Soul Food Podcasts

Follow Soul Food Podcasts
Share on
Copy link to clipboard

Podcasts สำหรับการเติมกำลังให้กับจิตวิญญาณของเรา

Soul Food Ministries


    • Jun 22, 2026 LATEST EPISODE
    • daily NEW EPISODES
    • 6m AVG DURATION
    • 1,843 EPISODES


    Search for episodes from Soul Food Podcasts with a specific topic:

    Latest episodes from Soul Food Podcasts

    พระธรรมนำชีวิต ตอน อย่ารอให้ถึงวันนั้น Ep.1667

    Play Episode Listen Later Jun 22, 2026 4:25


    พระธรรมนำชีวิตตอน อย่ารอให้ถึงวันนั้น Ep.1667เวลาที่เราปกติสุขดี เรามักจะมองข้ามคำเตือน เราอาจคิดว่าวิกฤตการณ์หรือผลกระทบที่เกิดจากคำเตือนนั้นเป็นเรื่องไกลตัว เยเรมีย์ 6:22-24 เปิดเผยความจริงว่าวันเวลาแห่งการพิพากษามีจริง และความกลัวที่เกิดขึ้นในวันพิพากษาไม่สามารถทดแทนการกลับใจในวันที่พระเจ้าเตือนนะครับ'พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “นี่แน่ะ ชนชาติหนึ่งกำลังมาจากแดนเหนือ ประชาชาติใหญ่ชาติหนึ่งถูกเร้าให้มาจากส่วนไกลสุดของพิภพ ' เยเรมีย์ 6:22ศัตรูที่กำลังเข้ามาไม่ใช่เรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของพระเจ้า พระเจ้าทรงเปิดเผยว่า ชนชาติที่กำลังเคลื่อนเข้ามานั้นถูกเร้าให้มาโดยพระองค์เอง แม้บาบิโลนจะมีแรงจูงใจทางการเมืองหรือความทะเยอทะยานของตน แต่เบื้องหลังทั้งหมดพระเจ้าทรงเป็นองค์อธิปไตย ไม่มีเหตุการณ์ใดใหญ่เกินกว่าที่พระองค์จะทรงครอบครองของพระเจ้า และไม่มีอำนาจใดในโลกที่อยู่นอกเหนือพระหัตถ์ของพระเจ้า'เขาทั้งหลายจับคันธนูและหอก เขาดุร้ายและไม่มีความเมตตา เสียงของเขาก็เหมือนเสียงทะเลกำเริบ เขาขี่ม้า และเตรียมพร้อมเหมือนบุรุษเข้าสงคราม บุตรีศิโยนเอ๋ย พวกเขามาต่อสู้เจ้า” ' เยเรมีย์ 6:23นี่คือภาพของกองทัพที่น่ากลัว พวกเขาดุร้าย ไม่มีความเมตตาและพร้อมทำสงครามเต็มกำลัง สิ่งที่พระเจ้าทรงเตือนไว้ก่อนหน้านี้ไม่ใช่เพียงคำขู่เพื่อให้คนกลัว แต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน พระวจนะของพระเจ้าไม่เคยล้มเหลว เมื่อพระองค์ตรัสสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมสำเร็จตามเวลาของพระองค์'พวกเราได้ยินข่าวเหล่านั้น มือของเราก็อ่อนลงอย่างช่วยไม่ได้ ความระทมอย่างแสนสาหัสได้จับเราไว้ เป็นความเจ็บปวดเหมือนสตรีกำลังคลอดบุตร ' เยเรมีย์ 6:24เมื่อข่าวร้ายมาถึงคนยูดาห์ที่เคยเพิกเฉยต่อคำเตือนกลับเต็มไปด้วยความกลัว มือของพวกเขาอ่อนแรงและใจเต็มไปด้วยความทุกข์ การกลัวผลของความบาปเพียงอย่างเดียวไม่ใช่การกลับใจ หลายครั้งที่เราหันมาหาพระเจ้าเมื่อเผชิญกับปัญหา ไม่ใช่ว่าเพราะเกลียดชังความบาป แต่เพราะเรากลัวผลของความบาป พระเจ้าทรงต้องการมากกว่าความหวาดกลัว พระองค์ทรงต้องการหัวใจที่กลับใจและหันมาเชื่อฟังพระองค์อย่างแท้จริง'เพราะว่าความเสียใจตามพระประสงค์ของพระเจ้า ทำให้เกิดการกลับใจ ซึ่งจะนำไปสู่ความรอดและจะไม่ทำให้เสียใจ แต่ความเสียใจอย่างโลกนั้นย่อมนำสู่ความตาย ' 2 โครินธ์ 7:10อาจารย์เปาโลสอนว่า ความเสียใจมีอยู่สองแบบ แบบหนึ่งคือเสียใจเพราะกลัวผลที่ตามมา แต่อีกแบบหนึ่งคือเสียใจเพราะรู้ว่าตนได้ทำผิดต่อพระเจ้า ความเสียใจแบบหลังจะนำไปสู่การกลับใจและการเปลี่ยนแปลงชีวิต หากพระเจ้ากำลังเตือนเราผ่านพระวจนะ ผ่านคำเทศนา หรือสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต ขอให้เราอย่ารอจนถึงวันที่ความกลัวเข้ามาแทนที่โอกาสแห่งการกลับใจ ขอให้เราตอบสนองต่อพระองค์ทันที ความกลัวที่เกิดขึ้นในวันวิกฤตมาไม่สามารถทดแทนการกลับใจในวันที่พระเจ้าทรงเตือนได้ ถ้าวันนี้พระเจ้าทรงเตือนเรา ขอให้เรารีบกลับมาหาพระองค์ขณะที่เรายังมีโอกาส และขอให้เราจริงจังกับการเชื่อฟังพระเจ้าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    พระธรรมนำชีวิต ตอน สิ่งที่พระเจ้าต้องการ Ep.1666

    Play Episode Listen Later Jun 22, 2026 5:24


    พระธรรมนำชีวิตตอน สิ่งที่พระเจ้าต้องการ Ep.1666หลายคนคิดว่าตราบใดที่ยังเข้าโบสถ์ อธิษฐาน ถวายทรัพย์ หรือรับใช้พระเจ้า ชีวิตฝ่ายวิญญาณก็น่าจะยังดีอยู่ แต่เยเรมีย์ 6:18-21 เปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า มนุษย์สามารถเคร่งศาสนาได้ ในขณะที่หัวใจกำลังห่างจากพระเจ้า ปัญหาของคนยูดาห์ไม่ใช่การขาดพิธีกรรมทางศาสนา แต่คือการปฏิเสธพระวจนะของพระเจ้าและไม่ยอมเชื่อฟังพระองค์'เพราะฉะนั้น ชนชาติทั้งหลายเอ๋ย จงฟัง ที่ประชุมเอ๋ย จงทราบเถิดว่า อะไรจะบังเกิดขึ้นแก่เขา พิภพเอ๋ย จงฟังเถิด นี่แน่ะ เรากำลังนำการร้ายมาเหนือประชาชนนี้ คือผลแห่งกลอุบายของเขา เพราะเขาไม่ได้เชื่อฟังถ้อยคำของเรา ส่วนธรรมบัญญัติของเรานั้นเขาปฏิเสธเสีย ' เยเรมีย์ 6:18-19หลังจากที่พระเจ้าทรงเรียกให้พวกเขากลับใจ พระองค์ทรงส่งเสียงเตือนมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่คนยูดาห์ยังจงใจปฏิเสธ พระเจ้าจึงทรงประกาศคำพิพากษาอย่างเปิดเผย เพราะในภาษาเดิมเป็นภาษาที่ใช้กับการตัดสินคดีความ พระเจ้าทรงเรียกประชาชาติมาเป็นพยานถึงความยุติธรรมของพระองค์ พระเจ้าไม่ได้ตัดสินตามอารมณ์ แต่ทั้งหมดที่คนยูดาห์ได้รับนั้นเป็นผลแห่งกลอุบาย หรือเป็นผลจากความคิดของพวกเขา เพราะพวกเขาไม่เชื่อฟัง และปฏิเสธโทราห์หรือปฏิเสธพระบัญญัติของพระเจ้า วันนี้พระวจนะของพระเจ้าเตือนเราว่า สิ่งที่เราหว่านไว้ในวันนี้จะส่งผลถึงชีวิตในอนาคตแน่นอน'เจ้านำกำยานจากเมืองเชบา และตะไคร้จากเมืองไกลมาให้เราเพื่ออะไรเล่า? เครื่องบูชาเผาทั้งตัวของเจ้ายังไม่เป็นที่ยอมรับหรือเครื่องสัตวบูชาของเจ้าก็ไม่เป็นที่พอใจเรา ' เยเรมีย์ 6:20กำยานเป็นเครื่องหอมที่ใช้สำหรับการนมัสการพระเจ้าและเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงมาก เพราะเขาต้องนำเข้าจากเมืองเชบา เป็นเมืองที่อยู่ตอนใต้ของคาบสมุทรอาหรับ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในบริเวณประเทศเยเมน การขนส่งต้องผ่านเส้นทางการค้าระยะไกลและคาราวานอูฐที่ยากลำบากมาก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าสินค้านี้มีราคาแพงมาก ตะไคร้หอมอย่างดีก็ถูกนำมาจากแดนไกลเพื่อเผาถวายแด่พระเจ้า แม้ว่าคนยูดาห์ยังคงถวายเครื่องบูชาและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่พวกเขาไม่ยอมกลับใจที่จะเชื่อฟังพระเจ้า พระเจ้าจึงตรัสถามว่า “นำมาเพื่ออะไรเล่า?” พระเจ้าไม่พอพระทัยในสิ่งที่พวกเขานำมาถวาย เพราะหัวใจของพวกเขาขาดการเชื่อฟัง พระเจ้าไม่ได้เพียงมองสิ่งที่เรานำมาถวาย แต่ทรงมองถึงหัวใจและชีวิตของผู้ถวายด้วย หลายครั้งเราก็ยังรับใช้ ถวายทรัพย์ หรือทำกิจกรรมฝ่ายวิญญาณมากมาย แต่ยังมีบางเรื่องในชีวิตที่เราไม่ยอมเชื่อฟังพระเจ้าอยู่ไหมครับ พระธรรมตอนนี้เตือนเราว่า ไม่มีพิธีกรรมใดสามารถทดแทนการเชื่อฟังได้'เพราะฉะนั้น พระยาห์เวห์จึงตรัสดังนี้ว่า ดูสิ ต่อหน้าประชาชนนี้ เราจะวางเครื่องสะดุดไว้ให้เขาสะดุด ทั้งบิดาและบุตรด้วยกันทั้งเพื่อนบ้านและมิตรสหายจะพินาศ” ' เยเรมีย์ 6:21เมื่อพวกเขาปฎิเสธความจริงของพระเจ้า ในที่สุดการปฎิเสธทางของพระเจ้านั้นจึงเป็นเหตุให้ทางของเขามีเครื่องสะดุด หรือมีสิ่งกีดขวาง ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายและความพินาศที่ลุกลามไปถึงครอบครัวและสังคมโดยรอบ'และซามูเอลทูลว่า “พระยาห์เวห์พอพระทัยในเครื่องบูชาเผาทั้งตัวและเครื่องสัตวบูชามากเท่ากับการที่จะเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระยาห์เวห์หรือ? ดูเถิด ที่จะเชื่อฟังก็ดีกว่าเครื่องสัตวบูชา และซึ่งจะเอาใจใส่ก็ดีกว่าไขมันของบรรดาแกะผู้ ' 1 ซามูเอล 15:22พระเจ้าทรงต้องการหัวใจที่เชื่อฟังมากกว่ารูปแบบพิธีกรรมที่งดงาม สวยหรูดูแพง แม้คนในยุคของเยเรมีย์จะนำของที่แพงที่สุดมาถวาย แต่พระเจ้าก็ไม่พอพระทัยในของเหล่านั้น จนมาถึงในยุคของพระเยซู พระองค์ทรงตำหนิผู้นำศาสนาที่ให้เกียรติพระเจ้าด้วยริมฝีปาก แต่ใจยังห่างไกลจากพระองค์ เราต้องถามตัวเองว่า ชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรากำลังขับเคลื่อนด้วยความสัมพันธ์กับพระเจ้าหรือขับเคลื่อนด้วยกิจกรรมทางศาสนา ขอให้เราไม่เพียงนมัสการพระเจ้าด้วยปาก แต่ขอให้เราเชื่อฟังพระองค์ด้วยชีวิต เพราะพระเจ้าไม่ได้ต้องการเพียงพิธีกรรมที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น แต่ต้องการหัวใจที่รัก ยำเกรงและยอมเชื่อฟังพระองค์อย่างแท้จริงมากกว่าวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่83) วัฒนธรรมแห่งการขอบคุณ!(3)

    Play Episode Listen Later Jun 22, 2026 5:11


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่83)วัฒนธรรมแห่งการขอบคุณ!(3)(Culture of Gratitude)“ข้าพเจ้าจึงขอบพระคุณเพราะท่านทั้งหลายไม่หยุดเลยเมื่อระลึกถึงท่านในคำอธิษฐานของข้าพเจ้า”‭‭ ~เอเฟซัส‬ ‭1‬:‭16‬ ‭THSV11‬‬“I have not stopped giving thanks for you, remembering you in my prayers.”‭‭ ~Ephesians‬ ‭1‬:‭16‬ ‭NIV‬‬นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการมี“วัฒนธรรมแห่งการขอบพระคุณ”ของอ.เปาโลอ.เปาโลกล่าวข้อความขอบคุณข้างต้นกับคริสเตียนในเมืองเอเฟซัสหลังจากที่ท่านได้ยินถึงความเชื่อและความรักของพวกเขาว่า“เพราะเหตุนี้ เมื่อข้าพเจ้าได้ยินเกี่ยวกับความเชื่อของพวกท่านในพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า และความรักของท่านต่อธรรมิกชนทั้งหมด”‭‭ ~เอเฟซัส‬ ‭1‬:‭15‬ ‭THSV11‬‬“วัฒนธรรมแห่งการขอบพระคุณ” ที่ดี คือ การขอบคุณเพราะ“คน ” ไม่ใช่เพราะ“สิ่งของ”อ.เปาโลไม่ได้กล่าวว่า“ขอบคุณพระเจ้าที่พวกท่านมีเงินมากขึ้น”หรือ“ขอบคุณพระเจ้าที่ท่านมีสมาชิกคริสตจักรมากขึ้น”แต่ท่านชื่นใจและขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับ ชีวิตฝ่ายวิญญาณของพวกเขาในเรื่อง~ความเชื่อในพระเยซูคริสต์~ความรักต่อธรรมิกชนคนของพระเยซูคริสต์ซึ่งเป็นคุณลักษณะของคนที่เติบโตในฝ่ายจิตวิญญาณปกติคนทั่วมักขอบคุณพระเจ้าเพราะความสำเร็จแต่คนฝ่ายวิญญาณมักขอบคุณเพราะเห็นพระเจ้าทรงทำงานในชีวิตคนอื่น“วัฒนธรรมแห่งการขอบพระคุณ”ที่ดี จึงควรเริ่มจากการ~ฝึกมองให้เห็นพระคุณของพระเจ้าในชีวิตผู้อื่น และ~ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งที่พระองค์กระทำในชีวิตของพวกเขา(ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีความอ่อนแอ หรือ ความบกพร่องในหลายเรื่องก็ตาม)“วัฒนธรรมการขอบพระคุณ” ควรจะเป็นเรื่องนิสัย ไม่ใช่เป็นแค่เรื่องอารมณ์ชั่วคราวอ.เปาโลกล่าวว่าท่านขอบพระคุณเพราะพวกเขาแบบ“ไม่หยุดเลย”หมายความว่าท่านทำแบบนั้นอย่างต่อเนื่องนี่ไม่ใช่การขอบคุณเพียงครั้งเดียวแต่เป็นวิถีชีวิตที่อ.เปาโลมักมองหาและมองเห็นสิ่งดีที่พระเจ้ากำลังทำอยู่ในชีวิตของคนอื่นเสมอพี่น้องที่รักคนที่มีหัวใจแห่งการขอบพระคุณจะ​เห็น“พระคุณ”ของพระเจ้า ในคนอื่น มากกว่า“ข้อบกพร่อง”ของเขา​เห็น“ศักยภาพ”ในทางบวกของคนอื่น มากกว่า“ปัญหา”ในทางลบของเขา​เห็น“การกระทำกิจของพระเจ้า” มากกว่า “การทำผิดพลาดของมนุษย์”“วัฒนธรรมแห่งการขอบพระคุณ” มักควบคู่ไปกับการอธิษฐานอ.เปาโลกล่าวว่า“เมื่อระลึกถึงท่านในคำอธิษฐานของข้าพเจ้า”อ.เปาโลไม่ได้เพียงคิดถึงพวกพี่น้องเหล่านั้นเท่านั้นแต่ท่านยังนำพวกเขาเข้าไปอยู่ต่อพระพักตร์ของพระเจ้าในการอธิษฐานความขอบพระคุณและการอธิษฐานจึงเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกัน แบบ“ยิ่งขอบคุณมาก ก็ยิ่งอธิษฐานมากยิ่งอธิษฐานมาก ก็ยิ่งเห็นเหตุผลที่จะขอบคุณมากขึ้น!”พี่น้องที่รักนับจากนี้ไป ขอให้เรามาร่วมกันส่งเสริม”วัฒนธรรมแห่งการขอบคุณ“นั่นคือเมื่อใดก็ตามที่คุณคิดถึงคนในครอบครัว หรือ ในคริสตจักรแทนที่คุณจะมองเห็นแต่เรื่องลบและเอาแต่บ่นหรือวิจารณ์ขอให้คุณเปลี่ยนมา1.ขอบคุณพระเจ้าสำหรับพวกเขา และ2.อธิษฐานเผื่อพวกเขาด้วยความเมตตา…จะดีไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 22มิถุนายน2026(ตอนที่83ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่82) วัฒนธรรมแห่งการขอบคุณ!(2)

    Play Episode Listen Later Jun 21, 2026 3:32


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่82)วัฒนธรรมแห่งการขอบคุณ!(2)(Culture of Gratitude)“และจงให้สันติสุขของพระคริสต์นำพาจิตใจของท่านทั้งหลาย พระเจ้าทรงเรียกท่านให้มาเป็นกายเดียวกันก็เพื่อสันติสุขนี้ และจงมีใจขอบพระคุณ”‭‭ ~โคโลสี‬ ‭3‬:‭15‬ ‭THSV11‬‬“Let the peace of Christ rule in your hearts, since as members of one body you were called to peace. And be thankful.”‭‭ ~Colossians‬ ‭3‬:‭15‬ ‭NIV‬‬จากพระธรรมข้อนี้ สามสิ่งที่ควรจะมีพร้อมๆกันในคริสตจักรคือ​สันติสุขของพระคริสต์ที่ครองจิตใจของเรา​ความเป็นหนึ่งเดียวกันในคริสตจักรตามที่พระเจ้าทรงเรียก​การมีใจกตัญญูและใจขอบพระคุณน่าสนใจมากที่อ.เปาโลเชื่อม“สันติสุข +ความเป็นหนึ่ง +การขอบพระคุณ” เข้าไว้ด้วยกันการมีใจขอบพระคุณเป็นปัจจัยสำคัญของการอยู่ร่วมกันทั้งในครอบครัวและในคริสตจักรเพราะคนที่รู้จักขอบพระคุณจะ​บ่นว่าน้อยลง​วิพากษ์วิจารณ์น้อยลง​เปรียบเทียบน้อยลง​ชื่นชมคนอื่นมากขึ้นในทางกลับกัน คนไม่รู้จักขอบคุณ มักเป็นต้นตอของ​ความขัดแย้ง​การแตกแยก​ความขมขื่นดังนั้นการขอบพระคุณจึงไม่ใช่เป็นแค่เพียงมารยาทที่ดีในสังคมแต่ยังเป็นพลังฝ่ายวิญญาณที่รักษาความเป็นหนึ่งเดียวของคริสตจักรไว้“วัฒนธรรมแห่งการขอบพระคุณ” ในคริสตจักรจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้ก็ต่อเมื่อมีการขอบพระคุณที่ทำซ้ำๆอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นวิถีชีวิตคริสตจักรที่มีวัฒนธรรมเช่นนี้ จะกลายเป็นครอบครัวอบอุ่นที่​สันติสุขของพระคริสต์ทรงครอบครองใจ​สัมพันธภาพของคนในคริสตจักรแน่นแฟ้นเป็นหนึ่ง​สมาชิกมีใจขอบพระคุณพระเจ้าและขอบคุณซึ่งกันและกันเป็นนิสัยผลที่ตามมาก็คือ 1).การรับใช้ภายในคริสตจักรจะกลายเป็นเรื่องที่มีความสุขมากขึ้น2).ความขัดแย้งภายในคริสตจักรจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน3).ความรู้สึกยินดีในคุณค่าตัวในตัวเองของสมาชิกจะมีมากขึ้น…คริสตจักรอย่างนี้ คุณต้องการหรือไม่ครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 21มิถุนายน2026(ตอนที่82ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ทางแห่งความสงบสุข Ep.1665

    Play Episode Listen Later Jun 20, 2026 5:05


    พระธรรมนำชีวิตตอน ทางแห่งความสงบสุข Ep.1665ความสงบสุขเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนแสวงหา เราจึงพยายามค้นหามันจากเงินทอง ความสำเร็จ ความมั่นคง หรือสิ่งต่าง ๆ รอบตัว แต่ความสุขที่หาได้มักเป็นสิ่งชั่วคราวที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ของชีวิต ความสุขที่แท้จริงไม่ได้เริ่มจากการที่ปัญหาทุกอย่างหมดไป แต่เริ่มจากที่เราจะเดินอยู่ในทางที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ เยเรมีย์ 6:16-17 เป็นคำเชื้อเชิญสำคัญที่ยังส่งมาถึงเราทุกคนในวันนี้ พระเจ้าทรงเรียกให้เราหยุด มองดู และกลับมาเดินตามทางของพระเจ้าเพื่อจะพบความสงบสุขก่อนที่การพิพากษาจะมาถึง'พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “จงยืนที่ถนนและมองให้ดี และถามหาทางโบราณนั้น ว่าทางดีอยู่ที่ไหน แล้วจงเดินในทางนั้น และให้จิตใจของเจ้าได้ความสงบ แต่เขาทั้งหลายกล่าวว่า ‘เราจะไม่เดินในทางนั้น' ' เยเรมีย์ 6:16นักอธิบายพระคัมภีร์ส่วนใหญ่อธิบายว่า นี่คือคำเชิญชวนของพระเจ้าให้คนยูดาห์กลับใจครั้งสุดท้ายก่อนที่การพิพากษาจะมา ในบทนี้พระเจ้าตรัสว่า ศัตรูกำลังมาในข้อ 1-8 แต่ในข้อ 9-11 ประชาชนปฏิเสธไม่ฟังพระวจนะของพระเจ้า เพราะพวกเขาเลือกจะฟังคำหลอกลวงจากผู้นำฝ่ายวิญญาณ อยู่ในข้อ 12-15 แต่ตรงนี้พระเจ้าทรงหยุดการประกาศคำพิพากษาชั่วคราว แล้วพระเจ้าทรงเปิดทางให้กลับใจก่อนที่การพิพากษาจะมาถึง แต่ปัญหาคือ พวกเขาตอบว่า เราจะไม่เดินในทางนั้น นี่คือปัญหาของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย เรารู้ข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับพระเจ้า แต่เรากลับเลือกไม่เชื่อฟัง'เราวางยามไว้สำหรับพวกเจ้า สั่งว่า จงฟังเสียงเขาสัตว์ แต่เขาทั้งหลายกล่าวว่า ‘พวกเราจะไม่ฟัง' ' เยเรมีย์ 6:17พระเจ้าไม่ได้เพียงชี้ทางรอดเท่านั้น พระเจ้ายังทรงส่งเสียงเตือนมาด้วย เสียงเขาสัตว์ที่เป่าเพื่อให้ทุกคนเตรียมหลบภัยนั้น หมายถึงผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าอย่างอาโมส โฮเชยา อิสยาห์ หรือแม้แต่ตัวเยเรมีย์เอง แต่พวกเขาก็ไม่ฟัง แปลได้ว่า ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจจะฟัง ข้อ 16 พวกเขาปฎิเสธจะไม่เดินในทางรอดนั้น ข้อ 17 พวกเขาปฎิเสธจะไม่ฟังคำตือน พระเจ้าทรงเตือนเราผ่านพระวจนะ ผ่านคำเทศนา ผ่านการเรียนพระคัมภีร์ หรือผ่านพี่น้องในคริสตจักร แต่เรารับฟังและตอบสนองต่อพระเจ้าไหมครับ'บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายได้หยุดพัก จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพอ่อนโยนและใจอ่อนน้อม และจิตใจของพวกท่านจะได้หยุดพัก ' มัทธิว 11:28-29พระเยซูคริสต์ตรัสถ้อยคำที่เป็นคำเชื้อเชิญเดียวกันกับเยเรมีย์ เพื่อจิตใจของพวกท่านจะได้หยุดพัก พระเจ้าตรัสผ่านเยเรมีย์ว่า จงถามหาทางดี แต่พระเยซูทรงสำแดงว่าพระองค์คือทางนั้น พระองค์ทรงเชิญชวนคนที่เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักจากชีวิต จากความบาป และภาระที่ถ่วงจิตใจให้มาหาพระองค์เพื่อจะพบการพักสงบ พบกับสันติสุขที่แท้จริงที่ไม่ได้มาจากเงินทอง ความสะดวกสบาย ความสำเร็จ หรีอชีวิตที่ไม่มีปัญหา แต่เกิดจากการเดินอยู่กับพระคริสต์และเชื่อฟังพระองค์ทุกวัน วันนี้เราอาจกำลังยืนอยู่ที่ทางแยกของชีวิต มีหลายเสียง มีหลายทางแต่พระเจ้าก็ยังทรงชี้ทางแห่งชีวิตที่สงบสุขอยู่เสมอ ขอให้เราไม่ตอบเหมือนคนยูดาห์ว่า เราจะไม่เดินในทางนั้น หรือเราจะไม่ฟังคำเตือนของพระองค์ แต่ขอให้เราตอบสนองพระเจ้าด้วยความรัก ความยำเกรง และการเชื่อฟัง ทางของพระเจ้าอาจไม่ใช่ทางที่ง่ายที่สุด แต่เป็นทางที่ดีที่สุดแน่นอน และเป็นทางเดียวที่เราจะพบกับความสงบสุขที่แท้จริงวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่81) วัฒนธรรมแห่งการขอบคุณ!

    Play Episode Listen Later Jun 19, 2026 5:20


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่81)วัฒนธรรมแห่งการขอบคุณ!(Culture of Gratitude)“เราขอบพระคุณพระเจ้าเพราะพวกท่านทุกคนตลอดเวลา และเมื่ออธิษฐานก็เอ่ยถึงท่านเสมอ”‭‭ ~1 เธสะโลนิกา‬ ‭1‬:‭2‬ ‭THSV11‬‬“We always thank God for all of you and continually mention you in our prayers.”‭‭ ~1 Thessalonians‬ ‭1‬:‭2‬ ‭NIV‬‬“วัฒนธรรมแห่งการขอบคุณ” ควรเกิดขึ้นในคริสตจักร!เพราะจะช่วยลดความขัดแย้งและช่วยส่งเสริมบรรยากาศของการนมัสการและการสามัคคีธรรมให้มีความสุขมากขึ้นวัฒนธรรมนี้ เริ่มต้นจากการตระหนักว่าทุกสิ่งที่เรามีล้วน เกิดจากพระคุณของพระเจ้า!และเมื่อคนในคริสตจักรซาบซึ้งในพระคุณ (Grace)ของพระเจ้า“การขอบคุณ”(Gratitude) ก็จะเกิดขึ้นทั้ง1).ขอบคุณพระเจ้า และ2).ขอบคุณซึ่งกันและกันข้อพระคัมภีร์1 เธสะโลนิกา‬ ‭1‬:‭2‬ เป็นแบบอย่างที่งดงามที่สุดสำหรับการสร้าง “วัฒนธรรมแห่งการขอบพระคุณ” (Culture of Gratitude)ขึ้นในคริสตจักรอ.เปาโลเริ่มต้นจากการมองเห็น “พระคุณ”(ของพระเจ้าเบื้องบน)ในผู้คน ไม่ใช่เห็นแต่“ปัญหา”(ของคนที่อยู่ตรงหน้า)สิ่งแรกที่อ.เปาโลพูดถึงไม่ใช่ การตำหนิ หรือ การบ่นว่าแต่คือ…คำขอบคุณพระเจ้า!“เราขอบพระคุณพระเจ้าเพราะพวกท่าน!”นี่คือหัวใจของวัฒนธรรมแห่งการขอบคุณ!คนส่วนใหญ่มักมองหาว่า…ใครทำอะไรผิด?…อะไรที่ไม่ดี?…อะไรที่ขาดไป?แต่อ.เปาโลเลือกมองให้เห็นว่า“พระเจ้ากำลังทำอะไรดีๆ ในชีวิตของคนเหล่านี้?”หมายความว่า“เรากำลัง​มองหา และ​มองเห็น “พระคุณของพระเจ้า” เรื่องอะไรบ้างในชีวิตของคนอื่นที่ไม่สมบูรณ์เหล่านั้น?แทนที่จะมองหาและมองเห็นแต่1).“ปัญหา”และ2).“ความบกพร่อง” ของพวกเขา!อาจารย์ เปาโลยังปฏิบัติเช่นนี้ต่อคนในที่อื่นๆด้วยเช่นกัน อาทิกับคริสเตียนชาวโครินธ์ที่มีปัญหามากมายในคริสตจักร เช่นเรื่อง~การแตกแยกแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า และการทะเลาะกัน ~การฉ้อโกงกัน การผิดศีลธรรม(ทางเพศ) ~ความเข้าใจผิดเรื่องหลักข้อเชื่อ~หลักการปฏิบัติตนทั้งภายในและภายนอกโบสถ์ ฯลฯแต่อ.เปาโลก็พยายามสร้าง“วัฒนธรรมแห่งการขอบพระคุณ”ขึ้นในคริสตจักรที่นั่นเช่นกัน(รวมทั้งในทุกๆที่ที่ท่านรับใช้อยู่ด้วย)โดยท่านกล่าวกับพวกเขาว่า“ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าในเรื่องท่านทั้งหลายเสมอเพราะพระคุณของพระเจ้าที่ประทานแก่ท่านในพระเยซูคริสต์!”~‭‭1 โครินธ์‬ ‭1‬:‭4‬ ‭THSV11‬‬ซึ่งหมายความว่า“ ผมขอบคุณพระเจ้าไม่ใช่เพราะว่าพวกคุณสมบูรณ์แบบแต่เพราะว่าพระเจ้ายังทรงสำแดงพระคุณอัศจรรย์ในชีวิตของพวกคุณ ทั้งๆที่พวกคุณไม่สมบูรณ์อะไรเลย!“น่าประทับใจ ที่อาจารย์ เปาโล​มองที่“พระคุณของพระเจ้า ” ซึ่งมีต่อพวกคนที่สร้างปัญหาอย่างพวกเขา และ​ขอบคุณพระองค์สำหรับ“พระคุณที่ล้ำค่า”นั้น แทนที่ท่านจะจดจ่ออยู่ที่1).ความผิดพลาด หรือ2).ความผิดบาป ของพวกเขาก่อนเป็นอันดับแรก!ด้วยเหตุนี้ขอให้เราเรียนรู้ที่จะ​ขอบคุณพระเจ้า เพราะพระคุณของพระองค์เป็นแหล่งกำเนิดของความดีงามทุกอย่าง​ขอบคุณกันและกัน ด้วยความซาบซึ้งในความดีของกันและกันอันจะเป็นบ่อเกิดของความสุขในคริสตจักรดังนั้น ขอให้เราฝึกฝนที่จะมีหัวใจรู้จักมองผู้คน1).ผ่านพระคุณของพระเจ้าที่มีต่อพวกเขา ไม่ใช่2).ผ่านความบกพร่องและความผิดพลาดของพวกเขาโดยขอให้เราหัดเริ่มต้น​มองที่พระคุณอันน่าฉงนและน่าอัศจรรย์ใจ​อธิษฐานเผื่อพวกเขาทีละคน​ขอบพระคุณพระเจ้าแทนพวกเขา​หาหนทางที่จะบอกพวกเขาว่า เราเห็นพระคุณของพระเจ้าเรื่องใดบ้างในชีวิตของพวกเขา แบบในทันทีที่มีโอกาส ทั้งที่1).เป็นส่วนตัว 2).ในกลุ่ม หรือ 3).ในที่ประชุมของคริสตจักรพี่น้องที่รักถ้าเราร่วมมือร่วมใจกันทำให้เกิด“วัฒนธรรมแห่งการขอบคุณ”ขึ้นจากความซาบซึ้งใจจริงๆ ทั้ง1.ต่อพระเจ้า และ2.ต่อคนในคริสตจักร(รวมทั้งคนในบ้านและคนในสังคม)ได้อย่างเป็นธรรมชาติสิ่งที่จะตามมาก็คือ1).ชีวิตของเราก็จะเปลี่ยน2).พันธกิจรับใช้ของเราจะเปลี่ยน3).ชีวิตคนที่อยู่กับเราจะเปลี่ยน4).คริสตจักรเราจะเปลี่ยน5).ครอบครัวเราจะเปลี่ยน และ6).ชุมชนสังคมของเรา ก็จะเปลี่ยนไปด้วย เช่นกัน…คุณเชื่อไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 20มิถุนายน2026(ตอนที่81ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ชาโลมปลอม ๆ Ep.1664

    Play Episode Listen Later Jun 19, 2026 6:05


    พระธรรมนำชีวิต ตอน ชาโลมปลอม ๆ Ep.1664ไม่ใช่ทุกคำพูดที่ทำให้เราสบายใจจะเป็นความจริง และไม่ใช่ทุกความจริงจะทำให้เราสบายใจเสมอ เยเรมีย์ 6:12-15 เปิดเผยภาพของผู้นำฝ่ายวิญญาณที่ปลอบใจประชาชนด้วยคำพูดที่สวยงาม และ ผู้คนในทุกระดับชั้นที่ชินชากับความบาปจนทำบาปแล้วไม่รู้สึกผิดอะไรเลย 'บ้านเรือนของพวกเขาจะต้องยกให้เป็นของคนอื่น ทั้งไร่นาและภรรยาของเขาด้วย เพราะเราจะเหยียดมือของเราออกต่อสู้ชาวแผ่นดินนั้น” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 6:12บ้านเรือน ไร่นา ภรรยา คือสิ่งที่ต้องถูกพรากไป โดยพระเจ้าเป็นผู้ทรงนำการพิพากษานี้มา โดยปกติแล้วคำว่า พระเจ้าทรงเหยีดมืออก ใช้กับการปกป้องคนของพระเจ้า แต่ผู้คนที่ละทิ้งพระเจ้าไปมือที่เคยปกป้องก็กลับกลายเป็นมือแห่งการพิพากษา'“เพราะว่า ตั้งแต่คนต่ำต้อยที่สุดจนถึงคนใหญ่โตที่สุด ทุกคนโลภอยากได้กำไรที่ไม่ยุติธรรม และทุกคนต่างฉ้อฉล ตั้งแต่ผู้เผยพระวจนะจนถึงปุโรหิต ' เยเรมีย์ 6:13เหตุผลของการพิพากษาเพราะทุกกลุ่มคน ทุกชนชั้นในสังคม แม้แต่คนของพระเจ้ายังมีใจโลภ คดโกง เอาเปรียบเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตัว แม้ว่าเยเรมีย์ประกาศการพิพากษาที่กำลังจะมาถึง ผู้เผยพระวจนะจำนวนมากกลับประกาศตรงกันข้าม พวกเขาให้คำโกหกหลอกลวงว่า ทุกอย่างกำลังไปได้สวย ไม่ต้องกังวล'เขาทั้งหลายได้รักษาแผลของประชากรของเราเพียงผิวเผิน กล่าวว่า ‘สวัสดิภาพ สวัสดิภาพ' เมื่อไม่มีสวัสดิภาพเลย ' เยเรมีย์ 6:14นี่คือคำหลอกลวงที่ผู้เผยพระวจนะเท็จได้พูดออกมา สวัสดิภาพ คือคำว่า ชาโลม มีความหมายว่า ความสุข ความสงบ ความอุดมสมบูรณ์ ความปลอดภัยไร้สงคราม และสิ่งนี้เองคือสิ่งที่คนยูดาห์เลือกจะฟัง ผู้เผยพระวนะและปุโรหิตรักษาเพียงผิวเผิน ภาพนี้เหมือนเรากำลังบาดเจ็บเป็นแผลใหญ่ เมื่อมาโรงพยาบาลหมอบอกไม่เป็นอะไรมาก เพียงล้างแผล ใส่ยาชา แล้วพันแผลแล้วปล่อยกลับบ้าน แต่ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุของบาดแผล แน่นอนยังไงสุดท้ายคนไข้ก็จะเลือดไหล หรือแผลอักเสบติดเชื้อจนถึงความตาย ความจริงของพระเจ้าอาจจะทำให้เราไม่สบายใจ ทำให้เราลำบากเพราะต้องเปลี่ยนแปลง แต่เราไม่สามารถจะหายดีได้ถ้าเราไม่ยอมจำนนต่อพระเจ้า พระคุณของพระเจ้าไม่ใช่การบอกว่าไม่มีปัญหา แต่พระคุณของพระเจ้าจะนำเราเผชิญกับปัญหานั้น เพื่อนำสู่การฟื้นฟูชีวิตโดยพระเจ้าอีกครั้ง 'เมื่อเขาทำการน่าเกลียดน่าชัง เขาอับอายหรือเปล่า? เปล่า เขาไม่อับอายเลย เขาไม่รู้จักอาย เพราะฉะนั้น เขาจะล้มลงท่ามกลางพวกที่ล้มแล้ว เมื่อเราลงโทษพวกเขา เขาจะล้มคว่ำ” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 6:15สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือการทำบาปแล้วไม่รู้สึกผิดหรืออายอีกต่อไป ขอให้พวกเราระวังอย่าทำบาปจนเคยชิน จนไม่รู้สึกผิดเมื่อทำบาปอีก เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเตือน ขอให้เราพึ่งพาพระคุณของพระเจ้า กลับใจ หันหลังให้บาป และหันกลับมาหาพระเจ้าเพื่อรับการอภัยและการฟื้นฟูในชีวิต ในพันธสัญญาใหม่ อาจารย์เปาโลเตือนใน 2 ทิโมธี 4:3-4 ว่า จะมีเวลาที่ผู้คนไม่อยากฟังคำสอนที่ถูกต้อง แต่จะเลือกฟังสิ่งที่สบายหูและตรงกับความต้องการของตัวเอง ท่ามกลางสภาพแบบนั้น เปาโลจึงกำชับทิโมธีและเราทั้งหลายว่า'แต่ท่านจงหนักแน่นมั่นคงทุกเรื่อง จงอดทนต่อความทุกข์ยาก จงทำหน้าที่ของผู้ประกาศข่าวประเสริฐ และจงทำพันธกิจของท่านให้ครบบริบูรณ์ ' 2 ทิโมธี 4:5พระเจ้าทรงเรียกเราให้รักความจริงมากกว่าความสบายใจ ขอให้เราหนักแน่นมั่นคงในพระวจนะของพระเจ้า อดทนต่อความทุกข์ยาก และตอบสนองต่อพระมหาบัญชาด้วยการประกาศเรื่องของพระเยซู หากวันนี้เราอยู่ในบทบาทที่ต้องรักษา ขอให้เรารักษาจริง ๆ ไม่ใช่พูดเพียงคำโกหกว่า ไม่เป็นไร ทุกอย่างโอเค และในขณะเดียวกัน หากเราเป็นผู้ที่ต้องได้รับการรักษา ก็ขอให้เรายอมจำนนต่อพระเจ้า หันหลังให้กับความบาปที่ทำจนไม่รู้สึกอายแล้ว หันกลับมาพึ่งพาพระคุณของพระเจ้าที่มาถึงเราโดยทางพระเยซู และใหเราขอกำลังจากพระวิญญาณของพระเจ้าที่สถิตอยู่ในเรา เพื่อเราจะได้รับการรักษา และการฟื้นฟูชีวิตวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่80) พระเจ้าที่แสนดีจะทำอะไรบ้าง?

