Soul Food Podcasts

Follow Soul Food Podcasts
Share on
Copy link to clipboard

Podcasts สำหรับการเติมกำลังให้กับจิตวิญญาณของเรา

Soul Food Ministries


    • May 21, 2026 LATEST EPISODE
    • daily NEW EPISODES
    • 6m AVG DURATION
    • 1,782 EPISODES


    Search for episodes from Soul Food Podcasts with a specific topic:

    Latest episodes from Soul Food Podcasts

    พระธรรมนำชีวิต (Post 2) ตอน เห็นแล้วแต่ยังไม่เปลี่ยน Ep.1636

    Play Episode Listen Later May 21, 2026 6:07


    พระธรรมนำชีวิต (Post 2)ตอน เห็นแล้วแต่ยังไม่เปลี่ยน Ep.1636พระเจ้าทรงคาดหวังว่ายูดาห์จะกลับมาหาพระองค์ แต่ก็ไม่ ซึ่งพระเจ้าได้ปล่อยอิสราเอลพี่สาวด้วยหนังสือหย่า ซึ่งหมายถึงการพิพากษาและการตัดขาดความสัมพันธ์ในพันธสัญญาของพระเจ้า แต่ยูดาหืก็ไม่กลัว คำว่า ไม่กลัว ไม่ได้หมายถึงแค่ ไม่ตกใจกลัว แต่หมายถึง กาาไม่ความยำเกรง ไม่ใส่ใจ และไม่ตระหนักว่าพระเจ้าเอาจริงกับบาป'เพราะเห็นว่าการแพศยาของเธอยังเบาไป เธอก็ทำให้แผ่นดินโสโครก โดยไปล่วงประเวณีกับศิลาและต้นไม้ แม้เป็นอย่างนี้ทั้งสิ้น ยูดาห์น้องสาวที่ทรยศของเธอก็ไม่ได้หันกลับมาหาเราด้วยสุดใจ แต่แสร้งทำเป็นกลับมา” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 3:9-10อย่างที่ผมกล่าวไปในตอนต้นแล้วสมัยของโยสิยาห์ แม้จะมีการฟื้นฟูทำลายรูปเคารพ แต่พระเจ้าตรัสว่า “ยูดาห์…ไม่ได้หันกลับมาหาเราด้วยสุดใจ แต่แสร้งทำเป็นกลับมา” ชีวิตที่ดูดีภายนอก เหมือนมีการกลับใจ มีการฟื้นฟูฝ่ายวิญญาณ แต่ภายในใจยังไม่ยอมจำนนต่อพระเจ้า การกลับใจแบบนี้จึงเป็นเพียงภาพลักษณ์ภายนอก ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงชีวิตจากข้างในจริง ๆ 'อย่าลอกเลียนแบบอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบพระประสงค์ของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม ' โรม 12:2การเห็นผลของความบาปที่พี่น้องของเราต้องเผชิญแล้ว แต่เราก็ยังไม่กลับใจหันจากบาปนั้นคือ ความหน้าซื่อใจคด ซึ่งมีรากศัพท์หมายถึงนักแสดงด้วย เราอาจจะใช้ชีวิตแสร้งทำเป็นกลับใจ เพียงเพื่อสร้างเปลือก ภาพลักษณ์ภายนอกว่า เราดูดี แต่พระเจ้าทรงมองเห็นว่าใจของเรายอมจำนนพระองค์จริงหรือเปล่า วันนี้เรากำลังเรียนรู้จากบทเรียนที่พระเจ้าส่งมาเตือน หรือเรายังไม่รุ้สึกอะไรยังเดินไปสู่ความพินาศ ขอเราอย่าเพียงแค่เห็นบทเรียนจากคนอื่น แต่ขอให้เรากลับใจจริง ๆ ก่อนที่มันจะสายเกินไป เพราะคนที่ยังดื้อเดินในทางเดิม ทั้งที่รู้ความจริงแล้ว พวกเขากำลังหลอกตัวเองอยู่ วันนี้ถ้าพระเจ้ากำลังเตือนเราอยู่ อย่าปล่อยให้มีเพียงการการฟื้นฟูเป็นเพียงภาพลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ให้เรายอมรับพระองค์เข้ามาเปลี่ยนแปลงจิตใจภายในเพื่ออุปนิสัยของเราจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อรู้จักพระเจ้าและรู้จักพระทัยของพระองค์มากขึ้น เพื่อเราจะมีชีวิตใหม่จริง ๆ เพื่อเราจะรักและติดตามพระเจ้าด้วยสุดใจของเรานะครับ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ดีแค่เปลือกนอก Ep.1635

    Play Episode Listen Later May 20, 2026 5:19


    พระธรรมนำชีวิตตอน ดีแค่เปลือกนอก Ep.1635คริสเตียนเรียนรู้ที่จะสร้างภาพลักษณ์ภายนอกของจิตวิญญาณได้ดูดีแบบเนียนมาก ๆ เรามีคำอธิษฐานที่สวยหรู เรารู้ว่าท่าทีหรือคำพูดแบบไหนที่จะทำให้ผู้คนเห็นว่า เราถ่อมใจและน่านับถือ แม้ว่าเราจะหลอกผู้คนได้แต่เราหลอกพระเจ้าไม่ได้ พระเจ้าทรงสัพพัญญู พระองค์ทรงเห็นลึกลงไปที่หัวใจและวิถีชีวิตจริงของเรา เยเรมีย์ 3:4-5 คือภาพของประชากรที่ยังสองใจต่อพระเจ้า ปากเรียกพระเจ้าว่าเป็นผู้นำขอวชีวิต แต่ยังอยู่ในความบาปเหมือนเดิม ปากยังพูดเหมือนรักพระเจ้า แต่ไม่ยอมใจกลับละทิ้งสิ่งที่พระเจ้าเกลียดเลย'เจ้าเพิ่งจะเรียกเราไม่ใช่หรือว่า ‘พระบิดาของข้าพระองค์ พระองค์ทรงเป็นสหายในวัยเยาว์ของข้าพระองค์ พระองค์จะทรงพระพิโรธอยู่เป็นนิตย์หรือ? พระองค์จะกริ้วอยู่จนถึงที่สุดปลายหรือ?' นี่แน่ะ เจ้าลั่นวาจาแล้ว แต่เจ้าก็ยังทำความชั่วทุกอย่างซึ่งเจ้าทำได้” ' เยเรมีย์ 3:4-5ผมมองว่าคำตรัสนี้วสะท้อนอารมณ์เจ็บปวดและความเศร้าของพระเจ้า เจ้าเพิ่งเรียกเราว่า บิดาของข้าพระองค์ ทรงเป็นสหายในวัยเยาว์ คำว่า “สหาย” คำนี้มีความหมายว่า ผู้นำ เพื่อนสนิท และสามีผู้ดูแลปกป้อง แปลความว่า พวกเขายังพูดว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้า แต่ชีวิตจริงกลับตรงกันข้าม นักอธิบายพระคัมภีร์หลายท่านอธิบายว่า คนยูดาห์รู้ว่า พระเจ้าทรงเป็นความรักที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง และมีพระทัยเมตตา จึงอ้างถึงพระลักษณะของพระองค์ว่า “พระองค์จะทรงพระพิโรธตลอดไปหรือ?” ปัญหาคือ พวกเขาไม่ได้พูดด้วยหัวใจที่กลับใจจริง เพียงแค่หวังจะได้รับการยกโทษ แต่ยังไม่อยากเลิกทำบาป ฟังดูคุ้น ๆ ไหมครับ พระเจ้าจึงตอบเขาตรง ๆ ว่า “เจ้าลั่นวาจาแล้ว แต่เจ้าก็ยังทำความชั่วทุกอย่างซึ่งเจ้าทำได้” ปัญหาไม่ใช่เขาไม่รู้จักพระเจ้า พวกเขาพูดถึงพระเจ้าแต่ใจไม่ยอมเชื่อฟังทำตามสิ่งที่ปากบอกว่ารู้จัก คำว่า รู้จัก ไม่ได้หมายความว่ารู้แค่เพียงข้อมูล แต่หมายถึงความสัมพันธ์กับพระเจ้าที่เรารู้จัก พฤติกรรมคือเครื่องยืนยันว่า ชีวิตของเรามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าจริงเปล่า พวกเขาใช้ชีวิตสวนทางกับสิ่งที่พูด พวกเราบางคนอ่านแล้วอาจจะรู้สึกเฉย ๆ แต่ขอพวกเราสำรวจใจของเราว่า ตัวเองเป็นอย่างนี้หรือเปล่าที่ยังพยายามรักษาภาพลักษณ์ภายนอกให้คนนับถือ และชีวิตจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย พระเยซูตรัสไว้ใน'“ไม่ใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า' จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้ ' มัทธิว 7:21พระเยซูไม่ได้กำลังสอนว่า เรารอดด้วยการทำดี แต่กำลังเตือนว่า ชีวิตที่รู้จักพระเจ้าจริงจะเชื่อฟังและทำตามพระทัยของพระองค์ การเชื่อฟังทำตา ไม่ใช่เงื่อนไขที่เราจะรอดพ้นจากผลของกรรมบาป แต่การเชื่อฟังเป็นผลการยอมจำนนต่อพระเจ้า และเป็นผลของการที่เราเรียกพระองค์ว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า' 1 ซามูเอล 15:22 บอกว่า “การเชื่อฟังก็ดีกว่าเครื่องสัตวบูชา” พระเจ้าชอบชีวิตที่ยำเกรงและเชื่อฟังมากกว่าคำพยานที่สวยหรูแต่ไม่มีความจริงใจ พวกเราอาจยังใช้ชีวิตตามวิถีของคริสเตียน ยังเฝ้าเดี่ยว อธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ ยังไปร่วมนมัสการ ยังพูดเป็นพยานประกาศเรื่องพระเยซู แต่เรากลับปล่อยให้ความบาปอยู่ในชีวิตโดยไม่ยอมจัดการ ขอให้เราหยุดหลอกตัวเองด้วยท่าทีหรือกิจกรรมแบบนั้น เพราะพระเจ้าต้องการหัวใจที่รัก ยำเกรง เชื่อฟังพระองค์จริง ๆ หากพระวิญญาณของพระเจ้ากำลังเตือนเรา ขอเราอย่าดื้อกับพระองค์ แต่ขอให้เราถ่อมใจกลับมาหาพระเจ้า เพราะคนที่พระเจ้าทรงใช้ ไม่ใช่คนที่ท่าทีดีและพูดเพราะที่สุด แต่คือคนที่ยอมรัก ยำเกรงและเชื่อฟังพระเจ้าด้วยทั้งหมดของหัวใจวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่51) ข้าไม่สบายใจเลย!

    Play Episode Listen Later May 20, 2026 5:18


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่51)ข้าไม่สบายใจเลย!“ข้าไม่สบายใจเลย และข้าไม่สงบ ข้าไม่ได้หยุดพักแต่ความวุ่นวายได้มาหา””‭‭ ~โยบ‬ ‭3‬:‭26‬ ‭THSV11‬‬“I have no peace, no quietness; I have no rest, but only turmoil.””‭‭ ~Job‬ ‭3‬:‭26‬ ‭NIV‬‬คนที่อ่านพระคัมภีร์มา จะรู้ได้ในทันทีว่าพระคัมภีร์ข้อนี้เป็นเสียงร้องคร่ำครวญจากหัวใจอันเจ็บปวดของโยบ ในช่วงเวลาที่ชีวิตของท่านแตกสลายที่สุด หลังจากที่ท่านสูญเสียลูก ทรัพย์สิน สุขภาพ และกำลังเผชิญความทุกข์เดือดร้อนอย่างหนักท่านจึงกล่าวว่า“1.ข้าไม่สบายใจเลย( ข้าไม่มีสันติสุข)​ข้าไม่สงบ( ข้าไม่มีความสงบ)​ ข้าไม่ได้หยุดพัก (ข้าไม่ได้พักผ่อน)(มี)แต่ความวุ่นวาย(เท่านั้น)ได้มาหา!”~ โยบ 3:26ถ้อยคำสั้นๆ นี้สะท้อน ถึง“สภาพจิตใจของมนุษย์ในวันที่เจ็บปวดจนหมดแรง”ได้ชัดเจน!ความหมายของข้อความนี้คือ​ “ข้าไม่สบายใจเลย”~โยบกำลังกล่าวว่า ภายในใจของท่านไม่มีความโล่ง ไม่มีความเบา และไม่มีความสบายใจอีกแล้ว นี่คือสภาพของคนที่~แบกความทุกข์หนัก~คิดวนคิดซ้ำ~จิตใจเหนื่อยล้า ~มองไม่เห็นทางออกน่าสนใจ ที่พระคัมภีร์ไม่ได้ปิดบังความจริงว่า“แม้แต่คนของพระเจ้า ก็มีวันที่หัวใจพังทลายได้!”​ “ข้าไม่สงบ”~โยบกำลังพรรณนาว่า ไม่ใช่แค่ปัญหาภายนอกเท่านั้น แม้แต่ “สันติสุขภายใน” ของท่านก็หายไปด้วยจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้โยบเคยมีชีวิตมั่นคงแต่ตอนนี้ทุกอย่างมลายหายไปหลายครั้งมนุษย์ก็อาจไม่ได้ทุกข์เพราะเหตุการณ์เพียงอย่างเดียวแต่อาจทุกข์เพราะ “ใจไม่รู้จะยึดอะไรต่อไปอีกแล้ว!”​ “ข้าไม่ได้หยุดพัก”~โยบพูดสะท้อนความทุกข์อันต่อเนื่องในชีวิตของท่านออกมาว่าร่างกายของท่านแม้ทรมานแต่อาจพอนอนได้แต่จิตใจสิกลับพักไม่ได้เลย เพราะความกังวลยังทำงานอยู่ตลอดเวลาเป็นสภาพของคนที่ “เหนื่อยทั้งกายและใจ”จริงๆ​ “แต่ความวุ่นวายได้มาหา”~โยบไม่ได้เป็นคนแสวงหาความทุกข์แต่ความทุกข์ “ถาโถมเข้ามา”เองแบบไม่ยั้งชีวิตบางช่วงของเรา ก็อาจเป็นเช่นนั้นได้ นั่นคือ ปัญหามาเราโดยเราไม่ทันตั้งตัวจนเราเหมือนถูกคลื่นซัดกระหน่ำไม่หยุด สิ่งสำคัญที่พระธรรมโยบกำลังสอนเราก็คือพระเจ้าทรงอนุญาตให้มนุษย์พูดความจริงจากหัวใจโยบไม่ต้องแสร้งเข้มแข็ง โยบไม่ต้องพูดภาษาสวยงามทางศาสนาที่ฟังดูดีแต่ท่านสามารถพูดออกมาตรงๆได้เลยว่าท่าน“เจ็บปวด ทรมาน สับสน เหนื่อยล้า ไม่สงบและท้อ”พระเจ้ายังทรงฟังท่าน พระองค์ไม่ได้ต้องการ “คำพูดดี ฟังดูศักดิ์สิทธิ์”เท่ากับ “หัวใจจริง”ที่จริงใจและซื่อตรงต่อพระองค์น่ายินดี ที่พระธรรมโยบไม่ได้จบที่ความสิ้นหวัง!แม้ว่าโยบจะผ่านคืนวันที่มืดมน แต่สุดท้ายท่านก็ได้พัฒนาสัมพันธภาพกับพระเจ้าให้สนิทลึกซึ้งมากขึ้นกว่าเดิม จนนำพระพรมากมายมาสู่ท่านในภายหลังใช่แล้ว ความทุกข์ไม่ได้ทำลายท่านได้อย่างถาวรดังเจตนาของมารร้ายแต่กลับกลายมาเป็นโอกาสที่ทำให้ท่านเติบโตในศรัทธาและเรียนรู้ว่า“พระเจ้า ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความรักเมตตา ผู้ทรงพระชนม์อยู่พระเจ้ายังทรงฟังคำอธิษฐานของเราในทุกสถานการณ์ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงยังมีความหวังได้อยู่เสมอ แม้แต่ในคืนที่มืดมนที่สุดของชีวิต!”ดังนั้น พี่น้องที่รัก1.ให้เรายังชื่อมั่นคงในความรักมั่นคงดำรงเป็นนิตย์ของพระเจ้าเสมอไปแม้ในยามที่เราทุกข์2.ให้เรายืนหยัดอดทนด้วยความทรหดและความหวังใจว่าเราจะผ่านพ้นทุกวิกฤติชีวิตไปได้3.ให้เรามีใจเมตตาและพร้อมยืนหยัดเคียงข้างให้กำลังใจแก่คนที่กำลังทุกข์ยากอยู่ตรงหน้าเรา…จะดีไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 21พฤษภาคม2026(ตอนที่51ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่50) ความสุขจากการเป็นตัวของเราเอง!

    Play Episode Listen Later May 20, 2026 5:50


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่50)ความสุขจากการเป็นตัวของเราเอง!“ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์อย่างอัศจรรย์น่าครั่นคร้ามบรรดาพระราชกิจของพระองค์อัศจรรย์ ข้าพระองค์ทราบดี”‭ ~สดุดี 139:14‬‭ ‬“I praise you because I am fearfully and wonderfully made; your works are wonderful, I know that full well.”‭‭ ~Psalms‬ ‭139‬:‭14‬ ‭NIV‬‬มีคำกล่าวว่า“เมื่อเราเห็นคุณค่าของพระผู้สร้างเราจะเริ่มเห็นคุณค่าของตัวเอง”(When we see the value of the Creator, we will begin to see our own value.)เราควรเชื่อว่า พระเจ้าทรงสร้างเราอย่างมีคุณค่า!แล้วเราควรมีท่าทีอย่างไรต่อพระเจ้าและต่อการทรงสร้างของพระองค์?​เราควรมีใจขอบคุณพระเจ้าอยู่เสมอ“ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์“‭ ~สดุดี 139:14ก‬กษัตริย์ ดาวิดเริ่มต้นด้วย “การขอบพระคุณ”เพราะท่านตระหนักว่า ชีวิตของท่านไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากพระหัตถ์ของพระเจ้าเราในวันนี้ ก็สมควรขอบคุณพระเจ้าด้วยเช่นกันที่พระองค์ทรงสร้างชีวิตของเราอย่าง “มีคุณค่า”ไม่ว่าเราจะคิด จะรู้สึกอย่างไร เช่น รู้สึกไปเองว่าตัวเองด้อยค่า ไม่สมบูรณ์ หรือแตกต่างจากคนอื่นแต่ในสายพระเนตรของพระเจ้า เราคือผลงาน“ล้ำค่า”ที่พระองค์ทรงตั้งใจสร้างขึ้นด้วยความรักเราจึงสมควรที่จะขอบพระคุณแทนการกังวลบ่นว่า!​เราควรอัศจรรย์ใจกับการที่พระเจ้าทรงสร้างเรา“เพราะพระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์อย่างอัศจรรย์น่าครั่นคร้าม”‭ ~สดุดี 139:14ข‬คำว่า “อัศจรรย์น่าครั่นคร้าม” หมายถึง1).ซับซ้อนเกินมนุษย์จะสร้างขึ้นเองได้2).งดงามและเต็มด้วยสติปัญญา3).น่าเกรงขามในการทรงสร้างของพระเจ้าใช่ครับ ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ บุคลิก และชีวิตของเราแต่ละคน ล้วนสะท้อนถึงพระปัญญาและฤทธาของพระเจ้าแม้แต่สิ่งเล็กๆ อาทิ~หัวใจที่เต้นเอง~สมองที่คิดและจดจำ~จิตใจที่รักใคร่~ตาที่มองเห็น หูที่ได้ยิน และจมูกที่ได้กลิ่น ฯลฯทั้งหมดนี้ล้วนเป็น “พระราชกิจอันอัศจรรย์” น่าครั่นคร้ามในการทรงสร้างเราทั้งสิ้น​เราควรยอมรับว่าเราไม่อาจเข้าใจในพระราชกิจของพระเจ้าได้หมดสิ้น“บรรดาพระราชกิจของพระองค์อัศจรรย์”‭ ~สดุดี 139:14ค‬เราไม่อาจเข้าใจพระเจ้า และสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงสร้าง(และไม่เข้าใจตัวของเราเองทั้งหมดเลย) รวมทั้งไม่เข้าใจพระราชกิจทั้งสิ้นที่พระองค์กระทำแต่พระองค์ทรงทราบที่มาที่ไปของสิ่งทั้งปวง และทรงรู้จักเราตั้งแต่ก่อนเราเกิดพระองค์ทรงเห็นเรา ตั้งแต่เราอยู่ในครรภ์มารดา จนถึงวันเวลาของเราในอนาคต​เราควรรู้และเป็นพยานได้ดีจากประสบการณ์ชีวิตของเรา“ข้าพระองค์ทราบดี”‭~สดุดี 139:14ง‬พระเจ้าทรง “รู้จัก” และ “ใส่ใจ” ชีวิตเราอย่างลึกซึ้งเหมือนกับกษัตริย์ดาวิด เราก็รู้เรื่องนี้ดีจาก “ประสบการณ์”ที่เราติดตามพระเจ้ามาเช่นกัน ผ่าน ความกลัว ความผิดพลาด การถูกปฏิเสธ และการต่อสู้ต่างๆในชีวิตฯลฯแต่ยิ่งเราเดินกับพระเจ้าใกล้ชิดมากขึ้นเท่าไร เราก็ยิ่งมั่นใจว่า“พระเจ้าทรงแสนอัศจรรย์ และการทรงสร้างของพระองค์ก็น่าครั่นคร้ามยิ่งนัก”ดังนั้น พี่น้องที่รัก​ขออย่าให้ตัวตนของเราถูกกำหนดโดย คำพูด การเปรียบเทียบ การตัดสินของตัวเองหรือของผู้อื่น หรือโดยความล้มเหลวในอดีต​ขอให้เรามีความสุขและความชื่นชมยินดี ที่เราถูกกำหนดและถูกสร้างขึ้นอย่างอัศจรรย์ด้วยความใส่พระทัยขององค์พระผู้สร้าง​ขอให้เราบอกกับตัวเองและคนอื่นว่า 1).พวกเราล้วนมีคุณค่า 2).พวกเราไม่ใช่อุบัติเหตุของโลกนี้ เพราะพระเจ้าก.ทรงสร้างพวกเรา และข.ทรงรู้จักพวกเราลึกซึ้งยิ่งกว่าผู้ใดแม้แต่ความแตกต่างบางอย่างในตัวของเรา ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งในพระประสงค์พระเจ้า ด้วยเหตุนี้ “ยามใดที่เรายอมรับตัวตนของเราตามที่พระเจ้าทรงสร้างยามนั้น คือจุดเริ่มต้นของสันติสุขภายในตัวเรา!”ขอให้จดจำไว้เสมอว่า“พระเจ้าไม่ได้สร้างคุณมาเพื่อเป็นสำเนาของผู้ใดแต่พระองค์ทรงสร้างคุณมาเป็นต้นฉบับ อย่างตั้งพระทัยและอย่างน่าอัศจรรย์ใจ!”(God did not create you to be a copy of anyone else, but He created you to be an original intentionally and wonderfully.)ดังนั้น จากวันนี้เป็นต้นไป ขอให้เรามีความสุขจากการเป็นตัวของเราเอง!…จะดีไหม?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 20พฤษภาคม2026(ตอนที่50ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ได้ยินไหม? Ep.1634

    Play Episode Listen Later May 19, 2026 5:08


    พระธรรมนำชีวิตตอน ได้ยินไหม? Ep.1634สัญชาตญาณที่อยู่ในตัวของมนุษย์ คือเรามักจะหาที่พึ่งที่คิดว่าช่วยเราได้ บางครั้งเราพึ่งพาเงิน พึ่งพาอำนาจ หรือพึ่งพาเส้นสาย โดยคิดว่าสิ่งเหล่านั้นจะช่วยให้เรามั่นคงอุดมสมบูรณ์ แต่ความจริงแล้ว ถ้าเรายิ่งวิ่งหาโลกมากเท่าไร เรายิ่งพบกับความแห้งแล้งในชีวิตฝ่ายวิญญาณมากขึ้น เยเรมีย์ 3:2-3 เปิดเผยสภาพหัวใจของประชากรของพระเจ้า ที่ไม่ได้เพียงหลงผิด แต่กำลังจงใจวิ่งเข้าหาพระอื่น แม้จะมีเสียงเตือนและการตีสอนแล้ว พวกเขาก็ไม่หยุด เพราะพวกเขาทำผิดจนไม่รู้สึกอายอีกต่อไปแล้ว'“จงแหงนหน้าขึ้นสู่บรรดาที่สูงโล่งนั้น และดูสิ ที่ไหนบ้างที่เจ้าไม่มีคนมานอนด้วย? เจ้าได้นั่งคอยคนรักของเจ้าอยู่ริมทางอย่างคนเร่ร่อนในถิ่นทุรกันดาร เจ้าได้ทำให้แผ่นดินโสโครก ด้วยการแพศยาอย่างชั่วร้ายของเจ้า เพราะฉะนั้น ฝนจึงถูกระงับเสีย และฝนปลายฤดูจึงขาดไป แต่เจ้ามีหน้าผากของหญิงแพศยา เจ้าปฏิเสธไม่ยอมอาย ' เยเรมีย์ 3:2-3“ที่สูงโล่ง” ตรงนี้หมายถึงสถานที่นมัสการรูปเคารพ โดยเฉพาะการนมัสการพระบาอัลซึ่งเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางเพศจริง ๆ คนคานาอันเชื่อว่า พิธีนมัสการด้วยการร่วมเพศจะช่วยนำความอุดมสมบูรณ์แผ่นดินของเขา พระเจ้าจึงเปรียบประชากรของพระองค์เหมือนหญิงแพศยาที่นั่งดักรอแขกอยู่ริมทาง นี่ไม่ใช่ภาพของการเผลอล้ม แต่คือคนที่ตั้งใจรอคอยบาปอย่างจดจ่อ คำว่า “อย่างคนเร่ร่อนในถิ่นทุรกันดาร” ภาพนี้เหมือนโจรที่กำลังดักปล้น ซุ่มรอเหยื่ออยู่ข้างทาง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการหันหลังให้พระเจ้า พระบาอัลที่พวกเขาไปนมัสการนั้น ถูกเรียกว่าเป็นเทพแห่งฝนและความอุดมสมบูรณ์ ประชาชนหวังว่า การติดตามพระบาอัลจะทำให้ชีวิตของพวกเขาสมบูรณ์มั่นคง แต่พระองค์ทรงสำแดงว่า พระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงครอบครองทุกอย่าง และเป็นผู้อวยพรให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้น “ฝนจึงถูกระงับเสีย และฝนปลายฤดูจึงขาดไป” พระเจ้าทรงทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความคาดหวังของพวกเขา นี่กำลังบอกว่า รูปเคารพที่พวกเขาวิ่งไปหา ไม่มีอำนาจควบคุมชีวิตได้จริง พวกเรามนุษย์ก็ยังเหมือนเดิม เราวิ่งหาความมั่นคงจากเงิน จากความสำเร็จ หรือคอนเนคชันความสัมพันธ์ต่าง ๆ เราวิ่งหาเพราะเร่คิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเติมเต็มชีวิตของเราได้ สุดท้ายเราจะพบเพียงความว่างเปล่า เพราะเราไม่สามารถสะสมอะไรในโลกนิรันดร์กาลของพระเจ้าได้ในข้อ 3 คือ “เจ้ามีหน้าผากของหญิงแพศยา เจ้าปฏิเสธไม่ยอมอาย” ตอนนี้ประชากรของพระเจ้าทำบาปจนไม่รู้สึกผิดอีกต่อไป บาปที่ทำซ้ำ ๆโดยไม่กลับใจ จะค่อย ๆ ทำให้ความรู้สึกผิดในชีวิตค่อย ๆ หมดไป ชีวิตฝ่ายวิญญาณของคนเราก็เช่นกัน หากเราปล่อยให้ความบาปเล็ก ๆ อยู่ในใจโดยไม่จัดการ วันหนึ่งเราจะชินกับมัน ความรู้สึกผิดและเสียงของพระเจ้าจะค่อย ๆ เบาลงจนเราไม่ได้ยินเลย'จงแสวงหาพระยาห์เวห์ ขณะที่จะพบพระองค์ได้ จงทูลพระองค์ ขณะที่พระองค์ทรงอยู่ใกล้ ' อิสยาห์ 55:6พระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่งอยู่ความอุดมสมบูรณ์ ฤดูกาลต่าง ๆ ความมั่นคงในชีวิต ไม่มีสิ่งใดที่มาแทนพระเจ้าได้จริง ๆ อย่าปล่อยให้เสียงของโลก และวิธีการของโลก ทำให้เสียงของพระเจ้าเบาลงในชีวิตของเรา วันที่หัวใจของเราไม่รู้สึกผิดอีกต่อไป ไม่ใช่สัญญาณของอิสรภาพ แต่นั่นคือสัญญาณว่า ชีวิตของเรากำลังห่างจากพระเจ้ามากขึ้นทุกที วันนี้ถ้าเรายังได้ยินเสียงเตือนของพระเจ้าอยู่ นั่นคือพระคุณของพระเจ้า ขอให้เราหยุดวิ่งตามสิ่งที่โลกกำลังเสนอให้ แล้วกลับมาพึ่งพาพระเจ้าผู้ทรงครอบครองอยู่เหนือทุกสิ่ง เพราะมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่เติมเต็มหัวใจและเป็นผู้ประทานความมั่นคงสมบูรณ์ได้อย่างแท้จริงวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่49) ผิดตรงไหนที่จะกระตือรือร้น?(2)

    Play Episode Listen Later May 18, 2026 5:36


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่49)ผิดตรงไหนที่จะกระตือรือร้น?(2)“สิ่งที่จำเป็นนั้นมีเพียงสิ่งเดียว และมารีย์ก็เลือกเอาส่วนที่ดีนั้นใครจะชิงเอาไปจากเธอไม่ได้””‭‭ ~ลูกา‬ ‭10‬:‭42‬ ‭THSV11‬‬“but few things are needed—or indeed only one. Mary has chosen what is better, and it will not be taken away from her.””‭‭ ~Luke‬ ‭10‬:‭42‬ ‭NIV‬‬เราได้รับคำตอบไปแล้วว่าความกระตือรือร้น ทั้งใน​การรับใช้ และ​การฟังพระวจนะของพระเจ้าล้วนเป็นสิ่งดี!แต่เราได้รับคำเตือนเช่นกันว่า​อย่าให้เรายิ่งรับใช้ กลับยิ่งห่างไกลไป1).จากพระเจ้า และ2).จากคนอื่นๆที่ร่วมรับใช้ด้วยกัน หรือ ​อย่าให้ยิ่งฟังยิ่งเรียนพระคัมภีร์มากแล้ว กลับยิ่งทำให้เราห่างไกลจากพี่น้อง1).เอาแต่วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คนอื่น หรือ2).เอาแต่แยกตัวไม่ร่วมรับใช้พระเจ้ากับพี่น้องคนอื่นๆเลยเราต้องตระหนักไว้เสมอว่า พระเจ้าทรงปรารถนา“หัวใจที่ใกล้ชิด(กับพระเจ้าและพี่น้อง)” มากกว่า“กิจกรรมมากมาย”(รวมทั้งกิจกรรมศาสนาหรือพันธกิจฝ่ายจิตวิญญาณต่างๆ)ที่ทำให้คนไกลห่างจากกันเราควรมีเวลาติดสนิทพระเจ้าและใกล้ชิดพระเยซูคริสต์ ในแต่ละวันที่ทำให้เรารักพระเจ้าและรักพี่น้องของเรามากขึ้น ในพระธรรม ลูกา10:38-42 ตอนนี้​มารธา ~“วุ่นวาย” แต่​มารีย์~ “สงบ”ทั้งๆที่ทั้งสองอยู่บ้านเดียวกันและกำลังอยู่ต่อหน้าพระเยซูเหมือนกัน1).คนหนึ่งจดจ่อกับ“งาน (ปรนนิบัติ)”แต่2).อีกคนจดจ่อกับ“พระองค์(ฟังพระวจนะ)“มารธาไม่ได้ผิดที่ “การรับใช้”พระเยซูไม่ได้ตำหนิการรับใช้ เพราะการปรนนิบัติแขกเป็นสิ่งดี และเป็นการแสดงความรักปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “งาน”(ปรนนิบัติ)แต่อยู่ที่ “หัวใจที่วุ่นวาย”ของมารธา ในขณะที่รับใช้พระเยซูจึงตรัสว่า“เธอกระวนกระวายและร้อนใจหลายอย่างเหลือเกิน!”คำว่า “กระวนกระวาย” นี้หมายถึง“จิตใจไม่สงบ ถูกดึงไปหลายทางและเต็มไปด้วยความกดดัน”น่าเสียดายที่มารธาเริ่มต้นจากการรับใช้ด้วยความรักแต่สุดท้ายกลายเป็น“ความกดดัน การเปรียบเทียบ ความน้อยใจ และลงเอยด้วยความหงุดหงิดต่อทั้งพระเยซูและมารีย์น้องสาวของเธอ”นี่เป็นสิ่งที่ผู้เชื่อและผู้นำ หรือผู้รับใช้จำนวนมากกำลังเผชิญอยู่เช่นกันนั่นคือต่างก็กระตือรือร้น “ทำงานเพื่อพระเจ้า” มากจนไม่มีเวลา “อยู่กับพระเจ้า”แต่ยิ่งทำเพื่อพระเจ้ามากเท่าไร ก็ยิ่งห่างไกลจากพระทัยของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น!ในพระธรรมข้อนี้ พรรณนาว่ามารีย์เลือก “ส่วนที่ดีที่สุด!”มารีย์เลือกหยุดทุกอย่าง เพื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยซูเธอเลือก“ความสัมพันธ์”ก่อน“การทำงาน” ซึ่งก็ตรงกับพระทัยของพระเจ้าเพราะพระเยซูไม่ได้ต้องการ “การทำงาน” ของเรา(และใจมีปัญหากับพระองค์หรือพี่น้อง)มากกว่า“หัวใจ”ของเรา(ที่ถ่อมลงต่อพระองค์และต่อพี่น้องคนอื่นๆ)เราต้องระวัง เพราะว่าการรับใช้ที่ไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีสุดท้ายจะนำไปสู่ความเหนื่อยล้าฝ่ายจิตวิญญาณและความแตกสลายในสัมพันธภาพพระเยซูตรัสว่า“สิ่งที่จำเป็นนั้นมีเพียงสิ่งเดียว!”นี่ไม่ได้หมายความว่าชีวิตนี้ไม่มีเรื่องอื่นๆที่เราต้องทำแต่พระองค์กำลังบอกเราว่า มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นๆก็คือ“การอยู่ใกล้พระองค์อย่างอบอุ่นและฟังพระวจนะของพระองค์อย่างเป็นสุข!”(ไม่ใช่จมอยู่กับงาน พันธกิจ ปัญหา ความกังวล หรือความขัดแย้ง)พระเยซูไม่ได้ดุหรือดูหมิ่นสิ่งที่มารธากระทำแต่ทรงเห็นใจในความเหนื่อยลึกๆ ของนางใช่ครับ พระองค์ทรงสนใจ “สภาพจิตใจ” ของเรามากกว่า“ความสมบูรณ์แบบ”ในของงานที่เราทำเพื่อพระองค์ดังนั้น พี่น้องที่รักขอย้ำเตือนอีกครั้งถึงสิ่งสำคัญยิ่งในชีวิตของเรานั่นคืออย่าให้ความกระตือรือร้นในการรับใช้มากจนมันแทนที่ความสัมพันธ์ ระหว่าง1.เรากับพระเจ้า และ2.เรากับพี่น้องของเราพระเจ้าทรงประสงค์หัวใจที่ใกล้ชิด มากกว่ากิจกรรมหรืองานรับใช้มากมายที่ทำให้เราห่างเหินกัน!ความชื่นชมยินดีและกำลังฝ่ายวิญญาณของเราเกิดจาก“การอยู่กับพระองค์และพี่น้อง”ของเรา!แม้งานรับใช้จะสำคัญ แต่การอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์นั้นสำคัญกว่า“ความสัมพันธ์”ต้องมาก่อน“การสร้างผลงาน”!และ“การฟังพระวจนะอย่างตั้งใจ”คือส่วนที่ดีที่สุดในความสัมพันธ์นั้นดังนั้น อย่าให้ใคร หรือ อะไรมา“แย่งส่วนที่ดีนั้นไปจากเราได้!”…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 19พฤษภาคม2026(ตอนที่49ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน พระคุณอยู่เหนือกฎเกณฑ์ Ep.1633

