวางแผนการเงิน2).รู้จักมีเงินทุนสำรอง3).ระวังตัวไม่สร้างหนี้สิน ต่2คนรู้น้อย(โง่เขลา)1).ใช้เงินก่อนคิด2).ไม่มีแผนบริหารเงินที่ดี3).ก่อหนี้สินเกินตัวดังนั้นเมื่อวิกฤตมา ผลลัพธ์ที่เกิดกับคนทั้ง2ประเภทก็จะออกมาแตก ต่างกันในเรื่องความบาปคนสุขุม(มีวิจารณญาณ)1).ไม่เข้าไปในสถานการณ์ที่ล่อแหลมเสี่ยงภัย2).ระวังในสิ่งที่เสพ ดู ฟัง และเล่น3).เลือกคบแต่เพื่อน หรือเลือกสภาพแวดล้อมที่ดีคนรู้น้อย(โง่เขลา)1).คิดว่าตัวเองแข็งแรงพอ ไม่กลัวบาป2).กล้าเสพและเล่นกับการล่อลวง3).ไม่ระวังในการคบหาเพื่อนหรือชุมชนที่อยู่ดังนั้น ในตอน สุดท้าย คนหนึ่งปลอดภัย แต่อีกคนหนึ่งล้มลงในเรื่องการรับใช้คนสุขุม(มีวิจารณญาณ)1).รู้จักขีดจำกัดของตัวเอง2).พักผ่อนหรือหยุดเมื่อควรพัก3).ระมัดระวังภาวะหมดไฟคนรู้น้อย( โง่เขลา)1).ไม่รู้จักความจำกัดของตน2).หักโหมหรือฝืนเกินกำลังตลอดเวลา3).ไม่ยอมรับฟังคำเตือนของคนรอบข้างดังนััน ในตอนสุดท้ายก็มักเกิดภาวะ“หมดไฟ”( Burnout)พี่น้องที่รักมีคำกล่าวไว้ว่า“การหลีกเลี่ยงการทดลอง ไม่ใช่ความขี้ขลาด แต่เป็นการกระทำรูปแบบหนึ่งของสติปัญญา”(Avoiding temptation is not cowardice;it is wisdom in action.)พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้เรามีสติปัญญาเพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงการล้มลงตั้งแต่แรกมากกว่าช่วยเราหลังจากที่เราล้มลงดังนั้น คำอธิษฐานของคริสเตียนจึงควรเป็นว่า“พระเจ้า ขอทรงโปรดให้ฉันเห็นอันตรายก่อนที่มันจะมาถึง!”แล้วรีบเอาตัวออกมาให้ไกล จากปัญหานั้นให้เร็วที่สุด…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 28มิถุนายน2026(ตอนที่89ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าผัดวันประกันพรุ่ง Ep.1672แนวคิดที่บอกว่า โอกาสยังมีเสมอ แต่วันนี้เยเรมีย์ 7:16–20 เตือนเราว่า พระเจ้ามีเวลาของพระองค์ พีะองค์ทรงอดทนและทรงเรียกมนุษย์ให้กลับใจครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เมื่อมนุษย์ปฏิเสธพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายการพิพากษาก็จะมาถึงตามที่พันธสัญญาได้ถูกประกาศออกไป และผลของความบาปก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้'“ส่วนเจ้า อย่าอธิษฐานเพื่อประชากรนี้ อย่าร้องขอหรืออธิษฐานเพื่อเขา และอย่าวิงวอนต่อเรา เพราะเราจะไม่ฟังเจ้า เจ้าไม่เห็นหรือว่า เขาทำอะไรกันในเมืองทั้งหลายของยูดาห์ และตามถนนหนทางในเยรูซาเล็ม ' เยเรมีย์ 7:16-17พระเจ้าทรงห้ามเยเรมีย์อธิษฐานเผื่อประชาชน ไม่ใช่เพราะพระเจ้าไม่มีความเมตตา