    Play Episode Listen Later Jun 19, 2026 4:06


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่80)พระเจ้าที่แสนดีจะทำอะไรบ้าง?“เชิญชิมดูแล้วจะเห็นว่า พระยาห์เวห์ประเสริฐคนที่ลี้ภัยอยู่ในพระองค์ก็เป็นสุข”‭‭ ~สดุดี‬ ‭34‬:‭8‬ ‭THSV11‬‬“Taste and see that the Lord is good; blessed is the one who takes refuge in him.”‭‭ ~Psalms‬ ‭34‬:‭8‬ ‭NIV‬‬เมื่อเราถวายสาธุการและสรรเสริญพระเจ้าอยู่ที่ปากเสมอเมื่อเรายกย่องพระนามของพระองค์เมื่อเราแสวงหาพระเจ้าด้วยความยำเกรงสิ่งที่จะตามมาก็คือพระเจ้า​ทรงตอบเรา (สดด.34:4)​ทรงช่วยกู้เราให้พ้นจากความกลัวทั้งสิ้น (สดด.34:4)​ทรงฟังเรา(สดด.34:6)​ทรงช่วยเราให้พ้นจากความยากลำบากทั้งสิ้น (สดด.34:6)​ทรงให้ทูตตั้งค่าย ล้อมและช่วยกู้เราผู้ที่ยำเกรงพระองค์(สดด.34:7)​ทรงให้เราลี้ภัยอยู่ในพระองค์อย่างเป็นสุข (สดด.34:7)​ทรงให้เราที่แสวงหาพระองค์ไม่ขาดสิ่งดีใดๆ(สดด.34:10)​ทรงสอนเราถึงความยำเกรงพระยาห์เวห์ (สดด.34:11)​ทรงเฝ้าดูเราที่เป็นคนชอบธรรม (สดด.34:15,17)​ทรงสดับคำอ้อนวอนของเรา(สดด.34:15,17)​ทรงช่วยกู้เราให้พ้นจากความยากลำบากทั้งสิ้น (สดด.34:17)​ทรงอยู่ใกล้เราผู้ที่ใจแตกสลาย (สดด.34:18)​ทรงช่วยและช่วยกู้เราผู้สิ้นหวังและทุกข์ใจออกมาให้พ้นหมด (สดด.34:18,19)​ทรงปกป้องกระดูกทุกชิ้นของเรา ไม่ให้หักสักซี่เดียว (สดด.34:20)​ทรงไถ่ชีวิตเราผู้ซึ่งรับใช้พระองค์ (สดด.34:22)~สดุดี‬ ‭34‬:‭1‬-‭22‬ ‭THSV11‬‬และสิ่งที่เราควรทำ มีดังนี้​ถวายสาธุการแด่พระเจ้าพระยาห์เวห์ตลอดไป (สดุดี‬ ‭34‬:‭1‬)​สรรเสริญพระเจ้าให้ผู้ทุกข์ใจฟังและยินดี (สดุดี‬ ‭34‬:‭2)​ถวายพระเกียรติและยกย่องพระยาห์เวห์ (สดุดี‬ ‭34‬:‭3)​แสวงหาพระยาห์เวห์(สดุดี‬ ‭34‬:‭4)​ทำให้คนที่เพ่งดูพระเจ้าเบิกบาน ไม่อดสู (สดุดี‬ ‭34‬:‭5)​ร้องทูลพระเจ้า(สดุดี‬ ‭34‬:‭6)​ชิมดูพระยาห์เวห์ว่าประเสริฐเพียงใด(สดุดี‬ ‭34‬:‭8)​ลี้ภัยอยู่ในพระองค์อย่างเป็นสุข (สดุดี‬ ‭34‬:‭8)​ยำเกรงพระยาห์เวห์ ไม่ขาดสิ่งดีใดๆ(สดุดี‬ ‭34‬:‭9)​ระวังลิ้นของเราจากความชั่ว ไม่ให้ริมฝีปากพูดล่อลวง (สดุดี‬ ‭34‬:‭1‬3)​หันจากความชั่ว( สดุดี‬ ‭34‬:‭1‬4)​ทำความดี (สดุดี‬ ‭34‬:‭1‬4)​แสวงหาสันติภาพ( สดุดี‬ ‭34‬:‭1‬4)​ติดตามสันติภาพนั้นไป (สดุดี‬ ‭34‬:‭1‬4)~สดุดี‬ ‭34‬:‭1‬-‭22‬ ‭THSV11‬‬…จะดีไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 19มิถุนายน2026(ตอนที่80ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต (Post 2) ตอน ได้ยินแต่ไม่ยอมฟัง Ep.1663

    Play Episode Listen Later Jun 18, 2026 4:51


    พระธรรมนำชีวิต (Post 2)ตอน ได้ยินแต่ไม่ยอมฟัง Ep.1663'แต่ ข้าพเจ้ามีพระพิโรธของพระยาห์เวห์เต็มไปหมด ข้าพเจ้าจะเก็บมันไว้อีกไม่ไหวแล้ว “จงเทมันรดเด็กๆ ตามถนน และรดพวกหนุ่มๆ ที่ชุมนุมกันอยู่ด้วย ทั้งสามีและภรรยาก็จะต้องเอาไป ทั้งคนแก่และคนชราด้วย ' เยเรมีย์ 6:11นี่คือเสียงของเยเรมีย์ที่อยู่ในความกดดัน อึดอัดใจ เพราะไม่มีใครยอมฟังเสียงเตือนของพระเจ้า แต่เยเรมีย์ก็ไม่สามารถเงียบหรือนิ่งเฉยได้เพราะทั้งหมดเป็นคำสั่งของพระเจ้าให้เขาไปพูด ขอให้เราเองจะเลียนแบบเยเรมีย์ โดยเราต้องสวมหัวใจกล้าหาญที่จะพูดความจริงตามที่พระเจ้าสั่งให้พูด แต่การพูดนั้นขอให้เราด้วยความจริงด้วยความรัก พูดด้วยใจแบบพระธรรมยากอบ คือเพื่อช่วยให้พี่น้องของเรากลับใจมาหาพระเจ้าอีกครั้ง'จงหันมาสนใจคำตักเตือนของข้า นี่แน่ะ ข้าจะเทความคิดของข้าให้เจ้าทั้งหลาย ข้าจะให้ถ้อยคำของข้าแจ้งแก่พวกเจ้า ' สุภาษิต 1:23นี่คือปัญหาใหญ่ของเรา คือเรามักไม่สนใจคำตักเตือน ให้เราอธิษฐานขอพระเจ้าประทานหัวใจที่สนใจ จดจ่อและตอบสนองต่อพระสุรเสียงของพระองค์เสมอ เพื่อเราจะเดินอยู่ในทางของพระเจ้า เดินตามพระประสงค์ของพระองค์ ขอเราอย่าเพียงตอบว่า รู้แล้ว ๆ เมื่อได้ยิน แต่ขอให้เราตอบสนองพระวจนะของพระเจ้าที่เราได้ยินด้วยความรัก ด้วยความยำเกรงและการเชื่อฟังพระองค์ในทุกเรื่อง วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่79) เราจะแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ ที่สร้างความขมขื่นใจให้แก่เราได้อ

    Play Episode Listen Later Jun 18, 2026 7:14


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่79)เราจะแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ที่สร้างความขมขื่นใจให้แก่เราได้อย่างไร?“แม้บิดาและมารดาของข้าพระองค์ทอดทิ้งข้าพระองค์ แต่พระยาห์เวห์จะทรงยกข้าพระองค์ขึ้น”‭‭ ~สดุดี‬ ‭27‬:‭10‬ ‭THSV11‬‬“Though my father and mother forsake me, the Lord will receive me.”‭‭ ~Psalms‬ ‭27‬:‭10‬ ‭NIV‬‬ถ้าเราถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง หรือ ปฏิบัติต่อเราไม่ดี เราจะยังแสดงความกตัญญูต่อพวกเขาหรือไม่?ใช่ครับ เรารู้ว่า เราควรกตัญญูต่อพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเราแต่เราจะกตัญญูต่อบุพการีที่เรารู้สึกว่าพวกเขาไม่คู่ควรต่อความกตัญญูของเราได้อย่างไร?อย่างเช่น​พ่อแม่ที่เลี้ยงเรามาและใช้เราผู้เป็นลูกในการหาประโยชน์ ตั้งแต่ไปหาเงินเล็กๆน้อย จนถึงขั้นเอาลูกไปขายบริการ เพื่อตัวพวกเขา​พ่อแม่ที่เรียกร้องการดูแลโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการเงินจากเราผู้เป็นลูกเยอะแยะไปหมด ในขณะที่ตัวเองก็เอาเงินไปใช้ไม่เหมาะสม และยังเรียกร้องไม่รู้จบ ​พ่อแม่ที่คอยควบคุมชีวิตลูกในทุกเรื่อง โดยให้ทำอย่างที่พ่อแม่ต้องการหรืออยากได้ทั้งเรื่อง การเรียน การทำงานงานหรือแม้กระทั่งเรื่องคู่ครอง ​พ่อแม่ที่ทำร้ายลูกอย่างหนัก(ทางวาจาและการกระทำ)เป็นประจำตั้งแต่ลูกยังเป็นเด็กเล็กๆ ในขณะที่ลูกยังไม่มีแรงพอที่จะปกป้องตัวเองหรือสู้ได้​พ่อแม่ที่หลังคลอดลูกออกมาแล้ว ทิ้งลูกในถังขยะ ข้างทาง หน้าบ้าน ตามวัด หรือตามโรงพยาบาลเลย อย่างไม่แยแส​พ่อหรือแม่ที่หลังจากลูกเกิดมา ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็หนีจากไปและทิ้งลูกให้อยู่กับอีกฝ่าย แต่เมื่อลูกรอดชีวิตมาและได้ดิบได้ดีก็จะกลับมาแสดงตัวเพื่อผลประโยชน์บางอย่างของตนฯลฯเหตุผลที่พ่อแม่แบบนี้ชอบอ้างก็คือ พวกเขาเป็นผู้คลอดลูกออกมาด้วยความทุกข์ทรมานจึงนับเป็นบุญคุณท่วมหัว ที่ลูกต้องตอบแทน และยังอาจอ้างอีกว่าพวกเขาต้องเลี้ยงดูลูกตลอดมาด้วยความเหนื่อยยาก จึงเอาเหตุผลประมาณนี้มาใช้เพื่อเรียกร้องให้ลูกกตัญญูต่อพวกเขาตลอดเวลาและตลอดไปแต่บางกรณี พวกเขาอาจเป็นเพียง​พ่อหรือแม่ ที่ทิ้งหรือจากไปมีครอบครัวใหม่ มีความสุขดีแล้ว และไม่ได้สนใจเราผู้เป็นลูกของเขาเลย และไม่เคยหวังหรือเรียกร้องการกตัญญูอะไรจากเรา แค่ต่างคนต่างไปก็พอแล้วแล้วเราจำเป็นหรือควรจะต้องแสดงความกตัญญูต่อพวกพ่อแม่เหล่านี้หรือไม่?และอย่างไร?นี่คือคำถามคาใจของบรรดาลูกๆที่ผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายเหล่านี้มาพวกเขาต้องการรู้ว่า พวกเขาจะต้องกตัญญูถึงระดับไหน ในเมื่อแผลแห่งความเจ็บปวดและความขมขื่นยังอยู่ในใจเต็มไปหมดถ้าจะตอบอย่างตรงไปตรงมาก็คือเราไม่จำเป็นต้องเสแสร้งทำเป็นรัก หรือทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ถ้าเราจะทำอะไรบางอย่างเพื่อ"แสดงความกตัญญู" ในบริบทนี้ เราก็ไม่ได้ทำเพื่อตอบแทนความดีของพ่อแม่อย่างพวกเขา(เพราะพวกเขาอาจไม่ได้ทำหรือไม่เคยทำ) แต่ที่เราแสดงความกตัญญูเช่นนั้น ก็เพื่อบอกว่า​เราได้ปลดปล่อยใจของเราเองให้เป็นอิสระจากความขมขื่น โดยที่1).เราไม่ได้รับรองว่าการกระทำของพวกเขาว่าเป็นสิ่งที่“ถูกต้อง”หรือ“ยอมรับได้”2).เราไม่ได้เรียกร้องอะไรจากพวกเขา แม้แต่การยอมรับผิด​เราได้แสดงความกตัญญูเช่นนั้นถวายแด่พระเจ้า“ ไม่ว่าพวกท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ใช่เหมือนทำต่อมนุษย์!”‭‭ ~โคโลสี‬ ‭3‬:‭23‬ ‭THSV11‬‬​เราได้ประกาศให้โลกรู้ว่าบัดนี้ เราพึ่งพาพระคุณของพระเจ้า แทนพึ่งพาพ่อแม่แล้ว1).เรายอมรับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากพ่อแม่และได้ระบายต่อพระเจ้าไปหมดแล้ว2).เราสร้าง“พื้นที่แห่งพระคุณ”อันเป็น "ขอบเขตที่ปลอดภัย" เพื่อปกป้องตัวเองขึ้นมาแทนที่พ่อแม่แล้ว​เราได้รักษา "ระยะห่างที่ปลอดภัย" (Healthy Boundaries)ระหว่างกัน1).เราให้เกียรติแก่พ่อแม่โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในบ้านเดียวกัน 2).เราใช้วิธีโทรคุยกัน หากจิตใจยังไม่พร้อม3).เราอาจช่วยเหลือพ่อแม่ตามสมควรแก่กำลัง เช่น ปัจจัยสี่หากเขาเดือดร้อนและเรามีกำลังพอ โดยที่เราไม่ต้องเดือดร้อนหรือถูกทำร้ายซ้ำอีก​เราได้นิยาม "การให้อภัย" ใหม่1).เราไม่ถือว่า“การให้อภัย”คือ“ความรู้สึก” แต่2).เราถือว่า “การยกโทษ“คือ "การตัดสินใจ" ที่จะปล่อยพ่อแม่ที่ทำผิดต่อเราออกจากศาลในใจของเรา 3).เราถือว่าการให้อภัย เป็น”กระบวนการ“ ที่ต้องใช้เวลาบ้าง4).เราบอกกับตัวเองว่า "ฉันจะไม่ยอมให้ความผิดของพ่อหรือแม่มาควบคุมความสุขในชีวิตของฉันอีกต่อไป" 6.เราได้แสวงหาการเยียวยารักษาบาดแผลจากการถูกทอดทิ้งหรือถูกทำร้ายในวัยเด็กแล้ว1).เราได้พูดคุยกับศิษยาภิบาล และผู้นำฝ่ายวิญญาณที่เข้าใจและมีวุฒิภาวะในเรื่องนี้2).เราได้พบนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษา เพื่อช่วยเราปลดล็อกปมความขื่นขมนี้อย่างถูกวิธีสรุปเราสามารถเป็นบุตรธิดาที่ดีต่อพ่อแม่ที่ทำให้เราเจ็บปวดและขมขื่นใจได้โดยการทำตัวเป็นบุตรที่ดีของพระเจ้าที่พึ่งพิง เชื่อฟังและรักพระองค์และไม่ยอมเป็นเหยื่อของการถูกทำร้ายซ้ำๆ อีกต่อไปพี่น้องที่รัก ขอให้เรา1.เข้าหาพระเจ้าพึ่งพิงพระองค์2.ยินยอมให้พระเจ้าทรงโอบกอดเรา3.รับการเยียวยาหัวใจที่แตกสลายโดยพระคุณของพระองค์4.น้อมรับสันติสุขที่เกินความเข้าใจจากพระองค์5.ให้อภัยพ่อแม่ที่ทอดทิ้งหรือทำให้เราเจ็บปวดขมขื่นนั้น6.แสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ของเราโดยเห็นแก่พระเจ้า7.มีความสุขและความยินดีในชีวิต จากการยกชูใจโดยพระเจ้าผู้รักเรา…จะดีไหมครับ?

    พระธรรมนำชีวิต ตอน เสียงเตือน Ep.1662

    Play Episode Listen Later Jun 17, 2026 5:00


    พระธรรมนำชีวิตตอน เสียงเตือน Ep.1662เมื่อมีคนเตือนเรา เรามักคิดว่ายังมีเวลา หรือยังไม่ร้ายแรงถึงขนาดนั้น แต่เมื่อสิ่งนั้นมาถึงจริง ๆ เราอาจไม่เหลือโอกาสให้แก้ไขอีกแล้ว เยเรมีย์ 6:1-8 เป็นเหมือนเสียงเตือนครั้งสุดท้ายก่อนที่การพิพากษาจะมาถึง พระเจ้าทรงเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ใช่เพราะพระองค์ต้องการทำลาย แต่เพราะพระองค์ต้องการให้พวกเขากลับใจ และรอดพ้นจากสิ่งที่จะมาถึง'ประชาชนเบนยามินเอ๋ย จงหนีไปเพื่อความปลอดภัย หนีจากใจกลางกรุงเยรูซาเล็ม จงเป่าเขาสัตว์ในเมืองเทโคอา และยกสัญญาณขึ้นไว้เหนือหมู่บ้านเบธฮักเคเรม เพราะเหตุร้ายโผล่มาจากทิศเหนือ คือการทำลายอย่างใหญ่หลวง ' เยเรมีย์ 6:12 เมืองที่พระเจ้าบอกให้ไป 2 เมืองนี้อยู่ทางใต้ พระเจ้าบอกให้เป่าเขาสัตว์และยกสัญญาณเตือน เพราะศัตรูกำลังเคลื่อนเข้ามาจากทางทิศเหนือ พระเจ้าทรงเตือนก่อนเสมอ ไม่ว่าจะผ่านพระวจนะของพระเจ้า ผ่านผู้รับใช้ของพระองค์ หรือผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ หากพระเจ้ากำลังส่งสัญญาณเตือนบางอย่างเข้ามาในชีวิต เรารับฟังและตอบสนองต่อเสียงเตือนนั้นไหม ต่อไปข้อ 2-5 บุตรีแห่งศิโยน คือกรุงเยรูซาเล็ม กำลังจะถูกล้อมโดยผู้เลี้ยงแกะและฝูงแกะ นี่เป็นภาพเปรียบเทียบถึงแม่ทัพและกองทัพที่เข้ามาตั้งค่ายล้อมเมือง และเตรียมโจมตีทั้งกลางวันและกลางคืน'เพราะพระยาห์เวห์จอมทัพตรัสดังนี้ว่า “จงโค่นต้นไม้ของเธอลง จงก่อเชิงเทินไว้สู้กรุงเยรูซาเล็ม นี่แหละนครที่ต้องถูกลงโทษภายในเธอไม่มีอะไรนอกจากการบีบบังคับ บ่อน้ำทำให้น้ำเย็นอยู่เสมอฉันใด เธอก็ทำให้เกิดความอธรรมขึ้นเรื่อยๆ ฉันนั้นความทารุณและการทำลายมีให้ได้ยินเสมอภายในเธอ ความเจ็บปวดและการบาดเจ็บก็ปรากฏต่อหน้าเราเสมอ ' เยเรมีย์ 6:6-7ปัญหาที่แท้จริงคือความบาปที่ฝังอยู่ในชีวิตของพวกเขา ภาพของบ่อน้ำที่ผลิตน้ำออกมาอย่างต่อเนื่อง เป็นภาพเปรียบเทียบที่คนยูดาห์ผลิตความบาปออกมาเสมอ ความบาปกลายเป็นวิถีชีวิตที่ปกติ จนพวกเขาทำสิ่งนั้นโดยไม่รู้สึกผิดอะไรอีกต่อไป ข ให้เราอย่าเป็นแบบนั้นนะครับ ที่ชินชากับความบาป จนทำบาปแล้วก็ไม่รู้สึกผิดอีกแล้วนะครับ'เยรูซาเล็มเอ๋ย จงรับคำตักเตือนเถิด เกรงว่าเราจะปลีกตัวไปเสียจากเจ้า เกรงว่าเราจะทำให้เจ้าเป็นที่ร้างเปล่า เป็นแผ่นดินที่ปราศจากคนอาศัย” ' เยเรมีย์ 6:8พระเจ้าตรัสว่า "จงรับคำตักเตือนเถิด" พระเจ้าทรงเตือนก่อนการพิพากษาเสมอ เพราะพระเจ้าไม่ได้มีความสุขในความพินาศของมนุษย์ แต่ทรงปรารถนาให้ทุกคนกลับใจและมีชีวิตอยู่ หากพระเจ้ากำลังเตือนเราผ่านพระวจนะ ผ่านการฟังเทศนา ผ่านสถานการณ์บางอย่างในชีวิต อย่าปล่อยให้เสียงเตือนนั้นผ่านไปโดยที่เราไม่ตอบสนอง เพราะเสียงเตือนของพระเจ้าเป็นหลักฐานแห่งความรักและพระเมตตาที่พระเจ้าทรงมีให้เราเสมอ'พระยาห์เวห์องค์เจ้านายตรัสว่า เราพอใจในความตายของคนอธรรมหรือ? แต่เราพอใจให้เขาหันกลับจากทางของเขาและมีชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือ? ' เอเสเคียล 18:23เสียงเตือนของพระเจ้ายังดังอยู่เสมอ แต่คนที่รอดไม่ใช่คนที่ได้ยินเสียงเตือน แต่เป็นคนที่ตอบสนองต่อเสียงเตือนของพระเจ้า หากพระเจ้ากำลังเรียกให้เรากลับใจ เปลี่ยนแปลงในเรื่องใด ไม่ว่าจะผ่านเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระวจนะของพระเจ้า คำเทศนา การเรียนพระคัมภีร์ หรืออาจจะเป็นคำเตือนของพี่น้อง ขอเราอย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เพราะเสียงเตือนที่ยังดังอยู่ คือพระคุณ คือโอกาสให้เรากลับใจมาหาพระเจ้า พระเจ้าทรงสำแดงพระคุณแก่เรา ไม่ใช่ผ่านการเตือนเท่านั้น แต่พระคุณนั้นคือ การประทานพระเยซูคริสต์เพื่อเปิดทางให้คนบาปกลับใจ ได้รับการถ่ายและการอภัยโทษบาปวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่78) จะกตัญญูสักแค่ไหนดี?

    Play Episode Listen Later Jun 16, 2026 6:50


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่78)จะกตัญญูสักแค่ไหนดี?“ถ้าใครไม่เลี้ยงดูญาติพี่น้อง และโดยเฉพาะคนในครอบครัวแล้ว คนนั้นก็ปฏิเสธความเชื่อ และชั่วยิ่งกว่าคนที่ไม่เชื่อเสียอีก”~‭‭1 ทิโมธี‬ ‭5‬:‭8‬ ‭THSV11‬‬“If anyone doesn't take care of his own relatives, especially his immediate family, he has denied the Christian faith and is worse than an unbeliever.”‭‭ ~1 Timothy‬ ‭5‬:‭8‬ ‭GW‬‬คำว่า “กตัญญู” หมายถึง “การระลึกถึงคุณความดีที่ผู้อื่นได้กระทำแก่เรา และแสดงออกด้วยการตอบแทนคุณนั้น“ดังนั้น~เมื่อพระเจ้าทรงดีต่อเรา ~เราต้องกตัญญู~เมื่อพ่อแม่ดีต่อเรา ~เราต้องกตัญญู~เมื่อผู้หนึ่งผู้ใดดีต่อเรา ~เราก็ต้องกตัญญูอย่างไรก็ตาม การกตัญญูไม่ได้เป็นเพียงแค่ มารยาทตามวัฒนธรรมที่ดี แต่เป็นคุณลักษณะของผู้ทีเชื่อฟังและยำเกรงพระเจ้าเพราะพระเจ้าทรงให้ความสำคัญกับ~การให้เกียรติ และ~การตอบแทนพระคุณของผู้ที่ทำคุณให้แก่เราโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บิดามารดาที่เลี้ยงดูเรามาพระคัมภีร์สอนอะไรเราบ้างในเรื่องนี้?​พระคัมภีร์สั่งให้เรากตัญญูต่อพ่อแม่1).ให้เลี้ยงดูพ่อแม่(โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามชรา)“ถ้าแม้ผู้ใดไม่เลี้ยงดูวงศ์ญาติของตน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในบ้านเรือนของตนผู้นั้นก็ได้ปฏิเสธพระศาสนาเสียแล้ว และชั่วยิ่งกว่าคนที่ไม่ได้เชื่อเสียอีก”~‭‭1 ทิโมธี‬ ‭5‬:‭8‬ ‭TH1971‬‬2).ให้เกียรติพ่อแม่“จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า เพื่ออายุของเจ้าจะได้ยืนนานบนแผ่นดิน ซึ่งพระเจ้าของเจ้าประทานให้แก่เจ้า”‭‭ ~อพยพ‬ ‭20‬:‭12‬ ‭TH1971‬‬3).ให้ฟังและไม่ดูหมิ่นพ่อแม่“จงฟังบิดาของเจ้าผู้ให้กำเนิดเจ้า และอย่าดูหมิ่นมารดาของเจ้าเมื่อนางแก่”‭‭ ~สุภาษิต‬ ‭23‬:‭22‬ ‭TH1971‬‬4).ไม่แช่งด่าพ่อแม่“ผู้ใดด่าแช่งบิดามารดาของตน ผู้นั้นต้องถูกปรับโทษถึงตาย”‭‭ ~อพยพ‬ ‭21‬:‭17‬ ‭TH1971‬‬5).ให้เชื่อฟังบิดามารดา“ฝ่ายบุตรจงนบนอบเชื่อฟังบิดามารดาของตนในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะกระทำอย่างนั้นเป็นการถูก”‭‭ ~เอเฟซัส‬ ‭6‬:‭1‬ ‭TH1971‬‬6).ทำให้บิดามารดายินดีเปรมปรีดิ์“บิดาของคนชอบธรรมจะเปรมปรีดิ์อย่างยิ่ง บุคคลผู้ให้เกิดบุตรชายที่ฉลาดจะยินดีด้วยกันกับเขา จงให้บิดามารดาของเจ้ายินดี จงให้ผู้ที่คลอดเจ้าเปรมปรีดิ์”‭‭ ~สุภาษิต‬ ‭23‬:‭24‬-‭25‬ ‭TH1971‬‬​พระคัมภีร์สัญญาว่าเราจะได้รับผลดีจากการกตัญญู“จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า นี่เป็นพระบัญญัติข้อแรกที่มีพระสัญญาไว้ด้วยเพื่อเจ้าจะไปดีมาดีและมีอายุยืนนานที่แผ่นดินโลก”‭‭ ~เอเฟซัส‬ ‭6‬:‭2‬-‭3‬ ‭TH1971‬‬พี่น้องที่รัก ไม่ว่าพ่อแม่ของเราจะเป็นคนดีหรือไม่ก็ตามเราต้องแสดงความกตัญญูแต่จงแสดงออกมาให้ถูกต้องและเหมาะสมดังนั้น วันนี้ ขอให้เราแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดาของเราในรูปแบบต่างๆตามที่ท่านปรารถนาเท่าที่เราทำได้ อาทิ~แสดงความเคารพต่อท่านผ่านคำพูดและการแสดงออกของเรา~รับฟังคำพูดและความคิดเห็นของท่านอย่างให้เกียรติ~เชื่อฟังท่านในสิ่งที่ถูกต้องและลงมือทำตาม~พูดจากับท่านด้วยถ้อยคำอ่อนโยนไม่หยาบกระด้าง~ไม่ประชด ดูถูก หรือทำให้ท่านเสียหน้าหรืออับอาย~ไม่มุ่งหาผลประโยชน์จากท่าน~ไม่ทำให้ท่านขมขื่นหรือเจ็บปวดใจ~แสดงความรักห่วงใยในการดูแลสุขภาพในยามที่ท่านเจ็บป่วย~ไม่หาข้ออ้างทอดทิ้ง แต่เลี้ยงดูท่านในยามที่ท่านชราหรืออ่อนกำลัง~จัดเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับความเป็นอยู่ของท่าน~ใช้เวลาอยู่กับท่านโดยไม่ทอดทิ้งท่าน~ให้อภัยในความผิดพลาดหรือในความบกพร่องของท่าน~ดำเนินชีวิตอย่างสัตย์ซื่อมีคุณธรรมให้ท่านชื่นใจและภาคภูมิใจ~อธิษฐานเผื่อท่านผู้เป็นพ่อแม่ของเรานั่นคือ เราควรตระหนักว่าการกตัญญูไม่ได้เป็นแค่เรื่องการจัดสรรทางวัตถุเท่านั้นแต่ยังรวมถึงการเอาใจใส่ในฝ่ายจิตวิญญาณของพวกท่านด้วยโดยเฉพาะ อย่างยิ่ง การช่วยท่านได้รู้จักกับพระเยซูคริสต์และได้รับความรอดจากพระองค์ใช่ครับเราต้องระลึกถึงพระคุณของบิดามารดาของเราและแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อท่านด้วยความรัก ความเคารพ ผ่านการจัดสรร การดูแล และการให้เกียรติแก่ท่านแต่เราก็จะไม่ควรอ้างความกตัญูญูต่อบุพการี ผู้ให้กำเนิดและเชื่อฟังทุกอย่างตามพ่อแม่ต้องการโดยไม่มีขอบเขตจนทำให้เราไม่กตัญญูต่อพระเจ้าผู้ทรงสร้างทั้งเราและตัวพ่อแม่ของเราใช่ครับ แม้ว่าเราควรจะกตัญญูต่อพ่อแม่แต่เราจะไม่ทำสิ่งที่พ่อแม่สั่งให้เราทำ ดังต่อไปนี้1.สิ่งที่ขัดต่อพระวจนะของพระเจ้าโดยตรง2.สิ่งที่ผิดมโนธรรม และ ศีลธรรม และ3.สิ่งที่ผิดกฏหมายบ้านเมืองเพราะเราต้องเลือกเชื่อฟังพระเจ้าก่อนเชื่อฟังมนุษย์คนใด(กิจการ 5:29)อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราไม่เห็นด้วยกับพ่อแม่ และต้องปฏิเสธในบางเรื่องเราก็ยังต้องแสดงความเคารพให้เกียรติท่านด้วยความรักเสมอไปดังที่พระเยซูคริสต์ทรงสำแดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง(ลูกา 2:51)ยิ่งกว่านั้น พระเยซูยังเป็นแบบอย่างสูงสุดของความกตัญญู เมื่อพระองค์มอบหมายให้ยอห์นศิษย์ที่รักของพระองค์ดูแลมารีย์ผู้เป็นมารดาของพระองค์ต่อไป หลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้วอีกด้วย(ยอห์น19:16~17)พี่น้องที่รัก นี่คือสุดยอดแห่งความกตัญญทีเดียว…เห็นด้วยไหมครับ?