    Play Episode Listen Later May 18, 2026 4:21


    พระธรรมนำชีวิตตอน พระคุณอยู่เหนือกฎเกณฑ์ Ep.1633ชีวิตที่ละทิ้งพระเจ้าไม่ได้เริ่มในวันเดียว แต่เป็นเพราะเราค่อย ๆ ปล่อยหัวใจให้ห่างออกไป แต่ในขณะเดียวกัน เราเองยังคงรักษาภาพลักษณ์ภายนอกยังอธิษฐาน ยังมาคริสตจักร ยังเรียกพระเจ้าว่า พระบิดา แต่ความจริงแล้ว เรากำลังวิ่งหาสิ่งอื่นมาแทนพระองค์ เยเรมีย์ 3 บริบทประวัติศาสตร์ของพระธรรมตอนนี้ อยู่ในช่วงการฟื้นฟูครั้งใหญ่ของกษัตริย์โยสิยาห์ ตรงกับ 2 พงศ์กษัตริย์ 23 ภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย รูปเคารพถูกทลาย แต่หัวใจของผู้ตามกลับไม่ได้ยอมเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ปากของพวกเขาเรียกหาพระเจ้า แต่ใจกลับคุ้นชินกับความบาปไปแล้ว'“ถ้าชายใดหย่าภรรยาของตน และเธอก็ไปจากเขาเสีย และไปเป็นภรรยาของชายอีกคนหนึ่ง เขาจะกลับไปหาเธอหรือ? แผ่นดินนั้นจะไม่โสโครกมากมายหรือ? เจ้าได้เล่นชู้กับคนรักหลายคนแล้ว และเจ้าจะกลับมาหาเราหรือ?” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 3:1กฎนี้ถูกยกมาจากเฉลยธรรมบัญัญติ 24 ว่าคนที่หย่ากับภรรยาแล้ว หากภรรยาไปแต่งงานกับคนอื่นแล้ว หากสามีใหม่เสียชีวิต สามีเก่าไม่มีสิทธิ์จะรับนางกลับไปเป็นภรรยาได้อีก คำว่า หย่า ในบริบทของตรงนี้ กำลังหมายถึง ส่งออกไป เป็นการ การตัดขาดความสัมพันธ์ ซึ่งสำนวนในภาษาเดิมให้ภาพว่าเป็นการ การตัดขาดความสัมพันธ์อย่างสิ้นเชิง ไม่มีทางที่ฟื้นฟูกลับมาได้อีกเลย แต่ในข้อความว่า ”และเจ้าจะกลับมาหาเราหรือ?” ในภาษาเดิมถ้าแปลแบบคำต่อคำแปลว่า "แล้วจงกลับมาหาเราเถิด" พระเจ้าทรงเปิดเผยให้เห็นพระคุณของพระเจ้า แม้ว่าตามกฎเกณฑ์แล้วจะเป็นไปไม่ได้ที่จะกลับมาหาพระเจ้า แต่พระคุณของพระเจ้าก็ยังเรียกร้องให้เรากลับใจหันมาหาพระองค์ พระคุณนั้นยังมีมาถึงเราผ่านการเชื่อและวางใจในพระเยซู'เมื่อมีธรรมบัญญัติ ก็ทำให้มีการละเมิดธรรมบัญญัติปรากฏมากขึ้น แต่ที่ไหนมีบาปปรากฏมากขึ้น ที่นั้นพระคุณก็จะไพบูลย์ยิ่งขึ้น ' โรม 5:20ข้อความนี้ พระคุณไม่ได้เปิดโอกาสให้เราทำบาปมากขึ้น แต่เปิดทางให้คนบาปกลับใจและกลับมาหาพระเจ้า ในขณะที่กฎเกณฑ์และธรรมบัญญัติบอกว่าหมดสิทธิ์ เป็นไปไม่ได้แล้ว แต่พระเจ้าทรงหักข้อจำกัดนั้นด้วยพระคุณของพระองค์ พระเจ้าไม่ได้ไล่ส่ง แต่ทรงเรียกให้ประชากรของพระองค์ที่ทำตัวเหลวแหลกให้กลับใจหันมาหาพระองค์ พระคุณของพระเจ้าที่มาถึงเรานั้นอยู่เหนือเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ของมนุษย์ได้เพราะพระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขน เพื่อจ่ายราคาความบาปของบาปแทนเรา เพื่อให้คนที่หมดสิทธิ์แล้วอย่างเรา ได้กลับมาหาพระเจ้าอีกครั้ง อย่าปล่อยให้ภาพลักษณ์ภายนอกมาหลอกลงเร่ว่า เรายังโอเค ในขณะที่ลึก ๆ เราก็รู้ตัวว่าชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรานั้นเหลวแหลกจนไม่สมควรจะได้รับการอภัย ขอเราอย่าหมดหวัง เพราะพระคุณของพระเจ้าที่มาถึงเราทางพระเยซูคริสต์ยิ่งใหญ่กว่าความล้มเหลวของเรา ขอเพียงเราถอดหน้ากากออก กลับใจแล้วเดินกลับมาหาพระคุณของพระเจ้าที่มาถึงเราทางพระเยซูคริสต์นะครับ พระองค์ยังคงรอเราอยู่วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่48) ผิดตรงไหนที่จะกระตือรือร้น?

    Play Episode Listen Later May 17, 2026 5:12


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่48)ผิดตรงไหนที่จะกระตือรือร้น?“แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบนางว่า“มารธา มารธาเอ๋ย เธอกระวนกระวายและร้อนใจหลายอย่างเหลือเกิน”‭‭ -ลูกา‬ ‭10‬:‭41‬ ‭THSV11‬‬““Martha, Martha,” the Lord answered,“you are worried and upset about many things,”‭‭ ~Luke‬ ‭10‬:‭41‬ ‭NIV‬‬เราควรกระคือรือร้น แต่เราไม่ควรกระวนกระวายจนเกินไป!​กระตือรือร้น (Enthusiastic / Eager) หมายความว่า“ มีความสนใจ ใส่ใจ อยากรู้อยากเห็น และขวนขวายที่จะทำสิ่งนั้นด้วยความเต็มใจ ออกอาการ ดูมีพลังงาน ตื่นตัว ตั้งใจเรียนรู้หรือลงมือทำ” 2. กระวนกระวาย (Anxious / Restless / Nervous) หมายความว่า “มีอาการร้อนใจ วุ่นวายใจ ไม่เป็นสุข หรือรู้สึกกังวลกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อยู่ไม่นิ่ง กระสับกระส่าย รอคอยไม่ได้ หรืองานบางอย่างกดดันจนทำให้เครียด”ทั้งสองคำนี้เป็นคำที่สื่อถึง"สภาวะที่มีการเคลื่อนไหวหรือใช้อารมณ์สูงกว่าปกติ" แต่มีความหมายและจุดประสงค์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง! ในพระคัมภีร์มีเรื่องหนึ่งเล่าว่า​พระเยซูกับพวกสาวกเดินทางไปด้วยกัน​พระเยซูทรงเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ​ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อมารธาต้อนรับพระองค์เข้าไปพักที่บ้านของนาง 4.มารธามีน้องสาวชื่อมารีย์​มารีย์ก็นั่งอยู่ใกล้พระบาทของพระเยซูคอยฟังถ้อยคำของพระองค์ แต่​มารธาวุ่นวายอย่างมากกับการปรนนิบัติ ​มารธามาทูลพระเยซูว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ไม่สนพระทัยหรือที่น้องสาวของข้าพระองค์ปล่อยให้ข้าพระองค์ปรนนิบัติอยู่คนเดียว? ขอพระองค์สั่งน้องให้มาช่วยข้าพระองค์ด้วย” แต่​พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบนางว่า “มารธา มารธาเอ๋ย เธอกระวนกระวายและร้อนใจหลายอย่างเหลือเกินสิ่งที่จำเป็นนั้นมีเพียงสิ่งเดียว และมารีย์ก็เลือกเอาส่วนที่ดีนั้น ใครจะชิงเอาไปจากเธอไม่ได้””‭‭ ~ลูกา‬ ‭10‬:‭38‬-‭42‬ ‭THSV11‬‬พระคัมภีร์ตอนนี้ชี้ให้เห็นความกระตือรือร้นของ2พี่น้องที่ชื่อ ​มารธา และ​มาเรีย์ นั่นคือ1).มารธากระตือรือร้นในการปรนนิบัติพระเยซู2).มารีย์กระตือรือร้นในการฟังถ้อยคำของพระเยซู…หากจะถามว่า ใครถูกใครผิด คุณจะตอบว่าอย่างไร?ถ้าบอกว่าผิด คุณจะอธิบายอย่างไร?​การกระตือรือร้นในการปรนนิบัติรับใช้ผิดตรงไหน? และ​การกระตือรือร้นในการฟังถ้อยคำของพระเยซูผิดตรงไหน?อย่างไรก็ตาม เมื่อดูโดยรวม นักวิชาการพระคัมภีร์ต่างเห็นตรงกันว่า สิ่งที่ทั้ง2กระทำแล้วแต่มีคุณค่าและมีความหมายทั้งนั้นเพียงแต่ ส่วนใหญ่พิจารณาตัดสินจากเรื่องน้ำหนักของ “ลำดับความสำคัญของชีวิตฝ่ายวิญญาณ” ระหว่าง 1).การทำเพื่อพระเจ้า กับ 2).การอยู่กับพระเจ้าในเรื่องนี้ มารธาและมารีย์ ทั้งสองต่างรักพระเยซูเหมือนกัน อย่างไรก็ตามทั้ง2 แสดงความกระตือรือร้นออกมาต่างกันดังนี้​มารธา ~“ยุ่งอยู่กับการปรนนิบัติ” -เพราะรักพระเยซู​มารีย์ ~“นั่งฟังพระวจนะใกล้พระบาทพระเยซู” -เพราะรักพระเยซูเช่นกันปัญหา คือ ความกระตือรือร้นของมารธาทำให้เธอ เริ่มเหนื่อย เครียด มีอาการร้อนใจ วุ่นวายใจ ไม่เป็นสุข หรือรู้สึกกังวล อยู่ไม่นิ่ง กระสับกระส่าย รอคอยไม่ได้ จึงน้อยใจไปฟ้องพระเยซูว่ามารีย์ปล่อยให้ตัวเธอทำงานปรนนิบัติอยู่คนเดียวแต่พระเยซูตรัสตอบมารธาว่า“สิ่งที่จำเป็นนั้นมีเพียงสิ่งเดียว และมารีย์ก็เลือกเอาส่วนที่ดีนั้น!”อะไรคือส่วนที่ดีนั้น?พี่น้องที่รัก ส่วนที่ดีที่พระเจ้าทรงประสงค์จากเราเป็นอันดับแรกคือการใช้เวลาอยู่กับพระองค์ โดยมุ่งเน้น1.สร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อพระเจ้า~เป็นอันดับแรก และ2.รักษาความสัมพันธ์ที่มีสุขกับคนอื่นๆ(ที่อยู่ด้วย)~เป็นอันดับต่อไปขอให้เราจดจำไว้ว่าพระเจ้าไม่ทรงประสงค์ให้เรากระตือรือร้นจนการรับใช้ของเรามา1).แทนที่ หรือ2).ทำลาย ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง เรากับพระเจ้าเพราะความกระตือรือร้นอย่างนั้น ไม่ใช่ความกระตือรือร้นอย่างที่พระเจ้าทรงประสงค์!…คุณเห็นด้วยไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 18พฤษภาคม2026(ตอนที่48ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน วางในใจอะไรอยู่? Ep.1632

    Play Episode Listen Later May 17, 2026 3:48


    พระธรรมนำชีวิตตอน วางในใจอะไรอยู่? Ep.1632มนุษย์ทุกคนต้องมีที่พึ่งบางอย่างในชีวิต คำถามคือ เรากำลังพึ่งพาอะไรอยู่ เงิน ความสามารถ คอนเนกชันหรือความสัมพันธ์ เยเรมีย์ 2:37ข กำลังเตือนเราว่า สิ่งใดก็ตามที่เขาไว้วางใจแทนพระเจ้า สุดท้ายสิ่งนั้นจะทำให้เราผิดหวัง เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงพอจะรองรับความหวังสูงสุดของชีวิตมนุษย์ได้ นอกจากพระเจ้าเพียงผู้เดียว‘…เพราะพระยาห์เวห์ทรงปฏิเสธคนเหล่านั้นที่เจ้าไว้วางใจ เจ้าจะไม่เจริญขึ้นด้วยความช่วยเหลือจากพวกเขา”' เยเรมีย์ 2:37ขบริบทของข้อนี้คือ ยูดาห์กำลังวิ่งหาความช่วยเหลือจากอียิปต์และประเทศมหาอำนาจรอบด้าน เพราะหวาดกลัวบาบิโลน เขาไม่ได้วิ่งไปหาอียิปต์เพราะรักอียิปต์ แต่เพราะความกลัวทำให้เขาต้องหาบางสิ่งที่จับต้องได้ มนุษย์เราก็มักเป็นแบบนั้น เมื่ออยู่ในความกลัว เราจะเริ่มวิ่งหาสิ่งอื่นมาเป็นหลักประกันในชีวิต เพราะเราจะคิดว่าสิ่งเหล่านั้นจะช่วยเรารอดจากความกลัวได้      แต่พระเจ้าตรัสชัดเจนว่า “พระยาห์เวห์ทรงปฏิเสธคนเหล่านั้นที่เจ้าไว้วางใจ” คำว่า “ปฏิเสธ” มีความหมายแรงถึงกับปัดทิ้ง หรือไม่ยอมรับ พระเจ้ากำลังบอกยูดาห์ว่า สิ่งที่พวกเขาหวังนั้นไม่สามารถช่วยพวกเขาได้จริง ต่อให้สิ่งเหล่านั้นดูยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่ก็ไม่สามารถแทนที่พระเจ้า ที่ช่วยชีวิตเหลือพวกเขาได้จริง ๆ ถ้าพระเจ้าไม่ทรงอนุญาต ก็ไม่มีสิ่งใดช่วยได้ พระเจ้าจึงสรุปว่า “เจ้าจะไม่เจริญขึ้นด้วยความช่วยเหลือจากพวกเขา” คำว่า “เจริญขึ้น” ไม่ได้หมายถึงแค่รอดพ้นปัญหาชั่วคราว แต่กำลังหมายถึงความมั่นคง ความสำเร็จ และชีวิตที่ไปต่อด้วยพระพรและความสุขจากพระเจ้า ต่อให้มนุษย์ช่วยได้ เราก็จะผ่านไปได้แค่เพียงบางสถานการณ์ เพราะไม่มีความช่วยเหลือใด ๆ ในโลกที่จะมาแทนที่พระเจ้าได้'บ้างก็โอ้อวดเรื่องรถรบ บ้างก็เรื่องม้าศึก แต่พวกเราอวดเรื่องพระนามพระยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเรา ' สดุดี 20:7ในวันที่ต้องเผชิญหน้ากับความกลัว ปัญหานั้นจะเปิดเผยว่า ชีวิตเราสร้างอยู่บนอะไร บนทรายที่อาจจะดูดีในวันที่อากาศปกติ แต่เมื่อพายุมาก็พังทลายลงทันที หรือเราตั้งชีวิตของเราไว้บนศิลา ด้วยการเชื่อฟังและประพฤติตามถ้อยคำของพระเจ้า ขอให้เราตระหนักและจำไว้เสมอว่า อย่าพึ่งพาโลกที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลามากกว่าพระเจ้าผู้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เพราะว่าความมั่นคงไม่ได้อยู่ที่ว่า เรามีที่พึ่งพาอะไรมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า เราพึ่งพาอะไรอยู่ ในวันที่ชีวิตมีพายุ ขอให้เราทุดคนจะยังคงยืนอยู่ได้ เพราะชีวิตของเราสร้างอยู่บนพระเจ้า บนถ้อยคำของพระองค์ผู้ทรงมั่นคงไม่หวั่นไหวตลอดนิรันดร์กาลวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่47) พระเจ้าที่ฉันชิมแล้ว!

    Play Episode Listen Later May 16, 2026 5:05


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่47)พระเจ้าที่ฉันชิมแล้ว!“เชิญชิมดูแล้วจะเห็นว่า พระยาห์เวห์ประเสริฐ คนที่ลี้ภัยอยู่ในพระองค์ก็เป็นสุข”‭‭ ~สดุดี‬ ‭34‬:‭8‬ ‭THSV11‬‬“Taste and see that the Lord is good; blessed is the one who takes refuge in him.”‭‭ ~Psalms‬ ‭34‬:‭8‬ ‭NIV‬‬พระคัมภีร์ข้อนี้เชิญชวนให้เรา“สัมผัสพระเจ้าด้วยตนเอง” ไม่ใช่เพียงให้รู้เรื่องพระองค์ด้วยความคิดเท่านั้น​“เชิญชิมดู” คำว่า “ชิม” หมายถึง “การลองสัมผัสด้วยตนเอง”เหมือนรสหวานของน้ำผึ้งจะอธิบายให้ฟังละเอียดแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่เราจะเข้าใจอย่างแท้จริงได้ จนกว่าจะได้“ชิม”เองความดีงาม หรือความประเสริฐของพระเจ้าก็เช่นกันจะฟังคนอื่นพูดอธิบายมากมายเพียงใด ก็จะไม่“อิน”จนกว่าเราจะได้เข้ามาใกล้พระองค์ และมีประสบการณ์ในการสัมผัสกับความดีงามของพระองค์ด้วยตัวเองบ่อยครั้งที่เรา“รู้เรื่องพระเจ้า”ในเชิง“ข้อมูล”แต่พระเจ้าประสงค์ให้เรา“รู้จักกับพระองค์”ในเชิง“ความสัมพันธ์”อาทิ1).เวลาสับสน เราอธิษฐานต่อพระเจ้าแล้วได้คำตอบ และได้รับกำลังใจ2).เวลาอ่อนแอ เราอธิษฐานกับพระองค์ แล้วได้รับความเข้มแข็ง3).เวลาหมดหวัง เราอธิษฐานต่อพระเจ้า แล้วพระองค์ทรงเปิดทางให้4).เวลาล้มลง เราอธิษฐานต่อพระเจ้า แล้วพระองค์ทรงเมตตายกชูเราขึ้นมา ฯลฯสิ่งเหล่านี้คือการ “ชิม” ความดีงามหรือความประเสริฐของพระเจ้า!​.“แล้วจะเห็นว่า พระยาห์เวห์ประเสริฐ”คำว่า “ประเสริฐ” หมายความ“ วิเศษ, ดีเลิศ, หรือดีที่สุด”เมื่อคนใดมีประสบการณ์หรือได้สัมผัสพระเจ้า คนนั้นก็จะเริ่ม “เห็น” ว่าพระเจ้านั้นทรงดีเลิศจริงๆ!เราอาจเคยสงสัยว่า1).พระเจ้ามีจริงไหม? พระเจ้าดีจริงไหม?2).พระเจ้าทรงห่วงใยเราหรือไม่?3).ทำไมพระเจ้าปล่อยให้ชีวิตเรามีปัญหา?แต่เมื่อเราเดินไปกับพระเจ้าสักระยะเวลาหนึ่งเราก็จะเริ่ม“เห็น”ว่า1).พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ2).พระเจ้าไม่ทรงทอดทิ้งเรา(แม้บางครั้งพระองค์ทรงเงียบ)3).พระเจ้าทรงมีเวลาและวิธีของพระองค์(แม้เราไม่เข้าใจ)แต่ในที่สุด เราก็จะเห็นว่า แม้แต่ในความทุกข์ พระเจ้ายังทรงดีต่อเราเสมอ!ขอย้ำว่า ความประเสริฐของพระเจ้า ไม่ได้หมายความว่าพระองค์จะทำให้ชีวิตของเราไม่มีปัญหาใดๆเลยแต่หมายความว่า“แม้เราจะอยู่ในท่ามกลางปัญหา(ที่ดูหนักหน่วง)แต่พระองค์ยังทรงดีต่อเราเหมือนเช่นเคย!”​“คนที่ลี้ภัยอยู่ในพระองค์ก็เป็นสุข”คำว่า “ลี้ภัย” หมายถึง การวิ่งเข้าหาที่ปลอดภัยในสมัยพระคัมภีร์นั้น คนจะรีบลี้ภัยเข้าไปในป้อมปราการเมื่อเกิดสงคราม เพื่อความปลอดภัยกษัตริย์ดาวิด ทรงเปรียบว่า พระเจ้าทรงเป็นที่กำบัง หรือที่ลี้ภัยสำหรับชีวิตของเราโลกกำลังโจมตีเราด้วย1).ความกลัวและความวิตกกังวล2).ความผิดหวัง และความเจ็บปวด3).การถูกทอดทิ้ง และการเพิกเฉย4).ปัญหาและภัยอันตรายที่ควบคุมไม่ได้แต่คนที่เข้ามาหาและพึ่งพาพระเจ้า จะพบกับ “ความ(สันติ)สุข” และความอิ่มใจภายใน”ที่ไม่ใช่เป็นเพียงความสุขแบบโลกซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์แต่เป็นสันติสุขที่เกิดจากการรู้และมั่นใจว่า“แม้ทุกสิ่งทุกอย่างจะสั่นคลอนแต่พระเจ้าจะยังทรงอยู่กับเราเสมอไป!“พี่น้องที่รัก ขอให้เราหยุดพูดว่า“ให้ฉันเห็นก่อน แล้วจึงจะเชื่อ”แต่ให้พูดว่า“ฉันชิมก่อนแล้ว ฉันจึงได้เห็น!”ใช่ครับ คนที่รู้จักพระเจ้าจากคำบอกเล่าจากคนอื่นแค่นั้น พวกเขาอาจยังสงสัยอยู่แต่คนที่มีและผ่านประสบการณ์(ทั้งดีและร้าย)กับพระเจ้าหรือที่“ชมพระเจ้า”มาแล้วจะมั่นใจในความดีเลิศของพระองค์เสมอไป!…แล้วคุณล่ะครับเป็นพยานในเรื่องนี้ ได้หรือไม่?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 17พฤษภาคม2026(ตอนที่47ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ไม่ยอมรับก็รักษาไม่ได้ Ep.1631

    Play Episode Listen Later May 16, 2026 5:15


    พระธรรมนำชีวิตตอน ไม่ยอมรับก็รักษาไม่ได้ Ep.1631แม้อาการป่วยจะชัดเจนจนทุกคนเห็นได้ แต่หากผู้ป่วยที่ปฏิเสธว่า เขาสบายดี ฉันปกติ ผมคิดว่าหมอที่เก่งที่สุดก็ช่วยรักษาเขาไม่ได้ เพราะเขาจะปฎิเสธการรักษา นี่คือสภาพหัวใจที่น่ากลัวซึ่งเยเรมีย์ 2:33–37ก กำลังเผยให้เราเห็นว่า ประชากรของพระเจ้าไม่ได้เพียงห่างจากพระเจ้า แต่ยังหลอกตัวเองว่า เขายังโอเคอยู่'“เจ้าหาทางไปพบรักได้อย่างแนบเนียน ซ้ำเจ้ายังสอนทางของเจ้าให้หญิงชั่ว ที่ชายเสื้อของเจ้ามี โลหิตของคนจนที่ไร้ความผิดติดอยู่ ทั้งที่เจ้าไม่ได้จับเขาขณะทำการโจรกรรม .... ' เยเรมีย์ 2:33-34ยูดาห์ไม่ได้พลาดเพราะไม่รู้ แต่พวกเขาเริ่มชำนาญในการห่างจากพระเจ้า คำว่า “แนบเนียน” เป็นภาพภาพของการวางแผนอย่างดี ประณีต และช่ำชองจนสอนได้ บาปเริ่มจากความพลั้งพลาด แต่ถ้าไม่กลับใจมันจะค่อย ๆ กลายเป็นนิสัย และในที่สุดจะกลายเป็นตัวตน ภาพของโลหิตที่ติดอยู่ที่ชายเสื้อ กำลังบอกว่า ความผิดของพวกเขาไม่ได้ซ่อนอยู่ในที่ลับอีกต่อไป แต่ปรากฏชัดผ่านการใช้ชีวิตและการปฏิบัติต่อคนอื่น ชีวิตที่ละทิ้งพระเจ้าจะเห็นแก่ตัว จะเย็นชาต่อคนอื่น พระวจนะของพระเจ้าสอนว่า ความสัมพันธ์กับพระเจ้าจะแยกจากการปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ไม่ได้ เราอาจใช้ชีวิตฝ่ายวิญญาณอย่างปกติไปโบสถ์ ไปรับใช้ แต่ถ้าชีวิตยังเต็มไปด้วยการเอาเปรียบ หรือความเย็นชาต่อคนอื่น สิ่งนี้กำลังสะท้อนว่า หัวใจของเราอาจกำลังเริ่มห่างจากพระเจ้าแล้วหรือเปล่า'แต่ถึงจะมีเรื่องต่างๆ เหล่านี้ เจ้าก็ยังกล่าวว่า ‘ข้าไม่มีความผิดเลย พระพิโรธของพระองค์ได้หันกลับจากข้าแล้ว' นี่แน่ะ เราจะนำเจ้าไปสู่การพิพากษาเพราะเจ้ากล่าวว่า ‘ข้าไม่ได้ทำบาป' ' เยเรมีย์ 2:35นี่คือภาพหัวใจของคนที่หลอกตัวเอง พวกเขาคิดว่า เพราะพระเจ้ายังไม่ลงโทษ พระเจ้าก็น่าจะโอเค จึงใช้ชีวิตแบบนั้นต่อไปได้ เพราะทุกอย่างยังดูปกติ ความเงียบของพระเจ้าไม่ได้แปลว่าพระองค์เห็นด้วย พระเจ้าทรงอดทนเพื่อเปิดโอกาสให้เรากลับใจ ไม่ใช่เพื่อให้เราทำบาปต่อไป 'ทำไมเจ้าเร่ร่อนไปอย่างนั้น โดยเปลี่ยนเส้นทางของเจ้า? อียิปต์จะทำให้เจ้าอับอาย เหมือนที่อัสซีเรียทำให้เจ้าอับอายมาแล้วนั้น เช่นเดียวกันเจ้าจะออกมาจากที่นั่น โดยเอามือกุมศีรษะของเจ้าไว้…”' เยเรมีย์ 2:36-37กยูดาห์วิ่งไปหาความช่วยเหลือจากคนที่คิดว่าจะช่วยได้ ไปหาอียิปต์ หาอัสซีเรีย เพื่อให้รู้สึกมั่นคง แต่สุดท้ายสิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมาทำให้ต้องอามือกุมศีรษะไว้ นี่หมายถึงความพ่ายแพ้ และความอับอาย หลายครั้งเราก็เป็นแบบนั้น เราวิ่งหาความสำเร็จ หาคอนเนคชั่นที่คิดว่าช่วยได้ ที่คิดว่าจะทำให้ชีวิตมั่นคงได้ ไม่มีอะไรแทนที่พระเจ้าได้ สิ่งที่เราไว้วางใจแทนพระเจ้า สุดท้าย มันจะทำให้เราผิดหวังเสมอ'แต่จงเป็นผู้ประพฤติตามพระวจนะ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ฟังเท่านั้น มิฉะนั้นจะเป็นการหลอกตัวเอง ' ยากอบ 1:22การหลอกตัวเอง คือการคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับเรายังดีอยู่ ทั้ง ๆ ที่หัวใจกำลังห่างจากพระองค์มากขึ้นทุกวัน โลกอาจจะชื่นชมความเก่ง หรือภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูดีของเรา แต่พระเจ้าทรงเห็นรอยเปื้อนที่อยู่ลึกในหัวใจและชีวิตของเรา อย่ารอให้ถึงวันที่ต้องเอามือกุมศีรษะด้วยความอับอายเลย สำรวจจิตใจของเราดูว่า วันนี้มีบาปอะไรที่เราชินกับมันแล้วหรือยัง ขอเราอย่าใช้ความอดทนของพระเจ้า เป็นข้ออ้างที่จะทำบาปต่อไป และอย่าปล่อยให้หัวใจแข็งกระด้าง จนพระเจ้าเตือนแล้ว แต่เราก็ยังคิดว่า ตัวเองไม่ผิด เพราะสิ่งที่น่ากลัวคือ การทำบาปจนชิน และไม่รู้สึกว่ามันผิดบาปอีกต่อไป หัวใจที่ยอมรับว่าตัวเองมีบาปและอ่อนแอเท่านั้น ที่พระคุณของพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์จะเข้าไปรักษาเยียวยาได้จริง ๆ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่46) คนตาบอดถือโคมไฟ!

    Play Episode Listen Later May 16, 2026 5:36


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่46)คนตาบอดถือโคมไฟ!“แต่ละคนช่วยเพื่อนบ้านของตน และพูดกับพี่น้องของตนว่า ‘จงเข้มแข็ง'”~อิสยาห์ 41:6“they help each other and say to their companions, “Be strong!””‭‭ ~Isaiah‬ ‭41‬:‭6‬ ‭NIV‬‬เราแต่ละคนล้วนต้องการความช่วยเหลือ หรือ การให้กำลังใจ!ไม่ว่าเราจะเป็นใคร เราต่างก็สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ โดยไม่ขึ้นกับขนาด ฐานะ เผ่าพันธ์ุหรือ ชาติตระกูลเพราะแม้แต่หนูยังช่วยราชสีห์ได้ ดังเรื่องในนิทานอีสปพระเจ้าก็ทรงประสงค์ให้คนของพระองค์ช่วยเหลือและให้กำลังใจแก่กันและกันและคนอื่นๆผมได้อ่านเรื่องสะกิดใจมาเรื่องหนึ่งรู้สึกว่าสอดคล้องกับเรื่องที่กล่าวมา จึงขอนำมาแบ่งปัน โดยมีชื่อเรื่องว่า“คนตาบอดถือโคมไฟ!”…มีเรื่องเล่าว่า ในตรอกที่มืดมิดและแคบแห่งหนึ่งมีพระรูปหนึ่งกำลังเดินผ่านเพื่อเข้าไปยังอารามวัดแต่เพราะมองอะไรแทบไม่เห็น ท่านจึงเดินชนคนอื่นและถูกคนอื่นชนในขณะนั้นเอง มีชายตาบอดคนหนึ่งเดินเข้ามาในซอยพระรูปนั้นได้ยินคนที่เดินผ่านทางมาพูดขึ้นว่า…“ …คนตาบอดผู้นั้นช่างแปลกนัก ตัวเองมองไม่เห็นแท้ๆ ใยต้องถือโคมไฟมาให้วุ่นวาย? ”เมื่อคนตาบอดคนนั้นเดินถือโคมไฟเข้ามาใกล้ พระรูปนี้จึงถามขึ้นว่า“ ขออภัย ท่านตาบอดจริงๆ หรือ? ”ชายผู้นั้นตอบว่า… “ ถูกแล้ว ผมเกิดมาก็พิการตาสองข้างมองไม่เห็น สำหรับผมแล้ว ไม่ว่าจะยามเช้า สาย บ่าย เย็น หรือค่ำต่างก็ล้วนไม่ต่างกัน คือผมยังไม่เคยทราบว่า แสงสว่างหน้าตาเป็นเช่นไร! ”พระได้ยินดังนั้นก็ยิ่งงุนงงมากขึ้น จึงเอ่ยถามต่อไปว่า…“ ถ้าเช่นนั้นแล้ว ท่านจะถือโคมไฟไปเพื่ออะไร…? ”คนตาบอดตอบว่า…“ เนื่องเพราะผมเคยได้ยินคนพูดกันว่า ในยามกลางคืน ที่ไร้แสงสว่าง คนตาดีทั้งหลายก็จะเป็นเช่นเดียวกับผม นั่นคือมองไม่เห็นสิ่งใดทั้งสิ้นเมื่อครู่ท่านเดินเข้ามาในตรอกที่มืดมนนี้แล้วโดนคนที่เดินสวนไปมา ชนเอาแล้วใช่หรือไม่…? “เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อไปว่า” ท่านดูผมสิ แม้จะเป็นคนตาบอด แต่ผมก็ไม่เคยโดนผู้อื่นชนเลยแม้แต่ครั้งเดียวทั้งๆ ที่เมื่อก่อน ผมก็เป็นเช่นเดียวกับท่าน คือโดนคนเดินมาชนเอาบ่อยครั้ง แต่เมื่อผมถือโคมไฟ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป… ดังนั้น ที่ผมจุดโคมไฟเดินไปไหนมาไหนด้วยนั้นผมจุดเพื่อให้แสงสว่างกับผู้อื่นและเพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นตัวผม และตั้งแต่ทำอย่างนั้นมา ผมก็ไม่เคยถูกผู้ใดเดินชนอีกเลย!”เมื่อพระรูปนั้นได้ยินความเช่นนั้น ก็บรรลุถึงปัญญาทันทีว่า“ การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่นก่อประโยชน์สูงสุด ที่จะนำผลดีกลับคืนมาสู่ตัวผู้ให้ด้วย! ”พี่น้องที่รัก ยิ่งคุณใจกว้างต่อโลกมากเท่าใด.. โลกก็จะกว้างตามคุณมากเท่านั้น!ด้วยเหตุนี้ อย่าให้เราเป็นคนใจคับแคบ ที่ชอบคิดลบและแปรเจตนาคำพูดหรือการกระทำของคนอื่น ไปในทางที่ผิดอยู่เสมอเหมือนดั่งคนที่พูดถึงชายตาบอดในเรื่องนี้ว่า "ตัวเองมองไม่เห็นแท้ๆ แต่กลับถือโคมไฟไปใย?”แต่ขอให้เราคิดและทำในทางตรงกันข้าม หรือในทางกลับกัน เหมือนชายตาบอดคนนั้นที่ถึงแม้ว่าสายตาของเขาจะมืดบอดแต่ดวงใจของเขากลับสว่างและใช้มือส่องแสงให้แก่สังคม และ ผู้คนรอบข้างดังนั้นขอให้เราทำเหมือนดังที่พระเจ้าทรงบัญชาให้กระทำในพระธรรมตอนนี้ คือ ให้คนของพระเจ้า​ปลอบโยนและหนุนใจกันและกันให้เข้มแข็งขึ้นในท่ามกลางความกลัว ความไม่มั่นคง และแรงกดดันจากคนรอบข้าง และ2.ช่วยกันและกันให้ปลอดภัยจากอันตรายและผ่านพ้นความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ไปด้วยความห่วงใย โดยไม่ปล่อยให้ใครผู้ใดต้องสู้อยู่เพียงลำพังบางครั้งคำพูดสั้นๆ หรือ การกระทำด้วยความเมตตาเล็กๆของเรา (เหมือนดังที่คนตาบอดจุดโคมไฟ เดินเข้าไปในตรอกที่มืดมิด ในเรื่องนี้ )อาจจะช่วยชีวิตของใครบางคนได้ ใครจะรู้ …จริงไหม?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 16พฤษภาคม2026(ตอนที่46ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำขีวิต ตอน ตั้งใจลืมหรือเปล่า Ep.1630