แต่เพราะพวกเขาปฏิเสธความเมตตาของพระเจ้า ความบาปได้กลายเป็นเรื่องปกติของสังคมยูดาห์ในเวลานั้น ที่ผ่านมาพระเจ้าทรงเตือนโดยส่งผู้เผยพระวจนะ และประทานโอกาสให้กลับใจ แต่พวกเขาไม่ตอบสนอง ข้อนี้เตือนเราว่า อย่าใช้ความอดทนของพระเจ้าเป็นเหตุผลในการผัดวันประกันพรุ่งเรื่องการกลับใจ'พวกเด็กๆ ก็เก็บฟืน พวกพ่อๆ ก็ก่อไฟ พวกผู้หญิงก็นวดแป้ง เพื่อทำขนมถวายแด่เจ้าแม่แห่งฟ้าสวรรค์ และเขาเทเครื่องดื่มบูชาถวายแด่พระอื่นๆ เพื่อยั่วยุให้เราโกรธ ' เยเรมีย์ 7:18ความบาปไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัวเท่านั้น แต่ทั้งหมดกลายเป็นวัฒนธรรมของทั้งครอบครัว เด็ก พ่อ และแม่ ต่างมีส่วนร่วมในการกราบไหว้รูปเคารพ ไม่มีใครรู้สึกผิดเลย แหละนี่เป็นคำเตือนของเราอีกครั้งว่า สิ่งที่เราปลูกฝังในบ้านวันนี้ จะกลายเป็นค่านิยมของลูกหลานในวันหน้า เราจึงต้องระวังไม่ให้สิ่งใดเข้ามาแทนที่พระเจ้าในครอบครัวของเรา'พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า เขายั่วยุเราหรือ ไม่ใช่ยั่วยุตัวเขาเองให้ได้รับความอับอายหรือ? ' เยเรมีย์ 7:19พระเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่า ความบาปไม่ได้ทำร้ายพระองค์ แต่ความบาปนั้นกลับทำร้ายผู้ที่เลือกดำเนินชีวิตในความบาปเอง ทุกครั้งที่เราทำบาป ปฏิเสธพระเจ้า เราไม่ได้ทำให้พระองค์เสื่อมเสีย แต่เรากำลังนำความอับอาย ความสูญเสีย และผลของความบาปมาสู่ชีวิตของเราเอง'ฉะนั้น พระยาห์เวห์องค์เจ้านายจึงตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ ความกริ้วและความโกรธของเราจะเทลงบนสถานที่นี้ บนมนุษย์และสัตว์ บนต้นไม้ในท้องทุ่ง และบนพืชผลของแผ่นดิน จะเผาผลาญเสียและจะดับไม่ได้” ' เยเรมีย์ 7:20พระเจ้าทรงประกาศว่า การพิพากษาจะส่งผลต่อทั้งมนุษย์ สัตว์ ต้นไม้ และพืชผล ความบาปไม่เคยเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ส่งผลกระทบต่อครอบครัว และสิ่งที่อยู่รอบตัวเสมอ พระเจ้าทรงเตือนก่อนจะหมดเวลา และพระองค์ยังเปิดโอกาสให้เรากลับใจในวันนี้ 'องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเฉื่อยช้าในเรื่องพระสัญญาของพระองค์ ตามที่บางคนคิดนั้น แต่ทรงอดทนกับพวกท่าน พระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ใครพินาศเลย แต่ประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่ ' 2 เปโตร 3:9พระเจ้าทรงอดทนนาน ไม่ใช่เพื่อให้เราผัดวันประกันพรุ่ง แต่เพื่อเปิดโอกาสให้เรากลับใจ วันนี้เป็นวันที่เหมาะที่สุดที่จะตอบสนองต่อพระสุรเสียงของพระเจ้า อย่ารอจนหมดเวลา เพราะพระคุณที่ทรงเรียกเราในวันนี้ คือโอกาสที่พระเจ้าประทานให้เรากบับใจ หันกลับมาหาพระองค์ด้วยความเชื่อ และสำแดงความเชื่อนั้นผ่านการเชื่อฟังพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่88) วิจารณญาณของคุณยังอยู่ไหม?