    พระธรรมนำชีวิต ตอน เลือกฟังอะไร? Ep.1661

    Play Episode Listen Later Jun 16, 2026 4:20


    พระธรรมนำชีวิตตอน เลือกฟังอะไร? Ep.1661วันนี้เราอยากฟังอะไรระหว่างสิ่งที่ทำให้สบายใจกับความจริงที่เรียกร้องให้เราเปลี่ยนแปลงชีวิต เยเรมีย์ 5:30-31 ได้เปิดเผยสภาพหัวใจของคนยูดาห์ที่รักเสียงที่นำความสบายใจมาให้ ขอบทเรียนในวันนี้จะทำให้เรารักความจริงของพระเจ้า และเลือกที่จะติดตามความจริงของพระองค์'“สิ่งน่าหวาดหวั่นและน่ากลัว ได้เกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ ' เยเรมีย์ 5:30สิ่งน่าหวาดหวั่นและน่ากลัวที่แท้จริง คือความเสื่อมฝ่ายวิญญาณของคนยูดาห์ หลายครั้งเรากังวลกับปัญหารอบตัวในกายภาพ แต่พระเจ้าทรงเป็นห่วงสภาพจิตวิญญาณของเรามากกว่า เพราะเมื่อหัวใจห่างจากพระเจ้า ปัญหาอื่น ๆ ก็จะตามมา'คือผู้เผยพระวจนะได้เผยพระวจนะเท็จ และบรรดาปุโรหิตก็ปกครองตามอำนาจของตน และประชากรของเราก็ชอบแบบนี้ แต่พวกเจ้าจะทำอย่างไรเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง?”' เยเรมีย์ 5:31ผู้เผยพระวจนะที่เป็นกระบอกเสียงของพระเจ้า พวกเขาต้องนำประชาชนเข้ามาใกล้พระเจ้า แต่พวกเขากลับนำประชาชนออกห่างจากพระเจ้าด้วยคำโหกหลอกลวง ส่วนปุโรหิตก็ใช้อำนาจเพื่อตัวเองมากกว่าพาประชาชนทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า เมื่อผู้นำละทิ้งความจริง ความเสียหายไม่ได้เกิดกับตัวเขาเท่านั้น แต่มันส่งผลถึงประชาชนที่คิดตามตามเขาด้วย ความสัตย์ซื่อต่อความจริงของพระเจ้าเป็นสิ่งที่สำคัญมากปัญหาที่แท้จริงอยู่ตรงท้ายประโยคนี้ นั่นคือ ประชาชนชอบฟังคำหลอกลวงนั้น พวกเขาเลือกฟังสิ่งที่สบายหูมากกว่าความจริง และเลือกใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่ต้องกลับใจ พระเจ้าจึงทรงตั้งคำถามที่ชวนให้ทุกคนต้องหยุดคิดว่า “แต่พวกเจ้าจะทำอย่างไรเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง?” เมื่อวาระสุดท้ายมาถึง ความสบายใจที่สร้างจากคำหลอกลวงก็ช่วยอะไรเราไม่ได้เลย สิ่งสำคัญไม่ใช่สิ่งที่เราอยากฟัง แต่คือสิ่งที่พระเจ้าตรัส พสกเราเลือกอะไร ความจริงของพระเจ้า หรือเลือกสิ่งที่ถูกใจเรา'เพราะจะถึงเวลาที่คนจะทนต่อคำสอนที่ถูกต้องไม่ได้ แต่พวกเขาจะรวบรวมบรรดาอาจารย์ไว้สำหรับตน ตามความอยากของตัวเองเพื่อสนองหูที่คัน พวกเขาจะเลิกฟังความจริงและหันไปฟังนิยายต่างๆ ' 2 ทิโมธี 4:3-4นี่คือคำเตือนของพระเจ้าผ่านอาจารย์เปาโล มนุษย์มักชอบสิ่งที่ตรงกับความต้องการของตัวเองมากกว่าสิ่งที่พระเจ้าตรัส ความจริงของพระเจ้าอาจจะไม่ถูกใจเรา แต่ความจริงของพระเจ้าเป็นสิ่งเดียวที่จะนำเราสู่ชีวิตที่มั่นคง เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ ฟังเทศนา หรือได้รับการเตือนจากพระเจ้า ขอให้เราอย่าคิดเพียงว่า เราโอเคหรือถูกใจไหม แต่ผมอยากให้เราถามว่า สิ่งที่เราได้ยินนั้นเป็นความจริงจากพระเจ้าหรือเปล่า สิ่งที่เราเลือกจะกำหนดทิศทางชีวิตของเราในอนาคตวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่77) “อยู่ให้เป็น!“

    Play Episode Listen Later Jun 16, 2026 6:41


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่77)“อยู่ให้เป็น!““เพราะฉะนั้นสิ่งที่พระเจ้าทรงผูกพันกันแล้ว อย่าให้มนุษย์พรากออกจากกันเลย””‭‭ ~มาระโก‬ ‭10‬:‭9‬ ‭THSV11‬‬“Therefore what God has joined together, let no one separate.””‭‭ ~Mark‬ ‭10‬:‭9‬ ‭NIV‬‬หากคุณมีปัญหาในเรื่องสัมพันธภาพกับผู้ใด คุณมีทางเลือกหลักๆดังนี้​ยุติความสัมพันธ์อย่างสิ้นเชิง ~ไม่ไปต่อ​รักษาความสัมพันธ์แบบทนอยู่~ไม่ทิ้งกัน​แก้ไขและพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น~ไม่นิ่งเฉยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาแล้วเราควรทำอะไรบ้าง เพื่อป้องกันและรักษาไม่ให้สัมพันธภาพของเราสะดุดหยุดชงัก และลงเอยแบบสภาวะ“หมดรัก~หมดใจ”พี่น้องที่รักหากว่าเราต้องการให้สัมพันธภาพระหว่างเรากับคนที่เรารักไปได้หรือไปต่อด้วยดีตลอดรอดฝั่งเราต้อง“อยู่ให้เป็น!” โดยกระทำดังต่อไปนี้​อุดช่องว่าง~ ระวังอย่าให้เกิดมีช่องว่างระหว่างกัน จนมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร แต่ให้เราร่วมกันสร้างระบบการสื่อสารระหว่างกันที่มีประสิทธิภาพขึ้นมา และปฏิบัติตามนั้น)​อดกลั้น~ระวังอย่าปล่อยตัว ปล่อยใจ หรือปล่อยให้อารมณ์นำ จนสติหลุด พูดหรือทำอะไรออกมาที่ทำลายความสุขและความไว้วางใจระหว่างกัน​อดทน~ระวังอย่ายอมแพ้ความหงุดหงิด หรือความยากลำบาก จนถอดใจเร็วเกินไป ด่วนบอกลาความสัมพันธ์ที่เคยมีต่อกันมาและจากไปอย่างน่าเสียดาย​อธิบาย~ระวังอย่าให้ทิฐิหรือความไม่พอใจของเรา ทำให้เราไม่ยอมอธิบายหรือด่วนตัดสินอีกฝ่าย โดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้อธิบาย​ออกห่าง~ระวัง อย่าให้การปะทะขัดแย้งต่อกันเกืดขึ้นบ่อย แรงและนานเกินไป หากจำเป็นก็ต้องรู้จักเว้นระยะห่างออกจากกันบ้าง ในบางสถานการณ์ แต่ให้แค่ช่วงเวลาสั้นๆ​ออกปาก~ระวัง อย่าพยายามแก้ไขปัญหาด้วยความคิดของตัวเองโดยลำพัง หากเจอโจทย์ที่ยากเกินความสามารถ เราต้องถ่อมใจรีบเอ่ยปากขอคำแนะนำหรือความช่วยเหลือจากผู้ที่ช่วยเราได้​อธิษฐาน~ จงถ่อมใจเข้าหาพระเจ้า ทูลขอสติปัญญาและความช่วยเหลือจากพระเจ้า หากว่าว่าเกินกำลังของเราและของมนุษย์คนอื่นๆ​เอาออก~จงใคร่ครวญว่ามีอะไรบ้างที่เป็นตัวทำลายความสัมพันธ์ที่เราควรกำจัดทิ้งและเอาออกไปจากสัมพันธภาพระหว่างกัน​เอาใจใส่~จงหมั่นดูแลรักษาบรรยากาศในความสัมพันธ์ให้ดีน่าอภิรมย์อยู่เสมอ​เอาใจ~จงเพิ่มเติมความอบอุ่นหวานชื่น ความยินดีและความสุขลงในสัมพันธภาพระหว่างกันเป็นประจำอย่างต่อเนื่องไม่ให้ขาด​อนามัย~จงรีบเยียวยารักษาบาดแผลที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์อย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเกิดจากคำพูด หรือการกระทำ และไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ จะเจตนาหรือไม่ก็ตาม​อวยกันไว้~จงเรียนรู้จักการให้เกียรติแก่กัน ทั้งด้วยคำพูดและการกระทำ เพราะถ้อยคำดีๆที่ชูใจจะทำให้ความสัมพันธ์ที่มีต่อกันสดใสขึ้น​อภัย~จงอโหสิ หรือ ยกโทษและให้โอกาสเริ่มต้นใหม่แก่กันและกันอยู่เสมอ ถ้าต้องการมีความสุข เราต้องรู้จักมองข้าม หรือปล่อยวางลงบ้างอย่าเก็บความไม่พอใจไว้จนทำลายสัมพันธภาพระหว่างกัน​เอาบทเรียน~จงมองให้เห็นบทเรียนสำคัญที่สามารถนำมาเตือนสอนตัวเองและคนอื่นๆไม่ให้ผิดพลาดซ้ำซ้อน และนำมาพัฒนาต่อยอดความสัมพันธ์ระหว่างกันให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น…และสำหรับ“คู่สมรส”นี่คือคำเตือนสำคัญอย่างยิ่ง คือ​“อย่าหย่า!”~จงตั้งใจและตั้งมั่นที่จะปกป้องสัมพันธภาพแห่งชีวิตสมรสให้เป็น“ความสัมพันธ์ศักดิ์สิทธิ์”ที่เราต้องพิทักษ์รักษาไว้ด้วยชีวิตและทุกสิ่งที่มีอยู่ ด้วยการพึ่งและเชื่อฟังพระเยซูคริสต์ (นอกจากว่า อีกฝ่ายไม่ร่วมมือ ทำร้ายและทำลายพันธสัญญานี้อย่างจงใจ)ให้ฟังและทำตามดังที่พระเยซูคริสต์ตรัสไว้ว่า“ด้วยเหตุนี้เขาทั้งสองจึงไม่เป็นสองต่อไป แต่เป็นเนื้ออันเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงผูกพันกันแล้วอย่าให้มนุษย์ทำให้พรากจากกันเลย!”‭‭ ~มัทธิว‬ ‭19‬:‭6‬ ‭THSV11‬‬พี่น้องที่รักไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ แต่เราต้องยอมรับความจริงว่าในทุกสัมพันธภาพย่อมมีปัญหาแต่ปัญหาเหล่านั้นย่อมมีทั้งคุณและโทษดังนั้นในยามที่มีปัญหา1. เราควรเป็นหนึ่งเดียวกันจับมือกันไว้ให้แน่น แทนที่จะปล่อยมือทิ้งกัน 2.เราควรมีสติเรียนรู้ที่จะดีงเอาส่วนที่เป็นคุณประโยชน์ออกมาเพื่อพัฒนาสัมพันธภาพระหว่างกันให้ดีขึ้น สนิทสนมหวานชื่นและมีความสุขร่วมกันมากขึ้น ดังคำกล่าวที่ว่า“ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด ไม่ใช่คนสองคนที่ไม่เคยมีปัญหา แต่คือคนสองคนที่ไม่ยอมปล่อยมือกันเมื่อมีปัญหา”(The best relationship is not between two people who never have problems, but between two people who refuse to let go when problems come.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 16มิถุนายน2026(ตอนที่77ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ความบาปปิดกั้นพระพร Ep.1660

    Play Episode Listen Later Jun 14, 2026 5:48


    พระธรรมนำชีวิตตอน ความบาปปิดกั้นพระพร Ep.1660เมื่อชีวิตไม่เป็นอย่างที่หวัง เรามักถามว่า ทำไมเราจึงไม่เห็นการทรงนำหรือการจัดเตรียมของพระเจ้าอย่างที่เรรอธิษฐานขอ เยเรมีย์ 5:25-29 พระเจ้าทรงชี้ให้เห็นอีกมุมหนึ่งที่มนุษย์อย่างเรามักมองข้าม นั่นคือ บางปัญหาไม่ได้อยู่ที่พระเจ้าไม่อวยพร แต่อยู่ที่ความบาปนั้นกำลังขวางกั้นสิ่งดีจากพระเจ้า ที่พระองค์ประทานให้กับเรา'ความผิดบาปของเจ้าได้ทำให้สิ่งเหล่านี้หันเหไปเสีย และบาปของพวกเจ้าก็กันความดีไว้เสียจากเจ้า ' เยเรมีย์ 5:25พระเจ้าทรงเปิดเผยว่า ทำไมยูดาห์จึงพลาดพระพรที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้ นั้นเป็นเพราะว่าความบาปเป็นสิ่งปิดกั้นพระพรของพระเจ้า คำว่า “กันไว้” มีความหมายถึงการขวางกั้น หรือปิดกั้นทางเข้าออก เหมือนประตูที่ถูกล็อกไว้ หลายครั้งเราขอให้พระเจ้าอวยพระพรเรา แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ปล่อยให้ความบาป ความดื้อรั้น หรือการไม่เชื่อฟัง ปิดกั้นพระพรของพระเจ้าเสียเอง พระเจ้าเป็นผู้ประทานสิ่งดี แต่ความบาปทำให้เราไม่ได้รับสิ่งดีเหล่านั้น'เพราะจะพบคนอธรรมท่ามกลางประชากรของเรา เขาซุ่มคอยเหมือนคนดักนกซุ่มอยู่ เขาวางกับไว้ เขาดักจับคน เหมือนกรงที่เต็มไปด้วยนก บ้านของพวกเขาก็เต็มด้วยการทรยศ เพราะฉะนั้น เขาจึงใหญ่โตและมั่งมี ' เยเรมีย์ 5:26-27พระเจ้าทรงเปิดเผยเบื้องหลัง พวกเขาไม่ได้ร่ำรวยเพราะขยันและซื่อสัตย์ แต่มันมาจากการเอาเปรียบ หลอกลวง และทำร้ายผู้อื่น ภาพของพรานนกที่ดักนก ใช้กับดักจับเหยื่อเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง พวกเขาเต็มไปด้วยทรัพย์สินที่มาจากความไม่ชอบธรรม พระธรรมตอนนี้เตือนเราว่า ความสำเร็จภายนอกไม่ใช่หลักฐานว่า พระเจ้าพอพระทัยชีวิตของเรา เพราะพระเจ้าทรงมากกว่านั้น พระองค์มองถึงวิธีการที่เราใช้ในการแสวงหาความสำเร็จนั้นด้วย'เขาจึงตัวอ้วนอ่อนนิ่ม ในเรื่องทำชั่วเขาล้ำหน้า เขาไม่ได้ตัดสินด้วยความยุติธรรม ในคดีของลูกกำพร้า เพื่อให้คดีนั้นก้าวหน้า เขาไม่ได้ป้องกันสิทธิของคนขัดสน ' เยเรมีย์ 5:28ในสายตาของมนุษย์พวกเขาประสบความสำเร็จ แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขากลับล้มเหลว เพราะพวกเขาเพิกเฉยต่อผู้ที่อ่อนแอในสังคม และไม่ยืนหยัดเพื่อความยุติธรรม พระเจ้าทรงให้ความสำคัญกับผู้ที่ไม่มีเสียงในสังคมเสมอ การละเลยคนเหล่านี้เป็นเรื่องร้ายแรงในสายพระเนตรของพระองค์ ความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับพระเจ้าจะสะท้อนออกมาผ่านการปฏิบัติต่อทุกคนด้วยความรักและความยุติธรรม หากเราบอกว่าเรารักพระเจ้า แต่ไม่ใส่ใจคนที่กำลังเดือดร้อน ในความรักนั้นน่าจะมีบางอย่างผิดปกติ'เพราะสิ่งเหล่านี้เราจะไม่ลงโทษเขาหรือ?” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ “และไม่ควรที่เราจะแก้แค้นประชาชาติที่เป็นอย่างนี้หรือ? 'เยเรมีย์ 5:29นี่เป็นครั้งที่ 2 ของประโยคนี้ ในบทนี้ พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งความรัก ความยุติธรรมด้วย พระองค์ไม่ทรงเพิกเฉยต่อความบาป การเอารัดเอาเปรียบ และความไม่ยุติธรรม หากพระเจ้าไม่จัดการกับสิ่งเหล่านี้ พระองค์จะไม่ใช่พระเจ้าที่ยุติธรรม การเตือนของพระเจ้าก่อนการพิพากษาเป็นหลักฐานถึงความเมตตาของพระเจ้าด้วย พระเจ้ากำลังเปิดโอกาสให้ประชาชนกลับใจและหันกลับมาหาพระองค์ สำหรับพวกเรา หากเราไม่เป็นเป็นอย่างนั้น ก็จงรักษาชีวิตไว้ในความสัตย์ซื่อต่อไป แต่ถ้าหากเรากำลังเริ่มที่จะสะสมความสำเร็จจากความไม่ยุติธรรม ขอให้เรากลับใจมารับพระคุณของพระเจ้า'นี่แน่ะ พระหัตถ์ของพระยาห์เวห์ไม่ได้สั้นเกินจะช่วยให้รอด หรือพระกรรณตึงจนไม่ทรงได้ยิน แต่บาปชั่วของพวกท่านได้ทำให้เกิดการแยก ระหว่างพวกท่านกับพระเจ้าของท่าน และบาปของพวกท่านได้บดบังพระพักตร์พระองค์เสียจากท่าน และจากการที่พระองค์จะทรงฟัง ' อิสยาห์ 59:1-2พระเจ้าไม่ได้ทรงหวงพระพรจากเรา แต่ความบาปต่างหากที่ทำให้เราห่างจากพระพรของพระองค์ เมื่อใจของเราหันจากพระเจ้า เรามักจะไม่เห็นสิ่งที่พระองค์กำลังทำ และเราจะพลาดสิ่งดีที่พระองค์ต้องการให้กับชีวิตของเรา ปัญหาในชีวิตอาจไม่ใช่เรื่องสถานการณ์ภายนอก แต่เป็นเรื่องภายในใจที่ต้องได้รับการแก้ไข วันนี้มีสิ่งใดหรือเปล่าที่กำลังขวางกั้นการทำงานของพระเจ้าในชีวิตของเรา ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสำแดงให้เราเห็น และขอให้เรารีบกลับใจ พระเจ้าทรงยินดีที่จะให้อภัย และพระเจ้าทรงพร้อมจะฟื้นฟูชัวิตให้กับคนที่หันกลับมาหาพระองค์เสมอวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่75) จงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด!

    Play Episode Listen Later Jun 14, 2026 5:04


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่75)จงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด!“แล้วจงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดความรักผูกพันทุกสิ่งไว้อย่างสมบูรณ์”‭‭ ~โคโลสี‬ ‭3‬:‭14‬ ‭THSV11‬‬“And over all these virtues put on love, which binds them all together in perfect unity.”‭‭ ~Colossians‬ ‭3‬:‭14‬ ‭NIV‬‬อาจารย์ เปาโลได้กล่าวถึงคุณลักษณะชีวิตของคริสเตียนไว้ในข้อก่อนหน้า ว่าคริสเตียนต้องเป็นคนที่มี​ความเมตตากรุณา​ใจปรานี​ความถ่อมใจ4,ความอ่อนสุภาพ​ความอดทน​การยอมทนต่อกัน และ​การให้อภัยกันแล้วในตอนนี้ อาจารย์เปาโลก็กล่าวปิดท้ายว่า “จงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด”​ “สวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด”นี้หมายความว่าอะไร?คำว่า “สวม” เปรียบเหมือนการสวมเสื้อผ้าอาจารย์เปาโลกำลังกล่าวว่า แม้เราจะมีคุณธรรมหลายอย่าง แต่สิ่งที่ต้องสวมทับเหนือทุกสิ่งเหล่านั้นก็คือ“ความรัก” (Love)ซึ่งเปรียบเหมือน~กระดุมที่ยึดเสื้อไว้~เข็มขัดที่รัดเครื่องแต่งกายให้เข้าที่~กาวที่เชื่อมชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันและหากขาดความรักแล้วจะเป็นอย่างไร?เราพอจะกล่าวได้ว่า1).หากมีความอดทนแต่ไม่มีความรัก ~ความอดทนก็อาจกลายเป็นการฝืนใจ2).หากมีการให้อภัยแต่ไม่มีความรัก ~การให้อภัยก็อาจเป็นเพียงหน้าที่3).หากมีการรับใช้แต่ไม่มีความรัก ~การรับใช้อาจกลายเป็นภาระหนักด้วยเหตุนี้ “ความรัก” จึงเป็น แรงจูงใจที่ทำให้คุณธรรมทุกอย่างมีความหมาย​ “ความรักผูกพันทุกสิ่งไว้อย่างสมบูรณ์” หมายความว่าอะไร?1).คำว่า “ผูกพัน” ในภาษากรีก (syndesmos) มีความหมายว่า~“สายรัด”~“สิ่งที่ยึดเข้าด้วยกัน”~“เอ็นหรือข้อต่อที่เชื่อมส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย”ดังนั้น ความรักจึงเป็นสิ่งที่เชื่อมหรือยึดสิ่งต่อไปนี้ คือ~คนกับคน~สมาชิกคริสตจักรกับสมาชิกคริสตจักร~ผู้เชื่อกับพระเจ้าให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างน่าอัศจรรย์~เหมือนชิ้นส่วนของร่างกายที่ต้องมีเอ็นและข้อต่อเชื่อมไว้~เหมือนก้อนอิฐที่ต้องมีปูนยึดไว้ด้วยกัน2).คำว่า “อย่างสมบูรณ์” หมายถึงอะไร?แน่นอนว่าไม่ได้หมายถึง “การไร้ข้อผิดพลาด”แต่หมายถึง~“ครบถ้วน”~“บรรลุเป้าหมาย”~“เข้าถึงวุฒิภาวะ”นั่นคือ “ความรัก”ทำให้คุณลักษณะฝ่ายวิญญาณอื่น ๆ เติบโตขึ้นจนสมบูรณ์เหมือน~ผลไม้ที่สุกเต็มที่ หรือ~อาคารที่สร้างเสร็จสมบูรณ์พี่น้องที่รักขอให้​ความรักเป็นคุณลักษณะสูงสุดที่ครอบคลุมและกำกับคุณธรรมทุกประการในชีวิตของเรา​ความรักเป็นสายใยที่เชื่อมคุณธรรม ความสัมพันธ์ และชีวิตของเราทั้งหมดเข้าด้วยกัน จนเกิด1).ความเป็นหนึ่งเดียวและ2).ความเติบโตที่สมบูรณ์ตามพระประสงค์ของพระเจ้าและ คุณล่ะเห็นด้วยหรือไม่กับข้อความดับ ต่อไปนี้ ที่ว่า“ความรักไม่ใช่เพียงส่วนหนึ่งของชีวิตคริสเตียน แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ทุกส่วนของชีวิตคริสเตียนทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์”(Love is not merely a part of the Christian life;it is what makes every part of the Christian life work together perfectly.)…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 14มิถุนายน2026(ตอนที่75ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่76) ความปรานีหายไปไหน?

    Play Episode Listen Later Jun 14, 2026 5:53


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่76)ความปรานีหายไปไหน?“ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ”‭‭ ~กาลาเทีย‬ ‭5‬:‭22‬ ‭TH1971‬‬“But the fruit of the Spirit is love, joy, peace, forbearance, kindness, goodness, faithfulness,"~Galatians 5:22-23 NIVผลของพระวิญญาณที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ ความปรานี!สมการของความปรานี“ ก็คือ“ความปรานี” = ”เมตตา“+ ”กรุณา“ในพระคัมภีร์ ทั้ง3คำนี้ ใช้สลับกันหรือ แทนกันอยู่เสมอผลของพระวิญญาณ ทำให้เราเกิด ความเมตตาสงสาร และ ความกรุณาปรานี ต่อผู้อื่นจากใจจริงผมเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า# "ความปรานีคือภาษาสากลที่ทุกคนเข้าใจ แม้ไม่ต้องเอ่ยคำพูด"(Kindness is a universal languageunderstood without words.)ความปรานียังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ดังคำกล่าวที่ว่า"ความปรานีอาจใช้เวลาเพียงชั่วครู่แต่ทิ้งร่องรอยไว้ในใจคนตลอดชีวิต"(A moment of kindness can leave a lifelong mark on a heart.)พระคัมภีร์สอนอะไรเราบ้างเกี่ยวกับเรื่อง “ความปรานี”?​ความปรานีเป็นหนึ่งในพระลักษณะสำคัญของพระเจ้า “พระยาห์เวห์ทรงพระกรุณาและมีพระคุณ กริ้วช้าและอุดมด้วยความรักมั่นคง”‭‭ ~สดุดี‬ ‭103‬:‭8‬ ‭THSV11‬‬“พระเจ้าทรงแสดงความปรานีต่อเรา ไม่ใช่เพราะเราดีพอ แต่เพราะพระองค์ทรงดี”(God shows kindness to us not because we are worthy, but because He is good.)​ความปรานีเป็นอัตลักษณ์สำคัญของคริสเตียน “พวกท่านจงมีใจเมตตากรุณาเหมือนอย่างพระบิดาของท่านมีพระทัยเมตตากรุณา”~ลูกา 6:36 THSV11“หัวใจที่เต็มล้นด้วยพระคุณ มักแสดงออกมาผ่านความปรานี”(A heart filled with grace is often revealed through kindness.)​ความปรานีจะนำความสุขคืนสู่ผู้แสดงความปรานี“บุคคลผู้ใดมีใจกรุณา ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับพระกรุณาตอบ”‭‭ ~มัทธิว‬ ‭5‬:‭7‬ ‭TH1971‬‬“เพราะว่าการพิพากษาย่อมไม่กรุณาต่อผู้ที่ไม่แสดงความกรุณาแต่ความกรุณาย่อมมีชัยเหนือการพิพากษา”‭‭ ~ยากอบ‬ ‭2‬:‭13‬ ‭TH1971‬‬“No mercy will be shown to those who show no mercy to others. Mercy triumphs over judgment.”‭‭ ~James‬ ‭2‬:‭13‬ ‭GW‬‬​ความปรานี ควรมีพร้อมอยู่เสมอในบ้านและในโบสถ์ของเรา“จงมีใจกรุณาต่อกัน มีใจเอ็นดูสงสารกัน และจงให้อภัยกัน เหมือนดังที่พระเจ้าทรงโปรดยกโทษให้แก่ท่านในพระคริสต์”~เอเฟซัส 4:32“ความปรานีเริ่มต้นด้วยความเข้าใจว่าเราทุกคนล้วนกำลังต่อสู้กับความยากลำบากกันทั้งนั้น”(Kindness begins with the understanding that we all have a difficult struggle.)​ความปรานีจะนำผลดีมาสู่ทุกคน“คนที่ติดตามความชอบธรรมและความกรุณา จะพบชีวิต ความชอบธรรม และเกียรติยศ”‭‭ ~สุภาษิต‬ ‭21‬:‭21‬ ‭THSV11‬‬"ความปรานีไม่ถามว่าใครสมควรได้รับ แต่ถามว่าใครกำลังต้องการมัน"(Kindness does not ask who deserves it; it asks who needs it.)สรุปอย่าให้ความปรานี หายไปจากโลกที่คุณอยู่!“จงเลือกความปรานี แม้แต่ในยามที่คุณมีสิทธิ์แสดงความรุนแรง!”(Choose kindness, even when you have the right to be harsh.)“ความปรานีเป็นผลของหัวใจที่เดินใกล้ชิดพระเจ้า”(Kindness is the fruit of a heart that walks closely with God.)#“บางครั้งการประกาศข่าวประเสริฐที่ทรงพลังที่สุดคือการกระทำแห่งความปรานี”(Sometimes the most powerful sermon is an act of kindness.)เพราะว่า…"เมื่อความจริงถูกพูดด้วยความปรานี เมื่อนั้นหัวใจที่ปิดอยู่ก็พร้อมจะเปิดออก!"(When truth is spoken with kindness, closed hearts become open.และสุดท้าย “จงปรานีต่อตัวเองก่อน เพื่อว่าคุณจะเมตตาปรานีต่อโลกใบนี้ได้”(Be kind to yourself so you can be kind to the world.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 15มิถุนายน2026(ตอนที่76ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน อย่าเคยชินจนชินชา Ep.1659

    Play Episode Listen Later Jun 13, 2026 5:25


    พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าเคยชินจนชินชา Ep.1659เรามักคิดเสมอว่า ปัญหาของคนที่ห่างจากพระเจ้าเกิดจากการไม่รู้จักพระองค์ แต่เยเรมีย์ 5:20-24 เปิดเผยว่าปัญหาที่ทำให้ยูดาห์ห่างจากพระเจ้า ไม่ใช่การไม่รู้เรื่องพระเจ้า พวกเขารู้เรื่องพระเจ้า ได้ยินพระวจนะอยู่เสมอ แต่พวกเขาไม่ยอมตอบสนองต่อพระองค์ ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่การขาดความรู้ แต่คือการขาดการยำเกรงพระเจ้า'“จงป่าวร้องข้อความต่อไปนี้ในวงศ์วานยาโคบ จงประกาศเรื่องนี้ในยูดาห์ “ประชาชนที่โง่เขลาและไร้ความคิดเอ๋ย ผู้มีตา แต่มองไม่เห็น ผู้มีหู แต่ฟังไม่ได้ยิน จงฟังข้อความนี้ ' เยเรมีย์ 5:20-21พระเจ้ากล่าวถึงประชาชนว่า โง่เขลาและไร้ความคิด ตรงนี้ไม่ได้หมายถึง พวกเขาไม่ฉลาด หรือมีไอคิวต่ำ แต่พวกเขาดื้อดึงและดื้อด้านที่จะไม่ยำเกรงพระเจ้า พวกเขามีตาแต่ไม่เห็น มีหูแต่ไม่ได้ยิน ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาพิการทางร่างกาย แต่หมายถึง พวกเขาปฏิเสธความจริงของพระเจ้า พวกเขาเห็นการงานของพระเจ้ารอบตัว ได้ยินพระวจนะและคำเตือนจากผู้เผยพระวจนะ แต่ไม่ยอมกลับใจหันมาหาพระเจ้า หลายครั้งเราก็อาจเป็นเหมือนกัน เราอ่านพระคัมภีร์ ฟังคำเทศนา แต่ถ้อยคำของพระเจ้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงวิธีคิด หรือการดำเนินชีวิตของเรา เราก็อาจจะเป็นคนที่โง่เขลาและไร้ความคิด มีตาแต่ไม่เห็น และมีหูแต่ไม่ได้ยินเช่นกัน'เจ้าไม่ยำเกรงเราหรือ?” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ “เจ้าไม่ตัวสั่นอยู่ต่อหน้าเราหรือ? คือเราผู้วางกองทรายไว้เป็นเขตล้อมทะเล เป็นเครื่องกีดขวางเป็นนิตย์ไม่ให้ผ่านไปได้ แม้ว่าคลื่นจะซัด ก็เอาชนะไม่ได้ แม้ว่าคลื่นจะคะนอง ก็ข้ามไปไม่ได้ ' เยเรมีย์ 5:22พระเจ้าทรงยกภาพทะเลขึ้นมาเปรียบเทียบ ทะเลที่ทรงพลังและไม่ว่าคลื่นจะมีพลังมากแค่ไหน มันก็ไม่สามารถข้ามขอบเขตที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ได้ พระเจ้าไม่ได้ตรัสถึงกำแพงหินหรือภูเขาสูง แต่พระองค์ตรัสถึงกองทราย แม้ว่าทรายจะดูเปราะบางในสายตามนุษย์ แต่พระเจ้าทรงกำหนดให้เป็นขอบเขตของทะเล ไม่ว่าคลื่นจะรุนแรงแค่ไหนมันก็ไม่อาจข้ามไปได้ แต่มนุษย์ผู้ถูกสร้างตามพระฉายาของพระเจ้ากลับเลือกไม่ยอมอยู่ใต้การทรงครอบครองของพระเจ้า คำถามของพระเจ้านี้ยังคงก้องมาถึงเราว่า "เจ้าไม่ยำเกรงเราหรือ?"'แต่ประชาชนเหล่านี้มีใจดื้อดึงและกบฏ เขาได้หันเหและจากไปเสีย พวกเขาไม่ได้คิดในใจของตนว่า ‘ให้เรายำเกรงพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา ผู้ประทานฝนตามฤดูของมัน คือฝนต้นฤดูและฝนปลายฤดู และทรงรักษา กฎเกณฑ์ของสัปดาห์แห่งการเก็บเกี่ยวไว้ให้เรา' ' เยเรมีย์ 5:23-24ปัญหาของยูดาห์คือ การจงใจละทิ้งพระเจ้าผู้ประทานพระพร พระเจ้าทรงประทานแผ่นดิน ประทานฝน และทรงอวยพรการเพาะปลูกของพวกเขา แต่พวกเขากลับมองพระพรเหล่านั้นเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อความยำเกรงพระเจ้าหายไป ความกตัญญูก็จะหายไปด้วย แล้วใจก็ค่อย ๆ หันเหออกจากพระเจ้า อย่าปล่อยให้ความเคยชินกับพระพรของพระเจ้า กลายเป็นความชินชาต่อพระองค์'คนเหล่านั้นก็อัศจรรย์ใจพูดกันว่า “ท่านผู้นี้เป็นใครกันแน่ แม้แต่ลมและทะเลก็เชื่อฟังท่าน?” ' มัทธิว 8:27คนเหล่านั้น คือสาวกทั้ง 12 คน พวกเขาอัศจรรย์ใจ เมื่อพระเยซูทรงห้ามลมพายุที่รุนแรงนั้นให้สงบลง คำถามว่า ท่านผู้นี้เป็นใครกันแน่ คำตอบคือ พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า ที่แม้แต่พายุที่ไม่มีใครสามารถควบคุมได้ยังเชื่อฟังพระเยซู เพราะพระเจ้าทรงมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง อำนาจเดียวกันนี้เองที่เยเรมีย์กล่าวถึงในพระธรรมตอนนี้ หากทะเลที่ไร้ชีวิตยังเชื่อฟังพระเจ้า เราผู้ได้รับความรอดและรู้จักพระคุณของพระองค์ควรเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่าทะเลนั้นไหม วันนี้ใจของเราเชื่อฟัง และยำเกรงพระเจ้าเหมือนวันแรกที่รู้จักพระองค์หรือเปล่า หรือเราเริ่มเคยชินกับพระพรของพระเจ้า จนเราชินชาต่อพระองค์ผู้ประทานพระพรนั้นไปแล้ว ขอให้เรากลับมาถวายเกียรติ นมัสการ ขอบพระคุณพระเจ้า และดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้การทรงครอบครองของพระเจ้าเสมอนะครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่74) ความหมายลึกๆของคำว่า“ขอบคุณ!“

    Play Episode Listen Later Jun 12, 2026 5:30


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่74)ความหมายลึกๆของคำว่า“ขอบคุณ!““จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับพวกท่านในพระเยซูคริสต์”‭‭ ~1 เธสะโลนิกา‬ ‭5‬:‭18‬ ‭THSV11‬‬“give thanks in all circumstances; for this is God's will for you in Christ Jesus.”‭‭ ~1 Thessalonians‬ ‭5‬:‭18‬ ‭NIV‬‬มีคำกล่าวไว้ว่า“ความกตัญญูคือความทรงจำของหัวใจ!”( Gratitude is the memory of the heart.)ดังนั้น หากเราเป็นคนกตัญญู เราจะเป็นคนที่รู้จักพูดขอบคุณคนที่ดีต่อเรา!คำว่า “ขอบคุณ” หรือ “ขอบพระคุณ” นั้นมีความหมายและมีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งต่อพระเจ้าและต่อเราทั้งหลายคำว่า“ขอบคุณ” และ“การขอบคุณ”มีความหมายลึกซึ้งมาก​คำว่า"ขอบคุณ" หรือ "Thank you"คือ "กุญแจขับเคลื่อนความสุข" ในชีวิต​คำว่า“ขอบคุณ” คือคำที่มีความหมายอันลึกซึ้งซ่อนอยู่ ดังนี้"ขอบคุณ"= ขอบ(ทดแทน)+ คุณ(ความดี,ประโยชน์ หรือสิ่งที่มีเกื้อกูล)​คำว่า“ขอบคุณ” คือคำที่บ่งบอกถึงการมองเห็นคุณค่าของผู้อื่นคือ“การประกาศว่าเรามองเห็นความดีหรือสิ่งดีๆ ที่คนอื่นมอบให้" ​คำว่า”ขอบคุณ“ คือ 1).การลดอีโก้ (Ego) ของตัวเองลง และ2).การยอมรับว่าชีวิตเราขับเคลื่อนไปได้ด้วยความเกื้อหนุนจากอื่นและคนรอบข้าง​คำว่า”ขอบคุณ“(Thank)คำนี้มี ต้นกำเนิดในทางนิรุกติศาสตร์ (Etymology)มาจากรากศัพท์ภาษาอังกฤษโบราณที่เชื่อมโยงคำว่า “คิด"(Think)​คำว่า“ขอบคุณ”(Thank You)นี้มี ความหมายที่แท้จริงว่า"ฉันจะเก็บสิ่งที่คุณทำเพื่อฉันไว้ในความคิดและในใจ" (I will think about what you did for me) ​คำว่า “ขอบคุณ” จึงเป็น“การบันทึกความทรงจำดีๆ ร่วมกัน”ระหว่างผู้ให้และผู้รับสิ่งดี หรือ ผลประโยชน์ นั่นเองดังนั้น พี่น้องที่รัก​เราควรรู้คุณและแสดงความซาบซึ้งออกมาเป็นคำขอบคุณต่อผู้ที่ทำดีหรือแสดงความเมตตาต่อเราในทางใดทางหนึ่ง​เราต้องตระหนักว่าการขอบคุณคือจุดเริ่มต้นของความสุขที่แท้จริงของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง​เราควรสำนึกไว้เสมอว่าการรู้คุณเป็นคุณสมบัติของหัวใจที่ยิ่งใหญ่Aesop(อีสป) เคยกล่าวไว้ว่า”การรู้คุณและการขอบคุณออกมา เป็นเครื่องหมายของจิตใจที่สูงส่ง (Gratitude is the sign of noble souls.)​เราควรรู้จักขอบพระคุณพระเจ้า และคนอื่นๆที่ทำดีหรือมีบุญคุณต่อเราไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือการกระทำก็ตาม 5.เราควรตระหนักว่า การรู้จักขอบคุณคนจะทำให้เราและเขามีความสุข ​เราควรขอบคุณทุกคนที่เป็นดุจชาวสวนผู้ที่ทำให้จิตวิญญาณของเราเบ่งบาน 7.เราควรรู้ไว้ว่า"การขอบคุณคือสะพานเชื่อมความรู้สึกดีๆ จากใจถึงใจของพวกเรา"(Saying thank you is a bridge that connects us heart to heart.) 8. เราควรยินดีที่ทุกครั้งที่เราพูดคำว่า “ขอบคุณ”หรือ “Thank you”เรากำลัง "ส่งต่อพลังบวก" และ "บันทึกความทรงจำดีๆ" ให้แก่กันอันจะทำให้โลกนี้จะน่าอยู่มากขึ้นวันนี้ ให้เรามาร่วมกันส่งพลังบวกและบันทึกความทรงจำดีให้โลกนี้กัน…จะดีไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 13มิถุนายน2026(ตอนที่74ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่73) ความตายของธรรมิกชน!