    Play Episode Listen Later May 15, 2026 5:13


    พระธรรมนำขีวิตตอน ตั้งใจลืมหรือเปล่า Ep.1630สิ่งที่เรามักเป็นกันประจำคือการลืม แต่เรามักลืมโดยไม่ได้ตั้งใจ เรามักจะลืมแต่สิ่งที่เราให้ความสำคัญน้อย แต่มีบางอย่างที่เราจะไม่ลืมง่าย ๆ เช่น ถ้าต้องขึ้นเครื่องบิน เราคงไม่ลืมบัตรประชาชน หรือถ้ามีงานสำคัญ เราก็คงไม่ลืมงานนั้นแน่นอน เยเรมีย์ 2:31–32 กำลังบอกเราว่า ประชากรของพระเจ้าลืมพระเจ้า ทั้งที่พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงดู ปกป้อง และนำทางพวกเขามาตลอด สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ การลืมพระเจ้า จนเริ่มการลืมนั้นเริ่มกลายเป็นเรื่องปกติของเรา'คนยุคนี้เอ๋ย เจ้าทั้งหลายจงคิดพิจารณาดูพระวจนะของพระยาห์เวห์ เราเป็นเหมือนถิ่นทุรกันดารแก่อิสราเอลหรือ หรือเหมือนแผ่นดินที่มืดทึบ? ทำไมประชากรของเราจึงกล่าวว่า ‘ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นอิสระ ข้าพระองค์จะไม่มาหาพระองค์อีก'? ' เยเรมีย์ 2:31ประโยคเริ่มต้นที่ว่า คนในยุคนี้เอ๋ย แม้พระเจ้าจะตรัสกับประชากรยูดาห์ในสมัยเยเรมีย์ แต่พระวจนะตอนนี้ก็พูดกับมนุษย์ทุกยุค รวมถึงพวกเราในวันนี้ด้วย หลังจากที่พวกเขาโต้แย้งหรือฟ้องกลับพระเจ้าแล้ว พระองค์เรียกให้เขาพิจารณา หรือมองให้เห็นว่า ในอดีตที่ผ่านมาพระเจ้าทำอย่างไรกับพวกเขาบ้างในถิ่นทุรกันดาร พระเจ้าทรงประทานอาหาร น้ำดื่ม แสงสว่างนำทางในยามค่ำคืน และเป็นเมฆปกคลุมให้ความร่มเย็นท่ามกลางแดดร้อนในถิ่นทุรกันดาร แต่ประชาชนก็ยังกล่าวว่า เขาเป็นอิสระจากพระเจ้า และจะไม่มาหาพระองค์อีก พวกเขาคิดว่า การไม่ต้องฟังพระเจ้า คืออิสรภาพ แต่ความจริงแล้วการแยกจากพระเจ้าไม่เคยนำไปสู่อิสรภาพแท้จริง มันทำให้มนุษย์กลายเป็นทาสของสิ่งอื่น โลกกำลังสอนว่า การทำตามใจตัวเองคืออิสระ แต่พระเจ้าสอนว่า อิสระแท้จริง คือการอยู่ภายใต้พระเจ้า เพราะเสรีภาพที่ไม่มีพระเจ้า เป็นเสรีภาพที่จะเดินหลงทาง'สาวพรหมจารีจะลืมเครื่องประดับของเธอได้หรือ? เจ้าสาวจะลืมอาภรณ์ของตนได้หรือ? แต่ประชากรของเราได้ลืมเรา เป็นจำนวนวันที่นับไม่ถ้วน ' เยเรมีย์ 2:32เจ้าสาวไม่มีวันลืมชุดแต่งงานหรือเครื่องประดับสำคัญของตัวเอง เพราะสิ่งเหล่านั้นคือ ฝคุณค่า และเกี่ยวข้องกับความรักและพันธสัญญา แต่พระเจ้าตรัสว่า ประชากรของเรากลับลืมเรา การลืมพระเจ้าไม่ได้หมายถึง การจำไม่ได้ แต่หมายถึง การใช้ชีวิตเหมือนว่า พระองค์ไม่สำคัญอีกต่อไป นี่คือสิ่งที่อันตรายมากในชีวิตของเรา เพราะเรายังไปโบสถ์ รับใช้ แต่ในใจของเราไม่คิดถึงพระเจ้า ไม่พึ่งพาพระองค์อีกแล้ว พระเยซูคริสต์ ตรัสสอนไว้ว่า'เราเป็นเถาองุ่น พวกท่านเป็นแขนง คนที่ติดสนิทอยู่กับเราและเราติดสนิทอยู่กับเขา คนนั้นจะเกิดผลมาก เพราะว่าถ้าแยกจากเราแล้วพวกท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย ' ยอห์น 15:5หัวใจเริ่มห่างพระเจ้า ชีวิตฝ่ายวิญญาณจะค่อย ๆ แห้งลงทีละนิด และการลืมพระเจ้ามักไม่ได้เกิดอย่างรุนแรง และรวดเร็ว แต่มันเกิดอย่างเงียบ ๆ ผ่านความเคยชินของชีวิตประจำวัน วันนี้เราสามารถจำรหัสผ่านต่างๆ จำตารางงาน จำวันเกิดคนสำคัญได้ครบทุกอย่าง แต่เราลืมคิดถึงพระเจ้า ผู้ที่ให้ชีวิตและลมหายใจของเราหรือเปล่า อย่าปล่อยให้ความเคยชินของชีวิต ทำให้เราลืมว่า เราเป็นลูกของพระเจ้า หากเรากำลังหลงลืม หรือให้ความสำคัญกับพระเจ้าน้อยลงจะด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ขอให้เรากลับมาหาพระเจ้าผู้ที่ไม่เคยลืมเราแม้เพียงเสี้ยววินาที สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่แค่การปฏิเสธพระเจ้าอย่างเปิดเผย แต่คือการลืมพระเจ้าจนการไม่มีพระเจ้าเป็นเรื่องปกติ โลกกำลังบอกว่า พระเจ้าจำกัดอิสรภาพของเรา แต่ความจริงคือ พระเจ้าทรงปกป้องคุณต่างหาก เพราะมนุษย์ถูกสร้างมาเพื่ออยู่ภายใต้พระองค์ เมื่อแยกจากพระองค์ เราจะไม่ได้เป็นอิสระแต่จะตกเป็นทาสของสิ่งอื่นแทนแน่นอน อย่าให้การไม่มีพระเจ้ากลายเป็นเรื่องปกติ และขอให้เราจะไม่ปล่อยให้สิ่งใดเข้ามาแทนที่พระเจ้า เพราะคุณค่าของเราไม่ได้อยู่ที่ว่า เราทำอะไรได้ แต่อยู่ที่ว่า เราเป็นของใคร ขอให้เรากลับมาตกหลุมรักพระเจ้าด้วยกันอีกครั้งดีไหมครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ยังฟังอยู่ไหม Ep.1629

    Play Episode Listen Later May 15, 2026 3:53


    พระธรรมนำชีวิตตอน ยังฟังอยู่ไหม Ep.1629สิ่งที่อันตรายมาก คือหัวใจที่ไม่ยอมฟังพระเจ้า แม้พระองค์จะทรงเตือน ตีสอน และพยายามดึงเรากลับมาแล้ว เยเรมีย์ 2:29–30 กำลังเปิดเผยให้เห็นสภาพหัวใจของประชากรที่ไม่แค่เพียงทำบาป แต่ยังเริ่มเถียงพระเจ้า และปฏิเสธเสียงเตือนของพระองค์ด้วย'“เจ้าทั้งหลายจะมาโต้แย้งเราทำไม? เจ้าได้กบฏต่อเราหมดทุกคนแล้ว” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 2:29คำว่า “โต้แย้ง” ในภาษาเดิมเป็นภาพของการฟ้องร้อง เหมือนประชากรกำลังพยายามฟ้องกลับพระเจ้า ทั้งที่พวกเขาทุกคนได้กบฏ พวกเขาเองตั้งใจละเมิดพันธสัญญา หรือจงใจฉีกพระสัญญาของพระเจ้าทิ้ง นี่คือธรรมชาติบาปของมนุษย์แทนที่จะถ่อมใจลงและกลับใจ เรามักปกป้องตัวเอง หาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง และโทษสิ่งอื่นเสมอ พวกเราต้องยอมรับว่า หลายครั้งเราเองก็เข้าข้างตัวเองเมื่อพบการตีสอน เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เรากำลังเถียง หรือโต้แย้งกับพระเจ้าในใจด้วยเหตุผลที่เข้าข้างตัวเอง ขอให้การตักเตือน การตีสอนของพระเจ้าจะนำให้เรากลับใจจริง ๆ'“เราได้โบยตีลูกหลานของเจ้าเสียเปล่า พวกเขาก็ไม่รับการสั่งสอน ดาบของเจ้าเองได้กลืนผู้เผยพระวจนะของเจ้า เหมือนอย่างสิงห์ช่างทำลาย ' เยเรมีย์ 2:30คำว่า “การสั่งสอน” มีความหมายถึงการตีสอน การฝึก หรือการดัดนิสัย พระเจ้าทรงใช้ความทุกข์บางอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะพระเจ้าเกลียด แต่เพราะพระองค์ทรงรักและต้องการดึงพวกเขากลับมา พระเจ้าส่งผู้เผยพระวจนะมาเตือน แต่ประชากรกลับต่อต้านและทำร้ายคนที่พูดความจริง เมื่อไม่ยอมฟัง สุดท้ายจะเริ่มต่อต้าน หัวใจที่ไม่ยอมรับความจริง จะเริ่มมองคนพูดความจริงเป็นศัตรู หลายครั้งปัญหาไม่ใช่พระเจ้าไม่เตือน แต่คือพวกเราเองไม่อยากฟัง และสิ่งที่น่ากลัวคือ การเจ็บฟรีโดยไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย' เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสอนผู้ที่พระองค์ทรงรัก และเมื่อพระองค์ทรงรับใครเป็นบุตร พระองค์ก็ทรงเฆี่ยนตีคนนั้น” ' ฮีบรู 12:6เราขอบพระคุณพระเจ้า พระองค์ทรงรักเรามากพอที่จะตีสอนและดึงเรากลับมา วันนี้พระเจ้ากำลังสอนอะไรเราผ่านสถานการณ์ชีวิตบ้าง เมื่อได้ยินความจริง เราถ่อมใจฟัง หรือเรารีบปกป้องตัวเอง พระเจ้าไม่ได้ตีสอนหรือตักเตือนเพื่อทำลาย แต่เพื่อดึงเราออกจากทางแห่งความพินาศ ขอเราอย่าเถียงพระเจ้าด้วยเหตุผลเข้าข้างตัวเอง แต่ขอให้เราตอบสนองด้วยการกลับใจ เพราะความทุกข์ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง นั้นคือพระพรความสุขที่มาจากพระเจ้าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่45) บั้นปลายที่เป็นพร!

    Play Episode Listen Later May 15, 2026 5:04


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่45)บั้นปลายที่เป็นพร!“เรารู้ว่าเหตุการณ์ทุกอย่างร่วมกันก่อผลดีแก่คนที่รักพระเจ้า คือแก่คนทั้งหลายที่พระองค์ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์”~โรม 8:28“And we know that in all things God works for the good of those who love him, who have been called according to his purpose.”‭‭ ~Romans‬ ‭8‬:‭28‬ ‭NIV‬‬น่าสนใจที่พระคัมภีร์ข้อนี้ไม่ได้กล่าวว่า“ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นดี” แต่พูดว่า“พระเจ้าทรงทำให้ทุกสิ่งร่วมกันก่อผลดี”บางเหตุการณ์ในชีวิตนั้นอาจเลวร้ายจริง อาทิ การสูญเสีย ความผิดหวัง การทรยศ ความเจ็บปวด ความล้มเหลว หรือ ความทารุณโหดร้ายพระคัมภีร์ไม่เคยเรียกสิ่งเหล่านั้นว่า “ดี”แต่พระเจ้าทรง สามารถนำสิ่งเหล่านั้น แม้แต่สิ่งที่ศัตรูตั้งใจทำลายเราให้กลับกลายเป็นเครื่องมือเสริมสร้างเราได้​ “เรารู้ว่า…” นี่คือความมั่นใจที่ตั้งอยู่บนพระลักษณะของพระเจ้า(ที่เรารู้จากพระวจนะของพระเจ้า)ไม่ใช่บนสถานการณ์เรามองเห็นเพียง “เศษชิ้นส่วน”แต่พระเจ้าทรงเห็น “ภาพทั้งหมด”เหมือนการปักผ้า มนุษย์เห็นด้านหลังแต่พระเจ้าทรงเห็นด้านหน้า​ “เหตุการณ์ทุกอย่างร่วมกัน…” หลายสิ่งในชีวิต เมื่อแยกจากกัน อาจไม่ดีเลยแต่เมื่อพระเจ้าทรง “ผสมรวม” ทุกอย่างเข้าด้วยกันจะกลับเกิดผลที่ลึกกว่าเดิมเหมือนเชฟนำส่วนผสมบางอย่างในการทำอาหารมารวมกัน ก็กลับกลายเป็นอาหารที่ดีได้พระเจ้าทรงเห็นปลายทางแต่เราเห็นเพียงช่วงเวลาปัจจุบัน​ “ก่อผลดี”“ผลดี” ในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่จำเป็นต้องหมายถึงชีวิตเรียบง่ายสุขสบาย ความร่ำรวยหรือการได้ทุกอย่างที่ต้องการแต่ “ผลดี” ตามบริบทนี้หมายถึงการที่เราถูกเปลี่ยนไปให้มีลักษณะเหมือนพระคริสต์มากขึ้นบางครั้งความทุกข์ทำให้เกิดสิ่งที่ ความสบายทำให้ไม่ได้ อาทิ1).น้ำตาทำให้เรารู้จักพระคุณลึกซึ้งขึ้น2).ความทุกข์ทำให้เราถ่อมใจมากขึ้น3).ความเจ็บปวดทำให้เราอธิษฐานจริงจังขึ้น4).การสูญเสียทำให้เราพึ่งพระเจ้ามากกว่าเดิม5).น้ำตาทำให้เรารู้จักพระคุณลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นจงจำไว้ว่า พระเจ้าสนใจ “ความบริสุทธิ์” ของเรา มากกว่า “ความสบาย” ของเรา​ “แก่คนที่รักพระเจ้า” น่าสังเกต พระสัญญาข้อนี้ไม่ได้สัญญาให้กับทุกคนโดยอัตโนมัติแต่ให้กับคนที่รักพระเจ้าที่พระองค์ทรงเรียกคนที่รักพระเจ้าไม่ได้พูดว่า:“พระเจ้าดี เพราะชีวิตฉันง่าย” แต่พูดว่า“พระเจ้ายังดี แม้ฉันกำลังร้องไห้”​ “ทรงเรียกตามพระประสงค์” พระเจ้ามี “พระประสงค์”และจะทรงทำให้สำเร็จตามพระประสงค์นั้นตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือไม้กางเขนสิ่งที่ดูเหมือน “ความพ่ายแพ้”กลายเป็น “ชัยชนะสูงสุด”ตามพระประสงค์พี่น้องที่รักพระธรรมโรม 8:28 นี้ ไม่ได้บอกเราว่า“คริสเตียนจะไม่เจ็บ” แต่สอนว่า“ความเจ็บจะไม่สูญเปล่า”พระเจ้าจะไม่ทรงปล่อยให้น้ำตาของลูกพระองค์เสียไปโดยไร้ความหมาย เพราะ~ทุกบาดแผลสามารถกลายเป็นบทเรียน~ทุกความล้มเหลวหรือการพังทลายสามารถกลายเป็นคำพยานและวันหนึ่งเราจะพูดได้ว่า“สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้ฉันร้องไห้เพราะมันจะกลับกลายเป็นสิ่งที่พระเจ้าใช้เปลี่ยนชีวิตฉันมากที่สุด!”…อาเมนไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 15พฤษภาคม2026(ตอนที่45ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่44) ป่วยเพราะโง่?

    Play Episode Listen Later May 13, 2026 6:25


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่44)ป่วยเพราะโง่?“เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นคนนั้นนอนอยู่ และทรงทราบว่าเขาป่วยอยู่อย่างนั้นนานแล้ว พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า“ท่านอยากจะหายเป็นปกติหรือเปล่า?””‭‭ ~ยอห์น‬ ‭5‬:‭6‬ ‭THSV11‬‬“When Jesus saw him lying there and learned that he had been in this condition for a long time, he asked him, “Do you want to get well?””‭‭ ~John‬ ‭5‬:‭6‬ ‭NIV‬‬พี่น้องที่รัก ถ้าพระเยซูคริสต์ตรัสถามคุณในวันนี้ว่า“ท่านอยากจะหายเป็นปกติหรือเปล่า?””…คุณจะตอบว่า อย่างไร?มีเรื่องหนึ่งเล่าว่า…“ชายคนหนึ่งเข้าร้านขายยา พบเภสัชกร จึงพูดว่า"ซื้อยาแก้กรดไหลย้อนครับ.."เภสัชกร นั้นถามว่า"จะเอาเกรดไหน.? มี 3 เกรด..ถูก..กลาง..แพงคุณภาพยาขึ้นกับราคาครับ“ชายคนนั้นตอบว่า"เอาเกรดไหนก็ได้ ที่กินแล้วหายน่ะ."เภสัชกร กล่าวว่า"ไม่มีๆ โรคแบบนี้ ยาไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ถ้าคุณรักษาด้วยยา คุณจะต้องกินยาไปตลอดชีวิต"ชายคนนั้นจึงถามกลับว่า"แล้วมันมีวิธีรักษาด้วยวิธีอื่นหรือไม่?”เภสัชกรผู้นั้น พูดโดยไม่มองหน้าคนฟังว่า.."คนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน เกิดจากนิสัย 5 อย่าง..​กินข้าวไม่ตรงเวลา​กินอาหารรสจัดมาก ๆ โดยเฉพาะเผ็ดจัด​กินมากเกินไป​ กินแล้ว...เข้านอนทันที​เครียดตลอดเวลาถ้าอยากหาย ก็ให้ไปเปลี่ยนนิสัย..ไม่ต้องกินยา"ชายคนนั้นยืนนิ่ง คิดในใจสักครู่ แล้วก็ค่อยๆเปิดประตู เดินออกจากร้านไป!10 วัน ผ่านไป ชายคนนัันผ่านร้านขายยานั้น เห็นไฟยังไม่ปิดก็รีบจอดรถเดินเข้าไปในร้านเภสัชกรคนเดิมเห็นเข้าก็พูดว่า.."อ้าวเป็นไงครับ..โรคกรดไหลย้อน ?"ชายคนนั้น ปรี่เข้าประชิดตัวแล้วยกมือไหว้กล่าวว่า"ขอบพระคุณมากครับ..หายแล้วครับ"พูดจบแล้ว ก็รีบเดินออกจากร้านไป!ชายคนนัันเป็นวิทยากรเดินสายบรรยายทั่วประเทศ เขากล่าวว่า“นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมยกมือไหว้คนขายยาที่อายุน้อยกว่าผมมากผมพูดอะไรไม่ออก แต่ผมเชื่อว่า..เภสัชกรหนุ่มนี่ เขารู้ว่าผมจะพูดอะไร?เขาสามารถสูบเงินจากผมได้เป็นหมื่น..และทำกำไรมหาศาล..แต่เขาไม่ทำเขาเลือกที่จะช่วยผม..ให้หายป่วย..โดยไม่ได้เงินจากผมสักบาทเวลานี้ ผม​กินข้าวตรงเวลา..ทุกมื้อ​กินอาหารจืด ไม่กินรสจัดหรือเผ็ดจัด​กินแค่จานเดียวเลิก ไม่ว่าจะอร่อยแค่ไหนก็ตาม​กินมื้อสุดท้ายกินก่อน 6 โมงเย็น แล้วไม่กินอะไรอีกเลย ไม่ว่าจะนอนดึกแค่ไหนก็ตาม​ทำตัวให้มีอารมณ์ดี..ยิ้ม..หัวเราะ มีความสุขทั้งวัน..ผลที่เกิดตามมาคือ..- พุงผมหายไป..ไม่มีหน้าท้องไม่อึดอัด- สุขภาพดีขึ้น.…ไม่เป็นโรคอ้วน- บุคลิกภาพดีขึ้น..มั่นใจเพิ่มขึ้นเวลาเข้าสังคม- หายใจสะดวก..ไม่แน่นท้องเหมือนก่อน- ไม่ง่วงนอน..ไม่อ่อนเพลียเวลาทำงานเหมือนก่อน- ทำงาน และเคลื่อนไหวร่างกายคล่องตัวขึ้นที่สำคัญคือ..ชีวิตผมมีความสุขขึ้นเยอะเลยนี่แหละ คือ เหตุผลที่ผมต้องไหว้และผมจะไหว้เภสัชกรคนนี้ตลอดชีวิต..ไม่ว่าผมจะเจอเขาที่ไหน เพราะสิ่งมีค่าที่สุดที่เขามอบให้ผมก็คือคำเตือนล้ำค่าที่ว่าโรคภัยไข้เจ็บ 90 % ของผมนี้ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจากเชื้อเลวในการดำเนินชีวิตของผมเองทั้งนั้นแหละ!ดังนั้น ขอทุกท่าน จงดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง ด้วยสุขนิสัยที่ดีกินและพักผ่อน ตามธรรมชาติ แล้วคุณจะไม่ป่วยไม่เป็นโรค..และไม่ต้องเสียสุขภาพ ไปต้องหาหมอให้เสียเงินและเสียเวลา…เพราะหมอและยา เขามีไว้ใช้รักษาและขายให้คนที่โง่เท่านั้น!“พี่น้องที่รักผมไม่ทราบว่า พี่น้องเห็นด้วยกับที่วิทยากรท่านนี้ ได้กล่าวไว้หรือไม่?แต่ผมยอมรับคำเตือนสตินี้ คิดใคร่ครวญ และนำมาปฏิบัติดูและก็พบความจริงนั้นด้วยเช่นกันใช่ครับ ถ้าเรา​ไม่ต้องการเป็นโรค หรือ​ต้องการหายโรค เราต้องตระหนักว่าโรคภัยไข้เจ็บของเรา ส่วนใหญ่มาจากนิสัย การกิน การดื่ม การนอน และการใช้ร่างกายของเราอย่างไม่เหมาะสมทั้งสิ้นและนี่ไม่ได้เป็นความจริงเฉพาะในทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นความจริงทางความคิดจิตใจ และ ทางจิตวิญญาณด้วยดังนั้น ขอให้เรามีสติ ยั้งคิด ยั้งทำ และเปลี่ยนนิสัยและเปลี่ยนวิถีในการดำเนินชีวิตของเราในบางเรื่องให้ไปในทางที่ถูกที่ควรเพื่อเราจะมีสุขภาพ กาย จิต และวิญญาณที่ดีขึ้น!และขอให้เราเป็นเหมือนเภสัชกรในเรื่องนี้ ที่มีจิตใจดีงาม ไม่ฉกฉวยแสวงหาประโยชน์จากความเจ็บป่วยของผู้อื่นทั้งๆที่เขามีความชอบธรรมและโอกาสที่จะทำได้แต่เขากลับให้คำเตือนสติอันมีค่าที่ช่วยผู้ป่วยได้ตรงจุด แม้ว่าตนเองจะไม่ได้รับผลประโยชน์เป็นส่วนตัวเลยก็ตามพวกเราบางคนอาจอ้างว่า เราไม่กลัวโรคภัย เพราะพระเยซูคริสต์ทรงฤทธิ์อำนาจในการรักษาเราให้หายโรคได้แต่ความเป็นจริงก็คือ พระองค์จะไม่มาตามรักษาทุกโรคที่เราเป็นดังนั้น ขอให้เรา มาป้องกันและดูแลรักษาทั้งร่างกาย ความคิดจิตใจ และจิตวิญญาณของเราให้มีสุขภาพดีไว้ตลอดเวลาอย่าให้เราป่วยเพราะความโง่ หรือเพราะนิสัยไม่ดีของเราเลย!…จะดีไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 14พฤษภาคม2026(ตอนที่44ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่43) คนถูกทอดทิ้ง!(3)

    Play Episode Listen Later May 13, 2026 5:54


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่43)คนถูกทอดทิ้ง!(3)“พระองค์ทรงให้พี่น้องของข้าห่างไกลจากข้าผู้ที่คุ้นเคยของข้าก็หันไปจากข้าเสีย ญาติของข้าและเพื่อนสนิทของข้าได้ละลืมข้าเสียแล้ว”‭‭ ~โยบ‬ ‭19‬:‭13‬-‭14‬ ‭TH1971‬‬“God has turned relatives and friends against me, and I am forgotten.”‭‭ ~Job‬ ‭19‬:‭13‬-‭14‬ ‭CEV‬‬ขอให้เราจดจำไว่า… คนเขาอาจจากเราไป แต่พระเจ้าไม่ทอดทิ้งเราแน่!เช่นเดียวกับโยบ แม้โยบจะรู้สึกโดดเดี่ยว แต่พระเจ้าก็ยังสถิตอยู่กับเขาจนถึงที่สุด!บางครั้งพระเจ้าอาจอนุญาตให้เราสูญเสียที่พึ่งซึ่งเป็น'มนุษย์‘เพื่อให้เราเรียนรู้ที่จะพึ่งพิง‘พระเจ้า'ให้ลึกซึ้งมากขึ้น!อย่างไรก็ตาม ในวันที่คนอื่น หรือ ในวันที่เราทนทุกข์ เราควรระวังในการตัดสินพระเจ้าหรือคนอื่นเพื่อนของโยบคิดว่าโยบต้องทำบาปแน่ๆ จึงเกิดเรื่องนี้พวกเขาจึงพูดตัดสินโยบตามความคิดเห็นของพวกเขาแต่พวกเขาพลาด เพราะพวกเขา “พูดมากกว่ารัก!”วิธีหนุนใจคนที่อยู่ในความทุกข์ที่ดีที่สุด ก็คือ“ฟังให้มากกว่าพูด อย่าพูดอะไรออกมาหากว่าไม่จำเป็นจริงๆ!”ขอให้เราฝึกหัดฟัง ด้วยใจ ด้วยตา ด้วยกายควบคู่ไปกับการฟังด้วยหู (โดยในช่วงเวลาเช่นนี้ ปากไม่ต้องใช้ หรือให้ใช้น้อยที่สุด)คำเตือนสำคัญในเรื่องนี้ ก็คือเมื่อเราเห็นใครคนใดคนหนึ่งกำลังเจ็บปวดหรือทนทุกข์ยาก หรือเคราะห์ร้ายอะไรแบบ”เคราะห์ซ้ำกรรมซัด“ก็ขออย่าให้เรารีบด่วนสรุปว่านั่น เป็นเพราะว่าเขาทำบาปมาเขาจึงต้องถูกกรรมสนอง!อย่าให้เราละทิ้งหรือทอดทิ้งผู้ใด ที่กำลังประสบเคราะห์กรรม ผิดพลาด อ่อนแอ บกพร่อง พ่ายแพ้ หรือตกต่ำลง เพราะนั่นคือช่วงเวลาที่เขาต้องการ“เรา”มากกว่าทุกช่วงเวลาที่ผ่านมาความสัมพันธ์อันแท้จริง ต้องได้รับการพิสูจน์ในฤดูกาลแห่งความทุกข์ทรมานในห้วงเวลาที่เรา หรือ คนที่อยู่กับเรา นั้นไม่มี หรือไม่เหลืออะไร หรือติดลบ จนจมอยู่ในความสิ้นหวัง คนใดที่ยังอยู่กับเราในช่วงเวลาเช่นนั้น จึงนับว่าเป็นคนที่รักเราจริงและตัวเราเองก็ควรจะเป็นคนแบบนั้นสำหรับผู้อื่นด้วยเช่นกัน! บ่อยครั้งที่“ความทุกข์ยากไม่เพียงเปิดเผยหัวใจของคนที่อยู่กับเราแต่มันยังเปิดเผยหัวใจของเราที่มีต่อพวกเขาด้วย!”…แล้วเวลานี้ หัวใจของคุณเป็นอย่างไร?พี่น้องที่รัก ปกติเป็นเรื่องธรรมดาที่เราและคนอื่นๆ จะประสบความทุกข์ยากหรือความเดือดร้อนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพราะในชีวิตจริง เราคงไม่อาจหลีกเลี่ยงการเจอะเจอกับ~ความขัดใจและความขัดแย้ง~ความผิดใจและความผิดหวัง ~ความรำคาญใจและความอึดอัดใจ~ความไม่ได้ดังใจ และความเสียใจ และ~ความไม่พอใจในความเชื่อหรือพฤติกรรมของกันและกันในบางเรื่อง ฯลฯอย่างไรก็ตาม เราไม่ควรไร้หัวใจ ในการตอบสนองต่อกันและกันโดยใช้การลาจากที่แสนเจ็บปวดใจมากยิ่งกว่าสิ่งเหล่านั้น…มาเป็นทางเลือกปฏิบัติหรือตอบโต้ต่อกัน!เราควรตระหนักว่า ​ พระเจ้าทรงปรารถนาให้เรา มีความรัก ความเชื่อ และความหวังในกันและกันอยู่เสมอ​พระองค์ทรงปรารถนาให้เรามีความอดกลั้นอดทนต่อกันจนถึงที่สุด​พระองค์ทรงปรารถนาให้เรา เคียงข้างภักดีต่อกันไปจนกว่าวาระสุดท้ายจะมาถึง​พระองค์ทรงปรารถนาให้เกิดความเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่าง~เรากับพระเจ้าและ~เรากับพี่น้องคนอื่นๆของเรา​พระองค์ทรงปรารถนาให้พวกเราทำตามพระทัยของพระองค์มากยิ่งกว่ามุ่งความสำเร็จตามความปรารถนาของตัวเราเพราะความสำเร็จใดๆที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีของพระเจ้านั้น …นั่นไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง!พี่น้องที่รักขอให้เรารัก เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และตั้งปณิธานว่าเราจะไม่เลือกการแตกแยก การต่อสู้กัน การทอดทิ้ง และจากกันไปอย่างไร้เยื่อใยเป็นทางออกในการแก้ปัญหาในคริสตจักรของเราเป็นอันขาดแต่จะรีบปรับความเข้าใจ รื้อฟื้นความสัมพันธ์ให้กลับมาเหมือนเดิม และพัฒนาสัมพันธภาพให้ดียิ่งขึ้นกว่าที่ผ่านมาและถ้าหากไม่มีทางอื่นใดที่จะดีกว่าการทึ่เราต้องแยกจากกัน ก็ขอให้1.เป็นการจากกันไปที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า และ2.เป็นการจากกันที่ให้เกียรติแก่กันและกันมากที่สุด… เห็นด้วยไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 13พฤษภาคม2026(ตอนที่43ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน กลับใจก่อนหมดเวลา Ep.1627

    Play Episode Listen Later May 12, 2026 6:07


    พระธรรมนำชีวิตตอน กลับใจก่อนหมดเวลา Ep.1627เรื่องราวที่เรากำลังเรียนรู้อยู่ เราต้องเข้าใจก่อนว่า นี่คือคำเตือนของพระเจ้าก่อนเวลาแห่งการพิพากษาจะมาถึง ซึ่งผมก็อยากให้พวกเราอ่าน ฟัง ใช้เวลาทบทวนชีวิตของเราไปด้วยว่า พระเยซูทรงไถ่เราและทรงนำเราเข้ามาติดสนิทกับพระองค์ เพื่อให้ชีวิตที่เคยเป็นเหมือนองุ่นป่าเกิดผลที่ดีได้แล้ว เราจะปล่อยตัว ปล่อยใจไปตามความต้องการ โดยจงใจที่จะละทิ้งพระเจ้าหันไปรักพระอื่นหรือเปล่า เยเรมีย์ 2:20-25 เป็นภาพเปรียบเทียบที่แรงมาก'“เพราะว่านานมาแล้วเจ้าหักแอกของเจ้า และทำลายโซ่ตรวนของเจ้าเสีย และเจ้าได้กล่าวว่า ‘ข้าจะไม่ปรนนิบัติ' เพราะเจ้าได้นอนลงเล่นชู้ บนเนินเขาสูงทุกแห่ง และใต้ต้นไม้เขียวสดทุกต้น ' เยเรมีย์ 2:20แอกและโซ่ตรวน กำลังพูดถึงการทรงนำและการดูแลของพระเจ้า พระองค์ทรงไถ่พวกเขาออกมาจากการเป็นทาสในอียิปต์ เพื่อให้อิสระแก่พวกเขาในการติดตามพระองค์ แต่พวกเขากลับใช้เสรีภาพนั้นเพื่อหันไปหาสิ่งอื่นแทน พวกเขาพูดว่าจะไม่ปรนนิบัติเพราะเขาได้นอนลงเล่นชู้ ซึ่งเป็นภาพจริงที่คนของพระเจ้าหันไปนมัสการพระของคนคะนาอัน ที่การนมัสการคือการร่วมเพศกับผู้รับใช้ชาย หญิงของพระนั้น พิธีกรรมนี้สนุกแน่นอนจนหลายคนหลงใหลติดอยู่ในบาปนั้น ชีวิตของเราหลายครั้งก็เป็นแบบนั้น พระเจ้าไถ่ปลดปล่อยเราจากบาปจากชีวิตเก่า แต่หัวใจของเรายังโหยหาสิ่งเดิม ๆ สิ่งที่สนุก สิ่งที่ชอบอยู่ ขอเรานำบทเรียนนี้มาสำรวจชีวิตว่า เรายังหลงใหล หรือติดอยู่กับความสนุกอะไร ที่ขัดแย้งกับความเป็นพระเจ้าอยู่หรือเปล่า ขอเราหยุด ก่อนที่จะถึงเวลาแห่งการพิพากษานะครับ'แต่เราได้ปลูกเจ้าไว้เป็นเถาองุ่นอย่างดี เป็นพันธุ์แท้ทั้งนั้น แล้วทำไมเจ้าเสื่อมทรามลง จนกลายพันธุ์ไปได้? ' เยเรมีย์ 2:21ข้อ 21 พระเจ้าได้ทรงเลือก ทรงเรียกอิสราเอลไว้เป็นชนชาติพิเศษ แต่พวกเขาเลือกที่จะติดตามพระอื่น จนกลายพันธุ์ไป วันนี้พระเยซูทรงยอมตายเพื่อเปลี่ยนแปลงเรา ทำให้เราเป็นองุ่นพันธุ์ดีที่ต้องติดอยู่กับพระเยซูเพื่อเราจะเกิดผลมาก ในข้อ 22 พูดถึงน้ำด่างและสบู่ เป็นภาพของความพยายามทุกอย่างของมนุษย์ที่จะล้างความผิดบาปของตนเอง แต่ต่อให้พยายามมากแค่ไหน บาปนั้นก็ยังอยู่ต่อหน้าพระเจ้า ข้อ 23-24 พระเจ้าทรงเปรียบเทียบพวกเขากับพฤติกรรมของสัตว์สองชนิด อูฐสาวคะนองอยู่ไม่สุข พฤติกรรมนี้คือควบคุมไม่ได้ มันวิ่งไปทั่วตามความต้องการ และลาป่าที่อยู่ในฤดูติดสัด มันตั้งใจวิ่งไปหาคู่เพื่อผสมพันธุ์ตามอารมณ์ความอยากของมัน วันนี้พระเยซูทรงไถ่เราแล้ว พระองค์ทรงให้อิสระเสรีภาพกับเราแล้ว เราใช้มันอย่างไร ใช้เสรีภาพนั้นตามพระประสงค์ของพระเจ้า หรือเราใช้มันอย่างอูฐสาว หรือลาที่ติดสัด'อย่าไปเท้าเปล่า และอย่าให้คอแห้ง แต่เจ้ากล่าวว่า ‘เหลวไหล เพราะข้าได้รักพระอื่น และข้าจะติดตามไป' ' เยเรมีย์ 2:25ขอบคุณคณะแปลในฉบับนี้ที่ตีความให้เราเข้าใจว่า คนแปลกหน้า หมายถึง พระอื่น นี่เป็นบทสรุปที่ประชากรพระองค์ละทิ้งพระองค์ และเป็นจุดที่น่ากลัวมาก อิสราเอลไม่ได้พูดว่า ข้าเผลอทำผิด แต่พูดว่า ข้ารักคนแปลกหน้า ในบริบทนี้หมายถึง พระอื่น หรือสิ่งที่เข้ามาแทนที่พระเจ้า ปัญหาของเราคือการทำบาปด้วยการรักสิ่งอื่นมากกว่าพระเจ้า บาปไม่ได้เริ่มตอนที่ลงมือทำ มันเริ่มตั้งแต่ในใจที่เราคิดถึงมัน จนเราเองไม่สามารถควบคุมมันได้เหมือนอูฐสาว และอย่างลาติดสัด กระบวนการของความบาปเริ่มจากการคิดถึง แล้วก็เริ่มลอง เพราะคิดว่าไม่มีใครรู้เห็น ไม่มีใครเห็น แต่ความจริงเพราะพระเจ้าทรงทราบและเห็นทุกสิ่ง เมื่อทำมันจะเริ่มชอบ จนพัฒนาไปเป็นรักมัน และสุดท้ายก็จบลงที่เลิกไม่ได้ เพราะเสพติดสิ่งนั้นแล้ว ขอพระเจ้านำให้เราจะคิดถึงพระเจ้าตลอดเวลา ติดอยู่ อาศัยอยู่ในพระองค์ จดจ่อที่พระเจ้า พระเยซู พึ่งพากำลังที่มาจากพระวิญญาณของพระเจ้า เพื่อเราจะไม่หลุดไปจากพระเจ้า วันนี้ยังมีเวลาครับ พระเยซูตรัสไว้ว่า จงกลับใจเสียใหม่ แผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว ขอเราอย่าปล่อยตัว ปล่อยใจจนหมดเวลาเหมือนประชากรของพระเจ้าทั้งอิสราเอล และยูดาห์ ถ้าถึงวันนั้นต่อให้ร้องไห้เสียใจ สำนึกผิด ก็ไม่ทันแล้วนะครับ ขอพระเจ้าเมตตาเราทุกคนครับ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    พระธรรมนำชีวิต ตอน อย่า(เลือก)หาเรื่องใส่ตัว Ep.1626