(2)“คนสุขุมเห็นอันตรายและซ่อนตัวเสีย แต่คนรู้น้อยเดินเรื่อยไปและรับอันตรายนั้น” ~สุภาษิต 27:12 THSV11“A prudent person sees evil and hides himself; But the naive proceed, and pay the penalty.” ~Proverbs 27:12 NASB2020คำว่า ”คนสุขุม“ ในฉบับ TNCV แปลว่า “คนมีวืจารณญาณ”และในฉบับ TH1971 เลือกแปลว่า“คนหยั่งรู้”“คนหยั่งรู้ เห็นอันตรายและซ่อนตัวของเขาเสีย แต่คนเขลาเดินเรื่อยไป และรับอันตรายนั้น” ~สุภาษิต 27:12 TH1971“Sensible people will see trouble coming and avoid it, but an unthinking person will walk right into it and regret it later.” ~Proverbs 27:12 GNTเราได้ดูและอธิบายครึ่งแรกของขัอนี้ไปแล้วในตอนก่อนหน้านี้ที่ว่า“คนสุขุม(คนมีวิจารณญาณ)เห็น(ภัย)อันตรายและ(หลบเข้าที่กำบัง)ซ่อนตัวเสีย!“ในวันนี้ เราจะดูความหมายในส่วนที่เหลือของข้อนี้ คือ”แต่คนรู้น้อย(คนโง่)เดิน(ลุย)เรื่อยไปและรับอันตรายนั้น(ต้องทุกข์ทนกับผลที่ตามมา)!“เราได้รับบทเรียนอะไรบ้างจากตอนท้ายของพระธรรมข้อนี้ “แต่คนรู้น้อยเดินเรื่อยไป”= “ส่วนคนโง่เดินลุยต่อไป”(TNCV)= "แต่คนเขลาเดินเรื่อยไป"(TH1971)คำว่า “รู้น้อย” ในพระธรรมสุภาษิตโดยรวมมักหมายถึง“คนที่ไม่ยอมเรียนรู้”ไม่ใช่“คนที่ ขาดความรู้ แต่ขาดปัญญา”(จากพระเจ้า)!พวกเขามักคิดว่า1).“ไม่เป็นไรหรอก”(ฉันไม่แคร์)2).“คงไม่เกิดอะไรขึ้นมั๊ง”(ไม่เป็นไรหรอก)3).“ฉันควบคุมได้”(ฉันเอาอยู่)พวกเขาจึงเดินเข้าสู่ภัยอันตราย ทั้งๆที่มีสัญญาณเตือนไว้แล้ว…อย่างไม่น่าเลย!“และรับอันตรายนั้น”หมายถึงการที่พวกเขาต้องรับผลเสียของการตัดสินใจของตัวพวกเขาเองพวกเขาจะโทษผู้ใดไม่ได้เลยไม่ใช่เพราะพระเจ้าต้องการลงโทษพวกเขาแต่เป็นเพราะพวกเขาเพิกเฉยต่อคำเตือน!เหมือนกับคนที่เห็นป้ายเตือนชัดเจนว่า“สะพานขาดข้างหน้า!”แต่ยังขับรถตรงต่อไปผลที่ตามมาคือ หายนะ!ทั้งๆที่…ผลลัพธ์เช่นนั้น อาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้หากพวกคนเหล่านั้น ยอมรับฟังคำเตือน!หลักคิดฝ่ายวิญญาณที่สำคัญจากพระคัมภีร์ตอนนี้ ก็คือ“ปัญญาไม่ใช่สิ่งที่วัดกันจากการแก้ปัญหาเก่ง แต่จากความสามารถในการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานั้นตั้งแต่แรก!“(Wisdom is not measured by the ability to solve problems, but by the ability to prevent them in the first place!)