    Play Episode Listen Later Jun 12, 2026 5:44


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่73)ความตายของธรรมิกชน!“มรณกรรมแห่งธรรมิกชนของพระองค์ สำคัญในสายพระเนตรพระเจ้า”‭‭ ~สดุดี‬ ‭116‬:‭15‬ ‭TH1971‬‬“Precious in the sight of the Lord is the death of his saints.”‭‭ ~Psalms‬ ‭116‬:‭15‬ ‭RSVCI‬‬มีคำกล่าวไว้ว่า“ชีวิตของผู้ชอบธรรมมีคุณค่าต่อพระเจ้า และแม้แต่ความตายของเขาก็เป็นสิ่งล้ำค่าในสายพระเนตรของพระองค์(The life of the righteous is precious to God, and even their death is precious in His sight.)แล้ว “ผู้ชอบธรรม” หรือ “ธรรมิกชน” นี้ คือใคร?ในบางฉบับ แปลว่า“ผู้จงรักภักดี” มาจากภาษาฮีบรูว่า“ Hasid ”หมายถึง“ผู้ที่รักและจงรักภักดีต่อพระเจ้าผู้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้าผู้ที่ดำเนินชีวิตในพันธสัญญากับพระเจ้าผู้ที่ได้รับและตอบสนองต่อความรักมั่นคงของพระเจ้าผู้ที่ไว้วางใจและติดตามพระเจ้าอย่างมั่นคงแต่ไม่ได้หมายถึงคนที่สมบูรณ์แบบ แต่หมายถึงคนที่เป็นของพระเจ้า และซื่อสัตย์ต่อพระองค์!”“ธรรมิกชน” หรือ “คนชอบธรรม” จึงไม่ได้หมายถึงคนไร้บาปอย่างที่หลายคนเข้าใจ“ธรรมิกชน” จึงไม่ใช่คนที่ไม่เคยทำผิดมาก่อนดังตัวอย่าง​กษัตริย์ ดาวิด เป็นคนชอบธรรม แม้เคยทำบาปร้ายแรง​อับราฮัม เป็นคนชอบธรรมแม้เคยล้มเหลวหลายครั้ง​เปโตรเป็นคนชอบธรรม แม้เคยปฏิเสธพระเยซูดังนั้น ธรรมิกชนคือ คนที่​พระเจ้าทรงแยกไว้เป็นของพระองค์ และ​เขาดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อและเชื่อฟังพระองค์พระคัมภีร์บอกเราว่า การตายของเขา“สำคัญ”ในสายพระเนตรของพระเจ้า!แล้วคำว่า “สำคัญ” “ในสายพระเนตรพระยาห์เวห์”นั้น หมายถึงอะไร?คำว่า “สำคัญ” ในภาษาฮีบรูคือ ”Yāqār“ มีความหมายว่า“ล้ำค่า มีคุณค่า เป็นสิ่งที่หายาก และเป็นที่รัก”พระเจ้าจึงไม่ได้พอพระทัยที่คนของพระองค์ตายแต่พระเจ้าทรงถือว่า1).ชีวิต และ2).การจากไปของผู้เชื่อในพระองค์แต่ละคนมีคุณค่าอย่างยิ่งและไม่มีความตายของผู้เชื่อคนใดที่พระองค์มองข้ามเลยแน่นอนว่า พระเจ้าไม่ทอดทิ้งผู้เชื่อในวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของเขามนุษย์อาจเห็นความตายเป็นการสูญเสีย แต่ในสายพระเนตาของพระเจ้าการตายของธรรมิกชนของพระองค์ แท้จริงคือ ​เป็นการกลับบ้านแห่งความสุขนิรันดร์​เป็นการสิ้นสุดการต่อสู้ที่เหน็ดเหนื่อย​เป็นการเข้าสู่พระสิริของพระเจ้าดังนั้น ความตายของธรรมิกชนจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญเพราะพระคัมภีร์สอนว่า​พระเจ้าทรงทราบวันเวลา(ทั้งเวลาเกิดและเวลาตายของเรา)​พระเจ้าทรงอยู่ด้วยกับเราเสมอ​พระเจ้าทรงรับจิตวิญญาณของคนของพระองค์ไปอยู่กับพระองค์เหมือนดังที่พระเยซูตรัสกับโจรบนไม้กางเขนว่า“เราบอกความจริงกับท่านว่า วันนี้ท่านจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม!”‭‭ ~ลูกา‬ ‭23‬:‭43‬ ‭THSV11‬‬พี่น้องที่รัก​ถ้าเวลานี้ เรายังมีชีวิตอยู่จงแยกตัวของเรา1).ถวายแด่พระเจ้า และ2).ดำเนินชีวิตก.อย่างสัตย์ซื่อ และข.อย่างมีคุณค่าในสายพระเนตรพระองค์​ถ้าเราสูญเสียคนที่รักซึ่งเชื่อศรัทธาในพระคริสต์ไปจงร้องไห้ได้ แต่อย่าสิ้นหวัง เพราะว่าเขาอยู่ในพระทรวงของพระเจ้าแล้ว​ถ้าเราคิดถึงความตายของตนเองจงมีใจสงบ เพราะไม่มีอะไรจำเป็นต้องกลัวอีกเพราะพระเจ้าจะทรงดูแล จนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายของเราอย่างใส่พระทัยจงจำไว้เสมอว่า“สำหรับโลกนี้ ความตายของผู้เชื่อเป็นเพียงแค่การจากลา แต่สำหรับพระเจ้า นั่นเป็นการต้อนรับลูกของพระองค์กลับบ้าน!”(To the world, a believer's death is a farewell;to God, it is a homecoming.)…อาเมนไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 12มิถุนายน2026(ตอนที่73ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ลมหรือไฟ Ep.1657

    Play Episode Listen Later Jun 11, 2026 3:42


    พระธรรมนำชีวิตตอน ลมหรือไฟ Ep.1657 เมื่อตอนที่แล้ว คือตอนที่คนยูดาห์พูดถึงพระเจ้า เยาะเย้ยคนของพระองค์ พระธรรมในวันนี้มีเพียงข้อเดียว ซึ่งเป็นคำตอบของพระเจ้า ที่ผมมองว่าหนักแน่นและน่ากลัวอย่างมาก พระเจ้าทรงตอบคนยูดาห์ที่กำลังเยาะเย้ยคำเตือนของพระองค์ว่า พระวจนะของพระเจ้าไม่ใช่เพียงลม ที่เป็นเพียงคำเตือนเฉย ๆ แต่ถ้อยคำของพระเจ้านั้นจะเป็นจริงและสำเร็จเสมอ'เพราะฉะนั้น พระยาห์เวห์พระเจ้าจอมทัพจึงตรัสดังนี้ว่า “เพราะพวกเขากล่าวถ้อยคำเหล่านี้ นี่แน่ะ เราจะทำถ้อยคำของเราที่อยู่ในปากของเจ้าให้เป็นไฟ และประชาชนนี้เป็นฟืน และไฟนั้นจะเผาผลาญเขาเสีย ' เยเรมีย์ 5:14ข้อก่อนหน้านี้ คนยูดาห์เยาะเย้ยคำพูดของเยเรมีย์ว่าเป็นเพียงลม คำพูดของเยเรมีย์ในสายตาพวกเขาเป็นเพียงเสียงที่ดังขึ้นแล้วก็หายไป ไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น แต่พระเจ้าทรงตอบกลับอย่างหนักแน่นว่า ถ้อยคำที่อยู่ในปากของเยเรมีย์นั้นไม่ใด้เป็นเพียงลม แต่คำพูดนั้นจะเป็นไฟ และพวกเขาที่มีใจแข็งกระด้างจะเป็นเหมือนฟืนที่ถูกไฟนั้นเผาทิ้ง เราได้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างมุมมองของพระเจ้ากับของมนุษย์ มนุษย์มองว่า พระวจนะเป็นเพียงคำพูดธรรมดา เป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เทศนา หรืออาจจะเป็นเพียงคำเตือนที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ แต่พระเจ้ามองว่าพระวจนะของพระองค์มีฤทธิ์เดช มีอำนาจ และจะสำเร็จเป็นจริงตามพระประสงค์ของพระองค์อย่างแน่นอน'พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “ถ้อยคำของเราเหมือนไฟและเหมือนค้อนที่ทุบหินให้แตกเป็นเสี่ยงๆ ไม่ใช่หรือ?” 'เยเรมีย์ 23:29วันนี้เราอาจจะไม่ได้เยาะเย้ยพระวจนะของพระเจ้าเหมือนคนยูดาห์ แต่เราก็อาจจะเพิกเฉยต่อพระวจนะของพระเจ้าได้เหมือนกัน เมื่อเราได้ยินสิ่งที่พระเจ้าตรัสแต่ไม่ตอบสนอง เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ ฟังเทศนาแต่ไม่เคยนำมาปฏิบัติ หรือเมื่อเรารู้ว่าพระเจ้ากำลังเตือน แต่เราก็กลับคิดว่า คงไม่เป็นไรหรอก ถ้าทำอย่างนั้น เราก็ไม่ต่างอะไรกับคนยูดาห์เลย อย่ารอให้คำเตือนกลายเป็นความจริงก่อนจึงค่อยกลับใจ เพราะเวลาที่พระเจ้ายังตรัสอยู่ คือโอกาสแห่งพระคุณ ตราบใดที่พระเจ้ายังเตือนอยู่ พระคุณยังเปิดทางให้เราเสมอ แต่เมื่อการพิพากษามาถึง เวลาของการตอบสนองก็จะสิ้นสุดลง ขอให้เราเลือกรับเอาพระคุณด้วยการตอบสนองตอนพระวจนะของพระเจ้า และเสียงเตือนของพระองค์ทันทีนะครับ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่72) ความตายของผู้จงรักภักดี?

    Play Episode Listen Later Jun 10, 2026 5:05


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่72)ความตายของผู้จงรักภักดี?“ความตายของผู้จงรักภักดีต่อพระองค์ สำคัญในสายพระเนตรพระยาห์เวห์”‭‭ ~สดุดี‬ ‭116‬:‭15‬ ‭THSV11‬‬“The death of his faithful onesis valuable in the Lord's sight.”~‭‭Psalms‬ ‭116‬:‭15‬ ‭CSB‬‬พระคัมภีร์ข้อนี้เป็นหนึ่งในพระวจนะของพระเจ้าที่ปลอบโยนใจของผู้เชื่อมากที่สุดเพราะพระคัมภีร์ข้อนี้เปิดเผยให้เห็นว่าพระเจ้าไม่ได้มองความตายของคนของพระองค์เหมือนเป็นเหตุการณ์ธรรมดา แต่เปิดเผยให้เรารู้ว่า“ความตาย”ของคนของพระเจ้าเป็นสิ่งที่1).มีคุณค่า และ2).มีความหมาย อย่างยิ่งยวดในสายพระเนตรของพระองค์ให้เรามาดูความหมายของคำสำคัญในพระธรรมข้อนี้ “ความตาย” มีความหมายตรงตัวว่า1).การสิ้นชีวิต2).การจากโลกนี้ไป3).การที่สภาพชีวิตทางกายสิ้นสุดลงในขณะที่ โดยทั่วไป มนุษย์มอง“ความตาย”ว่าเป็น1).การพรากจาก2).ความเศร้าโศก3).การสูญเสียในบริบทของข้อพระคัมภีร์นี้ พูดถึง ความตายทางกายภาพ ของผู้เชื่อในพระเจ้า เป็นหลัก แต่ความตายในที่นี้ไม่ได้หมายถึง“การสูญเสีย” สำหรับพระเจ้า!เพราะสำหรับผู้จงรักภักดีต่อพระเจ้าในสายพระเนตรของพระองค์ ความตาย หรือ การจากโลกนี้ ของพวกเขา ก็คือ1).การสิ้นสุดการต่อสู้2).การได้พักจากความเหน็ดเหนื่อย3).การได้อยู่กับพระองค์ตลอดนิรันดร์เหมือนดังที่เปาโลกล่าวว่า“การจากไปและอยู่กับพระคริสต์นั้นประเสริฐกว่ามาก”~ฟีลิปปี 1:23นอกจากนี้ คำว่า “ความตายของผู้จงรักภักดี” ยังสื่อว่าพระเจ้าจะไม่ปล่อยให้คนของพระองค์ตายง่าย ๆ หรือตายไปอย่างไร้ค่านั่นคือ1).การมีชีวิตอยู่ของผู้เชื่อ ~เป็นสิ่งมีคุณค่า2).การจากไปของผู้เชื่อ ~เป็นปรากฏการณ์ที่มีความหมาย3).การอยู่หรือการจากไปของผู้เชื่อ ~เป็นไปตามเวลาที่พระเจ้ากำหนดและควบคุมอยู่จึงกล่าวได้ว่า ไม่มีผู้เชื่อพระเจ้าคนใดจะตายโดยที่พระเจ้าไม่ได้รับรู้ด้วยเหตุนี้“ความตาย” ใน สดุดี 116:15 นี้ จึงไม่ได้หมายถึงเพียงก.การหยุดหายใจ หรือข.การสิ้นชีวิตทางกายเท่านั้นแต่ยังสื่อถึงช่วงเวลาที่ผู้เชื่อก.สิ้นสุดการเดินทางบนโลกนี้ และข.กลับไปอยู่กับพระเจ้าผู้ทรงรักเขาใช่ครับ ข้อพระคัมภีร์ข้อนี้ กำลังย้ำว่า“การจากไป” ของผู้ที่เขื่อและจงรักภักดีต่อพระเจ้าแต่ละคนนั้น ล้วนมีคุณค่า เลิศล้ำ และเป็นที่ใส่พระทัยอย่างยิ่งในสายพระเนตรของพระองค์ด้วยเหตุนี้ หากว่า เราในวันนี้ เป็นคนที่เชื่อและจงรักภักดีต่อพระองค์เช่นกันพระเจ้าจะไม่เพียงใส่พระทัยแค่ในวันเวลาที่เรามีชีวิตอยู่เท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงให้คุณค่าความสำคัญแม้กระทั่งในวันสุดท้ายของชีวิตของเราในโลกนี้ด้วยและต่อให้เราตายไป พระองค์ก็จะทำให้เราเป็นขึ้นมาจากตาย ในวันหนึ่งข้างหน้าเช่นกัน“ความตาย” จึงไร้ความหมาย เพราะมันจะทำอะไรต่อเราไม่ได้อีกเลยและจะเป็นจริง ดังคำที่มีผู้กล่าวไว้อย่างงดงามว่า“สำหรับผู้เชื่อความตายไม่ใช่จุดจบของชีวิต แต่เป็นจุดจบของความตาย”(For the believer, death is not the end of life; it is the end of death.)…อาเมนไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 11มิถุนายน2026(ตอนที่72ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ได้ยินแต่ไม่ฟัง Ep.1656

    Play Episode Listen Later Jun 10, 2026 4:40


    พระธรรมนำชีวิตตอน ได้ยินแต่ไม่ฟัง Ep.1656คำเตือนมีไว้เพื่อป้องกันอันตราย แต่สำหรับคนที่ได้ยินแล้วแต่ไม่ฟัง มักจะเกมม์ หรือมาถึงจุดจบเสมอ บางครั้งคำเตือนก็ดังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอให้เราอย่าคิดว่า สิ่งนั้นมันจะไม่เกิดขึ้น เพราะเมื่อถึงเวลาที่สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง เราก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว นอกจากต้องเผชิญหรือยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น เยเรมีย์ 5:12-13 พาเราไปเห็นสภาพของคนยูดาห์ที่ไม่ได้ขาดพระวจนะ แต่เขาเลือกที่จะไม่ฟัง'เขาทั้งหลายพูดมุสาในเรื่องพระยาห์เวห์ และได้กล่าวว่า “พระองค์จะไม่ทรงกระทำอะไร ไม่มีการร้ายใดจะเกิดขึ้นกับเรา เราจะไม่เห็นดาบหรือการกันดารอาหาร” ' เยเรมีย์ 5:12คนยูดาห์เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง แต่ขาเลือกปฏิเสธพระดำรัสของพระเจ้าแบบต่อหน้าพระองค์เลย พวกเขาเชื่อว่า พระเจ้าจะไม่ทรงทำตามสิ่งที่ตรัสไว้ พวกเขาเลือกเชื่อผู้เผยพระวจนะเท็จ พวกเขาเลือกเชื่อในสิ่งที่เขาอยากฟังมากกว่า การสร้างพระเจ้าให้เป็นไปตามที่ใจเราต้องการ คือความบาปที่จะนำผลร้ายมาสู่ชีวิต เราเองก็อาจเป็นแบบนั้น เรารู้ว่าพระเจ้าเรียกเราสู่ความบริสุทธิ์ เรารู้ว่าความบาปมีผลตามมาเสมอ รู้อาจจะว่าพระเจ้าทรงเตือนเราผ่านพระวจนะของพระองค์ แต่เรากลับคิดว่า คงไม่เป็นไรไม่น่าจะเกิดกับเราหรอก เพราะเรื่องนี้ใคร ๆ เขาก็ทำกัน หรือ เราอาจจะคิดว่า เดี๋ยวค่อยจัดการทีหลังก็ได้ และในที่สุดเราก็ชินชากับบาป จนเราไม่ได้ฟังเสียงเตือนของพระเจ้าอีกต่อไป'ผู้เผยพระวจนะก็จะเป็นเพียงลม พระวจนะไม่มีในคนเหล่านั้น ขอให้เป็นอย่างนั้นแก่พวกเขาเถิด ' เยเรมีย์ 5:13พวกเขาไม่ได้แค่เลือกไม่ฟัง แต่พวกเขายังเยาะเย้ยคนของพระเจ้าที่นำพระดำรัสของพระเจ้ามาถึงพวกเขา พวกเขาบอกว่า คำพูดนั้นเป็นเพียงลม หมายถึง คำพูดนั้นไร้สาระ คนของพระเจ้าก็พูดไปเรื่อย สิ่งที่พูดจะไม่เกิดอะไรขึ้น เขาบอกว่า ให้สิ่งที่คนของพระเจ้าพูดนั้นเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง คำเตือนของพระเจ้าเป็นเรื่องตลกของพวกเขา แหละนี่คือความบาปที่อยู่ในตัวของมนุษย์ เมื่อมนุษย์ไม่เชื่อ พวกเขาก็จะลดความน่าเชื่อถือของสิ่งนั้นทันที ผมอยากให้เราสำรวจจิตใจของเราด้วยนะครับ เพราะเราอาจจะคิดว่า นี่ไม่ใช่ตัวเราหรอก เราอาจไม่พูดตรง ๆ ว่าเราไม่ได้ฟังเสียงของพระเจ้า แต่การเพิกเฉยต่อพระวจนะ หาเหตุผลเข้าข้างตนเอง หรือการที่เราเลือกฟังสิ่งที่อยากฟัง ถ้าเป็นแบบนั้น พวกเราก็กำลังทำแบบนั้นอยู่นะครับ'บุคคลที่ถูกตักเตือนบ่อยๆ แต่ยังแข็งคอ ประเดี๋ยวคอจะหัก รักษาไม่ได้ ' สุภาษิต 29:1 TH1971วันนี้หากได้ยินคำเตือน ขอให้เราฟังด้วย เพราะถ้าคอหักจะรักษาไม่ได้ ขอเราหยุดหลอกตัวเองว่า คงไม่เกิดอะไรขึ้น จนเราปล่อยให้หัวใจแข็งกระด้าง และห่างออกจากพระเจ้า ถ้าวันนี้พระเจ้าเตือนเราผ่านเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผ่านพระวจนะ หรือผ่านสถานการณ์ ขอให้เรารีบตอบสนองทันที อย่ารอจนเสียงเตือนกลายเป็นความจริง เพราะบางความเสียหาย หากมันเกิดขึ้นแล้ว เราก็ไม่อาจย้อนเวลากลับไปได้แล้ววุฒิ วงศ์สรรเสริญนำชีวิตตอน ได้ยินแต่ไม่ฟัง Ep.1656คำเตือนมีไว้เพื่อป้องกันอันตราย แต่สำหรับคนที่ได้ยินแล้วแต่ไม่ฟัง มักจะเกมม์ หรือมาถึงจุดจบเสมอ บางครั้งคำเตือนก็ดังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอให้เราอย่าคิดว่า สิ่งนั้นมันจะไม่เกิดขึ้น เพราะเมื่อถึงเวลาที่สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง เราก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว นอกจากต้องเผชิญหรือยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น เยเรมีย์ 5:12-13 พาเราไปเห็นสภาพของคนยูดาห์ที่ไม่ได้ขาดพระวจนะ แต่เขาเลือกที่จะไม่ฟัง'เขาทั้งหลายพูดมุสาในเรื่องพระยาห์เวห์ และได้กล่าวว่า “พระองค์จะไม่ทรงกระทำอะไร ไม่มีการร้ายใดจะเกิดขึ้นกับเรา เราจะไม่เห็นดาบหรือการกันดารอาหาร” ' เยเรมีย์ 5:12คนยูดาห์เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง แต่ขาเลือกปฏิเสธพระดำรัสของพระเจ้าแบบต่อหน้าพระองค์เลย พวกเขาเชื่อว่า พระเจ้าจะไม่ทรงทำตามสิ่งที่ตรัสไว้ พวกเขาเลือกเชื่อผู้เผยพระวจนะเท็จ พวกเขาเลือกเชื่อในสิ่งที่เขาอยากฟังมากกว่า การสร้างพระเจ้าให้เป็นไปตามที่ใจเราต้องการ คือความบาปที่จะนำผลร้ายมาสู่ชีวิต เราเองก็อาจเป็นแบบนั้น เรารู้ว่าพระเจ้าเรียกเราสู่ความบริสุทธิ์ เรารู้ว่าความบาปมีผลตามมาเสมอ รู้อาจจะว่าพระเจ้าทรงเตือนเราผ่านพระวจนะของพระองค์ แต่เรากลับคิดว่า คงไม่เป็นไรไม่น่าจะเกิดกับเราหรอก เพราะเรื่องนี้ใคร ๆ เขาก็ทำกัน หรือ เราอาจจะคิดว่า เดี๋ยวค่อยจัดการทีหลังก็ได้ และในที่สุดเราก็ชินชากับบาป จนเราไม่ได้ฟังเสียงเตือนของพระเจ้าอีกต่อไป'ผู้เผยพระวจนะก็จะเป็นเพียงลม พระวจนะไม่มีในคนเหล่านั้น ขอให้เป็นอย่างนั้นแก่พวกเขาเถิด ' เยเรมีย์ 5:13พวกเขาไม่ได้แค่เลือกไม่ฟัง แต่พวกเขายังเยาะเย้ยคนของพระเจ้าที่นำพระดำรัสของพระเจ้ามาถึงพวกเขา พวกเขาบอกว่า คำพูดนั้นเป็นเพียงลม หมายถึง คำพูดนั้นไร้สาระ คนของพระเจ้าก็พูดไปเรื่อย สิ่งที่พูดจะไม่เกิดอะไรขึ้น เขาบอกว่า ให้สิ่งที่คนของพระเจ้าพูดนั้นเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง คำเตือนของพระเจ้าเป็นเรื่องตลกของพวกเขา แหละนี่คือความบาปที่อยู่ในตัวของมนุษย์ เมื่อมนุษย์ไม่เชื่อ พวกเขาก็จะลดความน่าเชื่อถือของสิ่งนั้นทันที ผมอยากให้เราสำรวจจิตใจของเราด้วยนะครับ เพราะเราอาจจะคิดว่า นี่ไม่ใช่ตัวเราหรอก เราอาจไม่พูดตรง ๆ ว่าเราไม่ได้ฟังเสียงของพระเจ้า แต่การเพิกเฉยต่อพระวจนะ หาเหตุผลเข้าข้างตนเอง หรือการที่เราเลือกฟังสิ่งที่อยากฟัง ถ้าเป็นแบบนั้น พวกเราก็กำลังทำแบบนั้นอยู่นะครับ'บุคคลที่ถูกตักเตือนบ่อยๆ แต่ยังแข็งคอ ประเดี๋ยวคอจะหัก รักษาไม่ได้ ' สุภาษิต 29:1 TH1971วันนี้หากได้ยินคำเตือน ขอให้เราฟังด้วย เพราะถ้าคอหักจะรักษาไม่ได้ ขอเราหยุดหลอกตัวเองว่า คงไม่เกิดอะไรขึ้น จนเราปล่อยให้หัวใจแข็งกระด้าง และห่างออกจากพระเจ้า ถ้าวันนี้พระเจ้าเตือนเราผ่านเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผ่านพระวจนะ หรือผ่านสถานการณ์ ขอให้เรารีบตอบสนองทันที อย่ารอจนเสียงเตือนกลายเป็นความจริง เพราะบางความเสียหาย หากมันเกิดขึ้นแล้ว เราก็ไม่อาจย้อนเวลากลับไปได้แล้ว

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่71)

    Play Episode Listen Later Jun 9, 2026 5:06


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่71)เหตุผลดีที่เราควรให้อภัย!“ความฉลาดของมนุษย์ทำให้เขาโกรธช้า และการให้อภัยความผิดก็เป็นศักดิ์ศรีแก่เขา”‭‭ ~สุภาษิต‬ ‭19‬:‭11‬ ‭THSV11‬‬“It's wise to be patient and show what you are like by forgiving others.”‭‭ ~Proverbs‬ ‭19‬:‭11‬ ‭CEV‬‬มีเหตุผลดีๆมากมาย ที่เตือนสติว่าเป็นการฉลาดและเป็นศักดิ์ศรีให้แก่ตัวเราเอง ถ้าเรารู้จักให้อภัย เพราะ​การให้อภัยเป็นเหมือนกลิ่นหอมย้อนคืนแก่ผู้ที่ทำร้ายเรา“การให้อภัยเปรียบเสมือนกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ติดตรึงอยู่บนส้นเท้าของคนที่เหยียบย่ำมัน”"Forgiveness is the fragrance that the violet sheds on the heel that has crushed it."~Mark Twain​การให้อภัยเปรียบเสมือนสะพานให้ข้ามไปสู่สภาพดีดังเดิม“การให้อภัยเป็นดุจสะพานที่เชื่อมจากความแตกสลายให้ข้ามไปสู่การคืนกลับสู่สภาพดี”“Forgiveness is the bridge from brokenness to restoration.”​การให้อภัยเป็นการเลือกปลดปล่อยตัวเราเองจากความเจ็บปวด“การให้อภัยไม่ใช่การบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถูกต้อง แต่เป็นการเลือกไม่ให้ความเจ็บปวดควบคุมชีวิตเราอีกต่อไป”“Forgiveness is not saying what happened was right; it is choosing not to let the pain control your life anymore.”​การให้อภัยเป็นการเพิ่มคุณค่าให้แก่ความรัก“เมื่อเราให้อภัย เราไม่ได้ลดคุณค่าความยุติธรรม แต่เราเพิ่มคุณค่าของความรัก”“When we forgive, we do not diminish justice; we magnify love.”​การให้อภัยเป็นการเชื่อฟังและทำตามแบบอย่างของพระคริสต์"จงให้อภัย อย่างที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้อภัยคุณ“"Forgive as the Lord forgave you."การที่เราให้อภัยแก่ผู้ที่ผิดพลาด และผู้ที่ทำให้เราเจ็บปวดจึงเป็นผลดีต่อเราและคนทั้งปวง และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ กระทำตาม อันจะเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าพี่น้องที่รักวันนี้ คุณให้อภัยใครบางคนแล้วยัง?บอกได้ไหม ว่าเขาเป็นใคร?แล้วคุณรู้สึกอย่างไร …ที่ทำเช่นนั้นได้?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 10มิถุนายน2026(ตอนที่71ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ถูกตัดแต่งแต่ไม่ถูกทอดทิ้ง Ep.1655

    Play Episode Listen Later Jun 9, 2026 4:47


    พระธรรมนำชีวิตตอน ถูกตัดแต่งแต่ไม่ถูกทอดทิ้ง Ep.1655พระเจ้าทรงมีพระทัยเมตตาเสมอ แต่พระเจ้าก็จริงจังกับการกำจัดบาป เพราะบาปเป็นสิ่งที่พระเจ้าไม่ชอบ เยเรมีย์ 5:10-11 ได้พาเราไปถึงเรื่องแนวคิด เรื่องคนที่เหลืออยู่อีกครั้ง หลังจากได้พูดไปแล้วในบทที่ 4 การทำลายให้หมดสิ้นไป ไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้า แต่พระเจ้าต้องการชำระ ตัดแต่ง และรักษาสิ่งที่เป็นของพระองค์ไว้ตามพระสัญญาและพระเมตตาของพระองค์'“ไปเถอะ ไปตามแถวต้นองุ่นของมันและทำลายเสีย แต่อย่าให้ถึงอวสานเสียทีเดียว ตัดกิ่งก้านของมันออก เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้เป็นของพระยาห์เวห์ ' เยเรมีย์ 5:10แถวต้นองุ่น หรือกำแพงสวนองุ่น เป็นภาพของสวนองุ่นที่ได้รับการจัดระเบียบ และดูแลอย่างดี เราจะพบในหลายที่ในพระวจนะของพระเจ้าว่า พระเจ้าเปรียบเทียบประชากรของพระองค์เป็นสวนองุ่น เมื่อพวกเขาดำเนินชีวิตในความบาปและไม่กลับใจ พระเจ้าจึงอนุญาตให้ศัตรูเข้ามาทำลาย พระเจ้าจริงจังในการกำจัดความบาป ความรักของพระเจ้าไม่ใช่การปล่อยผ่าน แต่เป็นความรักที่กล้าจัดการกับสิ่งที่ทำลายชีวิตคนของพระองค์ พระเจ้าทรงยอมให้บางอย่างในชีวิตของเราพังลง ไม่ใช่เพื่อทำลายเรา แต่เพื่อให้เราหยุดพึ่งพาสิ่งเหล่านั้น และกลับมาพึ่งพาพระเจ้าในคำพิพากษาอันรุนแรงนี้ พระเจ้าตรัสประโยคสำคัญว่า “แต่อย่าให้ถึงอวสานเสียทีเดียว” นี่คือแนวคิดเรื่องคนที่เหลืออยู่ และเป็นความหวังในวันที่หมดหวัง พระเจ้าทรงตัดกิ่งก้านออกเพื่อชำระสวนองุ่น พระองค์ไม่ทรงทำลายสวนองุ่นให้หมดสิ้นไป พระองค์ทรงรักษาคนที่เหลืออยู่ไว้เสมอ'เพราะพงศ์พันธุ์ของอิสราเอล และพงศ์พันธุ์ของยูดาห์ ได้ทรยศต่อเราอย่างสิ้นเชิงแล้ว” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 5:11นี่เหตุผลของการพิพากษาคือ คนของพระเจ้าทรยศต่อพระองค์ พวกเขาหันหลังให้กับพระเจ้า และเลือกเดินในทางของตัวเอง ความบาปที่แท้จริงไม่ได้เริ่มต้นจากการกระทำภายนอก แต่เริ่มต้นจากหัวใจที่หันออกห่างจากพระเจ้า และไม่ยอมมีชีวิตอยู่ในความสัมพันธ์กับพระองค์ แต่พระเมตตาของพระเจ้าก็ยังปรากฏอยู่ เพราะพระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า ให้เราถอนทิ้งเสีย แต่พระองค์ตรัสว่า “ตัดกิ่งก้านของมันออก” พระเจ้าทรงตีสอนเพื่อชำระ ไม่ใช่เพื่อทอดทิ้ง การพิพากษาของพระเจ้ามักมีเป้าหมายเพื่อการฟื้นฟู พระองค์ทรงจัดการกับความบาปอย่างจริงจัง เพราะพระองค์ทรงรักประชากรของพระองค์มากเกินกว่าจะปล่อยให้พวกเขาเดินไปสู่ความพินาศ'แขนงทุกแขนงในเราที่ไม่ออกผล พระองค์ก็ทรงตัดทิ้งเสีย และแขนงทุกแขนงที่ออกผล พระองค์ก็ทรงลิดเพื่อให้ออกผลมากขึ้น ' ยอห์น 15:2พระเยซูทรงเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาทรงเป็นผู้ดูแลสวน พระองค์ทรงทำงานเพื่อชำระ ฟื้นฟู และทำให้ผู้ที่เป็นของพระองค์เกิดผลมากขึ้น การตีสอนของพระเจ้าเจ็บปวดแน่นอน การสูญเสียบางอย่างอาจทำให้เราไม่เข้าใจว่า ทำไมพระองค์จึงทรงอนุญาตให้เกิดขึ้น พระเจ้าทรงตัดแต่งกิ่งที่ต้องได้รับการชำระ แต่พระเจ้าไม่เคยละทิ้งสิ่งที่พระองค์ทรงปลูกไว้เอง การตีสอนอาจทำให้เราร้องไห้ในวันนี้ แต่พระประสงค์ของพระองค์ คือให้เราเกิดผลมากขึ้น พระเจ้าทรงตัดแต่งเพื่อฟื้นฟู ไม่ใช่เพื่อทำลายวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่70) พลังแห่งการให้อภัย!

    Play Episode Listen Later Jun 8, 2026 4:57


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่70)พลังแห่งการให้อภัย!“ผู้ให้อภัยการละเมิดก็มุ่งจะสร้างมิตรภาพแต่คนที่ชอบพูดย้ำความผิดจะทำให้เพื่อนสนิทแตกคอกัน”‭‭ ~สุภาษิต‬ ‭17‬:‭9‬ ‭THSV11‬‬“You will keep your friends if you forgive them, but you will lose your friends if you keep talking about what they did wrong.”‭‭ ~Proverbs‬ ‭17‬:‭9‬ ‭CEV‬‬การให้อภัยมีพลังสร้างสรรค์อย่างใหญ่หลวง ส่วนการไม่ให้อภัยและการขุดคุ้ยความผิดของผู้อื่นอยู่เสมอนั้นเป็นอันตรายอย่างมหันต์พระคัมภีร์สอนว่า​ “ผู้ให้อภัยการละเมิดก็มุ่งจะสร้างมิตรภาพ”คำว่า “ให้อภัย” ในที่นี้มีความหมายว่า1).ปกคลุมความผิดไว้ด้วยความรัก2).ไม่คอยจับผิดเล่นงาน3).ไม่นำความผิดเล็กน้อยมาทำลายความสัมพันธ์4).ไม่เก็บเอาเรื่องนั้นมาเป็นอาวุธทำร้ายกันอีกในอนาคตแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะก.แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นความผิด หรือข.แอบสนับสนุนความบาปนั้นแต่หมายถึงการเลือกตอบสนองด้วยก).พระคุณ และข).ความรักอันมากล้นของพระเจ้า ดังคำกำชับที่ว่า“เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ จงรักกันและกันให้มาก เพราะความรักให้อภัยบาปมากมายได้”~‭‭1 เปโตร‬ ‭4‬:‭8‬ ‭THSV11‬‬ใช่ครับ ความรักและพระคุณของพระเจ้า ได้ทำให้เรายอมสละสิทธิ์ที่จะแก้แค้น และเลือกที่จะให้อภัยแทน!​ “แต่คนที่ชอบพูดย้ำความผิดจะทำให้เพื่อนสนิทแตกคอกัน”1).“คนที่ชอบพูดย้ำความผิด”หมายถึงคนที่ก.ชอบขุดเรื่องเก่าขึ้นมาพูดข.ไม่ยอมปล่อยวางค.เอาความผิดเดิมมาพูดซ้ำๆง.มักเล่าให้คนอื่นฟังต่อจ.ใช้ความผิดในอดีตเป็นเครื่องตำหนิหรือเล่นงานกันแม้ว่าเรื่องนั้นๆจะได้รับการขอโทษหรือแก้ไขไปแล้วก็ตามคนประเภทนี้จึงไม่ได้ช่วยรักษาเยียวยาความสัมพันธ์ แต่กำลังเปิดแผลเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนความสัมพันธ์ไม่อาจฟื้นคืนสู่สภาพเดิม2). “จะทำให้เพื่อนสนิทแตกคอกัน”นี่เป็นคำเตือนที่เราต้องใส่ใจเพราะแม้เป็น “เพื่อนสนิท” ก็สามารถแตกแยกกันได้ไม่ใช่เพราะความผิดที่ทำแต่เพราะไม่มีใครยอมปล่อยวางเรื่องความผิดพลาดนั้นไปความสัมพันธ์จึงพังลง ไม่ใช่เพราะความผิดนั้นใหญ่โตแต่พังลงเพราะความขมขื่น ความโกรธ การพูดย้ำซ้ำอยู่บ่อยๆ และการไม่ให้อภัยกัน(ทั้งๆที่ทำได้)ดังนั้น พี่น้องที่รักหากมีคนทำผิดกับคุณ ขอให้คุณถามตัวเองก่อนว่า​ฉันกำลังพยายามรักษาความสัมพันธ์หรือกำลังเอาชนะเขา?​ฉันให้อภัยเขาจริงๆแล้ว หรือยัง?​ฉันยังชอบหยิบเรื่องเก่าๆที่ไม่ควรพูดถึง มาพูดอยู่หรือไม่?​คำพูดของฉันกำลังสมานแผล หรือกำลังเปิดแผลขึ้นมาอีก?คุณเห็นด้วยกับคำกล่าวต่อไปนี้หรือไม่ ที่ว่า“การให้อภัยไม่ได้เปลี่ยนอดีตแต่มันสามารถเยียวยารักษาปัจุบัน และเปลี่ยนอนาคตของความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้!”(Forgiveness does not change the past,but it can heal the presentand transform the future of a relationshipfor the better!)ใช่ครับ การให้อภัยมีพลังสร้างสรรค์มหาศาลเพื่อสัมพันธภาพที่ดีขึ้นดังนั้น ถ้าหากคุณเห็นด้วยบัดนี้ ก็ควรเป็นเวลาที่คุณจะให้อภัยแก่คนที่ทำผิดต่อคุณอย่างไม่มีเงื่อนไขแล้ว… เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 9มิถุนายน2026(ตอนที่70ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน อย่าให้พระพรกลายเป็นพระเพลิง Ep.1654

    Play Episode Listen Later Jun 8, 2026 5:37


    พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าให้พระพรกลายเป็นพระเพลิง Ep.1654เมื่อเราอธิษฐานขอพระพรจากพระเจ้า เราเคยสังเกตไหมว่า ในช่วงเวลาที่เราได้รับพระพรนั้น เป็นช่วงเวลาที่เรามักห่างจากพระเจ้า เยเรมีย์ 5:7-9 เตือนเราว่า ปัญหาของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่การอวยพรของพระเจ้าน้อยเกินไป แต่ปัญหาอยู่ที่เมื่อเราได้รับพระพรนั้น เรากลับหันหลังให้พระเจ้าผู้ประทานพระพร'“เราจะให้อภัยเจ้าได้อย่างไร? ลูกหลานของเจ้าได้ละทิ้งเราแล้ว และได้สาบานโดยผู้ที่ไม่ใช่พระเจ้า เมื่อเราเลี้ยงเขาให้อิ่ม เขาก็ล่วงประเวณี แล้วชุมนุมกันที่บ้านของหญิงแพศยา ' เยเรมีย์ 5:7พระเจ้าตรัสด้วยคำถามว่า “เราจะให้อภัยเจ้าได้อย่างไร?” คำถามนี้สะท้อนเหตุผลที่พระเจ้าตรัสในข้อ 1 ว่า พระองค์ไม่ทรงพบคนที่ทำการยุติธรรม และแสวงหาความจริงเลยในเยรูซาเล็ม นี่ไม่ใช่เพราะพระเจ้าไม่มีความเมตตา แต่เพราะคนของพระเจ้าในทุกระดับชั้น จงใจละทิ้งพระเจ้า จงใจหักพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ให้ไว้ พวกเขาหันไปหาพระอื่นที่พวกเขาเชื่อว่าจะนำความอุดมสมบูรณ์ ความมั่นคงมาสู่ชีวิต ทั้ง ๆ ที่พระเจ้าทรงอวยพร และจัดเตรียมทุกอย่างให้ แต่พวกเขาหันหลังให้พระเจ้าในวันที่พวกเขาได้รับพระพรจากพระองค์ คนยูดาห์ละทิ้งพระเจ้าผู้ประทานพระพรนั้น ขอพวกเราอย่าเป็นอย่างนี้นะครับ'พวกเขาเหมือนม้าผู้ที่อิ่มหนำและกลัดมัน ทุกคนต่างร้องหาภรรยาของเพื่อนบ้านของตน ' เยเรมีย์ 5:8ม้าผู้ที่อิ่มหนำ หมายถึง ม้าที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจน และมีความต้องการทางเพศอย่างสัตว์ มันปล่อยตัวตามสัญชาตญาณจนไม่สามารถควบคุมได้ “ทุกคนต่างร้องหาภรรยาของเพื่อนบ้านของตน” ในภาษาเดิม มีความหมายว่า ม้าที่ต้องการผสมพันธุ์นั้น มันร้องขึ้นเมื่อเห็นม้าตัวเมีย นี่คือภาพเปรียบเทียบของผู้คนที่ปล่อยตัวตามตัณหาและความต้องการ พระพรที่ปราศจากการยำเกรงพระเจ้าไม่ได้ทำให้มนุษย์ดีขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม พระพรนั้นกลับกลายเป็นเชื้อที่ทำให้ความบาปเติบโตมากขึ้น ก่อนที่จะเข้ามาในคะนาอัน พระเจ้าใช้โมเสสเตือนพวกเขาแล้ว ในเฉลยธรรมบัญญัติ 8:10-14 สรุปใจความได้แบบนี้ เมื่อเจ้าได้กินและอิ่มหนำแล้ว จงระวังอย่าลืมพระเจ้า พระยาห์เวห์ เมื่อเรามีทุกอย่างแล้ว เรามักเริ่มคิดว่า เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพระเจ้าอีกต่อไป สำหรับเราคริสเตียนในปัจจุบัน พระพรที่พระเจ้าประทานให้ทุกอย่าง ความสำเร็จ ความสามารถ เงินทองเป็นของประทานที่พระองค์ประทานให้ ขออย่าให้พระพรของพระเจ้า ทำให้เราจงใจละเลย ละทิ้งพระเจ้า แล้วเราก็ภูมิใจในตัวเอง ภูมิใจในสิ่งที่เรามี จนเราไม่พึ่งพาพระเจ้า อย่าให้การอวยพรของพระเจ้า พาเราห่างจากพระองค์'เพราะสิ่งเหล่านี้เราจะไม่ลงโทษเขาหรือ?” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ “และเราไม่ควรจะแก้แค้นชนชาติที่เป็นอย่างนี้หรือ?” ' เยเรมีย์ 5:9จากข้อ 1 มาเราได้เห็นพระทัยของพระเจ้าที่เต็มด้วยความเมตตา แต่คนของพระเจ้าไม่กลับใจ พระเจ้าจึงต้องส่งการพิพากษามา เพราะว่าถ้าพระเจ้าปล่อยให้ความบาปชั่วดำเนินต่อไปโดยไม่มีการพิพากษา พระเจ้าก็จะไม่ทรงเป็นพระเจ้าที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม แต่เพราะพระองค์ทรงรักความบริสุทธิ์ รักความยุติธรรม พระเจ้าจึงต้องจัดการกับความบาปอย่างจริงจัง 'เปโตรจึงกล่าวกับเขาทั้งหลายว่า “จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมาในพระนามของพระเยซูคริสต์ให้หมดทุกคน เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของท่านทั้งหลาย แล้วพวกท่านจะได้รับของประทานคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ ' กิจการ 2:38ในสมัยเยเรมีย์ คำถามคือ 'เราจะให้อภัยเจ้าได้อย่างไร?' เพราะไม่มีคนชอบธรรมเหลืออยู่เลย แต่ในข่าวประเสริฐ พระเจ้าทรงตอบคำถามนั้นด้วยพระองค์เอง พระเจ้าทรงส่งพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นผู้ชอบธรรมมารับโทษแทนเรา เพื่อให้คนบาปอย่างเราได้รับการอภัยและคืนดีกับพระเจ้า ขออย่าให้พระพรของพระเจ้าที่ขาดความยำเกรงนั้น เป็นสิ่งที่นำเราออกห่างจากพระเจ้า ขอให้เรากลับใจใหม่ มาหาพระองค์ มาพึ่งพาพระคุณของพระเจ้าที่มาถึงเราทางพระเยซู ขอให้เราสำรวจหัวใจของเราว่า สิ่งที่พระเจ้าประทานให้ กำลังนำเราเข้าใกล้พระองค์มากขึ้นหรือน้อยลง ขอให้เราจำเสมอว่า พระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าประทานให้เรา แต่คือพระเจ้าผู้ประทานพระพรนั้นให้ หากเรามีทุกอย่างแต่สูญเสียความสัมพันธ์กับพระเจ้า เราก็กำลังสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดไปแล้ววุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่69) ของขวัญแห่งการให้อภัย!

    Play Episode Listen Later Jun 8, 2026 4:48


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่69)ของขวัญแห่งการให้อภัย!“แต่จงมีใจกรุณา ใจสงสาร และใจให้อภัยแก่กันและกัน เหมือนอย่างที่พระเจ้าทรงให้อภัยพวกท่านในพระคริสต์”‭‭ ~เอเฟซัส‬ ‭4‬:‭32‬ ‭THSV11‬‬“Be kind and compassionate to one another, forgiving each other, just as in Christ God forgave you.”‭‭ ~Ephesians‬ ‭4‬:‭32‬ ‭NIV‬‬วันนี้ ผมขอนำ ข้อคิดคำคมดีๆในเรื่อง“การให้อภัย“ หรือ ”การยกโทษ“มาแบ่งปัน เตือนสติทุกท่าน ยอมให้อภัยแก่กันและกัน เหมือนอย่างที่พระเจ้าทรงให้อภัยพวกท่านแล้วในพระคริสต์ขอให้พี่น้องตระหนักไว้ว่า# “การให้อภัยคือของขวัญที่คุณมอบให้แก่ตัวคุณเอง“”Forgiveness is the gift you give yourself.”ขอให้เรารู้ว่า การยกโทษ​ให้กับตัวเอง และ​ให้กับผู้อื่นจะเป็นผลดีต่อชีวิตเราอย่างมากมายเพราะว่า การยกโทษให้แก่ผู้ที่เราไม่ชอบหรือที่เราไม่พอใจนั้นจะ​เป็นการช่วยตัวเราให้พ้นจากการเป็นนักโทษของอดีต ดังคำกล่าวที่ว่า“การไม่ยอมยกโทษ คือการทำให้เรากลายเป็นนักโทษของอดีตทั้งๆที่ถือกุญแจแห่งอิสรภาพอยู่ในมือของตัวเราเอง“”Unforgiveness is becoming a prisoner of the pastwhile holding the key to freedom yourself.“​เป็นการปลดปล่อยตัวเราเองให้ออกมาจากคุกแห่งความขมขื่น เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า“การให้อภัยคือการปลดปล่อยนักโทษแล้วพบว่านักโทษคนนั้นคือตัวเราเอง”“Forgiveness is setting a prisoner freeand discovering that prisoner was you.”​เป็นการช่วยไม่ให้เราทำร้ายหัวใจของตัวเราเองดังคำกล่าวที่ว่า“ความขมขื่นที่ไม่ยอมให้อภัย ไม่ได้ทำร้ายศัตรูของเรามากเท่ากับการที่มันทำร้ายหัวใจของเราเอง“”Bitterness rarely hurts your enemy as much as it hurts your own heart.”​เป็นการช่วยไม่ให้ตัวเราต้องตายเพราะยาพิษแห่งความขมขื่นที่เราดื่มเข้าไปเหมือนดังคำกล่าวที่ว่า“ความขมขื่นไม่ยอมให้อภัย ก็เหมือนการดื่มยาพิษแล้วหวังให้อีกฝ่ายหนึ่งตาย”(Resentment is like drinking poison and expecting the other person to die.)​เป็นการช่วยไม่ให้เราทำผิดซ้ำๆอย่างโง่เขลา เพราะว่า“การทำผิดที่ทำไปแล้ว คือความผิดแค่ครั้งเดียวแต่การปฏิเสธที่จะให้อภัยคือการทำผิดซ้ำทุกๆวัน”(A mistake once done is one mistake.But refusing to forgive is a mistake repeated every day.)พี่น้องที่รัก วันนี้ ขอให้คุณกรุณามอบของขวัญแห่งการให้อภัย นี้ให้แก่1.ตัวคุณเอง2.กันและกัน และ2.คนทุกคนที่ทำให้คุณเสียใจและเจ็บปวด…จะได้ไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 8มิถุนายน2026(ตอนที่69ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อ#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ไม่ใช่ไม่รู้ Ep.1653

    Play Episode Listen Later Jun 6, 2026 4:49


    พระธรรมนำชีวิตตอน ไม่ใช่ไม่รู้ Ep.1653 เมื่อเราเห็นคนทำผิด หรือเห็นเขากำลังเดินห่างจากพระเจ้า เราอาจคิดว่า ถ้าเขารู้มากกว่านี้ก็คงไม่เป็นแบบนี้ แต่พระธรรมในวันนี้ทำให้เราว่า ปัญหาของมนุษย์หลายครั้งไม่ใช่การขาดความรู้ แต่คือพวกเขาไมาเชื่อฟังสิ่งที่รู้แล้ว เยเรมีย์ 5:4-6 เปิดเผยให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือผู้นำ ต่างก็รู้จักพระเจ้า แต่พวกเขากลับเลือกเดินในทางของตนเอง จนต้องเผชิญผลของการไม่เชื่อฟัง'แล้วข้าพเจ้าทูลว่า “คนเหล่านี้เป็นแต่ผู้น้อย เขาไม่มีความคิด เพราะเขาไม่รู้จักพระมรรคาของพระยาห์เวห์ ไม่รู้จักพระบัญญัติของพระเจ้าของเขา ' เยเรมีย์ 5:4 เยเรมีย์อธิบายว่า คนผู้น้อยเพราะพวกเขาอาจจัขาดการเรียนรู้เรื่องพระเจ้า จไม่เข้าใจทางของพระเจ้า หลายครั้งเราก็คิดแบบนั้นว่า ความผิดพลาดของมนุษย์เกิดจากการไม่รู้ แต่เยเรมีย์ได้พบปัญหาที่แท้จริงในข้อต่อมา'ข้าพระองค์จะไปหาพวกผู้ใหญ่ และจะพูดกับพวกเขา เพราะเขารู้จักพระมรรคาของพระยาห์เวห์ และรู้จักพระบัญญัติของพระเจ้าของเขา” แต่พวกเขาทุกคนก็ได้หักแอกเสีย เขาได้ทำลายโซ่ตรวนเสีย ' เยเรมีย์ 5:5เมื่อเยเรมีย์หันไปหาพวกผู้ใหญ่ ผู้นำ และคนที่มีความรู้ทางศาสนา เขาคิดว่าคนเหล่านั้นรู้จักพระเจ้าและเข้าใจพระบัญญัติดีกว่าคนทั่วไป แต่ก็น่าผิดหวังยิ่งกว่า เพราะพวกเขาไม่ได้ขาดความรู้เลย แต่พวกเขาจงใจไม่เชื่อฟัง ภาพของการหักแอก และทำลายโซ่ตรวน เป็นภาพของวัวที่สะบัดแอกของเจ้าของออกจากคอ มันไม่ยอมอยู่ภายใต้การควบคุมอีกต่อไป นี่คือภาพของมนุษย์ที่ต้องการพระพรจากพระเจ้า แต่ไม่อยากอยู่ภายใต้การทรงปกครองของพระองค์ คนเหล่านั้นต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า แต่ไม่ต้องการเชื่อฟังพระองค์ สำหรับพวกเราคริสเตียน เราอาจเรียนพระคัมภีร์ ฟังเทศนามานาน เรารู้ว่าพระเจ้าต้องการอะไร แต่เราก็ยังเลือกไม่เชื่อฟัง เลือกทำตามใจตัวเอง ความรู้ที่ไม่ถูกนำไปสู่การเชื่อฟัง ก็ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตเลย'เพราะฉะนั้น สิงห์จากป่าจะมาสังหารเขา สุนัขป่าจากที่ราบแห้งแล้งจะทำลายเขา เสือดาวเฝ้าเมืองทั้งหลายของเขา ทุกคนที่ไปจากเมืองเหล่านั้นจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ เพราะการละเมิดของเขาก็มากมาย ความไม่ซื่อสัตย์ของเขาก็ใหญ่โต ' เยเรมีย์ 5:6การไม่เชื่อฟังพระเจ้าไม่ได้จบลงเพียงการไม่เชื่อฟัง แต่การไม่เชื่อฟังจะนำผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้มาเสมอ ภาพของสิงห์ หมาป่า เสือดาว เป็นการอธิบายถึงสิ่งดุร้ายที่กำลังจะมาถึงยูดาห์ ความบาปที่สะสมมาอย่างต่อเนื่องกำลังเปิดประตูให้การพิพากษาเข้ามา หลายครั้งก็เราอยากรู้ว่า ทำไมชีวิตจึงต้องเผชิญปัญหาแบบนั้น พระธรรมตอนนี้เตือนเราว่า ปัญหาบางอย้างไม่ได้เกิดจากการไม่รู้ว่าควรทำอะไร แต่เกิดจากการไม่ยอมทำตามสิ่งที่เรารู้ ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนชีวิตได้ การเชื่อฟังต่างหากที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง 'เมื่อพวกท่านรู้อย่างนี้แล้วและประพฤติตาม ท่านก็เป็นสุข ' ยอห์น 13:17พระเยซูพูดประโยคนี้ตอนที่พระองค์ทรงล้างเท้าสาวกของพระองค์ พระเจ้าไม่ได้ทรงมองหาคนที่รู้พระวจนะมากที่สุด แต่พระองค์ทรงมองหาคนที่ยอมอยู่ใต้พระวจนะของพระองค์ ปัญหาในชีวิตไม่ได้เกิดจากการขาดความรู้ แต่ปัญหานั้นเกิดจากการที่เรารู้แล้วแต่ยังไม่ยอมเชื่อฟัง ขอให้เราทบทวนดูว่า มีพระวจนะข้อใดที่เรารู้ และเข้าใจดีอ แต่เรายังไม่ยอมเชื่อฟัง การเปลี่ยนแปลงชีวิตไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเรารู้มากขึ้น แต่เริ่มต้นเมื่อเรายอมเชื่อฟังในสิ่งที่เรารู้ ขอพระเจ้าอวยพระพรให้เราทุกคนได้รับการเปลี่ยนแปลงจากการเชื่อฟังวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่68) คนอ่อนแอให้อภัยใครไม่ได้!

    Play Episode Listen Later Jun 6, 2026 5:07


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่68)คนอ่อนแอให้อภัยใครไม่ได้!“พระเยซูตรัสว่า“พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงยกโทษพวกเขาเพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร?…” ~ลูกา‬ ‭23‬:‭34‬ ‭THSV11‬‬“Jesus said, “Father, forgive them,for they do not know what they are doing.”.”‭‭ ~Luke‬ ‭23‬:‭34‬ ‭NIV‬‬การยกโทษ หรือ การให้อภัยเป็นหัวใจของข่าวประเสริฐพระเจ้าทรงให้อภัยมนุษย์ผ่านทางพระเยซูคริสต์ และทรงบัญชาผู้เชื่อให้อภัยแก่ผู้อื่นเช่นเดียวกันการยกโทษ หรือ การให้อภัยในพระคัมภีร์ มีความหมายว่าอะไร?การให้อภัยเป็นการ…​สละ หรือ ปล่อยสิทธิ์ในการแก้แค้นทิ้งไป​มอบการพิพากษาไว้กับพระเจ้า ไม่จัดการเอง​ไม่จมอยู่กับความขุ่นเคืองขมขื่นตลอดไป​ยอมอธิษฐานอวยพรให้กับผู้ที่ทำร้ายเรา​พร้อมแสดงความเมตตาต่อคนที่ทำให้เราเจ็บปวดด้วยความรักที่มาจากพระเยซูคริสต์เหมือนดังที่อาจารย์ เปาโล กำชับว่า“จงเมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกัน และให้อภัยกัน เหมือนดังที่พระเจ้าทรงโปรดยกโทษแก่ท่านในพระคริสต์”~ เอเฟซัส 4:32เราต้องเข้าใจก่อนว่าการให้อภัยไม่ใช่การบอกว่าสิ่งที่อีกฝ่ายกระทำนั้น “ไม่ผิด!“เพียงแต่เป็นการเตือนสติตัวเราเองว่าการที่เราจะมุ่งมั่นที่แก้แค้นอีกฝ่ายด้วยความชิงชัง นั้นก็“ไม่ถูกต้อง!”เราให้อภัย ไม่ใช่เพราะว่าอีกฝ่ายสมควรได้รับ แต่เพราะเราเองตระหนักว่าตัวเราได้รับการอภัยจากพระเจ้ามามากมายเหลือเกิน เราจึงสมควรให้อภัยแก่ผู้อื่นให้มากขึ้นเช่นกันเราควรตระหนักด้วยเช่นกันว่า การไม่ให้อภัยผู้อื่นจะทำร้ายตัวเราเองเพราะความขมขื่นก็เหมือนกับการดื่มยาพิษแล้วหวังให้คนที่เราเกลียดนั้นตาย ดังนั้น“อย่าให้รากขมขื่นงอกขึ้นมา!”~ ฮีบรู 12:15แบบอย่างในการให้อภัยแก่คนที่ทำร้ายเราที่ทรงพลังมากที่สุดก็คือ​พระเยซูบนไม้กางเขน ในขณะที่ถูกทรมาน ถูกเยาะเย้ย และถูกตรึงบนไม้กางเขน พระองค์กลับตรัสว่า“พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงโปรดยกโทษพวกเขา เพราะว่าพวกเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่”~ ลูกา 23:34​สเทเฟนขณะที่ถูกเอาหินขว้าง ท่านกลับร้องทูลว่า “ข้าแต่พระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงรับจิตวิญญาณของข้าพระองค์ด้วย” แล้วสเทเฟนก็คุกเข่าลงร้องเสียงดังว่า“ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอโปรดอย่าถือโทษพวกเขาเพราะบาปนี้” เมื่อกล่าวอย่างนี้แล้วก็สิ้นใจ”‭‭ ~กิจการ‬ ‭7‬:‭59‬-‭60‬ ‭THSV11‬‬ทั้งพระเยซูและสเทเฟน ล้วน1).ให้อภัยก่อนที่อีกฝ่ายจะขอโทษ2).ให้อภัยแม้กำลังทนทุกข์เจ็บปวด3).ให้อภัยแม้ต้องเสียสละชีวิตโดยไม่ได้อะไรตอบแทนนี่คือมาตรฐานสูงสุดของการให้อภัยในพระคัมภีร์!คนอ่อนแอให้อภัยไม่ได้ เพราะมีแต่คนเข้มแข็งเท่านั้นที่ทำได้ดังคำกล่าวที่ว่า“คนอ่อนแอให้อภัยใครไม่ได้ เพราะการให้อภัยเป็นคุณลักษณะของคนที่เข้มแข็ง“(The weak can never forgive. Forgiveness is the attribute of the strong.)— Mahatma Gandhiพี่น้องที่รักวันนี้ 1.ขอให้เราเปลี่ยนมาเป็นคนเข้มแข็งที่พึ่งกำลังจากพระเยซูคริสต์ และ 2.ขอให้เรานำแบบอย่างการให้อภัยทั้งของพระเยซูและของสเทเฟน มาเป็นแรงบันดาลใจให้เราทำตาม…จะดีไหม?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 7มิถุนายน2026(ตอนที่68ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อ#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน พระคุณที่ยังไม่หมด Ep.1651

    Play Episode Listen Later Jun 5, 2026 6:54


    พระธรรมนำชีวิตตอน พระคุณที่ยังไม่หมด Ep.1651โดยส่วนตัวแล้ว เยเรมีย์เป็นพระธรรมที่มีเนื้อหาเข้าใจยากมาก ๆ แต่ผมขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับอาจารย์มากมายที่ทุ่มเทศึกษาค้นคว้า และอธิบายพระคัมภีร์ พวกท่านได้แสดงทัศนะไว้ให้เราได้ศึกษาอย่างมากมาย ขอให้พระธรรมทุกตอนที่เราได้อ่าน ได้เข้าใจ จะทำให้เรารู้จักพระทัยของพระเจ้า และช่วยสร้างเราให้เป็นคนที่พระเจ้าต้องการเสมอ หลังจากเยเรมีย์เห็นภาพนิมิตของแผ่นดินกลับสู่ความรกร้างและความว่างเปล่า ทุกอย่างดูเหมือนกำลังสิ้นสุดลง แต่เยเรมีย์ 4:27-31 พระเจ้าทรงตรัสว่า แม้การพิพากษาจะมาแน่นอน แต่พระองค์จะไม่ทรงละทิ้งประชากรของพระองค์'เพราะพระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “แผ่นดินทั้งหมดจะเป็นที่ร้างเปล่า แต่เราก็จะไม่ทำให้ถึงอวสานเสียทีเดียว ' เยเรมีย์ 4:27ในข้อความนี้ เป็นถ้อยคำแห่งความหวังในการพิพากษา พระเจ้าทรงประกาศว่า แม้แผ่นดินจะถูกทำลายอย่างหนัก แต่จะไม่ถึงกับสูญไปทั้งหมด พระองค์ยังทรงเหลือคนบางส่วนไว้ นักวิชาการพระคัมภีร์มองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของแนวคิดเรื่อง คนที่เหลืออยู่ ซึ่งจะเป็นหัวข้อสำคัญในพระธรรมเยเรมีย์ต่อไป พระเจ้าทรงตีสอนประชากรอย่างจริงจัง แต่พระองค์จะไม่ละทิ้งพวกเขาจนหมดสิ้น เช่นเดียวกัน เมื่อเราเผชิญผลของความบาปหรือความผิดพลาด พระเจ้าอาจทรงอนุญาตให้เราเรียนรู้ผ่านความเจ็บปวด แต่พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งเรา'เพราะเรื่องนี้โลกจะไว้ทุกข์ และท้องฟ้าเบื้องบนจะดำมืด เพราะเราได้ลั่นวาจาแล้ว เราได้มุ่งหมายไว้แล้ว เราจะไม่เปลี่ยนใจหรือหันกลับ” ' เยเรมีย์ 4:28พระเจ้าทรงทำให้เห็นว่า ผลที่กำลังจะมานั้นใหญ่โตและรุนแรง พระองค์ตรัสว่า “เราได้ลั่นวาจาแล้ว” และ “เราจะไม่เปลี่ยนใจ” เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่ซื่อสัตย์ต่อพระสัญญาและการพิพากษา พระเมตตาของพระเจ้าไม่ได้ลบล้างความยุติธรรมของพระองค์ ความรักของพระเจ้าไม่ใช่การปล่อยให้มนุษย์ทำบาปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น การกลับใจจึงไม่ควรถูกผัดวันประกันพรุ่ง เพราะพระเจ้าทรงจริงจังกับบาปมากกว่าที่เราคิด'เมื่อได้ยินเสียงพลม้าและพลธนู ชาวเมืองทุกแห่งก็หนีไป พวกเขาเข้าไปอยู่ในพงไม้หนาทึบ และปีนป่ายไปตามศิลา เมืองทุกแห่งก็ถูกทอดทิ้ง และไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ในเมืองเหล่านั้นเลย ' เยเรมีย์ 4:29เราได้เห็นถึงความตื่นตระหนกเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นจริง ๆ ผู้คนต่างหนีเอาชีวิตรอด สิ่งที่เคยดูมั่นคง ปลอดภัยกลับพังอย่างรวดเร็ว หลายครั้งที่เราชอบคิดว่ายังมีเวลา ยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงหรือต้องกลับใจ แต่เมื่อวันที่ผลของความบาปมาถึง เราจะพูดว่า ถ้ารู้อย่างนี้นะ... แต่นั้นมันก็ไม่ทันแล้ว ขอให้เรารีบกลับใจจากบาป มาพึ่งพาพระคุณของพระเจ้าทันที'เจ้าผู้ถูกทิ้งร้างเอ๋ย เจ้าทำอะไรกัน? ที่เจ้าแต่งตัวสีแดงนั้น และที่เจ้าประดับตัวด้วยอาภรณ์ทองคำ ที่เจ้าขยายดวงตาให้กว้างด้วยแต้มสี เออ เจ้าแต่งตัวให้งามเสียเปล่า คนรักของเจ้าดูหมิ่นเจ้า พวกเขาแสวงชีวิตของเจ้า ' เยเรมีย์ 4:30ยูดาห์ถูกเปรียบเหมือนหญิงที่แต่งตัวอย่างสวยงามเพื่อดึงดูดชู้รัก แต่สุดท้ายก็กลับถูกทอดทิ้ง คนรัก นี้หมายถึงพันธมิตร และสิ่งที่ยูดาห์ไว้วางใจแทนพระเจ้า ทุกวันนี้ตัวเราเองพึ่งพาอะไร พระเจ้าหรือเงิน หรือความสำเร็จ ความสามารถของตนเอง สิ่งเหล่านี้อาจมีคุณค่าในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถเป็นที่พึ่งสูงสุดของชีวิตได้ เพราะสิ่งที่เราไว้วางใจแทนพระเจ้า มันจะทอดทิ้งเราในวันที่เราต้องการมันมากที่สุด'เพราะเราได้ยินเสียงเหมือนเสียงหญิงคลอดบุตรร้อง แสนเจ็บปวดอย่างกับจะคลอดบุตรหัวปี เสียงร้องแห่งบุตรีศิโยนนั้นแทบจะขาดใจ เหยียดแขนของเธอออกร้องว่า “วิบัติแก่ข้า ข้าอ่อนแรงอยู่ต่อหน้าฆาตกร”' เยเรมีย์ 4:31ภาพของหญิงที่กำลังเจ็บปวดอย่างที่สุด การคลอดบุตรหัวปีในยุคนั้นอันตรายและเจ็บปวดถึงชีวิต หญิงนั้นไม่มีแรงที่จะช่วยตัวเองได้อีกแล้ว ยูดาห์มาถึงจุดที่ไม่มีใครช่วย และไม่มีที่พึ่งเหลืออยู่เลย หลายครั้งพระเจ้าทรงยอมให้เรามาถึงจุดสิ้นหวัง ไม่ใช่เพื่อทำลายเรา แต่เพื่อให้เราหยุดพึ่งพาตนเองและหันกลับมาพึ่งพาพระองค์อย่างแท้จริง เราอาจจะกอดบางสิ่งไว้ที่คิดว่าจะช่วยเราได้ ขอให้เรายอมปล่อย และทิ้งสิ่งเหล่านั้น แล้วยืนมือของเราออกมาจับมือพระองค์ไว้ เพราะในวันที่ไม่มีใครช่วยได้ พระเจ้ายังคงเป็นที่พึ่ง เป็นความหวังที่มั่นคงอยู่เสมอ'พี่น้องทั้งหลาย เราอยากให้พวกท่านรู้ถึงความยากลำบากที่เกิดกับเราในแคว้นเอเชีย คือเราเผชิญความทุกข์หนักอย่างยิ่งชนิดที่เกินกำลัง จนเราหมดหวังที่จะเอาชีวิตรอดมาได้ ที่จริงเรารู้สึกว่าถูกตัดสินให้ถึงที่ตายแล้ว ทั้งนี้เพื่อเราจะไม่ไว้ใจตัวเอง แต่ไว้ใจพระเจ้าผู้ทรงให้คนทั้งหลายเป็นขึ้นจากตาย ' 2 โครินธ์ 1:8-9ในภาวะของอาจารย์เปาโล ท่านอยู่ในความยากลำบากเจียนตาย แต่ท่านผ่านมาได้ด้วยการไว้ใจ วางใจในพระเจ้า สิ่งที่เราพึ่งพาอยู่อาจทอดทิ้งเรา แต่พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเรา พระคุณของพระองค์ไม่เคยหมดไปจากเรา แม้ในวันที่ทุกอย่างพัง ไม่รู้จะไปต่ออย่างไร พระคุณของพระเจ้าก็ยังมีพอเพียงสำหรับเราอยู่เสมอ เมื่อทุกสิ่งถูกพรากไป เราจะพบว่า พระเจ้าทรงเป็นสิ่งเดียวที่เราต้องการ ขอให้เราเรียนรู้ที่จะไว้วางใจในพระเจ้าตั้งแต่วันนี้เลยนะครีบ ก่อนที่วิกฤตปัญหาจะมาสอนให้เรากลับมาไว้วางใจในพระเจ้าของเราวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่66) จังหวะชีวิต!

    Play Episode Listen Later Jun 5, 2026 5:08


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่66)จังหวะชีวิต!“ข้าพเจ้ารู้จักความขาดแคลนและรู้จักความอุดมสมบูรณ์ไม่ว่าในกรณีใดหรือในทุกกรณี ข้าพเจ้าได้เรียนรู้เคล็ดลับในการเผชิญความอิ่มท้องและความอดอยาก ความอุดมสมบูรณ์และความขัดสนแล้ว”‭‭ ~ฟีลิปปี‬ ‭4‬:‭12‬ ‭THSV11‬‬“I know what it is to be in need, and I know what it is to have plenty. I have learned the secret of being content in any and every situation, whether well fed or hungry, whether living in plenty or in want.”‭‭ ~Philippians‬ ‭4‬:‭12‬ ‭NIV‬‬“จังหวะ”(Rhythm)หมายถึง“ระยะเวลาหรือความสม่ำเสมอที่กำหนดไว้เป็นช่วงๆ ”เช่น การเคลื่อนไหว ความสั้น-ยาว หนัก-เบา หรือโอกาสอันควร 1).ในทางดนตรีและศิลปะ หมายถึง ​การจัดวาง~จังหวะเวลา ~ความหนักเบา หรือ​การทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอ(เช่น จังหวะเพลงเร็ว-ช้า หรือจังหวะลวดลายในงานศิลปะ)2).ในเชิงทั่วไป หมายถึงจังหวะเวลาที่ลงตัว หรือ "โอกาส" ที่จังหวะเหมาะเจาะพอดี (เช่น สบจังหวะ, กะจังหวะ) “ จังหวะชีวิต”(Rhythm of Life) คือ “จังหวะเวลาที่เหมาะสมหรือโอกาสที่ลงตัวของแต่ละบุคคลในการ~เติบโต ~ประสบความสำเร็จ หรือ~เผชิญเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิต ”“จังหวะชีวิต”เป็นสัจธรรมของชีวิตที่ว่าคนเรา อาจมีจังหวะเวลา ต่อไปนี้ แตกต่างกันออกไป คือ~จังหวะอุดมสมบูรณ์และขัดสน~จังหวะรุ่งโรจน์และตกต่ำ~จังหวะอิ่มท้องและอดอยาก~จังหวะที่เราควบคุมได้และถูกควบคุม ฯลฯแท้จริงแล้ว พระเจ้าทรงมี​จังหวะชีวิตและ​ฤดูกาลให้กับสรรพสิ่งในโลกและและจักรวาล รวมทั้งชนชาติทั้งหลาย(และเราแต่ละคนด้วย)แม้แต่การ1).การอวยพรและการลงวินัยอิสราเอล และ2).การอวยพรและการพิพากษาชนชาติต่างๆ…พระเจ้ายังมีจังหวะเลย!อย่างเช่นใน พระธรรมอิสยาห์ 30:32 ที่กล่าวว่า“และทุกจังหวะของไม้เรียวที่ใช้ลงโทษซึ่งพระยาห์เวห์ทรงหวดลงบนตัวเขา(อัสซีเรีย) จะเข้ากับเสียงรำมะนาและพิณเขาคู่ และพระองค์จะทรงต่อสู้เขา(อัสซีเรีย)ในสงครามด้วยพระหัตถ์ที่กวัดแกว่ง”อะไรคือหลักการและข้อคิดสำคัญเกี่ยวกับจังหวะชีวิตที่เราเรียนรู้?สิ่งที่เราพึงเรียนรู้ก็คือ​เราต้องยอมรับว่าแต่ละคนต่างมีเวลาของตัวเอง ความสำเร็จหรือจุดเปลี่ยนของแต่ละคนเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ~บางคนพบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ขณะที่~บางคนพบจังหวะชีวิตที่ดีในวัยผู้ใหญ่ ​เราต้องเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ แม้เราจะไม่รู้ว่าจังหวะที่ดีจะมาถึงเมื่อไร แต่การเตรียมตัว พัฒนาทักษะ และหมั่นสังเกตโอกาสอยู่เสมอจะช่วยให้เราคว้าจังหวะนั้นไว้ได้ทันทีที่มาถึง​เราต้องไม่ไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเราต้องตระหนักว่า การนำจังหวะชีวิตของตัวเองไปเทียบกับคนอื่นจะทำให้ใจเราเกิดความทุกข์ เราจึงควรโฟกัสไปที่ที่การเดินทางและการเติบโตของตัวเราเอง ​เราต้องเชื่อวางใจพระเจ้า(พึ่งพระเยซูคริสต์)ในทุกจังหวะเวลา ของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น~จังหวะสุขหรือทุกข์~จังหวะรุ่งเรือง(ขาขึ้น)หรือร่วงโรย(ขาลง)~จังหวะกินอิ่มหรือหิวโหย ~จังหวะร่ำรวยหรือยากจน~จังหวะที่สำเร็จหรือล้มเหลวฯลฯเหมือนที่ อาจารย์ เปาโลกล่าวว่า“ข้าพเจ้ารู้จักความขาดแคลนและรู้จักความอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าในกรณีใดหรือในทุกกรณี ข้าพเจ้าได้เรียนรู้เคล็ดลับในการเผชิญความอิ่มท้องและความอดอยาก ความอุดมสมบูรณ์และความขัดสนแล้ว ข้าพเจ้าเผชิญได้ทุกอย่างโดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า!”‭‭ ~ฟีลิปปี‬ ‭4‬:‭12‬-‭13‬ ‭THSV11‬‬พี่น้องที่รัก จากนี้ไป ขอให้เราเลิกวิตกกังวลกับชีวิตในแต่ละย่างก้าวของเราและยอมให้พระเจ้าทรงควบคุมทุกจังหวะชีวิตและนำชีวิตของเรา ตามคำแนะนำที่ว่า"จงเลิกพยายามควบคุมทุกจังหวะชีวิตด้วยตัวเองแล้วปล่อยให้พระเจ้าเป็นผู้บรรเลงบทเพลงชีวิตของคุณ!"(Stop trying to control every beat of your life, and let God compose the melody of your journey.)ดังนั้น จากนี้ ไม่ว่า เราจะเผชิญกับ“จังหวะชีวิต”แบบใดเราก็จงพร้อมผจญกับมันอย่างมั่นใจในพระเจ้าด้วยการพึ่งพา1.การทรงนำ2.กำลัง และ3.สติปัญญา ที่มาจากพระเยซูคริสต์…จะดีไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 5มิถุนายน2026(ตอนที่66ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ชีวิตที่กำลังถอยหลัง Ep.1650

    Play Episode Listen Later Jun 4, 2026 5:49


    พระธรรมนำชีวิตตอน ชีวิตที่กำลังถอยหลัง Ep.1650เคยมีไหมครับ ที่จู่ ๆ เราก็รู้สึกว่าชีวิตเริ่มสูญเสียความสดชื่น ความชัดเจน และความชื่นชมยินดีที่เคยมีเริ่มจางหายไป ความสัมพันธ์บางอย่างเริ่มแตกร้าว สิ่งที่เคยงดงามค่อย ๆ เสื่อมถอยลง นักอธิบายพระคัมภีร์หลายท่านชี้ว่า เยเรมีย์ 4:23-26 เยเรมีย์กำลังเห็นภาพของการย้อนกลับของการทรงสร้าง พระเจ้าทรงสร้างโลกจากความว่างเปล่าและความโกลาหลให้เต็มไปด้วยชีวิต ความงดงาม และความเป็นระเบียบ แต่ความบาปกำลังพาทุกสิ่งย้อนกลับไปสู่สภาพเดิมอีกครั้ง พระธรรมตอนนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงคำแจ้งล่วงหน้าถึงยูดาห์เท่านั้น แต่ยังทำให้เราเห็นว่า เมื่อชีวิตค่อย ๆ ห่างจากพระเจ้า สิ่งดีงามที่พระองค์ทรงสร้างไว้ก็ค่อย ๆ สูญเสียความงดงามและความสมบูรณ์นั้นก็หลุดไปจากพระทัยของพระเจ้า'ข้าพเจ้ามองดูแผ่นดิน และนี่แน่ะ เป็นที่ร้างและว่างเปล่า และมองดูท้องฟ้า ในนั้นก็ไม่มีความสว่าง ' เยเรมีย์ 4:23ภาพนี้ทำให้เราคิดถึงและย้อนกลับไปยังปฐมกาล 1:2 ทันที เพราะคำว่า ร้างและว่างเปล่า เป็นคำเดียวกันกับที่ใช้บรรยายโลกก่อนที่พระเจ้าจะทรงสร้างทุกสิ่งให้เป็นระเบียบและเต็มไปด้วยชีวิต เยเรมีย์กำลังเห็นภาพของยูดาห์ที่ถูกความบาปทำลายจนเหมือนกลับไปสู่สภาพก่อนการทรงสร้างอีก ไม่มีความสว่าง ไม่มีความหวัง และไม่มีความงดงามที่พระเจ้าทรงตั้งใจไว้ บาปไม่ได้ทำให้ชีวิตหยุดอยู่กับที่ แต่มันจะค่อย ๆ พาชีวิตถอยกลับไปจากสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างให้เป็น'ข้าพเจ้ามองดูภูเขา นี่แน่ะ มันกำลังสั่นสะเทือน เนินเขาก็เคลื่อนตัวไปมา ' เยเรมีย์ 4:24ภูเขาและเนินเขาเป็นภาพของความมั่นคง แต่ในนิมิตนี้ แม้แต่สิ่งที่ดูมั่นคงที่สุดก็ยังสั่นสะเทือน เมื่อมนุษย์ห่างจากพระเจ้า สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นความมั่นคง อาจไม่มั่นคงอย่างที่คิด ไม่ว่าจะเป็นความสามารถ ทรัพย์สิน สุขภาพ หรือความสัมพันธ์ หลายครั้งเราวางใจในสิ่งเหล่านี้มากกว่าพระเจ้า และเมื่อเราพบกับวิกฤต เราจึงได้รู้ว่า ความมั่นคงที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ แต่อยู่ในพระเจ้าผู้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง'ข้าพเจ้ามองดู และนี่แน่ะ ไม่มีมนุษย์เลย นกทั้งปวงบนท้องฟ้าได้หนีไปแล้ว ' เยเรมีย์ 4:25บาปไม่เคยส่งผลกระทบเฉพาะตัวผู้กระทำเท่านั้น แต่มันกระทบไปถึงคนรอบข้างและสิ่งรอบตัวด้วย มนุษย์ก็หายไป นกก็หายไป ทุกสิ่งได้รับผลกระทบจากความพินาศที่เกิดขึ้น บาปจึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอย่างที่หลายคนคิด แต่มันส่งผลต่อครอบครัว ชุมชนและคนที่เรารัก และแม้แต่คนรุ่นต่อไปด้วย'ข้าพเจ้ามองดู และนี่แน่ะ เรือกสวนไร่นาก็เป็นถิ่นทุรกันดาร และเมืองทั้งสิ้นก็ปรักหักพังไป ต่อพระพักตร์พระยาห์เวห์ ต่อพระพิโรธร้อนแรงของพระองค์ ' เยเรมีย์ 4:26เรือกสวนไร่นา หมายถึงพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ แต่มันกลับกลายเป็นถิ่นทุรกันดาร ภาพนี้เตือนเราว่า เมื่อชีวิตของเราห่างจากพระเจ้า สิ่งที่เคยงดงามก็จะค่อย ๆ แห้งแล้งไป บางครั้งทะเลทรายในชีวิตไม่ได้เกิดจากปัญหาภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่มันอาจเกิดจากการที่เราค่อย ๆ ละเลยความสัมพันธ์กับพระเจ้า จนความชื่นชมยินดี ความสดชื่น หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวเริ่มสูญเสียชีวิตชีวาไป นักอธิบายพระคัมภีร์หลายท่านชี้ว่า เยเรมีย์กำลังเห็นภาพของการย้อนกลับของการทรงสร้างในปฐมกาล เยเรมีย์ไล่เรียงการทรงสร้าง จากความสว่าง ภูเขาและแผ่นดิน นก และมนุษย์ ส่วนนิมิตที่เยเรมีย์เห็นก็ไล่เรียงในลักษณะเดียวกัน ไม่มีแสง ภูเขาสั่นสะเทือน นกหายไป มนุษย์หายไป บาปจึงไม่ได้เพียงทำให้เราห่างจากพระเจ้าเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบถึงทุกสิ่งรอบตัวเรา'ฉะนั้นถ้าใครอยู่ในพระคริสต์ เขาก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆ ก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น ' 2 โครินธ์ 5:17พระเจ้าองค์เดียวกันกับที่ทรงสร้างโลกจากความว่างเปล่า พระองค์สามารถสร้างชีวิตของเราใหม่ได้ในพระเยซูคริสต์ ความบาปทำให้ชีวิตสูญเสียสิ่งดีที่พระเจ้าทรงตั้งใจไว้ แต่พระคุณของพระเจ้าสามารถฟื้นฟูสิ่งที่พังไปแล้วได้เสมอ หากวันนี้มีบางพื้นที่ในชีวิตที่กำลังแห้งแล้ง รกร้าง หรือสูญเสียความสดชื่นไป ขอให้เรากลับมาหาพระเจ้า เพราะพระองค์ยังทรงเป็นพระเจ้าแห่งการทรงสร้างใหม่ และพระองค์สามารถนำความสว่าง ความสดชื่นกลับมาสู่ชีวิตของเราได้แน่นอน วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ไม่ใช่ไม่รู้เรื่องแต่เพราะไม่รู้จัก Ep.1649

    Play Episode Listen Later Jun 3, 2026 5:40


    พระธรรมนำชีวิตตอน ไม่ใช่ไม่รู้เรื่องแต่เพราะไม่รู้จัก Ep.1649เยเรมีย์ 4:19-21 เป้นเสียงร้องไห้คร่ำครวญของเยเรมีย์ต่อพระเจ้า เมื่อเขาได้รู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองของเขา เยเรมีย์ไม่ได้เพียงประกาศคำเตือนของพระเจ้า แต่เขาเจ็บปวดกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วย นี่คือแบบอย่างของหัวใจคนของพระเจ้า ที่ไม่ได้เพียงรู้ความจริง แต่มีหัวใจที่รักและห่วงใยผู้คนจนร้องไห้เพื่อพวกเขา'แสนระทม แสนระทม ข้าบิดตัวด้วยความเจ็บปวด โอ ผนังดวงใจของข้าเอ๋ย จิตใจของข้าก็สั่นระรัว ข้าจะนิ่งอยู่ไม่ได้ เพราะข้าได้ยินเสียงเขาสัตว์ เสียงปลุกของสงคราม ' เยเรมีย์ 4:19คำว่า แสนระทม มาจากสำนวนที่แปลตรงตัวว่า ลำไส้ของข้า เพราะชาวฮีบรูมองว่า ลำไส้และอวัยวะภายในเป็นศูนย์กลางของอารมณ์และความรู้สึก นี่เป็นภาพของความเจ็บปวดที่ลึกที่สุดภายในจิตใจ นี่เป็นแบบอย่างของหัวใจของคนของพระเจ้า เขาไม่ได้เพียงประกาศความจริง แต่เขาร้องไห้ให้กับความจริงนั้นด้วย เราเองอาจจะคุ้นชินกับข่าวร้าย ความบาป หรือการหลงหายของผู้คน จนรู้สึกเฉย ๆ กับเรื่องเหล่านี้ แต่เยเรมีย์ทำให้เราเห็นว่า คนที่อยู่ใกล้พระเจ้าจะไม่เฉยเมยต่อสิ่งที่ทำให้พระเจ้าเจ็บปวด'หายนะซ้อนหายนะถูกเร้าขึ้นมา แผ่นดินทั้งสิ้นถูกทิ้งร้าง บรรดาเต็นท์ของข้าถูกทำลายในฉับพลัน และชั่วครู่เดียวผ้าเต็นท์ทั้งหลายของข้าก็ย่อยยับไป ข้าจะต้องมองดูธง และฟังเสียงเขาสัตว์นานสักเท่าใด? ' เยเรมีย์ 4:20-21เยเรมีย์มองเห็นภาพความพินาศที่กำลังถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หายนะนั้นไม่ได้มาเพียงครั้งเดียว แต่มาซ้ำ ๆ จนแผ่นดินถูกทิ้งร้าง เขากล่าวว่า “เต็นท์ของข้าถูกทำลาย” นั่นไม่ใช่เพราะความสูญเสียนั้นเกิดกับเขาโดยตรง แต่เพราะเขานับความทุกข์ของทุกคนเป็นความทุกข์ของเขาด้วย เยเรมีย์รำพึงด้วยความเจ็บปวดว่า “ข้าจะต้องมองดูธง และฟังเสียงเขาสัตว์นานสักเท่าใด?” ธงเป็นสัญญาณแห่งสงคราม ส่วนเสียงเขาสัตว์เป็นเสียงเตือนภัยที่กำลังบอกว่า ภัยกำลังจะเข้ามา คำถามนี้ทำให้เราเห็นถึงฃหัวใจที่แตกสลายของเยเรมีย์ที่ต้องเห็นผู้คนรับผลของความบาป พวกเราคริสเตียนไม่ได้ถูกเรียกมาเพียงให้รับรู้ปัญหาหรือวิจารณ์สิ่งที่เกิดขึ้น แต่เราถูกเรียกมาให้ร่วมทุกข์ และนำให้ผู้คนกลับมาหาพระเจ้า'“เพราะประชากรของเราโง่เขลา พวกเขาไม่รู้จักเรา เขาเป็นลูกหลานที่โง่เง่า เขาไม่มีความเข้าใจ เขาช่ำชองในการทำชั่วและเขาไม่รู้จักทำดี” ' เยเรมีย์ 4:22หลังจากที่เยเรมีย์ระบายความโศกเศร้าออกมา ในข้อนี้นักอธิบายพระคัมภีร์มากมายชี้ว่า นี่คือคำตอบจากพระเจ้าว่าทำไมทุกอย่างจึงเกิดขึ้น พระเจ้าทรงนำให้เราเห็นปัญหาใหญ่คือ พวกเขาไม่รู้จักพระเจ้า ตรงนี้ไม่ได้มีหมายความว่า ไม่มีข้อมูลเรื่องพระเจ้า ถ้าเรากลับไปเทียบช่วงเวลา นั้นเป็นช่วงเวลาของโยสิยาห์ที่รื้อระบบทุกอย่าง ทำให้ทุกอย่างกลับมาเข้าที่ตามพระทัยของพระเจ้า พวกเขารู้เรื่องพระเจ้าดี แต่สิ่งที่ขาดไปคือความสัมพันธ์กับพระเจ้า พวกเขารู้เรื่องพระเจ้ามากมาย แต่พวกเขาไม่รู้จักและมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าจริง ๆ สำหรับพวกเราเอง เราอาจอ่านพระคัมภีร์จบมาหลายรอบแล้ว จำข้อพระคัมภีร์ได้มากมาย แต่เราเองอาจจะยังละเลยความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเจ้าไปก็ได้ ขอให้เราทบทวนดูว่า เรารู้จักพระเจ้าจริงไหม คือมีความสัมพันธ์กับพระองค์ หรือเราเพียงมีข้อมูลเรื่องของพระเจ้า สิ่งที่พระเจ้าตรัสว่า พวกเขาโง่เขลา ไม่ได้หมายความว่า พวกเขามีไอคิวต่ำ หรือไม่ฉลาด แต่กำลังอธิบายว่า ความโง่เขลานั้นคือการไม่รู้จักพระเจ้า แต่พระเจ้าได้บอกว่า พวกเขาเก่งและฉลาดมากในการทำชั่ว คือพวกเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำผิด แต่กลับไม่รู้จักทำสิ่งที่ถูกต้อง'และนี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือการที่พวกเขารู้จักพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงใช้มา ' ยอห์น 17:3เราอาจจะพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ฉลาดขึ้น และประสบความสำเร็จได้มากขึ้น แต่ถ้าความสัมพันธ์กับพระเจ้าของเรายังห่างไกลจากพระองค์ ทุกสิ่งนั้นก็ไม่อาจทดแทนการรู้จักพระเจ้าได้ ปัญหาไม่ใช่การไม่รู้เรื่องพระเจ้า แต่คือการไม่รู้จักและมีความสัมพันธ์กับพระองค์ ขอให้พระวจนะที่เราอ่าน ที่เรากำลังศึกษาอยู่จะไม่เป็นเพียงความรู้ที่เพิ่มขึ้นเพียงเพื่อให้คนอื่นยกย่อง แต่ขอให้ความจริงของพระเจ้า นำให้เรารู้จักและเราจะพัฒนาความสัมพันธ์กับพระเจ้าให้มากขึ้นฃ จนเรารัก เชื่อฟัง และยำเกรงพระเจ้าด้วยสุดใจวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่64) ขอให้เราเป็นคนบริสุทธิ์หมดจด! ( จงบริสุทธิ์อย่างที่พระเจ้าบริสุ

    Play Episode Listen Later Jun 3, 2026 6:41


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่64)ขอให้เราเป็นคนบริสุทธิ์หมดจด!( จงบริสุทธิ์อย่างที่พระเจ้าบริสุทธิ์!(4))“ขอให้พระเจ้าแห่งสันติสุขทรงชำระท่านทั้งหลายให้เป็นคนบริสุทธิ์หมดจด และทรงรักษาทั้งวิญญาณ จิตใจ และร่างกายของท่านไว้ให้ปราศจากการติเตียน จนถึงวันที่พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราจะเสด็จมา”~‭‭1 เธสะโลนิกา‬ ‭5‬:‭23‬ ‭THSV11‬‬“May the God who gives peace make you holy in every way. May he keep your whole being—spirit, soul, and body—blameless when our Lord Jesus Christ comes.”‭‭ ~1 Thessalonians‬ ‭5‬:‭23‬ ‭GW‬‬พระธรรมตอนนี้เป็นคำอธิษฐานและคำอวยพรของอาจารย์ เปาโล ที่มีต่อผู้เชื่อในเมือง เธสะโลนิกา โดยขอให้พระเจ้าแห่งสันติสุข​ทรงชำระพวกเขาให้เป็นคนบริสุทธิ์หมดจด​ทรงรักษาทั้งวิญญาณ จิตใจ และร่างกายของพวกเขาไว้ให้ปราศจากการติเตียน​ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตพวกเขาในทุกด้านครบถ้วนและมั่นคงจนถึงวันที่พระคริสต์เสด็จกลับมาพระคัมภีร์ตอนนี้ สอนอะไรเราบ้าง?​เรามีพระเจ้าแห่งสันติสุขทรงนำและทรงอวยพรชีวิตของเรา“ขอให้พระเจ้าแห่งสันติสุข”~พระเจ้าทรงได้รับพระนามว่า “พระเจ้าแห่งสันติสุข”(God of Peace)เพราะพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของ"สันติสุขจากพระเจ้า"(Peace of God)ที่แท้จริง“สันติสุข”(Peace)ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการไม่มีปัญหา แต่หมายถึง1).การมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้า2).การมีความสมบูรณ์ฝ่ายวิญญาณภายในชีวิต3).การมีความกลมเกลียวระหว่างพระเจ้ากับเรา​เราได้รับการชำระและการเปลี่ยนแปลงชีวิตให้บริสุทธิ์จากพระเจ้า“ทรงชำระท่านทั้งหลายให้เป็นคนบริสุทธิ์หมดจด”~การเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้บริสุทธิ์นี้ไม่ได้เกิดจากกำลังของมนุษย์ แต่เกิดจากการทรงกระทำกิจของพระเจ้า(โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์)คำว่า “ชำระ…ให้เป็นคนบริสุทธิ์” นี้หมายถึง1).การแยกออกเพื่อพระเจ้า2).การทำให้สะอาดจากบาป3).การเปลี่ยนแปลงลักษณะชีวิตให้เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์มากขึ้นคำว่า “หมดจด” หรือ “โดยครบถ้วน”นี้แสดงว่าพระเจ้าไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงเพียงบางส่วนในชีวิต แต่ทั้งชีวิตของเราพระเจ้าไม่ได้ต้องการให้เรา~ไปโบสถ์แต่ไม่ซื่อสัตย์ในการทำงานหรือประกอบอาชีพ~รับใช้เก่งแต่ไม่ยอมให้อภัยหรือให้โอกาสผู้อื่นเริ่มต้นใหม่ใช่ครับ พระเจ้าต้องการความบริสุทธิ์ในทุกด้านในชีวิตของเรา​เราต้องใส่ใจดูแลสุขภาพของเราแบบบูรณาการในทุกมิติ“ทรงรักษาทั้งวิญญาณ จิตใจ และร่างกายของท่านไว้”พระเจ้าทรงสนพระทัยในทุกมิติในชีวิตของเรา คือ ทั้งกาย จิตและวิญญาณของเราอาจารย์เปาโลกล่าวว่าเราต้องดูแลรักษาสัมพันธภาพกับพระเจ้าให้ครบทั้งสามด้าน และขอพระเจ้าทรงเยียวยารักษาในทุกมิติคือ1).ด้านจิตวิญญาณ (Spirit)เราต้องใส่ใจในการรักษาสัมพันธ์กับพระเจ้าผ่าน การนมัสการ การอธิษฐานและการพึ่งพาการทรงนำและการเสริมกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์2).ด้านจิตใจ (Soul)เราต้องใส่ใจในการรักษาสัมพันธภาพกับพระเจ้าผ่านทางความคิด อารมณ์ ความรู้สึก และ การตัดสินใจที่ถูกต้องตามพระทัยไม่ปล่อยให้ความคิดจิตใจเต็มไปด้วยความกลัว ความขมขื่นหรือความกังวล จนเป็นอุปสรรคในความสัมพันธ์กับพระเจ้า3).ด้านร่างกาย (Body)เราต้องดูแลเอาใจใส่ดูแลร่างกาย ให้เป็นเครื่องมือที่พระเจ้าประทานใช้ในการรับใช้พระองค์ และสร้างสรรค์สิ่งดีต่อโลกนี้น่าสนใจที่ อาจารย์เปาโลกำลังสอนเราว่า พระเจ้าทรงห่วงใยในมนุษย์อย่างเราครบทุกมิติ​เราต้องรับผิดชอบดูแลชีวิตและทุกสิ่งที่เราได้รับมอบหมายมาเป็นอย่างดีและซื่อสัตย์“ให้ปราศจากการติเตียน”ไม่ได้หมายความว่าผู้เชื่อจะไม่มีวันทำผิดพลาดแต่หมายความว่า 1).เราจะดำเนินชีวิตอย่างสัตย์ซื่อ2).เราจะกลับใจทันทีเมื่อทำผิด3).เราจะไม่เสียเวลาแก้ตัว4).เราจะไม่ให้มีข้อกล่าวหาใดที่มีต่อเราติดค้างอยู่ต่อพระพักตร์ของพระเจ้า5).เราจะดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์อย่างจริงใจและจริงจัง​เราจะยืนหยัดมั่นคงในการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์และสัตย์ซื่อจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต“จนถึงวันที่พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราจะเสด็จมา”นี่คือเป้าหมายปลายทางของชีวิตคริสเตียนอย่างเรา!เราไม่ได้มีเป้าหมายเจริญเติบโตฝ่ายวิญญาณเพียงเพื่อชีวิตปัจจุบันเท่านั้น แต่เราเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันที่ พระเยซูคริสต์ จะเสด็จกลับมารับเราด้วย!สรุป“ชีวิตที่บริสุทธิ์ อาจไม่ง่าย แต่มักเปี่ยมด้วยความหมายทรงคุณค่าและทรงพลังอยู่เสมอ!”(A holy life may not be easy, but it is always meaningful and powerful.)พระเจ้าจึงทรงประสงค์ให้ชีวิตของผู้เชื่อทุกคนเป็นชีวิตที่บริสุทธิ์และความบริสุทธิ์นั้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องชั่วคราวแต่เป็นการดำเนินชีวิตเช่นนั้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยความหวังในอนาคตนิรันดร์พี่น้องที่รักหากวันนี้ คุณตรวจตราดูชีวิตของคุณอย่างจริงใจและจริงจังคุณสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากหรือไม่ว่า เวลานี้ ชีวิตของคุณได้บริสุทธิ์ในทุกมิติแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสัมพันธภาพระหว่างคุณกับพระเจ้า คริสตจักร และพี่น้อง รวมทั้งคนรอบตัวของคุณ?ขอช่วยตอบดังๆอย่างซื่อตรงให้ฟังสักหน่อย …จะได้ไหมครับ?…………………………………………

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่65). อย่าทำให้พระนามบริสุทธิ์ถูกลบหลู่! ( จงบริสุทธิ์อย่างที่พระเจ้าบ

    Play Episode Listen Later Jun 3, 2026 5:46


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่65)อย่าทำให้พระนามบริสุทธิ์ถูกลบหลู่! ( จงบริสุทธิ์อย่างที่พระเจ้าบริสุทธิ์!(5))““และเราจะทำให้นามบริสุทธิ์ของเราเป็นที่รู้จักท่ามกลางอิสราเอล ประชากรของเรา เราจะไม่ยอมให้นามบริสุทธิ์ของเราถูกลบหลู่อีกต่อไป และประชาชาติทั้งหลายจะรู้ว่า เราคือยาห์เวห์ องค์บริสุทธิ์ในอิสราเอล”"‭‭ ~เอเสเคียล‬ ‭39‬:‭7‬ ‭THSV11‬‬““ ‘I will make known my holy name among my people Israel. I will no longer let my holy name be profaned, and the nations will know that I the Lord am the Holy One in Israel.”"‭‭ ~Ezekiel‬ ‭39‬:‭7‬ ‭NIV‬‬พระธรรมตอนนี้อยู่ในบริบทที่พระเจ้าตรัสถึง​การพิพากษาศัตรูของอิสราเอล และ​การฟื้นฟูประชากรของพระองค์ หลังจากที่ชนชาติอิสราเอลเคยทำให้นามของพระเจ้าถูกดูหมิ่นเพราะการไม่เชื่อฟังและการตกเป็นเชลย พระเจ้าประกาศว่าพระองค์จะทรงสำแดงพระสิริของพระองค์อีกครั้ง!แล้ว พระเจ้าตรัสว่า พระองค์จะทำอะไรบ้าง?​พระเจ้าจะทำให้พระนามบริสุทธิ์ของพระองค์เป็นที่รู้จัก“เราจะทำให้นามบริสุทธิ์ของเราเป็นที่รู้จัก”คำว่า “นาม” ในพระคัมภีร์นี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงชื่อเรียกเท่านั้น แต่หมายถึง1).พระลักษณะเลิศล้ำของพระเจ้า2).พระสิริของพระเจ้า3).ความยิ่งใหญ่ 4).ความสัตย์ซื่อ และ 5).ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าหมายความว่า พระเจ้ากำลังตรัสว่า“เราจะสำแดงให้ประชากรของเราเห็นอีกครั้งว่า เราเป็นใครจริงๆ!”ที่ผ่านมา บางครั้งประชากรของพระเจ้าอาจรู้จักพระองค์เพียงผิวเผินแต่พระเจ้าต้องการให้พวกเขารู้จักพระองค์ และความยิ่งใหญ่ของพระองค์อย่างลึกซึ้งจริงๆ จาก1).การสถิต และ2).การกระทำมหกิจของพระองค์ในท่ามกลางชุมชนของพระองค์แบบเห็นชัดจับต้องได้​พระเจ้าจะไม่ยอมให้พระนามบริสุทธิ์ของพระองค์ถูกลบหลู่อีกต่อไป“เราจะไม่ยอมให้นามบริสุทธิ์ของเราถูกลบหลู่อีกต่อไป”ก่อนหน้านี้ อิสราเอลได้ทำให้พระนามของพระเจ้าถูกดูหมิ่นในสายตาประชาชาติ เพราะพวกเขาอวดอ้างว่าเป็นประชากรของพระเจ้า แต่กลับดำเนินชีวิตตรงข้ามกับ1).พระประสงค์ และ2).พระอัตลักษณ์ของพระองค์สัญญาณอันตรายคือ“เมื่อประชากรของพระเจ้าดำเนินชีวิตผิดจากที่พระวจนะสอนไว้คนทั้งปวงก็จะดูหมิ่นเหยียดหยามพระเจ้าที่พวกเขานมัสการ!”ในเวลานี้ พระเจ้าประกาศว่า“ถึงเวลาที่เราจะฟื้นฟูเกียรติศักดิ์ของนามเราแล้ว!“”ใช่ครับ!”พระเจ้าจะทรงกระทำการอย่างยิ่งใหญ่น่าอัศจรรย์ใจ จนไม่มีใครสามารถดูหมิ่นพระองค์ได้อีกต่อไป!“​พระเจ้าจะทำให้ประชาชาติทั่วโลกรู้แจ้งว่าพระองค์เป็นพระผู้สร้างองค์บริสุทธิ์“ประชาชาติทั้งหลายจะรู้ว่า เราคือยาห์เวห์ องค์บริสุทธิ์ในอิสราเอล!”นี่เป็นหัวข้อสำคัญตลอดพระธรรมเอเสเคียลพระเจ้าจะทรงกระทำสิ่งต่างๆเพื่อให้คนทั้งโลกรู้ว่า1).พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้2).พระองค์ทรงครอบครองเหนือประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ3).พระองค์ทรงพิพากษาโลกด้วยความยุติธรรม4).พระองค์ทรงช่วยกู้ประชากรของพระองค์ด้วยความเมตตาอย่างไรก็ตาม พระประสงค์สูงสุดของพระเจ้าไม่ใช่เพียงแค่ให้อิสราเอลปลอดภัย แต่เพื่อให้ทุกชนชาติในโลกนี้ ได้รู้จักพระองค์!สำหรับ “องค์บริสุทธิ์ในอิสราเอล”นั้น คำว่า “บริสุทธิ์” หมายถึง1).แยกออกจากบาปโดยสิ้นเชิง2).สมบูรณ์แบบในความชอบธรรม3).ไม่มีความชั่วใดเจือปนพระเจ้าทรงย้ำว่า พระองค์ไม่ใช่พระเจ้าที่เหมือนรูปเคารพของชนชาติอื่น แต่ทรงเป็นพระเจ้าผู้ก.ทรงบริสุทธิ์ และข.ทรงสัตย์ซื่อต่อพระสัญญาของพระองค์พี่น้องที่รัก​เราต้องดำเนินชีวิตแบบถวายเกียรติแด่พระเจ้า ~พระองค์มองหาความซื่อสัตย์ ความรัก และความบริสุทธิ์ จากชีวิตของเรา​เราต้องตระหนักว่าพระเจ้าทรงหวงแหนพระเกียรติของพระองค์ ~พระองค์จึงอาจอนุญาตให้มีการตีสอนหรือแก้ไขเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา ให้ถวายพระเกียรติพระองค์มากขึ้น​เราต้องมีเป้าหมายสูงสุดของชีวิตคือให้คนรู้จักพระเจ้าและถวายเกียรติ~พระองค์ประสงค์ให้เราทำเช่นนั้นผ่านชีวิตและพฤติกรรมของเราย้ำอีกครั้ง เป้าหมายชีวิตของเรา ไม่ใช่เพียงเพื่อประสบความสำเร็จ มีความสุข หรือได้รับพระพร แต่แท้จริงคือให้เราดำเนินชีวิตที่ดีจนผู้คนเห็นพระเจ้าในชีวิตของเรา สรรเสริญพระองค์ และศรัทธาวางใจในพระองค์!ดังที่พระเยซูตรัสว่า“…จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาทั้งหลายได้เห็นความดีที่ท่านทำ พวกเขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์!”‭‭ ~มัทธิว‬ ‭5‬:‭16‬ ‭THSV11‬‬และจะเป็นจริง ตามคำกล่าวที่ว่า“ เมื่อชีวิตของเราถวายเกียรติพระเจ้า พระนามของพระองค์จะถูกป่าวประกาศให้เป็นที่รู้จักแบบเสียงดังสนั่นมากยิ่งกว่าคำเทศนาด้วยถ้อยคำของเรา!”(When our lives honor God,His name is proclaimed more loudly than our words.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 4มิถุนายน2026(ตอนที่65ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด Ep.1648

    Play Episode Listen Later Jun 2, 2026 4:33


    พระธรรมนำชีวิตตอน ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด Ep.1648หลังจากที่พระเจ้าทรงส่งเสียงเตือนให้ประชาชนกลับใจ และเตือนว่าภัยพิบัติกำลังเข้ามาใกล้แล้ว เยเรมีย์ 4:11-18 พระเจ้าทรงเปิดเผยสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่กองทัพที่กำลังมาจากทิศเหนือ แต่คือสภาพหัวใจของประชาชนที่กำลังห่างไกลจากพระเจ้า ตัวเราเองมักจะมองหาต้นเหตุของปัญหาจากสถานการณ์ที่อยู่รอบตัว แต่พระเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่ลึกที่สุด ซ่อนอยู่ในหัวใจที่ห่างไกลจากพระเจ้า'“ในครั้งนั้น เขาจะกล่าวแก่ชนชาตินี้ และแก่กรุงเยรูซาเล็มว่า ‘ลมร้อนจากที่สูงโล่งในถิ่นทุรกันดารพัดมาสู่บุตรีประชากรของเรา ไม่ใช่จะมาฝัดหรือมาชำระ ' เยเรมีย์ 4:11โดยปกติลมที่ใช้ฝัดข้าวจะช่วยแยกแกลบออกจากเมล็ด เป็นลมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ แต่ลมที่พระเจ้าตรัสถึงในข้อนี้ไม่ใช่ลมแบบนั้น เป็นลมร้อนที่รุนแรง เป็นลมที่นำความเสียหายมา ไม่ใช่การทำให้ดีขึ้น พระเจ้ากำลังบอกประชาชนว่า วิกฤตที่กำลังมานั้นไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ หลายครั้งที่ปัญหาเข้ามาในชีวิตของเรา เรามักถามว่า ทำไมเรื่องนี้ถึงเกิดขึ้น แต่เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า พระเจ้าทรงใช้วิกฤตเพื่อเปิดเผยบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจของเรา วิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ได้สร้างปัญหา แต่มักเปิดเผยปัญหาที่มีอยู่แล้ว บางคนเพิ่งจะรู้ว่าตนเองห่างจากพระเจ้าในชีวิตเริ่มพังทลายลง ข้อ 12-13 กำลังบรรยายว่าภัยจากทางเหนือกำลังเคลื่อนเข้ามาอย่างรุนแรงและรวดเร็ว พร้อมนำความพินาศมาสู่แผ่นดิน'กรุงเยรูซาเล็มเอ๋ย จงล้างจิตใจของเจ้าให้พ้นจากความชั่วร้าย เพื่อเจ้าจะรอดได้ ความคิดชั่วร้ายของเจ้านั้น จะสิงอยู่ในใจของเจ้านานสักเท่าใด? ' เยเรมีย์ 4:14พระเจ้าไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนสถานการณ์ แต่ทรงเริ่มต้นที่หัวใจ พระองค์ตรัสว่า “จงล้างจิตใจของเจ้า” เพราะปัญหาของความบาปที่ฝังรากอยู่ในใจของพวกเขา พระองค์ตรัสต่อไปว่า “ความคิดชั่วร้ายของเจ้านั้น จะสิงอยู่ในใจของเจ้านานสักเท่าใด?” ก่อนที่บาปจะออกมาเป็นการกระทำ มันเริ่มต้นจากความคิดที่ถูกปล่อยไว้ในใจ หลายครั้งที่เราอยากให้พระเจ้าเปลี่ยนสถานการณ์ แต่พระเจ้ากำลังชี้ให้เห็นว่ามีบางอย่างในใจที่ต้องเปลี่ยนก่อน'“วิถีและการกระทำทั้งหลายของเจ้า ได้นำเรื่องนี้มาเหนือเจ้า นี่แหละเป็นผลกรรมของเจ้าซึ่งขมขื่น และสะเทือนใจของเจ้า” ' เยเรมีย์ 4:18นี่เป็นประโยคสรุปของวรรคนี้ หายนะที่เกิดขึ้นไม่ได้มาอย่างไม่มีเหตุผล ยูดาห์กำลังจะต้องเก็บเกี่ยวผลจากความบาปที่เขาเลือกเอง ปัญหาในชีวิตของเราก็เป็นแบบนั้น มันไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ปัญหานั้นเป็นผลจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ที่สะสมมาเป็นเวลานาน พระเจ้ากำลังเรียกเราให้มองลึกกว่าสถานการณ์ โดยเราต้องกลับมาตรวจสอบหัวใจของเรานะครับ'จงระแวดระวังใจของเจ้ายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เพราะทุกสิ่งที่เจ้าทำออกมาจากใจ ' สุภาษิต 4:23พระเจ้าทรงสนใจต้นเหตุของปัญหามากกว่าปัญหา เพราะเมื่อหัวใจได้รับการเปลี่ยนแปลง ชีวิตของเราก็จะเริ่มเปลี่ยนตามไปด้วย พวกเราอาจจะกำลังอธิษฐานขอให้พระเจ้าเปลี่ยนสถานการณ์บางอย่าง ก่อนที่พระเจ้าจะเปลี่ยนสิ่งรอบตัวเรา พระองค์รอให้เรายอมที่จะกลับใจมาหาพระองค์ และให้เรายอมเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในใจของเราก่อน ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดในชีวิตของเรา อาจจะซ่อนอยู่ในใจของเรา ขอให้เราจะใช้เวลากับพระเจ้า อธิษฐานขอให้พระวิญญาณของพระองค์จะตรวจสอบหัวใจของเราวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่63) เราต้องบริสุทธิ์สำหรับพระเจ้า! (จงบริสุทธิ์อย่างที่พระเจ้าบริสุท

    Play Episode Listen Later Jun 1, 2026 5:05


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่63)เราต้องบริสุทธิ์สำหรับพระเจ้า!(จงบริสุทธิ์อย่างที่พระเจ้าบริสุทธิ์!(3))“เจ้าต้องบริสุทธิ์สำหรับเรา เพราะเรายาห์เวห์เป็นผู้บริสุทธิ์ และได้แยกเจ้าออกจากชนชาติทั้งหลายเพื่อเจ้าจะเป็นของเรา”‭‭ ~เลวีนิติ‬ ‭20‬:‭26‬ ‭THSV11‬‬“You are to be holy to me because I,the Lord, am holy, and I have set you apart from the nations to be my own.”‭‭ ~Leviticus‬ ‭20‬:‭26‬ ‭NIV‬‬พระเจ้าทรงเรียกและแยกเราออกจากชนชาติทั้งหลายเพื่อให้เราเป็นชนชาติที่บริสุทธิ์ของพระองค์!ในพระธรรม 1เปโตร 1:15-16 ก็กำชับให้เรา ​เป็นคนบริสุทธิ์เหมือนอย่างที่พระเจ้าบริสุทธิ์​เป็นดังดุจบุตรที่เชื่อฟังบิดา และ​เป็นธรรมิกชนที่ดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรงด้วยเช่นกัน“และถ้าพวกท่านร้องเรียกพระองค์ว่าพระบิดาผู้ทรงพิพากษาอย่างไม่มีอคติตามการกระทำของแต่ละคนพวกท่านก็จงดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรงในเวลาที่พวกท่านอยู่ในโลกนี้”~‭‭1 เปโตร‬ ‭1‬:‭17‬ ‭THSV11‬‬(Since you call on a Father who judges each person's work impartially, live out your time as foreigners here in reverent fear.”‭‭ ~1 Peter‬ ‭1‬:‭17‬ ‭NIV‬‬อย่างไรก็ตาม “ความยำเกรงพระเจ้า”ไม่ใช่ ความกลัวแบบหวาดผวา!แล้วอย่างนั้น เราควรดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรงพระเจ้า อย่างไร?​เราควรเคารพพระเจ้าอย่างเทิดทูน​เราควรตระหนักไว้เสมอว่าพระเจ้าทรงเห็นและทรงทราบทุกสิ่งในชีวิตเรา ทั้งก.ต่อหน้าคน และ ข.ลับหลังคน ​เราควรระวังไม่ใช้ชีวิตอย่างประมาทตามใจหรือตามอารมณ์ของตัวเอง​เราควรดำเนินชีวิตและรับใช้ตามพระประสงค์ของพระเจ้าด้วยความเต็มใจ​เราไม่ควรเล่นหรืออลุ่มอล่วยกับความบาปอีกต่อไป1).ไม่ใช่เพราะกลัวเสียภาพลักษณ์ของตัวเอง2).แต่เพราะไม่อยากทำให้พระเจ้าเสียพระทัย​เราควรตระหนักว่า ทุกบาปที่เราทำจะนำการพิพากษามาถึงเราอาจารย์เปโตรเตือนว่า1).พระเจ้าทรงเป็น “พระบิดา” ที่รักเรา แต่2).พระเจ้าก็ทรงเป็น “ผู้พิพากษา” ที่ยุติธรรมรักทุกคนด้วย​เราควรตั้งเป้าและตั้งใจดำเนินชีวิตแบบถวายเกียรติแด่พระเจ้าโดยตระหนักว่า ชีวิตคริสเตียนไม่ใช่ชีวิตแบบ“ฉันเชื่อพระเจ้าแล้ว ดังนั้น ฉันจะใช้ชีวิตยังไงก็ได้!”แต่คือชีวิตแบบ“เพราะว่าพระเจ้าทรงรักฉันมากมาย ฉันจึงอยาก1).ดำเนินชีวิต และ2).รับใช้พระองค์ อย่างถวายเกียรติแด่พระองค์สูงสุด!”สรุปเมื่อพระเจ้าทรงเลือกและทรงเรียกเรา ก็​ขอให้เราดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์และอย่างมีเสรีภาพ​เพื่อพระเจ้า ​เพื่อคริสตจักร และ​เพื่อคนทั้งหลาย ควบคู่กันไป และ​ขอให้เราเตือนสติตัวของเราเอง อยู่เสมอว่า“ความบริสุทธิ์ไม่ใช่ภาระ แต่คือเส้นทางสู่เสรีภาพอันแท้จริง!”(Holiness is not a burden;it is the path to true freedom.)…จะดีไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 2มิถุนายน2026(ตอนที่63ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน เลือกฟังอะไร Ep.1647