    Play Episode Listen Later May 12, 2026 5:49


    พระธรรมนำชีวิตตอน อย่า(เลือก)หาเรื่องใส่ตัว Ep.1626การเลือกของเรามีผลตามมาเสมอ ถ้าเราเลือกที่จะยำเกรงและเชื่อฟังพระเจ้า แม้ในตอนแรกอาจดูยาก แต่ระหว่างทางเราจะปลอดภัยและมีความสุข แต่ถ้าเราเลือกตามใจตัวเอง ทำในสิ่งที่ใคร ๆ เขาก็ทำกัน แม้ตอนแรกอาจจะดูสนุกและง่าย แต่สุดท้ายเราก็ต้องรับผลของสิ่งที่เราเลือกเอง เยเรมีย์ 2:14–19 กำลังอธิบายว่า ทำไมอิสราเอลจึงกำลังจะพัง ทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพระเจ้าโหดร้าย แต่เกิดจากสิ่งที่พวกเขาเลือกเอง'“อิสราเอลเป็นทาสเขาหรือ? หรือเป็นทาสที่เกิดมาในบ้าน? เหตุใดเขาจึงตกเป็นของปล้น? ' เยเรมีย์ 2:14นี่เป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ แต่ถามเชิงประชดประชัน และพระเจ้ากำลังเตือนว่า อิสราเอลไม่ควรกลับไปอยู่ในสภาพเหมือนทาสอีก เพราะอิสราเอลเป็นประชากรที่พระเจ้าทรงไถ่และทรงเลือกไว้ แต่พวกเขากลับเลือกละทิ้งสิทธิพิเศษนั้น ผู้เชื่อในวันนี้ก็เช่นกัน พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เราออกจากการเป็นทาสของบาปแล้ว ใน โรม 6:22 บอกว่า “แต่เดี๋ยวนี้พวกท่านพ้นจากการเป็นทาสของบาป และกลับมาเป็นทาสของพระเจ้าแล้ว...” พวกเราจึงไม่ควรกลับไปใช้ชีวิตภายใต้ความกลัว ความอยากทางเนื้อหนัง และการแสวงหาการยอมรับจากโลกนี้ในวรรคต่อมาข้อ 15 “เหล่าสิงห์หนุ่มคำรามใส่เขา…” นั่นคืออัสซีเรีย และบาบิโลนที่จะมาทำลายพวกเขา ข้อ 16 “เมืองเมมฟิสและเมืองทาปานเหส ได้โกนกระหม่อมของเจ้าแล้ว” 2 เมืองนี้คืออียิปต์ ถ้าเรายังจำ พงศ์กษัตริย์ที่เราผ่านมาได้แล้ว เราจะพบว่า เขากลับสร้างพันธมิตรไปขอความช่วยเหลือจากอียิปต์ แต่คนอียิปต์นั้น “ได้โกนกระหม่อมของเจ้าแล้ว” การโกนศรีษะในเวลานั้น คือการทำให้อับอาย'เจ้าหาเรื่องเหล่านี้มาใส่ตัวเจ้าเองไม่ใช่หรือ โดยการทอดทิ้งพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า เมื่อพระองค์ทรงนำเจ้าไปตามทาง? ' เยเรมีย์ 2:17ผลทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น มาจากการเลือกของพวกเขาเอง สิ่งนี้ไม่ได้เกิดจากการที่พระเจ้าทอดทิ้งพวกเขา แต่เกิดจากพวกเขาทอดทิ้งพระเจ้าเอง พวกเขาละทิ้งพระเจ้าผู้ทรงนำพวกเขา ทั้ง ๆ ที่ทางของพระเจ้านั้นดีและปลอดภัยที่สุด แต่พวกเขาก็กลับเลือกทางของตัวเอง 'ดังนั้นเจ้าได้อะไรจากการลงไปยังอียิปต์ เพื่อดื่มน้ำในแม่น้ำไนล์? หรือเจ้าได้อะไรจากการลงไปยังอัสซีเรีย เพื่อดื่มน้ำในแม่น้ำยูเฟรติส? ' เยเรมีย์ 2:18“เพื่อดื่มน้ำ” คือการแสวงหาความมั่นคงจากโลก พวกเขาวิ่งวุ่นไปคนละทิศละทาง เพื่อหาสิ่งที่คิดว่าจะช่วยพวกเขาได้ พวกเขากำลังดื่มน้ำในแม่น้ำไนล์ที่ขุ่นมัว และแม่น้ำยูเฟรติสที่อันตราย ทั้งที่ในข้อ 13 พวกเขาน้ำพุแห่งชีวิตอยู่ต่อหน้าพวกเขาแล้ว หลายครั้งเราก็เป็นแบบนั้น เราวิ่งหา เงิน ความสำเร็จ ความสัมพันธ์ คอนเนคชั่นและการยอมรับจากผู้คน โดยคิดว่าสิ่งเหล่านั้นจะทำให้ชีวิตมั่นคง แต่สุดท้าย สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่กดดัน ควบคุม และทำร้ายหัวใจเราเอง'ความชั่วร้ายของเจ้าจะตีสอนเจ้าเอง และความไม่ซื่อสัตย์ของเจ้าจะตำหนิเจ้า เจ้าจงรู้และเห็นเถิดว่ามันเป็นความชั่วและความขมขื่น ที่ทอดทิ้งพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า และความยำเกรงเราไม่ได้อยู่ในเจ้าเลย” พระยาห์เวห์องค์เจ้านายผู้ทรงเป็นจอมทัพตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 2:19หลายครั้งพระเจ้าทรงพิพากษา โดยทรงปล่อยให้มนุษย์ได้รับผลของบาปที่พวกเขาเลือกเอง บาปไม่ได้แค่ทำผิดต่อพระเจ้า แต่มันย้อนกลับมาทำร้ายชีวิตเราเองด้วย ตอนแรกบาปก็ดูน่าสนใจ ตื่นเต้น สนุก และดูเหมือนให้อิสระ แต่สุดท้ายมันจะทิ้งความขมขื่นไว้เสมอ ความบาปจะค่อย ๆ กัดกินชีวิต ความสัมพันธ์ และหัวใจจากภายใน การละทิ้งพระเจ้าอาจดูเหมือนอิสระในช่วงแรก แต่สุดท้ายจะเหลือเพียงความว่างเปล่า ความเจ็บปวด และความขมขื่น คนที่ไม่ยำเกรงพระเจ้า จะวิ่งหาความมั่นคงจากสิ่งอื่นเสมอ'เพราะฉะนั้นถ้าพระบุตรทรงทำให้พวกท่านเป็นไท ท่านก็เป็นไทจริงๆ ' ยอห์น 8:36พระเยซูคริสต์ไม่ได้เพียงแค่ยกโทษบาป พระองค์ทรงปลดปล่อยเราให้เป็นไท เป็นอิสระจริง ๆ วันนี้เรากำลังพึ่งอะไรแทนพระเจ้าหรือเปล่า มีอะไรที่เราคิดว่ามันจะช่วยชีวิตเราได้ แต่จริง ๆ แต่มันกำลังทำร้ายชีวิตเราอยู่บ้างไหม อย่าปล่อยให้หัวใจวิ่งกลับไปหาสิ่งที่พระเจ้าทรงไถ่เราออกมาแล้ว เพราะคนที่พระเจ้าทรงไถ่แล้ว ต้องไม่กลับไปใช้ชีวิตเหมือนทาสอีกวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่42) คนถูกทอดทิ้ง!(2)

    Play Episode Listen Later May 12, 2026 5:22


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่42)คนถูกทอดทิ้ง!(2)“พระองค์ทรงให้พี่น้องห่างเหินข้าคนสนิทชิดเชื้อก็กลายเป็นคนแปลกหน้า ญาติของข้าจากไป เพื่อนฝูงก็ลืมข้า”‭‭ ~โยบ‬ ‭19‬:‭13‬-‭14‬ ‭TNCV‬‬“My brothers stay far away from me. My friends are complete strangers to me. My relatives and my closest friends have stopped coming. My house guests have forgotten me.”~‭‭Job‬ ‭19‬:‭13‬-‭14‬ ‭GW‬‬คุณเคยถูกคนที่คุณรัก ทอดทิ้งคุณไปบ้างไหม?คุณเคยถูกคนที่บอกว่ารักคุณ แต่กลับ เดินจากไป อย่างไร้เยื่อใยบ้างหรือไม่?ไม่ว่าจะเป็น​เขาจากคุณไปเอง ​มีคนทำให้เขาจากคุณไป​มารทำให้เขาจากคุณไป หรือ ​พระเจ้าทรงนำให้เขาจากไป ผมเอวเคยเจอมากับตัยหลายครั้งและหวังว่าจะไม่เจออีก!อันที่จริงในเรื่องของคริสตจักร ก็มีบางคนที่จากผมหรือคริสตจักรที่ผมอยู่ ไปโดยไม่บอกกล่าว แต่บางคนดีหน่อยช่วยบอกเหตุผลให้รู้บ้าง~บ้างก็บอกว่าอยู่กับผมแล้วไม่ได้หรือไม่ก้าวหน้าอย่างที่เขาต้องการ~บ้างก็บอกว่า อยู่กับผมแล้ว ก้าวหน้าช้า ไม่ใช่แนวที่ชอบ~บ้างก็บอกว่า อยู่กับผมแล้วไม่เกิดผลหวือหวาเหมือนอยู่กับคนอื่น~บ้างก็บอกว่า อยู่กับผมแล้ว ไม่เห็นหรือไม่มีอนาคต~บ้างก็บอกว่า เขาไม่พอใจที่ผมไม่จัดการกับคนบางคนหรือเรื่องบางเรื่อง~บ้างก็บอกว่า พระเจ้าทรงนำเขาให้ไปช่วยพันธกิจบางอย่างที่ต้องการเขามากกว่า~บ้างก็บอกว่า พระเจ้าทรงเรียกเขา ให้ไปเริ่มพันธกิจใหม่~บ้างก็บอกว่า เขาไม่ชอบคนบางคนที่อยู่กับผม ขอจากไป ดีกว่า~บ้างก็บอกว่า เขาไปที่อื่น เพื่อเห็นแก่คนที่เขารักและห่วงใย~บ้างก็บอกว่า เขาจากไป เพราะแนวทาง วิถีทาง หรือ ความเชื่อของเราต่างกัน ~บ้างก็บอกว่า ไม่มีปัญหาอะไรกับผมหรือกับโบสถ์เลยแต่ที่เขาต้องจากไปด้วยเพราะเห็นแก่คนบางคนที่เขาชอบพอกัน หรือคนในครอบครัวที่ขอจากไปด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่งข้างต้น ฯลฯแต่ไม่ว่า จะด้วยเหตุผลใด การที่เขาบางคนทำตัวห่างเหินเหมือนไม่รู้จักกัน จากไป หรือ ทิ้งผมและพี่น้องไปล้วนสร้างความเจ็บปวด ร้าวลึกในหัวใจผมทั้งสิ้น!อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผมคนเดียวเท่านั้นที่เคยถูกทอดทิ้งยังมีคนอีกไม่น้อยที่เคยมีประสบการณ์เช่นเดียวกันนี้ แม้แต่องค์พระเยซูคริสต์เอง ก็ทรงผ่านประสบการณ์คล้ายคลึงกันนั่นคือ พระองค์ก็เคยถูกทอดทิ้ง~พวกสาวกทอดทิ้งพระองค์หนีไป~เปโตรผู้ใกล้ชิดพระองค์มากที่สุด ก็ปฏิเสธพระองค์~ฝูงชนที่เคยโห่ร้องต้อนรับพระองค์กลับร่ำร้องให้ตรึงพระองค์ ฯลฯดังนั้น จึงน่ายินดี ที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นมหาปุโรหิตที่ 1). “เห็นใจ” ความอ่อนแอของเรา2).“เข้าใจ” ความเจ็บของการถูกปฏิเสธและถูกทอดทิ้งของเราอย่างแท้จริงดังนั้น เราจึงไม่ควรท้อแท้ ในยามที่คนบางคนหรือบางกลุ่มเดินจากเราไปตราบใดที่เราตรวจดูแล้ว เราแน่ใจว่า เราอยู่ฝ่ายเดียวกับพระเจ้า และมีพระเยซูคริสต์สถิตกับเราขอให้เราจดจำไว้เสมอว่า“มนุษย์อาจทอดทิ้งเราในยามที่เราย่ำแย่แสนสาหัสแต่พระเจ้าทรงอยู่ใกล้ที่สุดในวันที่เรารู้สึกโดดเดี่ยวมากที่สุด”“People may abandon us in our darkest and most difficult moments,but God is closest to us on the days we feel the most alone.”ดังนั้น ที่ผ่านมา เมื่อพบเจอเหตุการณ์ในทำนองนั้น ​ผมจึงเข้าใกล้ชิดติดสนิทกับพระเจ้ามากขึ้น​ผมทูลขอสติปัญญาและกำลังเพิ่มขึ้นในการรับมือกับความเจ็บปวดนั้น​ผมทูลขอให้พระเจ้าทรงอวยพรให้ทุกคนที่จากผมไป อย่างจริงใจ โดยขอให้ทุกคน1).ล้วนไปดี และ2).พบเจอคนที่ดีกว่าผมในทุกที่ที่เขาไป!4.ผมทูลขอความเข้มแข็งให้กับทุกคนที่ยังอยู่กับผม ให้เขามีกำลังและความสุขความเจริญเติบโตมากขึ้น5.ผมเรียนรู้ในการสำรวจตัวเอง ปรับปรุงแก้ไขตัวเองให้ดีขึ้น6.ผมเดินหน้าต่อไปกับพระคริสต์และกับพี่น้องที่อยู่ด้วยความไว้วางใจในพระเจ้าอย่างมีความสุขและความยินดี7.ผมเตรียมพร้อม ที่จะรอรับพี่น้องทุกคนที่จากไป ในยามที่เขาหวนคืนกลับมา!…ทำอย่างนี้ ดีไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 12พฤษภาคม2026(ตอนที่42ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่41) คนถูกทอดทิ้ง!(1)

    Play Episode Listen Later May 10, 2026 5:14


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่41)คนถูกทอดทิ้ง!(1)“พระองค์ทรงให้พี่น้องของข้าออกห่างจากข้า เพื่อนของข้าก็หมางเมินข้าไป ญาติของข้าผละหนี และเพื่อนของข้าก็ทิ้งข้า”‭‭ ~โยบ‬ ‭19‬:‭13‬-‭14‬ ‭THSV11‬‬ “God has made my own family forsake me; I am a stranger to those who knew me; my relatives and friends are gone.”‭‭ ~Job‬ ‭19‬:‭13‬-‭14‬ ‭GNT‬‬โยบกล่าวพรรณนาสถานการณ์ชีวิตของท่านด้วยถ้อยคำข้างต้นในช่วงที่ท่านกำลังทุกข์หนักที่สุดในชีวิต คือ ​ถูกพรากแทบทุกสิ่งที่มี จนสูญเสียทรัพย์สิน ลูกๆ และสุขภาพ ​ถูกเข้าใจผิดจากพี่น้องที่ออกห่าง​ถูกญาติๆผละหนี​ถูกเพื่อนๆทอดทิ้ง​ถูกมิตรสนิทกวนใจให้หงุดหงิด​ถูกภรรยาประชดประชันให้ไปตาย​ถูกซาตานเล่นงานหนักแบบสาหัสใช่ครับ โยบเจ็บปวดจากการสูญเสียและการถูกทอดทิ้งซึ่งไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดทางกายจากการเสียสุขภาพหรือ เสียทรัพย์สินสิ่งของ แต่ยังเป็นความเจ็บปวดรวดร้าวใจจากการที่คนใกล้ตัวต่างล้มหายตายจาก หรือหนีไป ในวันที่ท่านสูญสิ้นและล้มลง!แล้วเราเรียนรู้อะไร จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับโยบบ้าง?​ความทุกข์ทำให้เห็นว่า คนอยู่กับเรา หรือ จากเราไปเพราะอะไร?1).คนบางคนอยู่กับเรา ~เพราะว่าเรา(มั่ง)มี(ในสิ่งที่เขาต้องการ)2).คนบางคนจากเราไป~เพราะว่าเราไม่มี(ในสิ่งที่เขาปรารถนา)ตอนโยบมั่งคั่ง มีเกียรติ ทุกคนก็อยู่กับท่านแต่เมื่อชีวิตของท่านพัง หรือสูญสิ้น คนจำนวนมากก็ถอยห่างสิ่งนี้สะท้อนความจริงในชีวิตของมนุษย์ว่าบางความสัมพันธ์นั้น ผูกกับ “ผลประโยชน์” มากกว่า “ความรัก”โยบจึงรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างที่สุด!​ความศรัทธาทำให้โยบยอมรับในสิ่งที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดขึ้นกับท่านได้ท่านพูดว่า“พระองค์ทรงให้พี่น้องของข้าออกห่างจากข้า”นี่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าทรงโหดร้ายต่อเท่าน แต่โยบกำลังยอมรับว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ นอกจากพระะจ้าทรงอนุญาต ไม่ว่าท่าน1).จะเข้าใจในพระประสงค์ของพระเจ้า หรือ2).จะไม่เข้าใจว่า“ทำไมพระเจ้ายอมให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น?“แต่กระนั้น ท่านก็ยังพูดกับพระเจ้าและ ไม่ได้หันหนีไปจากพระองค์นี่คือความเชื่อที่ยังเหลืออยู่ท่ามกลางความเจ็บปวด!​ ความโดดเดี่ยวเป็นหนึ่งในความทุกข์ที่หนักที่สุดที่คนเราจะรับได้บางครั้ง“การสูญเสียสิ่งของ” ยังไม่เจ็บปวดเท่ากับ“การถูกคนที่รักเมินเฉย!”มนุษย์เราถูกสร้างมาเพื่อความสัมพันธ์ดังนั้นการถูกทอดทิ้งที่ทำลายสัมพันธภาพจึงเป็นสิ่งที่กระทบลึกปวดร้าวถึงหัวใจ!และนี่ทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของคนที่กำลังทุกข์เจ็บปวดว่าสิ่งที่เขาต้องการที่สุดในยามเช่นนั้นไม่ใช่“คำสอน”(ที่ถูกต้อง สมบูรณ์ลึกซึ้ง)แต่ต้องการคนที่“อยู่ข้างๆ”(ด้วยความเข้าอกเข้าใจ)!พี่น้องที่รัก“คนจำนวนมากมักเดินเข้ามาหา ในวันที่เราประสบความสำเร็จแต่คนที่ยังอยู่กับเราในวันที่เราพังทลาย คือของขวัญล้ำค่าจากพระเจ้า!”ดังนั้น ​ขอให้เรายึดมั่นในพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยามที่เราเผชิญกับความทุกข์และการถูกทอดทิ้ง2.ขอให้เราจะไม่ทอดทิ้งผู้ใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ไม่ทอดทิ้งเรา3.ขอให้เรามองดูว่า“ผู้ใด”ที่กำลังทุกข์ยาก 1).จงเดินเข้าไปหาเขา ให้กำลังใจเขาด้วยความรักห่วงใย2).จงอยู่เคียงข้างเขา จนกว่าเขาจะผ่านพ้นไปได้ โดยไม่ต้องพูดหรือสอนอะไร( นอกจากที่จำเป็นจริงๆ)3).จงช่วยในสิ่งที่เขาต้องการซึ่งจำเป็นจริงๆก่อน …จะดีไหม?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 11พฤษภาคม2026(ตอนที่41ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน อย่าขุดบ่อเอง Ep.1625

    Play Episode Listen Later May 10, 2026 5:39


    พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าขุดบ่อเอง Ep.1625จุดเริ่มต้นของการห่างจากพระเจ้า มักเกิดขึ้นเมื่อเราเริ่มคิดว่า มีสิ่งอื่นที่เติมเต็มชีวิตเราได้มากกว่า เริ่มคิดว่าความสำเร็จทำให้เรามั่นคงกว่า เงินทำให้เราปลอดภัย นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราละทิ้งพระเจ้า เยเรมีย์ 2:4–13 พระเจ้าทรงโต้แย้งกับประชากรของพระองค์ด้วยความเสียพระทัย ในข้อ 5 พระเจ้าทรงทวงถามว่าพระองค์ทำผิดอะไร 'พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “บรรพบุรุษของเจ้าพบความผิดอะไรในเราเล่า? เขาจึงห่างเหินจากเรา และไปติดตามสิ่งไร้ค่า และได้กลายเป็นสิ่งไร้ค่า ' เยเรมีย์ 2:5สิ่งไร้ค่า คำนี้กำลังบอกถึงสิ่งที่มีอยู่จริง แต่จับต้องไม่ได้ และจะหายไปอย่างรวดเร็ว เช่น หมอก เมื่ออิสราเอลหันไปจากพระเจ้าหันไปติดตามสิ่งว่างเปล่า สุดท้ายพวกเขาก็กลายเป็นคนว่างเปล่า มนุษย์จะค่อย ๆ กลายเป็นเหมือนสิ่งที่ตัวเองนมัสการ ถ้าใจของเราหมกมุ่นอยู่กับชื่อเสียง เงินทอง ความสำเร็จ หรือการยอมรับจากคนอื่น สุดท้ายชีวิตจะเหนื่อยและว่างเปล่า เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่สามารถเติมหัวใจมนุษย์ได้จริง วรรคต่อมาข้อ 6-7 กำลังสะท้อนถึงวันที่ยากลำบากในถิ่นทุรกันดาร ชีวิตลำบากนั้น พวกเขากลับพึ่งพาพระเจ้า แต่เมื่ออยู่ในดินแดนแห่งพระสัญญา ชีวิตสบายก็กลับละทิ้งพระเจ้า ข้อ 8 ได้ระบุถึงความล้มเหลวของระบบมนุษย์ ปุโรหิตไม่แสวงหาพระเจ้า ผู้เชี่ยวชาญธรรมบัญญัติรู้บทบัญญัติ แต่ไม่รู้จักพระเจ้าและแม้แต่ผู้เผยพระวจนะก็ยังไปฟังเสียงของพระบาอัลวรรคต่อมาข้อ 9-11 พระเจ้าตรัสว่า “เราจึงยังคงโต้แย้งกับเจ้า” คำว่า “โต้แย้ง” เป็นภาพของการฟ้องร้องในชั้นศาล พระเจ้ากำลังนำคดีของประชากรของพระองค์มาพิจารณา เพราะคนอิสราเอลละทิ้งพระองค์ พระเจ้าตรัสว่า ให้พวกเขาไปดูตั้งแต่เกาะไซปรัส จนถึงเมืองเคดาร์'มีชนชาติใดเคยเปลี่ยนพระของตน แม้ว่าพระเหล่านั้นไม่ได้เป็นพระ? แต่ประชากรของเราได้เอาศักดิ์ศรีของเขา แลกกับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ' เยเรมีย์ 2:11แปลความให้เข้าใจคือ ไม่มีชนชาติใดที่ละทิ้งพระของตน แม้ว่าพระเหล่านั้นจะไม่ใช่พระเจ้าเที่ยงแท้ก็ตาม แต่คนอิสราเอลกลับละทิ้งพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ไปติดตามสิ่งปลอมที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ชนชาติที่กราบไหว้รูปเคารพยังซื่อสัตย์ต่อพระของตน แต่ประชากรของพระเจ้ากลับทอดทิ้งพระองค์ ผู้ทรงช่วยกู้ ดูแล และเลี้ยงดูพวกเขามาตลอด ปัญหาของอิสราเอลจึงไม่ใช่แค่นมัสการผิด แต่คือหัวใจของเขาเปลี่ยนเจ้าของ'“เพราะว่าประชากรของเราได้ทำความชั่วถึงสองประการ เขาได้ทอดทิ้งเรา ซึ่งเป็นน้ำพุที่มีน้ำแห่งชีวิต แล้วสกัดบ่อน้ำไว้สำหรับตนเอง เป็นบ่อแตกที่ขังน้ำไม่ได้ ' เยเรมีย์ 2:13บาปสองประการของพวกเขาคือ การทอดทิ้งพระเจ้า และพยายามสร้างแหล่งความมั่นคงอื่นมาแทนที่พระเจ้า พระเจ้าทรงเรียกพระองค์เองว่า “น้ำพุแห่งชีวิต” น้ำพุในโลกโบราณคือแหล่งน้ำสดใหม่ที่ไหลอยู่เสมอ สะอาด มีชีวิตและไม่หมดง่าย ต่างจากบ่อเก็บน้ำที่มนุษย์ต้องขุดขึ้นเอง ซึ่งเต็มไปด้วยตะกอน สกปรก และถ้าเป็นบ่อที่แตก น้ำก็จะค่อย ๆ รั่วหายไปจนไม่เหลืออะไรเลย พระเจ้ากำลังบอกว่า ประชากรของพระองค์กำลังทำสิ่งที่โง่อย่างที่สุด คือทิ้งน้ำพุแห่งชีวิต แล้วไปเหนื่อยขุดบ่อแตกที่เก็บน้ำไม่ได้ นี่มันคือภาพของมนุษย์ทุกยุค เราพยายามสร้างบ่อของตัวเอง บ่อแห่งเงินทอง ความสำเร็จ บ่อแห่งการยอมรับจากผู้คน ทั้งหมดนี้เป็นบ่อแตกที่เราพยายามขุดเอง สุดท้ายก็ไร้ค่าและจะหายวับไปอย่างหมอกควัน'พระเยซูตรัสตอบว่า “ทุกคนที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก แต่คนที่ดื่มน้ำที่เราจะให้กับเขานั้น จะไม่มีวันกระหายอีกเลย น้ำที่เราจะให้เขานั้นจะกลายเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์” ' ยอห์น 4:13-14นี่คือสิ่งที่พระเยซูทรงพูดกับหญิงชาวสะมาเรีย ตัวเราเองหรือโลกนี้ให้ได้เพียงบ่อแตกที่ขังน้ำไม่ได้ แต่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นน้ำแห่งชีวิต วันนี้เรากำลังดื่มน้ำจากที่ไหน มีอะไรในชีวิตที่กำลังแทนที่พระเจ้าหรือเปล่า หัวใจมนุษย์จะไม่มีวันอิ่ม จนกว่าจะกลับมาหาพระเจ้า พระเจ้าเท่านั้นที่จะเติมเต็มหัวใจของเรา อย่าเสียเวลาไปกับการขุดบ่อที่ขังน้ำไม่ได้ เพราะไม่มีบ่อไหนที่จะแทนที่น้ำพุแห่งชีวิต ตือพระเยซูคริสต์ได้ครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่40) เมื่อคุณกลัว คุณทำอย่างไร?

    Play Episode Listen Later May 9, 2026 4:05


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่40)เมื่อคุณกลัว คุณทำอย่างไร?“เมื่อข้าพระองค์กลัว ข้าพระองค์วางใจในพระองค์”‭‭ ~สดุดี‬ ‭56‬:‭3‬ ‭THSV11‬‬“Even when I am afraid, I still trust you.”‭‭ ~Psalms‬ ‭56‬:‭3‬ ‭GW‬‬มีคำเขียนไว้ว่า“ความเชื่อ(ศรัทธา)ในพระเจ้าไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความกลัวอยู่เลยแต่คือการไม่ยอมให้ความกลัวเข้ามาควบคุมเรา!”( Faith is not the absence of fear,but the refusal to.)เวลานี้ คุณกำลังอยู่ใต้ความกลัวในเรื่องใดอยู่หรือไม่?แล้วคุณรับมือกับความกลัวเหล่านั้นอย่างไร?มีอะไรหรือใคร ที่ทำให้คุณไม่กลัวแล้วบ้าง?กษัตริย์ดาวิด เล่าประสบการณ์ในเรื่องนี้ ไว้ว่า​“เมื่อข้าพเจ้ากลัว”~กษัตริย์ดาวิดไม่ได้ปฏิเสธเรื่องความรู้สึกกลัว ท่านยอมรับตรง ๆ ว่าท่านกลัวพระคัมภีร์ก็ไม่ได้สอนให้เรา “ไม่มีความรู้สึก”แต่สอนให้เรารู้จัก “จัดการกับความรู้สึกอย่างถูกต้อง” เพื่อว่าเราจะได้~ไม่ต้องกังวลไม่ว่าจะเป็นเรื่องอดีต ปัจจุบัน หรือเรื่องอนาคต~ไม่ต้องกลัวปัญหาใดๆที่ควบคุมไม่ได้~ไม่ต้องกระวนกระวายและรู้สึกไม่มั่นคงกับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ใดๆ​“ข้าพเจ้าวางใจ”~กษัตริย์ดาวิดบอกให้เราตัดสินใจโดยไม่ใช้อารมณ์เป็นหลักแต่ให้เป็น “การเลือก”อย่างตั้งใจที่จะวางใจในพระเจ้าด้วยความเชื่อแม้ว่ายังมีความกลัวอยู่ก็ตามนั่นคือ “เลือกวางใจแม้ยังกลัวอยู่”สิ่งที่เราควรกระทำ คือ1).ยอมรับความรู้สึกกลัวนั้น2).อธิษฐานบอกความรู้สึกนั้นตรง ๆ ต่อพระเจ้า3).เลือกที่จะวางใจ (แม้ความรู้สึกกลัวยังไม่หายไปในทันที)3 “ในพระองค์”เราต้องไม่วางใจในตัวเอง ในมนุษย์คนใด หรือในสถานการณ์ใดแต่ให้เราวางใจในพระเจ้าและยึดพระองค์เป็นที่พึ่งและวางใจในพระองค์ ด้วยความมั่นใจสรุปขอให้เราจำไว้ว่า“ความกลัวเป็นความรู้สึก แต่ความไว้วางใจคือการตัดสินใจ”(Fear is a feeling,but trust is a choice.)ดังนั้น ความกลัวอาจเกิดขึ้นได้ แต่ไม่จำเป็นต้องให้มันควบคุมชีวิตเราเราสามารถเลือกตัดสินใจวางใจพระเจ้า แม้แต่ในขณะที่เรายังรู้สึกกลัว!ขอย้ำอีกครั้งว่า“เราอาจควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ แต่เราสามารถเลือกวางใจพระเจ้าได้”(We may not control situations, but we can choose to trust God.)…อาเมนไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 10พฤษภาคม2026(ตอนที่40ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี#LC26 London

    พระธรรมนำชีวิต ตอน เพราะเราเป็นของพระเจ้า Ep.1624

    Play Episode Listen Later May 9, 2026 5:00


    พระธรรมนำชีวิตตอน เพราะเราเป็นของพระเจ้า Ep.1624ทุกวันนี้โลกให้คุณค่าของชีวิตจากความสามารถ ความสำเร็จ การยอมรับของผู้คน หรือภาพลักษณ์ภายนอก แต่พระเจ้ามองต่างออกไป ในสายพระเนตรของพระองค์ เราเป็นคนที่มีคุณค่าเพราะเราถูกแยกไว้เป็นของพระองค์ เยเรมีย์ 2:3 คนอิสราเอลมีคุณค่า ไม่ใช่เพราะพวกเขาดีหรือสมบูรณ์แบบ แต่เพราะเขาเป็นของพระเจ้า 'อิสราเอลนั้นบริสุทธิ์ต่อพระยาห์เวห์ คือเป็นผลิตผลรุ่นแรกของพระองค์ ทุกคนที่กินผลนั้นก็ผิด เหตุร้ายจึงมาถึงพวกเขา พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ” ' เยเรมีย์ 2:3คพว่ส บริสุทธิ์ ในภาษาเดิมคือคำนี้ไม่ได้หมายถึงคนที่ไม่เคยผิดพลาด แต่หมายถึงคนที่ถูกแยกไว้ หรือเป็นของพระเจ้าโดยเฉพาะ อิสราเอลเป็นชนชาติพิเศษเพราะพระเจ้าทรงเลือกและทรงแยกพวกเขาออกไว้เพื่อพระองค์เอง พระเจ้าทรงเรียกพวกเขาว่า “ผลิตผลรุ่นแรก” ซึ่งในธรรมบัญญัติ ผลแรกของการเก็บเกี่ยวเป็นส่วนที่ถวายแด่พระเจ้า และถือว่าเป็นของบริสุทธิ์ เป็นของที่มีค่าและเป็นของพระเจ้าโดยเฉพาะ ตรงนี้กำลังบอกว่า อิสราเอลเป็นของล้ำค่าที่ถวายแด่พระเจ้า ในพันธสัญญาเดิมคนทั่วไปไม่มีสิทธิแตะต้องของบริสุทธิ์ เพราะสิ่งนั้นเป็นของที่ถวายแด่พระเจ้าแล้ว หากใครล่วงละเมิด ก็ถือว่ามีความผิดต่อพระเจ้าโดยตรง นี่จึงเป็นเหตุผลที่พระเจ้าตรัสว่า “ทุกคนที่กินผลนั้นก็ผิด” ผู้ที่แตะต้องประชากรของพระเจ้า ไม่ได้เพียงทำร้ายมนุษย์ แต่กำลังล่วงละเมิดสิ่งที่พระเจ้าทรงแยกไว้ให้เป็นของพระองค์เอง ภาพนี้ทำให้เรานึกถึงตอนที่พระเยซูคริสต์ตรัสกับเซาโลใน กิจการ 9:4 ว่า “เซาโล เซาโลเอ๋ย เจ้าข่มเหงเราทำไม?” เซาโลกำลังข่มเหงคริสเตียน แต่พระเยซูทรงถือว่า การแตะต้องประชากรของพระองค์ คือการแตะต้องพระองค์เอง นี่คือความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับคนของพระองค์ หลายครั้งที่เรามองตัวเองว่าไม่มีค่า อ่อนแอ หรือผิดพลาดเกินไป แต่พระเจ้าทรวมองต่างออกไป พระองค์ไม่ได้มองเพียงความล้มเหลวของเรา แต่ทรงมองว่า เราเป็นของพระองค์ และความบริสุทธิ์ในข้อนี้ไม่ได้เริ่มจากความดีของเรา แต่เริ่มจากการเป็นของพระเจ้า พวกเราผู้เชื่อในวันนี้ก็เช่นกัน'แต่พวกท่านเป็นพงศ์พันธุ์ที่ทรงเลือกสรร เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นชนชาติบริสุทธิ์ เป็นประชากรอันเป็นกรรมสิทธิ์ของพระเจ้า เพื่อให้พวกท่านประกาศพระเกียรติคุณของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกพวกท่านให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์ ' 1 เปโตร 2:9พระเจ้าทรงเรียก ทรงเลือก ทรงแยกเราให้เป็นคนบริสุทธ์เพื่อเราจะเป็นของพระองค์ เราไม่ได้ถูกแยกออก เพราะเราดีกว่าคนอื่น แต่ถูกแยกไว้เพื่อพระเจ้า และเรายังต้องอยู่ในโลกนี้ เพื่อดำเนินชีวิตที่แตกต่างออกไป วันนี้เรามองคุณค่าชีวิตของเราจากอะไร พระเจ้าไม่ได้เรียกเราเพราะเรามีค่า แต่เรามีคุณค่าเพราะพระเจ้าทรงเรียกเรา ความบริสุทธิ์ไม่ใช่การอวดว่าตัวเองดี แต่คือการรู้ตัวเสมอว่า เราเป็นของพระเจ้า โลกให้คุณค่าของเราด้วยความสำเร็จหรือความพ่ายแพ้ แต่พระเจ้าทรงให้คุณค่ากับเราด้วยคำว่า เจ้าเป็นของเรา ดังนั้น ขอให้เราใช้ชีวิตให้สมกับราคาที่พระเจ้าทรงจ่ายเพื่อเราผ่านทางพระเยซูคริสต์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    พระธรรมนำชีวิต ตอน อย่าลืมรักแรก Ep.1623

    Play Episode Listen Later May 8, 2026 4:24


    พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าลืมรักแรก Ep.1623เมื่อผมอ่านและศึกษาพระธรรมเยเรมีย์ในวันนี้ ผมคิดถึงคริสตจักรเอเฟซัสในพระธรรมวิวรณ์ พระเจ้าตรัสว่าพวกเขาละทิ้งความรักดั้งเดิม แม้ภายนอกจะยังดูเข้มแข็ง ยังรับใช้ และยังดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณอยู่ แต่หัวใจกลับไม่ได้รักพระเจ้าเหมือนเดิมแล้ว เยเรมีย์ 2 ก็มีภาพคล้ายกัน นักอธิบายพระคัมภีร์หลายท่านเรียกบทนี้ว่า คำฟ้องร้องแห่งพันธสัญญา เหมือนสามีที่กำลังฟ้องร้องภรรยาที่นอกใจ การฟ้องนี้ไม่ใช่เพราะเกลียด แต่เป็นเพราะรักมาก พระเจ้าทรงเสียพระทัยที่คนทีเคยรักพระองค์กลับทอดทิ้งพระองค์ไป ในบทนี้ พระเจ้าทรงใช้ท่านเยเรมีย์ไปประกาศกับยูดาห์ ซึ่งเรื่องราวได้แบ่งเรื่องราวออกเป็น 3 ช่วง คือ อดีต ปัจจุบันและผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เรามาเริ่มจากอดีตในเยเรมีย์ 2:1-2'พระวจนะของพระยาห์เวห์มาถึงข้าพเจ้าว่า “จงไปประกาศกรอกหูชาวกรุงเยรูซาเล็มว่า พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า เรายังจำความจงรักภักดีในวัยสาวของเจ้าได้ ความรักของเจ้าตอนเป็นเจ้าสาว เจ้าตามเราไปในถิ่นทุรกันดาร ในดินแดนที่ไม่ได้หว่านพืช ' เยเรมีย์ 2:1-2การเริ่มต้นด้วยคำว่า “พระวจนะของพระยาห์เวห์มาถึงข้าพเจ้าว่า” กำลังยืนยันว่า ถ้อยคำเหล่านี้ไม่ได้มาจากความคิดของเยเรมีย์เอง แต่เป็นถ้อยคำจากพระเจ้าผู้ทรงสิทธิอำนาจสูงสุด และคำว่า “จงไปประกาศกรอกหู” เป็นภาพของการประกาศอย่างตรงไปตรงมา ให้ผู้คนได้ยินอย่างชัดเจนและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้สิ่งที่น่าประทับใจคือ พระเจ้าไม่ได้เริ่มต้นด้วยการพิพากษา แต่พระองค์เริ่มด้วยความทรงจำ พระองค์ทรงระลึกถึงความจงรักภักดีที่อิสราเอลเคยมีต่อพระองค์ คำนี้เป็นคำเดียวกับคำว่า ความรักมั่นคง พระเจ้ากำลังบอกว่า ครั้งหนึ่งประชากรของพระองค์เคยรัก จงรักภักดีไว้วางใจพระเจ้ามากพอที่จะติดตามพระองค์ออกจากอียิปต์ แม้ไม่รู้ว่าจะต้องไปที่ไหนก็ตาม ในถิ่นทุรกันดาร พวกเขาไม่มีความมั่นคง ไม่มีอาหารจากการเพาะปลูก ไม่มีแหล่งน้ำที่แน่นอน แต่พระเจ้าทรงดูแลและเลี้ยงดูพวกเขา แม้พวกเขาจะบ่นหรือดื้อต่อพระเจ้าบ้าง แต่พระเจ้าก็ยังทรงมองเห็นความรักและความจงรักภักดีที่พวกเขามีต่อพระองค์อยู่'แต่เรามีข้อที่จะต่อว่าเจ้าบ้าง คือว่าเจ้าละทิ้งความรักครั้งแรกของเจ้า ' วิวรณ์ 2:4หลายครั้งชีวิตเราก็เป็นแบบนั้น ในวันที่ไม่มีอะไร เราก็รัก จงรักภักดี ติดตามและพึ่งพาพระเจ้าอย่างสุดใจ แต่เมื่อชีวิตของเรามั่นคงขึ้น ได้รับพระพรและมีสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น เรากลับค่อย ๆ ห่างจากพระเจ้า ข้อความในวิวรณ์ต่อจากตรงนี้ได้บอกว่า “เพราะฉะนั้นจงระลึกถึงสภาพเดิมที่เจ้าตกลงมาแล้วนั้น จงกลับใจใหม่และทำตามที่ประพฤติในตอนแรก มิฉะนั้น…” (หลัง… คืออะไร ถ้าอยากรู้ไปอ่านต่อ วิวรณ์ 2:5) แต่วันนี้ ลองถามตัวเองดูครับว่า เรายังรักพระเจ้าเหมือนวันแรกที่เราตัดสินใจที่จะติดตามพระองค์อยู่หรือเปล่าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่38) แบบอย่างแห่งความถ่อมตัว!

    Play Episode Listen Later May 8, 2026 6:19


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่38)แบบอย่างแห่งความถ่อมตัว!“โมเสสเป็นคนถ่อมใจยิ่งกว่าคนทั้งหมดบนพื้นแผ่นดิน”~‭‭กันดารวิถี‬ ‭12‬:‭3‬ ‭THSV11‬‬“Now Moses was a very humble man, more humble than anyone else on the face of the earth.”~‭‭Numbers‬ ‭12‬:‭3‬ ‭NIV‬‬พระคัมภีร์เปิดเผยว่า โมเสสเป็นคนที่ถ่อมใจยิ่งกว่าคนทั้งหมดบนแผ่นดิน!ในการประชุมระดับโลก “Leadership Conference 26"ผมนั่งฟัง Nicky Gumbe(Nicholas Glyn Paul Gumbel)ผู้พัฒนาthe Alpha Course อันโด่งดัง สัมภาษณ์พระคาร์ดินัล Luis Antonio "Chito" Tagle ชาวฟิลิปปินส์ ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง ในการเสนอชื่อเข้ารับการเลือกเป็นพระสันตะปาปา ในเรื่องชีวิตแห่งความถ่อมใจ ความเชื่อ และการเติบโตทางจิตวิญญาณน่าทึ่งมากที่ ท่านคาร์ดินัลเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งภาษาอังกฤษและอิตาลี สามารถอ่านภาษาสเปน ฝรั่งเศส เกาหลี จีน และละตินได้ ท่านเป็นพระคาร์ดินัลในปี 2012 และมีตำแหน่งมากมายพร้อมวุฒิปริญญาเอกนับไม่ถ้วนท่านดูแลผู้คนรวมกว่า 9 ล้านคน เป็นทั้งผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ จัดรายการแบ่งปันพระธรรม และประกอบพิธีมิสซาสิ่งที่คนทั้งหลายเห็นในตัวท่าน คือ ความเมตตา ความถ่อมตน ความเรียบง่าย และความซื่อตรง รวมถึงวิถีชีวิตที่สมถะ Nicky (นิกกี้) Gumbel กล่าวสนทนากับท่านว่า“ ตอนนี้ผมอายุ 70 ปีแล้ว และผมเคยเห็นหลายคนที่พอเริ่มได้รับสิ่งเหล่านี้มาความถ่อมตัวก็มักจะหายไปอย่างรวดเร็วแล้วท่านรักษาความอ่อนน้อมถ่อมตนไว้ได้อย่างไร ในท่ามกลางความสำเร็จทั้งหมดเหล่านี้ครับ?“พระคาร์ดินัล"Chito" ตอบว่า”ผมคิดว่าพื้นฐานของการรู้จักตนเองและแนวคิดเกี่ยวกับตนเอง เป็นคำตอบครับ หากผมซื่อสัตย์และเข้าใจตัวเองจริงๆ ผมก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะหลงภูมิใจในตัวเองเลย เพราะสิ่งที่ผมทำสำเร็จได้นั้น ล้วนเป็นเพราะพรสวรรค์ที่พระเจ้าประทานให้ หากปราศจากพรเหล่านั้น และปราศจากความอดทนของพระเจ้าแล้วผมก็คงไม่มีโอกาสได้เรียนรู้เพื่อรับใช้ในแบบนี้ และผมยังตระหนักด้วยว่าคนอื่นๆต้องมีความอดทนกับผมด้วยมากแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อแม่ของผม... ตัวผมนั้นเป็นเพียงผลผลิต ไม่ใช่เพราะความพยายามของผมเพียงอย่างเดียว แต่มาจากความพยายามร่วมกันของคนจำนวนมากที่เลี้ยงดูผมมา และแม้แต่คนที่เคยสงสัยในตัวผม ก็ยังให้โอกาสผม …ดังนั้น คำตอบก็คือการอยู่กับความจริงว่าตัวเราคือใคร ไม่ใช่ตัวตนในอุดมคติที่เราสร้างขึ้นมา ซึ่งบางครั้งเราอาจเผลอคิดว่าตัวตนที่สวยหรูนั้นคือตัวตนจริงๆ ของเรา ขอบคุณพระเจ้าที่พ่อแม่ของผมยังมีชีวิตอยู่ทั้งคู่ครับ ท่านทั้งสองอายุ 96 ปีแล้วคุณพ่อของผมป่วยบ่อย ท่านมักจะมองมาที่ผมแล้วพูดว่า "ลูกน่ะเหรออาร์ชบิชอป? ลูกก็แค่ลูกของพ่อ" ผมเกือบจะอยากบอกท่านว่า "พ่อครับ ช่วยสวดภาวนา(อธิษฐาน)ให้ผมหน่อยเถอะ" เราไม่รู้หรอกว่าความอ่อนน้อมมาจากไหน แต่มันดีที่มีคนคอยเตือนเราว่า ถึงจะมีตำแหน่งเป็นอาร์ชบิชอปหรือพระคาร์ดินัล แต่คุณก็ยังเป็นลูกของพวกเขา และคุณยังต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา!“นิกกี้ถามต่อไปว่า“ผมจำได้ว่าท่านเคยพูดว่า ‘ต้องไม่ยึดติดกับตัวเอง แต่ให้ยึดพระเยซูเป็นหลัก'แล้วเราจะยึดเหนี่ยวชีวิตเราไว้กับพระเยซูได้อย่างไรในโลกที่สั่นคลอนแบบนี้ครับ?”พระคาร์ดินัล Chito ตอบว่า“ชีวิตเราก็เหมือนการก่อสร้างที่ต้องการรากฐานครับ รากฐานนั้นคือที่มาของการตัดสินใจ ความฝัน และความหวังของเราถ้าเราไปยึดติดกับสิ่งของ ชื่อเสียง หรือใบปริญญา สิ่งเหล่านั้นมันไม่จีรังและจะทำให้เราไขว้เขว ในชีวิตประจำวัน เมื่อผมถูกดึงดูดให้ทำอะไรบางอย่างผมจะหยุดนิ่งแล้วถามตัวเองว่า'แรงจูงใจนี้มาจากไหน? และมันจะนำไปสู่จุดไหน?'การยึดเหนี่ยวในพระคริสต์จึงไม่ใช่เรื่องโรแมนติกเพ้อฝันแต่มันคือเรื่องที่ต้องทำจริงๆ ในทุกวันครับ!”กลับไปที่เรื่องของโมเสส พระคัมภีร์ไม่ได้ยกย่องโมเสส เพราะตำแหน่ง ชาติตระกูล ความสามารถ หรือความเก่งใดๆ แต่ยกย่องท่าน เพราะ “ความถ่อมใจ!”ของท่านเหตุการณ์เกิดขึ้นตอนที่มีเรียม และ อาโรน วิจารณ์โมเสสและพูดเชิงตั้งคำถามในเรื่องสิทธิอำนาจของท่านแต่สิ่งที่น่าประทับใจก็คือโมเสสไม่ได้โต้ตอบ ไม่แก้ตัว หรือไม่ปกป้องตัวเองเลยพระคัมภีร์จึงยกย่องว่าท่านเป็นคนที่ “ถ่อมใจที่สุด!”พี่น้องที่รัก 1.ขอให้เราเป็นแบบอย่างแห่งความถ่อมใจที่ดี 2.ขออย่าให้เราเสียเวลาไปกับการแสวงหาการยอมรับหรือการยกย่อง3.ขออย่าให้เราเอาแต่ปกป้องตัวเองจนมากเกินงาม แต่4.ขอให้เราเข้ามาใกล้พระเจ้า และ5.ขอพระเจ้าทรงช่วยให้เราเป็นคนถ่อมใจและถ่อมตัวมากขึ้นเหมือนดังคำกล่าวที่ว่า“ความถ่อมใจที่แท้จริง คือพลังที่ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเอง!”(True humility is strength that doesn't need to defend itself.)…จะดีไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 8พฤษภาคม2026(ตอนที่38ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี#LC26 London

    พระธรรมนำชีวิต ตอน เชื่อฟังและยำเกรง Ep.1622

    Play Episode Listen Later May 7, 2026 4:39


    พระธรรมนำชีวิตตอน เชื่อฟังและยำเกรง Ep.1622เรามักขอให้พระเจ้าเอาปัญหาออกไป แต่หลายครั้งที่พระเจ้าทรงเลือกสร้างเราให้เข้มแข็งท่ามกลางปัญหา พระเจ้าไม่ได้เปลี่ยนสถานการณ์ให้ง่ายขึ้น แต่พระองค์ทรงเปลี่ยนหัวใจและกรอบความคิดของเราให้มั่นคงขึ้น เยเรมีย์ 1:17-19 เป็นตอนสรุปปิดของการทรงเรียกเยเรมีย์ ซึ่งมีทั้งพระสัญญา คำสั่งและความจริงที่เขาต้องเผชิญในอนาคต'ส่วนเจ้าจงคาดเอวของเจ้า แล้วลุกขึ้นไปบอกพวกเขาถึงทุกสิ่งที่เราบัญชาเจ้าไว้นั้น อย่าตกใจกลัวพวกเขา มิฉะนั้นเราจะทำให้เจ้าตกใจกลัวต่อหน้าพวกเขา ' เยเรมีย์ 1:17การคาดเอวของชายอิสราเอลในสมัยนั้น คือการรวบชุดชายเสื้อคลุมยาวขึ้นมาผูกไว้เพื่อให้คล่องตัว ซึ่งพวกเขาจะทำใน 3 กรณี คือ เมื่อจะวิ่ง ทำงานหนัก หรือออกสงคราม นี่คือคำสั่งให้เยเรมีย์เตรียมพร้อม และพระเจ้าทรงย้ำว่า “อย่าตกใจกลัวพวกเขา” ภาษาเดิมของคำว่า “กลัว” มีความหมายว่า แตกสลาย พระเจ้าทรงเตือนเยเรมีย์ว่า ถ้าเขาเลือกกลัวมนุษย์ เขาจะแตกสลายต่อหน้าพวกเขาจริงๆ อ.จอห์น แมคอาร์เธอร์ (John MacArthur) ได้ให้ทัศนะไว้แบบนี้ นี่คือพระคุณในรูปแบบของความเข้มงวด เพราะพระเจ้าทรงรักเยเรมีย์เกินกว่าจะปล่อยให้เขาเป็นคนขี้ขลาด พระเจ้าจึงให้ทางเลือกเขาระหว่างยำเกรงพระเจ้าแล้วยืนหยัด หรือ จะกลัวคนแล้วแตกสลาย ขอให้วันนี้พวกเรายืนหยัดที่จะยำเกรง เกรงกลัวพระเจ้ามากกว่ามนุษย์ หรือกลัวเสียหน้า'ส่วนเรา นี่แน่ะ วันนี้เราทำให้เจ้าเป็นเมืองมีป้อมเป็นเสาเหล็ก และเป็นกำแพงทองสัมฤทธิ์ เพื่อจะสู้กับแผ่นดินทั้งหมด สู้กับบรรดากษัตริย์แห่งยูดาห์ สู้กับเจ้านาย สู้กับปุโรหิต และสู้กับราษฎรในแผ่นดิน พวกเขาจะต่อสู้กับเจ้า แต่จะไม่ชนะเจ้า เพราะเราอยู่กับเจ้า เพื่อจะช่วยกู้เจ้าไว้” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ' เยเรมีย์ 1:18-19พระเจ้าได้ให้ภาพนี้ซึ่งเป็นความจริงที่จะเกิดขึ้นกับเยเรมีย์ เขาจะเป็นเมืองป้อม คือ มั่นคง โจมตีได้ยาก เป็นเสาเหล็ก คือเป็นที่รับแรงกดดันมากได้โดยไม่หัก และเป็นกำแพงทองสัมฤทธิ์ คือเขาทนทานต่อการกัดกร่อนและไฟ พระเจ้าจะทรงทำให้เขาแข็งแกร่งอย่างนั้น เพื่อต่อสู้กับ กษัตริย์แห่งยูดาห์ เจ้านาย ปุโรหิต และประชาชนในยูดาห์ ซฝพระเจ้าบอกไว้ตรงนี้เลยว่า คนเหล่านั้นจะสู้กลับ จะต่อต้านเยเรมีอย่างหนัก แต่พวกเขาจะไม่ชนะ พระเจ้าไม่ได้เอาปัญหาออกไปจากชีวิต แต่ปัญหาที่เจอนั้นจะทำให้เยเรมีย์และรวมถึงเราจะเป็นคนที่แกร่งมากขึ้น เพราะพระสัญญาของพระเจ้าที่มาถึงคือ เพราะเราอยู่กับเจ้า ตรงนี้เป็นครั้งที่ 2 ในการทรงเรียกนี้แล้ว ขอพระเจ้าเมตตาเรา ที่เราจะรู้ว่าเหตุผลที่เราจะผ่านทุกอย่างไปได้ ไม่ใช่เพราะเราเก่งหรือเข้มแข็งพอ แต่เพราะพระเจ้าสถิตอยู่กับเรา ขอเพียงเราต้องเลือกยำเกรงพระเจ้าด้วยการเชื่อฟัง มากกว่าปล่อยให้ความกลัวสิ่งอื่นมาครอบงำ เพราะถ้าเราไม่เกรงกลัวพระเจ้า สุดท้ายเราจะถูกความกลัวอย่างอื่นทำให้เราแตกสลายวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่37) ความมั่นคงของผู้นำ" (2)

    Play Episode Listen Later May 7, 2026 5:24


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่37)"ความมั่นคงของผู้นำ" (2)“สาวกของยอห์นจึงไปหายอห์นและพูดว่า“อาจารย์เจ้าข้า ท่านที่อยู่กับอาจารย์ที่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างตะวันออก ผู้ที่อาจารย์เป็นพยานถึงนั้น นี่แน่ะ ท่านผู้นั้นให้บัพติศมา และผู้คนต่างก็พากันไปหาท่าน>>”‭‭ ~ยอห์น‬ ‭3‬:‭26‬ ‭TH1971‬‬“They went to John and said, “Rabbi, you spoke about a man when you were with him east of the Jordan. He is now baptizing people, and everyone is going to him.””‭‭ ~John‬ ‭3‬:‭26‬ ‭CEV‬‬พระธรรมยอห์น 3:22~30 นี้ได้แสดงให้เห็นว่า​มนุษย์มักเปรียบเทียบและกังวลเรื่องชื่อเสียงของตนและพวกแต่​พระเจ้าทรงประสงค์ให้เรามีหัวใจแบบยอห์นผู้ให้บัพติศมา คือเป็นผู้นำและผู้รับใช้ที่มีความมั่นคงภายในจิตวิญญาณและทางจิตใจขอเพียงพระคริสต์ถูกยกขึ้น ถึงแม้ว่าตัวเราจะดูด้อยลง หรือ เล็กลง ก็ไม่มีปัญหาใด เหมือนยอห์นที่1).ถ่อมใจ ไม่ได้แสวงหา หรือ หวงชื่อเสียงของตัวเอง2).ดีใจที่คนทั่วไปและคนของตนเองไปหาพระเยซูและคนอื่นที่เหมาะสมกว่าเพื่อจะเจริญเติบโตขึ้นขึ้นในฝ่ายจ้ตวิญญาณมีผู้ทำตารางเปรียบเทียบระหว่าง“ผู้นำที่รู้สึกไม่มั่นคงภายใน” (Insecure Leader) กับ “ผู้นำที่รู้สึกมั่นคงภายใน” (Secure Leader) ไว้ดังนีั ​ ด้านแรงจูงใจ:1).ผู้นำที่ไม่มั่นคงภายใน~ทำเพื่อความสำเร็จของตน แต่2).ผู้นำที่มีความมั่นคงภายใน ~ทำเพื่อพระคริสต์และประโยชน์ของคนอื่นสาวกของยอห์นรู้สึกไม่มั่นคง เพราะอาจารย์ของพวกเขาเสียความนิยมไป ทั้งๆที่ยอห์นผู้เป็นอาจารย์ของพวกเขากลับ ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นเลย​ด้านทัศนคติต่อตำแหน่ง:1).ผู้นำที่ไม่มั่นคงภายใน ~ยึดติดกับตำแหน่ง และความรู้สึกว่าตน และพวก"สมควรได้รับ"ตำแหน่งและเกียรติ(Sense of Entitlement) แต่2).ผู้นำที่มั่นคงภายใน ~สนใจที่จะรับใช้ จดจ่อที่การทรงเรียก(Sense of Calling) เราดูตัวอย่างได้จากปฏิกิริยาของยอห์นในขณะที่สาวกของท่านหวั่นไหว แต่ยอห์นกลับตระหนักรู้ในบทบาทของตัวเองในฐานะเพื่อนเจ้าบ่าวและภูมิใจดีใจที่คนไปหาพระเยซูซึ่งเป็นเจ้าบ่าวตัวจริง!​ด้านการเปรียบเทียบ:1).ผู้นำที่ไม่มั่นคงภายใน~มักชอบเปรียบเทียบด้วยความอิจฉาและอยากได้ของประทาน หรือ การเป็นที่นิยมจากผู้อื่น2).ผู้นำที่มั่นคงภายใน~พึงพอใจ ในของประทานและบทบาทที่พระเจ้ามอบให้แก่ตน และพร้อมจะพัฒนาต่อเนื่องการเปรียบเทียบกัน มักนำโศกนาฏกรรมมา อาทิ เมื่อก.โคราห์คิดเปรียบเทียบตัวเองกับอาโรน ข.ซาอูลเปรียบเทียบตัวเองกับดาวิด ซาอูลรู้สึกไม่มั่นคงทันทีที่ได้ยินว่า"ซาอูลฆ่าคนเป็นพันๆ แต่ดาวิดฆ่าเป็นหมื่นๆ"ดังนั้น ขอให้เราเป็นผู้นำและผู้รับใช้ที่รู้จักยอมรับและสัตย์ซื่อในสิ่งที่พระเจ้าประทานให้แก่เรา ไม่ว่าจะมากขึ้นหรือน้อยลง จะใหญ่ขึ้น หรือจะเล็กลง​ด้านมุมมองเรื่องอิทธิพล:1).ผู้นำที่ไม่มั่นคงภายใน~มักจะกังวลเรื่องความสำเร็จและสายตาผู้อื่น โดยพยายามจะแผ่อิทธิพลออกไปให้มากที่สุด2).ผู้นำที่มั่นคงภายใน~มักมีความกล้าหาญ มั่นใจ และจดจ่อในงานที่พระเจ้าทรงมอบให้ และปล่อยเรื่องการขยายขอบเขตอิทธิพลไว้กับพระเจ้าตัวอย่าง เช่น เปาโล กับเปโตร ก.เปาโล ~มีการศึกษามากกว่า เก่งเกี่ยวกับกฏบทบัญญัติมากกว่า และเป็นอัครฑูตประกาศแก่คนต่างชาติข.เปโตร~เป็นอัครฑูตประกาศแก่คนยิวเป็นหลักดังนั้น พระเจ้าเองจะทรงเป็นคนเลือกและกำหนดขอบเขตของอิทธิพลให้กับผู้รับใช้ของพระองค์ โดยไม่ต้องต่อสู้แย่งชิงกันเองสรุปเราทุกคนที่พระเจ้าทรงเรียกให้เป็นสาวก และบางคนที่พระเจ้าทรงเลือกให้เป็นผู้นำและผู้รับใช้ ต่างล้วนได้รับ "ของประทาน" หรือ“ของดี”จากสวรรค์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องแสวงหาหรือเปรียบเทียบกับผู้ใดขอให้เราตระหนักว่า ความสำเร็จของผู้นำ1.ไม่ได้มาจากตำแหน่ง แต่2.มาจากความสัมพันธ๋ใกล้ชิดและการติดสนิทกับพระเยซูคริสต์จะทำให้เรารู้สึกมั่นคงภายใน(อย่างเสถียร)ดังนั้น พี่น้องที่รัก1.จงสัตย์ซื่อต่อสิ่งที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เราทำ และ2.จงลงมือทำสิ่งเหล่าอย่างเต็มที่เต็มกำลังด้วยความยินดีและความถ่อมใจในทุกฤดูกาลชีวิตของเรา…จะดีไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 7พฤษภาคม2026(ตอนที่37ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี#LC26 London

    พระธรรมนำชีวิต ตอน เตือนแล้วนะ Ep.1621

    Play Episode Listen Later May 6, 2026 4:52


    พระธรรมนำชีวิตตอน เตือนแล้วนะ Ep.1621เยเรมีย์ 1:13-16 เป็นนิมิตที่พระเจ้าให้เยเรมีย์เห็นถึงการพิพากษาของพระเจ้าว่าจะเกิดขึ้นอย่างไร แม้ว่าในเวลานั้นทุกอย่างจะยังไม่เกิดขึ้นทันทีต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปี แต่ท้ายที่สุด เหตุการณ์ทั้งหมดก็เกิดขึ้นจริงตามที่เราได้เห็นแล้วจาก 2 พงศ์กษัตริย์ พระวจนะของพระเจ้าไม่มีผิดพลาด ดังนั้น ขอให้พวกเรายังคงอยู่ในพระคุณที่มาถึงเราทางพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงช่วยเราให้รอดพ้นจากการพิพากษาด้วยชีวิตของพระองค์'พระวจนะของพระยาห์เวห์มาถึงข้าพเจ้าครั้งที่สองว่า “เจ้าเห็นอะไร?” ข้าพเจ้ากราบทูลว่า “ข้าพระองค์เห็นหม้อใบหนึ่งกำลังเดือดอยู่ ปากหม้อเทมาจากทางทิศเหนือ” แล้วพระยาห์เวห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “เหตุร้ายจะปะทุจากทิศเหนือมาเหนือชาวแผ่นดินนี้ทั้งสิ้น เพราะนี่แน่ะ เรากำลังร้องเรียกทุกตระกูลแห่งบรรดาราชอาณาจักรทิศเหนือ” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ “พวกเขาจะมา และต่างก็จะวางบัลลังก์ของตนไว้ตรงทางเข้าประตูกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อสู้กับกำแพงที่ล้อมรอบ และสู้กับเมืองทั้งสิ้นของยูดาห์ ' เยเรมีย์ 1:13-15หม้อที่กำลังเดือด เป็นภาพที่เราเข้าใจได้ทันที ของร้อนที่กำลังเดือดผุด ๆ และพร้อมจะถูกเทออกมา การพิพากษากำลังเคลื่อนเข้ามายูดาห์จากทางทิศเหนือ ซึ่งต่อมาได้เกิดขึ้นจริงตามนั้น พระเจ้าทรงเรียกและใช้บรรดาอาณาจักรจากทางทิศเหนือให้เป็นเครื่องมือแห่งการพิพากษา ทั้งอัสซีเรียและบาบิโลน แม้ว่าบาบิโลนจะอยู่ทางทิศตะวันออกของยูดาห์ แต่กองทัพใหญ่นั้นไม่สามารถข้ามทะเลทรายได้โดยตรง จึงต้องอ้อมลงมาจากทางเหนือ ทำให้เส้นทางการรุกรานเกิดขึ้นจริงตามที่พระเจ้าตรัสไว้'และเราจะกล่าวคำพิพากษาของเราต่อคนในเมืองเหล่านั้น เพราะความชั่วร้ายของพวกเขาที่ได้ทอดทิ้งเรา และได้เผาเครื่องหอมบูชาพระอื่นๆ และนมัสการสิ่งที่มือของตนได้ทำไว้ ' เยเรมีย์ 1:16เหตุผลที่พวกเขาต้องเผชิญกับเรื่องทั้งหมดนี้ เพราะพวกเขาทอดทิ้งพระเจ้า และหันไปนมัสการพระอื่นที่ตนสร้างขึ้นเอง หากเราย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่พระเจ้าทรงนำประชากรออกจากอียิปต์ พระบัญญัติข้อแรกคือ อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา และห้ามสร้างรูปเคารพขึ้นกราบไหว้ พระเจ้าได้ตรัสเตือนไว้แล้วทั้งเรื่องผลของการเชื่อฟังและการไม่เชื่อฟัง พระเจ้าทรงอดทนกับประชากรของพระองค์มายาวนานหลายร้อยปี แม้แต่ในสมัยเยเรมีย์ การเตือนก็เกิดขึ้นก่อนการล่มสลายจริงหลายสิบปี เรื่องราวในพระธรรม 2 พงศ์กษัตริย์ ที่เราได้ศึกษาผ่านมาแล้วเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า พระวจนะของพระเจ้าเป็นจริงแน่นอน'อย่าหลงเลย ท่านจะล้อเล่นกับพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าใครหว่านอะไรลง ก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น ' กาลาเทีย 6:7วันนี้เวลาของพระเจ้ายังไม่หมด แต่ไม่ได้หมายความว่า การพิพากษาจะไม่มา เรายังมีโอกาสกลับมาและพึ่งพาพระคุณของพระเจ้าที่มาถึงเราทางพระเยซูคริสต์ สำหรับคนที่ยังไม่ได้เชื่อและวางใจในพระเยซู ขออย่ารอจนหมดเวลา ขอให้รีบตัดสินใจกลับมาหาพระเจ้าในวันนี้ และสำหรับพวกเราที่อยู่ในพระคุณของพระเจ้าแล้ว ก็ขอให้เรารักษาความสัมพันธ์ที่พระเจ้าได้เริ่มต้นให่กับเราให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น อย่าปล่อยให้หัวใจค่อย ๆ ห่างจากพระเจ้า พระเจ้าทรงอดทนกับเรา แต่พระองค์มีเวลาของพระองค์เสมอ ขอให้เรารู้ว่า ใครหว่านอะไรลง ก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น ขอพระเจ้าอวยพระพรวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่36) "ความมั่นคงของผู้นำ" (1)

    Play Episode Listen Later May 5, 2026 5:06


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่36)"ความมั่นคงของผู้นำ" (1)(Security in Leadership) “พวกเขาจึงไปหายอห์นบอกว่า “อาจารย์ คนที่อยู่กับอาจารย์ที่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น คนที่อาจารย์เป็นพยานถึงนั้น นี่แน่ะ คนนี้กำลังให้บัพติศมาและทุกคนก็พากันไปหาเขา””‭‭ ~ยอห์น‬ ‭3‬:‭26‬ ‭THSV11‬‬“They came to John and said to him, “Rabbi, that man who was with you on the other side of the Jordan—the one you testified about—look, he is baptizing, and everyone is going to him.””‭‭ ~John‬ ‭3‬:‭26‬ ‭NIV‬‬พระคัมภีร์ ยอห์น 3:26 ข้อนี้สะท้อน “ท่าทีของมนุษย์” เมื่อเห็นคนอื่นกำลังได้รับความนิยมมากกว่า สาวกของยอห์นผู้ให้บัพติศมา (John the Baptist) ก็เช่นกันพวกเขามาหายอห์นแล้วพูดในทำนองว่า“พระเยซูคนที่อาจารย์เคยพูดถึง ตอนนี้กำลังให้บัพติศมา และคนก็แห่ไปหาเขาหมดแล้ว!”สิ่งที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนี้ก็คือ​ความกังวลที่เกิดจากความรู้สึกว่า อาจารย์ยอห์นของเขากำลังเสียความนิยมไป​ความอิจฉาหรือความไม่สบายใจที่พระเยซูกลายมาเป็นคู่แข่งดึงคนที่ติดตามอาจารย์ยอห์นไปพระคัมภีร์ข้อนี้สะท้อนให้เห็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น นั่นคือ1).เราอยากเห็น“ตัวเรา”หรือ “ฝ่ายของเรา” ได้รับการยอมรับ หรือ“เป็นที่นิยม”(มากกว่าคนอื่นๆ)2).เรารู้สึกไม่มั่นคง เมื่อเห็นคนอื่นโดดเด่นมากขึ้นกว่าตัวเราหรือพวกของเราซึ่งแม้แต่ “คนที่รับใช้พระเจ้า” ก็อาจรู้สึกเช่นเดียวกันนีั ในยามที่เผชิญกับสภาวการณ์เช่นเดียวกันแต่ “คำตอบของยอห์น” ในข้อ 27–30 ได้แสดงถึง“ ทัศนคติ”และ“ท่าทีของหัวใจ” ที่ถูกต้อง น่าชื่นชมเมื่อท่านจดจ่ออยู่ที่พระคริสต์และพระราชกิจของพระองค์มากกว่า ความนิยมในตัวของท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อที่30 ที่ท่านกล่าวจุดยืนว่า“พระองค์ต้องยิ่งใหญ่ขึ้น แต่ข้าพเจ้าต้องด้อยลง!” ~ยอห์น 3:30(He must become greater; I must become less.)‭‭ ~John‬ ‭3‬:‭30‬ ‭NIV‬‬ดังนั้น วันนี้ ขอให้เราเรียนรู้และตระหนักว่า1).งานของพระเจ้าไม่ใช่การแข่งขันไม่ได้วัดกันว่าใครมีคนติดตามมากกว่า จะดีกว่าแต่ด้วยว่าใครทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าด้วยท่าทีที่ถูกต้องมากกว่าต่างหาก2).ความสำเร็จของคนอื่น หรือการที่คนของเราไปตามคนอื่นไม่ใช่ความล้มเหลวของเราเสมอไป ในตอนนี้สาวกของยอห์นมองว่า พระเยซูกำลัง1).มา“แทนที่”ยอห์น หรือ2).มา “แย่ง”สาวกของยอห์นแต่จริง ๆ แล้วพระเยซูคือ “เป้าหมาย” ที่ยอห์นกำลังนำคนไปหา3).ผู้รับใช้ของพระเจ้าที่แท้จริง ไม่ได้มุ่งหาชื่อเสียง หรือความยิ่งใหญ่ แต่มุ่งให้คนมาหาพระคริสต์และเติบโตขึ้น(ถึงแม้ว่า จะผ่านทางคนอื่นแทนตัวเราก็ตาม)ดังนั้น พี่น้องที่รัก ขอให้เราจะเป็นผู้นำหรือผู้รับใช้ที่มีความมั่นคงทางใจและทางอารมณ์ ที่สามารถชื่นชมยินดีได้ ในทุกสถานการณ์ (แม้แต่ในยามที่เราสูญเสียผลงานของเราและคนอื่นได้คนของเราไป เหมือนดังที่ยอห์นได้ประสบ)ขอเพียงแต่ให้1.พระคริสต์ได้รับพระเกียรติ และ2.ผู้ที่อยู่ในการดูแลของเรา(หรือคนที่จากไป)ได้เจริญเติบโตมากขึ้น เป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นแค่นี้ ก็พอแล้ว!…อาเมนได้ไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 6พฤษภาคม2026(ตอนที่36ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี#LC26 London

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ทุกสิ่งเป็นจริงแน่นอน Ep.1620

    Play Episode Listen Later May 5, 2026 3:56


    พระธรรมนำชีวิตตอน ทุกสิ่งเป็นจริงแน่นอน Ep.1620เคยคิดไหมครับว่า ทำไมสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้ยังไม่เกิดขึ้นเสียที จนบางครั้งเกิดความสงสัยว่า มันจะเป็นจริงไหม ขอให้เรายังคงเชื่อโดยไม่สงสัย และวางใจในพระเจ้าแม้ว่าจะยังไม่เห็นคำตอบ เยเรมีย์ 1:11-12 เป็นนิมิตแรกที่เยเรมีย์เห็น ซึ่งพระเจ้าทรงใช้การเล่นคำ พระองค์ทรงใช้ภาพธรรมชาติ เพื่อสื่อความหมายฝ่ายวิญญาณซ่อนอยู่'และพระวจนะของพระยาห์เวห์มาถึงข้าพเจ้าว่า “เยเรมีย์เอ๋ย เจ้าเห็นอะไร?” ข้าพเจ้ากราบทูลว่า “ข้าพระองค์เห็นกิ่งของต้นอัลมอนด์” แล้วพระยาห์เวห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “เจ้าเห็นถูกต้องแล้ว เพราะเราเฝ้าดูถ้อยคำของเรา เพื่อจะทำให้สำเร็จ” ' เยเรมีย์ 1:11-12คำว่า อัลมอนด์ ออกเสียงว่า ชา-เคด ซึ่งมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า "ต้นไม้ที่ตื่นก่อน (The Waking Tree)" เพราะในดินแดนนั้น ต้นอัลมอนด์จะผลิดอกในช่วงปลายฤดูหนาว ในขณะที่ต้นไม้อื่นๆ ยังคงหลับใหลอยู่ ต้นอัลมอนด์เป็นสัญญาณว่า ฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาถึงแล้ว ส่วนคำว่า เฝ้าดู ออกเสียงว่า โช-เคด แปลว่า เฝ้าดูอย่างจดจ่อ ตื่นตัว หรือระแวดระวัง พระเจ้ากำลังเล่นคำ ชา-เดด กับ โช-เคด ขออธิบายความหมาย ต้นอัลมอนด์ตื่นก่อนใคร พระเจ้าก็ทรงตื่นและเฝ้าดูพระวจนะของพระองค์อย่างจดจ่อ แม้ว่าจะดูเนิ่นนานล่าช้า แต่พระเจ้าไม่ได้ลืมและพระองค์กำลังทำงานของพระองค์อยู่'เพราะว่านิมิตนั้นยังรอเวลาของมันอยู่ มันกำลังรีบไปถึงความสำเร็จ มันจะไม่มุสา ถ้าดูช้าไป ก็จงคอยสักหน่อย มันจะมาถึงแน่นอน คงไม่ล่าช้านัก ' ฮาบากุก 2:3ผู้เขียนพระธรรมฮีบรู ได้ยกฮาบากุก 2:3 นี้มาหนุนใจคริสเตียน ใน ฮีบรู 10:37 ด้วย 'เพราะอีก เพียงไม่นาน พระองค์ผู้จะเสด็จมาก็จะเสด็จมาและจะไม่ทรงชักช้า ' ในก่อนหน้าคือในข้อ 36 ได้ย้ำเตือนเราว่า 'ท่านทั้งหลายจำเป็นต้องมีความทรหดอดทน เพื่อท่านจะสามารถทำตามพระทัยของพระเจ้าได้ แล้วท่านก็จะได้รับสิ่งที่ทรงสัญญาไว้นั้น '   ในตอนท้ายนี้ ผมจึงขอสรุปด้วย'ขอให้เรายังคงยึดมั่นในความหวังที่ประกาศรับไว้นั้นโดยไม่หวั่นไหว เพราะว่าพระองค์ผู้ประทานพระสัญญานั้นทรงซื่อสัตย์ ' ฮีบรู 10:23 อีกเพียงไม่นาน พระเยซูจะเสด็จกลับมา พระเจ้าของเราทรงซื่อสัตย์ ถ้อยคำของพระองค์เป็นจริงทุกประการ และทุกสิ่งที่ทรงสัญญาไว้จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ในเวลาของพระเจ้าครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ต้องรื้อออกก่อน Ep.1619

    Play Episode Listen Later May 4, 2026 3:45


    พระธรรมนำชีวิตตอน ต้องรื้อออกก่อน Ep.1619ผมเองและพวกเราชอบพระพรและความสุข แต่เราไม่ค่อยชอบการเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงไม่เคยง่ายเลย ในทางของพระเจ้าก็เช่นกัน พระพรที่แท้จริงมักเกิดขึ้นเมื่อเรายอมให้พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา โครินธ์บอกว่า คนที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่ สิ่งเก่าล่วงไป สิ่งใหม่จึงเกิดขึ้น เยเรมีย์ 1:9–10 ทำให้เราเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นเริ่มจากพระวจนะของพระเจ้า'แล้วพระยาห์เวห์เหยียดพระหัตถ์สัมผัสปากข้าพเจ้า และพระยาห์เวห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “นี่แน่ะ เราเอาถ้อยคำของเราใส่ในปากของเจ้า ดูสิ วันนี้เราได้ตั้งเจ้าไว้เหนือบรรดาประชาชาติ และเหนือราชอาณาจักรทั้งหลาย ให้ถอนรากและให้รื้อลง ให้ทำลายและให้ล้มล้าง ให้สร้างและให้ปลูก” ' เยเรมีย์ 1:9-10สิ่งที่พระเจ้าทำหลังจากออกคำสั่ง และปรับกรอบความคิดของเยเรมีย์แล้ว พระเจ้าทรงสัมผัสปากของเยเรมีย์ เป็นการสัมผัสอย่างใกล้ชิด เพื่อยืนยันว่า ถ้อยคำที่ออกจากเยเรมีย์มาจากพระเจ้า เยเรมีย์ไม่ได้เป็นเจ้าของข้อความแต่เป็นเพียงผู้ส่งสาร จากนั้นพระเจ้าตรัสว่า “เราได้ตั้งเจ้าไว้เหนือประชาชาติ…” อำนาจนี้ไม่ได้มาจากความสามารถของเยเรมีย์ แต่มาจากพระเจ้าผ่านพระวจนะของพระองค์ที่อยู่ในเขา พระเจ้าทรงกำหนดภาพของการเปลี่ยนแปลงไว้อย่างชัดเจน คือเปลี่ยนแปลง 4 อย่าง ถอนราก รื้อลง ทำลาย ล้มล้าง และการเริ่มใหม่ 2 อย่างคือ ให้สร้าง และให้ปลูก พระเจ้าไม่ได้แค่ซ่อมหรือเพียงแป๊ะพลาสเตอร์ยา แต่อาการหนักจนต้องผ่าตัด การเปลี่ยนแปลงมันยากและเจ็บปวด แต่เราจำเป็นต้องยอมเพื่อให้สิ่งใหม่จัเติบโตได้จริง ๆ'เพราะว่า พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุกระทั่งจิตและวิญญาณ ตลอดข้อกระดูกและไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย ' ฮีบรู 4:12 TH1971เยเรมีย์ 1 ตั้งแต่ข้อ 1-10 เราจะเห็นว่า พระเจ้าเลือกเราตั้งแต่ก่อนเราเกิด พระเจ้าทรงเรียกเราในเวลาของพระองค์ พระองค์ทรงลบข้ออ้างเมื่อเรากลัว และพระเจ้าประทานสิทธิอำนาจเพื่อรื้อและสร้างเราใหม่  วันนี้เราอยากรับพระพร แต่ยังไม่อยากเปลี่ยนแปลงอยู่หรือเปล่า พระเจ้าไม่ได้ทำลายเรา แต่กำลังทำลายสิ่งที่ทำลายเราอยู่ เมื่อพระเจ้ารื้อ พระองค์จะไม่ปล่อยให้ว่างเปล่า แต่พระองค์จะสร้างสิ่งใหม่ตามพระประสงค์ของพระองค์ ถ้าเราอยากให้พระเจ้าสร้างใหม่ เราต้องยอมให้พระองค์รื้อออกก่อนวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่34) อย่าแปลกใจกับความทุกข์ยาก!

    Play Episode Listen Later May 4, 2026 7:02


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่34)อย่าแปลกใจกับความทุกข์ยาก!“ท่านที่รักทั้งหลาย อย่าแปลกใจกับความทุกข์ยากแสนสาหัสที่กำลังเกิดขึ้นกับพวกท่าน เพื่อทดสอบพวกท่านนั้น ราวกับว่าสิ่งประหลาดเกิดกับพวกท่าน แต่จงชื่นชมยินดีเสมอ ที่ได้มีส่วนร่วมในความทุกข์ยากของพระคริสต์เพื่อว่าเมื่อพระสิริของพระองค์ปรากฏ พวกท่านก็จะชื่นชมยินดีจนเนื้อเต้น”~‭‭1 เปโตร‬ ‭4‬:‭12‬-‭13‬ ‭THSV11‬‬“Dear friends, do not be surprised at the fiery ordeal that has come on you to test you, as though something strange were happening to you. But rejoice inasmuch as you participate in the sufferings of Christ, so that you may be overjoyed when his glory is revealed.”‭‭ ~1 Peter‬ ‭4‬:‭12‬-‭13‬ ‭NIV‬‬พระคัมภีร์1 เปโตร 4:12–13นี้เป็นคำหนุนใจแบบ “ตรงไปตรงมา”เกี่ยวกับความทุกข์ยากในชีวิตคริสเตียนอาจารย์เปโตรไม่ได้บอกให้เราหลีกเลี่ยงความทุกข์แต่สอนให้เรา “เข้าใจและตอบสนอง“ต่อความทุกข์ยาก(อันแสนสาหัส)นั้นอย่างถูกต้องในขณะที่เขียนจดหมายฉบับนี้ ผู้เชื่อพระคริสต์กำลังเผชิญการกดขี่ การต่อต้านและความยากลำบากเพราะความเชื่อพวกเขาอาจแปลกใจ คิดว่า “ทำไมต้องเกิดขึ้นกับฉัน?” อาจารย์เปโตรจึงตอบว่า“อย่าแปลกใจ!” โดยอธิบายว่านี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของบททดสอบในชีวิตคริสเตียน(ในยุคที่บางพื้นที่ประสบกับการข่มเหง!)แน่นนอนว่าการทดสอบนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำร้ายหรือทำลายผู้เชื่อแต่เพื่อพิสูจน์และขัดเกลาความเชื่อของพวกเขาดุจเดียวกับที่ทองคำที่ต้องผ่านการถูกไฟถลุงเพื่อให้บริสุทธิ์!ดังนั้น ขอให้เราเรียนรู้ที่จะรับมือกับปัญหาและความทุกข์ยากลำบากในขณะที่ดำเนินชีวิตติดตามพระเจ้าได้อย่างมีความสุขโดยปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้​ตั้งสติ~ (รวบรวมความรู้สึกตัว หรือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีกลับคืนมาหลังจากที่ตกใจ กลัว โกรธ หรือสับสน เพื่อให้จิตใจสงบ นิ่ง และสามารถหาสาเหตุ และแก้ปัญหาหรือรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างมีสติ ไม่วู่วาม)​ตรวจดู~ (พิจารณา, สังเกต หรือตรวจสอบความเรียบร้อย ความถูกต้อง ดีหรือร้าย ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างละเอียดถี่ถ้วน )​ต่อสู้ ~(พยายามใช้กำลัง ความสามารถ หรือกลยุทธ์ เพื่อเอาชนะอุปสรรค คู่ต่อสู้ หรือ การขัดขวาง )​เติมกำลัง~(การเพิ่มจำนวนคน, ทรัพยากร, หรืออุปกรณ์เข้าไปยังพื้นที่เป้าหมายเพื่อให้มีกำลังมากขึ้น ในสถานการณ์ที่ต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น "เติมกำลังพล" (reinforce) การ“เพิ่มความสามารถในการทำงาน” การ"เติมพลัง" หรือ การ“สร้างกำลังใจใหม่”ให้ตนเอง)​ตระหนัก~(รู้ประจักษ์ชัด รู้ชัดแจ้ง เข้าใจสถานการณ์หรือสภาวะบางอย่างอย่างลึกซึ้ง เป็นการสำนึกถึงความจริง ความรู้สึก หรือผลกระทบของเหตุการณ์ต่างๆ)​ตื่นตัว~ (สภาวะที่ร่างกายและจิตใจมีความกระฉับกระเฉง กระตือรือร้น พร้อมรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือเหตุการณ์รอบตัวอย่างรวดเร็ว ว่องไว ไม่เฉื่อยชา หรือมีสติปัญญาไหวพริบรู้เท่าทันเหตุการณ์ ไม่ได้อยู่ในอาการง่วงเหงาหาวนอนหรือไม่ประมาท)​ตื่นเต้น~(อาการที่ใจสั่น ระทึกใจ ดีใจ หรือแปลกใจอย่างมาก จนทำให้ร่างกายตอบสนองด้วยความประหม่า ลิงโลด หรือมีความรู้สึกอยากทำสิ่งต่างๆ มักเกิดขึ้นเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่สำคัญ ไม่คุ้นเคย หรือได้รับสิ่งเร้าที่ส่งผลต่ออารมณ์)​ตั้งมั่น~(ความตั้งใจจริงแน่วแน่ มั่นคงไม่โลเล ดำรงอยู่อย่างหนักแน่น ในทางธรรมหมายถึงอาการของจิตที่เป็นสมาธิ รู้เนื้อรู้ตัว อยู่กับปัจจุบัน ไม่ไหลไปตามอารมณ์ หรือหมายถึงการตั้งกองทัพหรือฐานที่มั่นอย่างแข็งแรง)​ติดสนิท~(ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ผูกพันแน่นแฟ้น และคงอยู่ตลอดไป ไม่แยกจากกัน โดยเฉพาะในบริบทคริสเตียน หมายถึงการเชื่อวางใจ ดำเนินชีวิตตามพระคำ และดำรงอยู่ในความรักของพระเจ้าอย่างถาวร เพื่อชีวิตจะเกิดผลดี รวมถึงการมีความสนิทสนมส่วนตัวกับพระเยซูคริสต์)​ตามต่อไป ~(การตามไปด้วย, เดินทางไปด้วยกัน, หรือตามมาด้วยทุกที่ )พี่น้องที่รักทั้งหลาย เราไม่ควรแปลกใจกับความทุกข์ยากแสนสาหัสที่กำลังเกิดขึ้นกับพวกเรา(ถ้ามี)ให้เราตั้งสติ ตรวจดู ต่อสู้ เติมกำลัง ตระหนักและตื่นตัวว่าการทดสอบพวกเรานั้น จะทำให้เราแข็งแกร่งและเติบโตขึ้นในฝ่ายจิตวิญญาณให้เราตื่นเต้นที่ได้มีส่วนร่วมในความทุกข์ยากของพระคริสต์ให้เราตั้งมั่นในความเชื่อ ติดสนิทกับพระคริสต์ และติดตามพระองค์ต่อไปอย่างซื่อสัตย์ และถวายเกียรติแด่พระเจ้าในทุกสิ่งที่เรา คิด พูด เขียน และทำเพื่อว่าเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จกลับมาพร้อมพระสิริของพระองค์เราทั้งหลายก็จะชื่นชมยินดีจนเนื้อเต้น!…เห็นด้วยไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 4พฤษภาคม2026(ตอนที่34ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี#LC26 London

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่35) คุณจะฆ่าหรือคุณจะรักษา?

    Play Episode Listen Later May 4, 2026 5:13


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่35)คุณจะฆ่าหรือคุณจะรักษา?“ความตายและชีวิตอยู่ในอำนาจของลิ้น และผู้ที่รักมันก็จะกินผลของมัน“~สุภาษิต 18:21“The tongue has the power of life and death, and those who love to talk will have to eat their own words.”‭‭ ~Proverbs‬ ‭18‬:‭21‬ ‭GW‬‬คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่า“คำพูดหนึ่งคำ อาจเปลี่ยนทั้งชีวิตได้!”(One word can change a life.)พระคัมภีร์กล่าวถึงความจริงในเรื่องนี้ ไว้ดังนี้​“ความตายและชีวิตอยู่ในอำนาจของลิ้น”หมายความว่าคำพูดของเรามีพลังสามารถสร้างหรือทำลายก็ได้1).คำพูดที่ให้ชีวิต ~สามารถสร้างสรรค์สิ่งดีๆเช่น การหนุนใจ การปลอบโยน หรือการพูดความจริงที่เต็มไปด้วยความรักที่ทำให้คนที่ได้ยินได้ฟังหรือได้อ่านมีกำลังใจ รับการฟื้นฟู และเติบโตขึ้น2).คำพูดที่นำความตายมา~สามารถทำลายชีวิตใครบางคนเช่น การนินทาว่าร้าย การดูถูก การโกหก หรือ คำพูดทำร้ายจิตใจที่ทำให้คนที่รับฟังหรือได้อ่าน ต้องบาดเจ็บ เสียใจสิ้นหวัง หรือทำลายความสัมพันธ์ที่มีต่อกันไปพระคัมภีร์ไม่ได้มองว่า คำพูดเป็นแค่เสียงหรือเป็นถ้อยคำ แต่เตือนสติเราถึง “อำนาจ” ของมันที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเราและผู้อื่นอย่างรุนแรง​“ผู้ที่รักมัน”หมายความว่า คนที่ใช้คำพูดเป็นนิสัย หรือให้ความสำคัญกับคำที่พูดหรือเขียนมันออกมา1).คนที่ “รักการพูดดีๆ” ~จะระมัดระวังและใช้แต่คำพูดที่สร้างสรรค์ชีวิต2).คนที่ “ไม่รักการพูดดีๆ”~จะไม่ระมัดระวัง และใช้คำพูดทำร้ายผู้อื่น เราจึงสมควร เลือกว่าจะใช้ลิ้นหรือคำพูดของเราไปทางดี!​“ก็จะกินผลของมัน”หมายความว่า เราต้องรับผลกรรมจากวจีกรรมหรือคำพูดของตัวเราเอง1).คนพูดดี จะได้รับการตอบสนองและความสัมพันธ์ที่ดี พร้อมทั้งความไว้วางใจกลับมา2).คนพูดร้าย จะได้รับความแตกหัก ความเจ็บปวดและความสัมพันธ์ที่แตกสลายคืนมาคำพูดก็เปรียบเหมือนกับการหว่านเมล็ด“คุณพูดอะไรออกไป คุณก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งนัันกลับคืนมา!สรุปข้อพระคัมภีร์ สุภาษิต 18:21นี้กำลังเตือนเราว่า​เราต้องตระหนักว่า คำพูดของเรามีพลังเหมือน1).อาวุธ ~ที่ใช้ฆ่า หรือเหมือน2).ยา ~ที่ใช้รักษา​เราต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เราพูด เขียนหรือโพสต์และรับผลกระทบที่ตามมา​เราต้องเลือกใช้คำพูดเพื่อ1).ให้ชีวิต ไม่ใช่2).ทำลายชีวิตของคนใดคนหนึ่ง ซึ่งรวมถึงตัวเราเองด้วยดังนั้น​จงถามตัวเองก่อนพูดว่า“สิ่งนี้จะเสริมสร้างหรือทำลายล้าง?”​จงพูดความจริง ด้วยความรักเมตตา ไม่ใช่ด้วยอารมณ์​จงใช้คำพูดเป็นเครื่องมือของพระเจ้าในการหนุนใจคนและทำให้แผนการที่ดีของพระเจ้าในโลกนี้ก้าวหน้าหรือประสบความสำเร็จคำเตือนปิดท้าย คือ“ลิ้นเดียวกัน สร้างได้ หรือทำลายก็ได้ ดังนั้นจงเลือกพูดแต่ในสิ่งที่ให้ชีวิต เพราะผลของมันจะย้อนกลับมาหาตัวคุณ!”( The same tongue can build or break.Choose life-giving words, for their fruit will return to you.)…เห็นด้วยไหมครับ? ………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 5พฤษภาคม2026(ตอนที่35ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี#LC26 London

    พระธรรมำชีวิต ตอน ยังไม่พร้อม Ep.1618

    Play Episode Listen Later May 3, 2026 4:18


    พระธรรมำชีวิตตอน ยังไม่พร้อม Ep.1618ยังไม่พร้อม มักเป็นคำที่เราพูดออกมาในวันที่เรากลัว หลายครั้งคนที่ประเมินชีวิตเราต่ำที่สุด ก็คือตัวเราเอง เมื่อพระเจ้าเปิดเผยพระประสงค์ของพระองค์ สิ่งแรกที่เกิดขึ้นในใจเราคือ ความกลัว และคำว่า “ฉันยังไม่พร้อม” เยเรมีย์ 1:6–8 กำลังสอนเราว่า มากกว่าความพร้อม คือหัวใจที่เชื่อฟัง และการยอมจำนนต่อพระเจ้า'แล้วข้าพเจ้าก็กราบทูลว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้านาย ดูเถิด ข้าพระองค์พูดไม่เป็นเพราะข้าพระองค์เป็นเด็ก” ' เยเรมีย์ 1:6 หลังจากที่พระเจ้าตรัสเรียกเยเรมีย์ สิ่งที่เขาเปิดเผยออกมาคือ ความกลัว คำว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้านาย” กำลังสะท้อนถึงความตกใจ และการยอมจำนน แล้วเยเรมีย์ก็พูดว่า “ข้าพระองค์พูดไม่เป็น” นี่ไม่ได้หมายถึงเขาพูดไม่ได้ แต่หมายถึง เขายังไม่เก่งพอ และเขาได้ให้เหตุผลต่อไปว่า “เพราะข้าพระองค์เป็นเด็ก” คำว่าเด็กในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงคนอายุน้อย แตาหมายถึงคนที่ยังไม่มีประสบการณ์ และไม่น่าเชื่อถือในสายตาสังคม เมื่อเราจดจ่อที่ตัวเอง เราจะมีข้ออ้างและบอกว่าเรายังไม่พร้อม แต่วันนี้ขอให้เราจดจ่อที่พระเจ้าและพระประสงค์ของพระองค์ 'แต่พระยาห์เวห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “อย่าพูดว่าเจ้าเป็นเด็ก เพราะเจ้าต้องไปหาทุกคนที่เราใช้ให้เจ้าไป และทุกสิ่งที่เราบัญชาเจ้า เจ้าต้องพูด อย่ากลัวพวกเขาเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า เพื่อช่วยกู้เจ้า” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 1:7-8ประโยคนี้เป็นคำสั่งที่เด็ดขาดของพระเจ้า อย่าพูดว่าเจ้าเป็นเด็ก และต้องไปหาทุกคนที่พระเจ้าใช้ให้ไปพบ และต้องพูดทุกอย่างตามที่พระเจ้าสั่ง สิ่งที่พระเจ้าตรัสต่อไป พระองค์ไม่ได้แก้ความสามารถของเยเรมีย์ แต่แก้ที่มุมมองและกรอบความคิดของเขา พระเจ้าตรัสว่า อย่ากลัวเลย และพระองค์ประทานพระสัญญาที่ทำลายข้ออ้างทั้งของเยเรมีย์ และของเราคือ “เราอยู่กับเจ้า” พระเจ้าไม่ได้สัญญาว่าจะไม่มีปัญหา แต่พระองค์สัญญาว่า พระองค์จะอยู่กับเรา และช่วยกู้เรา หรือฉุดดึงเราออกจากปัญหาหรือความกลัวที่เราเจออยู่นั้น ดังนั้น อย่าพยายามลบความกลัวด้วยตัวเราเอง แต่ให้เราวางความกลัวนั้นไว้ใต้พระสัญญาของพระเจ้าถ้าเราย้อนกลับไปดู ในช่วงเวลาเดียวกัน กษัตริย์โยสิยาห์ขึ้นปกครองตอนอายุเพียง 8 ขวบเท่านั้น ซึ่งอายุก็น้อยยังน้อยมาก ๆ พระเจ้าใช้โยสิยาห์นำการฟื้นฟูครั้งใหญ่มา พระเจ้าทรงใช้คนที่โลกมองว่ายังไม่พร้อม เพื่อนำการเปลี่ยนแปลงมา วันนี้พระเจ้าสามารถใช้เราได้แน่นอน ขอให้เราจำไว้นะครับว่า เราไม่ต้องเก่งและพร้อม แต่เราต้องเชื่อฟังและยอมที่จะไปกับพระเจ้า เพราะความสำเร็จนั้นไม่มาจากตัวเรา แต่มาจากพระเจ้าผู้กำหนด และผู้ออกคำสั่งในทุกภาระกิจ เมื่อข้ออ้างของเราจบลง การอัศจรรย์ของพระเจ้าจะเริ่มต้นที่นั่น ถ้าวันนี้พระเจ้าต้องการจะใช้เรา ขอพวกเราอย่ากลัวเลย เพราะพระเจ้าทรงอยู่กับเรา วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่33) อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า!

    Play Episode Listen Later May 2, 2026 6:03


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่33)อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า!“อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้าอย่าขยาด เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า เราจะเสริมกำลังเจ้า เราจะช่วยเจ้า เราจะชูเจ้าด้วยมือขวาอันชอบธรรมของเรา”‭‭ ~อิสยาห์‬ ‭41‬:‭10‬ ‭THSV11‬‬“So do not fear, for I am with you; do not be dismayed, for I am your God. I will strengthen you and help you; I will uphold you with my righteous right hand.”‭‭ ~Isaiah‬ ‭41‬:‭10‬ ‭NIV‬‬มีคำกล่าวที่ดีเยี่ยมกล่าวว่า“ความกลัวจะหายไป เมื่อเราระลึกได้ว่าเราไม่ได้ยืนอยู่อย่างเดียวดาย!”(Fear fades when we remember we do not stand alone.)พระธรรมอิสยาห์ 41:10 นี้ ยืนยันความจริงดังกล่าว ด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วย ​“การทรงสัญญา” และ ​“การปลอบโยน” ซึ่งมาจากพระเจ้า สำหรับคนของพระองค์ที่กำลังอ่อนแอ และดูสิ้นหวังให้เรามาดูกันว่า พระวจนะของพระเจ้าตอนนี้ สอนอะไรเราบ้าง?​ “อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า”= “อย่ากลัวเลย เพราะเราสถิตกับเจ้านี่ไม่ได้เป็นแค่คำสั่งที่“ห้ามเรากลัว”แต่เป็นเหตุผลว่า“ทำไม”เราจึงไม่ต้องกลัวนั่นเป็น “เพราะว่า”พระเจ้าสถิตอยู่ด้วยกับเรา!เมื่อพระองค์สถิตกับเราอย่างเต็มพื้นที่ ก็เท่ากับเรา เราไม่เหลือพื้นที่สำหรับความกลัวในชีวิตของเราอีกต่อไป!ความกลัวมักเกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึกว่าเราโดดเดี่ยวเพราะ “อยู่โดยลำพัง”แต่พระเจ้าตรัสว่า เวลานี้ เราไม่ได้อยู่คนเดียวเพราะพระองค์ทรงอยู่กับเราแล้ว แล้วเราจะกลัวไปทำไม?​ “อย่าขยาด เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า ”=“อย่าท้อแท้ เพราะเราคือพระเจ้าของเจ้า”เช่นเดียวกัน เมื่อพระเจ้าสถิตกับเรา เราก็ไม่เหลือพื้นที่สำหรับความท้อแท้ให้อยู่ในใจของเราด้วยเช่นกันปกติเรามักท้อแท้ เพราะรู้สึกไร้ที่พึ่งแต่พระเจ้าย้ำว่า เรายังมีพระองค์เป็นเจ้าชีวิตพึ่งได้ทุกเวลาถ้อยคำที่ว่า “เราเป็นพระเจ้าของเจ้า” นั้น มีความหมายลึกซึ้งยิ่งนักในสัมพันธภาพระหว่างเรากับพระเจ้าเพราะนั่นหมายความว่าในชีวิตของเรานั้น พระเจ้า ไม่ใช่แค่พระเจ้าทั่วๆไป แต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพิเศษ“ของเรา!“​“เราจะเสริมกำลังเจ้า”=“เราจะทำให้เจ้าเข้มแข็งขึ้น”พระเจ้าไม่ได้แค่ปลอบใจ แต่ พระองค์ทรง“เสรืม”หรือ “เติม“กำลัง ให้แก่เราและกำลังนี้ไม่ได้หมายถีงเพียงแค่กำลังสำหรับร่างกาย แต่ยังรวมถึงกำลังใจ กำลังความเชื่อ และกำลังในความอดกลั้นอดทน เพื่อทำให้เราเข้มแข็งขึ้นได้ในทุกสถานการณ์“กำลัง”นี้ จึงเป็นพลังซึ่งมาจากพระเจ้า ไม่ใช่มาจากตัวเราเอง!​“เราจะช่วยเจ้า”=คำยืนยันให้เรามั่นใจได้ว่า พระเจ้าจะช่วยเหลือเราแน่นอนพระเจ้าไม่ได้ปล่อยให้เราต่อสู้เพียงลำพัง แต่พระองค์จะทรงลงมือช่วยเราจริงๆ ในเวลา ในรูปแบบและในสถานที่ที่พระองค์ทรงกำหนดไว้บางครั้งความช่วยเหลืออาจมาในรูปแบบ ต่างๆอาทิเปิดทางทางออกให้แบบที่เราไม่คาดคิด ผ่านคนหรือวิธีที่เราคิดไม่ถึง หรือแม้ประทานพลังหรือกำลังใจให้เกิดขึ้นภายในตัวเราที่ทำให้เราสามารถผ่านพ้นวิกฤตินั้นไปได้อย่างเหลือเชื่อ!​“เราจะชูเจ้าด้วยมือขวาอันชอบธรรมของเรา”=“เราจะค้ำชูเจ้าด้วยมือขวาแห่งความชอบธรรมของเรา”ในพระคัมภีร์ “มือขวา” เป็นสัญลักษณ์ของ พลังอำนาจ ความมั่นคง และการปกป้อง“ความชอบธรรม” หมายถึง ความถูกต้องและความซื่อสัตย์ของพระเจ้านั่นหมายความว่า พระเจ้าจะพยุงและค้ำจุนเราไว้ไม่ให้ล้มลงแบบสิ้นสภาพด้วยฤทธิ์อำนาจที่ไม่ผิดพลาดและไม่ล้มเหลว!สรุป“พระเจ้ามิได้สัญญาว่าเส้นทางจะง่าย แต่พระองค์สัญญาว่าพระองค์จะสถิตอยู่ด้วยกับเรา”(God didn't promise an easy path, but He promised His presence.)ขอให้เราจดจำไว้ว่า 1.เราไม่ต้องกลัว เพราะเรามีพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์สถิตอยู่ด้วยกับเรา2.เราไม่ต้องท้อใจ เพราะเรามีพระเจ้าเป็นองค์เจ้านายของเรา3.เราไม่ต้องสู้โดยลำพัง เพราะเรามีพระเจ้าทรงเสริมกำลัง ช่วย เหลือและค้ำชูเราเสมอไป…อาเมนไหมครับ………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 3พฤษภาคม2026(ตอนที่33ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี#LC26 London

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ไม่บังเอิญ Ep.1617

    Play Episode Listen Later May 2, 2026 4:04


    พระธรรมนำชีวิต ตอน ไม่บังเอิญ Ep.1617ชีวิตของเราทุกคนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ พระเจ้าทรงกำหนดทุกอย่างในชีวิตไว้หมดแล้ว เรื่องราวในเยเรมีย์ 1:4-5 ได้บอกเราว่า พระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญู พระองค์ได้ทรงกำหนดทุกอย่างไว้แล้ว ก่อนที่เราจะอยู่ในท้องของแม่เราเสียอีก'พระวจนะของพระยาห์เวห์มาถึงข้าพเจ้าว่า “เราได้รู้จักเจ้าก่อนที่เราได้ก่อร่างตัวเจ้าขึ้นในครรภ์ และก่อนที่เจ้าคลอดจากครรภ์ เราก็ได้กำหนดตัวเจ้าไว้ เราได้แต่งตั้งเจ้าเป็นผู้เผยพระวจนะแก่บรรดาประชาชาติ” ' เยเรมีย์ 1:4-5เมื่อถ้อยคำของพระเจ้ามาถึง พระองค์ได้กำหนดทิศทางและให้คุณค่ากับชีวิตของท่านเยเรมีย์ และพวกเราได้เรียร้อยแล้ว คำแรกคือ “รู้จักเจ้า” คำนี้ไม่ได้หมายความว่า แค่รู้ข้อมูล แต่กำลังบอกถึงความสัมพันธ์ที่พระเจ้ามีกับเยเรมีย์และเราอย่างลึกซึ้ง ว่าพระองค์ทรงเลือกเรา คำที่ 2 “ก่อร่างเจ้า” ในภาษาเดิมคำนี้ใช้กับช่างปั้นหม้อ กล่าวคือ พระเจ้าเองเป็นผู้สร้างเราด้วยความตั้งใจก่อนที่เราจะอยู่ในท้องแม่และก่อนที่เราจะออกมาจากท้องของแม่ คำที่ 3 คือ “กำหนดตัวเจ้า” คือเยเรมีย์และพวกเรา ถูกเลือกและถูกแยกออกมาไว้เฉพาะสำหรับพระเจ้า และมีไว้เพื่อพระเจ้า คำสุดท้าย “ได้แต่งตั้งเจ้า” คือเราถูกวางไว้ในที่ ที่เหมาะสมที่สุด สำหรับเยเรมีคือ แก่บรรดาประชาติ ผู้เผยพระวจนะอื่น ๆ ส่วนใหญ่จะมีถ้อยคำถึงคนอิสราเอล แต่ท่านเยเรมีย์ พระเจ้าได้ให้ถ้อยคำแก่ท่านผ่านไปยังบาบิโลน อียิปต์ และเอโดมด้วย และสำหรับพวกเราพระเยซูก็แต่งตั้งให้เราออกไปประกาศเรื่องราวของพระองค์แก่คนทุกชาติทุกภาษา วันนี้ชีวิตของเราไม่ได้เกิดมาด้วยความบังเอิญ ไม่ว่าพื้นฐานชีวิตของเรานั้นจะเป็นอย่างไร ให้เรามั่นใจว่า พระเจ้าได้กำหนดชีวิต ได้ให้คุณค่าและวางอนาคตของเราไว้ก่อนแล้ว อาจารย์เปาโลเองก็เป็นผู้นึงที่ยืนยันว่าพระเจ้าทรงเลือกเราไว้ตั้งแต่ก่อนอยู่ในท้องของแม่ ในกาลาเทีย 1:15 และท่านยืนยันกับพี่น้องที่เอเฟซัส และผมนำมาถึงพวกเราในวันนี้'ดังเช่น ในพระคริสต์ พระเจ้าทรงเลือกเราตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลก เพื่อให้เราบริสุทธิ์และปราศจากตำหนิในสายพระเนตรของพระองค์ ' เอเฟซัส 1:4เราไม่ได้เป็นแค่คนที่บังเอิญเกิดมา แต่เราเป็นคนที่พระเจ้าตั้งใจสร้างและเลือกไว้แล้ว วันนี้เรากำลังใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ หรือใช้ชีวิตตามการทรงเรียก เรากำลังรอให้ตัวเองพร้อม หรือเราเชื่อว่าพระเจ้าทรงเรียกเราแล้ว เรายังหยุดให้คุณค่าตัวเองจากสิ่งที่คนอื่นมอง แต่ให้รู้และเชื่อว่า พระเจ้าตั้งใจปั้นเรา และเราเป็นผลงานชิ้นเอกของพระองค์ เราอาจจะยังไม่เห็นทางของชีวิต แต่พระเจ้าทรงเห็นแล้ว แม้เราอาจจะยังไม่เข้าใจตัวเอง แต่พระเจ้าทรงรู้จักและมีความสัมพันธ์กับเราเป็นอย่างลึกซึ้ง ก่อนที่เราจะพูดว่า “ยังไม่พร้อม” พระเจ้าได้ตรัสไว้แล้วว่า “เราตั้งเจ้าไว้แล้ว”   ให้เราจำไว้นะครับว่า ก่อนที่เราจะมีลมหายใจ พระเจ้าได้มีแผนงานทุกอย่างสำหรับชีวิตของเรา ไว้เรียบร้อยแล้ววุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่32) คุณเชื่อทุกสิ่งที่มีคนเล่าให้ฟัง และรีบพูดต่อหรือไม่?

    Play Episode Listen Later May 2, 2026 5:32


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่32)คุณเชื่อทุกสิ่งที่มีคนเล่าให้ฟัง และรีบพูดต่อหรือไม่?“พี่น้องที่รักของข้าพเจ้า จงเข้าใจในเรื่องนี้ คือให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ”‭‭ ~ยากอบ‬ ‭1‬:‭19‬ ‭THSV11‬‬“My dear brothers and sisters, understand this: Everyone should be quick to listen, slow to speak, and slow to anger,”‭‭ ~James‬ ‭1‬:‭19‬ ‭CSB‬‬พี่น้องที่รักอย่าให้เรารีบเชื่อเรื่องราว ข่าวลือ หรือเรื่องซุบซิบใดๆ!ดังนั้น หากเราได้ยินเรื่องอะไรมาเกี่ยวข้องกับผู้หนึ่งผู้ใด ก็ขอให้เราไปหาผู้นั้นโดยตรง เพื่อค้นหาความจริง โดยอย่าฟังบุคคลที่ 3 แล้วเชื่อเลย!แต่หากว่าคุณใช้วิจารณญาณและแยกแยะได้ว่า เรื่องที่คุณได้ยินมานั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคุณ และไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อคุณหรือต่อผู้ใดหรือต่อส่วนรวม.... คุณก็จงออกห่าง อย่าเอาตัวเข้าไปเสี่ยงแสดงความเห็น วิพากษ์วิจารณ์ หรือส่งต่อเรื่องนั้นอีกไปเลย จะดีกว่า!เหมือนกรณีของ เอวา ซึ่งอยู่กันดี ๆ ในสวนเอเดนกับอาดัมผู้เป็นสามี แต่แล้ววันหนึ่ง เกิดมีเวลาไปนั่งพูดคุยและฟังคำพูดของซาตานที่มาในรูปของงู ที่วิพากษ์วิจารณ์พระเจ้าให้เธอฟังและผลที่ตามมาจากการที่เอวาได้รับข่าวสารนั้นมา เอวาก็เริ่มสงสัยในพระดำรัสของพระเจ้า และสั่นคลอนความเชื่อมั่นในพระองค์มารฉลาดในการใช้คำพูดและคำถามต่าง ๆ เพื่อทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพระเจ้า ดังเช่น ​“จริงหรือที่พระเจ้าตรัสห้ามว่า..........”​“เจ้าจะไม่ตายจริงดอก.......”​“เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่า..........” ฯลฯ (ปฐมกาล 3:1-7)ทุกถ้อยคำเหล่านั้น ฟังดูน่าเชื่อถือ แต่แท้จริงแล้ว เชื่อถือไม่ได้!เพราะว่ามีการบิดเบือนถ้อยคำหรือเจตนาของถ้อยคำของพระเจ้าแต่น่าเสียดายที่เอวาหลงเชื่องูโดยไม่ได้ไปถามความจริงจากพระเจ้า!ผลก็คือ เอวา จึงทำบาปโดยไม่รู้ตัวและไปพูดและชักนำให้สามีของตนทำบาปตามไปด้วย โศกนาฎกรรมแรกของโลกจึงเกิดขึ้น!พระคัมภีร์มีคำเตือนมากมายไม่ให้เชื่อในทุกเรื่องที่เราได้ยิน หรือได้ฟังมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการกล่าวโทษพี่น้องของตนเอง!พระเจ้าทรงเตือนไว้ว่า...“อย่าให้พยานปากเดียวยืนยันกล่าวโทษผู้หนึ่งผู้ใด......แต่ต้องมีพยานสองหรือสามปากคำยืนยันนั้นจึงจะเป็นที่เชื่อถือได้!”บางทีพอฟังแล้ว เราเชื่อ และบอกต่อๆไป เราก็เลยจะกลายเป็นพยานเท็จไปโดยไม่รู้ตัว!ดังนั้น แทนที่จะรีบเชื่อ เราต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา และจัดการกับคนกล่าวหาและคนที่เป็นพยานเท็จดังที่พระวจนะของพระเจ้าบัญชาไว้ดังนี้“ก็ให้ทั้ง 2 ฝ่าย ที่ต่อสู้คดีกันนั้นเข้าเฝ้าพระเจ้า.....ผู้พิพากษาจะอุตสาห์ไต่สวน ถ้าพยานนั้นเป็นพยานเท็จ กล่าวปรักปรำพี่น้องของตนเป็นความเท็จ ท่านจงกระทำต่อพยานคนนั้นดังที่เขาตั้งใจจะกระทำแก่พี่น้องของตน ดังนั้นแหละ ท่านจะกำจัดความชั่วจากท่ามกลางท่านเสีย คนอื่น ๆ จะได้ยินได้ฟังและยำเกรงไม่กระทำผิดเช่นนั้นท่ามกลางพวกท่านทั้งหลายอีก” ~ฉธบ.19:15-20ดังนั้น พี่น้องที่รักเมื่อเราฟังคนอื่นพูดอะไรมาหรือไปอ่านสิ่งที่เขาเขียน หรือโพสต์ ไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคคลที่3เราอย่าด่วนเชื่อถ้อยคำเหล่านั้น และรีบเข้าไปร่วมในกระบวนการตัดสินพิพากษาผู้ใดมิฉะนั้น เราเอง1).อาจจะรับทุกข์เดือดร้อนโดยไม่จำเป็น และ2).อาจจะกระทำผิดโดยไม่เจตนา และมานั่งเสียใจในภายหลังดังนั้น คำไทยโบราณยังคงใช้ได้อยู่ นั่นคือ เวลาฟัง จงฟังแบบฟังหูไว้หูให้เราไวในการฟัง แต่ให้เราช้าในการพูดออกไป(นอกจากจำเป็น)ใช่ครับ อย่าเผยแพร่สิ่งที่ได้ยินออกไป จนกว่าพระเจ้าจะทรงบัญชาให้เรากระทำ!เพื่อว่าชุมชนของเราจะอยู่อย่างสงบสุขเสมอไป! …จะดีไหม?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 2พฤษภาคม2026(ตอนที่32ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่31) คุณพูดอะไรออกไป?

    Play Episode Listen Later May 1, 2026 4:55


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่31)คุณพูดอะไรออกไป?“เพราะว่าเราทำผิดพลาดมากมายกันทุกคน ถ้าใครไม่เคยทำผิดทางคำพูด คนนั้นก็เป็นคนดีพร้อมและสามารถบังคับทั้งตัวได้ด้วย”‭‭ ~ยากอบ‬ ‭3‬:‭2‬ ‭THSV11‬‬“All of us do many wrong things. But if you can control your tongue, you are mature and able to control your whole body.”‭‭ ~James‬ ‭3‬:‭2‬ ‭CEV‬‬​“เพราะว่าเราทำผิดพลาดมากมายกันทุกคน”=“เพราะเราทุกคนทำผิดพลาดไปหลายๆอย่าง“‭‭(ยากอบ‬ ‭3‬:‭2‬ก)มนุษย์ทุกคน “พลาด” หรือ “ผิด” อยู่เสมอโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องคำพูด เช่น1).พูดโดยไม่คิด2).พูดทำร้ายคนอื่น หรือ3).พูดเกินจริง เราจึงไม่ควรประมาทและคิดว่าเราควบคุม“ลิ้น”หรือ “การพูด”ของตัวเราเองได้หมดแล้ว​“ถ้าใครไม่เคยทำผิดทางคำพูด”=“ถ้าผู้ใดมิได้ทำผิดทางวาจา”(ยากอบ‬ ‭3‬:‭2‬ข)นี่คือเงื่อนไขที่ “แทบเป็นไปไม่ได้เลย”เพราะคำพูดเกิดจาก “ใจ” (ความคิด ท่าที อารมณ์)และมักหลุดออกมาเร็วเกินกว่าที่จะไตร่ตรองได้ถ้วนถี่ก่อนอาจารย์ ยากอบกำลังบอกเราว่า การไม่ผิดพลาดทางคำพูดคือ มาตรฐานที่สูงมาก และยากจะ ปฏิบัติตาม แต่ต้องทำ​“คนนั้นก็เป็นคนดีพร้อม”=“ผู้นั้นก็เป็นคนดีรอบคอบแล้ว“(ยากอบ‬ ‭3‬:‭2‬ค)คำว่า“ดีรอบคอบ”(perfect / mature)ไม่ได้หมายถึง“สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ 100%”แต่หมายถึง“ความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณ ”และ “การสามารถควบคุมตัวเองได้ดี”​“สามารถบังคับทั้งตัวได้ด้วย“=สามารถบังคับทั้งตัวไว้ได้ด้วย”นี่คือประเด็นสำคัญยิ่ง เพราะถ้าคุณมีวินัยควบคุม “ลิ้น” ได้คุณก็จะควบคุมได้ “ทั้งชีวิต”ของคุณเพราะลิ้นเป็นอวัยวะเล็กๆที่ส่งผลกระทบมาก แต่ควบคุมยากที่สุดสรุป“คำพูดเป็นตัวชี้วัดความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณของคุณ!“คำพูดจะเผย “สภาพจิตใจภายใน” ของเราออกมาเสมอดังนั้นจงระวัง -เวลาหงุดหงิดหรือโกรธคุณอาจพูดอะไรออกมาโดยไม่รู้ตัว-เวลาถูกตำหนิ หรือถูกวิจารณ์ คุณอาจตอบกลับแบบไม่ยั้งคิด-เวลาถูกนินทาหรือใส่ร้ายคุณอาจตอบโต้อย่างรุนแรงถ้าวันนี้ คุณได้ยินคำพูดไม่ดีต่อตัวคุณคุณสนองตอบออกไปอย่างไร?ถ้าวันนี้ กลุ่มคนที่คุณอยู่ด้วย กำลังทำร้ายผู้อื่นด้วยวาจาคุณจะเข้าร่วมด้วยหรือคุณจะหยุดยั่งมัน?วันนี้ ขอให้เราปฏิบัติตามในสิ่งที่เราเรียนรู้มา โดยทำดังนี้​ฟังอย่างใส่ใจจนกว่าจะเข้าใจ​คิดอย่างใคร่ครวญก่อนที่จะพูด 3.ควบคุมอารมณ์ รอจังหวะที่จะพูด4.พูดอย่างไตร่ตรองด้วยคำที่เหมาะสม5.ขอให้พระเจ้าควบคุมใจและปากของเราเพราะลิ้นจะเปลี่ยนได้… เมื่อใจเปลี่ยนก่อน!…เห็นด้วยไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 1พฤษภาคม2026(ตอนที่31ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน พระเจ้าคือผู้เริ่มต้น Ep.1616

    Play Episode Listen Later May 1, 2026 4:29


    พระธรรมนำชีวิต ตอน พระเจ้าคือผู้เริ่มต้น Ep.1616เรามาเริ่มต้นรู้จักพระเจ้ามากขึ้นผ่านเยเรมีย์ 1:1–3 ผมอยากหนุนใจให้พวกเรากลับไปอ่านพระธรรมตอนนั้น ๆ ด้วยทุกวัน เพราะสิ่งที่ผมนำมาแบ่งปันเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น อยากให้พวกเราได้มีโอกาสอ่านและศึกษาไปด้วยกัน เรามาเริ่มต้นทำความรู้จักกับท่านเยเรมีย์ด้วยกัน'ถ้อยคำของเยเรมีย์บุตรของฮิลคียาห์ เยเรมีย์เป็นหนึ่งในหมู่ปุโรหิต อยู่เมืองอานาโธทในแผ่นดินของเผ่าเบนยามิน ' เยเรมีย์ 1:1เยเรมีย์เป็นปุโรหิตจากเผ่าเบนยามิน อาศัยอยู่ที่เมืองอานาโธท การแนะนำแบบนี้เพื่อให้เราเข้าใจภูมิหลังว่า เขาน่าจะเป็นเชื้อสายของอาบียาธาร์ ที่ถูกซาโลมอนขับไล่ให้ไปอยูบ้านเกิดที่อานาโธท เพราะอาบียาธาร์เคยร่วมมือกับโยอาบสนับสนุนอาโดนียาห์ลูกชายของดาวิดที่จะสถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์ แต่ซาโลมอนไว้ชีวิตอาบียาธาร์เพราะเขาเคยร่วมทุกข์กับดาวิดในการขนหีบพันธสัญญากลับมา เรื่องราวนี้ทำให้เราเห็นว่า เยเรมีย์เติบโตมาในครอบครัวที่ถูกมองข้ามไม่ได้เป็นจุดศูนย์กลาง แต่เขากลับเป็นปุโรหิตที่พระเจ้าทรงเรียกให้มาเป็นผู้เผยพระวจนะ ถ้าวันนี้เรารู้สึกเป็นคนเล็กน้อย ขอให้เรามั่นใจนะครับว่า ถ้าพระเจ้าจะใช้เรา ไม่ว่าเราจะเป็นใคร พระเจ้าก็ทรงใช้เราได้แน่นอน'พระวจนะของพระยาห์เวห์มาถึงเยเรมีย์ในรัชกาลของโยสิยาห์โอรสของอาโมน กษัตริย์แห่งยูดาห์ในปีที่ 13 แห่งการครองราชย์ของพระองค์ ' เยเรมีย์ 1:2"พระวจนะของพระเจ้ามาถึงเยเรมีย์" กำลังอธิบายว่า ถ้อยคำที่เยเรมีย์ได้กล่าวไปนั้นมาจากพระเจ้าล้วน ๆ จุดเริ่มต้นที่แท้จริงคือพระเจ้าทรงเริ่ม ข้อ 2–3 ยังบอกเราว่า เยเรมีย์เริ่มรับใช้ในสมัยโยสิยาห์ ซึ่งเป็นยุคที่ผู้นำกลับใจจริงๆ แต่ประชาชน และแม้แต่ลูกๆ ของเขาเองก็ยังไม่กลับใจเลย งานรับใช้ของเขาดำเนินต่อไปสมัยของเยโฮยาคิม จนถึงสมัยเศเดคียาห์ คือเวลาที่ยูดาห์ถูกกวาดไปเป็นเชลย หลายคนคงสงสัยว่า ในช่วงเวลานั้นมีกษัตริย์ตั้ง 5 รัชกาล ทำไมจึงบันทึกไว้เพียง 3 รัชกาล นักอธิบายพระคัมภีร์มีข้อเสนอที่ผมก็คิดว่าเป็นไปได้ คือเยโฮอาหาส และเยโฮยาคีน ปกครองเพียงสมัยละ 3 เดือนเท่านั้น งานรับใช้ของเยเรมีย์ไม่ใช่แบบชั่วคราว แต่เป็นการทรงเรียกที่ยาวนาน ถ้านับจากการปกครองทั้ง 5 รัชกาลคือ 53 ปี 6 เดือน ชีวิตของเยเรมีย์ไม่ได้เริ่มจากความพร้อม แต่เขาเริ่มจากพระเจ้า ถ้าอย่างนั้นครับ เราไม่ต้องรอให้เราพร้อม แต่เราต้องรอให้พระเจ้าเป็นผู้เริ่มต้นเรียกเรา'ท่านไม่ได้เลือกเรา แต่เราเลือกพวกท่านและแต่งตั้งท่านให้ไปเกิดผลและเพื่อให้ผลของท่านคงอยู่ เพื่อว่าเมื่อพวกท่านทูลขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเรา พระองค์จะประทานสิ่งนั้นแก่ท่าน ' ยอห์น 15:16พระเจ้าไม่ได้เลือกเราเพราะความสามารถ แต่พระองค์ทรงเลือกเราตามพระประสงค์ของพระองค์ พระเจ้ามักเรียกคนจากขอบเวทีให้มาเขย่าศูนย์กลาง ผมอยากให้กำลังใจทุกคนว่า พระเจ้าไม่ได้รอให้เราพร้อมก่อน แต่พระองค์คือผู้ทำให้เราพร้อม ขอพวกเราทุกท่าน จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด พระเจ้าสถิตอยู่กับเราครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    พระธรรมนำชีวิต ตอน เตรียมตัวเดินทางต่อ Ep.1615

    Play Episode Listen Later Apr 30, 2026 3:28


    พระธรรมนำชีวิต ตอน เตรียมตัวเดินทางต่อ Ep.1615วันนี้เป็นวันที่เราจะเริ่มเดินทางกันต่อกับพระวจนะของพระเจ้าในหนังสือเล่มต่อไป ตอนแรกผมตั้งใจจะพาพี่น้องอ่านและศึกษาตามลำดับหนังสือที่ถูกเรียงไว้ในพระคัมภีร์ แต่เมื่อผมได้ศึกษาในเชิงลึกมากขึ้น ผมก็อยากที่จะรู้จักและเข้าใจพระเจ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านบริบทของช่วงเวลานั้น ๆ จากการศึกษางานของผู้รู้หลายท่าน จึงได้รู้ว่าพระธรรมพงศ์กษัตริย์น่าจะถูกรวบรวมและเรียบเรียงโดยกลุ่มผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า ในช่วงการเนรเทศหรือหลังจากนั้นไม่นาน โดยเนื้อหาเน้นอธิบายว่า เหตุใดอิสราเอลและยูดาห์จึงล่มสลาย ส่วนพระธรรมพงศาวดาร มีแนวโน้มว่าถูกเรียบเรียงโดยกลุ่มปุโรหิตหรือคนเลวี ซึ่งหนังสือเล่มนี้ถูกเรียบเรียงหลังจากที่ชนชาติอิสราเอลได้กลับจากการเป็นเชลยแล้ว โดยเน้นการฟื้นฟูตัวตนฝ่ายวิญญาณของประชากรของพระเจ้า แม้หนังสือสองเล่มจะเป็นเหตุการณ์คล้ายกัน แต่ให้มุมมองที่แตกต่างกันและในช่วงเวลาเดียวกันนั้น พระเจ้ายังทรงใช้ผู้เผยพระวจนะ เพื่อประกาศพระวจนะของพระองค์ด้วยดังนั้น ผมจึงอยากชวนพวกเราเดินตามเหตุการณ์จริงของประวัติศาสตร์ ซึ่งเราจะเริ่มจากผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ ท่านเยเรมีย์อยู่ในช่วงสุดท้ายของยูดาห์ และต่อจากนั้นไปเราจะไปที่พระธรรมบทเพลงคร่ำครวญ ที่สะท้อนหัวใจในวันที่สูญเสียแล้วก็จะไปยังชีวิตในบาบิโลน ผ่านพระธรรมดาเนียล และเอเสเคียล แล้วหลังจากนั้นเราจะไปสู่หนังสือประวัติศาสตร์ และผู้เผยพระวจนะน้อย ที่บันทึกถึงเรื่องราวของการกลับมายังอิสราเอลอีกครั้ง แล้วเราจึงค่อยย้อนกลับมาที่พระธรรมพงศาวดารวันนี้ผมเปรียบตัวเองเหมือนไกด์คนหนึ่ง ที่อยากจะรู้ อยากจะเห็น และอยากเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าในภาพกว้าง ซึ่งผมเองก็ยังไม่รู้ว่า การเดินทางในครั้งนี้จะใช้เวลานานเท่าไร แต่ผมอยากชวนพวกเราทุกคนที่จะเดินไปด้วยกัน เพื่อจะได้รู้จักพระเจ้า และเข้าใจพระทัยของพระองค์มากขึ้นด้วยกัน'พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การแก้ไขสิ่งผิด และการอบรมในความชอบธรรม เพื่อคนของพระเจ้าจะมีความสามารถและพรักพร้อมเพื่อการดีทุกอย่าง' 2 ทิโมธี 3:16-17ขอพระเจ้าเมตตาเรา ที่พระวจนะของพระเจ้าจะเกิดประโยชน์กับชีวิตของเราในทุกทาง เพื่อพวกเราจะมีความสามารถ และพร้อมที่จะทำดี คือทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า ขอพระคุณและความรักของพระเจ้าจะดำรงอยู่กับพี่น้องทุกท่านครับ พรุ่งนี้เราจะเริ่มพระธรรมเยเรมีย์ด้วยกันวุฒิ วงศ์สรเสริญ

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่30) ชีวิตพัง ความหวังสลาย?

    Play Episode Listen Later Apr 29, 2026 5:04


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่30)ชีวิตพัง ความหวังสลาย?“พระยาห์เวห์ตรัสว่า‘เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับพวกเจ้าเป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทำร้ายเจ้าเพื่อจะให้อนาคตและความหวังแก่เจ้า”~‭‭เยเรมีย์‬ ‭29‬:‭11‬ ‭THSV11‬‬“I alone know the plans I have for you, plans to bring you prosperity and not disaster, plans to bring about the future you hope for.”‭‭ ~Jeremiah‬ ‭29‬:‭11‬ ‭GNT‬‬คุณเคยอยู่ในสภาวะสิ้นหวัง บ้างไหม?บริบทที่แท้จริงของพระธรรมตอนนี้ คือ ช่วงที่ชนชาติอิสราเอลถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยที่บาบิโลน พวกเขาอยู่ในสภาพ “ชีวิตพัง อนาคตมืดมน” และคิดว่า“พระเจ้าทรงทอดทิ้งเราแล้ว!”แต่พระเจ้าตรัสกับพวกเขาผ่านผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ว่า​พระองค์ “ยังมีแผน” และแผนนั้น “ไม่ใช่เพื่อทำลาย”​พระองค์ไม่ใด้ให้คำสัญญาแบบ “ชีวิตจะง่ายทันที”​พระองค์ไม่ได้ตรัสว่าทุกอย่างจะดีในทันทีแต่พวกเขา“ต้องทนอยู่ที่นั่น 70 ปี”ก่อน (ข.10)​พระองค์สัญญาว่า “พระเจ้ายังควบคุมอนาคตอยู่ แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก”ดังนั้น ตราบใดที่เรายังเป็นคนของพระเจ้า พระองค์จะไม่ทอดทิ้งเราให้จมอยู่ในความสิ้นหวังหรือทำลายเราอย่างแน่นอนดังนัันในยามที่เรามีปัญหาและทนทุกข์ทรมานในเรื่องใด ก็ขอให้เรากระทำดังต่อไปนี้​Recheck ~ตรวจดูอีกทีว่า อะไรเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหา มาจากความดีหรือความไม่ดี?​Realize~ตระหนักว่า อย่างไรเสีย พระเจ้าก็อยู่กับเราและควบคุมสถานการณ์โลกอยู่​Response~ตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างฉลาดมั่นคงและอย่างรับผิดชอบ​Reinterpret~ตีความอดีตด้วยสายตาหรือมุมมองใหม่ด้วยเข้าใจในแผนการของพระเจ้า​Reunite~กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าอย่างใกล้ชิดติดสนิทและมีสันติสุข​Refill~รับการเติมเต็มความเข้มแข็งด้วยพระวจนะของพระเจ้า​Refresh~รับความสดชื่นตื่นเต้นจากพระวิญญาณบริสุทธิ์และพี่น้องธรรมิกชน​Rely On~วางใจในพระเจ้า พระสัญญาและพระคุณของพระองค์ในการฟันฝ่าความทุกข์ยาก​Rejoice~ชื่นชมยินดีในพระเจ้าและเผชิญทุกกรณีได้โดยพระเยซูคริสต์ด้วยความหวังใจใช่ครับ พระเจ้าตรัสว่า “เรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับพวกเจ้า!”ดังนั้น เราจงมั่นใจเถิดว่า ชีวิตของเราไม่ได้หลุดพ้นไปจากสายพระเนตรของพระองค์พระองค์ยืนยันว่าแผนงานของพระองค์ที่มีต่อเรานั้น“…เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทำร้ายเจ้า”คำว่า “สวัสดิภาพ” (shalom) หมายถึง~ความครบถ้วนสมบูรณ์~ความสันติสุข~ความมั่นคงในชีวิตดังนั้นพระเจ้าย่อมไม่ได้ตั้งใจทำลายเราแต่บางครั้งพระองค์อาจจำเป็นต้องใช้“ความยากลำบาก” และ”สถานการณ์ที่ดูสิ้นหวัง“เพื่อจะเสริมสร้างเราให้แกร่งพอที่จะมีส่วนร่วมในแผนการของพระองค์อย่างมีอนาคตและมีความหวังที่สดใสรออยู่พี่น้องที่รักบางครั้ง เราอาจไม่เข้าใจว่า“ทำไมต้องเกิดเรื่องนี้กับฉัน?”แต่เราก็เลือกที่จะเชื่อในพระเจ้า มากกว่าที่จะให้ อารมณ์และความรู้สึกนำเราเพราะเราวางใจในความดี ความรัก และพระคุณของพระเจ้ามากกว่าตรรกะเหตุผลอันจำกัดของเราเราจึงมั่นใจว่า ในพระองค์1. ชีวิตของเราจะไม่มีวันพัง และ2.ความหวังของเรา จะไม่มีวันล่มสลายเป็นอันขาด …อาเมนไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 30เมษายน2026(ตอนที่30ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน มนุษย์ล้มเหลวแต่พระเจ้าไม่ Ep.1614

    Play Episode Listen Later Apr 29, 2026 4:52


    พระธรรมนำชีวิตตอน มนุษย์ล้มเหลวแต่พระเจ้าไม่ Ep.1614ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายของ 2 พงศ์กษัตร์ย์ แม้ว่าเรื่องราวทั้งหมดจะจบลงด้วยสิ้นประเทศอิสราเอล ทั้งอิสราเอลทางเหนือ และยูดาห์ทางใต้ แต่ทั้งหมดนี้คือความซื่อตรง ความซื่อสัตย์ต่อถ้อยคำของพระองค์ ว่าถ้อยคำของพระองค์จะเป็นจริงทุกประการ กลุ่มผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าที่พระเจ้าใช้บันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ทั้งหมดนี้ ไม่ได้จบลงด้วยเรื่องราวการล่มสลายเพียงเท่านั้น 2 พงศ์กษัตริย์ 25:27–30 เล่าเหตุการณ์ที่ชี้ให้เห็นถึงพระสัญญาที่พระเจ้าทรงประทานให้กับดาวิดว่า เชื้อสายของเขายังคงดำเนินต่อไป'และอยู่มาในปีที่ 37 ที่เยโฮยาคีนพระราชาแห่งยูดาห์ถูกเนรเทศ ในเดือนที่ 12 เมื่อวันที่ 27 ของเดือนนั้น ในปีที่เอวิลเมโรดักพระราชาแห่งบาบิโลนทรงขึ้นเป็นกษัตริย์ พระองค์ทรงให้เยโฮยาคีนพระราชาแห่งยูดาห์พ้นจากเรือนจำ ' 2 พงศ์กษัตริย์ 25:27เยโฮยาคีน หรืออีกชื่อหนึ่งคือ เยโคนิยาห์ ถูกปล่อยตัวออกจากคุก หลังจากที่มีการเปลี่ยนการปกครองคือจากเนบูคัดเนสซาร์ มาเป็น เอวิลเมโรดัก กษัตริย์องค์ใหม่นี้ไม่ได้แค่เพียงปล่อยตัวเขาเท่านั้น แต่ในข้อ 28-30 ยังบอกด้วยว่า เขาได้รับเกียรติ ได้นั่งร่วมโต๊ะกับเอวิลเมโรดัก และกษัตริย์องค์นี้ก็ดูแลค่าใช้จ่ายของเขาทั้งหมด  นักวิชาการสายประวัติศาสตร์ ดร.โดนัลด์ เจ. ไวส์แมน (Donald J. Wiseman) ได้นำเสนอข้อมูลว่า นักโบราณคดีได้ค้นพบแผ่นจารึกดินเผาส่วนอาหารของบาบิโลน ซึ่งถูกขุดพบใกล้ประตูอิชตาร์ในกรุงบาบิโลน ในจารึกนี้มีรายการเบิกจ่ายน้ำมันและอาหารให้กับนักโทษ มีชื่อหนึ่งเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า เยโฮยาคีน กษัตริย์แห่งยูดาห์ นี่คือหลักฐานที่ยืนยันว่า ข้อ 30 ว่า กษัตริย์บาบิโลนได้ดูแลเยโฮยาคีนตามความต้องการในแต่ละวันนั้นเป็นความจริงแน่นอนเชื้อสายของดาวิดยังคงสืบเนื่องมาจนถึงพระเยซูคริสต์ พระเมสสิยาห์กษัตริย์ผู้ถูกเจิม ผู้นำการปลดปล่อยชนทุกชาติให้ออกจากความเป็นทาสของความบาป ในมัทธิว ได้บันทึกเชื้อสายจากอับราอัมมาถึงดาวิด และจากดาวิดมาถึงพระเยซู ชื่อของเยโฮยาคีนถูกบันทึกไว้ใน มัทธิว 1:11 แต่ถูกบันทึกไว้ในชื่อ เยโคนิยาห์เรื่องราวของเยโฮยาคีนนี้ยังเป็นกำลังใจให้กับเราได้ด้วยว่า พระเจ้าทรงสามารถยกชีวิตของเราขึ้นได้เสมอ แม้เราจะอยู่ในที่ที่ต่ำที่สุด สำหรับเขาจากนักโทษ กลายเป็นผู้มีเกียรติ จากคนที่ถูกลืม กลายเป็นคนที่ได้รับการดูแล โลกอาจจะจดจำเราจากอดีตที่ล้มเหลว แต่พระเจ้าทรงสามารถเปลี่ยนสถานะของเราได้เสมอ และการที่เขาได้รับการเลี้ยงดูแบบวันต่อวัน ก็ทำให้เราเห็นถึงพระคุณที่ไม่ใช่ให้แค่ครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นพระคุณที่คอยเลี้ยงดูเราในทุก ๆ วัน'ข้าพเจ้าหวนคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงมีความหวัง ความรักมั่นคงของพระยาห์เวห์ไม่เคยหยุดยั้ง และพระกรุณาของพระองค์ไม่มีสิ้นสุด เป็นของใหม่ทุกเวลาเช้า ความเที่ยงตรงของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก ' เพลงคร่ำครวญ 3:21-232 พงศ์กษัตริย์ไม่ได้จบด้วยความพังหรือความสิ้นหวัง แต่มันจบลงด้วยความซื่ออสัตย์ เที่ยงตรงของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ เราจึงมีความหวังใจ เพราะพระเจ้าทรงยังทำงานของพระองค์อยู่ แม้ในสถานการณ์ชีวิตอาจดูสิ้นหวัง แม้ชีวิตที่ดูเหมือนจบแล้ว ผมอยากให้กำลังใจทุกคนอีกครั้งว่า ในมนุษย์นั้นอาจล้มเหลวได้ แต่พระสัญญาของพระเจ้าไม่เคยล้มเหลว วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่29) พระคุณซ้อนพระคุณ!

    Play Episode Listen Later Apr 28, 2026 4:42


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่29)พระคุณซ้อนพระคุณ!“เพราะเราได้รับพระคุณซ้อนพระคุณจากความบริบูรณ์ของพระองค์”‭‭ ~ยอห์น‬ ‭1‬:‭16‬ ‭THSV11‬‬“And from his fulness have we all received, grace upon grace.”‭‭ ~John‬ ‭1‬:‭16‬ ‭RSVCI‬‬“พระคุณ” คือ “การได้รับในสิ่งดีที่เราไม่คู่ควรหรือไม่สมควรที่จะได้รับ!”“พระคุณ”เป็นสิ่งที่เรา~เรียกร้องไม่ได้~ต่อรองไม่ได้~ซื้อหาไม่ได้~แลกเปลี่ยนไม่ได้ และ~ตั้งเงื่อนไขใดๆ ก็ไม่ได้ แต่ได้รับการประทานมาให้จากพระเจ้า!“พระคุณของพระเจ้า” เป็นสิ่งที่เราควร “ซาบซึ้งและมีชีวิตอยู่กับมันทุกวัน”พระคุณของพระเจ้ามีหลายมิติ ดังนี้ ​พระคุณแห่ง “ความรอด”จากพระเจ้าเราไม่ได้รอดจากหนี้และโทษบาปเพราะความดีของเรา แต่เพราะพระคุณพระเจ้าล้วนๆ“เพราะว่าท่านทั้งหลายรอดโดยพระคุณโดยความเชื่อ…” ~เอเฟซัส 2:8​พระคุณแห่ง “การให้อภัย”จากพระเจ้าพระเจ้าไม่ได้แค่ช่วยเราให้รอด แต่ยังยกโทษบาปอื่นๆที่เรากระทำด้วยเป็นพระคุณที่ความผิดในอดีตไม่ได้กำหนดอนาคตเราอีกต่อไปเราจึงไม่ต้องแบกรับความรู้สึกผิดฟ้องไปตลอดชีวิตพระคุณของพระเจ้าทำให้เรามี “อิสรภาพจากอดีต!“​พระคุณแห่ง “ความอดทนนาน“ของพระเจ้าพระเจ้าอดทนกับเรามากกว่าที่เราคิดแม้เราล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำอีกพระองค์ก็ยังไม่ทอดทิ้งเราพระองค์ให้โอกาสเรา “เริ่มใหม่” อยู่เสมอถ้าไม่มีพระคุณนี้ เราก็คงหมดโอกาสและหมดหวังกับชีวิตนี้ไปนานแล้ว​พระคุณแห่ง “กำลังและการช่วยเหลือ”จากพระเจ้าพระคุณไม่ได้แค่ช่วยตอนเริ่มต้น แต่ช่วยเหลือเราในทุกเรื่องอย่างเพียงพอในทุกวันตลอดมา“แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าแล้วว่า “การมีพระคุณของเราก็เพียงพอกับเจ้า เพราะว่าความอ่อนแอมีที่ไหน ฤทธานุภาพของเราก็ปรากฏเต็มที่ที่นั่น” เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจะอวดบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้ามากขึ้นด้วยความยินดีอย่างยิ่ง เพื่อว่าฤทธานุภาพของพระคริสต์จะอยู่ในข้าพเจ้า”~‭‭2 โครินธ์‬ ‭12‬:‭9‬ ‭THSV11‬‬แม้แต่ในวันที่อ่อนแอ และประสบกับปัญหาหนักหนาสาหัส เราก็ยังไปต่อได้โดยไม่พังพระคุณจึงเป็น “พลังที่มองไม่เห็น แต่ช่วยพยุงชีวิตของเราไว้!”​ พระคุณแห่ง “ความสัมพันธ์”กับพระเจ้าเราไม่ได้แค่ “เชื่อพระเจ้า” แต่ เรายัง“เข้าถึง“และ”มีความสัมพันธ์“กับพระองค์เป็นส่วนตัวได้ด้วยทำให้เราสามารถอธิษฐาน พูดคุยกับพระเจ้าได้พระเจ้าไม่ได้สัมพันธ์กับเราแค่ในฐานะผู้พิพากษา แต่พระองค์เป็น “พระบิดา”ของเราด้วย​พระคุณแห่ง “การเปลี่ยนแปลงชีวิต”โดยพระเจ้าพระคุณของพระเจ้าไม่ปล่อยให้เราเหมือนเดิม แต่ค่อยๆเปลี่ยนแปลง เราให้ดีขึ้นและเป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นเรื่อยๆจากคนเดิมที่เคยเป็น ได้กลายเป็นคนใหม่ไม่ใช่เพราะตัวเราเก่ง แต่เป็นเพราะพระเจ้าทำกิจอยู่ภายในเราสรุปชีวิตของเรา นับว่า เป็นชีวิตที่มีพระคุณของพระเจ้าซ้อนพระคุณหลายทบ นั่นคือ พระองค์ทรง~ช่วยเรา (ทั้งที่ไม่คู่ควร)~ยกโทษเรา~อดทนนานกับเรา~ให้กำลังเรา~สัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทกับเรา และ~เปลี่ยนแปลงชีวิตเรา ให้เป็นเหมือนอย่างองค์พระเยซูคริสต์มากขึ้นทุกวัน…ชีวิตที่มีพระคุณซ้อนพระคุณเช่นนี้ช่างเป็นชีวิตที่ดียิ่งนัก เห็นด้วยไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 29เมษายน2026(ตอนที่29ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    ระธรรมนำชีวิต ตอน ยังมีโอกาส Ep.1612

    Play Episode Listen Later Apr 27, 2026 4:37


    พระธรรมนำชีวิตตอน ยังมีโอกาส Ep.1612ในวันที่การพิพากษามาถึงเป็นวันที่มีแต่การสูญเสีย ตอนที่แล้วเป็นภาพของการเสียสถานที่สำคัญ 2 พงศ์กษัตริย์ 25:18-21 เป็นภาพของการสูญเสียบุคคล การสูญเสียเป้นเรื่องที่น่าเศร้า แต่ทั้งหมดนี้พระเจ้าให้โอกาสพวกเขามานานแล้ว แต่พวกเขาไม่กลับใจ เมื่อถึงกำหนดเวลาแห่งการพิพากษาก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงคำตัดสินได้ ทหารของบาบิโลนก็จับมหาปุโรหิต และปุโรหิตรองกับผู้เฝ้าธรณีประตู จับข้าราชสำนักซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพกับที่ปรึกษาของพระราชา และอาลักษณ์ซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพผู้เกณฑ์ประชาชนของแผ่นดิน และประชาชนอีก 60 คน เนบูซาระดานผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ได้จับคนเหล่านี้ไปพบเนบูคัทเนสซาร์ที่ริบลาห์ 'และพระราชาแห่งบาบิโลนได้ทรงฟันเขา และประหารชีวิตเขาทั้งหลายเสียที่ริบลาห์ในแผ่นดินฮามัท ยูดาห์จึงถูกกวาดไปเป็นเชลยจากแผ่นดินของตน ' 2 พงศ์กษัตริย์ 25:21ไม่มีการต่อรอง ไม่มีโอกาสแก้ตัว แล้วผู้เขียนปิดด้วยประโยคที่หนักที่สุดว่า “ยูดาห์จึงถูกกวาดไปเป็นเชลยจากแผ่นดินของตน” คำว่า “กวาดไปเป็นเชลย” ในภาษาเดิมแปลว่า ถูกถอนออก ถูกดึงออกไป นี่ไม่ใช่แค่การย้ายถิ่นฐาน แต่คือการถูกถอนรากออกจากแผ่นดินที่พระเจ้าประทานให้ ถ้าเราย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของชนชาติอิสราเอล พระเจ้านำพวกเขาออกจากการเป็นทาสที่อียิปต์ ตอนนี้บาปทำให้พระเจ้าทรงปล่อยให้พวกเขาถูกกวาดออกไปเป็นเชลย และความบาปนำเขาวนกลับไปเป็นทาสเหมือนเดิม ภาพที่เจ็บปวดนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าได้เตือนพวกเขามานานแล้ว เลวีนิติ 26 และ เฉลยธรรมบัญญัติ 28 ผมจะยก เฉลยธรรมบัญญัติ มาเพียง 2 ข้อ'“ถ้าท่านตั้งใจเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน และระวังที่จะทำตามพระบัญญัติทั้งสิ้นของพระองค์ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้ พระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านจะทรงตั้งท่านไว้ให้สูงกว่าบรรดาประชาชาติทั่วโลก “แต่ถ้าท่านไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน และไม่ระวังที่จะทำตามพระบัญญัติทั้งสิ้นของพระองค์ และกฎเกณฑ์ของพระองค์ ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้ แล้วคำสาปแช่งทั้งหมดเหล่านี้จะลงมาเหนือท่านและตามทันท่าน ' เฉลยธรรมบัญญัติ 28:1,15เมื่อพระเจ้าประทานพระสัญญาของพระองค์ พระองค์ทรงรักษาพระสัญญาเสมอ ขอให้เราเองจะใส่ใจ ระวังรักษาที่จะเชื่อฟังพระเจ้าด้วยสุดใจ หลักการของพระสัญญานี้ยังคงเป็นจริง คือ การเชื่อฟังจะนำพระพร และการไม่เชื่อฟังจะนำผลของการพิพากษามาถึงเรา วันนี้เรายังมีโอกาสเพราะเวลาแห่งการพิพากษายังมาไม่ถึง ขอให้เรากลับใจหันมารับพระคุณของพระเจ้า และเริ่มต้นที่จะรัก เชื่อฟัง ระวังรักษาชีวิตให้ตรงตามพระวจนะของพระเจ้าทุกประการ ผมเชื่อว่า พระเจ้าทรงสามารถฟื้นฟูชีวิตของเราได้ เพราะพระองค์ทรงซื่อสัตย์พระองค์ทรงรักษาพระสัญญาของพระองค์แน่นอน ชีวิตของเราไม่ได้พังเพราะเราไม่เคยฟังเสียงของพระเจ้า แต่มันพังเพราะเราเลือกจะไม่ฟังเสียงของพระองค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอให้เราเลือกฟังและเชื่อฟังพระองค์ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่28) คนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้?

    Play Episode Listen Later Apr 27, 2026 5:06


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่28)คนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้?“คนที่ควบคุมตนเองไม่ได้ ก็เหมือนเมืองที่ถูกทำลายและไม่มีกำแพง”‭‭ ~สุภาษิต‬ ‭25‬:‭28‬ ‭THSV11‬‬“Like a city whose walls are broken through is a person who lacks self-control.”‭‭ ~Proverbs‬ ‭25‬:‭28‬ ‭NIV‬‬อย่าให้เราเป็นคนที่ขาดการยับยั้งชั่งใจที่ควบคุมตัวเองไม่ได้!คำว่า “ยับยั้งชั่งใจ ” หมายถึง“การรู้จักควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกหรือความต้องการของตนเอง ไม่ให้แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมาโดยมีการคิดทบทวนถึงผลดีผลเสียหรือความผิดชอบชั่วดีอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะทำ พูด หรือตัดสินใจสิ่งใดลงไป ”เมื่อใดก็ตามที่เรากระทำสิ่งใดๆที่ขาดการยับยั้งชั่งใจไม่ว่าจะในบ้าน ในโบสถ์ ในที่ทำงาน หรือในสังคม แม้แต่บนถนนเมื่อนั้น จะเกิดความเสียหายและความเสียใจตามมา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!ดังนั้น ในแต่ละสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ หากเรารู้จักยับยั้งชั่งใจเราก็อาจเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสได้เสมอไปต่อไปนี้ เป็น กระบวนการยับยั้งชั่งใจและการตัดสินใจลงมือกระทำบางสิ่งบางอย่าง เพื่อเกิดผลดีที่นำความสุขและความสำเร็จ มาสู่ชีวิต การงานและการรับใช้ ดังนี้ ​สะกด = ยับยั้ง ข่มระงับหรือ บังคับให้อยู่ในอำนาจหรือกระทำตามความต้องการ ไม่ให้ทำสิ่งผิดบาป​สืบสาว = สืบค้น เสาะหาต้นตอ หรือ ย้อนไปดูที่มาของเรื่องเพื่อให้ได้ความจริงจนถึงที่สุด จะได้ไม่ทำผิด​สร้างวินัย = กำหนดขอบเขตและกระบวนการฝึกฝนตนเองให้ควบคุมอารมณ์ พฤตืกรรมและการกระทำ เพื่อให้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ระเบียบ หรือเป้าหมายที่ตั้งไว้ จนกลายเป็นนิสัย หรือวิถีชีวิตที่ยั่งยืน ในการทำสิ่งที่ถูกต้อง​ส่ำสม = เก็บรวบรวมความรู้ความเข้าใจให้เพิ่มขึ้นจากการเรียนการสอนจนเติบโตมีวุฒิภาวะ ทำสิ่งดีให้ดียิ่งขึ้น​สร้างสรรค์ = สร้างหรือริเริ่มทำสิ่งดีมีประโยชน์และมีคุณค่าใหม่ๆให้เกิดขึ้น​สละ = ผละ ละ เลิก ปล่อยวาง หรือยกเลิกสิ่งที่สร้างผลกระทบเชิงลบเพื่อสิ่งดีที่มีประโยชน์สูงกว่า​สลัด = ทำให้สิ่งไม่ดี หรือจุดอ่อน(เช่นความบาป)ที่ติดอยู่ในชีวิตหลุดออกไปจากชีวิตของเรา​สัมพันธ์ = ผูกพัน ติดต่อ เกี่ยวพัน และสื่อสารใกล้ชิดติดสนิทกับพระเจ้าและพี่น้องเพื่อเกิดแต่สิ่งดีและดีขึ้น​สภาพแวดล้อมดี = เลือกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เร่งเร้าผลักดันให้เราทำบาปผิดอย่างง่ายๆพี่น้องที่รักอย่าให้เราเป็นคนที่ควบคุมตนเองไม่เป็นหรือไม่ได้!แต่หากเราเป็นคนที่รู้จักระงับยับยั้งใจ สามารถควบคุมตัวเองได้ดี ทั้งในการคิด พูด โพสต์ หรือ กระทำสิ่งใด ชีวิตของเราก็จะปลอดภัย มีทั้งความสำเร็จและความสุข ตามที่ปรารถนา…ซึ่งจะน่ายินดี ยิ่งนัก จริงไหม?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 28เมษายน2026(ตอนที่28ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่27) อย่าละทิ้งความยับยั้งชั่งใจ!

    Play Episode Listen Later Apr 27, 2026 5:34


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่27)อย่าละทิ้งความยับยั้งชั่งใจ!“ที่ใดๆที่ไม่มีการเผยธรรมประชาชนก็ละทิ้งความยับยั้งชั่งใจเสีย แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติจะเป็นสุข”‭‭ ~ สุภาษิต‬ ‭29‬:‭18‬ ‭TH1971‬‬“Where there is no revelation, people cast off restraint; but blessed is the one who heeds wisdom's instruction.”‭‭ ~Proverbs‬ ‭29‬:‭18‬ ‭NIV‬‬คุณเห็นด้วยหรือไม่กับคำกล่าวที่ว่า“ความสุขที่ลึกที่สุด คือความสงบสันติที่เกิดจากการรู้ว่าเรากำลังดำเนินอยู่บนวิถีทางที่ถูกต้อง!”(The deepest happiness is the peace of knowing you are walking the right path.)พระคัมภีร์ข้อนี้(สุภาษิต 29:18 )เป็นคำเตือนสติถึงความสำคัญของ​ “การดำเนินอยู่บนวิถี และ ทิศทางชีวิตที่ถูกต้อง” และ ​“การควบคุมตนเอง” หรือ “การรู้จักยับยั่งชั่งใจ”ของเราแต่ละคน เพื่อที่ชีวิตของเราจะเป็นสุขพระธรรมตอนนี้ สอนอะไรเรา?​เราได้ทิศทางชีวิต จากการเผยธรรม“ที่ใดๆ ที่ไม่มีการเผยธรรม”ซึ่งในที่นี้ “การเผยธรรม” หมายถึง1).“การเปิดเผยพระประสงค์ หรือความจริงของพระเจ้า ”2). “การมีทิศทางที่มาจากพระเจ้า”ถ้าไม่มีการเผยธรรมนี้ ชีวิตของเราจะเป็นเหมือน “เรือที่ไม่มีหางเสือ” คือล่องลอยไปตามอารมณ์และความคิดของตัวเอง​เรามีการยับยั้งชั่งใจ จากการเผยธรรม เช่นกัน“ประชาชนก็ละทิ้งความยับยั้งชั่งใจเสีย”ซึ่งถ้าไม่มีความจริงจากพระเจ้าแนะนำคนก็จะควบคุมตัวเองไม่ได้ดังนั้นที่ใดที่ไม่มี การเผยธรรม หรือ ไม่มีความจริงนำทางคนก็จะเริ่มใช้ชีวิตตามใจ ไม่มีขอบเขต ไม่มีวินัย ไม่มีทิศทางที่ชัดเจนผลที่ตามมาก็คือ คิดผิด เข้าใจผิด และกระทำผิด และไม่ยับยั้งชั่งใจปล่อยให้ความอยากนำหน้าเหตุผล ทำให้สังคมวุ่นวาย​เราต้องรักษาธรรมบัญญัติหรือ การเผยธรรมของพระเจ้า“แต่คนที่รักษาธรรมบัญญัติจะเป็นสุข”คนที่รักษาธรรมบัญญัติ คือคนที่ดำเนินตามคำสอนของพระเจ้าโดยยึดหลักความจริงเหล่านั้นเป็นแนวทางใช้ชีวิตและในการทำงานสิ่งที่จะตามมาจาการดำเนินชีวิตตาม พระธรรม สุภาษิต 29:18ตอนนี้ ก็คือ “จะเป็นสุข”และคำว่า “เป็นสุข” ในที่นี้ไม่ใช่แค่มีความรู้สึกดีๆเกิดขึ้น แต่คือ1).การมีชีวิตที่มั่นคง2).การมีใจสุขสงบ3).การมีทิศทางดำเนินชีวิตที่ชัดเจนความสุขดังกล่าว มาจากการอยู่ในระเบียบกฎเกณฑ์ของพระเจ้า ไม่ใช่ตามใจหรือตามความคิดความต้องการของตัวเราเองสรุปความสุขจะแยกออกจากความจริง ไม่ได้การเหนี่ยวรั้งใจ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการรั้งเราไว้ให้อยู่กับความจริงหรือธรรมบัญญัติของพระเจ้าเสมอความสุขใดๆที่ปราศจากการยับยั้งชั่งใจ ไม่ใช่ความสุขแท้ ดังคำกล่าวที่ว่า“ความสุขที่แท้ จะไม่พบในที่ๆปราศจากการเหนี่ยวรั้งใจแต่จะพบได้จากการยึดเหนี่ยวหัวใจไว้ในความจริง!“(True happiness is not found in letting go of restraint, but in anchoring the heart in truth.)ดังนั้น พี่น้องที่รัก ขอให้เราพึ่งพระเจ้าและทำให้บ้าน โบสถ์ และ ชุมชนที่เราอยู่ กลายเป็น1.ชุมชนแห่งการเผยธรรมของพระเจ้า2.ชุมชนแห่งการยับยั้งชั่งใจ และ3.ชุมชนแห่งความสุข ด้วยการ1).รัก และ2).รักษาธรรมบัญญัติของพระเจ้า…จะดีไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 27เมษายน2026(ตอนที่27ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน พัง Ep.1611

    Play Episode Listen Later Apr 26, 2026 3:30


    พระธรรมนำชีวิตตอน พัง Ep.16112 พงศ์กษัตริย์ 25:8–17 บันทึกเหตุการณ์การล่มสลายของยูดาห์ในขั้นสุดท้าย พระวิหารถูกเผา บ้านเมืองและกำแพงถูกทำลาย นี่คือขั้นสุดท้ายของการพิพากษ สำหรับพวกเราต้องขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับพระเยซูคริสต์ เพราะผู้ที่เชื่อวางใจในพระองค์จะไม่พินาศนิรันดร์ เราได้รับการไถ่โดยพระชนม์ชีพของพระเยซูเรากลับมาที่เนื้อหาในพระธรรมตอนนี้ สถานที่ที่เป็นศูนย์กลางอย่างพระวิหารของพระเจ้าถูกทำลาย นักอธิบายพระคัมภีร์ได้ชี้ให้เห็นว่า หากต้องเลือกระหว่างสถานที่กับความบริสุทธิ์ของพระเจ้า พระองค์เลือกความบริสุทธิ์ พระเจ้าได้ตรัสเตือนไว้ตั้งแต่สมัยซาโลมอนแล้วว่า หากประชากรละทิ้งพระองค์ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น และในตอนนี้ทุกอย่างก็เกิดขึ้นจริง ผู้เขียนใช้เวลาถึง 5 ข้อ บรรยายการทุบเสาและอ่างทองสัมฤทธิ์ที่ซาโลมอนสร้างไว้ เป็นสิ่งที่เคยงดงาม วิจิตร ตอนนี้ถูกทุบ ถูกขน และถูกนำไปเหมือนเศษโลหะธรรมดา นี่ไม่ใช่แค่เพียงการทำลายสิ่งของ แต่เป็นการเปิดโปงหัวใจของประชาชนเพราะก่อนหน้านี้ พระเจ้าทรงเตือนผ่านผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ ในเยเรมีย์ 7:4 ที่เตือนสติชาวอิสราเอลว่า อย่าหลอกตัวเองด้วยคำพูดว่า นี่เป็นพระวิหารของพระยาห์เวห์ พวกเขาพึ่งพาตัวพระวิหาร แต่ละทิ้งเจ้าของพระวิหารเมื่อความสัมพันธ์กับพระเจ้าขาดสะบั้น พระวิหารที่เคยสง่างามก็กลายเป็นเพียงวัตถุธรรมดา สิ่งที่เคยมั่นคงก็สามารถถูกทุบทำลายได้ ไม่ใช่เพราะมันอ่อนแอ แต่เพราะความมั่นคงนั้นไม่ได้อยู่ในพระเจ้าอีกต่อไป สำหรับพสกเรา เราเองก็อาจกำลังยึดบางสิ่งบางอย่างอยู่ที่ไม่ใช่พระเจ้าหรือเปล่า ตำแหน่ง ชื่อเสียง อาชีพงานรับใช้ หรือแม้แต่ยึดติดอยู่กับรูปแบบของศาสนา ถ้าหัวใจของเราไม่ได้อยู่กับพระเจ้า วันหนึ่งสิ่งเหล่านั้นอาจถูกเอาไป เพราะมันไม่มีค่าอะไรเลย ถ้าเมื่อมันขึ้นมาแทนที่พระเจ้า'แต่พระยาห์เวห์ตรัสกับซามูเอลว่า “อย่ามองดูที่รูปร่างภายนอกหรือที่ความสูงแห่งร่างกายของเขา เพราะเราไม่ยอมรับเขา เพราะพระยาห์เวห์ไม่ได้ทอดพระเนตรเหมือนที่มนุษย์ดู เพราะมนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอก แต่พระยาห์เวห์ทอดพระเนตรจิตใจ” ' 1 ซามูเอล 16:7สิ่งที่พระเจ้าตรัสกับซามูเอล ยังคงสอนเราได้อยู่เสมอว่า อย่ายึดติดกับรูปลักษณ์ภายนอก เพราะว่าพระเจ้าไม่มองว่าเรามีอะไร แต่พระองค์มองว่า เรายึดอะไรไว้ พระวิหารและเมืองถูกทำลาย ไม่ใช่เพราะว่าพระเจ้าอ่อนแอ แต่เพราะว่าพระเจ้าไม่ยอมให้สิ่งใดมาแทนที่พระองค์ในหัวใจของประชากรของพระองค์ บางครั้งการที่พระเจ้าปล่อยให้บางอย่างพัง ไม่ใช่เพื่อทำลายเรา แต่เพื่อดึงเรากลับมาหาพระองค์วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่26) อะไรกันแน่ ที่เราควรอวด?

    Play Episode Listen Later Apr 25, 2026 6:01


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่26)อะไรกันแน่ ที่เราควรอวด?“เพื่อให้เป็นไปตามคำเขียนไว้ว่า“ให้ผู้โอ้อวด อวดองค์พระผู้เป็นเจ้า””~‭‭1 โครินธ์‬ ‭1‬:‭31‬ ‭THSV11‬‬“Therefore, as it is written: “Let the one who boasts boast in the Lord.””‭‭ ~1 Corinthians‬ ‭1‬:‭31‬ ‭NIV‬‬มีคำเตือนไว้ว่า“อย่าอวดตัวเองให้คนเห็น แต่จงอวดพระเจ้าให้คนรู้จัก”(Don't showcase yourself to be seen;showcase God to be known.)พระคัมภีร์ 1โครินธ์เปิดเผยเรื่องราวและคำสอนเตือนใจที่มีคุณค่าเกี่ยวกับ เริ่องว่าอะไรควรอวดและอะไรไม่ควรอวดที่เคยเกิดขึ้นกับคริสตจักรในอดีตที่ยังมีประโยชน์ต่อเราและคริสตจักรในยุคปัจจุบันนี้ อย่างมากมายด้วยแล้วพระธรรม 1โครินธ์ 1 สอนอะไรเราบ้าง?พระธรรมบทนี้ แยกแยะบอกเราถึงเรื่องสำคัญ ดังนี้​“อัตลักษณ์”ของคริสเตียน:1).เราเป็นผู้ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ ในพระเยซูคริสต์2).เราได้รับการเรียกให้เป็นธรรมิกชนออกนามพระคริสต์(1โครินธ์1:1~9)​“อัปลักษณ์”ของคริสตจักร:1).การแตกแยกเป็นกลุ่มเป็นพวกกัน2).การทะเลาะวิวาทกัน(1โครินธ์1:10~17)​“อุปสรรค”ของการรับข่าวประเสริฐ:1).เรียกร้องขอหมายสำคัญก่อน2).เรียกร้องขอปัญญาเป็นเงื่อนไข(1โครินธ์1:18~25)​“อัปยศ”ของผู้ที่ยกตนเหนือผู้อื่น:1).คนมีปัญญา~อับอายโดยคนที่โลกถือว่าโง่2).คนที่แข็งแรง~อับอายโดยคนที่โลกถือว่าอ่อนแอ3).คน(สิ่ง)ที่สำคัญ~ถูกทำลายโดยคนที่โลกถือว่าต่ำต้อย(1โครินธ์1:26~29)​“องค์พระผู้เป็นเจ้า”ของคริสตจักรที่เราสมควรโอ้อวด:1).พระเยซูคริสต์เป็นพระปัญญาของพระเจ้า2).พระเยซูคริสต์เป็นผู้ทำให้เราชอบธรรม3).พระเยซูคริสต์เป็น ผู้ชำระเราให้บริสุทธิ์4).พระเยซูคริสต์เป็น ผู้ไถ่บาปเรา5).พระเยซูคริสต์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้านายของเรา(1โครินธ์1:30~31)ดังนั้น พี่น้องที่รักหากว่าเราจะอวด~อย่าอวดตัวเอง~อย่าอวดพวกหรือกลุ่มของเราเอง~อย่าอวดคริสตจักรของเรา~อย่าอวดคณะของเรา~อย่าอวดองค์การของเราความรู้ ความเก่ง ความฉลาด ความสามารถ ของประทาน ความแข็งแรง ความมั่งคั่ง และความยิ่งใหญ่ ของเราทั้งหลายนั้น ล้วนไร้ค่า และไร้ความหมายอันยั่งยืนใดๆ ดังนั้น ถ้าเราจะอวด ก็ขอให้เราโอ้อวดพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็น1).เจ้านาย และ2).เจ้าของทุกสิ่ง ที่เราครอบครองอยู่และขอให้เราอวดพระเจ้า ผ่านชีวิตที่พระเจ้าทรงทำกิจอยู่ภายในของเรา ดังคำกล่าวที่ว่า“การอวดพระเจ้า ไม่ใช่ด้วยเสียงที่ดังที่สุด แต่ด้วยชีวิตที่เห็นพระคุณของพระเจ้าชัดเจนมากที่สุด”(Boasting in God isn't the loudest voice, but the clearest life.)…เห็นด้วยไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 26เมษายน2026(ตอนที่26ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ยังมีโอกาส Ep.1610

    Play Episode Listen Later Apr 25, 2026 4:39


    พระธรรมนำชีวิตตอน ยังมีโอกาส Ep.1610เรื่องราวทั้งหมดของพระธรรมพงศ์กษัตริย์ จัยความสำคัญหลักคือการยืนยันพระสัญญาและถ้อยคำของพระเจ้านั้นเป็นจริงทุกประการ เพื่อเราเองจะยังคงรัก ยำเกรงและซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า 2 พงศ์กษัตริย์ 25 คือบทสุดท้ายแล้ว แต่ยังคงยืนยันว่า ทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสเป็นจริง เศเดคียาห์ไม่เชื่อฟังพระเจ้า กบฎต่อบาบิโลน 'และอยู่มาเมื่อวันที่ 10 เดือน 10 ปีที่ 9 แห่งรัชกาลของเศเดคียาห์ เนบูคัดเนสซาร์พระราชาแห่งบาบิโลนได้ทรงยกทัพทั้งสิ้นของพระองค์มาโจมตีกรุงเยรูซาเล็ม และล้อมกรุงนั้นไว้ และเขาทั้งหลายได้สร้างเครื่องล้อมไว้รอบ ' 2 พงศ์กษัตริย์ 25:1บาบิโลนยกทัพมาล้อมกรุง และสร้างเครื่องล้อม นี่คือการกดดันยูดาห์ให้ยอมแพ้ เครื่องล้อมเหล่านี้มีคำบรรยายไว้ให้เราเห็นภาพจากพระธรรมเอเสเคียล นักอธิบายพระคัมภีร์ได้ขยายความว่า หนึ่งในเครื่องล้อมคือหอคอยที่มีล้อที่เคลื่อนที่ได้ และเครื่องทุบกำแพงเมืองที่เป็นซุงขนาดใหญ่ ตรงปลายเป็นเหล็กหรือทองสัมฤทธิ์ไว้ใช้กระแทกกำแพงหินให้พังลง ในข้อ 2-4 ได้บอกว่า การล้อมนี้ยาวนานประมาณ 2 ปี จนเกิดการกันดารอาหารอย่างรุนแรง สุดท้ายเมืองก็แตก เศเดคียาห์กับทหารก็หนีออกมาทั้งๆ ที่มีทหารบาบิโลนยู่รอบเมือง'แต่กองทัพของคนเคลเดียได้ไล่ตามพระราชา และมาทันพระองค์ในที่ราบเมืองเยรีโค และกองทัพทั้งสิ้นของพระองค์ก็กระจัดกระจายไปจากพระองค์ ' 2 พงศ์กษัตริย์ 25:5เยรีโคชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ใรการรบครั้งแรกของชนชาตินี้ วันนี้ก็เป็นความพ่ายแพ้ที่ไม่มีทางหนีได้ เพราะพระเจ้าทรงเหวี่ยงพวกเขาออกไปให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์ เป็นเรื่องที่น่าคิดสำหรับพวกเราด้วย เมื่อเราเดินออกห่างจากพระเจ้า สถานที่แห่งชัยชนะในอดีต ก็อาจกลายเป็นจุดที่เราพังได้'พวกเขาได้ประหารชีวิตบรรดาพระราชโอรสของเศเดคียาห์ต่อพระพักตร์ของพระองค์ แล้วควักพระเนตรของเศเดคียาห์ออก และตีตรวนพระองค์ แล้วพาพระองค์ไปยังบาบิโลน' 2 พงศ์กษัตริย์ 25:7ภาพสุดท้ายที่เศเดคียาห์ได้เห็นคือลูกชายถูกประหาร จากนั้นเขาก็ถูกควักลูกตา ถูกล่ามโซ่นำไปยังบาบิโลน ซึ่งสิ่งนี้เป็นจริงตามถ้อยคำของพระเจ้าที่ตรัสผ่านท่านเอเสเคียล ใน เอเสเคียล 12:13 ว่า "เขาจะถูกนำไปบาบิโลน แต่จะไม่เห็นเมืองนั้น"  นี่คือผลของการเลือกที่จะไม่ฟังพระเจ้า ทั้ง ๆ ที่พระเจ้าเตือน และก็ย้ำแล้วย้ำอีกผ่านท่านเยเรมีย์ ให้เขายอมจำนนต่อบาบิโลน แล้วเขาจะมีชีวิตรอด'ดังคำกล่าวที่ว่า “วันนี้ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ อย่าให้จิตใจของท่านดื้อรั้นเหมือนอย่างในการกบฏครั้งนั้น” ' ฮีบรู 3:15คำกล่าวนี้ถูกยกมาจาก สดุดี 95:7-8 ครับ วันนี้เสียงของพระเจ้าชัดเจนมาก นั่นคือพระวจนะของพระองค์ที่อยู่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ เสียงของพระเจ้านั้นไม่เคยหยุดไป แต่ปัญหาคือเราเองที่ไม่ยอมฟัง ขอให้เราเลือกที่จะยอมฟัง และเชื่อฟังทำตามพระทัยของพระเจ้าที่เปิดเผยให้เรารู้แล้ว อย่าให้เรามีจิตใจที่ดื้อด้านและกบฏต่อพระองค์ ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ พระคุณของพระเจ้ายังไม่เคยหมด ลมหายใจ คือโอกาสแห่งการกลับใจ เพื่อมารับพระคุณของพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์ อย่าปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไป และขอพวกเราอย่าใช้โอกาสที่พระเจ้าประทานให้อย่างสูญเปล่าเลยวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่25) ยุคนี้ เป็นยุคที่อยู่ยากจริงๆ!

    Play Episode Listen Later Apr 24, 2026 5:18


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่25)ยุคนี้ เป็นยุคที่อยู่ยากจริงๆ!“แต่จงเข้าใจข้อนี้คือ วาระสุดท้ายนั้นจะเป็นเวลาที่น่ากลัว เพราะผู้คนจะเห็นแก่ตัว รักเงินทอง โอ้อวด หยิ่งยโส ชอบดูหมิ่น ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ อกตัญญู ชั่วร้าย ไร้มนุษยธรรม ไม่ให้อภัยกัน ใส่ร้ายกัน ไม่ยับยั้งชั่งใจ ดุร้าย เกลียดชังความดี ทรยศ มุทะลุ โอหัง รักความสนุกมากกว่ารักพระเจ้า ยึดถือทางพระเจ้าแต่เพียงเปลือกนอก แต่ปฏิเสธฤทธิ์เดชของทางนั้น จงอย่าเกี่ยวข้องกับคนพวกนั้น”~‭‭2 ทิโมธี‬ ‭3‬:‭1‬-‭5‬ ‭THSV11‬‬พระคัมภีร์ บอกว่าในวาระสุดท้ายของยุคสุดท้ายนี้ จะน่ากลัวและอยู่ยากมาก เพราะว่า คนเราจะ​เห็นแก่ตัว~lovers of themselves​ รักเงินทอง~lovers of money​ โอ้อวด~boastful​ หยิ่งยโส ~proud​ชอบดูหมิ่น ~abusive​ไม่เชื่อฟังพ่อแม่~disobedient to their parents,​ อกตัญญู~ ungrateful​ชั่วร้าย~ unholy​ไร้มนุษยธรรม~without love​ ไม่ให้อภัยกัน~unforgiving​ ใส่ร้ายกัน~ slanderous​ไม่ยับยั้งชั่งใจ ~without self-control​ดุร้าย ~brutal​เกลียดชังความดี ~not lovers of the good​ทรยศ ~treacherous​ มุทะลุ ~rash​โอหัง~ conceited​รักความสนุกมากกว่ารักพระเจ้า ~ lovers of pleasure rather than lovers of God​ยึดถือทางพระเจ้าแต่เพียงเปลือกนอก แต่ปฏิเสธฤทธิ์เดชของทางนั้น ~having a form of godliness but denying its power. พระคัมภีร์จึงเตือนไว้ว่า“จงอย่าเกี่ยวข้องกับคนพวกนั้น!”(Have nothing to do with such people.)คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่า…“ยุคที่ยากลำบาก ไม่ได้เริ่มจากโลกที่แย่ลงแต่เริ่มจากหัวใจคนที่ห่างจากพระเจ้า”(Difficult times don't begin with a broken world,but with hearts drifting away from God.)ด้วยเหตุนี้เอง ปัญหาที่แท้จริงของมนุษย์ในโลกไม่ใช่“สภาพแวดล้อม” แต่คือ “สภาพของหัวใจ” ของคนแม้แต่ในใจของคนบางคนที่อ้างว่ามีศาสนา เป็นผู้รู้หรือผู้สอนศาสนา และมีภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำทางฝ่ายจิตวิญญาณ ก็อาจไม่ได้มีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงใหม่จริงๆและด้วยเหตุที่โลกกำลังตกต่ำดำมืดลงเรื่อยๆ คนของพระเจ้าจะต้อง​ไม่ปล่อยใจของตนเองให้ห่างไกลไปจากพระเจ้า ​ไม่ปล่อยตัวของตนให้ตกต่ำไหลไปกับกระแสเหล่านั้นอย่างขาดสติยั้งคิดแต่ตรงกันข้าม ในวาระเวลาเช่นนี้ คนที่เชื่อศรัทธาในพระเจ้าเที่ยงแท้จะต้องยิ่งยืนหยัด “ชัดเจนมากยิ่งขึ้นในวิถีของพระเจ้า ” ไม่ใช่ “ถูกกลืนหายไปกับกระแสค่านิยมของโลก”พระคัมภีร์ไม่ได้เพียงแค่เตือนเราให้ “รู้”และ“ระวัง” ที่จะไม่คบหาเกี่ยวข้องกับคนเหล่านั้นแต่ยังเตือนไม่ให้ตัวเราเองกลับกลายไปเป็นคนแบบนั้นเสียเอง!ดังนั้น พี่น้องที่รัก“ความมืดมิดของโลก ไม่ใช่ข้ออ้าง(ในการปล่อยตัวเราให้พลอยมืดมิดไปด้วย)แต่เป็นโอกาสให้แสงของเราส่องสว่างเจิดจ้ามากกว่าเดิม!”(The darkness of the world is not an excuse,but an opportunity for our light to shine brighter.)…อาเมนไหมครับ?………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 25เมษายน2026(ตอนที่25ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    Claim Soul Food Podcasts

    In order to claim this podcast we'll send an email to with a verification link. Simply click the link and you will be able to edit tags, request a refresh, and other features to take control of your podcast page!

    Claim Cancel