ในขณะที่คนเขลาภูมิใจว่าตัวเขาเอง แก้ปัญหาเก่งคนมีปัญญาจะถามว่า“จะทำอย่างไรจึงจะป้องกันไม่ให้ปัญหานั้นเกิดขึ้นตั้งแต่แรก?”ดังนั้น วันนี้ อย่าให้เราทำตัวอวดว่า1).เรากล้าหาญพร้อมเผชิญกับภัยอันตราย หรือ2).เราเก่งในการรับมือกับการแก้ปัญหา(ที่ไม่จำเป็น) แต่ให้เราถ่อมใจลง ขอและรับสติปัญญาจากพระเจ้า เพื่อที่เราจะ1).มีวิจารณญาณในการเห็น สังเกตและแยกแยะได้ถึงภัยอันตรายที่ดักรออยู่ข้างหน้า และ2).หลีกเลี่ยงหรือออกห่างจากภัยอันตรายเหล่านั้นตั้งแต่ไกลหรือตั้งแต่แรกเลย…จะดีไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 27มิถุนายน2026(ตอนที่88ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

พระธรรมนำชีวิตตอน แค่เสียใจหรือกลับใจจริง? EP.1671ไม่ใช่ทุกคนที่เข้ามานมัสการในคริสตจักรจะเข้ามาหาพระเจ้า บางคนเข้ามาเพื่อแสวงหาพระองค์ แต่บางคนเพียงก็เข้ามาเพียงเพื่อให้ตัวเองสบายใจ แล้วก็กลับออกไปใช้ชีวิตแบบเดิม เยเรมีย์ 7:8–15 เป็นคำเตือนที่หนักแน่นว่า การนมัสการไม่ควรเป็นที่หลบซ่อนของความบาป แต่ต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับใจและการดำเนินชีวิตที่เชื่อฟังพระเจ้า'“นี่แน่ะ เจ้าวางใจในคำหลอกลวงโดยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เจ้าจะลักทรัพย์ ฆ่าคน ล่วงประเวณี สาบานเท็จ เผาเครื่องบูชาถวายพระบาอัลและติดตามพระอื่น ซึ่งเจ้าทั้งหลายไม่รู้จัก แล้วก็มายืนต่อหน้าเราในนิเวศนี้ ซึ่งเรียกตามชื่อของเรา และกล่าวว่า ‘เราทั้งหลายได้รับการช่วยกู้แล้ว' เพื่อจะไปทำสิ่งน่าเกลียดน่าชังเหล่านั้นทั้งสิ้นอีกหรือ? ' เยเรมีย์ 7:8-10พวกเขาละเมิดธรรมบัญญัติของพระเจ้าเป็นประจำ ทั้งลักทรัพย์ ฆ่าคน ล่วงประเวณี สาบานเท็จ และกราบไหว้รูปเคารพ แต่เมื่อเข้ามาหาพระเจ้าพวกเขากลับพูดว่า เราทั้งหลายได้รับการช่วยกู้แล้ว ราวกับว่าการนมัสการพระเจ้าสามารถลบล้างชีวิตที่ไม่เชื่อฟังได้ พระเจ้าจึงเตือนว่า การมานมัสการไม่อาจทดแทนการดำเนินชีวิตที่เชื่อฟัง เพราะพระเจ้าประสงค์ให้การนมัสการเปลี่ยนแปลงชีวิต ไม่ใช่เพียงปลอบประโลมให้รู้สึกสบายขึ้น'ในสายตาของเจ้า นิเวศซึ่งเรียกตามชื่อของเราได้กลายเป็นถ้ำของพวกโจรไปแล้วหรือ? นี่แน่ะ ตัวเราได้เห็นเอง พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 7:11ถ้ำของโจรไม่ใช่สถานที่ที่โจรออกไปปล้น แต่เป็นที่ซ่อนหลังจากปล้นมาแล้ว พระเจ้ากำลังตำหนิประชาชนที่ใช้พระวิหารเป็นที่หลบภัยของชีวิตที่ไม่กลับใจ พวกเขาคิดว่า