    Play Episode Listen Later Jun 1, 2026 4:55


    พระธรรมนำชีวิตตอน เลือกฟังอะไร Ep.1647เมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้ประชาชนกลับใจ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังเลือกไม่ตอบสนอง เยเรมีย์ 4:5-10 ซึ่งเป็นเสียงเตือนของพระเจ้าเพื่อตอกย้ำว่า เมื่อพระเจ้าทรงเตือนอย่าคิดว่าทุกอย่างยังปกติดี เพราะทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสเป็นจริงเสมอ'“จงประกาศในยูดาห์และป่าวร้องในกรุงเยรูซาเล็มว่า ‘จงเป่าเขาสัตว์ไปทั่วแผ่นดิน' จงร้องประกาศดังๆ ว่า ‘มารวมกันเถิด ให้เราเข้าไป ในบรรดาเมืองที่มีป้อม' ' เยเรมีย์ 4:5ภาพในตอนนี้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาก จากคำเชิญชวนให้กลับใจกลายเป็นการเตือนให้รีบหนี พระเจ้ากำลังบอกประชาชนว่า ภัยพิบัตินั้นกำลังใกล้เข้ามาแล้ว เพราะพระเจ้าทรงพระเมตตา พระองค์ไม่ทรงพิพากษาโดยไม่เตือน พระเจ้าส่งคำเตือนมาก่อนเสมอ ก่อนน้ำท่วมโลก พระองค์ทรงเตือนผ่านโนอาห์ ก่อนเมืองโสโดมถูกทำลาย พระเจ้าก็ส่งคำเตือนมา วันนี้ก่อนยูดาห์จะล่มสลาย พระเจ้าส่งเยเรมีย์มายืนร้องเรียกให้กลับใจ ถ้าวันนี้พระเจ้าทรงเรียกให้เรากลับใจ รีบเลยนะครับ ไม่ต้องรอให้มีเสียงเตือน ในข้อ 6 ไม่ใช่ภาพของธงแห่งชัยชนะ แต่เป็นธงประกาศเตือนให้หนี ในเวลานั้นพระเจ้าไม่ได้เปิดเผยชื่อศัตรูอย่างชัดเจน แต่ทรงบอกว่า ภัยนั้นจะมาจากทิศเหนือ ในข้อ 7 เป็นรายละเอียดเพิ่มเติม เป็นภาพของสิงห์โตที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกที หลายครั้งเราก็ใช้ชีวิตแบบนี้ เราคิดว่ายังมีเวลา เดี๋ยวค่อยกลับใจก็ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว บางสิ่งกำลังเข้ามาใกล้กว่าที่เราคิด บาปที่ปล่อยไว้ นิสัยที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้า สิ่งเหล่านั้นไม่ได้หยุดนิ่งมันกำลังเติบโตขึ้นอยู่เสมอ ในข้อ 8 เป็นภาพแห่งการไว้ทุกข์ เพราะการพิพากษาจะมาถึง'พระยาห์เวห์ตรัสว่า “ในวันนั้นทั้งกษัตริย์และพวกเจ้านายจะหมดกำลังใจ บรรดาปุโรหิตจะตกตะลึงและผู้เผยพระวจนะก็จะแปลกใจ” ' เยเรมีย์ 4:9กลุ่มคนในข้อนี้ เป็นกลุ่มคนที่ประชาชนเคยพึ่งพา แต่เมื่อการพิพากษามาถึงไม่มีใครช่วยอะไรได้เลย สิ่งที่มนุษย์วางใจแทนพระเจ้า ย่อมล้มเหลวในวันที่ต้องเผชิญความจริง จากนั้นเยเรมีย์ก็กล่าวด้วยความเจ็บปวด ในเยเรมีย์ 4:10 ว่า 'แล้วข้าพเจ้าจึงทูลว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้านาย พระองค์ทรงล่อลวงชนชาตินี้ และกรุงเยรูซาเล็มแน่นอนทีเดียว ว่า ‘เจ้าทั้งหลายจะอยู่เย็นเป็นสุข' แต่ที่จริงดาบได้มาถึงชีวิตของพวกเขา” 'ปัญหาของพวกเขาไม่ใช่ไม่มีคำเตือน แต่พวกเขาเลือกเชื่อฟังเสียงที่เขาอยากฟังมากกว่าเสียงเตือนของพระเจ้า พวกเขาเลือกฟังสิ่งที่อยากฟัง เช่น ทุกอย่างเรียบร้อยดี ไม่มีอะไรต้องกังวล พระเจ้าจะไม่ทำอะไรหรอก แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม อาจารย์เปาโลเตือนเรา'เมื่อเขาพูดกันว่า “สงบสุขและปลอดภัยแล้ว” เมื่อนั้นแหละความพินาศก็จะมาถึงทันที เหมือนกับความเจ็บปวดมาถึงหญิงมีครรภ์ พวกเขาจะหนีก็ไม่พ้น ' 1 เธสะโลนิกา 5:3อันตรายของชีวิตคือการคิดว่าทุกอย่างปกติดี ทั้งที่วิกฤตกำลังมาถึง เมื่อพระเจ้าเตือนเรากำลังฟังอยู่หรือเปล่า คนยูดาห์ไม่ได้พังเพราะไม่มีคำเตือน แต่เพราะพวกเขาเลือกฟังสิ่งที่อยากฟังมากกว่า วันนี้พระเจ้ากำลังเตือนเราผ่านพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผ่านพระวจนะ หรือผ่านสถานการณ์ ขอเราอย่าปล่อยให้คำว่า ไม่เป็นไรหรอก กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่กลับใจ เมื่อเสียงเรียกให้เรากลับใจให้เราเชื่อฟังทันที เพราะเสียงเรียกนั้นไม่ใช่สัญญาณว่าพระองค์กำลังจะทอดทิ้งเรา แต่นั่นเป็นหลักฐานว่า พระเจ้าประทานโอกาสให้เรากลับมาหาพระองค์ รีบกลับมานะครับ ก่อนที่จะสายเกินไปวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่62) จงบริสุทธิ์อย่างที่พระเจ้าบริสุทธิ์!(2)

    Play Episode Listen Later Jun 1, 2026 4:48


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่62)จงบริสุทธิ์อย่างที่พระเจ้าบริสุทธิ์!(2)“เพราะมีคำเขียนไว้แล้วว่า“พวกท่านจงเป็นคนบริสุทธิ์ เพราะเราเองบริสุทธิ์””~‭‭1 เปโตร‬ ‭1‬:‭16‬ ‭THSV11‬‬“for it is written: “Be holy, because I am holy.””~‭‭1 Peter‬ ‭1‬:‭16‬ ‭NIV‬‬พระเจ้าทรงเรียกให้เรามีชีวิตที่บริสุทธิ์เพื่อ “สะท้อน“​พระสิริและ​พระลักษณะอันบริสุทธิ์ของพระองค์พระเจ้าทรงเรียกให้เราสำแดงความบริสุทธิ์ผ่าน​ชีวิตและ​ความประพฤติในทุกด้านไม่ใช่เฉพาะตอนอยู่ในคริสตจักรเท่านั้นแต่รวมถึงตอนอยู่นอกคริสตจักรทั้งในที่และในเวลาที่ไม่มีใครเห็น ไม่ว่าจะเป็นผ่าน1).คำพูดหรือสิ่งที่เขียนและพิมพ์ออกมา2).ความคิด และทัศนคติที่แสดงออกมา3).การหาและการใช้เงิน4).ความสัมพันธ์ในด้านต่างๆ5).การทำงาน และการรับใช้6).การโพสต์สิ่งต่างๆในโลกออนไลน์ฯลฯและหนึ่งใน“ความบริสุทธิ์” ที่พระเจ้าต้องการจากเรา ก็คือ“ความจริงใจ”(อันสะอาด)ของเรา ที่มีต่อพระเจ้าดังนั้น ไม่ว่าเราจะพลาดผิดในเรื่องใดก็ขอให้เราไม่ปกปิด หรือ เอาแต่แก้ตัว หรือ หลบลี้หนีหน้าไปแต่ให้เราสำนึกผิด แสดงความเสียใจ ยอมรับผิด รับโทษ รีบแก้ไขและรีบกลับมาหาพระเจ้าในทันทีเพื่อรับการอภัยและเริ่มต้นใหม่ แล้วชีวิตบริสุทธิ์ของเรา ควรจะสำแดงออกมาอย่างไร?​เราควรเข้าหา เข้าใกล้ชิด ติดสนิทกับพระคริสต์ เพราะ“ยิ่งใกล้พระเจ้ามากขึ้นเท่าไร หัวใจเราก็ยิ่งอยากที่จะสะอาดบริสุทธิ์มากขึ้นเท่านั้น!”(The closer we walk with God, the more our hearts desire purity.)​เราควรให้พระเจ้าเข้ามาครอบครองใน “ทุกด้าน” ในชีวิตของเรา​เราไม่ควรแยก“ชีวิตฝ่ายวิญญาณ”ออกจาก“ชีวิตประจำวัน”ในด้านอื่นๆของเรา​เราควรดูแลให้ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าสำแดงผ่านชีวิตของเราโดยเริ่มตั้งแต่จากเรื่องเล็กๆ เช่น~การกระทำที่ซื่อสัตย์~คำพูดที่สะอาด~การควบคุมอารมณ์~การทำงานและการรับใช้~การใช้เวลาทำสิ่งถูกต้อง และ~การปฏิบัติต่อคนอื่น ฯลฯพี่น้องที่รักขอให้ชีวิตของเราบริสุทธิ์เหมือนอย่างที่พระเจ้าบริสุทธิ์!ขอให้เราเตือนตัวเองไว้เสมอว่า“การดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ คือ การสะท้อนพระอัตลักษณ์ของพระคริสต์ให้เห็นชัดเจนในชีวิตประจำวันของเรา!”(Holy living is reflecting the character of Christ in everyday life.)แล้ววันนี้ คนรอบตัวของคุณ ได้เห็นพระอัตลักษณ์อันบริสุทธิ์ของพระเยซูคริสต์ในชีวิตของคุณแล้วหรือยัง?…ตอบให้ดังๆ หน่อย จะได้ไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 1มิถุนายน2026(ตอนที่62ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ขอพรวนดินที่แข็งในใจ Ep.1646

    Play Episode Listen Later May 31, 2026 5:37


    พระธรรมนำชีวิต ตอน ขอพรวนดินที่แข็งในใจ Ep.1646หลังจากที่พระเจ้าทรงเรียกประชาชนให้กลับมาหาพระองค์ในข้อก่อนหน้า คำถามที่สำคัญคือ แล้วการกลับใจที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร? พระเจ้าทรงตอบคำถามนี้ผ่านภาพเปรียบเทียบในเยเรมีย์ 4:3-4 ซึ่งเป็นภาพที่ชาวยูดาห์เข้าใจดี คือ การไถดิน และการเข้าสุหนัต ภาพกำลังชี้ไปในสิ่งเดียวกัน คือพระเจ้าไม่ได้ต้องการเพียงการเปลี่ยนแปลงภายนอก แต่พระองค์ต้องการให้คนของพระองค์ เปลี่ยนแปลงที่หัวใจ'เพราะพระยาห์เวห์ตรัสกับคนยูดาห์และชาวเยรูซาเล็มว่า “จงทุบดินที่ไถไว้แล้วนั้น และอย่าหว่านลงกลางพงหนาม ' เยเรมีย์ 4:3พระเจ้าทรงใช้ภาพของผืนดินเพื่ออธิบายสภาพหัวใจว่าพวกเขาเหมือนผืนดินที่แข็ง หรือพื้นที่ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้นานจนไม่พร้อมเพาะปลูก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เมล็ดพันธุ์ เพราะพระวจนะของพระเจ้าดีอยู่เสมอ ปัญหานั้นอยู่ที่สภาพดิน เราอาจฟังคำเทศนามาหลายปี อ่านพระคัมภีร์มานาน แต่หัวใจของเราอาจจะค่อย ๆ แข็งขึ้น เพราะความเคยชินจนพระวจนะของพระเจ้าไม่สามารถหยั่งรากและเกิดผลได้เหมือนเดิม พระเจ้าตรัสว่า “จงทุบดินนั้นเสีย” การกลับใจเริ่มต้นเมื่อเรายอมให้พระเจ้าพรวนดินแข็งในหัวใจ และยอมรับว่ามีบางอย่างในชีวิตที่ต้องเปลี่ยนแปลง พระเจ้าตรัสต่อไปว่า “อย่าหว่านลงกลางพงหนาม” พงหนามในพระวจนะของพีะเจ้า มักสื่อถึงความบาป ความรักโลก ความกังวล พระเยซูก็ทรงอธิบายในคำอุปมาเรื่องผู้หว่านว่า บางคนรับพระวจนะด้วยความยินดี แต่สุดท้ายพระวจนะกลับไม่เกิดผล เพราะถูกหนามของโลกนี้บดบังเสียก่อน ปัญหาไม่ใช่เราไม่มีพระวจนะของพระเจ้า แต่เราไม่เติบโตเพราะหัวใจของเรามีอย่างอื่นเต็มอยู่แล้ว'คนยูดาห์และชาวกรุงเยรูซาเล็มเอ๋ย จงเข้าสุหนัตถวายแด่พระยาห์เวห์ จงตัดหนังหุ้มปลายหัวใจของเจ้าเสีย เกรงว่าความโกรธของเราจะพลุ่งออกไปอย่างไฟ และเผาไหม้โดยไม่มีใครจะดับได้ เนื่องจากการกระทำความชั่วของพวกเจ้า” ' เยเรมีย์ 4:4คนยูดาห์เข้าใจเรื่องเข้าสุหนัต และพวกเขามีเครื่องหมายนี้อยู่แล้ว นี่คือพันธสัญญาที่เกิดขึ้นกับร่างกายภายนอก แต่พระเจ้าตรัสว่า นั่นยังไม่พอเพราะปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ร่างกายแต่อยู่ที่หัวใจ “หนังหุ้มปลายหัวใจ” คือสิ่งที่ทำให้หัวใจด้านชา แข็งกระด้าง และไม่ตอบสนองต่อพระเจ้า หรือบาปบางอย่างที่เรารู้ว่าพระเจ้าไม่ชอบ แต่เรายังเก็บไว้ในชีวิต พระเจ้าทรงเรียกให้เราตัดสิ่งเหล่านั้นออก พระเจ้าเตือนตรง ๆ อย่างจริงจังว่า “เกรงว่าความโกรธของเราจะพลุ่งออกไปอย่างไฟ” ในสมัยโยสิยาห์ ประชาชนจำนวนมากคิดว่าการปฏิรูป การเปลี่ยนแปลงภายนอกก็พอแล้ว รูปเคารพหลายแห่งถูกทำลาย และพิธีกรรมหลายอย่างถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข แต่พระเจ้าทรงมองมากกว่าพฤติกรรม คือหัวใจยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม การเตือนของพระเจ้าไม่ได้แปลว่า พระองค์อยากทำลายประชาชน แต่นี่เป็นเครื่องยืนยันว่า พระเจ้ายังคงรักและกำลังเปิดโอกาสให้กลับใจเสมอในที่สุดพระเจ้าทรงทำสิ่งที่มนุษย์ทำเองไม่ได้ผ่านทางพระเยซูคริสต์และพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราเองพยายามเปลี่ยนตัวเองมาหลายครั้ง แต่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อเรายอมจำนนต่อพระคริสต์ และให้พระองค์ทรงทำงานในหัวใจของเรา'เพราะว่ายิวแท้ ไม่ใช่คนเป็นยิวแต่ภายนอกเท่านั้น และการเข้าสุหนัตแท้ก็ไม่ใช่การเข้าสุหนัตซึ่งปรากฏที่เนื้อหนังเท่านั้น คนเป็นยิวแท้ คือคนที่เป็นยิวภายใน และการเข้าสุหนัตแท้นั้นเป็นเรื่องของจิตใจ ตามพระวิญญาณไม่ใช่ตามตัวบทบัญญัติ คนอย่างนั้นไม่ได้รับการยกย่องจากมนุษย์ แต่ได้รับจากพระเจ้า' โรม 2:28-29พระเจ้ามิได้ทรงมองว่า ชีวิตเราดูดีแค่ไหนในสายตาผู้คน แต่ทรงมองว่า หัวใจของเราตอบสนองต่อพระองค์หรือเปล่า พระวจนะของพระเจ้าจะเกิดผลไม่ได้ ถ้าหัวใจของเรายังแข็งกระด้าง และมีอย่างอื่นเต็มไปหมด การกลับใจที่แท้จริง จึงไม่ใช่การเติมสิ่งใหม่เข้าไปในชีวิต แต่คือการยอมให้พระเจ้าถอน ตัดออก และไถพรวนสิ่งเก่าออกจากหัวใจ ขอพระเจ้าเมตตาเราทุกคนครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่61)

    Play Episode Listen Later May 31, 2026 5:05


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่61) จงบริสุทธิ์อย่างที่พระเจ้าบริสุทธิ์! “แต่พระองค์ผู้ทรงเรียกพวกท่านนั้นบริสุทธิ์อย่างไร พวกท่านเองก็จงเป็นคนบริสุทธิ์ในชีวิตทุกด้านอย่างนั้น” ~‭‭1 เปโตร‬ ‭1‬:‭15‬ ‭THSV11‬‬ “But just as he who called you is holy, so be holy in all you do;”‭‭ ~1 Peter‬ ‭1‬:‭15‬ ‭NIV‬‬ อัครทูตเปโตรกล่าวว่าคนของพระเจ้าไม่ใช่คนที่เพียงเชื่อพระเจ้าแค่ที่ปากแต่เขาต้องเป็นดุจบุตรที่เชื่อฟังสำแดงชีวิตสะท้อนพระลักษณะอันบริสุทธิ์ของพระเจ้าออกมาให้คนทั้งหลายได้เห็น ในพระธรรม 1 เปโตร‬ ‭1‬:‭14‬-‭16‬ ‭อาจารย์เปโตรกำชับเราว่า “เช่นเดียวกับบุตรที่เชื่อฟัง 1.อย่าประพฤติตามกิเลสตัณหา อันเกิดจากความโง่เขลาของพวกท่านในอดีต แต่2.จงเป็นคนบริสุทธิ์ในชีวิตทุกด้านเหมือนพระองค์ผู้ทรงเรียกพวกท่านนั้นบริสุทธิ์ เพราะมีคำเขียนไว้แล้วว่า “พวกท่านจงเป็นคนบริสุทธิ์ เพราะเราเองบริสุทธิ์!”” ใช่ครับ 1.คริสเตียนควรเป็นดุจ “ลูก” ที่รักและเชื่อฟัง“พ่อ”(พระเจ้า) อย่างไรก็ตาม คริสเตียนไม่ได้เชื่อฟังพระเจ้าเพราะกลัวถูกลงโทษ แต่เราเชื่อฟังเพราะว่าเราเป็น “บุตรของพระบิดา” เพราะเมื่อเรารู้ว่าเราเป็นที่รักของพระเจ้า เราจะมีใจปรารถนาที่จะดำเนินชีวิตอย่างที่พระองค์พอพระทัย พี่น้องที่รัก ขอให้ชีวิตประจำวันของเรา เป็นชีวิตที่เชื่อฟังพระเจ้าจนเป็นนิสัย เป็นชีวิตที่บริสุทธิ์แยกออกมาให้พระเจ้าทรงใช้ จนเป็นที่ประจักษ์แก่คนที่ได้รู้จักและพบเห็น …จะดีไหม?2.คริสเตียนไม่ควรประพฤติตัวตามกิเลสตัณหาด้วยความโง่เหมือนในอดีต คำว่า “กิเลสตัณหา” หมายถึง “ความต้องการของเนื้อหนังที่ดึงเราออกจากพระเจ้า” อาทิ ความเห็นแก่ตัว ความอยากที่ควบคุมไม่ได้ การทำบาปจนเคยชิน หรือการทำตามใจตามอารมณ์ของตัวเองมากกว่าตามพระทัยพระเจ้า อาจารย์ เปโตรเตือนสติเราว่าสิ่งเหล่านั้น คือ “ความโง่เขลาในอดีต” ในตอนที่เรายังไม่รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง3.คริสเตียนควรดำเนินชีวิตอย่างคนบริสุทธิ์ทุกด้านตามแบบอย่างของพระเจ้า คำว่า “บริสุทธิ์” ไม่ได้หมายถึง “ไม่เคยผิดพลาดเลย” แต่หมายถึง 1).ถูกแยกออกเพื่อพระเจ้า 2).มีชีวิตที่แตกต่างจากโลก และค่อยๆ 3).มีลักษณะเหมือนพระคริสต์มากขึ้น!” เราควรทราบว่า# “ชีวิตที่ดำเนินอย่างบริสุทธิ์ ไม่ไช่ชีวิตที่ไร้ความล้มเหลว แต่เป็นชีวิตที่กลับมาหาพระเจ้าอยู่เสมอ!” (A holy life is not a life without failure, but a life that keeps returning to God.) สรุปพี่น้องที่รัก คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่า “ยิ่งเราเดินใกล้ชิดพระเจ้ามากเท่าไร หัวใจของเราก็ยิ่งปรารถนาที่จะบริสุทธิ์มากขึ้นเท่านั้น!” (The closer we walk with God, the more our hearts desire purity.) ดังนั้น ขอให้เรามาดำเนินชีวิตแบบนี้ คือ1.เคารพและเชื่อฟังพระเจ้าดุจ “ลูก” ที่รักและยำเกรง“พ่อ”2.ไม่ประพฤติตัวตามกิเลสตัณหาด้วยความโง่เหมือนในอดีต3.ดำเนินชีวิตบริสุทธิ์ในทุกด้านเหมือนอย่างที่พระเจ้าประสงค์ …จะดีไหม?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 31พฤษภาคม2026(ตอนที่61ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ต้องกลับใจ ไม่ใช่แค่กลับมา Ep.1645

    Play Episode Listen Later May 30, 2026 5:00


    พระธรรมนำชีวิต ตอน ต้องกลับใจ ไม่ใช่แค่กลับมา Ep.1645หนึ่งในนักวิชาการพระคัมภีร์ คือ จอห์น แมคอาเธอร์ อธิบายว่า เยเรมีย์ 3-4 เกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นการทำพันธกิจของเยเรมีย์ ในสมัยที่โยสิยาห์สั่งปฏิรูปศาสนาของยูดาห์ ภายนอกดูเหมือนทุกอย่างกำลังดีขึ้นแต่เหตุการณ์หลายอย่างที่เยเรมีย์เตือนนั้นยังไม่เกิดขึ้น พระเจ้าทรงเห็นสิ่งที่ประชาชนมองไม่เห็น จึงทรงเรียกพวกเขาให้กลับใจอย่างแท้จริงก่อนการพิพากษาจะมาถึง'“อิสราเอลเอ๋ย ถ้าเจ้าจะกลับมา เจ้าก็ควรจะกลับมาหาเรา” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ “ถ้าเจ้ายอมเอาสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนไปให้พ้นหน้าเราเสีย ไม่โลเล ' เยเรมีย์ 4:1ภาพจากบทที่ 3 ที่กำลังเกิดขึ้นในยุคของโยสิยาห์ ประชาชนจะเริ่มสารภาพยอมรับว่ารูปเคารพเป็นสิ่งหลอกลวง และยอมรับว่า ความรอดอยู่ในพระเจ้าเพียงผู้เดียว แต่พระเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่า การสารภาพบาปเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ พระองค์ตรัสว่า “ถ้าเจ้าจะกลับมา เจ้าก็ควรจะกลับมาหาเรา” การกลับมา หมายถึง การหันกลับ การกลับคืน และการกลับเข้าสู่ความสัมพันธ์อีกครั้ง พระเจ้าไม่ได้เรียกเรากลับมาเพื่อทำพิธีกรรม หรือกลับมาเป็นคนเคร่งศาสนา แต่ทรงเรียกให้กลับมา เราอาจกลับมาที่คริสตจักร กลับมาทำกิจกรรมฝ่ายวิญญาณ แต่หัวใจของเราอาจจะยังไม่ได้กลับมาหาพระเจ้าจริง ๆ เลยการกลับใจที่แท้จริงไม่ใช่แค่กลับมาอยู่ในสถานที่เดิม แต่คือการกลับมาอยู่ใกล้พระเจ้าอีกครั้ง พระเจ้าตรัสต่อว่า “ถ้าเจ้ายอมเอาสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนไปให้พ้นหน้าเราเสีย.ฃ ไม่โลเล” ตรงนี้สิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนหมายถึง รูปเคารพ หรือทุกสิ่งที่เข้ามาแทนที่พระเจ้า การกลับใจที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการเสียใจกับบาป แต่คือการกำจัดสิ่งที่พาเราออกห่างจากพระเจ้า สิ่งใดก็ตามที่เราให้ความสำคัญมากกว่าพระเจ้า สิ่งนั้นแหละที่กำลังกลายเป็นรูปเคารพในหัวใจของเรา'และถ้าเจ้าสาบานอย่างสัตย์จริง อย่างยุติธรรม และอย่างเที่ยงตรงว่า ‘พระยาห์เวห์ทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด' บรรดาประชาชาติจะให้พรกันโดยพระองค์ และโดยพระองค์เขาทั้งหลายจะได้รับเกียรติ” ' เยเรมีย์ 4:2การกลับใจที่แท้จริงต้องทำให้ทุกคนเห็นผ่านความจริง ความยุติธรรม และความชอบธรรมในการดำเนินชีวิต เพราะคนที่กลับมาหาพระเจ้าย่อมเริ่มคิดต่าง พูดต่าง และใช้ชีวิตต่างออกไปจากเดิม และเมื่อประชากรของพระเจ้ากลับมาอย่างแท้จริง พระเจ้าตรัสว่า “บรรดาประชาชาติจะให้พรกันโดยพระองค์” นี่คือเป้าหมายของพระเจ้า พระองค์ไม่ได้ช่วยเราเพียงเพื่อเราเท่านั้น แต่พระองค์ต้องการให้ชีวิตของเราให้เป็นพรแก่คนอื่นด้วย เมื่อคนของพระเจ้ากลับมาหาพระเจ้าจริง ๆ ครอบครัว คนรอบข้าง จะได้รับพรได้รับผลกระทบด้วย และพระนามของพระเจ้าจะได้รับการสรรเสริญ'อย่าลอกเลียนแบบอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบพระประสงค์ของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม ' โรม 12:2แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงภายนอกจะเป็นเครื่องยืนยันว่า เรากลับใจมาหาพระเจ้า และได้รับการเปลี่ยนแปลงภายในแล้ว แต่พระเจ้าทรงเห็นแรงจูงใจ หรือความต้องการภายในของเรา โยเอล 2:13 ได้บอกว่า จงฉีกใจของเจ้า ไม่ใช่เพียงเสื้อผ้า บางครั้งการกลับใจของเราอาจจะเป็นเพียงความรู้สึกผิดสั้น ๆ แล้วเราก็กลับไปทำสิ่งเดิม แต่การกลับใจจริง ๆ นั้น คือการหันหลังในสิ่งเก่า หันหน้ามาหาพระเจ้า ขอพวกเราอย่าเพียงกลับมาเท่านั้น ขอให้เรากลับใจมาหาพระเจ้าอย่างจริงจัง และด้วยความจริงใจด้วยนะครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่58) ความทุกข์ยากลำบากเล็กๆน้อยๆ?

    Play Episode Listen Later May 30, 2026 5:52


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่58)ความทุกข์ยากลำบากเล็กๆน้อยๆ?“ข้าพเจ้าเห็นว่าความทุกข์ลำบากแห่งสมัยปัจจุบัน ไม่ควรจะเอาไปเปรียบกับศักดิ์ศรีซึ่งจะเผยให้แก่เราในอนาคต”‭‭ ~โรม‬ ‭8‬:‭18‬ ‭THSV11‬‬“I consider that our present sufferings are not worth comparing with the glory that will be revealed in us.”‭‭ ~Romans‬ ‭8‬:‭18‬ ‭NIV‬‬มีคำกล่าวไว้ว่า“ความทุกข์ของวันนี้ อาจหนักหนาเกินน้ำตาแต่ยังเบากว่าศักดิ์ศรีที่พระเจ้าทรงเตรียมให้ไว้ในวันหน้า!”“Today's suffering may be heavier than tears,yet still lighter than the glory God has prepared ahead.”ในพระธรรมคัมภีร์ก็ยืนยันเรื่องนี้ด้วยคำกล่าวของอาจารย์เปาโลไว้ ดังนี้“ข้าพเจ้าเห็นว่าความทุกข์ลำบากแห่งสมัยปัจจุบันไม่ควรจะเอาไปเปรียบกับศักดิ์ศรีซึ่งจะเผยให้แก่เราในอนาคต 1).เพราะสรรพสิ่งที่ทรงสร้างแล้ว คอยด้วยความปรารถนาอย่างยิ่งให้บุตรทั้งหลายของพระเจ้าปรากฏ 2).เพราะว่าสรรพสิ่งเหล่านั้นต้องเข้าอยู่ในอำนาจของอนิจจัง ไม่ใช่ตามใจชอบของตนเอง แต่เป็นไปตามที่พระเจ้าได้ทรงให้เข้าอยู่นั้น ด้วยมีความหวังว่า สรรพสิ่งเหล่านั้น1).จะได้รอดจากอำนาจแห่งความเสื่อมสลาย และ2).จะเข้าในเสรีภาพและศักดิ์ศรีแห่งลูกๆ ของพระเจ้า เรารู้อยู่ว่าสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมดนั้นกำลัง1).คร่ำครวญด้วยกัน และ2).เจ็บปวดแบบหญิงคลอดลูกมาจนทุกวันนี้ และไม่ใช่เท่านั้น แต่เราเองด้วย ผู้ได้รับพระวิญญาณเป็นผลแรก ตัวเราเองก็ยังคร่ำครวญคอยการที่พระเจ้าจะทรงให้มีฐานะเป็นบุตร คือที่จะทรงไถ่กายของเรา เพราะว่าเรารอดโดยความหวัง แต่ความหวังในสิ่งที่เราเห็นได้นั้นไม่ได้เป็นความหวังเลย ด้วยว่าใครเล่าจะยังหวังในสิ่งที่เขาเห็น แต่ถ้า1).เราหวังว่าจะได้สิ่งที่ยังไม่เห็น 2).เราจึงมีความอดทนคอยสิ่งนั้น”‭‭ ~โรม‬ ‭8‬:‭18‬-‭25‬ ‭THSV11‬‬ใช่ครับ พระธรรมตอนนี้ (โรม8:18-25)เป็นหนึ่งในข้อความที่ลึกซึ้งและให้ความหวังมากที่สุดเกี่ยวกับ “ความทุกข์ยาก” “ความหวัง” และ “อนาคตบั้นปลายของผู้เชื่อ”อาจารย์เปาโล กำลังอธิบายว่า แม้ชีวิตปัจจุบันของเราจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่พระเจ้าก็กำลังพาเราไปสู่การไถ่และศักดิ์ศรีที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมากมาย โดยกล่าวสรุปว่า​ “ความทุกข์ปัจจุบัน” ไม่ใช่บทสุดท้ายของชีวิต= “ ไม่ควรจะเอาความทุกข์ลำบากแห่งสมัยปัจจุบันไปเปรียบกับศักดิ์ศรีซึ่งจะเผยให้แก่เราในอนาคต”อ.เปาโลไม่ได้ปฏิเสธความจริงเรื่องความทุกข์เพราะท่านรู้จักความเจ็บปวดดี ทั้งการถูกข่มเหง ติดคุก ถูกปฏิเสธ และเหนื่อยล้าเมื่อยล้าทั้งกายใจ ฯลฯแต่ท่านกำลังบอกว่าความทุกข์ คือสภาวะ“ชั่วคราว”และ”เล็กๆน้อยๆ“ส่วนศักดิ์ศรีที่พระเจ้าจะประทานให้นั้น“ยิ่งใหญ่และถาวร”เหมือนคนที่กำลังเดินอยู่ในคืนที่มืดมิดมาก แต่ก็รู้ว่าดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้นในตอนรุ่งเช้าคริสเตียนจึงไม่ได้ดำเนินชีวิตด้วย “ความสิ้นหวัง”แต่ด้วย “มุมมองนิรันดร์”อย่าง“มีความหวังอันเต็มเปี่ยม”​ ทั้งโลกกำลัง “คร่ำครวญ”เหมือน“หญิงใกล้คลอดลูก”= “สรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมดนั้นกำลังคร่ำครวญด้วยกัน”ไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นที่เจ็บปวด แต่สรรพสิ่งทั้งโลกที่พระเจ้าทรงสร้างก็กำลัง“ผิดปกติ”ผ่าน ความตาย โรคภัยไข้เจ็บ สงคราม ความเสื่อมสลาย ภัยธรรมชาติ ความสับสนและความแตกสลายในจิตใจมนุษย์ ฯลฯโลกที่พระเจ้าทรงสร้างนั้นเดิมที “ดีมาก” แต่ความบาปกำลังทำให้ทุกสิ่งเสื่อมทรามลงซึ่งแท้จริงแล้ว “โลกนี้ไม่ควรเป็นแบบนี้” หัวใจของมนุษย์จึงโหยหาการฟื้นฟูจากพระเจ้าเสมือนความเจ็บปวดของหญิงคลอดลูกนั้นซึ่งเป็นความเจ็บจริงที่กำลังนำไปสู่การเกิดของ “ชีวิตใหม่”ความทุกข์ของผู้เชื่อก็เช่นกันจะไม่ใช่ความเจ็บปวดที่สูญเปล่า แต่พระเจ้ากำลังใช้สิ่งนั้นเพื่อพาไปสู่การสร้างใหม่ และศักดิ์ศรีนิรันดร์ในอนาคตเราผู้เชื่อจึงคร่ำครวญเช่นกัน เพียงแต่ว่า เรา “คร่ำครวญด้วยความหวัง”และรอวันที่พระเจ้าจะทรงไถ่ทุกสิ่งให้สมบูรณ์ และประทานศักดิ์ศรีให้แก่เราเมื่อนั้น เราจะชื่นชมยินดี ที่เราจะได้เห็นในสิ่งที่เราหวังไว้เป็นจริง!พี่น้องที่รักขอให้เราจดจำไว้เสมอว่า“ฤดูกาลแห่งความเจ็บปวด ไม่ใช่บทสรุปของชีวิตแต่เป็นเส้นทางผ่านไปสู่พระสิริที่ยิ่งใหญ่กว่า”(The season of pain is not the conclusion of life,but the pathway to a greater glory.)…อาเมนไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 28พฤษภาคม2026(ตอนที่58ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่60) พระคุณและสันติสุข(2)

    Play Episode Listen Later May 30, 2026 5:05


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่60)พระคุณและสันติสุข(2)“ขอให้พระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเรา และจากพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า ดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด”‭‭ ~เอเฟซัส‬ ‭1‬:‭2‬ ‭THSV11‬‬“Grace and peace to you from God our Father and the Lord Jesus Christ.”‭‭ ~Ephesians‬ ‭1‬:‭2‬ ‭NIV‬‬คุณเชื่อหรือไม่ว่า…“โลกอาจให้ความสุขชั่วคราวแต่พระเจ้าประทานสันติสุขที่ลึกถึงจิตวิญญาณ”(The world offers temporary happiness,but God gives peace deep within the soul.)พระคัมภีร์ข้อนี้(เอเฟซัส1:2)ก็เหมือนกับในพระธรรม 1โครินธ์ 1:3 และคำทักทายของอาจารย์เปาโลในจดหมายของท่านแทบทุกฉบับที่กล่าวถึง“พระคุณและสันติสุข”จากพระเจ้าพระบิดาและพระเยซูคริสต์พระบุตรและเราได้คุยกันถึงความหมายของ“พระคุณ”ไปแล้วเมื่อวานนี้ วันนี้ เราจึงมาคุยกันต่อเรื่องของ“สันติสุข“!ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจก่อนว่า “สันติสุข” ไม่ได้หมายถึง”การไม่มีปัญหา”และชีวิตที่มี“สันติสุข”ก็ไม่ได้หมายถึง “ชีวิตไม่มีคลื่นลมและไร้ซึ่งพายุ“คำว่า “สันติสุข” (Peace หรือ Shalom)ในพระคัมภีร์หมายถึง“ความสมบูรณ์ ความมั่นคง ความสงบลึกภายใน แม้ว่าภายนอกยังวุ่นวาย”ในคริสตจักรต่างๆล้วนเต็มไปด้วยปัญหา แต่อาจารย์เปาโลก็อธิษฐานขอสันติสุขให้แก่พวกเขาเพราะว่า”สันติสุขมาจากพระเจ้า“ซึ่ง​ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “สถานการณ์รอบตัวเรา”แต่​ขึ้นอยู่กับ “การสถิตของพระเจ้า”ที่อยู่กับพวกเราพระเยซูคริสต์ ทรงเป็นผู้ประทานสันติสุขแท้ให้แก่เรา“เรามอบสันติสุขไว้กับพวกท่านสันติสุขของเรา เราให้แก่ท่านไม่เหมือนที่โลกให้!”~ยอห์น 14:27โลกมักให้ความสุขเมื่อทุกอย่างดีแต่พระเจ้าทรงประทานสันติสุขให้แก่เราแม้แต่ในวันที่ชีวิตยังมีทุกข์หนักหนา!อาจารย์เปาโลมักเตือนสติไว้ในจดหมายทุกฉบับของท่านว่า“ต้นกำเนิดของพระคุณและสันติสุข” ในชีวิตของเรานั้นมาจากพระเจ้า“จากพระเจ้าพระบิดาของเราและจากพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า”สันติสุขแท้ในชีวิตของเราไม่ได้มาจากเงินทอง ความสำเร็จ คนรัก ชื่อเสียง หรือ สิ่งของอื่นๆแต่มาจาก“พระคุณและสันติสุข “ที่มาจากพระเจ้าแม้มนุษย์พยายามเต็มที่ที่จะเติมเต็มความว่างเปล่าภายในจิตใจและในจิตวิญญาณด้วยหลายสิ่ง แต่สุดท้ายพวกเขาก็ ยังเหนื่อย ยังวิตกกลัว และ ยังว่างเปล่า!เราสมควรตระหนักว่า มีแต่เพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเติมเต็มในส่วนลึกที่สุดในใจของมนุษย์ได้เหมือนดังที่ เซนต์ ออกัสติน ทูลต่อพระเจ้าว่า“พระองค์ทรงสร้างเราสำหรับพระองค์เองจิตใจของเราจะไม่พบการพักสงบจนกว่าจะได้พักอยู่ในพระองค์!”(You have made us for Yourself, and our heart is restless until it rests in You.)ต้นฉบับภาษลาตินเขียนไว้ว่า"Quia fecisti nos ad Te, et inquietum est cor nostrum, donec requiescat in Te."พี่น้องที่รักเราสามารถกล่าวได้ว่า“พระคุณนำเราเข้าใกล้พระเจ้าและสันติสุขทำให้เรายังอยากอยู่กับพระองค์ต่อไปอีก”(Grace draws us near to God,and peace makes us want to remain with Him.)แล้วเวลานี้ …คุณกำลังรู้สึกอย่างนี้อยู่หรือไม่ครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 30พฤษภาคม2026(ตอนที่60ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน การกลับใจที่แท้จริง Ep.1644

    Play Episode Listen Later May 29, 2026 4:37


    พระธรรมนำชีวิตตอน การกลับใจที่แท้จริง Ep.1644ในเยเรมีย์ 3:23 ประชากรสารภาพว่ารูปเคารพทั้งหลาย เป็นเพียงสิ่งหลอกลวง และยอมรับว่า ความรอดแท้จริงอยู่ในพระเจ้าเพียงผู้เดียว เยเรมีย์ 3:24-25 พวกเขาขยับลึกลงไปอีก พวกเขาเริ่มยอมรับผลอันขมขื่นจากความบาปที่กัดกินชีวิตของเขามาตลอด ทั้งชีวิตของเขา ครอบครัว และคนในชาติ พวกเขาเลิกแก้ตัว เริ่มสารภาพว่า ความพังพินาศทั้งหมดเกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่เพราะพระเจ้าทอดทิ้งพวกเขา แต่เป็นเพราะพวกเขาเองได้ละทิ้งพระเจ้ามาตลอดหลายชั่วอายุคน '“แต่ว่าสิ่งน่าอายนั้นได้กัดกินสิ่งทั้งปวงที่บรรพบุรุษของเราได้ลงแรงทำไว้ ตั้งแต่เรายังเป็นเด็กอนุชนอยู่ คือฝูงแกะ ฝูงโค บรรดาบุตรชาย และบุตรหญิงของพวกเขา ' เยเรมีย์ 3:24“สิ่งที่น่าอาย” คำนี้มักถูกใช้แทนพระบาอัล ผู้เผยพระวจนะและคนอิสราเอลจำนวนมากมักใช้คำว่า สิ่งน่าอายแทนชื่อพระบาอัล เพราะพวกเขามองว่ารูปเคารพนั้นนำความอับอายมาสู่ประชากรของพระเจ้า สิ่งที่ประชาชนเคยฝากความหวังไว้ คิดว่าจะนำความมั่นคงมาให้ชีวิต สุดท้ายสิ่งน่าอายนั้นก็กัดกินสิ่งทั้งปวง ความบาปไม่เคยหยุดอยู่แค่ในหัวใจ มันจะค่อยๆ กัดกินชีวิต ความสัมพันธ์ อนาคต และคนรอบข้างไป เรามักคิดว่า เราสามารถควบคุมบาปได้ สุดท้ายไม่ใช่เราที่ควบคุมบาปได้ แต่บาปต่างหากที่กำลังควบคุมและกัดกินชีวิตของเรา'ให้เรานอนลงในความอายของเรา และให้ความอัปยศคลุมเราไว้ เพราะเราได้ทำบาปต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา ทั้งตัวเราและบรรพบุรุษของเรา ตั้งแต่เราเป็นอนุชนอยู่จนทุกวันนี้ และเราไม่ได้ฟังพระสุรเสียงแห่งพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา”' เยเรมีย์ 3:25พวกเขาอยู่ในจุดที่ไม่ได้ปกปิด ไม่มีข้อแก้ตัวแล้ว ไม่ได้โยนความผิดให้ใคร ไม่ได้สร้างภาพฝ่ายวิญญาณ แต่ยอมจำนนต่อพระเจ้า พร้อมยอมรับว่า บาปของตนนั้นน่าละอายจริงๆ นี่คือการกลับใจที่แท้จริง พวกเขาไม่ได้เสียใจเพราะผลของบาป แต่ยอมรับว่า พวกเขาได้ทำบาปต่อพระเจ้าพวกเขาสารภาพว่า ทั้งตัวเราและบรรพบุรุษของเรา พวกเราไม่ได้ฟังพระสุรเสียงพระเจ้าของพวกเรา ความบาปและความดื้อรั้นสามารถกลายเป็นวงจรชีวิตที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้ การกลับใจที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เพียงการร้องไห้กับอดีต แต่คือการตัดสินใจหยุดวงจรแห่งการไม่เชื่อฟังพระเจ้า'เพราะว่าความเสียใจตามพระประสงค์ของพระเจ้า ทำให้เกิดการกลับใจ ซึ่งจะนำไปสู่ความรอดและจะไม่ทำให้เสียใจ แต่ความเสียใจอย่างโลกนั้นย่อมนำสู่ความตาย ' 2 โครินธ์ 7:10พระเจ้าไม่ได้ต้องการเพียงความรู้สึกผิด แต่ทรงต้องการคนที่กลับใจและกลับมาหาพระองค์จริงๆ สิ่งที่เข้ามาแทนพระเจ้าอาจจะดูดีในตอนต้น แต่สุดท้ายสิ่งเหล่านั้นจะทำให้เราห่างจากพระเจ้ามากขึ้น การกลับใจที่แท้จริง เริ่มต้นเมื่อเราเลิกแก้ตัว และยอมรับต่อพระเจ้าว่า ข้าพระองค์ต้องการพระองค์จริงๆ การกลับมาหาพระองค์เท่านั้น ที่หยุดวงจรแห่งความบาปที่กัดกินชีวิตของเราได้คพถามสึดท้ายในวันนี้ วันนี้มีสิ่งใดไหม ที่กำลังเข้ามาแทนพระเจ้าในชีวิตของเรา และมันค่อยๆ กัดกินหัวใจของเราโดยไม่รู้ตัว มีอยู่บ้างไหมวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่59) พระคุณและสันติสุข(1)

    Play Episode Listen Later May 29, 2026 5:02


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่59)พระคุณและสันติสุข(1)“ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเรา และจากพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าดำรงอยู่กับท่านทั้งหลาย”~‭‭1 โครินธ์‬ ‭1‬:‭3‬ ‭THSV11‬‬“Grace and peace to you from God our Father and the Lord Jesus Christ.”‭‭ ~1 Corinthians‬ ‭1‬:‭3‬ ‭NIV‬‬มีคำกล่าวไว้ว่า“ พระคุณ คือการได้รับในสิ่งที่เราไม่คู่ควรสันติสุข คือการได้พักในพระเจ้าท่ามกลางสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้”(Grace is receiving what we do not deserve;Peace is resting in God amid what we cannot control.)ข้อพระคัมภีร์สั้นๆ(1โครินธ์1:3)นี้ เป็นถ้อยคำที่ลึกซึ้งและเป็นคำสรุปหัวใจของชีวิตคริสเตียนไว้ทั้งหมด นั่นคือ“ขอ​พระคุณและ​สันติสุข1).จากพระเจ้าพระบิดาของเรา และ2).จากพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าดำรงอยู่กับท่านทั้งหลาย”~1 โครินธ์ 1:3ชีวิตของเราจำเป็นต้องมีทั้ง พระคุณ และ สันติสุข จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ได้เลย!แต่ถ้าจะดูตามลำดับ เราก็จะพบว่า“พระคุณ”ต้องมาก่อน “สันติสุข!”อาจารย์ เปาโลไม่ได้กล่าวว่า“ขอให้ท่านมีสันติสุขก่อน แล้วท่านจึงได้รับพระคุณ”แต่ท่านกล่าวเรียงตามลำดับว่า1).พระคุณ (Grace) มาก่อนเมื่อใด2).สันติสุข (Peace) ก็จะตามมาเมื่อนั้นด้วยเหตุนี้ ในตอนต้นจดหมายของอาจารย์เปาโลแทบทุกฉบับจึงเริ่มต้นทักทายตามลำดับเช่นนั้นเพราะในชีวิตจริงมนุษย์จะไม่มี “สันติสุขแท้”จนกว่าเขาจะได้รับและได้เข้าใจใน “พระคุณแท้”แล้ว“พระคุณ” คืออะไร?พระคุณ คือ“ความรัก ความเมตตา และความโปรดปรานจากพระเจ้า ที่เราไม่ได้มีสิทธิ์เรียกร้องและไม่มีคุณสมบัติที่คู่ควรจะได้รับ!”ดังนั้น เราต้องตระหนักไว้เสมอว่า1).เราไม่ได้รอด(จากหนี้และโทษบาป)เพราะว่าตัวเราดีหรือเก่งพอ2).เราไม่ได้เป็นที่รักของพระเจ้าเพราะว่าเราสมบูรณ์แบบ แต่“พระเจ้าผู้สมบูรณแบบทรงรักเราผู้ไม่สมบูรณอย่างสมบูรณ์แบบ!”(The perfect God loves us,imperfect people, in a perfectly complete way.)พระเจ้าทรงรักเราทั้งก่อนที่เราทำบาปและหลังจากที่เราทำบาปไปแล้วและเราได้รับความรักและความรอดนี้อย่างสมบูรณ์จากองค์พระเยซูคริสต์ผู้ทรงยอมสละพระชนม์ไถ่บาปเราที่บนไม้กางเขนด้วยเหตุนี้เอง เมื่อเราได้รับ ได้รู้ และได้เข้าใจความจริงในเรื่องพระคุณนี้หัวใจของเราจึงสงบลงและมีสันติสุข!เราจึงไม่ต้องทำสิ่งต่อไปนี้ เพื่อจะทำให้พระเจ้าโปรดปรานและประทานพระคุณให้แก่เรา 1).เราไม่ต้องพยายามพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง~ที่เป็นเหตุให้เราเครียดและไม่มีความสงบ2).เราไม่ต้องแบกความผิดบาปและโทษไว้กับตัวตลอดชีวิต~ที่ทำให้เราไม่มีสุขสันติในใจ3).เราไม่ต้องวิ่งหาการยอมรับจากคนทั้งโลก~ที่ทำให้้เราเหน็ดเหนื่อยและขาดความสุข เพราะว่าพระคุณของพระเจ้า ได้ทำให้ใจที่เหนื่อยของเรา“ได้พัก”อย่างสุขสันต์ในพระเยซูคริสต์โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้วพี่น้องที่รัก ​ขอให้วันนี้ เราสัมผัสและรับพระคุณของพระเจ้าด้วยความถ่อมใจและซาบซึ้งใจ และ2.ขอให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีสันติสุขได้ในทุกสภาวการณ์ของชีวิต เหมือนดังคำกล่าวว่าที่ว่า“หัวใจที่สัมผัสพระคุณของพระเจ้าเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีสันติสุขได้ แม้แต่ในวันที่อ่อนล้า!”(A heart touched by God's grace learns to live in peace even on weary days.)…จะดีไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 29พฤษภาคม2026(ตอนที่59ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน พระเยซูเท่านั้น Ep.1643

    Play Episode Listen Later May 28, 2026 4:36


    พระธรรมนำชีวิตตอน พระเยซูเท่านั้น Ep.1643มนุษย์ยังค้นหาสิ่งที่จะช่วยให้ชีวิตมั่นคง ปลอดภัย และเติมเต็มหัวใจ เราจึงพยายามยึดบางสิ่งไว้เป็น ความหวังของชีวิต บางคนไว้ใจเงิน ไว้ใจคน ไว้ใจในความสำเร็จ ไว้ใจในคนรัก ครอบครัว หรือวางใจในตัวเอง ในวันที่ทุกอย่างยังปกติ สิ่งเหล่านั้นก็ดูเหมือนช่วยได้ แต่ในวันที่เราเจอวิกฤตมนุษย์มักพบว่า สิ่งที่เราวางใจนั้นจริง ๆ ไม่สามารถช่วยชีวิตเราได้ เยเรมีย์ 3:22ข-23 คือเสียงของประชากรที่ตระหนักว่า สิ่งที่พวกเขาเคยวิ่งตามมาตลอดนั้น เป็นเพียงภาพลวงตา เป็นสิ่งไร้สาระ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นความรอดแท้จริง‘…“นี่แน่ะ ข้าพระองค์ทั้งหลายมาหาพระองค์แล้ว เพราะพระองค์ทรงเป็นพระยาห์เวห์พระเจ้าของพวกข้าพระองค์” ' เยเรมีย์ 3:22ขนี่คือการกลับใจที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงความเสียใจหรือแค่รู้สึกผิด แต่คือการกลับมาหาพระเจ้า ประชากรของพระเจ้าไม่ได้ร้องไห้เพียงเพราะผลของความบาป แต่พวกเขากำลังหันกลับมาหาพระองค์ผู้ซึ่งพวกเขาเคยทอดทิ้ง การกลับใจที่แท้จริงไม่ได้จบแค่การเกลียดบาป แต่ต้องจบที่การกลับมาหาพระเจ้า'“แท้จริง เนินเขาก็เป็นแต่สิ่งหลอกลวง และความสับสนอลหม่านบนภูเขาก็เช่นกัน แท้จริงความรอดของอิสราเอลนั้น อยู่ในพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา ' เยเรมีย์ 3:23เนินเขาคือสถานที่กราบไหว้รูปเคารพและประกอบพิธีกรรมของชาวคานาอัน พวกเขาเคยเชื่อว่าพระบาอัลจะให้ฝน ให้ความอุดมสมบูรณ์ และความมั่นคงแก่ชีวิต แต่ในวันที่วิกฤตมาถึงสิ่งที่พวกเขาเคยวางใจกลับช่วยอะไรไม่ได้เลย คำว่า “สิ่งหลอกลวง” ในภาษาเดิมหมายถึง คำโกหก ภาพลวงตา หรือสิ่งไร้สาระ สิ่งที่พวกเขาเคยฝากความหวังไว้กลับกลายเป็นสิ่งที่โกหก หลอกลวงพวกเขามาตลอด ส่วนคำว่า “ความสับสนอลหม่านบนภูเขา” กำลังสะท้อนถึงเสียงของพิธีกรรมที่วุ่นวาย ที่เคยดูตื่นเต้นและเร้าอารมณ์ สุดท้ายกลับเป็นเพียงเสียงอึกทึกที่ว่างเปล่า หลายครั้งเราเองก็ทำเหมือนเดิมในยุคนี้ หัวใจของมนุษย์สามารถสร้างรูปเคารพขึ้นมาได้เสมอ แม้ว่าอาจจะไม่ใช่รูปปั้นที่ตั้งไว้ในบ้าน เงิน ความสำเร็จ ชื่อเสียง ความมั่นคง ความสัมพันธ์หรือคอนเนคชั่น สิ่งเหล่านี้มักให้คำสัญญาว่า ถ้ามีสิ่งเหล่านั้นชีวิตจะปลอดภัยและมีความสุข แต่สุดท้าย สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถช่วยจิตวิญญาณของมนุษย์ได้จริง ๆประชากรของพระเจ้าจึงสารภาพว่า “แท้จริงความรอดของอิสราเอลนั้น อยู่ในพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา” หลังจากที่พวกเขาวิ่งหนี หลงทาง และถูกหลอกลวง ในที่สุดเขาก็ยอมรับว่า ความรอดที่แท้จริงมีอยู่ในพระเจ้าเพียงผู้เดียว'ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย เพราะว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้นั้น ไม่โปรดให้มีท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” ' กิจการ 4:12พระเยซูคริสต์ทรงเป็นความรอดที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียว เงิน ความสามารถ ศาสนา และกำลังของมนุษย์ไม่สามารถช่วยชีวิตมนุษย์ให้รอดจากบาปได้ พระเจ้าปล่อยให้มนุษย์ผิดหวังกับสิ่งที่ตนเองวางใจ เพื่อจะเรียนรู้ว่า มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ช่วยชีวิตเราได้จริง โลกเต็มไปด้วยคำสัญญาว่าจะเติมเต็มหัวใจของเรา แต่สุดท้ายก็ทิ้งให้เราว่างเปล่า มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ช่วยฟื้นฟู และเติมเต็มหัวใจของเราได้จริง เมื่อเราหยุดวิ่งหาสิ่งอื่น ขอให้เรากลับมาหาพระเจ้า เพราะที่นั่นคือจุดเริ่มต้นของความรอดแท้จริง และสันติสุขที่โลกไม่มีวันให้ได้วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่57) ผู้ที่ความหวังของเขาอยู่ในพระยาห์เวห์ก็เป็นสุข!

    Play Episode Listen Later May 28, 2026 5:59


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่57)ผู้ที่ความหวังของเขาอยู่ในพระยาห์เวห์ก็เป็นสุข!“คนที่ผู้อุปถัมภ์ของเขาคือพระเจ้าของยาโคบ ก็เป็นสุข คือผู้ที่ความหวังของเขาอยู่ในพระยาห์เวห์พระเจ้าของเขา!”‭‭ ~สดุดี‬ ‭146‬:‭5‬ ‭THSV11‬‬“Blessed are those whose help is the God of Jacob, whose hope is in the Lord their God.”‭‭ ~Psalms‬ ‭146‬:‭5‬ ‭NIV‬‬มีคำเขียนไว้ว่า“เมื่อเรามองไม่เห็นหนทางข้างหน้า ความหวังในพระเจ้าจะเป็นแสงสว่างนำทางเรา!”“When we cannot see the road ahead,hope in God becomes our guiding light.”พี่น้องที่รักเราก็มองไม่เห็นอนาคต แต่เราจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไปเราจึงต้องการความหวัง ที่จะส่องทางที่เราจะเดินไปแล้ว เวลานี้ ความหวังของคุณอยู่ในพระเจ้าหรือไม่?“ความหวัง”ของคุณ นำความสุข ความชื่นชมยินดี และกำลังใจมาให้แก่คุณหรือไม่?และ อย่างไร?พระคัมภีร์สอนเราในเรื่อง“ความหวัง”นี้ไว้อย่างไรบ้าง?​พระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งความหวังที่เป็นแหล่งของความสุขและความยินดี“ขอพระเจ้าแห่งความหวังโปรดให้ท่านบริบูรณ์ด้วยความชื่นชมยินดี และสันติสุขในความเชื่อ เพื่อท่านจะได้เปี่ยมด้วยความหวังโดยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์”~โรม‬ ‭15‬:‭13‬ ‭THSV11‬‬2 พระเจ้าทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่เข้าในความหวังที่ยั่งยืน“สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา โดยพระเมตตาล้นเหลือของพระองค์ ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่ เข้าในความหวังที่ยั่งยืน โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์”~‭‭1 เปโตร‬ ‭1‬:‭3‬ ‭THSV11‬‬​พระเจ้ามีแผนการที่ให้อนาคตและความหวังแก่เรา“พระยาห์เวห์ตรัสว่า ‘เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับพวกเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพไม่ใช่เพื่อทำร้ายเจ้า เพื่อจะให้อนาคตและความหวังแก่เจ้า”‭‭ ~เยเรมีย์‬ ‭29‬:‭11‬ ‭THSV11‬‬​เราควรมีความหวังในพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา“จิตใจของข้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่? ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายอยู่ภายใน? จงหวังในพระเจ้า เพราะข้าจะยกย่องพระองค์อีก ผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด”‭‭ ~สดุดี‬ ‭42‬:‭5‬ ‭THSV11‬‬​เราควรมีใจสงบคอยท่าพระเจ้าเพราะความหวังของเรามาจากพระเจ้า“จิตใจของข้าพเจ้าสงบคอยพระเจ้าเท่านั้น เพราะความหวังของข้าพเจ้ามาจากพระองค์”‭‭ ~สดุดี‬ ‭62‬:‭5‬ ‭THSV11‬‬​เราควรมีความหวังอยู่เสมอ และสรรเสริญพระเจ้ามากยิ่งๆ ขึ้น“แต่ข้าพระองค์จะหวังอยู่เสมอ และจะสรรเสริญพระองค์มากยิ่งๆ ขึ้น”‭‭ ~สดุดี‬ ‭71‬:‭14‬ ‭THSV11‬‬​เราควรฝากความหวังไว้กับพระวจนะแห่งความจริงของพระเจ้า“ขออย่าทรงนำพระวจนะแห่งความจริงไปจากปากข้าพระองค์อย่างสิ้นเชิงเพราะข้าพระองค์ฝากความหวังไว้กับกฎหมายของพระองค์”‭‭ ~สดุดี‬ ‭119‬:‭43‬ ‭THSV11‬‬​เราควรมีความหวังว่าจะเกิดผลดีจากงานที่เราอยู่“พระองค์ตรัสเพื่อเราโดยเฉพาะไม่ใช่หรือ? ข้อความนั้นเขียนไว้เพื่อเรา แสดงว่าคนที่ไถนาสมควรจะไถด้วยความหวัง และคนที่นวดข้าวก็สมควรจะนวดด้วยความหวังว่าจะได้รับประโยชน์”~‭‭1 โครินธ์‬ ‭9‬:‭10‬ ‭THSV11‬‬​เราควรเตรียมพร้อมเสมอที่จะอธิบายถึงเหตุผลเกี่ยวกับความหวังของเรา“แต่ในใจของพวกท่าน จงเคารพนับถือพระคริสต์ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า จงเตรียมพร้อมเสมอ ที่จะอธิบายกับทุกคนที่ขอทราบเหตุผลเกี่ยวกับความหวังของพวกท่าน”~‭‭1 เปโตร‬ ‭3‬:‭15‬ ‭THSV11‬‬​เราควรรู้ว่าพระเจ้าประทานความหวังอะไรแก่เราในการทรงเรียกเรา“ ขอให้ตาใจของพวกท่านสว่างขึ้น เพื่อจะได้รู้ว่าพระองค์ประทานความหวังอะไรแก่ท่านในการทรงเรียกพวกท่านนั้น และรู้ว่ามรดกที่มีศักดิ์ศรีของพระองค์สำหรับพวกธรรมิกชนนั้นบริบูรณ์เพียงไร”‭‭ ~เอเฟซัส‬ ‭1‬:‭18‬ ‭THSV11‬‬พี่น้องที่รัก พระเจ้าทรงเป็นความอุปถัมภ์ในชีวิตของคุณอยู่หรือไม่?ถ้าเป็นก็…“จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงสู้ทนต่อความยากลำบาก จงขะมักเขม้นอธิษฐาน”‭‭ ~โรม‬ ‭12‬:‭12‬ ‭THSV11‬‬คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่า…“ความสุขความยินดีจากความหวัง ไม่ได้เกิดจากการรู้ว่าชีวิต(ในอนาคต)จะง่ายแต่เกิดจากการรู้ว่า พระเจ้าทรงอยู่ในอนาคตของคุณแล้ว!”(Joy from hope is not knowing life will be easy, but knowing God is already in your tomorrow.)แล้ววันนี้ คุณมีความสุข ที่ความหวังของคุณอยู่ในพระเจ้า แล้วหรือไม่?……ช่วยตอบที!…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 27พฤษภาคม2026(ตอนที่57ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ถ้าป่วยต้องกลับมา Ep.1642

    Play Episode Listen Later May 27, 2026 4:35


    พระธรรมนำชีวิตตอน ถ้าป่วยต้องกลับมา Ep.1642หลายครั้งเราตั้งใจจะเลิกทำบาป สัญญากับพระเจ้าอย่างดิบดีในวันอาทิตย์ แต่พอวันจันทร์เราก็ล้มลงในเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีด จนเราก็ท้อใจและอาจแอบคิดว่า “ฉันต้องไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยและดีพอเสียก่อน แล้วค่อยกลับมาหาพระเจ้า” เยเรมีย์ 3:21-22ก เปิดเผยว่า พระเจ้าทรงมองปัญหานี้เป็นความเจ็บป่วยฝ่ายวิญญาณ และพระองค์ยังทรงเรียกคนที่ป่วยให้กลับมาหาพระองค์ เพื่อรับการรักษา'เขาได้ยินเสียงมาจากที่สูงโล่ง เป็นเสียงร้องไห้และเสียงวิงวอนของบุตรทั้งหลายของอิสราเอล เพราะเขาได้แปรวิถีของเขาเสียแล้ว เขาได้ลืมพระยาห์เวห์พระเจ้าของเขา ' เยเรมีย์ 3:21“ที่สูงโล่ง” เป็นสถานที่ที่ประชาชนไปกราบไหว้รูปเคารพ และทำบาปต่อพระเจ้า เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยการหลงผิดและความเสื่อมฝ่ายวิญญาณ แต่ภาพนี้กลับเปลี่ยนไป สถานที่ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงแห่งบาป กลับกลายเป็นเสียงร้องไห้และการกลับใจ พระเจ้าทรงสามารถเปลี่ยนสถานที่แห่งความล้มเหลว ให้กลายเป็นสถานที่แห่งการฟื้นฟู หลายครั้งการกลับใจที่แท้จริง มักเกิดขึ้นในจุดเดียวกับที่เราเคยล้มลงในบาป พระวจนะของพระเจ้าได้บอกว่า “เขาได้ลืมพระยาห์เวห์พระเจ้าของเขา” การลืมพระเจ้าตรงนี้ไม่ได้หมายถึงการลืมข้อมูล หรือไม่รู้ว่ามีพระเจ้าอยู่ แต่คือการใช้ชีวิตราวกับพระเจ้าไม่มีความสำคัญอีกต่อไป หลายคนอาจจะพูดว่า เรายังไปโบสถ์ ยังทำกิจกรรมฝ่ายวิญญาณทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ชีวิตของเรากลับไม่ได้พึ่งพา ไม่ได้แสวงหาพระเจ้า ไม่ใกล้ชิดพระเจ้าแบบเดิม'“บรรดาบุตรที่กลับสัตย์เอ๋ย จงกลับมาเถิด เราจะรักษาการกลับสัตย์ของเจ้าให้หาย”… ' เยเรมีย์ 3:22 กคำว่า “กลับสัตย์” ในภาษาเดิมมาจากคำว่า หันกลับ หรือถอยหนี ภาพนี้ทำให้เราเห็นตัวตนของเราที่มักออกห่างจากพระเจ้าอยู่เสมอ แต่พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า จงไปรักษาตัวเองให้ดีก่อนแล้วค่อยกลับมา แต่พระเจ้าตรัสว่า “จงกลับมา แล้วเราจะรักษา” คำว่า “รักษา” ในภาษาเดิมหมายถึงการเยียวยา ฟื้นฟู และรักษาให้หาย พระเจ้าจึงไม่ได้แค่เพียงให้อภัยความผิดบาป แต่พระเจ้าต้องการรักษาหัวใจที่ดื้อรั้น เหนื่อยล้า และชอบหันหนีพระองค์ให้กลับมาคืนดีกับพระองค์'พระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า “คนสบายไม่ต้องการหมอ แต่คนเจ็บป่วยต้องการ เราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเรียกคนบาปให้กลับใจใหม่” ' ลูกา 5:31-32พระเยซูไม่ได้มาซ้ำเติมคนบาป แต่เสด็จมาเพื่อรักษาหัวใจที่แตกสลาย พังทลาย และเรียกคนหลงทางให้กลับมาหาพระเจ้า พระเจ้าทรงรู้ว่า บางครั้งปัญหาของเราไม่ใช่แค่เราทำผิด แต่คือหัวใจของเราป่วย เราจึงค่อยๆ หันหนีพระเจ้า พระเจ้าทรงไม่ผลักไสคนที่หัวใจชอกช้ำ พระเจ้าตรัสไว้ว่า ไม้อ้อช้ำแล้วพระองค์ไม่หัก ตะเกียงที่ริบหรี่พระองค์จะไม่ทรงดับ โดยความเชื่อและการไว้วางใจในพระเยซู พระเจ้ายังคงเรียกว่า ลูกอยู่เสมอ และยังตรัสว่า จงกลับมา พระคุณของพระเจ้ายิ่งใหญ่พอที่จะให้อภัยความผิดของเรา เพียงแต่เราต้องหันกลับมาหาพระเจ้า หันหลังให้บาปอย่างสิ้นเชิง พระคุณของพระเจ้ายังมีพอเพียงสำหรับเราทุกคนที่หันกลับมาหาพระองค์เสมอครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่57) ผู้ที่ความหวังของเขาอยู่ในพระยาห์เวห์ก็เป็นสุข!

    Play Episode Listen Later May 26, 2026 5:59


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่57)ผู้ที่ความหวังของเขาอยู่ในพระยาห์เวห์ก็เป็นสุข!“คนที่ผู้อุปถัมภ์ของเขาคือพระเจ้าของยาโคบ ก็เป็นสุข คือผู้ที่ความหวังของเขาอยู่ในพระยาห์เวห์พระเจ้าของเขา!”‭‭ ~สดุดี‬ ‭146‬:‭5‬ ‭THSV11‬‬“Blessed are those whose help is the God of Jacob, whose hope is in the Lord their God.”‭‭ ~Psalms‬ ‭146‬:‭5‬ ‭NIV‬‬มีคำเขียนไว้ว่า“เมื่อเรามองไม่เห็นหนทางข้างหน้า ความหวังในพระเจ้าจะเป็นแสงสว่างนำทางเรา!”“When we cannot see the road ahead,hope in God becomes our guiding light.”พี่น้องที่รักเราก็มองไม่เห็นอนาคต แต่เราจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไปเราจึงต้องการความหวัง ที่จะส่องทางที่เราจะเดินไปแล้ว เวลานี้ ความหวังของคุณอยู่ในพระเจ้าหรือไม่?“ความหวัง”ของคุณ นำความสุข ความชื่นชมยินดี และกำลังใจมาให้แก่คุณหรือไม่?และ อย่างไร?พระคัมภีร์สอนเราในเรื่อง“ความหวัง”นี้ไว้อย่างไรบ้าง?​พระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งความหวังที่เป็นแหล่งของความสุขและความยินดี“ขอพระเจ้าแห่งความหวังโปรดให้ท่านบริบูรณ์ด้วยความชื่นชมยินดี และสันติสุขในความเชื่อ เพื่อท่านจะได้เปี่ยมด้วยความหวังโดยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์”~โรม‬ ‭15‬:‭13‬ ‭THSV11‬‬2 พระเจ้าทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่เข้าในความหวังที่ยั่งยืน“สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา โดยพระเมตตาล้นเหลือของพระองค์ ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่ เข้าในความหวังที่ยั่งยืน โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์”~‭‭1 เปโตร‬ ‭1‬:‭3‬ ‭THSV11‬‬​พระเจ้ามีแผนการที่ให้อนาคตและความหวังแก่เรา“พระยาห์เวห์ตรัสว่า ‘เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับพวกเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพไม่ใช่เพื่อทำร้ายเจ้า เพื่อจะให้อนาคตและความหวังแก่เจ้า”‭‭ ~เยเรมีย์‬ ‭29‬:‭11‬ ‭THSV11‬‬​เราควรมีความหวังในพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา“จิตใจของข้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่? ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายอยู่ภายใน? จงหวังในพระเจ้า เพราะข้าจะยกย่องพระองค์อีก ผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด”‭‭ ~สดุดี‬ ‭42‬:‭5‬ ‭THSV11‬‬​เราควรมีใจสงบคอยท่าพระเจ้าเพราะความหวังของเรามาจากพระเจ้า“จิตใจของข้าพเจ้าสงบคอยพระเจ้าเท่านั้น เพราะความหวังของข้าพเจ้ามาจากพระองค์”‭‭ ~สดุดี‬ ‭62‬:‭5‬ ‭THSV11‬‬​เราควรมีความหวังอยู่เสมอ และสรรเสริญพระเจ้ามากยิ่งๆ ขึ้น“แต่ข้าพระองค์จะหวังอยู่เสมอ และจะสรรเสริญพระองค์มากยิ่งๆ ขึ้น”‭‭ ~สดุดี‬ ‭71‬:‭14‬ ‭THSV11‬‬​เราควรฝากความหวังไว้กับพระวจนะแห่งความจริงของพระเจ้า“ขออย่าทรงนำพระวจนะแห่งความจริงไปจากปากข้าพระองค์อย่างสิ้นเชิงเพราะข้าพระองค์ฝากความหวังไว้กับกฎหมายของพระองค์”‭‭ ~สดุดี‬ ‭119‬:‭43‬ ‭THSV11‬‬​เราควรมีความหวังว่าจะเกิดผลดีจากงานที่เราอยู่“พระองค์ตรัสเพื่อเราโดยเฉพาะไม่ใช่หรือ? ข้อความนั้นเขียนไว้เพื่อเรา แสดงว่าคนที่ไถนาสมควรจะไถด้วยความหวัง และคนที่นวดข้าวก็สมควรจะนวดด้วยความหวังว่าจะได้รับประโยชน์”~‭‭1 โครินธ์‬ ‭9‬:‭10‬ ‭THSV11‬‬​เราควรเตรียมพร้อมเสมอที่จะอธิบายถึงเหตุผลเกี่ยวกับความหวังของเรา“แต่ในใจของพวกท่าน จงเคารพนับถือพระคริสต์ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า จงเตรียมพร้อมเสมอ ที่จะอธิบายกับทุกคนที่ขอทราบเหตุผลเกี่ยวกับความหวังของพวกท่าน”~‭‭1 เปโตร‬ ‭3‬:‭15‬ ‭THSV11‬‬​เราควรรู้ว่าพระเจ้าประทานความหวังอะไรแก่เราในการทรงเรียกเรา“ ขอให้ตาใจของพวกท่านสว่างขึ้น เพื่อจะได้รู้ว่าพระองค์ประทานความหวังอะไรแก่ท่านในการทรงเรียกพวกท่านนั้น และรู้ว่ามรดกที่มีศักดิ์ศรีของพระองค์สำหรับพวกธรรมิกชนนั้นบริบูรณ์เพียงไร”‭‭ ~เอเฟซัส‬ ‭1‬:‭18‬ ‭THSV11‬‬พี่น้องที่รัก พระเจ้าทรงเป็นความอุปถัมภ์ในชีวิตของคุณอยู่หรือไม่?ถ้าเป็นก็…“จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงสู้ทนต่อความยากลำบาก จงขะมักเขม้นอธิษฐาน”‭‭ ~โรม‬ ‭12‬:‭12‬ ‭THSV11‬‬คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่า…“ความสุขความยินดีจากความหวัง ไม่ได้เกิดจากการรู้ว่าชีวิต(ในอนาคต)จะง่ายแต่เกิดจากการรู้ว่า พระเจ้าทรงอยู่ในอนาคตของคุณแล้ว!”(Joy from hope is not knowing life will be easy, but knowing God is already in your tomorrow.)แล้ววันนี้ คุณมีความสุข ที่ความหวังของคุณอยู่ในพระเจ้า แล้วหรือไม่?……ช่วยตอบที!…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 27พฤษภาคม2026(ตอนที่57ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    Claim Soul Food Podcasts

    In order to claim this podcast we'll send an email to with a verification link. Simply click the link and you will be able to edit tags, request a refresh, and other features to take control of your podcast page!

    Claim Cancel