เมื่อเข้ามาในพระนิเวศทุกอย่างก็ปลอดภัยแล้ว แต่พระเจ้าตรัสว่า "นี่แน่ะ ตัวเราได้เห็นเอง" นี่กำลังบอกว่า ไม่มีความบาปใดซ่อนจากพระองค์ได้ ในข้อ 12 พระเจ้าทรงยกเมืองชิโลห์มาเป็นตัวอย่าง ซึ่งเมืองนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการนมัสการและเป็นที่ตั้งของพลับพลา แต่เมื่อประชาชนไม่เชื่อฟัง พระองค์ก็ทรงปล่อยให้สถานที่นั้นถูกทำลาย เช่นเดียวกัน หากยูดาห์ไม่กลับใจ พระวิหารในกรุงเยรูซาเล็มก็ไม่ใช่หลักประกันว่าจะรอดพ้นจากการพิพากษา ในข้อ 13 พระเจ้าตรัสว่า "เมื่อเราพูดกับเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า" ในภาษาเดิมแปลตรงตัวว่า "ลุกขึ้นแต่เช้าแล้วพูด" ซึ่งมีควาใหมายว่า พระเจ้าที่ทรงเตือนอย่างไม่ย่อท้อ ด้วยความอดทนและด้วยความรัก แต่พวกเขาก็ยังไม่ฟังและไม่ตอบสนองใด ๆ 'ดังนั้นเราจะทำต่อนิเวศนี้ซึ่งเราเรียกตามชื่อของเรา และซึ่งพวกเจ้าได้วางใจนั้น และทำต่อสถานที่ซึ่งเราได้ยกให้แก่เจ้าและแก่บรรพบุรุษของเจ้าเหมือนเราได้ทำต่อชิโลห์ และเราจะเหวี่ยงเจ้าทิ้งจากสายตาของเรา เหมือนอย่างที่เราได้ทิ้งบรรดาพวกพี่น้องของเจ้า คือบรรดาเชื้อสายของเอฟราอิมทั้งหมดนั้น ' เยเรมีย์ 7:14-15พระเจ้าทรงประกาศว่า พระวิหารจะไม่ได้รับการยกเว้นจากการพิพากษา เช่นเดียวกับเมืองชิโลห์ในอดีต และยูดาห์ก็จะต้องเผชิญสิ่งเดียวกับอาณาจักรอิสราเอลเหนือหรือเชื้อสายของเอฟราอิม เพราะพวกเขาเลือกวางใจในสถานที่และพิธีกรรม มากกว่าที่จะวางใจและเชื่อฟังพระเจ้า พระธรรมตอนนี้จึงเตือนเราว่า อย่าวางใจในศาสนพิธีหรือกิจกรรมฝ่ายวิญญาณเพียงเพื่อทำให้ตนเองรู้สึกสบายใจ แต่ขอให้เราพึ่งพาพระคุณของพระเจ้าที่ทรงประทานแก่เราผ่านองค์พระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเรียกเราให้กลับใจและให้เราบังเกิดใหม่ในพระองค์'ถ้าอย่างนั้น เราจะว่าอย่างไร? เราจะอยู่ในบาปต่อไปเพื่อให้พระคุณเพิ่มทวีขึ้นหรือ? เปล่าเลย เราที่ตายต่อบาปแล้วจะมีชีวิตในบาปต่อไปได้อย่างไร? ' โรม 6:1-2พระคุณของพระเจ้าไม่ใช่ข้ออ้างให้เราอยู่กับความบาป แต่เป็นฤทธิ์อำนาจที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา ให้เราเกลียดความบาปและรักการเชื่อฟังพระเจ้ามากขึ้น ขอให้เรามาหาพระเจ้าด้วยใจที่กลับใจจริง ๆ ไม่ใช่มาเพื่อให้รู้สึกสบายใจ แล้วออกไปทำแบบเดิม ขอให้การนมัสการทุกครั้งจะทำให้เรารักพระเจ้ามากขึ้น เกลียดความบาปมากขึ้น และเราจะดำเนินชีวิตที่ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ในทุก ๆ วันวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่87 ) วิจารณญาณของคุณยังอยู่ดีไหม?(1)“คนสุขุมเห็นอันตรายและซ่อนตัวเสีย แต่คนรู้น้อยเดินเรื่อยไปและรับอันตรายนั้น” ~สุภาษิต 27:12 THSV11“The prudent see danger and take refuge, but the simple keep going and pay the penalty.” ~Proverbs 27:12 NIVในพระคัมภีร์บางฉบับคำแปล เขียนว่า“คนมีวิจารณญาณเห็นภัยอันตรายและหลบเข้าที่กำบัง ส่วนคนโง่เดินลุยต่อไปและต้องทุกข์ทนกับผลที่ตามมา” ~สุภาษิต 27:12 TNCVข้อพระคัมภีร์นี้สั้น แต่ลึกซึ้งและใช้ได้กับชีวิตทุกด้านมีความหมายน่าสนใจดังนี้“คนสุขุม” (Prudent) หรือ ”คนมีวิจารณญาณ“หมายถึงคนที่~มีปัญญา ~มองการณ์ไกล และ~รู้จักประเมินความเสี่ยงคนสุขุมมักถามก่อนที่จะลงมือทำอะไรว่า1).ถ้าทำแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้น?2).ถ้าเดินต่อไปจะมีผลเสียอะไร?3).ถ้าทำแล้ว พระเจ้าจะพอพระทัยหรือไม่?แน่นอนว่า คนมีวิจารณญาณ จะไม่รอให้อันตรายใดมาถึงตัวก่อนแล้วจึงจะค่อยคิดแก้ไข เขาจะวังตัวอยู่เสมอ“เห็นอันตราย”อันตรายในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “อุบัติเหตุ” เท่านั้นแต่อาจหมายรวมถึง~การเสพติด~การล่อลวงทางศีลธรรม~การทำความบาป~การมีมิตรสหายที่ไม่ดี~การสร้างหนี้สิน~การมีความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ~การมีความเย่อหยิ่ง~การตัดสินใจที่ผิด ฯลฯซึ่งคนมีปัญญามักจะมองเห็น “สัญญาณเตือน” เหล่านั้นก่อนเกิดวิกฤตเสมอ!“ซ่อนตัวเสีย”หมายถึง1).การหลีกเลี่ยง 2).การป้องกัน หรือ3).การถอยห่างออกมาไม่ใช่เพราะความขี้ขลาดแต่เป็นความฉลาดคนมีวิจารณญาณ จะรู้จักเลี่ยงหนีจากการเข้าไปเล่นกับไฟหรือรู้วิธีเอาตัวหลบออกห่างไปจากภัยอันตรายที่อยู่เบื้องหน้าเหมือนดังเช่น1).โยเซฟรีบวิ่งหนีจากภรรยาของโปทิฟาร์2).ดาวิดรีบหลบหนีไปจากซาอูล3).พระเยซูในบางครั้งก็ทรงหลีกออกจากฝูงชนที่ต้องการทำร้ายพระองค์ใช่ครับ บางครั้งชัยชนะเหนือความบาปที่ดีที่สุดก็คือ“การหนีไปให้ไกล” ไม่ใช่“การเข้าไปสู้!”ขอให้เราฟังคำเตือนสติที่ว่า“การหลีกเลี่ยงจากการทดลอง ไม่ใช่ความขี้ขลาด แต่เป็นรูปแบบหนึ่งของสติปัญญา”(Avoiding temptation is not cowardice;it is wisdom in action.)พี่น้องที่รัก เวลานี้ คุณกำลังคิด หรือกำลังทำอะไรอยู่ที่เป็นอันตรายต่อชีวิต การงาน หรือ การรับใช้ของคุณอยู่หรือเปล่า?ขอให้ตรวจเช็คดูให้ดีว่าวันนี้ วิจารณญาณ หรือ ความสุขุมของคุณ…ยังอยู่ดีไหม?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 26มิถุนายน2026(ตอนที่87ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี