Soul Food Podcasts

Follow Soul Food Podcasts
Share on
Copy link to clipboard

Podcasts สำหรับการเติมกำลังให้กับจิตวิญญาณของเรา

Soul Food Ministries


    • Jun 12, 2026 LATEST EPISODE
    • daily NEW EPISODES
    • 6m AVG DURATION
    • 1,825 EPISODES


    Search for episodes from Soul Food Podcasts with a specific topic:

    Latest episodes from Soul Food Podcasts

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่74) ความหมายลึกๆของคำว่า“ขอบคุณ!“

    Play Episode Listen Later Jun 12, 2026 5:30


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่74)ความหมายลึกๆของคำว่า“ขอบคุณ!““จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับพวกท่านในพระเยซูคริสต์”‭‭ ~1 เธสะโลนิกา‬ ‭5‬:‭18‬ ‭THSV11‬‬“give thanks in all circumstances; for this is God's will for you in Christ Jesus.”‭‭ ~1 Thessalonians‬ ‭5‬:‭18‬ ‭NIV‬‬มีคำกล่าวไว้ว่า“ความกตัญญูคือความทรงจำของหัวใจ!”( Gratitude is the memory of the heart.)ดังนั้น หากเราเป็นคนกตัญญู เราจะเป็นคนที่รู้จักพูดขอบคุณคนที่ดีต่อเรา!คำว่า “ขอบคุณ” หรือ “ขอบพระคุณ” นั้นมีความหมายและมีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งต่อพระเจ้าและต่อเราทั้งหลายคำว่า“ขอบคุณ” และ“การขอบคุณ”มีความหมายลึกซึ้งมาก​คำว่า"ขอบคุณ" หรือ "Thank you"คือ "กุญแจขับเคลื่อนความสุข" ในชีวิต​คำว่า“ขอบคุณ” คือคำที่มีความหมายอันลึกซึ้งซ่อนอยู่ ดังนี้"ขอบคุณ"= ขอบ(ทดแทน)+ คุณ(ความดี,ประโยชน์ หรือสิ่งที่มีเกื้อกูล)​คำว่า“ขอบคุณ” คือคำที่บ่งบอกถึงการมองเห็นคุณค่าของผู้อื่นคือ“การประกาศว่าเรามองเห็นความดีหรือสิ่งดีๆ ที่คนอื่นมอบให้" ​คำว่า”ขอบคุณ“ คือ 1).การลดอีโก้ (Ego) ของตัวเองลง และ2).การยอมรับว่าชีวิตเราขับเคลื่อนไปได้ด้วยความเกื้อหนุนจากอื่นและคนรอบข้าง​คำว่า”ขอบคุณ“(Thank)คำนี้มี ต้นกำเนิดในทางนิรุกติศาสตร์ (Etymology)มาจากรากศัพท์ภาษาอังกฤษโบราณที่เชื่อมโยงคำว่า “คิด"(Think)​คำว่า“ขอบคุณ”(Thank You)นี้มี ความหมายที่แท้จริงว่า"ฉันจะเก็บสิ่งที่คุณทำเพื่อฉันไว้ในความคิดและในใจ" (I will think about what you did for me) ​คำว่า “ขอบคุณ” จึงเป็น“การบันทึกความทรงจำดีๆ ร่วมกัน”ระหว่างผู้ให้และผู้รับสิ่งดี หรือ ผลประโยชน์ นั่นเองดังนั้น พี่น้องที่รัก​เราควรรู้คุณและแสดงความซาบซึ้งออกมาเป็นคำขอบคุณต่อผู้ที่ทำดีหรือแสดงความเมตตาต่อเราในทางใดทางหนึ่ง​เราต้องตระหนักว่าการขอบคุณคือจุดเริ่มต้นของความสุขที่แท้จริงของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง​เราควรสำนึกไว้เสมอว่าการรู้คุณเป็นคุณสมบัติของหัวใจที่ยิ่งใหญ่Aesop(อีสป) เคยกล่าวไว้ว่า”การรู้คุณและการขอบคุณออกมา เป็นเครื่องหมายของจิตใจที่สูงส่ง (Gratitude is the sign of noble souls.)​เราควรรู้จักขอบพระคุณพระเจ้า และคนอื่นๆที่ทำดีหรือมีบุญคุณต่อเราไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือการกระทำก็ตาม 5.เราควรตระหนักว่า การรู้จักขอบคุณคนจะทำให้เราและเขามีความสุข ​เราควรขอบคุณทุกคนที่เป็นดุจชาวสวนผู้ที่ทำให้จิตวิญญาณของเราเบ่งบาน 7.เราควรรู้ไว้ว่า"การขอบคุณคือสะพานเชื่อมความรู้สึกดีๆ จากใจถึงใจของพวกเรา"(Saying thank you is a bridge that connects us heart to heart.) 8. เราควรยินดีที่ทุกครั้งที่เราพูดคำว่า “ขอบคุณ”หรือ “Thank you”เรากำลัง "ส่งต่อพลังบวก" และ "บันทึกความทรงจำดีๆ" ให้แก่กันอันจะทำให้โลกนี้จะน่าอยู่มากขึ้นวันนี้ ให้เรามาร่วมกันส่งพลังบวกและบันทึกความทรงจำดีให้โลกนี้กัน…จะดีไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 13มิถุนายน2026(ตอนที่74ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่73) ความตายของธรรมิกชน!

    Play Episode Listen Later Jun 12, 2026 5:44


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่73)ความตายของธรรมิกชน!“มรณกรรมแห่งธรรมิกชนของพระองค์ สำคัญในสายพระเนตรพระเจ้า”‭‭ ~สดุดี‬ ‭116‬:‭15‬ ‭TH1971‬‬“Precious in the sight of the Lord is the death of his saints.”‭‭ ~Psalms‬ ‭116‬:‭15‬ ‭RSVCI‬‬มีคำกล่าวไว้ว่า“ชีวิตของผู้ชอบธรรมมีคุณค่าต่อพระเจ้า และแม้แต่ความตายของเขาก็เป็นสิ่งล้ำค่าในสายพระเนตรของพระองค์(The life of the righteous is precious to God, and even their death is precious in His sight.)แล้ว “ผู้ชอบธรรม” หรือ “ธรรมิกชน” นี้ คือใคร?ในบางฉบับ แปลว่า“ผู้จงรักภักดี” มาจากภาษาฮีบรูว่า“ Hasid ”หมายถึง“ผู้ที่รักและจงรักภักดีต่อพระเจ้าผู้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้าผู้ที่ดำเนินชีวิตในพันธสัญญากับพระเจ้าผู้ที่ได้รับและตอบสนองต่อความรักมั่นคงของพระเจ้าผู้ที่ไว้วางใจและติดตามพระเจ้าอย่างมั่นคงแต่ไม่ได้หมายถึงคนที่สมบูรณ์แบบ แต่หมายถึงคนที่เป็นของพระเจ้า และซื่อสัตย์ต่อพระองค์!”“ธรรมิกชน” หรือ “คนชอบธรรม” จึงไม่ได้หมายถึงคนไร้บาปอย่างที่หลายคนเข้าใจ“ธรรมิกชน” จึงไม่ใช่คนที่ไม่เคยทำผิดมาก่อนดังตัวอย่าง​กษัตริย์ ดาวิด เป็นคนชอบธรรม แม้เคยทำบาปร้ายแรง​อับราฮัม เป็นคนชอบธรรมแม้เคยล้มเหลวหลายครั้ง​เปโตรเป็นคนชอบธรรม แม้เคยปฏิเสธพระเยซูดังนั้น ธรรมิกชนคือ คนที่​พระเจ้าทรงแยกไว้เป็นของพระองค์ และ​เขาดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อและเชื่อฟังพระองค์พระคัมภีร์บอกเราว่า การตายของเขา“สำคัญ”ในสายพระเนตรของพระเจ้า!แล้วคำว่า “สำคัญ” “ในสายพระเนตรพระยาห์เวห์”นั้น หมายถึงอะไร?คำว่า “สำคัญ” ในภาษาฮีบรูคือ ”Yāqār“ มีความหมายว่า“ล้ำค่า มีคุณค่า เป็นสิ่งที่หายาก และเป็นที่รัก”พระเจ้าจึงไม่ได้พอพระทัยที่คนของพระองค์ตายแต่พระเจ้าทรงถือว่า1).ชีวิต และ2).การจากไปของผู้เชื่อในพระองค์แต่ละคนมีคุณค่าอย่างยิ่งและไม่มีความตายของผู้เชื่อคนใดที่พระองค์มองข้ามเลยแน่นอนว่า พระเจ้าไม่ทอดทิ้งผู้เชื่อในวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของเขามนุษย์อาจเห็นความตายเป็นการสูญเสีย แต่ในสายพระเนตาของพระเจ้าการตายของธรรมิกชนของพระองค์ แท้จริงคือ ​เป็นการกลับบ้านแห่งความสุขนิรันดร์​เป็นการสิ้นสุดการต่อสู้ที่เหน็ดเหนื่อย​เป็นการเข้าสู่พระสิริของพระเจ้าดังนั้น ความตายของธรรมิกชนจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญเพราะพระคัมภีร์สอนว่า​พระเจ้าทรงทราบวันเวลา(ทั้งเวลาเกิดและเวลาตายของเรา)​พระเจ้าทรงอยู่ด้วยกับเราเสมอ​พระเจ้าทรงรับจิตวิญญาณของคนของพระองค์ไปอยู่กับพระองค์เหมือนดังที่พระเยซูตรัสกับโจรบนไม้กางเขนว่า“เราบอกความจริงกับท่านว่า วันนี้ท่านจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม!”‭‭ ~ลูกา‬ ‭23‬:‭43‬ ‭THSV11‬‬พี่น้องที่รัก​ถ้าเวลานี้ เรายังมีชีวิตอยู่จงแยกตัวของเรา1).ถวายแด่พระเจ้า และ2).ดำเนินชีวิตก.อย่างสัตย์ซื่อ และข.อย่างมีคุณค่าในสายพระเนตรพระองค์​ถ้าเราสูญเสียคนที่รักซึ่งเชื่อศรัทธาในพระคริสต์ไปจงร้องไห้ได้ แต่อย่าสิ้นหวัง เพราะว่าเขาอยู่ในพระทรวงของพระเจ้าแล้ว​ถ้าเราคิดถึงความตายของตนเองจงมีใจสงบ เพราะไม่มีอะไรจำเป็นต้องกลัวอีกเพราะพระเจ้าจะทรงดูแล จนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายของเราอย่างใส่พระทัยจงจำไว้เสมอว่า“สำหรับโลกนี้ ความตายของผู้เชื่อเป็นเพียงแค่การจากลา แต่สำหรับพระเจ้า นั่นเป็นการต้อนรับลูกของพระองค์กลับบ้าน!”(To the world, a believer's death is a farewell;to God, it is a homecoming.)…อาเมนไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 12มิถุนายน2026(ตอนที่73ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ลมหรือไฟ Ep.1657

    Play Episode Listen Later Jun 11, 2026 3:42


    พระธรรมนำชีวิตตอน ลมหรือไฟ Ep.1657 เมื่อตอนที่แล้ว คือตอนที่คนยูดาห์พูดถึงพระเจ้า เยาะเย้ยคนของพระองค์ พระธรรมในวันนี้มีเพียงข้อเดียว ซึ่งเป็นคำตอบของพระเจ้า ที่ผมมองว่าหนักแน่นและน่ากลัวอย่างมาก พระเจ้าทรงตอบคนยูดาห์ที่กำลังเยาะเย้ยคำเตือนของพระองค์ว่า พระวจนะของพระเจ้าไม่ใช่เพียงลม ที่เป็นเพียงคำเตือนเฉย ๆ แต่ถ้อยคำของพระเจ้านั้นจะเป็นจริงและสำเร็จเสมอ'เพราะฉะนั้น พระยาห์เวห์พระเจ้าจอมทัพจึงตรัสดังนี้ว่า “เพราะพวกเขากล่าวถ้อยคำเหล่านี้ นี่แน่ะ เราจะทำถ้อยคำของเราที่อยู่ในปากของเจ้าให้เป็นไฟ และประชาชนนี้เป็นฟืน และไฟนั้นจะเผาผลาญเขาเสีย ' เยเรมีย์ 5:14ข้อก่อนหน้านี้ คนยูดาห์เยาะเย้ยคำพูดของเยเรมีย์ว่าเป็นเพียงลม คำพูดของเยเรมีย์ในสายตาพวกเขาเป็นเพียงเสียงที่ดังขึ้นแล้วก็หายไป ไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น แต่พระเจ้าทรงตอบกลับอย่างหนักแน่นว่า ถ้อยคำที่อยู่ในปากของเยเรมีย์นั้นไม่ใด้เป็นเพียงลม แต่คำพูดนั้นจะเป็นไฟ และพวกเขาที่มีใจแข็งกระด้างจะเป็นเหมือนฟืนที่ถูกไฟนั้นเผาทิ้ง เราได้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างมุมมองของพระเจ้ากับของมนุษย์ มนุษย์มองว่า พระวจนะเป็นเพียงคำพูดธรรมดา เป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เทศนา หรืออาจจะเป็นเพียงคำเตือนที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ แต่พระเจ้ามองว่าพระวจนะของพระองค์มีฤทธิ์เดช มีอำนาจ และจะสำเร็จเป็นจริงตามพระประสงค์ของพระองค์อย่างแน่นอน'พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “ถ้อยคำของเราเหมือนไฟและเหมือนค้อนที่ทุบหินให้แตกเป็นเสี่ยงๆ ไม่ใช่หรือ?” 'เยเรมีย์ 23:29วันนี้เราอาจจะไม่ได้เยาะเย้ยพระวจนะของพระเจ้าเหมือนคนยูดาห์ แต่เราก็อาจจะเพิกเฉยต่อพระวจนะของพระเจ้าได้เหมือนกัน เมื่อเราได้ยินสิ่งที่พระเจ้าตรัสแต่ไม่ตอบสนอง เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ ฟังเทศนาแต่ไม่เคยนำมาปฏิบัติ หรือเมื่อเรารู้ว่าพระเจ้ากำลังเตือน แต่เราก็กลับคิดว่า คงไม่เป็นไรหรอก ถ้าทำอย่างนั้น เราก็ไม่ต่างอะไรกับคนยูดาห์เลย อย่ารอให้คำเตือนกลายเป็นความจริงก่อนจึงค่อยกลับใจ เพราะเวลาที่พระเจ้ายังตรัสอยู่ คือโอกาสแห่งพระคุณ ตราบใดที่พระเจ้ายังเตือนอยู่ พระคุณยังเปิดทางให้เราเสมอ แต่เมื่อการพิพากษามาถึง เวลาของการตอบสนองก็จะสิ้นสุดลง ขอให้เราเลือกรับเอาพระคุณด้วยการตอบสนองตอนพระวจนะของพระเจ้า และเสียงเตือนของพระองค์ทันทีนะครับ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่72) ความตายของผู้จงรักภักดี?

    Play Episode Listen Later Jun 10, 2026 5:05


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่72)ความตายของผู้จงรักภักดี?“ความตายของผู้จงรักภักดีต่อพระองค์ สำคัญในสายพระเนตรพระยาห์เวห์”‭‭ ~สดุดี‬ ‭116‬:‭15‬ ‭THSV11‬‬“The death of his faithful onesis valuable in the Lord's sight.”~‭‭Psalms‬ ‭116‬:‭15‬ ‭CSB‬‬พระคัมภีร์ข้อนี้เป็นหนึ่งในพระวจนะของพระเจ้าที่ปลอบโยนใจของผู้เชื่อมากที่สุดเพราะพระคัมภีร์ข้อนี้เปิดเผยให้เห็นว่าพระเจ้าไม่ได้มองความตายของคนของพระองค์เหมือนเป็นเหตุการณ์ธรรมดา แต่เปิดเผยให้เรารู้ว่า“ความตาย”ของคนของพระเจ้าเป็นสิ่งที่1).มีคุณค่า และ2).มีความหมาย อย่างยิ่งยวดในสายพระเนตรของพระองค์ให้เรามาดูความหมายของคำสำคัญในพระธรรมข้อนี้ “ความตาย” มีความหมายตรงตัวว่า1).การสิ้นชีวิต2).การจากโลกนี้ไป3).การที่สภาพชีวิตทางกายสิ้นสุดลงในขณะที่ โดยทั่วไป มนุษย์มอง“ความตาย”ว่าเป็น1).การพรากจาก2).ความเศร้าโศก3).การสูญเสียในบริบทของข้อพระคัมภีร์นี้ พูดถึง ความตายทางกายภาพ ของผู้เชื่อในพระเจ้า เป็นหลัก แต่ความตายในที่นี้ไม่ได้หมายถึง“การสูญเสีย” สำหรับพระเจ้า!เพราะสำหรับผู้จงรักภักดีต่อพระเจ้าในสายพระเนตรของพระองค์ ความตาย หรือ การจากโลกนี้ ของพวกเขา ก็คือ1).การสิ้นสุดการต่อสู้2).การได้พักจากความเหน็ดเหนื่อย3).การได้อยู่กับพระองค์ตลอดนิรันดร์เหมือนดังที่เปาโลกล่าวว่า“การจากไปและอยู่กับพระคริสต์นั้นประเสริฐกว่ามาก”~ฟีลิปปี 1:23นอกจากนี้ คำว่า “ความตายของผู้จงรักภักดี” ยังสื่อว่าพระเจ้าจะไม่ปล่อยให้คนของพระองค์ตายง่าย ๆ หรือตายไปอย่างไร้ค่านั่นคือ1).การมีชีวิตอยู่ของผู้เชื่อ ~เป็นสิ่งมีคุณค่า2).การจากไปของผู้เชื่อ ~เป็นปรากฏการณ์ที่มีความหมาย3).การอยู่หรือการจากไปของผู้เชื่อ ~เป็นไปตามเวลาที่พระเจ้ากำหนดและควบคุมอยู่จึงกล่าวได้ว่า ไม่มีผู้เชื่อพระเจ้าคนใดจะตายโดยที่พระเจ้าไม่ได้รับรู้ด้วยเหตุนี้“ความตาย” ใน สดุดี 116:15 นี้ จึงไม่ได้หมายถึงเพียงก.การหยุดหายใจ หรือข.การสิ้นชีวิตทางกายเท่านั้นแต่ยังสื่อถึงช่วงเวลาที่ผู้เชื่อก.สิ้นสุดการเดินทางบนโลกนี้ และข.กลับไปอยู่กับพระเจ้าผู้ทรงรักเขาใช่ครับ ข้อพระคัมภีร์ข้อนี้ กำลังย้ำว่า“การจากไป” ของผู้ที่เขื่อและจงรักภักดีต่อพระเจ้าแต่ละคนนั้น ล้วนมีคุณค่า เลิศล้ำ และเป็นที่ใส่พระทัยอย่างยิ่งในสายพระเนตรของพระองค์ด้วยเหตุนี้ หากว่า เราในวันนี้ เป็นคนที่เชื่อและจงรักภักดีต่อพระองค์เช่นกันพระเจ้าจะไม่เพียงใส่พระทัยแค่ในวันเวลาที่เรามีชีวิตอยู่เท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงให้คุณค่าความสำคัญแม้กระทั่งในวันสุดท้ายของชีวิตของเราในโลกนี้ด้วยและต่อให้เราตายไป พระองค์ก็จะทำให้เราเป็นขึ้นมาจากตาย ในวันหนึ่งข้างหน้าเช่นกัน“ความตาย” จึงไร้ความหมาย เพราะมันจะทำอะไรต่อเราไม่ได้อีกเลยและจะเป็นจริง ดังคำที่มีผู้กล่าวไว้อย่างงดงามว่า“สำหรับผู้เชื่อความตายไม่ใช่จุดจบของชีวิต แต่เป็นจุดจบของความตาย”(For the believer, death is not the end of life; it is the end of death.)…อาเมนไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 11มิถุนายน2026(ตอนที่72ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ได้ยินแต่ไม่ฟัง Ep.1656

    Play Episode Listen Later Jun 10, 2026 4:40


    พระธรรมนำชีวิตตอน ได้ยินแต่ไม่ฟัง Ep.1656คำเตือนมีไว้เพื่อป้องกันอันตราย แต่สำหรับคนที่ได้ยินแล้วแต่ไม่ฟัง มักจะเกมม์ หรือมาถึงจุดจบเสมอ บางครั้งคำเตือนก็ดังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอให้เราอย่าคิดว่า สิ่งนั้นมันจะไม่เกิดขึ้น เพราะเมื่อถึงเวลาที่สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง เราก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว นอกจากต้องเผชิญหรือยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น เยเรมีย์ 5:12-13 พาเราไปเห็นสภาพของคนยูดาห์ที่ไม่ได้ขาดพระวจนะ แต่เขาเลือกที่จะไม่ฟัง'เขาทั้งหลายพูดมุสาในเรื่องพระยาห์เวห์ และได้กล่าวว่า “พระองค์จะไม่ทรงกระทำอะไร ไม่มีการร้ายใดจะเกิดขึ้นกับเรา เราจะไม่เห็นดาบหรือการกันดารอาหาร” ' เยเรมีย์ 5:12คนยูดาห์เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง แต่ขาเลือกปฏิเสธพระดำรัสของพระเจ้าแบบต่อหน้าพระองค์เลย พวกเขาเชื่อว่า พระเจ้าจะไม่ทรงทำตามสิ่งที่ตรัสไว้ พวกเขาเลือกเชื่อผู้เผยพระวจนะเท็จ พวกเขาเลือกเชื่อในสิ่งที่เขาอยากฟังมากกว่า การสร้างพระเจ้าให้เป็นไปตามที่ใจเราต้องการ คือความบาปที่จะนำผลร้ายมาสู่ชีวิต เราเองก็อาจเป็นแบบนั้น เรารู้ว่าพระเจ้าเรียกเราสู่ความบริสุทธิ์ เรารู้ว่าความบาปมีผลตามมาเสมอ รู้อาจจะว่าพระเจ้าทรงเตือนเราผ่านพระวจนะของพระองค์ แต่เรากลับคิดว่า คงไม่เป็นไรไม่น่าจะเกิดกับเราหรอก เพราะเรื่องนี้ใคร ๆ เขาก็ทำกัน หรือ เราอาจจะคิดว่า เดี๋ยวค่อยจัดการทีหลังก็ได้ และในที่สุดเราก็ชินชากับบาป จนเราไม่ได้ฟังเสียงเตือนของพระเจ้าอีกต่อไป'ผู้เผยพระวจนะก็จะเป็นเพียงลม พระวจนะไม่มีในคนเหล่านั้น ขอให้เป็นอย่างนั้นแก่พวกเขาเถิด ' เยเรมีย์ 5:13พวกเขาไม่ได้แค่เลือกไม่ฟัง แต่พวกเขายังเยาะเย้ยคนของพระเจ้าที่นำพระดำรัสของพระเจ้ามาถึงพวกเขา พวกเขาบอกว่า คำพูดนั้นเป็นเพียงลม หมายถึง คำพูดนั้นไร้สาระ คนของพระเจ้าก็พูดไปเรื่อย สิ่งที่พูดจะไม่เกิดอะไรขึ้น เขาบอกว่า ให้สิ่งที่คนของพระเจ้าพูดนั้นเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง คำเตือนของพระเจ้าเป็นเรื่องตลกของพวกเขา แหละนี่คือความบาปที่อยู่ในตัวของมนุษย์ เมื่อมนุษย์ไม่เชื่อ พวกเขาก็จะลดความน่าเชื่อถือของสิ่งนั้นทันที ผมอยากให้เราสำรวจจิตใจของเราด้วยนะครับ เพราะเราอาจจะคิดว่า นี่ไม่ใช่ตัวเราหรอก เราอาจไม่พูดตรง ๆ ว่าเราไม่ได้ฟังเสียงของพระเจ้า แต่การเพิกเฉยต่อพระวจนะ หาเหตุผลเข้าข้างตนเอง หรือการที่เราเลือกฟังสิ่งที่อยากฟัง ถ้าเป็นแบบนั้น พวกเราก็กำลังทำแบบนั้นอยู่นะครับ'บุคคลที่ถูกตักเตือนบ่อยๆ แต่ยังแข็งคอ ประเดี๋ยวคอจะหัก รักษาไม่ได้ ' สุภาษิต 29:1 TH1971วันนี้หากได้ยินคำเตือน ขอให้เราฟังด้วย เพราะถ้าคอหักจะรักษาไม่ได้ ขอเราหยุดหลอกตัวเองว่า คงไม่เกิดอะไรขึ้น จนเราปล่อยให้หัวใจแข็งกระด้าง และห่างออกจากพระเจ้า ถ้าวันนี้พระเจ้าเตือนเราผ่านเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผ่านพระวจนะ หรือผ่านสถานการณ์ ขอให้เรารีบตอบสนองทันที อย่ารอจนเสียงเตือนกลายเป็นความจริง เพราะบางความเสียหาย หากมันเกิดขึ้นแล้ว เราก็ไม่อาจย้อนเวลากลับไปได้แล้ววุฒิ วงศ์สรรเสริญนำชีวิตตอน ได้ยินแต่ไม่ฟัง Ep.1656คำเตือนมีไว้เพื่อป้องกันอันตราย แต่สำหรับคนที่ได้ยินแล้วแต่ไม่ฟัง มักจะเกมม์ หรือมาถึงจุดจบเสมอ บางครั้งคำเตือนก็ดังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอให้เราอย่าคิดว่า สิ่งนั้นมันจะไม่เกิดขึ้น เพราะเมื่อถึงเวลาที่สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง เราก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว นอกจากต้องเผชิญหรือยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น เยเรมีย์ 5:12-13 พาเราไปเห็นสภาพของคนยูดาห์ที่ไม่ได้ขาดพระวจนะ แต่เขาเลือกที่จะไม่ฟัง'เขาทั้งหลายพูดมุสาในเรื่องพระยาห์เวห์ และได้กล่าวว่า “พระองค์จะไม่ทรงกระทำอะไร ไม่มีการร้ายใดจะเกิดขึ้นกับเรา เราจะไม่เห็นดาบหรือการกันดารอาหาร” ' เยเรมีย์ 5:12คนยูดาห์เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง แต่ขาเลือกปฏิเสธพระดำรัสของพระเจ้าแบบต่อหน้าพระองค์เลย พวกเขาเชื่อว่า พระเจ้าจะไม่ทรงทำตามสิ่งที่ตรัสไว้ พวกเขาเลือกเชื่อผู้เผยพระวจนะเท็จ พวกเขาเลือกเชื่อในสิ่งที่เขาอยากฟังมากกว่า การสร้างพระเจ้าให้เป็นไปตามที่ใจเราต้องการ คือความบาปที่จะนำผลร้ายมาสู่ชีวิต เราเองก็อาจเป็นแบบนั้น เรารู้ว่าพระเจ้าเรียกเราสู่ความบริสุทธิ์ เรารู้ว่าความบาปมีผลตามมาเสมอ รู้อาจจะว่าพระเจ้าทรงเตือนเราผ่านพระวจนะของพระองค์ แต่เรากลับคิดว่า คงไม่เป็นไรไม่น่าจะเกิดกับเราหรอก เพราะเรื่องนี้ใคร ๆ เขาก็ทำกัน หรือ เราอาจจะคิดว่า เดี๋ยวค่อยจัดการทีหลังก็ได้ และในที่สุดเราก็ชินชากับบาป จนเราไม่ได้ฟังเสียงเตือนของพระเจ้าอีกต่อไป'ผู้เผยพระวจนะก็จะเป็นเพียงลม พระวจนะไม่มีในคนเหล่านั้น ขอให้เป็นอย่างนั้นแก่พวกเขาเถิด ' เยเรมีย์ 5:13พวกเขาไม่ได้แค่เลือกไม่ฟัง แต่พวกเขายังเยาะเย้ยคนของพระเจ้าที่นำพระดำรัสของพระเจ้ามาถึงพวกเขา พวกเขาบอกว่า คำพูดนั้นเป็นเพียงลม หมายถึง คำพูดนั้นไร้สาระ คนของพระเจ้าก็พูดไปเรื่อย สิ่งที่พูดจะไม่เกิดอะไรขึ้น เขาบอกว่า ให้สิ่งที่คนของพระเจ้าพูดนั้นเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง คำเตือนของพระเจ้าเป็นเรื่องตลกของพวกเขา แหละนี่คือความบาปที่อยู่ในตัวของมนุษย์ เมื่อมนุษย์ไม่เชื่อ พวกเขาก็จะลดความน่าเชื่อถือของสิ่งนั้นทันที ผมอยากให้เราสำรวจจิตใจของเราด้วยนะครับ เพราะเราอาจจะคิดว่า นี่ไม่ใช่ตัวเราหรอก เราอาจไม่พูดตรง ๆ ว่าเราไม่ได้ฟังเสียงของพระเจ้า แต่การเพิกเฉยต่อพระวจนะ หาเหตุผลเข้าข้างตนเอง หรือการที่เราเลือกฟังสิ่งที่อยากฟัง ถ้าเป็นแบบนั้น พวกเราก็กำลังทำแบบนั้นอยู่นะครับ'บุคคลที่ถูกตักเตือนบ่อยๆ แต่ยังแข็งคอ ประเดี๋ยวคอจะหัก รักษาไม่ได้ ' สุภาษิต 29:1 TH1971วันนี้หากได้ยินคำเตือน ขอให้เราฟังด้วย เพราะถ้าคอหักจะรักษาไม่ได้ ขอเราหยุดหลอกตัวเองว่า คงไม่เกิดอะไรขึ้น จนเราปล่อยให้หัวใจแข็งกระด้าง และห่างออกจากพระเจ้า ถ้าวันนี้พระเจ้าเตือนเราผ่านเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผ่านพระวจนะ หรือผ่านสถานการณ์ ขอให้เรารีบตอบสนองทันที อย่ารอจนเสียงเตือนกลายเป็นความจริง เพราะบางความเสียหาย หากมันเกิดขึ้นแล้ว เราก็ไม่อาจย้อนเวลากลับไปได้แล้ว

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่71)

    Play Episode Listen Later Jun 9, 2026 5:06


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่71)เหตุผลดีที่เราควรให้อภัย!“ความฉลาดของมนุษย์ทำให้เขาโกรธช้า และการให้อภัยความผิดก็เป็นศักดิ์ศรีแก่เขา”‭‭ ~สุภาษิต‬ ‭19‬:‭11‬ ‭THSV11‬‬“It's wise to be patient and show what you are like by forgiving others.”‭‭ ~Proverbs‬ ‭19‬:‭11‬ ‭CEV‬‬มีเหตุผลดีๆมากมาย ที่เตือนสติว่าเป็นการฉลาดและเป็นศักดิ์ศรีให้แก่ตัวเราเอง ถ้าเรารู้จักให้อภัย เพราะ​การให้อภัยเป็นเหมือนกลิ่นหอมย้อนคืนแก่ผู้ที่ทำร้ายเรา“การให้อภัยเปรียบเสมือนกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ติดตรึงอยู่บนส้นเท้าของคนที่เหยียบย่ำมัน”"Forgiveness is the fragrance that the violet sheds on the heel that has crushed it."~Mark Twain​การให้อภัยเปรียบเสมือนสะพานให้ข้ามไปสู่สภาพดีดังเดิม“การให้อภัยเป็นดุจสะพานที่เชื่อมจากความแตกสลายให้ข้ามไปสู่การคืนกลับสู่สภาพดี”“Forgiveness is the bridge from brokenness to restoration.”​การให้อภัยเป็นการเลือกปลดปล่อยตัวเราเองจากความเจ็บปวด“การให้อภัยไม่ใช่การบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถูกต้อง แต่เป็นการเลือกไม่ให้ความเจ็บปวดควบคุมชีวิตเราอีกต่อไป”“Forgiveness is not saying what happened was right; it is choosing not to let the pain control your life anymore.”​การให้อภัยเป็นการเพิ่มคุณค่าให้แก่ความรัก“เมื่อเราให้อภัย เราไม่ได้ลดคุณค่าความยุติธรรม แต่เราเพิ่มคุณค่าของความรัก”“When we forgive, we do not diminish justice; we magnify love.”​การให้อภัยเป็นการเชื่อฟังและทำตามแบบอย่างของพระคริสต์"จงให้อภัย อย่างที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้อภัยคุณ“"Forgive as the Lord forgave you."การที่เราให้อภัยแก่ผู้ที่ผิดพลาด และผู้ที่ทำให้เราเจ็บปวดจึงเป็นผลดีต่อเราและคนทั้งปวง และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ กระทำตาม อันจะเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าพี่น้องที่รักวันนี้ คุณให้อภัยใครบางคนแล้วยัง?บอกได้ไหม ว่าเขาเป็นใคร?แล้วคุณรู้สึกอย่างไร …ที่ทำเช่นนั้นได้?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 10มิถุนายน2026(ตอนที่71ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ถูกตัดแต่งแต่ไม่ถูกทอดทิ้ง Ep.1655

    Play Episode Listen Later Jun 9, 2026 4:47


    พระธรรมนำชีวิตตอน ถูกตัดแต่งแต่ไม่ถูกทอดทิ้ง Ep.1655พระเจ้าทรงมีพระทัยเมตตาเสมอ แต่พระเจ้าก็จริงจังกับการกำจัดบาป เพราะบาปเป็นสิ่งที่พระเจ้าไม่ชอบ เยเรมีย์ 5:10-11 ได้พาเราไปถึงเรื่องแนวคิด เรื่องคนที่เหลืออยู่อีกครั้ง หลังจากได้พูดไปแล้วในบทที่ 4 การทำลายให้หมดสิ้นไป ไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้า แต่พระเจ้าต้องการชำระ ตัดแต่ง และรักษาสิ่งที่เป็นของพระองค์ไว้ตามพระสัญญาและพระเมตตาของพระองค์'“ไปเถอะ ไปตามแถวต้นองุ่นของมันและทำลายเสีย แต่อย่าให้ถึงอวสานเสียทีเดียว ตัดกิ่งก้านของมันออก เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้เป็นของพระยาห์เวห์ ' เยเรมีย์ 5:10แถวต้นองุ่น หรือกำแพงสวนองุ่น เป็นภาพของสวนองุ่นที่ได้รับการจัดระเบียบ และดูแลอย่างดี เราจะพบในหลายที่ในพระวจนะของพระเจ้าว่า พระเจ้าเปรียบเทียบประชากรของพระองค์เป็นสวนองุ่น เมื่อพวกเขาดำเนินชีวิตในความบาปและไม่กลับใจ พระเจ้าจึงอนุญาตให้ศัตรูเข้ามาทำลาย พระเจ้าจริงจังในการกำจัดความบาป ความรักของพระเจ้าไม่ใช่การปล่อยผ่าน แต่เป็นความรักที่กล้าจัดการกับสิ่งที่ทำลายชีวิตคนของพระองค์ พระเจ้าทรงยอมให้บางอย่างในชีวิตของเราพังลง ไม่ใช่เพื่อทำลายเรา แต่เพื่อให้เราหยุดพึ่งพาสิ่งเหล่านั้น และกลับมาพึ่งพาพระเจ้าในคำพิพากษาอันรุนแรงนี้ พระเจ้าตรัสประโยคสำคัญว่า “แต่อย่าให้ถึงอวสานเสียทีเดียว” นี่คือแนวคิดเรื่องคนที่เหลืออยู่ และเป็นความหวังในวันที่หมดหวัง พระเจ้าทรงตัดกิ่งก้านออกเพื่อชำระสวนองุ่น พระองค์ไม่ทรงทำลายสวนองุ่นให้หมดสิ้นไป พระองค์ทรงรักษาคนที่เหลืออยู่ไว้เสมอ'เพราะพงศ์พันธุ์ของอิสราเอล และพงศ์พันธุ์ของยูดาห์ ได้ทรยศต่อเราอย่างสิ้นเชิงแล้ว” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 5:11นี่เหตุผลของการพิพากษาคือ คนของพระเจ้าทรยศต่อพระองค์ พวกเขาหันหลังให้กับพระเจ้า และเลือกเดินในทางของตัวเอง ความบาปที่แท้จริงไม่ได้เริ่มต้นจากการกระทำภายนอก แต่เริ่มต้นจากหัวใจที่หันออกห่างจากพระเจ้า และไม่ยอมมีชีวิตอยู่ในความสัมพันธ์กับพระองค์ แต่พระเมตตาของพระเจ้าก็ยังปรากฏอยู่ เพราะพระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า ให้เราถอนทิ้งเสีย แต่พระองค์ตรัสว่า “ตัดกิ่งก้านของมันออก” พระเจ้าทรงตีสอนเพื่อชำระ ไม่ใช่เพื่อทอดทิ้ง การพิพากษาของพระเจ้ามักมีเป้าหมายเพื่อการฟื้นฟู พระองค์ทรงจัดการกับความบาปอย่างจริงจัง เพราะพระองค์ทรงรักประชากรของพระองค์มากเกินกว่าจะปล่อยให้พวกเขาเดินไปสู่ความพินาศ'แขนงทุกแขนงในเราที่ไม่ออกผล พระองค์ก็ทรงตัดทิ้งเสีย และแขนงทุกแขนงที่ออกผล พระองค์ก็ทรงลิดเพื่อให้ออกผลมากขึ้น ' ยอห์น 15:2พระเยซูทรงเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาทรงเป็นผู้ดูแลสวน พระองค์ทรงทำงานเพื่อชำระ ฟื้นฟู และทำให้ผู้ที่เป็นของพระองค์เกิดผลมากขึ้น การตีสอนของพระเจ้าเจ็บปวดแน่นอน การสูญเสียบางอย่างอาจทำให้เราไม่เข้าใจว่า ทำไมพระองค์จึงทรงอนุญาตให้เกิดขึ้น พระเจ้าทรงตัดแต่งกิ่งที่ต้องได้รับการชำระ แต่พระเจ้าไม่เคยละทิ้งสิ่งที่พระองค์ทรงปลูกไว้เอง การตีสอนอาจทำให้เราร้องไห้ในวันนี้ แต่พระประสงค์ของพระองค์ คือให้เราเกิดผลมากขึ้น พระเจ้าทรงตัดแต่งเพื่อฟื้นฟู ไม่ใช่เพื่อทำลายวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่70) พลังแห่งการให้อภัย!

    Play Episode Listen Later Jun 8, 2026 4:57


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่70)พลังแห่งการให้อภัย!“ผู้ให้อภัยการละเมิดก็มุ่งจะสร้างมิตรภาพแต่คนที่ชอบพูดย้ำความผิดจะทำให้เพื่อนสนิทแตกคอกัน”‭‭ ~สุภาษิต‬ ‭17‬:‭9‬ ‭THSV11‬‬“You will keep your friends if you forgive them, but you will lose your friends if you keep talking about what they did wrong.”‭‭ ~Proverbs‬ ‭17‬:‭9‬ ‭CEV‬‬การให้อภัยมีพลังสร้างสรรค์อย่างใหญ่หลวง ส่วนการไม่ให้อภัยและการขุดคุ้ยความผิดของผู้อื่นอยู่เสมอนั้นเป็นอันตรายอย่างมหันต์พระคัมภีร์สอนว่า​ “ผู้ให้อภัยการละเมิดก็มุ่งจะสร้างมิตรภาพ”คำว่า “ให้อภัย” ในที่นี้มีความหมายว่า1).ปกคลุมความผิดไว้ด้วยความรัก2).ไม่คอยจับผิดเล่นงาน3).ไม่นำความผิดเล็กน้อยมาทำลายความสัมพันธ์4).ไม่เก็บเอาเรื่องนั้นมาเป็นอาวุธทำร้ายกันอีกในอนาคตแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะก.แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นความผิด หรือข.แอบสนับสนุนความบาปนั้นแต่หมายถึงการเลือกตอบสนองด้วยก).พระคุณ และข).ความรักอันมากล้นของพระเจ้า ดังคำกำชับที่ว่า“เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ จงรักกันและกันให้มาก เพราะความรักให้อภัยบาปมากมายได้”~‭‭1 เปโตร‬ ‭4‬:‭8‬ ‭THSV11‬‬ใช่ครับ ความรักและพระคุณของพระเจ้า ได้ทำให้เรายอมสละสิทธิ์ที่จะแก้แค้น และเลือกที่จะให้อภัยแทน!​ “แต่คนที่ชอบพูดย้ำความผิดจะทำให้เพื่อนสนิทแตกคอกัน”1).“คนที่ชอบพูดย้ำความผิด”หมายถึงคนที่ก.ชอบขุดเรื่องเก่าขึ้นมาพูดข.ไม่ยอมปล่อยวางค.เอาความผิดเดิมมาพูดซ้ำๆง.มักเล่าให้คนอื่นฟังต่อจ.ใช้ความผิดในอดีตเป็นเครื่องตำหนิหรือเล่นงานกันแม้ว่าเรื่องนั้นๆจะได้รับการขอโทษหรือแก้ไขไปแล้วก็ตามคนประเภทนี้จึงไม่ได้ช่วยรักษาเยียวยาความสัมพันธ์ แต่กำลังเปิดแผลเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนความสัมพันธ์ไม่อาจฟื้นคืนสู่สภาพเดิม2). “จะทำให้เพื่อนสนิทแตกคอกัน”นี่เป็นคำเตือนที่เราต้องใส่ใจเพราะแม้เป็น “เพื่อนสนิท” ก็สามารถแตกแยกกันได้ไม่ใช่เพราะความผิดที่ทำแต่เพราะไม่มีใครยอมปล่อยวางเรื่องความผิดพลาดนั้นไปความสัมพันธ์จึงพังลง ไม่ใช่เพราะความผิดนั้นใหญ่โตแต่พังลงเพราะความขมขื่น ความโกรธ การพูดย้ำซ้ำอยู่บ่อยๆ และการไม่ให้อภัยกัน(ทั้งๆที่ทำได้)ดังนั้น พี่น้องที่รักหากมีคนทำผิดกับคุณ ขอให้คุณถามตัวเองก่อนว่า​ฉันกำลังพยายามรักษาความสัมพันธ์หรือกำลังเอาชนะเขา?​ฉันให้อภัยเขาจริงๆแล้ว หรือยัง?​ฉันยังชอบหยิบเรื่องเก่าๆที่ไม่ควรพูดถึง มาพูดอยู่หรือไม่?​คำพูดของฉันกำลังสมานแผล หรือกำลังเปิดแผลขึ้นมาอีก?คุณเห็นด้วยกับคำกล่าวต่อไปนี้หรือไม่ ที่ว่า“การให้อภัยไม่ได้เปลี่ยนอดีตแต่มันสามารถเยียวยารักษาปัจุบัน และเปลี่ยนอนาคตของความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้!”(Forgiveness does not change the past,but it can heal the presentand transform the future of a relationshipfor the better!)ใช่ครับ การให้อภัยมีพลังสร้างสรรค์มหาศาลเพื่อสัมพันธภาพที่ดีขึ้นดังนั้น ถ้าหากคุณเห็นด้วยบัดนี้ ก็ควรเป็นเวลาที่คุณจะให้อภัยแก่คนที่ทำผิดต่อคุณอย่างไม่มีเงื่อนไขแล้ว… เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 9มิถุนายน2026(ตอนที่70ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน อย่าให้พระพรกลายเป็นพระเพลิง Ep.1654

    Play Episode Listen Later Jun 8, 2026 5:37


    พระธรรมนำชีวิตตอน อย่าให้พระพรกลายเป็นพระเพลิง Ep.1654เมื่อเราอธิษฐานขอพระพรจากพระเจ้า เราเคยสังเกตไหมว่า ในช่วงเวลาที่เราได้รับพระพรนั้น เป็นช่วงเวลาที่เรามักห่างจากพระเจ้า เยเรมีย์ 5:7-9 เตือนเราว่า ปัญหาของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่การอวยพรของพระเจ้าน้อยเกินไป แต่ปัญหาอยู่ที่เมื่อเราได้รับพระพรนั้น เรากลับหันหลังให้พระเจ้าผู้ประทานพระพร'“เราจะให้อภัยเจ้าได้อย่างไร? ลูกหลานของเจ้าได้ละทิ้งเราแล้ว และได้สาบานโดยผู้ที่ไม่ใช่พระเจ้า เมื่อเราเลี้ยงเขาให้อิ่ม เขาก็ล่วงประเวณี แล้วชุมนุมกันที่บ้านของหญิงแพศยา ' เยเรมีย์ 5:7พระเจ้าตรัสด้วยคำถามว่า “เราจะให้อภัยเจ้าได้อย่างไร?” คำถามนี้สะท้อนเหตุผลที่พระเจ้าตรัสในข้อ 1 ว่า พระองค์ไม่ทรงพบคนที่ทำการยุติธรรม และแสวงหาความจริงเลยในเยรูซาเล็ม นี่ไม่ใช่เพราะพระเจ้าไม่มีความเมตตา แต่เพราะคนของพระเจ้าในทุกระดับชั้น จงใจละทิ้งพระเจ้า จงใจหักพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ให้ไว้ พวกเขาหันไปหาพระอื่นที่พวกเขาเชื่อว่าจะนำความอุดมสมบูรณ์ ความมั่นคงมาสู่ชีวิต ทั้ง ๆ ที่พระเจ้าทรงอวยพร และจัดเตรียมทุกอย่างให้ แต่พวกเขาหันหลังให้พระเจ้าในวันที่พวกเขาได้รับพระพรจากพระองค์ คนยูดาห์ละทิ้งพระเจ้าผู้ประทานพระพรนั้น ขอพวกเราอย่าเป็นอย่างนี้นะครับ'พวกเขาเหมือนม้าผู้ที่อิ่มหนำและกลัดมัน ทุกคนต่างร้องหาภรรยาของเพื่อนบ้านของตน ' เยเรมีย์ 5:8ม้าผู้ที่อิ่มหนำ หมายถึง ม้าที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจน และมีความต้องการทางเพศอย่างสัตว์ มันปล่อยตัวตามสัญชาตญาณจนไม่สามารถควบคุมได้ “ทุกคนต่างร้องหาภรรยาของเพื่อนบ้านของตน” ในภาษาเดิม มีความหมายว่า ม้าที่ต้องการผสมพันธุ์นั้น มันร้องขึ้นเมื่อเห็นม้าตัวเมีย นี่คือภาพเปรียบเทียบของผู้คนที่ปล่อยตัวตามตัณหาและความต้องการ พระพรที่ปราศจากการยำเกรงพระเจ้าไม่ได้ทำให้มนุษย์ดีขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม พระพรนั้นกลับกลายเป็นเชื้อที่ทำให้ความบาปเติบโตมากขึ้น ก่อนที่จะเข้ามาในคะนาอัน พระเจ้าใช้โมเสสเตือนพวกเขาแล้ว ในเฉลยธรรมบัญญัติ 8:10-14 สรุปใจความได้แบบนี้ เมื่อเจ้าได้กินและอิ่มหนำแล้ว จงระวังอย่าลืมพระเจ้า พระยาห์เวห์ เมื่อเรามีทุกอย่างแล้ว เรามักเริ่มคิดว่า เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพระเจ้าอีกต่อไป สำหรับเราคริสเตียนในปัจจุบัน พระพรที่พระเจ้าประทานให้ทุกอย่าง ความสำเร็จ ความสามารถ เงินทองเป็นของประทานที่พระองค์ประทานให้ ขออย่าให้พระพรของพระเจ้า ทำให้เราจงใจละเลย ละทิ้งพระเจ้า แล้วเราก็ภูมิใจในตัวเอง ภูมิใจในสิ่งที่เรามี จนเราไม่พึ่งพาพระเจ้า อย่าให้การอวยพรของพระเจ้า พาเราห่างจากพระองค์'เพราะสิ่งเหล่านี้เราจะไม่ลงโทษเขาหรือ?” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ “และเราไม่ควรจะแก้แค้นชนชาติที่เป็นอย่างนี้หรือ?” ' เยเรมีย์ 5:9จากข้อ 1 มาเราได้เห็นพระทัยของพระเจ้าที่เต็มด้วยความเมตตา แต่คนของพระเจ้าไม่กลับใจ พระเจ้าจึงต้องส่งการพิพากษามา เพราะว่าถ้าพระเจ้าปล่อยให้ความบาปชั่วดำเนินต่อไปโดยไม่มีการพิพากษา พระเจ้าก็จะไม่ทรงเป็นพระเจ้าที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม แต่เพราะพระองค์ทรงรักความบริสุทธิ์ รักความยุติธรรม พระเจ้าจึงต้องจัดการกับความบาปอย่างจริงจัง 'เปโตรจึงกล่าวกับเขาทั้งหลายว่า “จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมาในพระนามของพระเยซูคริสต์ให้หมดทุกคน เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของท่านทั้งหลาย แล้วพวกท่านจะได้รับของประทานคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ ' กิจการ 2:38ในสมัยเยเรมีย์ คำถามคือ 'เราจะให้อภัยเจ้าได้อย่างไร?' เพราะไม่มีคนชอบธรรมเหลืออยู่เลย แต่ในข่าวประเสริฐ พระเจ้าทรงตอบคำถามนั้นด้วยพระองค์เอง พระเจ้าทรงส่งพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นผู้ชอบธรรมมารับโทษแทนเรา เพื่อให้คนบาปอย่างเราได้รับการอภัยและคืนดีกับพระเจ้า ขออย่าให้พระพรของพระเจ้าที่ขาดความยำเกรงนั้น เป็นสิ่งที่นำเราออกห่างจากพระเจ้า ขอให้เรากลับใจใหม่ มาหาพระองค์ มาพึ่งพาพระคุณของพระเจ้าที่มาถึงเราทางพระเยซู ขอให้เราสำรวจหัวใจของเราว่า สิ่งที่พระเจ้าประทานให้ กำลังนำเราเข้าใกล้พระองค์มากขึ้นหรือน้อยลง ขอให้เราจำเสมอว่า พระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าประทานให้เรา แต่คือพระเจ้าผู้ประทานพระพรนั้นให้ หากเรามีทุกอย่างแต่สูญเสียความสัมพันธ์กับพระเจ้า เราก็กำลังสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดไปแล้ววุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่69) ของขวัญแห่งการให้อภัย!

    Play Episode Listen Later Jun 8, 2026 4:48


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่69)ของขวัญแห่งการให้อภัย!“แต่จงมีใจกรุณา ใจสงสาร และใจให้อภัยแก่กันและกัน เหมือนอย่างที่พระเจ้าทรงให้อภัยพวกท่านในพระคริสต์”‭‭ ~เอเฟซัส‬ ‭4‬:‭32‬ ‭THSV11‬‬“Be kind and compassionate to one another, forgiving each other, just as in Christ God forgave you.”‭‭ ~Ephesians‬ ‭4‬:‭32‬ ‭NIV‬‬วันนี้ ผมขอนำ ข้อคิดคำคมดีๆในเรื่อง“การให้อภัย“ หรือ ”การยกโทษ“มาแบ่งปัน เตือนสติทุกท่าน ยอมให้อภัยแก่กันและกัน เหมือนอย่างที่พระเจ้าทรงให้อภัยพวกท่านแล้วในพระคริสต์ขอให้พี่น้องตระหนักไว้ว่า# “การให้อภัยคือของขวัญที่คุณมอบให้แก่ตัวคุณเอง“”Forgiveness is the gift you give yourself.”ขอให้เรารู้ว่า การยกโทษ​ให้กับตัวเอง และ​ให้กับผู้อื่นจะเป็นผลดีต่อชีวิตเราอย่างมากมายเพราะว่า การยกโทษให้แก่ผู้ที่เราไม่ชอบหรือที่เราไม่พอใจนั้นจะ​เป็นการช่วยตัวเราให้พ้นจากการเป็นนักโทษของอดีต ดังคำกล่าวที่ว่า“การไม่ยอมยกโทษ คือการทำให้เรากลายเป็นนักโทษของอดีตทั้งๆที่ถือกุญแจแห่งอิสรภาพอยู่ในมือของตัวเราเอง“”Unforgiveness is becoming a prisoner of the pastwhile holding the key to freedom yourself.“​เป็นการปลดปล่อยตัวเราเองให้ออกมาจากคุกแห่งความขมขื่น เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า“การให้อภัยคือการปลดปล่อยนักโทษแล้วพบว่านักโทษคนนั้นคือตัวเราเอง”“Forgiveness is setting a prisoner freeand discovering that prisoner was you.”​เป็นการช่วยไม่ให้เราทำร้ายหัวใจของตัวเราเองดังคำกล่าวที่ว่า“ความขมขื่นที่ไม่ยอมให้อภัย ไม่ได้ทำร้ายศัตรูของเรามากเท่ากับการที่มันทำร้ายหัวใจของเราเอง“”Bitterness rarely hurts your enemy as much as it hurts your own heart.”​เป็นการช่วยไม่ให้ตัวเราต้องตายเพราะยาพิษแห่งความขมขื่นที่เราดื่มเข้าไปเหมือนดังคำกล่าวที่ว่า“ความขมขื่นไม่ยอมให้อภัย ก็เหมือนการดื่มยาพิษแล้วหวังให้อีกฝ่ายหนึ่งตาย”(Resentment is like drinking poison and expecting the other person to die.)​เป็นการช่วยไม่ให้เราทำผิดซ้ำๆอย่างโง่เขลา เพราะว่า“การทำผิดที่ทำไปแล้ว คือความผิดแค่ครั้งเดียวแต่การปฏิเสธที่จะให้อภัยคือการทำผิดซ้ำทุกๆวัน”(A mistake once done is one mistake.But refusing to forgive is a mistake repeated every day.)พี่น้องที่รัก วันนี้ ขอให้คุณกรุณามอบของขวัญแห่งการให้อภัย นี้ให้แก่1.ตัวคุณเอง2.กันและกัน และ2.คนทุกคนที่ทำให้คุณเสียใจและเจ็บปวด…จะได้ไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 8มิถุนายน2026(ตอนที่69ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อ#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ไม่ใช่ไม่รู้ Ep.1653

    Play Episode Listen Later Jun 6, 2026 4:49


    พระธรรมนำชีวิตตอน ไม่ใช่ไม่รู้ Ep.1653 เมื่อเราเห็นคนทำผิด หรือเห็นเขากำลังเดินห่างจากพระเจ้า เราอาจคิดว่า ถ้าเขารู้มากกว่านี้ก็คงไม่เป็นแบบนี้ แต่พระธรรมในวันนี้ทำให้เราว่า ปัญหาของมนุษย์หลายครั้งไม่ใช่การขาดความรู้ แต่คือพวกเขาไมาเชื่อฟังสิ่งที่รู้แล้ว เยเรมีย์ 5:4-6 เปิดเผยให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือผู้นำ ต่างก็รู้จักพระเจ้า แต่พวกเขากลับเลือกเดินในทางของตนเอง จนต้องเผชิญผลของการไม่เชื่อฟัง'แล้วข้าพเจ้าทูลว่า “คนเหล่านี้เป็นแต่ผู้น้อย เขาไม่มีความคิด เพราะเขาไม่รู้จักพระมรรคาของพระยาห์เวห์ ไม่รู้จักพระบัญญัติของพระเจ้าของเขา ' เยเรมีย์ 5:4 เยเรมีย์อธิบายว่า คนผู้น้อยเพราะพวกเขาอาจจัขาดการเรียนรู้เรื่องพระเจ้า จไม่เข้าใจทางของพระเจ้า หลายครั้งเราก็คิดแบบนั้นว่า ความผิดพลาดของมนุษย์เกิดจากการไม่รู้ แต่เยเรมีย์ได้พบปัญหาที่แท้จริงในข้อต่อมา'ข้าพระองค์จะไปหาพวกผู้ใหญ่ และจะพูดกับพวกเขา เพราะเขารู้จักพระมรรคาของพระยาห์เวห์ และรู้จักพระบัญญัติของพระเจ้าของเขา” แต่พวกเขาทุกคนก็ได้หักแอกเสีย เขาได้ทำลายโซ่ตรวนเสีย ' เยเรมีย์ 5:5เมื่อเยเรมีย์หันไปหาพวกผู้ใหญ่ ผู้นำ และคนที่มีความรู้ทางศาสนา เขาคิดว่าคนเหล่านั้นรู้จักพระเจ้าและเข้าใจพระบัญญัติดีกว่าคนทั่วไป แต่ก็น่าผิดหวังยิ่งกว่า เพราะพวกเขาไม่ได้ขาดความรู้เลย แต่พวกเขาจงใจไม่เชื่อฟัง ภาพของการหักแอก และทำลายโซ่ตรวน เป็นภาพของวัวที่สะบัดแอกของเจ้าของออกจากคอ มันไม่ยอมอยู่ภายใต้การควบคุมอีกต่อไป นี่คือภาพของมนุษย์ที่ต้องการพระพรจากพระเจ้า แต่ไม่อยากอยู่ภายใต้การทรงปกครองของพระองค์ คนเหล่านั้นต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า แต่ไม่ต้องการเชื่อฟังพระองค์ สำหรับพวกเราคริสเตียน เราอาจเรียนพระคัมภีร์ ฟังเทศนามานาน เรารู้ว่าพระเจ้าต้องการอะไร แต่เราก็ยังเลือกไม่เชื่อฟัง เลือกทำตามใจตัวเอง ความรู้ที่ไม่ถูกนำไปสู่การเชื่อฟัง ก็ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตเลย'เพราะฉะนั้น สิงห์จากป่าจะมาสังหารเขา สุนัขป่าจากที่ราบแห้งแล้งจะทำลายเขา เสือดาวเฝ้าเมืองทั้งหลายของเขา ทุกคนที่ไปจากเมืองเหล่านั้นจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ เพราะการละเมิดของเขาก็มากมาย ความไม่ซื่อสัตย์ของเขาก็ใหญ่โต ' เยเรมีย์ 5:6การไม่เชื่อฟังพระเจ้าไม่ได้จบลงเพียงการไม่เชื่อฟัง แต่การไม่เชื่อฟังจะนำผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้มาเสมอ ภาพของสิงห์ หมาป่า เสือดาว เป็นการอธิบายถึงสิ่งดุร้ายที่กำลังจะมาถึงยูดาห์ ความบาปที่สะสมมาอย่างต่อเนื่องกำลังเปิดประตูให้การพิพากษาเข้ามา หลายครั้งก็เราอยากรู้ว่า ทำไมชีวิตจึงต้องเผชิญปัญหาแบบนั้น พระธรรมตอนนี้เตือนเราว่า ปัญหาบางอย้างไม่ได้เกิดจากการไม่รู้ว่าควรทำอะไร แต่เกิดจากการไม่ยอมทำตามสิ่งที่เรารู้ ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนชีวิตได้ การเชื่อฟังต่างหากที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง 'เมื่อพวกท่านรู้อย่างนี้แล้วและประพฤติตาม ท่านก็เป็นสุข ' ยอห์น 13:17พระเยซูพูดประโยคนี้ตอนที่พระองค์ทรงล้างเท้าสาวกของพระองค์ พระเจ้าไม่ได้ทรงมองหาคนที่รู้พระวจนะมากที่สุด แต่พระองค์ทรงมองหาคนที่ยอมอยู่ใต้พระวจนะของพระองค์ ปัญหาในชีวิตไม่ได้เกิดจากการขาดความรู้ แต่ปัญหานั้นเกิดจากการที่เรารู้แล้วแต่ยังไม่ยอมเชื่อฟัง ขอให้เราทบทวนดูว่า มีพระวจนะข้อใดที่เรารู้ และเข้าใจดีอ แต่เรายังไม่ยอมเชื่อฟัง การเปลี่ยนแปลงชีวิตไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเรารู้มากขึ้น แต่เริ่มต้นเมื่อเรายอมเชื่อฟังในสิ่งที่เรารู้ ขอพระเจ้าอวยพระพรให้เราทุกคนได้รับการเปลี่ยนแปลงจากการเชื่อฟังวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่68) คนอ่อนแอให้อภัยใครไม่ได้!

    Play Episode Listen Later Jun 6, 2026 5:07


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่68)คนอ่อนแอให้อภัยใครไม่ได้!“พระเยซูตรัสว่า“พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงยกโทษพวกเขาเพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร?…” ~ลูกา‬ ‭23‬:‭34‬ ‭THSV11‬‬“Jesus said, “Father, forgive them,for they do not know what they are doing.”.”‭‭ ~Luke‬ ‭23‬:‭34‬ ‭NIV‬‬การยกโทษ หรือ การให้อภัยเป็นหัวใจของข่าวประเสริฐพระเจ้าทรงให้อภัยมนุษย์ผ่านทางพระเยซูคริสต์ และทรงบัญชาผู้เชื่อให้อภัยแก่ผู้อื่นเช่นเดียวกันการยกโทษ หรือ การให้อภัยในพระคัมภีร์ มีความหมายว่าอะไร?การให้อภัยเป็นการ…​สละ หรือ ปล่อยสิทธิ์ในการแก้แค้นทิ้งไป​มอบการพิพากษาไว้กับพระเจ้า ไม่จัดการเอง​ไม่จมอยู่กับความขุ่นเคืองขมขื่นตลอดไป​ยอมอธิษฐานอวยพรให้กับผู้ที่ทำร้ายเรา​พร้อมแสดงความเมตตาต่อคนที่ทำให้เราเจ็บปวดด้วยความรักที่มาจากพระเยซูคริสต์เหมือนดังที่อาจารย์ เปาโล กำชับว่า“จงเมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกัน และให้อภัยกัน เหมือนดังที่พระเจ้าทรงโปรดยกโทษแก่ท่านในพระคริสต์”~ เอเฟซัส 4:32เราต้องเข้าใจก่อนว่าการให้อภัยไม่ใช่การบอกว่าสิ่งที่อีกฝ่ายกระทำนั้น “ไม่ผิด!“เพียงแต่เป็นการเตือนสติตัวเราเองว่าการที่เราจะมุ่งมั่นที่แก้แค้นอีกฝ่ายด้วยความชิงชัง นั้นก็“ไม่ถูกต้อง!”เราให้อภัย ไม่ใช่เพราะว่าอีกฝ่ายสมควรได้รับ แต่เพราะเราเองตระหนักว่าตัวเราได้รับการอภัยจากพระเจ้ามามากมายเหลือเกิน เราจึงสมควรให้อภัยแก่ผู้อื่นให้มากขึ้นเช่นกันเราควรตระหนักด้วยเช่นกันว่า การไม่ให้อภัยผู้อื่นจะทำร้ายตัวเราเองเพราะความขมขื่นก็เหมือนกับการดื่มยาพิษแล้วหวังให้คนที่เราเกลียดนั้นตาย ดังนั้น“อย่าให้รากขมขื่นงอกขึ้นมา!”~ ฮีบรู 12:15แบบอย่างในการให้อภัยแก่คนที่ทำร้ายเราที่ทรงพลังมากที่สุดก็คือ​พระเยซูบนไม้กางเขน ในขณะที่ถูกทรมาน ถูกเยาะเย้ย และถูกตรึงบนไม้กางเขน พระองค์กลับตรัสว่า“พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงโปรดยกโทษพวกเขา เพราะว่าพวกเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่”~ ลูกา 23:34​สเทเฟนขณะที่ถูกเอาหินขว้าง ท่านกลับร้องทูลว่า “ข้าแต่พระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงรับจิตวิญญาณของข้าพระองค์ด้วย” แล้วสเทเฟนก็คุกเข่าลงร้องเสียงดังว่า“ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอโปรดอย่าถือโทษพวกเขาเพราะบาปนี้” เมื่อกล่าวอย่างนี้แล้วก็สิ้นใจ”‭‭ ~กิจการ‬ ‭7‬:‭59‬-‭60‬ ‭THSV11‬‬ทั้งพระเยซูและสเทเฟน ล้วน1).ให้อภัยก่อนที่อีกฝ่ายจะขอโทษ2).ให้อภัยแม้กำลังทนทุกข์เจ็บปวด3).ให้อภัยแม้ต้องเสียสละชีวิตโดยไม่ได้อะไรตอบแทนนี่คือมาตรฐานสูงสุดของการให้อภัยในพระคัมภีร์!คนอ่อนแอให้อภัยไม่ได้ เพราะมีแต่คนเข้มแข็งเท่านั้นที่ทำได้ดังคำกล่าวที่ว่า“คนอ่อนแอให้อภัยใครไม่ได้ เพราะการให้อภัยเป็นคุณลักษณะของคนที่เข้มแข็ง“(The weak can never forgive. Forgiveness is the attribute of the strong.)— Mahatma Gandhiพี่น้องที่รักวันนี้ 1.ขอให้เราเปลี่ยนมาเป็นคนเข้มแข็งที่พึ่งกำลังจากพระเยซูคริสต์ และ 2.ขอให้เรานำแบบอย่างการให้อภัยทั้งของพระเยซูและของสเทเฟน มาเป็นแรงบันดาลใจให้เราทำตาม…จะดีไหม?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 7มิถุนายน2026(ตอนที่68ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อ#หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน พระคุณที่ยังไม่หมด Ep.1651

    Play Episode Listen Later Jun 5, 2026 6:54


    พระธรรมนำชีวิตตอน พระคุณที่ยังไม่หมด Ep.1651โดยส่วนตัวแล้ว เยเรมีย์เป็นพระธรรมที่มีเนื้อหาเข้าใจยากมาก ๆ แต่ผมขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับอาจารย์มากมายที่ทุ่มเทศึกษาค้นคว้า และอธิบายพระคัมภีร์ พวกท่านได้แสดงทัศนะไว้ให้เราได้ศึกษาอย่างมากมาย ขอให้พระธรรมทุกตอนที่เราได้อ่าน ได้เข้าใจ จะทำให้เรารู้จักพระทัยของพระเจ้า และช่วยสร้างเราให้เป็นคนที่พระเจ้าต้องการเสมอ หลังจากเยเรมีย์เห็นภาพนิมิตของแผ่นดินกลับสู่ความรกร้างและความว่างเปล่า ทุกอย่างดูเหมือนกำลังสิ้นสุดลง แต่เยเรมีย์ 4:27-31 พระเจ้าทรงตรัสว่า แม้การพิพากษาจะมาแน่นอน แต่พระองค์จะไม่ทรงละทิ้งประชากรของพระองค์'เพราะพระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “แผ่นดินทั้งหมดจะเป็นที่ร้างเปล่า แต่เราก็จะไม่ทำให้ถึงอวสานเสียทีเดียว ' เยเรมีย์ 4:27ในข้อความนี้ เป็นถ้อยคำแห่งความหวังในการพิพากษา พระเจ้าทรงประกาศว่า แม้แผ่นดินจะถูกทำลายอย่างหนัก แต่จะไม่ถึงกับสูญไปทั้งหมด พระองค์ยังทรงเหลือคนบางส่วนไว้ นักวิชาการพระคัมภีร์มองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของแนวคิดเรื่อง คนที่เหลืออยู่ ซึ่งจะเป็นหัวข้อสำคัญในพระธรรมเยเรมีย์ต่อไป พระเจ้าทรงตีสอนประชากรอย่างจริงจัง แต่พระองค์จะไม่ละทิ้งพวกเขาจนหมดสิ้น เช่นเดียวกัน เมื่อเราเผชิญผลของความบาปหรือความผิดพลาด พระเจ้าอาจทรงอนุญาตให้เราเรียนรู้ผ่านความเจ็บปวด แต่พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งเรา'เพราะเรื่องนี้โลกจะไว้ทุกข์ และท้องฟ้าเบื้องบนจะดำมืด เพราะเราได้ลั่นวาจาแล้ว เราได้มุ่งหมายไว้แล้ว เราจะไม่เปลี่ยนใจหรือหันกลับ” ' เยเรมีย์ 4:28พระเจ้าทรงทำให้เห็นว่า ผลที่กำลังจะมานั้นใหญ่โตและรุนแรง พระองค์ตรัสว่า “เราได้ลั่นวาจาแล้ว” และ “เราจะไม่เปลี่ยนใจ” เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่ซื่อสัตย์ต่อพระสัญญาและการพิพากษา พระเมตตาของพระเจ้าไม่ได้ลบล้างความยุติธรรมของพระองค์ ความรักของพระเจ้าไม่ใช่การปล่อยให้มนุษย์ทำบาปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น การกลับใจจึงไม่ควรถูกผัดวันประกันพรุ่ง เพราะพระเจ้าทรงจริงจังกับบาปมากกว่าที่เราคิด'เมื่อได้ยินเสียงพลม้าและพลธนู ชาวเมืองทุกแห่งก็หนีไป พวกเขาเข้าไปอยู่ในพงไม้หนาทึบ และปีนป่ายไปตามศิลา เมืองทุกแห่งก็ถูกทอดทิ้ง และไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ในเมืองเหล่านั้นเลย ' เยเรมีย์ 4:29เราได้เห็นถึงความตื่นตระหนกเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นจริง ๆ ผู้คนต่างหนีเอาชีวิตรอด สิ่งที่เคยดูมั่นคง ปลอดภัยกลับพังอย่างรวดเร็ว หลายครั้งที่เราชอบคิดว่ายังมีเวลา ยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงหรือต้องกลับใจ แต่เมื่อวันที่ผลของความบาปมาถึง เราจะพูดว่า ถ้ารู้อย่างนี้นะ... แต่นั้นมันก็ไม่ทันแล้ว ขอให้เรารีบกลับใจจากบาป มาพึ่งพาพระคุณของพระเจ้าทันที'เจ้าผู้ถูกทิ้งร้างเอ๋ย เจ้าทำอะไรกัน? ที่เจ้าแต่งตัวสีแดงนั้น และที่เจ้าประดับตัวด้วยอาภรณ์ทองคำ ที่เจ้าขยายดวงตาให้กว้างด้วยแต้มสี เออ เจ้าแต่งตัวให้งามเสียเปล่า คนรักของเจ้าดูหมิ่นเจ้า พวกเขาแสวงชีวิตของเจ้า ' เยเรมีย์ 4:30ยูดาห์ถูกเปรียบเหมือนหญิงที่แต่งตัวอย่างสวยงามเพื่อดึงดูดชู้รัก แต่สุดท้ายก็กลับถูกทอดทิ้ง คนรัก นี้หมายถึงพันธมิตร และสิ่งที่ยูดาห์ไว้วางใจแทนพระเจ้า ทุกวันนี้ตัวเราเองพึ่งพาอะไร พระเจ้าหรือเงิน หรือความสำเร็จ ความสามารถของตนเอง สิ่งเหล่านี้อาจมีคุณค่าในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถเป็นที่พึ่งสูงสุดของชีวิตได้ เพราะสิ่งที่เราไว้วางใจแทนพระเจ้า มันจะทอดทิ้งเราในวันที่เราต้องการมันมากที่สุด'เพราะเราได้ยินเสียงเหมือนเสียงหญิงคลอดบุตรร้อง แสนเจ็บปวดอย่างกับจะคลอดบุตรหัวปี เสียงร้องแห่งบุตรีศิโยนนั้นแทบจะขาดใจ เหยียดแขนของเธอออกร้องว่า “วิบัติแก่ข้า ข้าอ่อนแรงอยู่ต่อหน้าฆาตกร”' เยเรมีย์ 4:31ภาพของหญิงที่กำลังเจ็บปวดอย่างที่สุด การคลอดบุตรหัวปีในยุคนั้นอันตรายและเจ็บปวดถึงชีวิต หญิงนั้นไม่มีแรงที่จะช่วยตัวเองได้อีกแล้ว ยูดาห์มาถึงจุดที่ไม่มีใครช่วย และไม่มีที่พึ่งเหลืออยู่เลย หลายครั้งพระเจ้าทรงยอมให้เรามาถึงจุดสิ้นหวัง ไม่ใช่เพื่อทำลายเรา แต่เพื่อให้เราหยุดพึ่งพาตนเองและหันกลับมาพึ่งพาพระองค์อย่างแท้จริง เราอาจจะกอดบางสิ่งไว้ที่คิดว่าจะช่วยเราได้ ขอให้เรายอมปล่อย และทิ้งสิ่งเหล่านั้น แล้วยืนมือของเราออกมาจับมือพระองค์ไว้ เพราะในวันที่ไม่มีใครช่วยได้ พระเจ้ายังคงเป็นที่พึ่ง เป็นความหวังที่มั่นคงอยู่เสมอ'พี่น้องทั้งหลาย เราอยากให้พวกท่านรู้ถึงความยากลำบากที่เกิดกับเราในแคว้นเอเชีย คือเราเผชิญความทุกข์หนักอย่างยิ่งชนิดที่เกินกำลัง จนเราหมดหวังที่จะเอาชีวิตรอดมาได้ ที่จริงเรารู้สึกว่าถูกตัดสินให้ถึงที่ตายแล้ว ทั้งนี้เพื่อเราจะไม่ไว้ใจตัวเอง แต่ไว้ใจพระเจ้าผู้ทรงให้คนทั้งหลายเป็นขึ้นจากตาย ' 2 โครินธ์ 1:8-9ในภาวะของอาจารย์เปาโล ท่านอยู่ในความยากลำบากเจียนตาย แต่ท่านผ่านมาได้ด้วยการไว้ใจ วางใจในพระเจ้า สิ่งที่เราพึ่งพาอยู่อาจทอดทิ้งเรา แต่พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเรา พระคุณของพระองค์ไม่เคยหมดไปจากเรา แม้ในวันที่ทุกอย่างพัง ไม่รู้จะไปต่ออย่างไร พระคุณของพระเจ้าก็ยังมีพอเพียงสำหรับเราอยู่เสมอ เมื่อทุกสิ่งถูกพรากไป เราจะพบว่า พระเจ้าทรงเป็นสิ่งเดียวที่เราต้องการ ขอให้เราเรียนรู้ที่จะไว้วางใจในพระเจ้าตั้งแต่วันนี้เลยนะครีบ ก่อนที่วิกฤตปัญหาจะมาสอนให้เรากลับมาไว้วางใจในพระเจ้าของเราวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่66) จังหวะชีวิต!

    Play Episode Listen Later Jun 5, 2026 5:08


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่66)จังหวะชีวิต!“ข้าพเจ้ารู้จักความขาดแคลนและรู้จักความอุดมสมบูรณ์ไม่ว่าในกรณีใดหรือในทุกกรณี ข้าพเจ้าได้เรียนรู้เคล็ดลับในการเผชิญความอิ่มท้องและความอดอยาก ความอุดมสมบูรณ์และความขัดสนแล้ว”‭‭ ~ฟีลิปปี‬ ‭4‬:‭12‬ ‭THSV11‬‬“I know what it is to be in need, and I know what it is to have plenty. I have learned the secret of being content in any and every situation, whether well fed or hungry, whether living in plenty or in want.”‭‭ ~Philippians‬ ‭4‬:‭12‬ ‭NIV‬‬“จังหวะ”(Rhythm)หมายถึง“ระยะเวลาหรือความสม่ำเสมอที่กำหนดไว้เป็นช่วงๆ ”เช่น การเคลื่อนไหว ความสั้น-ยาว หนัก-เบา หรือโอกาสอันควร 1).ในทางดนตรีและศิลปะ หมายถึง ​การจัดวาง~จังหวะเวลา ~ความหนักเบา หรือ​การทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอ(เช่น จังหวะเพลงเร็ว-ช้า หรือจังหวะลวดลายในงานศิลปะ)2).ในเชิงทั่วไป หมายถึงจังหวะเวลาที่ลงตัว หรือ "โอกาส" ที่จังหวะเหมาะเจาะพอดี (เช่น สบจังหวะ, กะจังหวะ) “ จังหวะชีวิต”(Rhythm of Life) คือ “จังหวะเวลาที่เหมาะสมหรือโอกาสที่ลงตัวของแต่ละบุคคลในการ~เติบโต ~ประสบความสำเร็จ หรือ~เผชิญเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิต ”“จังหวะชีวิต”เป็นสัจธรรมของชีวิตที่ว่าคนเรา อาจมีจังหวะเวลา ต่อไปนี้ แตกต่างกันออกไป คือ~จังหวะอุดมสมบูรณ์และขัดสน~จังหวะรุ่งโรจน์และตกต่ำ~จังหวะอิ่มท้องและอดอยาก~จังหวะที่เราควบคุมได้และถูกควบคุม ฯลฯแท้จริงแล้ว พระเจ้าทรงมี​จังหวะชีวิตและ​ฤดูกาลให้กับสรรพสิ่งในโลกและและจักรวาล รวมทั้งชนชาติทั้งหลาย(และเราแต่ละคนด้วย)แม้แต่การ1).การอวยพรและการลงวินัยอิสราเอล และ2).การอวยพรและการพิพากษาชนชาติต่างๆ…พระเจ้ายังมีจังหวะเลย!อย่างเช่นใน พระธรรมอิสยาห์ 30:32 ที่กล่าวว่า“และทุกจังหวะของไม้เรียวที่ใช้ลงโทษซึ่งพระยาห์เวห์ทรงหวดลงบนตัวเขา(อัสซีเรีย) จะเข้ากับเสียงรำมะนาและพิณเขาคู่ และพระองค์จะทรงต่อสู้เขา(อัสซีเรีย)ในสงครามด้วยพระหัตถ์ที่กวัดแกว่ง”อะไรคือหลักการและข้อคิดสำคัญเกี่ยวกับจังหวะชีวิตที่เราเรียนรู้?สิ่งที่เราพึงเรียนรู้ก็คือ​เราต้องยอมรับว่าแต่ละคนต่างมีเวลาของตัวเอง ความสำเร็จหรือจุดเปลี่ยนของแต่ละคนเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ~บางคนพบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ขณะที่~บางคนพบจังหวะชีวิตที่ดีในวัยผู้ใหญ่ ​เราต้องเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ แม้เราจะไม่รู้ว่าจังหวะที่ดีจะมาถึงเมื่อไร แต่การเตรียมตัว พัฒนาทักษะ และหมั่นสังเกตโอกาสอยู่เสมอจะช่วยให้เราคว้าจังหวะนั้นไว้ได้ทันทีที่มาถึง​เราต้องไม่ไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเราต้องตระหนักว่า การนำจังหวะชีวิตของตัวเองไปเทียบกับคนอื่นจะทำให้ใจเราเกิดความทุกข์ เราจึงควรโฟกัสไปที่ที่การเดินทางและการเติบโตของตัวเราเอง ​เราต้องเชื่อวางใจพระเจ้า(พึ่งพระเยซูคริสต์)ในทุกจังหวะเวลา ของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น~จังหวะสุขหรือทุกข์~จังหวะรุ่งเรือง(ขาขึ้น)หรือร่วงโรย(ขาลง)~จังหวะกินอิ่มหรือหิวโหย ~จังหวะร่ำรวยหรือยากจน~จังหวะที่สำเร็จหรือล้มเหลวฯลฯเหมือนที่ อาจารย์ เปาโลกล่าวว่า“ข้าพเจ้ารู้จักความขาดแคลนและรู้จักความอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าในกรณีใดหรือในทุกกรณี ข้าพเจ้าได้เรียนรู้เคล็ดลับในการเผชิญความอิ่มท้องและความอดอยาก ความอุดมสมบูรณ์และความขัดสนแล้ว ข้าพเจ้าเผชิญได้ทุกอย่างโดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า!”‭‭ ~ฟีลิปปี‬ ‭4‬:‭12‬-‭13‬ ‭THSV11‬‬พี่น้องที่รัก จากนี้ไป ขอให้เราเลิกวิตกกังวลกับชีวิตในแต่ละย่างก้าวของเราและยอมให้พระเจ้าทรงควบคุมทุกจังหวะชีวิตและนำชีวิตของเรา ตามคำแนะนำที่ว่า"จงเลิกพยายามควบคุมทุกจังหวะชีวิตด้วยตัวเองแล้วปล่อยให้พระเจ้าเป็นผู้บรรเลงบทเพลงชีวิตของคุณ!"(Stop trying to control every beat of your life, and let God compose the melody of your journey.)ดังนั้น จากนี้ ไม่ว่า เราจะเผชิญกับ“จังหวะชีวิต”แบบใดเราก็จงพร้อมผจญกับมันอย่างมั่นใจในพระเจ้าด้วยการพึ่งพา1.การทรงนำ2.กำลัง และ3.สติปัญญา ที่มาจากพระเยซูคริสต์…จะดีไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 5มิถุนายน2026(ตอนที่66ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ชีวิตที่กำลังถอยหลัง Ep.1650

    Play Episode Listen Later Jun 4, 2026 5:49


    พระธรรมนำชีวิตตอน ชีวิตที่กำลังถอยหลัง Ep.1650เคยมีไหมครับ ที่จู่ ๆ เราก็รู้สึกว่าชีวิตเริ่มสูญเสียความสดชื่น ความชัดเจน และความชื่นชมยินดีที่เคยมีเริ่มจางหายไป ความสัมพันธ์บางอย่างเริ่มแตกร้าว สิ่งที่เคยงดงามค่อย ๆ เสื่อมถอยลง นักอธิบายพระคัมภีร์หลายท่านชี้ว่า เยเรมีย์ 4:23-26 เยเรมีย์กำลังเห็นภาพของการย้อนกลับของการทรงสร้าง พระเจ้าทรงสร้างโลกจากความว่างเปล่าและความโกลาหลให้เต็มไปด้วยชีวิต ความงดงาม และความเป็นระเบียบ แต่ความบาปกำลังพาทุกสิ่งย้อนกลับไปสู่สภาพเดิมอีกครั้ง พระธรรมตอนนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงคำแจ้งล่วงหน้าถึงยูดาห์เท่านั้น แต่ยังทำให้เราเห็นว่า เมื่อชีวิตค่อย ๆ ห่างจากพระเจ้า สิ่งดีงามที่พระองค์ทรงสร้างไว้ก็ค่อย ๆ สูญเสียความงดงามและความสมบูรณ์นั้นก็หลุดไปจากพระทัยของพระเจ้า'ข้าพเจ้ามองดูแผ่นดิน และนี่แน่ะ เป็นที่ร้างและว่างเปล่า และมองดูท้องฟ้า ในนั้นก็ไม่มีความสว่าง ' เยเรมีย์ 4:23ภาพนี้ทำให้เราคิดถึงและย้อนกลับไปยังปฐมกาล 1:2 ทันที เพราะคำว่า ร้างและว่างเปล่า เป็นคำเดียวกันกับที่ใช้บรรยายโลกก่อนที่พระเจ้าจะทรงสร้างทุกสิ่งให้เป็นระเบียบและเต็มไปด้วยชีวิต เยเรมีย์กำลังเห็นภาพของยูดาห์ที่ถูกความบาปทำลายจนเหมือนกลับไปสู่สภาพก่อนการทรงสร้างอีก ไม่มีความสว่าง ไม่มีความหวัง และไม่มีความงดงามที่พระเจ้าทรงตั้งใจไว้ บาปไม่ได้ทำให้ชีวิตหยุดอยู่กับที่ แต่มันจะค่อย ๆ พาชีวิตถอยกลับไปจากสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างให้เป็น'ข้าพเจ้ามองดูภูเขา นี่แน่ะ มันกำลังสั่นสะเทือน เนินเขาก็เคลื่อนตัวไปมา ' เยเรมีย์ 4:24ภูเขาและเนินเขาเป็นภาพของความมั่นคง แต่ในนิมิตนี้ แม้แต่สิ่งที่ดูมั่นคงที่สุดก็ยังสั่นสะเทือน เมื่อมนุษย์ห่างจากพระเจ้า สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นความมั่นคง อาจไม่มั่นคงอย่างที่คิด ไม่ว่าจะเป็นความสามารถ ทรัพย์สิน สุขภาพ หรือความสัมพันธ์ หลายครั้งเราวางใจในสิ่งเหล่านี้มากกว่าพระเจ้า และเมื่อเราพบกับวิกฤต เราจึงได้รู้ว่า ความมั่นคงที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ แต่อยู่ในพระเจ้าผู้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง'ข้าพเจ้ามองดู และนี่แน่ะ ไม่มีมนุษย์เลย นกทั้งปวงบนท้องฟ้าได้หนีไปแล้ว ' เยเรมีย์ 4:25บาปไม่เคยส่งผลกระทบเฉพาะตัวผู้กระทำเท่านั้น แต่มันกระทบไปถึงคนรอบข้างและสิ่งรอบตัวด้วย มนุษย์ก็หายไป นกก็หายไป ทุกสิ่งได้รับผลกระทบจากความพินาศที่เกิดขึ้น บาปจึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอย่างที่หลายคนคิด แต่มันส่งผลต่อครอบครัว ชุมชนและคนที่เรารัก และแม้แต่คนรุ่นต่อไปด้วย'ข้าพเจ้ามองดู และนี่แน่ะ เรือกสวนไร่นาก็เป็นถิ่นทุรกันดาร และเมืองทั้งสิ้นก็ปรักหักพังไป ต่อพระพักตร์พระยาห์เวห์ ต่อพระพิโรธร้อนแรงของพระองค์ ' เยเรมีย์ 4:26เรือกสวนไร่นา หมายถึงพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ แต่มันกลับกลายเป็นถิ่นทุรกันดาร ภาพนี้เตือนเราว่า เมื่อชีวิตของเราห่างจากพระเจ้า สิ่งที่เคยงดงามก็จะค่อย ๆ แห้งแล้งไป บางครั้งทะเลทรายในชีวิตไม่ได้เกิดจากปัญหาภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่มันอาจเกิดจากการที่เราค่อย ๆ ละเลยความสัมพันธ์กับพระเจ้า จนความชื่นชมยินดี ความสดชื่น หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวเริ่มสูญเสียชีวิตชีวาไป นักอธิบายพระคัมภีร์หลายท่านชี้ว่า เยเรมีย์กำลังเห็นภาพของการย้อนกลับของการทรงสร้างในปฐมกาล เยเรมีย์ไล่เรียงการทรงสร้าง จากความสว่าง ภูเขาและแผ่นดิน นก และมนุษย์ ส่วนนิมิตที่เยเรมีย์เห็นก็ไล่เรียงในลักษณะเดียวกัน ไม่มีแสง ภูเขาสั่นสะเทือน นกหายไป มนุษย์หายไป บาปจึงไม่ได้เพียงทำให้เราห่างจากพระเจ้าเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบถึงทุกสิ่งรอบตัวเรา'ฉะนั้นถ้าใครอยู่ในพระคริสต์ เขาก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆ ก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น ' 2 โครินธ์ 5:17พระเจ้าองค์เดียวกันกับที่ทรงสร้างโลกจากความว่างเปล่า พระองค์สามารถสร้างชีวิตของเราใหม่ได้ในพระเยซูคริสต์ ความบาปทำให้ชีวิตสูญเสียสิ่งดีที่พระเจ้าทรงตั้งใจไว้ แต่พระคุณของพระเจ้าสามารถฟื้นฟูสิ่งที่พังไปแล้วได้เสมอ หากวันนี้มีบางพื้นที่ในชีวิตที่กำลังแห้งแล้ง รกร้าง หรือสูญเสียความสดชื่นไป ขอให้เรากลับมาหาพระเจ้า เพราะพระองค์ยังทรงเป็นพระเจ้าแห่งการทรงสร้างใหม่ และพระองค์สามารถนำความสว่าง ความสดชื่นกลับมาสู่ชีวิตของเราได้แน่นอน วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ไม่ใช่ไม่รู้เรื่องแต่เพราะไม่รู้จัก Ep.1649

    Play Episode Listen Later Jun 3, 2026 5:40


    พระธรรมนำชีวิตตอน ไม่ใช่ไม่รู้เรื่องแต่เพราะไม่รู้จัก Ep.1649เยเรมีย์ 4:19-21 เป้นเสียงร้องไห้คร่ำครวญของเยเรมีย์ต่อพระเจ้า เมื่อเขาได้รู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองของเขา เยเรมีย์ไม่ได้เพียงประกาศคำเตือนของพระเจ้า แต่เขาเจ็บปวดกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วย นี่คือแบบอย่างของหัวใจคนของพระเจ้า ที่ไม่ได้เพียงรู้ความจริง แต่มีหัวใจที่รักและห่วงใยผู้คนจนร้องไห้เพื่อพวกเขา'แสนระทม แสนระทม ข้าบิดตัวด้วยความเจ็บปวด โอ ผนังดวงใจของข้าเอ๋ย จิตใจของข้าก็สั่นระรัว ข้าจะนิ่งอยู่ไม่ได้ เพราะข้าได้ยินเสียงเขาสัตว์ เสียงปลุกของสงคราม ' เยเรมีย์ 4:19คำว่า แสนระทม มาจากสำนวนที่แปลตรงตัวว่า ลำไส้ของข้า เพราะชาวฮีบรูมองว่า ลำไส้และอวัยวะภายในเป็นศูนย์กลางของอารมณ์และความรู้สึก นี่เป็นภาพของความเจ็บปวดที่ลึกที่สุดภายในจิตใจ นี่เป็นแบบอย่างของหัวใจของคนของพระเจ้า เขาไม่ได้เพียงประกาศความจริง แต่เขาร้องไห้ให้กับความจริงนั้นด้วย เราเองอาจจะคุ้นชินกับข่าวร้าย ความบาป หรือการหลงหายของผู้คน จนรู้สึกเฉย ๆ กับเรื่องเหล่านี้ แต่เยเรมีย์ทำให้เราเห็นว่า คนที่อยู่ใกล้พระเจ้าจะไม่เฉยเมยต่อสิ่งที่ทำให้พระเจ้าเจ็บปวด'หายนะซ้อนหายนะถูกเร้าขึ้นมา แผ่นดินทั้งสิ้นถูกทิ้งร้าง บรรดาเต็นท์ของข้าถูกทำลายในฉับพลัน และชั่วครู่เดียวผ้าเต็นท์ทั้งหลายของข้าก็ย่อยยับไป ข้าจะต้องมองดูธง และฟังเสียงเขาสัตว์นานสักเท่าใด? ' เยเรมีย์ 4:20-21เยเรมีย์มองเห็นภาพความพินาศที่กำลังถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หายนะนั้นไม่ได้มาเพียงครั้งเดียว แต่มาซ้ำ ๆ จนแผ่นดินถูกทิ้งร้าง เขากล่าวว่า “เต็นท์ของข้าถูกทำลาย” นั่นไม่ใช่เพราะความสูญเสียนั้นเกิดกับเขาโดยตรง แต่เพราะเขานับความทุกข์ของทุกคนเป็นความทุกข์ของเขาด้วย เยเรมีย์รำพึงด้วยความเจ็บปวดว่า “ข้าจะต้องมองดูธง และฟังเสียงเขาสัตว์นานสักเท่าใด?” ธงเป็นสัญญาณแห่งสงคราม ส่วนเสียงเขาสัตว์เป็นเสียงเตือนภัยที่กำลังบอกว่า ภัยกำลังจะเข้ามา คำถามนี้ทำให้เราเห็นถึงฃหัวใจที่แตกสลายของเยเรมีย์ที่ต้องเห็นผู้คนรับผลของความบาป พวกเราคริสเตียนไม่ได้ถูกเรียกมาเพียงให้รับรู้ปัญหาหรือวิจารณ์สิ่งที่เกิดขึ้น แต่เราถูกเรียกมาให้ร่วมทุกข์ และนำให้ผู้คนกลับมาหาพระเจ้า'“เพราะประชากรของเราโง่เขลา พวกเขาไม่รู้จักเรา เขาเป็นลูกหลานที่โง่เง่า เขาไม่มีความเข้าใจ เขาช่ำชองในการทำชั่วและเขาไม่รู้จักทำดี” ' เยเรมีย์ 4:22หลังจากที่เยเรมีย์ระบายความโศกเศร้าออกมา ในข้อนี้นักอธิบายพระคัมภีร์มากมายชี้ว่า นี่คือคำตอบจากพระเจ้าว่าทำไมทุกอย่างจึงเกิดขึ้น พระเจ้าทรงนำให้เราเห็นปัญหาใหญ่คือ พวกเขาไม่รู้จักพระเจ้า ตรงนี้ไม่ได้มีหมายความว่า ไม่มีข้อมูลเรื่องพระเจ้า ถ้าเรากลับไปเทียบช่วงเวลา นั้นเป็นช่วงเวลาของโยสิยาห์ที่รื้อระบบทุกอย่าง ทำให้ทุกอย่างกลับมาเข้าที่ตามพระทัยของพระเจ้า พวกเขารู้เรื่องพระเจ้าดี แต่สิ่งที่ขาดไปคือความสัมพันธ์กับพระเจ้า พวกเขารู้เรื่องพระเจ้ามากมาย แต่พวกเขาไม่รู้จักและมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าจริง ๆ สำหรับพวกเราเอง เราอาจอ่านพระคัมภีร์จบมาหลายรอบแล้ว จำข้อพระคัมภีร์ได้มากมาย แต่เราเองอาจจะยังละเลยความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเจ้าไปก็ได้ ขอให้เราทบทวนดูว่า เรารู้จักพระเจ้าจริงไหม คือมีความสัมพันธ์กับพระองค์ หรือเราเพียงมีข้อมูลเรื่องของพระเจ้า สิ่งที่พระเจ้าตรัสว่า พวกเขาโง่เขลา ไม่ได้หมายความว่า พวกเขามีไอคิวต่ำ หรือไม่ฉลาด แต่กำลังอธิบายว่า ความโง่เขลานั้นคือการไม่รู้จักพระเจ้า แต่พระเจ้าได้บอกว่า พวกเขาเก่งและฉลาดมากในการทำชั่ว คือพวกเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำผิด แต่กลับไม่รู้จักทำสิ่งที่ถูกต้อง'และนี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือการที่พวกเขารู้จักพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงใช้มา ' ยอห์น 17:3เราอาจจะพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ฉลาดขึ้น และประสบความสำเร็จได้มากขึ้น แต่ถ้าความสัมพันธ์กับพระเจ้าของเรายังห่างไกลจากพระองค์ ทุกสิ่งนั้นก็ไม่อาจทดแทนการรู้จักพระเจ้าได้ ปัญหาไม่ใช่การไม่รู้เรื่องพระเจ้า แต่คือการไม่รู้จักและมีความสัมพันธ์กับพระองค์ ขอให้พระวจนะที่เราอ่าน ที่เรากำลังศึกษาอยู่จะไม่เป็นเพียงความรู้ที่เพิ่มขึ้นเพียงเพื่อให้คนอื่นยกย่อง แต่ขอให้ความจริงของพระเจ้า นำให้เรารู้จักและเราจะพัฒนาความสัมพันธ์กับพระเจ้าให้มากขึ้นฃ จนเรารัก เชื่อฟัง และยำเกรงพระเจ้าด้วยสุดใจวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่64) ขอให้เราเป็นคนบริสุทธิ์หมดจด! ( จงบริสุทธิ์อย่างที่พระเจ้าบริสุ

    Play Episode Listen Later Jun 3, 2026 6:41


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่64)ขอให้เราเป็นคนบริสุทธิ์หมดจด!( จงบริสุทธิ์อย่างที่พระเจ้าบริสุทธิ์!(4))“ขอให้พระเจ้าแห่งสันติสุขทรงชำระท่านทั้งหลายให้เป็นคนบริสุทธิ์หมดจด และทรงรักษาทั้งวิญญาณ จิตใจ และร่างกายของท่านไว้ให้ปราศจากการติเตียน จนถึงวันที่พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราจะเสด็จมา”~‭‭1 เธสะโลนิกา‬ ‭5‬:‭23‬ ‭THSV11‬‬“May the God who gives peace make you holy in every way. May he keep your whole being—spirit, soul, and body—blameless when our Lord Jesus Christ comes.”‭‭ ~1 Thessalonians‬ ‭5‬:‭23‬ ‭GW‬‬พระธรรมตอนนี้เป็นคำอธิษฐานและคำอวยพรของอาจารย์ เปาโล ที่มีต่อผู้เชื่อในเมือง เธสะโลนิกา โดยขอให้พระเจ้าแห่งสันติสุข​ทรงชำระพวกเขาให้เป็นคนบริสุทธิ์หมดจด​ทรงรักษาทั้งวิญญาณ จิตใจ และร่างกายของพวกเขาไว้ให้ปราศจากการติเตียน​ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตพวกเขาในทุกด้านครบถ้วนและมั่นคงจนถึงวันที่พระคริสต์เสด็จกลับมาพระคัมภีร์ตอนนี้ สอนอะไรเราบ้าง?​เรามีพระเจ้าแห่งสันติสุขทรงนำและทรงอวยพรชีวิตของเรา“ขอให้พระเจ้าแห่งสันติสุข”~พระเจ้าทรงได้รับพระนามว่า “พระเจ้าแห่งสันติสุข”(God of Peace)เพราะพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของ"สันติสุขจากพระเจ้า"(Peace of God)ที่แท้จริง“สันติสุข”(Peace)ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการไม่มีปัญหา แต่หมายถึง1).การมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้า2).การมีความสมบูรณ์ฝ่ายวิญญาณภายในชีวิต3).การมีความกลมเกลียวระหว่างพระเจ้ากับเรา​เราได้รับการชำระและการเปลี่ยนแปลงชีวิตให้บริสุทธิ์จากพระเจ้า“ทรงชำระท่านทั้งหลายให้เป็นคนบริสุทธิ์หมดจด”~การเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้บริสุทธิ์นี้ไม่ได้เกิดจากกำลังของมนุษย์ แต่เกิดจากการทรงกระทำกิจของพระเจ้า(โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์)คำว่า “ชำระ…ให้เป็นคนบริสุทธิ์” นี้หมายถึง1).การแยกออกเพื่อพระเจ้า2).การทำให้สะอาดจากบาป3).การเปลี่ยนแปลงลักษณะชีวิตให้เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์มากขึ้นคำว่า “หมดจด” หรือ “โดยครบถ้วน”นี้แสดงว่าพระเจ้าไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงเพียงบางส่วนในชีวิต แต่ทั้งชีวิตของเราพระเจ้าไม่ได้ต้องการให้เรา~ไปโบสถ์แต่ไม่ซื่อสัตย์ในการทำงานหรือประกอบอาชีพ~รับใช้เก่งแต่ไม่ยอมให้อภัยหรือให้โอกาสผู้อื่นเริ่มต้นใหม่ใช่ครับ พระเจ้าต้องการความบริสุทธิ์ในทุกด้านในชีวิตของเรา​เราต้องใส่ใจดูแลสุขภาพของเราแบบบูรณาการในทุกมิติ“ทรงรักษาทั้งวิญญาณ จิตใจ และร่างกายของท่านไว้”พระเจ้าทรงสนพระทัยในทุกมิติในชีวิตของเรา คือ ทั้งกาย จิตและวิญญาณของเราอาจารย์เปาโลกล่าวว่าเราต้องดูแลรักษาสัมพันธภาพกับพระเจ้าให้ครบทั้งสามด้าน และขอพระเจ้าทรงเยียวยารักษาในทุกมิติคือ1).ด้านจิตวิญญาณ (Spirit)เราต้องใส่ใจในการรักษาสัมพันธ์กับพระเจ้าผ่าน การนมัสการ การอธิษฐานและการพึ่งพาการทรงนำและการเสริมกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์2).ด้านจิตใจ (Soul)เราต้องใส่ใจในการรักษาสัมพันธภาพกับพระเจ้าผ่านทางความคิด อารมณ์ ความรู้สึก และ การตัดสินใจที่ถูกต้องตามพระทัยไม่ปล่อยให้ความคิดจิตใจเต็มไปด้วยความกลัว ความขมขื่นหรือความกังวล จนเป็นอุปสรรคในความสัมพันธ์กับพระเจ้า3).ด้านร่างกาย (Body)เราต้องดูแลเอาใจใส่ดูแลร่างกาย ให้เป็นเครื่องมือที่พระเจ้าประทานใช้ในการรับใช้พระองค์ และสร้างสรรค์สิ่งดีต่อโลกนี้น่าสนใจที่ อาจารย์เปาโลกำลังสอนเราว่า พระเจ้าทรงห่วงใยในมนุษย์อย่างเราครบทุกมิติ​เราต้องรับผิดชอบดูแลชีวิตและทุกสิ่งที่เราได้รับมอบหมายมาเป็นอย่างดีและซื่อสัตย์“ให้ปราศจากการติเตียน”ไม่ได้หมายความว่าผู้เชื่อจะไม่มีวันทำผิดพลาดแต่หมายความว่า 1).เราจะดำเนินชีวิตอย่างสัตย์ซื่อ2).เราจะกลับใจทันทีเมื่อทำผิด3).เราจะไม่เสียเวลาแก้ตัว4).เราจะไม่ให้มีข้อกล่าวหาใดที่มีต่อเราติดค้างอยู่ต่อพระพักตร์ของพระเจ้า5).เราจะดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์อย่างจริงใจและจริงจัง​เราจะยืนหยัดมั่นคงในการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์และสัตย์ซื่อจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต“จนถึงวันที่พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราจะเสด็จมา”นี่คือเป้าหมายปลายทางของชีวิตคริสเตียนอย่างเรา!เราไม่ได้มีเป้าหมายเจริญเติบโตฝ่ายวิญญาณเพียงเพื่อชีวิตปัจจุบันเท่านั้น แต่เราเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันที่ พระเยซูคริสต์ จะเสด็จกลับมารับเราด้วย!สรุป“ชีวิตที่บริสุทธิ์ อาจไม่ง่าย แต่มักเปี่ยมด้วยความหมายทรงคุณค่าและทรงพลังอยู่เสมอ!”(A holy life may not be easy, but it is always meaningful and powerful.)พระเจ้าจึงทรงประสงค์ให้ชีวิตของผู้เชื่อทุกคนเป็นชีวิตที่บริสุทธิ์และความบริสุทธิ์นั้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องชั่วคราวแต่เป็นการดำเนินชีวิตเช่นนั้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยความหวังในอนาคตนิรันดร์พี่น้องที่รักหากวันนี้ คุณตรวจตราดูชีวิตของคุณอย่างจริงใจและจริงจังคุณสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากหรือไม่ว่า เวลานี้ ชีวิตของคุณได้บริสุทธิ์ในทุกมิติแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสัมพันธภาพระหว่างคุณกับพระเจ้า คริสตจักร และพี่น้อง รวมทั้งคนรอบตัวของคุณ?ขอช่วยตอบดังๆอย่างซื่อตรงให้ฟังสักหน่อย …จะได้ไหมครับ?…………………………………………

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่65). อย่าทำให้พระนามบริสุทธิ์ถูกลบหลู่! ( จงบริสุทธิ์อย่างที่พระเจ้าบ

    Play Episode Listen Later Jun 3, 2026 5:46


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่65)อย่าทำให้พระนามบริสุทธิ์ถูกลบหลู่! ( จงบริสุทธิ์อย่างที่พระเจ้าบริสุทธิ์!(5))““และเราจะทำให้นามบริสุทธิ์ของเราเป็นที่รู้จักท่ามกลางอิสราเอล ประชากรของเรา เราจะไม่ยอมให้นามบริสุทธิ์ของเราถูกลบหลู่อีกต่อไป และประชาชาติทั้งหลายจะรู้ว่า เราคือยาห์เวห์ องค์บริสุทธิ์ในอิสราเอล”"‭‭ ~เอเสเคียล‬ ‭39‬:‭7‬ ‭THSV11‬‬““ ‘I will make known my holy name among my people Israel. I will no longer let my holy name be profaned, and the nations will know that I the Lord am the Holy One in Israel.”"‭‭ ~Ezekiel‬ ‭39‬:‭7‬ ‭NIV‬‬พระธรรมตอนนี้อยู่ในบริบทที่พระเจ้าตรัสถึง​การพิพากษาศัตรูของอิสราเอล และ​การฟื้นฟูประชากรของพระองค์ หลังจากที่ชนชาติอิสราเอลเคยทำให้นามของพระเจ้าถูกดูหมิ่นเพราะการไม่เชื่อฟังและการตกเป็นเชลย พระเจ้าประกาศว่าพระองค์จะทรงสำแดงพระสิริของพระองค์อีกครั้ง!แล้ว พระเจ้าตรัสว่า พระองค์จะทำอะไรบ้าง?​พระเจ้าจะทำให้พระนามบริสุทธิ์ของพระองค์เป็นที่รู้จัก“เราจะทำให้นามบริสุทธิ์ของเราเป็นที่รู้จัก”คำว่า “นาม” ในพระคัมภีร์นี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงชื่อเรียกเท่านั้น แต่หมายถึง1).พระลักษณะเลิศล้ำของพระเจ้า2).พระสิริของพระเจ้า3).ความยิ่งใหญ่ 4).ความสัตย์ซื่อ และ 5).ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าหมายความว่า พระเจ้ากำลังตรัสว่า“เราจะสำแดงให้ประชากรของเราเห็นอีกครั้งว่า เราเป็นใครจริงๆ!”ที่ผ่านมา บางครั้งประชากรของพระเจ้าอาจรู้จักพระองค์เพียงผิวเผินแต่พระเจ้าต้องการให้พวกเขารู้จักพระองค์ และความยิ่งใหญ่ของพระองค์อย่างลึกซึ้งจริงๆ จาก1).การสถิต และ2).การกระทำมหกิจของพระองค์ในท่ามกลางชุมชนของพระองค์แบบเห็นชัดจับต้องได้​พระเจ้าจะไม่ยอมให้พระนามบริสุทธิ์ของพระองค์ถูกลบหลู่อีกต่อไป“เราจะไม่ยอมให้นามบริสุทธิ์ของเราถูกลบหลู่อีกต่อไป”ก่อนหน้านี้ อิสราเอลได้ทำให้พระนามของพระเจ้าถูกดูหมิ่นในสายตาประชาชาติ เพราะพวกเขาอวดอ้างว่าเป็นประชากรของพระเจ้า แต่กลับดำเนินชีวิตตรงข้ามกับ1).พระประสงค์ และ2).พระอัตลักษณ์ของพระองค์สัญญาณอันตรายคือ“เมื่อประชากรของพระเจ้าดำเนินชีวิตผิดจากที่พระวจนะสอนไว้คนทั้งปวงก็จะดูหมิ่นเหยียดหยามพระเจ้าที่พวกเขานมัสการ!”ในเวลานี้ พระเจ้าประกาศว่า“ถึงเวลาที่เราจะฟื้นฟูเกียรติศักดิ์ของนามเราแล้ว!“”ใช่ครับ!”พระเจ้าจะทรงกระทำการอย่างยิ่งใหญ่น่าอัศจรรย์ใจ จนไม่มีใครสามารถดูหมิ่นพระองค์ได้อีกต่อไป!“​พระเจ้าจะทำให้ประชาชาติทั่วโลกรู้แจ้งว่าพระองค์เป็นพระผู้สร้างองค์บริสุทธิ์“ประชาชาติทั้งหลายจะรู้ว่า เราคือยาห์เวห์ องค์บริสุทธิ์ในอิสราเอล!”นี่เป็นหัวข้อสำคัญตลอดพระธรรมเอเสเคียลพระเจ้าจะทรงกระทำสิ่งต่างๆเพื่อให้คนทั้งโลกรู้ว่า1).พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้2).พระองค์ทรงครอบครองเหนือประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ3).พระองค์ทรงพิพากษาโลกด้วยความยุติธรรม4).พระองค์ทรงช่วยกู้ประชากรของพระองค์ด้วยความเมตตาอย่างไรก็ตาม พระประสงค์สูงสุดของพระเจ้าไม่ใช่เพียงแค่ให้อิสราเอลปลอดภัย แต่เพื่อให้ทุกชนชาติในโลกนี้ ได้รู้จักพระองค์!สำหรับ “องค์บริสุทธิ์ในอิสราเอล”นั้น คำว่า “บริสุทธิ์” หมายถึง1).แยกออกจากบาปโดยสิ้นเชิง2).สมบูรณ์แบบในความชอบธรรม3).ไม่มีความชั่วใดเจือปนพระเจ้าทรงย้ำว่า พระองค์ไม่ใช่พระเจ้าที่เหมือนรูปเคารพของชนชาติอื่น แต่ทรงเป็นพระเจ้าผู้ก.ทรงบริสุทธิ์ และข.ทรงสัตย์ซื่อต่อพระสัญญาของพระองค์พี่น้องที่รัก​เราต้องดำเนินชีวิตแบบถวายเกียรติแด่พระเจ้า ~พระองค์มองหาความซื่อสัตย์ ความรัก และความบริสุทธิ์ จากชีวิตของเรา​เราต้องตระหนักว่าพระเจ้าทรงหวงแหนพระเกียรติของพระองค์ ~พระองค์จึงอาจอนุญาตให้มีการตีสอนหรือแก้ไขเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา ให้ถวายพระเกียรติพระองค์มากขึ้น​เราต้องมีเป้าหมายสูงสุดของชีวิตคือให้คนรู้จักพระเจ้าและถวายเกียรติ~พระองค์ประสงค์ให้เราทำเช่นนั้นผ่านชีวิตและพฤติกรรมของเราย้ำอีกครั้ง เป้าหมายชีวิตของเรา ไม่ใช่เพียงเพื่อประสบความสำเร็จ มีความสุข หรือได้รับพระพร แต่แท้จริงคือให้เราดำเนินชีวิตที่ดีจนผู้คนเห็นพระเจ้าในชีวิตของเรา สรรเสริญพระองค์ และศรัทธาวางใจในพระองค์!ดังที่พระเยซูตรัสว่า“…จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาทั้งหลายได้เห็นความดีที่ท่านทำ พวกเขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์!”‭‭ ~มัทธิว‬ ‭5‬:‭16‬ ‭THSV11‬‬และจะเป็นจริง ตามคำกล่าวที่ว่า“ เมื่อชีวิตของเราถวายเกียรติพระเจ้า พระนามของพระองค์จะถูกป่าวประกาศให้เป็นที่รู้จักแบบเสียงดังสนั่นมากยิ่งกว่าคำเทศนาด้วยถ้อยคำของเรา!”(When our lives honor God,His name is proclaimed more loudly than our words.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 4มิถุนายน2026(ตอนที่65ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด Ep.1648

    Play Episode Listen Later Jun 2, 2026 4:33


    พระธรรมนำชีวิตตอน ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด Ep.1648หลังจากที่พระเจ้าทรงส่งเสียงเตือนให้ประชาชนกลับใจ และเตือนว่าภัยพิบัติกำลังเข้ามาใกล้แล้ว เยเรมีย์ 4:11-18 พระเจ้าทรงเปิดเผยสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่กองทัพที่กำลังมาจากทิศเหนือ แต่คือสภาพหัวใจของประชาชนที่กำลังห่างไกลจากพระเจ้า ตัวเราเองมักจะมองหาต้นเหตุของปัญหาจากสถานการณ์ที่อยู่รอบตัว แต่พระเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่ลึกที่สุด ซ่อนอยู่ในหัวใจที่ห่างไกลจากพระเจ้า'“ในครั้งนั้น เขาจะกล่าวแก่ชนชาตินี้ และแก่กรุงเยรูซาเล็มว่า ‘ลมร้อนจากที่สูงโล่งในถิ่นทุรกันดารพัดมาสู่บุตรีประชากรของเรา ไม่ใช่จะมาฝัดหรือมาชำระ ' เยเรมีย์ 4:11โดยปกติลมที่ใช้ฝัดข้าวจะช่วยแยกแกลบออกจากเมล็ด เป็นลมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ แต่ลมที่พระเจ้าตรัสถึงในข้อนี้ไม่ใช่ลมแบบนั้น เป็นลมร้อนที่รุนแรง เป็นลมที่นำความเสียหายมา ไม่ใช่การทำให้ดีขึ้น พระเจ้ากำลังบอกประชาชนว่า วิกฤตที่กำลังมานั้นไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ หลายครั้งที่ปัญหาเข้ามาในชีวิตของเรา เรามักถามว่า ทำไมเรื่องนี้ถึงเกิดขึ้น แต่เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า พระเจ้าทรงใช้วิกฤตเพื่อเปิดเผยบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจของเรา วิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ได้สร้างปัญหา แต่มักเปิดเผยปัญหาที่มีอยู่แล้ว บางคนเพิ่งจะรู้ว่าตนเองห่างจากพระเจ้าในชีวิตเริ่มพังทลายลง ข้อ 12-13 กำลังบรรยายว่าภัยจากทางเหนือกำลังเคลื่อนเข้ามาอย่างรุนแรงและรวดเร็ว พร้อมนำความพินาศมาสู่แผ่นดิน'กรุงเยรูซาเล็มเอ๋ย จงล้างจิตใจของเจ้าให้พ้นจากความชั่วร้าย เพื่อเจ้าจะรอดได้ ความคิดชั่วร้ายของเจ้านั้น จะสิงอยู่ในใจของเจ้านานสักเท่าใด? ' เยเรมีย์ 4:14พระเจ้าไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนสถานการณ์ แต่ทรงเริ่มต้นที่หัวใจ พระองค์ตรัสว่า “จงล้างจิตใจของเจ้า” เพราะปัญหาของความบาปที่ฝังรากอยู่ในใจของพวกเขา พระองค์ตรัสต่อไปว่า “ความคิดชั่วร้ายของเจ้านั้น จะสิงอยู่ในใจของเจ้านานสักเท่าใด?” ก่อนที่บาปจะออกมาเป็นการกระทำ มันเริ่มต้นจากความคิดที่ถูกปล่อยไว้ในใจ หลายครั้งที่เราอยากให้พระเจ้าเปลี่ยนสถานการณ์ แต่พระเจ้ากำลังชี้ให้เห็นว่ามีบางอย่างในใจที่ต้องเปลี่ยนก่อน'“วิถีและการกระทำทั้งหลายของเจ้า ได้นำเรื่องนี้มาเหนือเจ้า นี่แหละเป็นผลกรรมของเจ้าซึ่งขมขื่น และสะเทือนใจของเจ้า” ' เยเรมีย์ 4:18นี่เป็นประโยคสรุปของวรรคนี้ หายนะที่เกิดขึ้นไม่ได้มาอย่างไม่มีเหตุผล ยูดาห์กำลังจะต้องเก็บเกี่ยวผลจากความบาปที่เขาเลือกเอง ปัญหาในชีวิตของเราก็เป็นแบบนั้น มันไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ปัญหานั้นเป็นผลจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ที่สะสมมาเป็นเวลานาน พระเจ้ากำลังเรียกเราให้มองลึกกว่าสถานการณ์ โดยเราต้องกลับมาตรวจสอบหัวใจของเรานะครับ'จงระแวดระวังใจของเจ้ายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เพราะทุกสิ่งที่เจ้าทำออกมาจากใจ ' สุภาษิต 4:23พระเจ้าทรงสนใจต้นเหตุของปัญหามากกว่าปัญหา เพราะเมื่อหัวใจได้รับการเปลี่ยนแปลง ชีวิตของเราก็จะเริ่มเปลี่ยนตามไปด้วย พวกเราอาจจะกำลังอธิษฐานขอให้พระเจ้าเปลี่ยนสถานการณ์บางอย่าง ก่อนที่พระเจ้าจะเปลี่ยนสิ่งรอบตัวเรา พระองค์รอให้เรายอมที่จะกลับใจมาหาพระองค์ และให้เรายอมเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในใจของเราก่อน ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดในชีวิตของเรา อาจจะซ่อนอยู่ในใจของเรา ขอให้เราจะใช้เวลากับพระเจ้า อธิษฐานขอให้พระวิญญาณของพระองค์จะตรวจสอบหัวใจของเราวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่63) เราต้องบริสุทธิ์สำหรับพระเจ้า! (จงบริสุทธิ์อย่างที่พระเจ้าบริสุท

    Play Episode Listen Later Jun 1, 2026 5:05


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่63)เราต้องบริสุทธิ์สำหรับพระเจ้า!(จงบริสุทธิ์อย่างที่พระเจ้าบริสุทธิ์!(3))“เจ้าต้องบริสุทธิ์สำหรับเรา เพราะเรายาห์เวห์เป็นผู้บริสุทธิ์ และได้แยกเจ้าออกจากชนชาติทั้งหลายเพื่อเจ้าจะเป็นของเรา”‭‭ ~เลวีนิติ‬ ‭20‬:‭26‬ ‭THSV11‬‬“You are to be holy to me because I,the Lord, am holy, and I have set you apart from the nations to be my own.”‭‭ ~Leviticus‬ ‭20‬:‭26‬ ‭NIV‬‬พระเจ้าทรงเรียกและแยกเราออกจากชนชาติทั้งหลายเพื่อให้เราเป็นชนชาติที่บริสุทธิ์ของพระองค์!ในพระธรรม 1เปโตร 1:15-16 ก็กำชับให้เรา ​เป็นคนบริสุทธิ์เหมือนอย่างที่พระเจ้าบริสุทธิ์​เป็นดังดุจบุตรที่เชื่อฟังบิดา และ​เป็นธรรมิกชนที่ดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรงด้วยเช่นกัน“และถ้าพวกท่านร้องเรียกพระองค์ว่าพระบิดาผู้ทรงพิพากษาอย่างไม่มีอคติตามการกระทำของแต่ละคนพวกท่านก็จงดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรงในเวลาที่พวกท่านอยู่ในโลกนี้”~‭‭1 เปโตร‬ ‭1‬:‭17‬ ‭THSV11‬‬(Since you call on a Father who judges each person's work impartially, live out your time as foreigners here in reverent fear.”‭‭ ~1 Peter‬ ‭1‬:‭17‬ ‭NIV‬‬อย่างไรก็ตาม “ความยำเกรงพระเจ้า”ไม่ใช่ ความกลัวแบบหวาดผวา!แล้วอย่างนั้น เราควรดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรงพระเจ้า อย่างไร?​เราควรเคารพพระเจ้าอย่างเทิดทูน​เราควรตระหนักไว้เสมอว่าพระเจ้าทรงเห็นและทรงทราบทุกสิ่งในชีวิตเรา ทั้งก.ต่อหน้าคน และ ข.ลับหลังคน ​เราควรระวังไม่ใช้ชีวิตอย่างประมาทตามใจหรือตามอารมณ์ของตัวเอง​เราควรดำเนินชีวิตและรับใช้ตามพระประสงค์ของพระเจ้าด้วยความเต็มใจ​เราไม่ควรเล่นหรืออลุ่มอล่วยกับความบาปอีกต่อไป1).ไม่ใช่เพราะกลัวเสียภาพลักษณ์ของตัวเอง2).แต่เพราะไม่อยากทำให้พระเจ้าเสียพระทัย​เราควรตระหนักว่า ทุกบาปที่เราทำจะนำการพิพากษามาถึงเราอาจารย์เปโตรเตือนว่า1).พระเจ้าทรงเป็น “พระบิดา” ที่รักเรา แต่2).พระเจ้าก็ทรงเป็น “ผู้พิพากษา” ที่ยุติธรรมรักทุกคนด้วย​เราควรตั้งเป้าและตั้งใจดำเนินชีวิตแบบถวายเกียรติแด่พระเจ้าโดยตระหนักว่า ชีวิตคริสเตียนไม่ใช่ชีวิตแบบ“ฉันเชื่อพระเจ้าแล้ว ดังนั้น ฉันจะใช้ชีวิตยังไงก็ได้!”แต่คือชีวิตแบบ“เพราะว่าพระเจ้าทรงรักฉันมากมาย ฉันจึงอยาก1).ดำเนินชีวิต และ2).รับใช้พระองค์ อย่างถวายเกียรติแด่พระองค์สูงสุด!”สรุปเมื่อพระเจ้าทรงเลือกและทรงเรียกเรา ก็​ขอให้เราดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์และอย่างมีเสรีภาพ​เพื่อพระเจ้า ​เพื่อคริสตจักร และ​เพื่อคนทั้งหลาย ควบคู่กันไป และ​ขอให้เราเตือนสติตัวของเราเอง อยู่เสมอว่า“ความบริสุทธิ์ไม่ใช่ภาระ แต่คือเส้นทางสู่เสรีภาพอันแท้จริง!”(Holiness is not a burden;it is the path to true freedom.)…จะดีไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 2มิถุนายน2026(ตอนที่63ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน เลือกฟังอะไร Ep.1647

    Play Episode Listen Later Jun 1, 2026 4:55


    พระธรรมนำชีวิตตอน เลือกฟังอะไร Ep.1647เมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้ประชาชนกลับใจ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังเลือกไม่ตอบสนอง เยเรมีย์ 4:5-10 ซึ่งเป็นเสียงเตือนของพระเจ้าเพื่อตอกย้ำว่า เมื่อพระเจ้าทรงเตือนอย่าคิดว่าทุกอย่างยังปกติดี เพราะทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสเป็นจริงเสมอ'“จงประกาศในยูดาห์และป่าวร้องในกรุงเยรูซาเล็มว่า ‘จงเป่าเขาสัตว์ไปทั่วแผ่นดิน' จงร้องประกาศดังๆ ว่า ‘มารวมกันเถิด ให้เราเข้าไป ในบรรดาเมืองที่มีป้อม' ' เยเรมีย์ 4:5ภาพในตอนนี้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาก จากคำเชิญชวนให้กลับใจกลายเป็นการเตือนให้รีบหนี พระเจ้ากำลังบอกประชาชนว่า ภัยพิบัตินั้นกำลังใกล้เข้ามาแล้ว เพราะพระเจ้าทรงพระเมตตา พระองค์ไม่ทรงพิพากษาโดยไม่เตือน พระเจ้าส่งคำเตือนมาก่อนเสมอ ก่อนน้ำท่วมโลก พระองค์ทรงเตือนผ่านโนอาห์ ก่อนเมืองโสโดมถูกทำลาย พระเจ้าก็ส่งคำเตือนมา วันนี้ก่อนยูดาห์จะล่มสลาย พระเจ้าส่งเยเรมีย์มายืนร้องเรียกให้กลับใจ ถ้าวันนี้พระเจ้าทรงเรียกให้เรากลับใจ รีบเลยนะครับ ไม่ต้องรอให้มีเสียงเตือน ในข้อ 6 ไม่ใช่ภาพของธงแห่งชัยชนะ แต่เป็นธงประกาศเตือนให้หนี ในเวลานั้นพระเจ้าไม่ได้เปิดเผยชื่อศัตรูอย่างชัดเจน แต่ทรงบอกว่า ภัยนั้นจะมาจากทิศเหนือ ในข้อ 7 เป็นรายละเอียดเพิ่มเติม เป็นภาพของสิงห์โตที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกที หลายครั้งเราก็ใช้ชีวิตแบบนี้ เราคิดว่ายังมีเวลา เดี๋ยวค่อยกลับใจก็ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว บางสิ่งกำลังเข้ามาใกล้กว่าที่เราคิด บาปที่ปล่อยไว้ นิสัยที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้า สิ่งเหล่านั้นไม่ได้หยุดนิ่งมันกำลังเติบโตขึ้นอยู่เสมอ ในข้อ 8 เป็นภาพแห่งการไว้ทุกข์ เพราะการพิพากษาจะมาถึง'พระยาห์เวห์ตรัสว่า “ในวันนั้นทั้งกษัตริย์และพวกเจ้านายจะหมดกำลังใจ บรรดาปุโรหิตจะตกตะลึงและผู้เผยพระวจนะก็จะแปลกใจ” ' เยเรมีย์ 4:9กลุ่มคนในข้อนี้ เป็นกลุ่มคนที่ประชาชนเคยพึ่งพา แต่เมื่อการพิพากษามาถึงไม่มีใครช่วยอะไรได้เลย สิ่งที่มนุษย์วางใจแทนพระเจ้า ย่อมล้มเหลวในวันที่ต้องเผชิญความจริง จากนั้นเยเรมีย์ก็กล่าวด้วยความเจ็บปวด ในเยเรมีย์ 4:10 ว่า 'แล้วข้าพเจ้าจึงทูลว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้านาย พระองค์ทรงล่อลวงชนชาตินี้ และกรุงเยรูซาเล็มแน่นอนทีเดียว ว่า ‘เจ้าทั้งหลายจะอยู่เย็นเป็นสุข' แต่ที่จริงดาบได้มาถึงชีวิตของพวกเขา” 'ปัญหาของพวกเขาไม่ใช่ไม่มีคำเตือน แต่พวกเขาเลือกเชื่อฟังเสียงที่เขาอยากฟังมากกว่าเสียงเตือนของพระเจ้า พวกเขาเลือกฟังสิ่งที่อยากฟัง เช่น ทุกอย่างเรียบร้อยดี ไม่มีอะไรต้องกังวล พระเจ้าจะไม่ทำอะไรหรอก แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม อาจารย์เปาโลเตือนเรา'เมื่อเขาพูดกันว่า “สงบสุขและปลอดภัยแล้ว” เมื่อนั้นแหละความพินาศก็จะมาถึงทันที เหมือนกับความเจ็บปวดมาถึงหญิงมีครรภ์ พวกเขาจะหนีก็ไม่พ้น ' 1 เธสะโลนิกา 5:3อันตรายของชีวิตคือการคิดว่าทุกอย่างปกติดี ทั้งที่วิกฤตกำลังมาถึง เมื่อพระเจ้าเตือนเรากำลังฟังอยู่หรือเปล่า คนยูดาห์ไม่ได้พังเพราะไม่มีคำเตือน แต่เพราะพวกเขาเลือกฟังสิ่งที่อยากฟังมากกว่า วันนี้พระเจ้ากำลังเตือนเราผ่านพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผ่านพระวจนะ หรือผ่านสถานการณ์ ขอเราอย่าปล่อยให้คำว่า ไม่เป็นไรหรอก กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่กลับใจ เมื่อเสียงเรียกให้เรากลับใจให้เราเชื่อฟังทันที เพราะเสียงเรียกนั้นไม่ใช่สัญญาณว่าพระองค์กำลังจะทอดทิ้งเรา แต่นั่นเป็นหลักฐานว่า พระเจ้าประทานโอกาสให้เรากลับมาหาพระองค์ รีบกลับมานะครับ ก่อนที่จะสายเกินไปวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่62) จงบริสุทธิ์อย่างที่พระเจ้าบริสุทธิ์!(2)

    Play Episode Listen Later Jun 1, 2026 4:48


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่62)จงบริสุทธิ์อย่างที่พระเจ้าบริสุทธิ์!(2)“เพราะมีคำเขียนไว้แล้วว่า“พวกท่านจงเป็นคนบริสุทธิ์ เพราะเราเองบริสุทธิ์””~‭‭1 เปโตร‬ ‭1‬:‭16‬ ‭THSV11‬‬“for it is written: “Be holy, because I am holy.””~‭‭1 Peter‬ ‭1‬:‭16‬ ‭NIV‬‬พระเจ้าทรงเรียกให้เรามีชีวิตที่บริสุทธิ์เพื่อ “สะท้อน“​พระสิริและ​พระลักษณะอันบริสุทธิ์ของพระองค์พระเจ้าทรงเรียกให้เราสำแดงความบริสุทธิ์ผ่าน​ชีวิตและ​ความประพฤติในทุกด้านไม่ใช่เฉพาะตอนอยู่ในคริสตจักรเท่านั้นแต่รวมถึงตอนอยู่นอกคริสตจักรทั้งในที่และในเวลาที่ไม่มีใครเห็น ไม่ว่าจะเป็นผ่าน1).คำพูดหรือสิ่งที่เขียนและพิมพ์ออกมา2).ความคิด และทัศนคติที่แสดงออกมา3).การหาและการใช้เงิน4).ความสัมพันธ์ในด้านต่างๆ5).การทำงาน และการรับใช้6).การโพสต์สิ่งต่างๆในโลกออนไลน์ฯลฯและหนึ่งใน“ความบริสุทธิ์” ที่พระเจ้าต้องการจากเรา ก็คือ“ความจริงใจ”(อันสะอาด)ของเรา ที่มีต่อพระเจ้าดังนั้น ไม่ว่าเราจะพลาดผิดในเรื่องใดก็ขอให้เราไม่ปกปิด หรือ เอาแต่แก้ตัว หรือ หลบลี้หนีหน้าไปแต่ให้เราสำนึกผิด แสดงความเสียใจ ยอมรับผิด รับโทษ รีบแก้ไขและรีบกลับมาหาพระเจ้าในทันทีเพื่อรับการอภัยและเริ่มต้นใหม่ แล้วชีวิตบริสุทธิ์ของเรา ควรจะสำแดงออกมาอย่างไร?​เราควรเข้าหา เข้าใกล้ชิด ติดสนิทกับพระคริสต์ เพราะ“ยิ่งใกล้พระเจ้ามากขึ้นเท่าไร หัวใจเราก็ยิ่งอยากที่จะสะอาดบริสุทธิ์มากขึ้นเท่านั้น!”(The closer we walk with God, the more our hearts desire purity.)​เราควรให้พระเจ้าเข้ามาครอบครองใน “ทุกด้าน” ในชีวิตของเรา​เราไม่ควรแยก“ชีวิตฝ่ายวิญญาณ”ออกจาก“ชีวิตประจำวัน”ในด้านอื่นๆของเรา​เราควรดูแลให้ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าสำแดงผ่านชีวิตของเราโดยเริ่มตั้งแต่จากเรื่องเล็กๆ เช่น~การกระทำที่ซื่อสัตย์~คำพูดที่สะอาด~การควบคุมอารมณ์~การทำงานและการรับใช้~การใช้เวลาทำสิ่งถูกต้อง และ~การปฏิบัติต่อคนอื่น ฯลฯพี่น้องที่รักขอให้ชีวิตของเราบริสุทธิ์เหมือนอย่างที่พระเจ้าบริสุทธิ์!ขอให้เราเตือนตัวเองไว้เสมอว่า“การดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ คือ การสะท้อนพระอัตลักษณ์ของพระคริสต์ให้เห็นชัดเจนในชีวิตประจำวันของเรา!”(Holy living is reflecting the character of Christ in everyday life.)แล้ววันนี้ คนรอบตัวของคุณ ได้เห็นพระอัตลักษณ์อันบริสุทธิ์ของพระเยซูคริสต์ในชีวิตของคุณแล้วหรือยัง?…ตอบให้ดังๆ หน่อย จะได้ไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 1มิถุนายน2026(ตอนที่62ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ขอพรวนดินที่แข็งในใจ Ep.1646

    Play Episode Listen Later May 31, 2026 5:37


    พระธรรมนำชีวิต ตอน ขอพรวนดินที่แข็งในใจ Ep.1646หลังจากที่พระเจ้าทรงเรียกประชาชนให้กลับมาหาพระองค์ในข้อก่อนหน้า คำถามที่สำคัญคือ แล้วการกลับใจที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร? พระเจ้าทรงตอบคำถามนี้ผ่านภาพเปรียบเทียบในเยเรมีย์ 4:3-4 ซึ่งเป็นภาพที่ชาวยูดาห์เข้าใจดี คือ การไถดิน และการเข้าสุหนัต ภาพกำลังชี้ไปในสิ่งเดียวกัน คือพระเจ้าไม่ได้ต้องการเพียงการเปลี่ยนแปลงภายนอก แต่พระองค์ต้องการให้คนของพระองค์ เปลี่ยนแปลงที่หัวใจ'เพราะพระยาห์เวห์ตรัสกับคนยูดาห์และชาวเยรูซาเล็มว่า “จงทุบดินที่ไถไว้แล้วนั้น และอย่าหว่านลงกลางพงหนาม ' เยเรมีย์ 4:3พระเจ้าทรงใช้ภาพของผืนดินเพื่ออธิบายสภาพหัวใจว่าพวกเขาเหมือนผืนดินที่แข็ง หรือพื้นที่ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้นานจนไม่พร้อมเพาะปลูก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เมล็ดพันธุ์ เพราะพระวจนะของพระเจ้าดีอยู่เสมอ ปัญหานั้นอยู่ที่สภาพดิน เราอาจฟังคำเทศนามาหลายปี อ่านพระคัมภีร์มานาน แต่หัวใจของเราอาจจะค่อย ๆ แข็งขึ้น เพราะความเคยชินจนพระวจนะของพระเจ้าไม่สามารถหยั่งรากและเกิดผลได้เหมือนเดิม พระเจ้าตรัสว่า “จงทุบดินนั้นเสีย” การกลับใจเริ่มต้นเมื่อเรายอมให้พระเจ้าพรวนดินแข็งในหัวใจ และยอมรับว่ามีบางอย่างในชีวิตที่ต้องเปลี่ยนแปลง พระเจ้าตรัสต่อไปว่า “อย่าหว่านลงกลางพงหนาม” พงหนามในพระวจนะของพีะเจ้า มักสื่อถึงความบาป ความรักโลก ความกังวล พระเยซูก็ทรงอธิบายในคำอุปมาเรื่องผู้หว่านว่า บางคนรับพระวจนะด้วยความยินดี แต่สุดท้ายพระวจนะกลับไม่เกิดผล เพราะถูกหนามของโลกนี้บดบังเสียก่อน ปัญหาไม่ใช่เราไม่มีพระวจนะของพระเจ้า แต่เราไม่เติบโตเพราะหัวใจของเรามีอย่างอื่นเต็มอยู่แล้ว'คนยูดาห์และชาวกรุงเยรูซาเล็มเอ๋ย จงเข้าสุหนัตถวายแด่พระยาห์เวห์ จงตัดหนังหุ้มปลายหัวใจของเจ้าเสีย เกรงว่าความโกรธของเราจะพลุ่งออกไปอย่างไฟ และเผาไหม้โดยไม่มีใครจะดับได้ เนื่องจากการกระทำความชั่วของพวกเจ้า” ' เยเรมีย์ 4:4คนยูดาห์เข้าใจเรื่องเข้าสุหนัต และพวกเขามีเครื่องหมายนี้อยู่แล้ว นี่คือพันธสัญญาที่เกิดขึ้นกับร่างกายภายนอก แต่พระเจ้าตรัสว่า นั่นยังไม่พอเพราะปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ร่างกายแต่อยู่ที่หัวใจ “หนังหุ้มปลายหัวใจ” คือสิ่งที่ทำให้หัวใจด้านชา แข็งกระด้าง และไม่ตอบสนองต่อพระเจ้า หรือบาปบางอย่างที่เรารู้ว่าพระเจ้าไม่ชอบ แต่เรายังเก็บไว้ในชีวิต พระเจ้าทรงเรียกให้เราตัดสิ่งเหล่านั้นออก พระเจ้าเตือนตรง ๆ อย่างจริงจังว่า “เกรงว่าความโกรธของเราจะพลุ่งออกไปอย่างไฟ” ในสมัยโยสิยาห์ ประชาชนจำนวนมากคิดว่าการปฏิรูป การเปลี่ยนแปลงภายนอกก็พอแล้ว รูปเคารพหลายแห่งถูกทำลาย และพิธีกรรมหลายอย่างถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข แต่พระเจ้าทรงมองมากกว่าพฤติกรรม คือหัวใจยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม การเตือนของพระเจ้าไม่ได้แปลว่า พระองค์อยากทำลายประชาชน แต่นี่เป็นเครื่องยืนยันว่า พระเจ้ายังคงรักและกำลังเปิดโอกาสให้กลับใจเสมอในที่สุดพระเจ้าทรงทำสิ่งที่มนุษย์ทำเองไม่ได้ผ่านทางพระเยซูคริสต์และพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราเองพยายามเปลี่ยนตัวเองมาหลายครั้ง แต่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อเรายอมจำนนต่อพระคริสต์ และให้พระองค์ทรงทำงานในหัวใจของเรา'เพราะว่ายิวแท้ ไม่ใช่คนเป็นยิวแต่ภายนอกเท่านั้น และการเข้าสุหนัตแท้ก็ไม่ใช่การเข้าสุหนัตซึ่งปรากฏที่เนื้อหนังเท่านั้น คนเป็นยิวแท้ คือคนที่เป็นยิวภายใน และการเข้าสุหนัตแท้นั้นเป็นเรื่องของจิตใจ ตามพระวิญญาณไม่ใช่ตามตัวบทบัญญัติ คนอย่างนั้นไม่ได้รับการยกย่องจากมนุษย์ แต่ได้รับจากพระเจ้า' โรม 2:28-29พระเจ้ามิได้ทรงมองว่า ชีวิตเราดูดีแค่ไหนในสายตาผู้คน แต่ทรงมองว่า หัวใจของเราตอบสนองต่อพระองค์หรือเปล่า พระวจนะของพระเจ้าจะเกิดผลไม่ได้ ถ้าหัวใจของเรายังแข็งกระด้าง และมีอย่างอื่นเต็มไปหมด การกลับใจที่แท้จริง จึงไม่ใช่การเติมสิ่งใหม่เข้าไปในชีวิต แต่คือการยอมให้พระเจ้าถอน ตัดออก และไถพรวนสิ่งเก่าออกจากหัวใจ ขอพระเจ้าเมตตาเราทุกคนครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่61)

    Play Episode Listen Later May 31, 2026 5:05


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่61) จงบริสุทธิ์อย่างที่พระเจ้าบริสุทธิ์! “แต่พระองค์ผู้ทรงเรียกพวกท่านนั้นบริสุทธิ์อย่างไร พวกท่านเองก็จงเป็นคนบริสุทธิ์ในชีวิตทุกด้านอย่างนั้น” ~‭‭1 เปโตร‬ ‭1‬:‭15‬ ‭THSV11‬‬ “But just as he who called you is holy, so be holy in all you do;”‭‭ ~1 Peter‬ ‭1‬:‭15‬ ‭NIV‬‬ อัครทูตเปโตรกล่าวว่าคนของพระเจ้าไม่ใช่คนที่เพียงเชื่อพระเจ้าแค่ที่ปากแต่เขาต้องเป็นดุจบุตรที่เชื่อฟังสำแดงชีวิตสะท้อนพระลักษณะอันบริสุทธิ์ของพระเจ้าออกมาให้คนทั้งหลายได้เห็น ในพระธรรม 1 เปโตร‬ ‭1‬:‭14‬-‭16‬ ‭อาจารย์เปโตรกำชับเราว่า “เช่นเดียวกับบุตรที่เชื่อฟัง 1.อย่าประพฤติตามกิเลสตัณหา อันเกิดจากความโง่เขลาของพวกท่านในอดีต แต่2.จงเป็นคนบริสุทธิ์ในชีวิตทุกด้านเหมือนพระองค์ผู้ทรงเรียกพวกท่านนั้นบริสุทธิ์ เพราะมีคำเขียนไว้แล้วว่า “พวกท่านจงเป็นคนบริสุทธิ์ เพราะเราเองบริสุทธิ์!”” ใช่ครับ 1.คริสเตียนควรเป็นดุจ “ลูก” ที่รักและเชื่อฟัง“พ่อ”(พระเจ้า) อย่างไรก็ตาม คริสเตียนไม่ได้เชื่อฟังพระเจ้าเพราะกลัวถูกลงโทษ แต่เราเชื่อฟังเพราะว่าเราเป็น “บุตรของพระบิดา” เพราะเมื่อเรารู้ว่าเราเป็นที่รักของพระเจ้า เราจะมีใจปรารถนาที่จะดำเนินชีวิตอย่างที่พระองค์พอพระทัย พี่น้องที่รัก ขอให้ชีวิตประจำวันของเรา เป็นชีวิตที่เชื่อฟังพระเจ้าจนเป็นนิสัย เป็นชีวิตที่บริสุทธิ์แยกออกมาให้พระเจ้าทรงใช้ จนเป็นที่ประจักษ์แก่คนที่ได้รู้จักและพบเห็น …จะดีไหม?2.คริสเตียนไม่ควรประพฤติตัวตามกิเลสตัณหาด้วยความโง่เหมือนในอดีต คำว่า “กิเลสตัณหา” หมายถึง “ความต้องการของเนื้อหนังที่ดึงเราออกจากพระเจ้า” อาทิ ความเห็นแก่ตัว ความอยากที่ควบคุมไม่ได้ การทำบาปจนเคยชิน หรือการทำตามใจตามอารมณ์ของตัวเองมากกว่าตามพระทัยพระเจ้า อาจารย์ เปโตรเตือนสติเราว่าสิ่งเหล่านั้น คือ “ความโง่เขลาในอดีต” ในตอนที่เรายังไม่รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง3.คริสเตียนควรดำเนินชีวิตอย่างคนบริสุทธิ์ทุกด้านตามแบบอย่างของพระเจ้า คำว่า “บริสุทธิ์” ไม่ได้หมายถึง “ไม่เคยผิดพลาดเลย” แต่หมายถึง 1).ถูกแยกออกเพื่อพระเจ้า 2).มีชีวิตที่แตกต่างจากโลก และค่อยๆ 3).มีลักษณะเหมือนพระคริสต์มากขึ้น!” เราควรทราบว่า# “ชีวิตที่ดำเนินอย่างบริสุทธิ์ ไม่ไช่ชีวิตที่ไร้ความล้มเหลว แต่เป็นชีวิตที่กลับมาหาพระเจ้าอยู่เสมอ!” (A holy life is not a life without failure, but a life that keeps returning to God.) สรุปพี่น้องที่รัก คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่า “ยิ่งเราเดินใกล้ชิดพระเจ้ามากเท่าไร หัวใจของเราก็ยิ่งปรารถนาที่จะบริสุทธิ์มากขึ้นเท่านั้น!” (The closer we walk with God, the more our hearts desire purity.) ดังนั้น ขอให้เรามาดำเนินชีวิตแบบนี้ คือ1.เคารพและเชื่อฟังพระเจ้าดุจ “ลูก” ที่รักและยำเกรง“พ่อ”2.ไม่ประพฤติตัวตามกิเลสตัณหาด้วยความโง่เหมือนในอดีต3.ดำเนินชีวิตบริสุทธิ์ในทุกด้านเหมือนอย่างที่พระเจ้าประสงค์ …จะดีไหม?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 31พฤษภาคม2026(ตอนที่61ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ต้องกลับใจ ไม่ใช่แค่กลับมา Ep.1645

    Play Episode Listen Later May 30, 2026 5:00


    พระธรรมนำชีวิต ตอน ต้องกลับใจ ไม่ใช่แค่กลับมา Ep.1645หนึ่งในนักวิชาการพระคัมภีร์ คือ จอห์น แมคอาเธอร์ อธิบายว่า เยเรมีย์ 3-4 เกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นการทำพันธกิจของเยเรมีย์ ในสมัยที่โยสิยาห์สั่งปฏิรูปศาสนาของยูดาห์ ภายนอกดูเหมือนทุกอย่างกำลังดีขึ้นแต่เหตุการณ์หลายอย่างที่เยเรมีย์เตือนนั้นยังไม่เกิดขึ้น พระเจ้าทรงเห็นสิ่งที่ประชาชนมองไม่เห็น จึงทรงเรียกพวกเขาให้กลับใจอย่างแท้จริงก่อนการพิพากษาจะมาถึง'“อิสราเอลเอ๋ย ถ้าเจ้าจะกลับมา เจ้าก็ควรจะกลับมาหาเรา” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ “ถ้าเจ้ายอมเอาสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนไปให้พ้นหน้าเราเสีย ไม่โลเล ' เยเรมีย์ 4:1ภาพจากบทที่ 3 ที่กำลังเกิดขึ้นในยุคของโยสิยาห์ ประชาชนจะเริ่มสารภาพยอมรับว่ารูปเคารพเป็นสิ่งหลอกลวง และยอมรับว่า ความรอดอยู่ในพระเจ้าเพียงผู้เดียว แต่พระเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่า การสารภาพบาปเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ พระองค์ตรัสว่า “ถ้าเจ้าจะกลับมา เจ้าก็ควรจะกลับมาหาเรา” การกลับมา หมายถึง การหันกลับ การกลับคืน และการกลับเข้าสู่ความสัมพันธ์อีกครั้ง พระเจ้าไม่ได้เรียกเรากลับมาเพื่อทำพิธีกรรม หรือกลับมาเป็นคนเคร่งศาสนา แต่ทรงเรียกให้กลับมา เราอาจกลับมาที่คริสตจักร กลับมาทำกิจกรรมฝ่ายวิญญาณ แต่หัวใจของเราอาจจะยังไม่ได้กลับมาหาพระเจ้าจริง ๆ เลยการกลับใจที่แท้จริงไม่ใช่แค่กลับมาอยู่ในสถานที่เดิม แต่คือการกลับมาอยู่ใกล้พระเจ้าอีกครั้ง พระเจ้าตรัสต่อว่า “ถ้าเจ้ายอมเอาสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนไปให้พ้นหน้าเราเสีย.ฃ ไม่โลเล” ตรงนี้สิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนหมายถึง รูปเคารพ หรือทุกสิ่งที่เข้ามาแทนที่พระเจ้า การกลับใจที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการเสียใจกับบาป แต่คือการกำจัดสิ่งที่พาเราออกห่างจากพระเจ้า สิ่งใดก็ตามที่เราให้ความสำคัญมากกว่าพระเจ้า สิ่งนั้นแหละที่กำลังกลายเป็นรูปเคารพในหัวใจของเรา'และถ้าเจ้าสาบานอย่างสัตย์จริง อย่างยุติธรรม และอย่างเที่ยงตรงว่า ‘พระยาห์เวห์ทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด' บรรดาประชาชาติจะให้พรกันโดยพระองค์ และโดยพระองค์เขาทั้งหลายจะได้รับเกียรติ” ' เยเรมีย์ 4:2การกลับใจที่แท้จริงต้องทำให้ทุกคนเห็นผ่านความจริง ความยุติธรรม และความชอบธรรมในการดำเนินชีวิต เพราะคนที่กลับมาหาพระเจ้าย่อมเริ่มคิดต่าง พูดต่าง และใช้ชีวิตต่างออกไปจากเดิม และเมื่อประชากรของพระเจ้ากลับมาอย่างแท้จริง พระเจ้าตรัสว่า “บรรดาประชาชาติจะให้พรกันโดยพระองค์” นี่คือเป้าหมายของพระเจ้า พระองค์ไม่ได้ช่วยเราเพียงเพื่อเราเท่านั้น แต่พระองค์ต้องการให้ชีวิตของเราให้เป็นพรแก่คนอื่นด้วย เมื่อคนของพระเจ้ากลับมาหาพระเจ้าจริง ๆ ครอบครัว คนรอบข้าง จะได้รับพรได้รับผลกระทบด้วย และพระนามของพระเจ้าจะได้รับการสรรเสริญ'อย่าลอกเลียนแบบอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบพระประสงค์ของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม ' โรม 12:2แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงภายนอกจะเป็นเครื่องยืนยันว่า เรากลับใจมาหาพระเจ้า และได้รับการเปลี่ยนแปลงภายในแล้ว แต่พระเจ้าทรงเห็นแรงจูงใจ หรือความต้องการภายในของเรา โยเอล 2:13 ได้บอกว่า จงฉีกใจของเจ้า ไม่ใช่เพียงเสื้อผ้า บางครั้งการกลับใจของเราอาจจะเป็นเพียงความรู้สึกผิดสั้น ๆ แล้วเราก็กลับไปทำสิ่งเดิม แต่การกลับใจจริง ๆ นั้น คือการหันหลังในสิ่งเก่า หันหน้ามาหาพระเจ้า ขอพวกเราอย่าเพียงกลับมาเท่านั้น ขอให้เรากลับใจมาหาพระเจ้าอย่างจริงจัง และด้วยความจริงใจด้วยนะครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่58) ความทุกข์ยากลำบากเล็กๆน้อยๆ?

    Play Episode Listen Later May 30, 2026 5:52


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่58)ความทุกข์ยากลำบากเล็กๆน้อยๆ?“ข้าพเจ้าเห็นว่าความทุกข์ลำบากแห่งสมัยปัจจุบัน ไม่ควรจะเอาไปเปรียบกับศักดิ์ศรีซึ่งจะเผยให้แก่เราในอนาคต”‭‭ ~โรม‬ ‭8‬:‭18‬ ‭THSV11‬‬“I consider that our present sufferings are not worth comparing with the glory that will be revealed in us.”‭‭ ~Romans‬ ‭8‬:‭18‬ ‭NIV‬‬มีคำกล่าวไว้ว่า“ความทุกข์ของวันนี้ อาจหนักหนาเกินน้ำตาแต่ยังเบากว่าศักดิ์ศรีที่พระเจ้าทรงเตรียมให้ไว้ในวันหน้า!”“Today's suffering may be heavier than tears,yet still lighter than the glory God has prepared ahead.”ในพระธรรมคัมภีร์ก็ยืนยันเรื่องนี้ด้วยคำกล่าวของอาจารย์เปาโลไว้ ดังนี้“ข้าพเจ้าเห็นว่าความทุกข์ลำบากแห่งสมัยปัจจุบันไม่ควรจะเอาไปเปรียบกับศักดิ์ศรีซึ่งจะเผยให้แก่เราในอนาคต 1).เพราะสรรพสิ่งที่ทรงสร้างแล้ว คอยด้วยความปรารถนาอย่างยิ่งให้บุตรทั้งหลายของพระเจ้าปรากฏ 2).เพราะว่าสรรพสิ่งเหล่านั้นต้องเข้าอยู่ในอำนาจของอนิจจัง ไม่ใช่ตามใจชอบของตนเอง แต่เป็นไปตามที่พระเจ้าได้ทรงให้เข้าอยู่นั้น ด้วยมีความหวังว่า สรรพสิ่งเหล่านั้น1).จะได้รอดจากอำนาจแห่งความเสื่อมสลาย และ2).จะเข้าในเสรีภาพและศักดิ์ศรีแห่งลูกๆ ของพระเจ้า เรารู้อยู่ว่าสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมดนั้นกำลัง1).คร่ำครวญด้วยกัน และ2).เจ็บปวดแบบหญิงคลอดลูกมาจนทุกวันนี้ และไม่ใช่เท่านั้น แต่เราเองด้วย ผู้ได้รับพระวิญญาณเป็นผลแรก ตัวเราเองก็ยังคร่ำครวญคอยการที่พระเจ้าจะทรงให้มีฐานะเป็นบุตร คือที่จะทรงไถ่กายของเรา เพราะว่าเรารอดโดยความหวัง แต่ความหวังในสิ่งที่เราเห็นได้นั้นไม่ได้เป็นความหวังเลย ด้วยว่าใครเล่าจะยังหวังในสิ่งที่เขาเห็น แต่ถ้า1).เราหวังว่าจะได้สิ่งที่ยังไม่เห็น 2).เราจึงมีความอดทนคอยสิ่งนั้น”‭‭ ~โรม‬ ‭8‬:‭18‬-‭25‬ ‭THSV11‬‬ใช่ครับ พระธรรมตอนนี้ (โรม8:18-25)เป็นหนึ่งในข้อความที่ลึกซึ้งและให้ความหวังมากที่สุดเกี่ยวกับ “ความทุกข์ยาก” “ความหวัง” และ “อนาคตบั้นปลายของผู้เชื่อ”อาจารย์เปาโล กำลังอธิบายว่า แม้ชีวิตปัจจุบันของเราจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่พระเจ้าก็กำลังพาเราไปสู่การไถ่และศักดิ์ศรีที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมากมาย โดยกล่าวสรุปว่า​ “ความทุกข์ปัจจุบัน” ไม่ใช่บทสุดท้ายของชีวิต= “ ไม่ควรจะเอาความทุกข์ลำบากแห่งสมัยปัจจุบันไปเปรียบกับศักดิ์ศรีซึ่งจะเผยให้แก่เราในอนาคต”อ.เปาโลไม่ได้ปฏิเสธความจริงเรื่องความทุกข์เพราะท่านรู้จักความเจ็บปวดดี ทั้งการถูกข่มเหง ติดคุก ถูกปฏิเสธ และเหนื่อยล้าเมื่อยล้าทั้งกายใจ ฯลฯแต่ท่านกำลังบอกว่าความทุกข์ คือสภาวะ“ชั่วคราว”และ”เล็กๆน้อยๆ“ส่วนศักดิ์ศรีที่พระเจ้าจะประทานให้นั้น“ยิ่งใหญ่และถาวร”เหมือนคนที่กำลังเดินอยู่ในคืนที่มืดมิดมาก แต่ก็รู้ว่าดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้นในตอนรุ่งเช้าคริสเตียนจึงไม่ได้ดำเนินชีวิตด้วย “ความสิ้นหวัง”แต่ด้วย “มุมมองนิรันดร์”อย่าง“มีความหวังอันเต็มเปี่ยม”​ ทั้งโลกกำลัง “คร่ำครวญ”เหมือน“หญิงใกล้คลอดลูก”= “สรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมดนั้นกำลังคร่ำครวญด้วยกัน”ไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นที่เจ็บปวด แต่สรรพสิ่งทั้งโลกที่พระเจ้าทรงสร้างก็กำลัง“ผิดปกติ”ผ่าน ความตาย โรคภัยไข้เจ็บ สงคราม ความเสื่อมสลาย ภัยธรรมชาติ ความสับสนและความแตกสลายในจิตใจมนุษย์ ฯลฯโลกที่พระเจ้าทรงสร้างนั้นเดิมที “ดีมาก” แต่ความบาปกำลังทำให้ทุกสิ่งเสื่อมทรามลงซึ่งแท้จริงแล้ว “โลกนี้ไม่ควรเป็นแบบนี้” หัวใจของมนุษย์จึงโหยหาการฟื้นฟูจากพระเจ้าเสมือนความเจ็บปวดของหญิงคลอดลูกนั้นซึ่งเป็นความเจ็บจริงที่กำลังนำไปสู่การเกิดของ “ชีวิตใหม่”ความทุกข์ของผู้เชื่อก็เช่นกันจะไม่ใช่ความเจ็บปวดที่สูญเปล่า แต่พระเจ้ากำลังใช้สิ่งนั้นเพื่อพาไปสู่การสร้างใหม่ และศักดิ์ศรีนิรันดร์ในอนาคตเราผู้เชื่อจึงคร่ำครวญเช่นกัน เพียงแต่ว่า เรา “คร่ำครวญด้วยความหวัง”และรอวันที่พระเจ้าจะทรงไถ่ทุกสิ่งให้สมบูรณ์ และประทานศักดิ์ศรีให้แก่เราเมื่อนั้น เราจะชื่นชมยินดี ที่เราจะได้เห็นในสิ่งที่เราหวังไว้เป็นจริง!พี่น้องที่รักขอให้เราจดจำไว้เสมอว่า“ฤดูกาลแห่งความเจ็บปวด ไม่ใช่บทสรุปของชีวิตแต่เป็นเส้นทางผ่านไปสู่พระสิริที่ยิ่งใหญ่กว่า”(The season of pain is not the conclusion of life,but the pathway to a greater glory.)…อาเมนไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 28พฤษภาคม2026(ตอนที่58ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่60) พระคุณและสันติสุข(2)

    Play Episode Listen Later May 30, 2026 5:05


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่60)พระคุณและสันติสุข(2)“ขอให้พระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเรา และจากพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า ดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด”‭‭ ~เอเฟซัส‬ ‭1‬:‭2‬ ‭THSV11‬‬“Grace and peace to you from God our Father and the Lord Jesus Christ.”‭‭ ~Ephesians‬ ‭1‬:‭2‬ ‭NIV‬‬คุณเชื่อหรือไม่ว่า…“โลกอาจให้ความสุขชั่วคราวแต่พระเจ้าประทานสันติสุขที่ลึกถึงจิตวิญญาณ”(The world offers temporary happiness,but God gives peace deep within the soul.)พระคัมภีร์ข้อนี้(เอเฟซัส1:2)ก็เหมือนกับในพระธรรม 1โครินธ์ 1:3 และคำทักทายของอาจารย์เปาโลในจดหมายของท่านแทบทุกฉบับที่กล่าวถึง“พระคุณและสันติสุข”จากพระเจ้าพระบิดาและพระเยซูคริสต์พระบุตรและเราได้คุยกันถึงความหมายของ“พระคุณ”ไปแล้วเมื่อวานนี้ วันนี้ เราจึงมาคุยกันต่อเรื่องของ“สันติสุข“!ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจก่อนว่า “สันติสุข” ไม่ได้หมายถึง”การไม่มีปัญหา”และชีวิตที่มี“สันติสุข”ก็ไม่ได้หมายถึง “ชีวิตไม่มีคลื่นลมและไร้ซึ่งพายุ“คำว่า “สันติสุข” (Peace หรือ Shalom)ในพระคัมภีร์หมายถึง“ความสมบูรณ์ ความมั่นคง ความสงบลึกภายใน แม้ว่าภายนอกยังวุ่นวาย”ในคริสตจักรต่างๆล้วนเต็มไปด้วยปัญหา แต่อาจารย์เปาโลก็อธิษฐานขอสันติสุขให้แก่พวกเขาเพราะว่า”สันติสุขมาจากพระเจ้า“ซึ่ง​ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “สถานการณ์รอบตัวเรา”แต่​ขึ้นอยู่กับ “การสถิตของพระเจ้า”ที่อยู่กับพวกเราพระเยซูคริสต์ ทรงเป็นผู้ประทานสันติสุขแท้ให้แก่เรา“เรามอบสันติสุขไว้กับพวกท่านสันติสุขของเรา เราให้แก่ท่านไม่เหมือนที่โลกให้!”~ยอห์น 14:27โลกมักให้ความสุขเมื่อทุกอย่างดีแต่พระเจ้าทรงประทานสันติสุขให้แก่เราแม้แต่ในวันที่ชีวิตยังมีทุกข์หนักหนา!อาจารย์เปาโลมักเตือนสติไว้ในจดหมายทุกฉบับของท่านว่า“ต้นกำเนิดของพระคุณและสันติสุข” ในชีวิตของเรานั้นมาจากพระเจ้า“จากพระเจ้าพระบิดาของเราและจากพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า”สันติสุขแท้ในชีวิตของเราไม่ได้มาจากเงินทอง ความสำเร็จ คนรัก ชื่อเสียง หรือ สิ่งของอื่นๆแต่มาจาก“พระคุณและสันติสุข “ที่มาจากพระเจ้าแม้มนุษย์พยายามเต็มที่ที่จะเติมเต็มความว่างเปล่าภายในจิตใจและในจิตวิญญาณด้วยหลายสิ่ง แต่สุดท้ายพวกเขาก็ ยังเหนื่อย ยังวิตกกลัว และ ยังว่างเปล่า!เราสมควรตระหนักว่า มีแต่เพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเติมเต็มในส่วนลึกที่สุดในใจของมนุษย์ได้เหมือนดังที่ เซนต์ ออกัสติน ทูลต่อพระเจ้าว่า“พระองค์ทรงสร้างเราสำหรับพระองค์เองจิตใจของเราจะไม่พบการพักสงบจนกว่าจะได้พักอยู่ในพระองค์!”(You have made us for Yourself, and our heart is restless until it rests in You.)ต้นฉบับภาษลาตินเขียนไว้ว่า"Quia fecisti nos ad Te, et inquietum est cor nostrum, donec requiescat in Te."พี่น้องที่รักเราสามารถกล่าวได้ว่า“พระคุณนำเราเข้าใกล้พระเจ้าและสันติสุขทำให้เรายังอยากอยู่กับพระองค์ต่อไปอีก”(Grace draws us near to God,and peace makes us want to remain with Him.)แล้วเวลานี้ …คุณกำลังรู้สึกอย่างนี้อยู่หรือไม่ครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 30พฤษภาคม2026(ตอนที่60ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน การกลับใจที่แท้จริง Ep.1644

    Play Episode Listen Later May 29, 2026 4:37


    พระธรรมนำชีวิตตอน การกลับใจที่แท้จริง Ep.1644ในเยเรมีย์ 3:23 ประชากรสารภาพว่ารูปเคารพทั้งหลาย เป็นเพียงสิ่งหลอกลวง และยอมรับว่า ความรอดแท้จริงอยู่ในพระเจ้าเพียงผู้เดียว เยเรมีย์ 3:24-25 พวกเขาขยับลึกลงไปอีก พวกเขาเริ่มยอมรับผลอันขมขื่นจากความบาปที่กัดกินชีวิตของเขามาตลอด ทั้งชีวิตของเขา ครอบครัว และคนในชาติ พวกเขาเลิกแก้ตัว เริ่มสารภาพว่า ความพังพินาศทั้งหมดเกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่เพราะพระเจ้าทอดทิ้งพวกเขา แต่เป็นเพราะพวกเขาเองได้ละทิ้งพระเจ้ามาตลอดหลายชั่วอายุคน '“แต่ว่าสิ่งน่าอายนั้นได้กัดกินสิ่งทั้งปวงที่บรรพบุรุษของเราได้ลงแรงทำไว้ ตั้งแต่เรายังเป็นเด็กอนุชนอยู่ คือฝูงแกะ ฝูงโค บรรดาบุตรชาย และบุตรหญิงของพวกเขา ' เยเรมีย์ 3:24“สิ่งที่น่าอาย” คำนี้มักถูกใช้แทนพระบาอัล ผู้เผยพระวจนะและคนอิสราเอลจำนวนมากมักใช้คำว่า สิ่งน่าอายแทนชื่อพระบาอัล เพราะพวกเขามองว่ารูปเคารพนั้นนำความอับอายมาสู่ประชากรของพระเจ้า สิ่งที่ประชาชนเคยฝากความหวังไว้ คิดว่าจะนำความมั่นคงมาให้ชีวิต สุดท้ายสิ่งน่าอายนั้นก็กัดกินสิ่งทั้งปวง ความบาปไม่เคยหยุดอยู่แค่ในหัวใจ มันจะค่อยๆ กัดกินชีวิต ความสัมพันธ์ อนาคต และคนรอบข้างไป เรามักคิดว่า เราสามารถควบคุมบาปได้ สุดท้ายไม่ใช่เราที่ควบคุมบาปได้ แต่บาปต่างหากที่กำลังควบคุมและกัดกินชีวิตของเรา'ให้เรานอนลงในความอายของเรา และให้ความอัปยศคลุมเราไว้ เพราะเราได้ทำบาปต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา ทั้งตัวเราและบรรพบุรุษของเรา ตั้งแต่เราเป็นอนุชนอยู่จนทุกวันนี้ และเราไม่ได้ฟังพระสุรเสียงแห่งพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา”' เยเรมีย์ 3:25พวกเขาอยู่ในจุดที่ไม่ได้ปกปิด ไม่มีข้อแก้ตัวแล้ว ไม่ได้โยนความผิดให้ใคร ไม่ได้สร้างภาพฝ่ายวิญญาณ แต่ยอมจำนนต่อพระเจ้า พร้อมยอมรับว่า บาปของตนนั้นน่าละอายจริงๆ นี่คือการกลับใจที่แท้จริง พวกเขาไม่ได้เสียใจเพราะผลของบาป แต่ยอมรับว่า พวกเขาได้ทำบาปต่อพระเจ้าพวกเขาสารภาพว่า ทั้งตัวเราและบรรพบุรุษของเรา พวกเราไม่ได้ฟังพระสุรเสียงพระเจ้าของพวกเรา ความบาปและความดื้อรั้นสามารถกลายเป็นวงจรชีวิตที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้ การกลับใจที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เพียงการร้องไห้กับอดีต แต่คือการตัดสินใจหยุดวงจรแห่งการไม่เชื่อฟังพระเจ้า'เพราะว่าความเสียใจตามพระประสงค์ของพระเจ้า ทำให้เกิดการกลับใจ ซึ่งจะนำไปสู่ความรอดและจะไม่ทำให้เสียใจ แต่ความเสียใจอย่างโลกนั้นย่อมนำสู่ความตาย ' 2 โครินธ์ 7:10พระเจ้าไม่ได้ต้องการเพียงความรู้สึกผิด แต่ทรงต้องการคนที่กลับใจและกลับมาหาพระองค์จริงๆ สิ่งที่เข้ามาแทนพระเจ้าอาจจะดูดีในตอนต้น แต่สุดท้ายสิ่งเหล่านั้นจะทำให้เราห่างจากพระเจ้ามากขึ้น การกลับใจที่แท้จริง เริ่มต้นเมื่อเราเลิกแก้ตัว และยอมรับต่อพระเจ้าว่า ข้าพระองค์ต้องการพระองค์จริงๆ การกลับมาหาพระองค์เท่านั้น ที่หยุดวงจรแห่งความบาปที่กัดกินชีวิตของเราได้คพถามสึดท้ายในวันนี้ วันนี้มีสิ่งใดไหม ที่กำลังเข้ามาแทนพระเจ้าในชีวิตของเรา และมันค่อยๆ กัดกินหัวใจของเราโดยไม่รู้ตัว มีอยู่บ้างไหมวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่59) พระคุณและสันติสุข(1)

    Play Episode Listen Later May 29, 2026 5:02


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่59)พระคุณและสันติสุข(1)“ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเรา และจากพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าดำรงอยู่กับท่านทั้งหลาย”~‭‭1 โครินธ์‬ ‭1‬:‭3‬ ‭THSV11‬‬“Grace and peace to you from God our Father and the Lord Jesus Christ.”‭‭ ~1 Corinthians‬ ‭1‬:‭3‬ ‭NIV‬‬มีคำกล่าวไว้ว่า“ พระคุณ คือการได้รับในสิ่งที่เราไม่คู่ควรสันติสุข คือการได้พักในพระเจ้าท่ามกลางสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้”(Grace is receiving what we do not deserve;Peace is resting in God amid what we cannot control.)ข้อพระคัมภีร์สั้นๆ(1โครินธ์1:3)นี้ เป็นถ้อยคำที่ลึกซึ้งและเป็นคำสรุปหัวใจของชีวิตคริสเตียนไว้ทั้งหมด นั่นคือ“ขอ​พระคุณและ​สันติสุข1).จากพระเจ้าพระบิดาของเรา และ2).จากพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าดำรงอยู่กับท่านทั้งหลาย”~1 โครินธ์ 1:3ชีวิตของเราจำเป็นต้องมีทั้ง พระคุณ และ สันติสุข จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ได้เลย!แต่ถ้าจะดูตามลำดับ เราก็จะพบว่า“พระคุณ”ต้องมาก่อน “สันติสุข!”อาจารย์ เปาโลไม่ได้กล่าวว่า“ขอให้ท่านมีสันติสุขก่อน แล้วท่านจึงได้รับพระคุณ”แต่ท่านกล่าวเรียงตามลำดับว่า1).พระคุณ (Grace) มาก่อนเมื่อใด2).สันติสุข (Peace) ก็จะตามมาเมื่อนั้นด้วยเหตุนี้ ในตอนต้นจดหมายของอาจารย์เปาโลแทบทุกฉบับจึงเริ่มต้นทักทายตามลำดับเช่นนั้นเพราะในชีวิตจริงมนุษย์จะไม่มี “สันติสุขแท้”จนกว่าเขาจะได้รับและได้เข้าใจใน “พระคุณแท้”แล้ว“พระคุณ” คืออะไร?พระคุณ คือ“ความรัก ความเมตตา และความโปรดปรานจากพระเจ้า ที่เราไม่ได้มีสิทธิ์เรียกร้องและไม่มีคุณสมบัติที่คู่ควรจะได้รับ!”ดังนั้น เราต้องตระหนักไว้เสมอว่า1).เราไม่ได้รอด(จากหนี้และโทษบาป)เพราะว่าตัวเราดีหรือเก่งพอ2).เราไม่ได้เป็นที่รักของพระเจ้าเพราะว่าเราสมบูรณ์แบบ แต่“พระเจ้าผู้สมบูรณแบบทรงรักเราผู้ไม่สมบูรณอย่างสมบูรณ์แบบ!”(The perfect God loves us,imperfect people, in a perfectly complete way.)พระเจ้าทรงรักเราทั้งก่อนที่เราทำบาปและหลังจากที่เราทำบาปไปแล้วและเราได้รับความรักและความรอดนี้อย่างสมบูรณ์จากองค์พระเยซูคริสต์ผู้ทรงยอมสละพระชนม์ไถ่บาปเราที่บนไม้กางเขนด้วยเหตุนี้เอง เมื่อเราได้รับ ได้รู้ และได้เข้าใจความจริงในเรื่องพระคุณนี้หัวใจของเราจึงสงบลงและมีสันติสุข!เราจึงไม่ต้องทำสิ่งต่อไปนี้ เพื่อจะทำให้พระเจ้าโปรดปรานและประทานพระคุณให้แก่เรา 1).เราไม่ต้องพยายามพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง~ที่เป็นเหตุให้เราเครียดและไม่มีความสงบ2).เราไม่ต้องแบกความผิดบาปและโทษไว้กับตัวตลอดชีวิต~ที่ทำให้เราไม่มีสุขสันติในใจ3).เราไม่ต้องวิ่งหาการยอมรับจากคนทั้งโลก~ที่ทำให้้เราเหน็ดเหนื่อยและขาดความสุข เพราะว่าพระคุณของพระเจ้า ได้ทำให้ใจที่เหนื่อยของเรา“ได้พัก”อย่างสุขสันต์ในพระเยซูคริสต์โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้วพี่น้องที่รัก ​ขอให้วันนี้ เราสัมผัสและรับพระคุณของพระเจ้าด้วยความถ่อมใจและซาบซึ้งใจ และ2.ขอให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีสันติสุขได้ในทุกสภาวการณ์ของชีวิต เหมือนดังคำกล่าวว่าที่ว่า“หัวใจที่สัมผัสพระคุณของพระเจ้าเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีสันติสุขได้ แม้แต่ในวันที่อ่อนล้า!”(A heart touched by God's grace learns to live in peace even on weary days.)…จะดีไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 29พฤษภาคม2026(ตอนที่59ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน พระเยซูเท่านั้น Ep.1643

    Play Episode Listen Later May 28, 2026 4:36


    พระธรรมนำชีวิตตอน พระเยซูเท่านั้น Ep.1643มนุษย์ยังค้นหาสิ่งที่จะช่วยให้ชีวิตมั่นคง ปลอดภัย และเติมเต็มหัวใจ เราจึงพยายามยึดบางสิ่งไว้เป็น ความหวังของชีวิต บางคนไว้ใจเงิน ไว้ใจคน ไว้ใจในความสำเร็จ ไว้ใจในคนรัก ครอบครัว หรือวางใจในตัวเอง ในวันที่ทุกอย่างยังปกติ สิ่งเหล่านั้นก็ดูเหมือนช่วยได้ แต่ในวันที่เราเจอวิกฤตมนุษย์มักพบว่า สิ่งที่เราวางใจนั้นจริง ๆ ไม่สามารถช่วยชีวิตเราได้ เยเรมีย์ 3:22ข-23 คือเสียงของประชากรที่ตระหนักว่า สิ่งที่พวกเขาเคยวิ่งตามมาตลอดนั้น เป็นเพียงภาพลวงตา เป็นสิ่งไร้สาระ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นความรอดแท้จริง‘…“นี่แน่ะ ข้าพระองค์ทั้งหลายมาหาพระองค์แล้ว เพราะพระองค์ทรงเป็นพระยาห์เวห์พระเจ้าของพวกข้าพระองค์” ' เยเรมีย์ 3:22ขนี่คือการกลับใจที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงความเสียใจหรือแค่รู้สึกผิด แต่คือการกลับมาหาพระเจ้า ประชากรของพระเจ้าไม่ได้ร้องไห้เพียงเพราะผลของความบาป แต่พวกเขากำลังหันกลับมาหาพระองค์ผู้ซึ่งพวกเขาเคยทอดทิ้ง การกลับใจที่แท้จริงไม่ได้จบแค่การเกลียดบาป แต่ต้องจบที่การกลับมาหาพระเจ้า'“แท้จริง เนินเขาก็เป็นแต่สิ่งหลอกลวง และความสับสนอลหม่านบนภูเขาก็เช่นกัน แท้จริงความรอดของอิสราเอลนั้น อยู่ในพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา ' เยเรมีย์ 3:23เนินเขาคือสถานที่กราบไหว้รูปเคารพและประกอบพิธีกรรมของชาวคานาอัน พวกเขาเคยเชื่อว่าพระบาอัลจะให้ฝน ให้ความอุดมสมบูรณ์ และความมั่นคงแก่ชีวิต แต่ในวันที่วิกฤตมาถึงสิ่งที่พวกเขาเคยวางใจกลับช่วยอะไรไม่ได้เลย คำว่า “สิ่งหลอกลวง” ในภาษาเดิมหมายถึง คำโกหก ภาพลวงตา หรือสิ่งไร้สาระ สิ่งที่พวกเขาเคยฝากความหวังไว้กลับกลายเป็นสิ่งที่โกหก หลอกลวงพวกเขามาตลอด ส่วนคำว่า “ความสับสนอลหม่านบนภูเขา” กำลังสะท้อนถึงเสียงของพิธีกรรมที่วุ่นวาย ที่เคยดูตื่นเต้นและเร้าอารมณ์ สุดท้ายกลับเป็นเพียงเสียงอึกทึกที่ว่างเปล่า หลายครั้งเราเองก็ทำเหมือนเดิมในยุคนี้ หัวใจของมนุษย์สามารถสร้างรูปเคารพขึ้นมาได้เสมอ แม้ว่าอาจจะไม่ใช่รูปปั้นที่ตั้งไว้ในบ้าน เงิน ความสำเร็จ ชื่อเสียง ความมั่นคง ความสัมพันธ์หรือคอนเนคชั่น สิ่งเหล่านี้มักให้คำสัญญาว่า ถ้ามีสิ่งเหล่านั้นชีวิตจะปลอดภัยและมีความสุข แต่สุดท้าย สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถช่วยจิตวิญญาณของมนุษย์ได้จริง ๆประชากรของพระเจ้าจึงสารภาพว่า “แท้จริงความรอดของอิสราเอลนั้น อยู่ในพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา” หลังจากที่พวกเขาวิ่งหนี หลงทาง และถูกหลอกลวง ในที่สุดเขาก็ยอมรับว่า ความรอดที่แท้จริงมีอยู่ในพระเจ้าเพียงผู้เดียว'ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย เพราะว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้นั้น ไม่โปรดให้มีท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” ' กิจการ 4:12พระเยซูคริสต์ทรงเป็นความรอดที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียว เงิน ความสามารถ ศาสนา และกำลังของมนุษย์ไม่สามารถช่วยชีวิตมนุษย์ให้รอดจากบาปได้ พระเจ้าปล่อยให้มนุษย์ผิดหวังกับสิ่งที่ตนเองวางใจ เพื่อจะเรียนรู้ว่า มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ช่วยชีวิตเราได้จริง โลกเต็มไปด้วยคำสัญญาว่าจะเติมเต็มหัวใจของเรา แต่สุดท้ายก็ทิ้งให้เราว่างเปล่า มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ช่วยฟื้นฟู และเติมเต็มหัวใจของเราได้จริง เมื่อเราหยุดวิ่งหาสิ่งอื่น ขอให้เรากลับมาหาพระเจ้า เพราะที่นั่นคือจุดเริ่มต้นของความรอดแท้จริง และสันติสุขที่โลกไม่มีวันให้ได้วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่57) ผู้ที่ความหวังของเขาอยู่ในพระยาห์เวห์ก็เป็นสุข!

    Play Episode Listen Later May 28, 2026 5:59


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่57)ผู้ที่ความหวังของเขาอยู่ในพระยาห์เวห์ก็เป็นสุข!“คนที่ผู้อุปถัมภ์ของเขาคือพระเจ้าของยาโคบ ก็เป็นสุข คือผู้ที่ความหวังของเขาอยู่ในพระยาห์เวห์พระเจ้าของเขา!”‭‭ ~สดุดี‬ ‭146‬:‭5‬ ‭THSV11‬‬“Blessed are those whose help is the God of Jacob, whose hope is in the Lord their God.”‭‭ ~Psalms‬ ‭146‬:‭5‬ ‭NIV‬‬มีคำเขียนไว้ว่า“เมื่อเรามองไม่เห็นหนทางข้างหน้า ความหวังในพระเจ้าจะเป็นแสงสว่างนำทางเรา!”“When we cannot see the road ahead,hope in God becomes our guiding light.”พี่น้องที่รักเราก็มองไม่เห็นอนาคต แต่เราจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไปเราจึงต้องการความหวัง ที่จะส่องทางที่เราจะเดินไปแล้ว เวลานี้ ความหวังของคุณอยู่ในพระเจ้าหรือไม่?“ความหวัง”ของคุณ นำความสุข ความชื่นชมยินดี และกำลังใจมาให้แก่คุณหรือไม่?และ อย่างไร?พระคัมภีร์สอนเราในเรื่อง“ความหวัง”นี้ไว้อย่างไรบ้าง?​พระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งความหวังที่เป็นแหล่งของความสุขและความยินดี“ขอพระเจ้าแห่งความหวังโปรดให้ท่านบริบูรณ์ด้วยความชื่นชมยินดี และสันติสุขในความเชื่อ เพื่อท่านจะได้เปี่ยมด้วยความหวังโดยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์”~โรม‬ ‭15‬:‭13‬ ‭THSV11‬‬2 พระเจ้าทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่เข้าในความหวังที่ยั่งยืน“สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา โดยพระเมตตาล้นเหลือของพระองค์ ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่ เข้าในความหวังที่ยั่งยืน โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์”~‭‭1 เปโตร‬ ‭1‬:‭3‬ ‭THSV11‬‬​พระเจ้ามีแผนการที่ให้อนาคตและความหวังแก่เรา“พระยาห์เวห์ตรัสว่า ‘เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับพวกเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพไม่ใช่เพื่อทำร้ายเจ้า เพื่อจะให้อนาคตและความหวังแก่เจ้า”‭‭ ~เยเรมีย์‬ ‭29‬:‭11‬ ‭THSV11‬‬​เราควรมีความหวังในพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา“จิตใจของข้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่? ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายอยู่ภายใน? จงหวังในพระเจ้า เพราะข้าจะยกย่องพระองค์อีก ผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด”‭‭ ~สดุดี‬ ‭42‬:‭5‬ ‭THSV11‬‬​เราควรมีใจสงบคอยท่าพระเจ้าเพราะความหวังของเรามาจากพระเจ้า“จิตใจของข้าพเจ้าสงบคอยพระเจ้าเท่านั้น เพราะความหวังของข้าพเจ้ามาจากพระองค์”‭‭ ~สดุดี‬ ‭62‬:‭5‬ ‭THSV11‬‬​เราควรมีความหวังอยู่เสมอ และสรรเสริญพระเจ้ามากยิ่งๆ ขึ้น“แต่ข้าพระองค์จะหวังอยู่เสมอ และจะสรรเสริญพระองค์มากยิ่งๆ ขึ้น”‭‭ ~สดุดี‬ ‭71‬:‭14‬ ‭THSV11‬‬​เราควรฝากความหวังไว้กับพระวจนะแห่งความจริงของพระเจ้า“ขออย่าทรงนำพระวจนะแห่งความจริงไปจากปากข้าพระองค์อย่างสิ้นเชิงเพราะข้าพระองค์ฝากความหวังไว้กับกฎหมายของพระองค์”‭‭ ~สดุดี‬ ‭119‬:‭43‬ ‭THSV11‬‬​เราควรมีความหวังว่าจะเกิดผลดีจากงานที่เราอยู่“พระองค์ตรัสเพื่อเราโดยเฉพาะไม่ใช่หรือ? ข้อความนั้นเขียนไว้เพื่อเรา แสดงว่าคนที่ไถนาสมควรจะไถด้วยความหวัง และคนที่นวดข้าวก็สมควรจะนวดด้วยความหวังว่าจะได้รับประโยชน์”~‭‭1 โครินธ์‬ ‭9‬:‭10‬ ‭THSV11‬‬​เราควรเตรียมพร้อมเสมอที่จะอธิบายถึงเหตุผลเกี่ยวกับความหวังของเรา“แต่ในใจของพวกท่าน จงเคารพนับถือพระคริสต์ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า จงเตรียมพร้อมเสมอ ที่จะอธิบายกับทุกคนที่ขอทราบเหตุผลเกี่ยวกับความหวังของพวกท่าน”~‭‭1 เปโตร‬ ‭3‬:‭15‬ ‭THSV11‬‬​เราควรรู้ว่าพระเจ้าประทานความหวังอะไรแก่เราในการทรงเรียกเรา“ ขอให้ตาใจของพวกท่านสว่างขึ้น เพื่อจะได้รู้ว่าพระองค์ประทานความหวังอะไรแก่ท่านในการทรงเรียกพวกท่านนั้น และรู้ว่ามรดกที่มีศักดิ์ศรีของพระองค์สำหรับพวกธรรมิกชนนั้นบริบูรณ์เพียงไร”‭‭ ~เอเฟซัส‬ ‭1‬:‭18‬ ‭THSV11‬‬พี่น้องที่รัก พระเจ้าทรงเป็นความอุปถัมภ์ในชีวิตของคุณอยู่หรือไม่?ถ้าเป็นก็…“จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงสู้ทนต่อความยากลำบาก จงขะมักเขม้นอธิษฐาน”‭‭ ~โรม‬ ‭12‬:‭12‬ ‭THSV11‬‬คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่า…“ความสุขความยินดีจากความหวัง ไม่ได้เกิดจากการรู้ว่าชีวิต(ในอนาคต)จะง่ายแต่เกิดจากการรู้ว่า พระเจ้าทรงอยู่ในอนาคตของคุณแล้ว!”(Joy from hope is not knowing life will be easy, but knowing God is already in your tomorrow.)แล้ววันนี้ คุณมีความสุข ที่ความหวังของคุณอยู่ในพระเจ้า แล้วหรือไม่?……ช่วยตอบที!…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 27พฤษภาคม2026(ตอนที่57ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ถ้าป่วยต้องกลับมา Ep.1642

    Play Episode Listen Later May 27, 2026 4:35


    พระธรรมนำชีวิตตอน ถ้าป่วยต้องกลับมา Ep.1642หลายครั้งเราตั้งใจจะเลิกทำบาป สัญญากับพระเจ้าอย่างดิบดีในวันอาทิตย์ แต่พอวันจันทร์เราก็ล้มลงในเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีด จนเราก็ท้อใจและอาจแอบคิดว่า “ฉันต้องไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยและดีพอเสียก่อน แล้วค่อยกลับมาหาพระเจ้า” เยเรมีย์ 3:21-22ก เปิดเผยว่า พระเจ้าทรงมองปัญหานี้เป็นความเจ็บป่วยฝ่ายวิญญาณ และพระองค์ยังทรงเรียกคนที่ป่วยให้กลับมาหาพระองค์ เพื่อรับการรักษา'เขาได้ยินเสียงมาจากที่สูงโล่ง เป็นเสียงร้องไห้และเสียงวิงวอนของบุตรทั้งหลายของอิสราเอล เพราะเขาได้แปรวิถีของเขาเสียแล้ว เขาได้ลืมพระยาห์เวห์พระเจ้าของเขา ' เยเรมีย์ 3:21“ที่สูงโล่ง” เป็นสถานที่ที่ประชาชนไปกราบไหว้รูปเคารพ และทำบาปต่อพระเจ้า เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยการหลงผิดและความเสื่อมฝ่ายวิญญาณ แต่ภาพนี้กลับเปลี่ยนไป สถานที่ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงแห่งบาป กลับกลายเป็นเสียงร้องไห้และการกลับใจ พระเจ้าทรงสามารถเปลี่ยนสถานที่แห่งความล้มเหลว ให้กลายเป็นสถานที่แห่งการฟื้นฟู หลายครั้งการกลับใจที่แท้จริง มักเกิดขึ้นในจุดเดียวกับที่เราเคยล้มลงในบาป พระวจนะของพระเจ้าได้บอกว่า “เขาได้ลืมพระยาห์เวห์พระเจ้าของเขา” การลืมพระเจ้าตรงนี้ไม่ได้หมายถึงการลืมข้อมูล หรือไม่รู้ว่ามีพระเจ้าอยู่ แต่คือการใช้ชีวิตราวกับพระเจ้าไม่มีความสำคัญอีกต่อไป หลายคนอาจจะพูดว่า เรายังไปโบสถ์ ยังทำกิจกรรมฝ่ายวิญญาณทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ชีวิตของเรากลับไม่ได้พึ่งพา ไม่ได้แสวงหาพระเจ้า ไม่ใกล้ชิดพระเจ้าแบบเดิม'“บรรดาบุตรที่กลับสัตย์เอ๋ย จงกลับมาเถิด เราจะรักษาการกลับสัตย์ของเจ้าให้หาย”… ' เยเรมีย์ 3:22 กคำว่า “กลับสัตย์” ในภาษาเดิมมาจากคำว่า หันกลับ หรือถอยหนี ภาพนี้ทำให้เราเห็นตัวตนของเราที่มักออกห่างจากพระเจ้าอยู่เสมอ แต่พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า จงไปรักษาตัวเองให้ดีก่อนแล้วค่อยกลับมา แต่พระเจ้าตรัสว่า “จงกลับมา แล้วเราจะรักษา” คำว่า “รักษา” ในภาษาเดิมหมายถึงการเยียวยา ฟื้นฟู และรักษาให้หาย พระเจ้าจึงไม่ได้แค่เพียงให้อภัยความผิดบาป แต่พระเจ้าต้องการรักษาหัวใจที่ดื้อรั้น เหนื่อยล้า และชอบหันหนีพระองค์ให้กลับมาคืนดีกับพระองค์'พระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า “คนสบายไม่ต้องการหมอ แต่คนเจ็บป่วยต้องการ เราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเรียกคนบาปให้กลับใจใหม่” ' ลูกา 5:31-32พระเยซูไม่ได้มาซ้ำเติมคนบาป แต่เสด็จมาเพื่อรักษาหัวใจที่แตกสลาย พังทลาย และเรียกคนหลงทางให้กลับมาหาพระเจ้า พระเจ้าทรงรู้ว่า บางครั้งปัญหาของเราไม่ใช่แค่เราทำผิด แต่คือหัวใจของเราป่วย เราจึงค่อยๆ หันหนีพระเจ้า พระเจ้าทรงไม่ผลักไสคนที่หัวใจชอกช้ำ พระเจ้าตรัสไว้ว่า ไม้อ้อช้ำแล้วพระองค์ไม่หัก ตะเกียงที่ริบหรี่พระองค์จะไม่ทรงดับ โดยความเชื่อและการไว้วางใจในพระเยซู พระเจ้ายังคงเรียกว่า ลูกอยู่เสมอ และยังตรัสว่า จงกลับมา พระคุณของพระเจ้ายิ่งใหญ่พอที่จะให้อภัยความผิดของเรา เพียงแต่เราต้องหันกลับมาหาพระเจ้า หันหลังให้บาปอย่างสิ้นเชิง พระคุณของพระเจ้ายังมีพอเพียงสำหรับเราทุกคนที่หันกลับมาหาพระองค์เสมอครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่57) ผู้ที่ความหวังของเขาอยู่ในพระยาห์เวห์ก็เป็นสุข!

    Play Episode Listen Later May 26, 2026 5:59


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่57)ผู้ที่ความหวังของเขาอยู่ในพระยาห์เวห์ก็เป็นสุข!“คนที่ผู้อุปถัมภ์ของเขาคือพระเจ้าของยาโคบ ก็เป็นสุข คือผู้ที่ความหวังของเขาอยู่ในพระยาห์เวห์พระเจ้าของเขา!”‭‭ ~สดุดี‬ ‭146‬:‭5‬ ‭THSV11‬‬“Blessed are those whose help is the God of Jacob, whose hope is in the Lord their God.”‭‭ ~Psalms‬ ‭146‬:‭5‬ ‭NIV‬‬มีคำเขียนไว้ว่า“เมื่อเรามองไม่เห็นหนทางข้างหน้า ความหวังในพระเจ้าจะเป็นแสงสว่างนำทางเรา!”“When we cannot see the road ahead,hope in God becomes our guiding light.”พี่น้องที่รักเราก็มองไม่เห็นอนาคต แต่เราจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไปเราจึงต้องการความหวัง ที่จะส่องทางที่เราจะเดินไปแล้ว เวลานี้ ความหวังของคุณอยู่ในพระเจ้าหรือไม่?“ความหวัง”ของคุณ นำความสุข ความชื่นชมยินดี และกำลังใจมาให้แก่คุณหรือไม่?และ อย่างไร?พระคัมภีร์สอนเราในเรื่อง“ความหวัง”นี้ไว้อย่างไรบ้าง?​พระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งความหวังที่เป็นแหล่งของความสุขและความยินดี“ขอพระเจ้าแห่งความหวังโปรดให้ท่านบริบูรณ์ด้วยความชื่นชมยินดี และสันติสุขในความเชื่อ เพื่อท่านจะได้เปี่ยมด้วยความหวังโดยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์”~โรม‬ ‭15‬:‭13‬ ‭THSV11‬‬2 พระเจ้าทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่เข้าในความหวังที่ยั่งยืน“สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา โดยพระเมตตาล้นเหลือของพระองค์ ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่ เข้าในความหวังที่ยั่งยืน โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์”~‭‭1 เปโตร‬ ‭1‬:‭3‬ ‭THSV11‬‬​พระเจ้ามีแผนการที่ให้อนาคตและความหวังแก่เรา“พระยาห์เวห์ตรัสว่า ‘เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับพวกเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพไม่ใช่เพื่อทำร้ายเจ้า เพื่อจะให้อนาคตและความหวังแก่เจ้า”‭‭ ~เยเรมีย์‬ ‭29‬:‭11‬ ‭THSV11‬‬​เราควรมีความหวังในพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา“จิตใจของข้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่? ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายอยู่ภายใน? จงหวังในพระเจ้า เพราะข้าจะยกย่องพระองค์อีก ผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด”‭‭ ~สดุดี‬ ‭42‬:‭5‬ ‭THSV11‬‬​เราควรมีใจสงบคอยท่าพระเจ้าเพราะความหวังของเรามาจากพระเจ้า“จิตใจของข้าพเจ้าสงบคอยพระเจ้าเท่านั้น เพราะความหวังของข้าพเจ้ามาจากพระองค์”‭‭ ~สดุดี‬ ‭62‬:‭5‬ ‭THSV11‬‬​เราควรมีความหวังอยู่เสมอ และสรรเสริญพระเจ้ามากยิ่งๆ ขึ้น“แต่ข้าพระองค์จะหวังอยู่เสมอ และจะสรรเสริญพระองค์มากยิ่งๆ ขึ้น”‭‭ ~สดุดี‬ ‭71‬:‭14‬ ‭THSV11‬‬​เราควรฝากความหวังไว้กับพระวจนะแห่งความจริงของพระเจ้า“ขออย่าทรงนำพระวจนะแห่งความจริงไปจากปากข้าพระองค์อย่างสิ้นเชิงเพราะข้าพระองค์ฝากความหวังไว้กับกฎหมายของพระองค์”‭‭ ~สดุดี‬ ‭119‬:‭43‬ ‭THSV11‬‬​เราควรมีความหวังว่าจะเกิดผลดีจากงานที่เราอยู่“พระองค์ตรัสเพื่อเราโดยเฉพาะไม่ใช่หรือ? ข้อความนั้นเขียนไว้เพื่อเรา แสดงว่าคนที่ไถนาสมควรจะไถด้วยความหวัง และคนที่นวดข้าวก็สมควรจะนวดด้วยความหวังว่าจะได้รับประโยชน์”~‭‭1 โครินธ์‬ ‭9‬:‭10‬ ‭THSV11‬‬​เราควรเตรียมพร้อมเสมอที่จะอธิบายถึงเหตุผลเกี่ยวกับความหวังของเรา“แต่ในใจของพวกท่าน จงเคารพนับถือพระคริสต์ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า จงเตรียมพร้อมเสมอ ที่จะอธิบายกับทุกคนที่ขอทราบเหตุผลเกี่ยวกับความหวังของพวกท่าน”~‭‭1 เปโตร‬ ‭3‬:‭15‬ ‭THSV11‬‬​เราควรรู้ว่าพระเจ้าประทานความหวังอะไรแก่เราในการทรงเรียกเรา“ ขอให้ตาใจของพวกท่านสว่างขึ้น เพื่อจะได้รู้ว่าพระองค์ประทานความหวังอะไรแก่ท่านในการทรงเรียกพวกท่านนั้น และรู้ว่ามรดกที่มีศักดิ์ศรีของพระองค์สำหรับพวกธรรมิกชนนั้นบริบูรณ์เพียงไร”‭‭ ~เอเฟซัส‬ ‭1‬:‭18‬ ‭THSV11‬‬พี่น้องที่รัก พระเจ้าทรงเป็นความอุปถัมภ์ในชีวิตของคุณอยู่หรือไม่?ถ้าเป็นก็…“จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงสู้ทนต่อความยากลำบาก จงขะมักเขม้นอธิษฐาน”‭‭ ~โรม‬ ‭12‬:‭12‬ ‭THSV11‬‬คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่า…“ความสุขความยินดีจากความหวัง ไม่ได้เกิดจากการรู้ว่าชีวิต(ในอนาคต)จะง่ายแต่เกิดจากการรู้ว่า พระเจ้าทรงอยู่ในอนาคตของคุณแล้ว!”(Joy from hope is not knowing life will be easy, but knowing God is already in your tomorrow.)แล้ววันนี้ คุณมีความสุข ที่ความหวังของคุณอยู่ในพระเจ้า แล้วหรือไม่?……ช่วยตอบที!…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 27พฤษภาคม2026(ตอนที่57ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน หัวใจของพระบิดา Ep.1641

    Play Episode Listen Later May 26, 2026 4:44


    พระธรรมนำชีวิตตอน หัวใจของพระบิดา Ep.1641คริสเตียนหลายคนมักมองความบาปเป็นเพียงการทำผิดกฎ ฝ่าฝืนศีลธรรม หรือการทำพฤติกรรมที่ไม่ดีบางอย่าง แต่พระธรรมตอนนี้กำลังเปิดให้เราเห็นว่า ในสายพระเนตรของพระเจ้าความบาปไม่ใช่แค่การทำผิด แต่คือการที่เราเองละเลย ละทิ้งความสัมพันธ์ที่พระเจ้าได้เริ่มต้นให้เกับเรา แม้ว่าเราเองยังไปโบสถ์ ยังรับใช้ ยังอธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าก่อนทานอาหาร แต่ลึกๆ แล้ว หัวใจของเรากลับเย็นชาและห่างจากพระองค์ไหม เยเรมีย์ 3:19-20 คือเสียงเรียกของพระเจ้าถึงคนของพระองค์ที่มีเพียงศาสนา แต่กำลังสูญเสียความสัมพันธ์กับพระเจ้าไป'“เราคิดว่า เราจะตั้งเจ้าไว้ท่ามกลางบุตรทั้งหลายของเราอย่างไรดีหนอ และให้แผ่นดินที่น่าปรารถนาแก่เจ้า เป็นมรดกสวยงามที่สุดในบรรดาประชาชาติ และเราคิดว่าเจ้าจะเรียกเราว่าพระบิดาของข้าพระองค์ และจะไม่หันกลับจากการติดตามเรา ' เยเรมีย์ 3:19พระธรรมตอนนี้เผยถึงความรู้สึกของพระเจ้าที่ผมมองว่า พระองค์เสียใจ พระเจ้าตรัสกับประชากรของพระองค์เหมือนพ่อที่กำลังพูดถึงลูกที่รักมาก อิสราเอลในบริบทก่อนหน้านี้ถูกเปรียบเหมือนหญิงที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อสามี ทอดทิ้งพระเจ้า วิ่งตามรูปเคารพ แต่พระเจ้าไม่ได้เริ่มต้นด้วยการทำลายเธอ พระองค์ตรัสถึงความตั้งใจที่จะรับเธอเป็นบุตร และมอบแผ่นดินอันงดงามเป็นมรดกให้เธอ ในวัฒนธรรมตะวันออกโบราณ หญิงที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพันธสัญญามักถูกมองว่าไม่มีเกียรติและถูกตัดออกจากครอบครัว แต่พระเจ้ากลับตรัสว่า “เราจะตั้งเจ้าไว้ท่ามกลางบุตรทั้งหลาย” หมายถึงการยกฐานะให้มีสิทธิ์ในมรดกอย่างสมบูรณ์ นี่คือพระคุณที่เกินความเข้าใจของเรา คนที่สมควรถูกตัดออกกลับถูกรับให้มาเป็นลูก สิ่งที่พระเจ้าต้องการไม่ใช่แค่การถวายสัตวบูชา ไม่ใช่พิธีกรรม แต่คือการได้ยินประชากรของพระองค์เรียกพระองค์ว่า พระบิดาของข้าพระองค์ และไม่หันหลังให้พระองค์ ตรงนี้กำลังบอกว่า พระเจ้าต้องการความสัมพันธ์มากกว่าศาสนา'แต่เชื้อสายอิสราเอลเอ๋ย พวกเจ้าได้ทรยศต่อเรา เช่นเดียวกับภรรยาทรยศต่อสามี” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 3:20คำว่า “ทรยศ” ในภาษาเดิมไม่ได้หมายถึงแค่การทำผิดกฎ แต่หมายถึงการหักหลังคนที่รักและไว้วางใจ ตรงนี้พระเจ้ากำลังเปลี่ยนมุมมองเรื่องบาปของเราผ่านเยเรมีย์ว่า บาปไม่ใช่แค่ทำผิดกฎ แต่คือการทำลายความสัมพันธ์ระหว่าพระเจ้ากับเรา เราอาจยังไปคริสตจักร ยังรับใช้ แต่หัวใจของเรายังรักพระเจ้า ตื่นเต้นกับสิ่งที่พระเจ้าอยู่ไหม หรือเราเองค่อยๆ ห่างจากพระเจ้าแล้ว พระเยซูตรัสว่า'พวกหน้าซื่อใจคด อิสยาห์พยากรณ์ถึงท่านทั้งหลายถูกแล้วว่า ‘ชนชาตินี้ให้เกียรติเราแต่ปาก ใจของพวกเขาห่างไกลจากเราพวกเขานมัสการเราโดยเปล่าประโยชน์ เพราะเอากฎเกณฑ์ของมนุษย์มาสอนว่าเป็นพระดำรัสสอน' ” ' มัทธิว 15:7-9พระเจ้าไม่ได้กำลังมองหาคนที่รักเพียงกิจกรรมฝ่ายวิญญาณ แต่พระองค์มองหาคนที่รักพระองค์จริงๆ ขอให้เราจะไม่รักพระเจ้าเพียงแต่ปาก ขอให้พวกเราจะไม่ทำบาปด้วยการทำลายความสัมพันธ์ที่พระเจ้าได้เริ่มต้นให้เราแล้ว แต่เราจะพัฒนาความสัมพันธ์นั้นให้สนิท และอยู่ในพระเจ้าเสมอ อย่าให้ไม่เป็นเพียงรูปแบบของศาสนาหรือศาสนพิธีเท่านั้น พระเจ้าไม่ได้เรียกเราให้เป็นเพียงคนที่เคร่งศาสนา แต่ทรงเรียกเราให้มาเป็นลูกที่รักและอยู่ใกล้ ๆ พ่อ พระเจ้าทรงพอพระทัยในหัวใจที่กลับมาหาพระองค์ มากกว่าภาพลักษณ์ฝ่ายวิญญาณที่ดูดีต่อหน้าคนอื่นวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่56) พระเจ้าอวยพรให้เราอวยพรต่อๆไป!

    Play Episode Listen Later May 25, 2026 5:29


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่56)พระเจ้าอวยพรให้เราอวยพรต่อๆไป!“เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรเจ้าจะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โต แล้วเจ้าจะเป็นพร”‭‭ ~ปฐมกาล‬ ‭12‬:‭2‬ ‭THSV11‬‬“And I will make of you a great nation, and I will bless you and make your name great, so that you will be a blessing.”‭‭ ~Genesis‬ ‭12‬:‭2‬ ‭ESV‬‬พระธรรมตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการที่พระเจ้าทรงเรียกอับราม (อับราฮัม) ในเวลาที่ตอนนั้น อับราม~ยังไม่เห็นอะไรชัดเจน ~ยังไม่มีแผ่นดิน ~ยังไม่มีลูก ~ยังไม่รู้จุดหมายปลายทางของชีวิตแต่พระเจ้าทรงเรียกให้เขา“ออกเดินทางด้วยความเชื่อ!”และ อับรามเชื่อฟัง!พระคัมภีร์บันทึกเรื่องราวไว้ดังนี้ว่า​พระยาห์เวห์ตรัสแก่อับรามว่า“เจ้าจงออก~จากดินแดนของเจ้า ~จากญาติพี่น้องของเจ้า ~จากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะสำแดงแก่เจ้า​ เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ ​เราจะอวยพรเจ้า จะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โต แล้ว​เจ้าจะเป็นพร ​เราจะอวยพรคนที่อวยพรเจ้า ​เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า ​บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า””‭‭ ~ปฐมกาล‬ ‭12‬:‭1‬-‭3‬ ‭THSV11‬‬น่าอัศจรรย์ใจ ที่อับรามยอมเชื่อฟัง!นอกจากนี้ พระธรรม ฮีบรู ยังเสริมอีกว่า“โดยความเชื่อ เมื่อ​อับราฮัมได้รับการทรงเรียกให้ออกเดินทางไปยังที่ที่ท่านจะรับเป็นมรดก ​ท่านก็เชื่อฟังและเดินทางออกไปโดยไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน โดยความเชื่อ​ท่านได้อาศัยในแผ่นดินแห่งพระสัญญาเหมือนเป็นคนต่างด้าวโดยพักอยู่ในเต็นท์ร่วมกับอิสอัคและยาโคบผู้เป็นทายาทตามพระสัญญาเดียวกันนั้น ​ท่านเฝ้าคอยนครที่ตั้งอยู่บนรากฐานซึ่งพระเจ้า~ทรงเป็นสถาปนิกและ~ทรงเป็นผู้สร้าง โดยความเชื่อ ​อับราฮัมได้รับพลังที่จะมีบุตร แม้~ท่านชรามากแล้ว และ~นางซาราห์เองก็เป็นหมัน เพราะ​ท่านถือว่าพระองค์ผู้ทรงสัญญานั้นซื่อสัตย์ เหตุฉะนั้น จากชายคนเดียวซึ่งเป็นเสมือนคนตายแล้วนั้น ก็ทำให้มีผู้สืบเชื้อสายเกิดมามากมาย~ดังดวงดาวในท้องฟ้า และ~ดังเม็ดทรายอันนับไม่ถ้วนที่ฝั่งทะเล”‭‭ ~ฮีบรู‬ ‭11‬:‭8‬-‭12‬ ‭THSV11‬‬น่าประทับใจ ที่อับรามเชื่อฟัง!ในพระธรรมโรม อาจารย์เปาโลก็เสริมขึ้นด้วยเช่นกันว่าอับราฮัมเป็นคนที่พระเจ้าทรงยอมรับว่าชอบธรรม!เพราะท่านเชื่อและยืนยันความเชื่อนั้นออกมาเป็นการกระทำ ดังนี้““พระคัมภีร์ว่าอย่างไร? ก็ว่า“1.อับราฮัมเชื่อพระเจ้า และ​พระองค์ทรงถือว่าท่านเป็นคนชอบธรรม!””‭‭ ~โรม‬ ‭4‬:‭3‬ ‭THSV11‬‬น่ายินดี ที่อับรามเชื่อฟัง!ทำให้เรากลายเป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อและความเชื่อฟังด้วยเช่นกัน!สรุปบทเรียนสำคัญที่เราได้รับ จากพระคัมภีร์เหล่านี้ก็คือ​พระเจ้าไม่ได้มองเราแค่ “สภาพปัจจุบัน”​พระองค์มองเห็น “สิ่งที่เราจะกลายเป็น”ด้วย​พระองค์ทรงเรียกเราโดยเริ่มจากความเชื่อ ไม่ใช่จากความพร้อมของเรา​พระองค์สามารถใช้ชีวิตธรรมดาของเราให้เกิดผลกระทบอันยิ่งใหญ่ได้ (หากเรายอมเดินกับพระองค์ด้วยความเชื่อและเชื่อฟังอย่างซื่อสัตย์)~แม้ว่าเราอาจรู้สึกว่าเราธรรมดา ~แม้ว่าเราไม่มีความสามารถเด่นชัด~แม้ว่าเรายังไม่มีความมั่นคงในชีวิต~แม้ว่างานรับใช้ของเราหรือผลงานของเรายังเล็กน้อยอยู่​พระองค์ทรงเลือกเราเพื่อจะอวยพรเราและอวยพรโลกนี้ผ่านทางเราพี่น้องที่รักพระพรในพระคัมภีร์นี้ ไม่ได้หมายถึงเงินหรือความสำเร็จอย่างเดียว แต่รวมถึง~การทรงนำ ~สันติสุข ~ความสัมพันธ์กับพระเจ้า~การได้รับกำลังเรี่ยวแรง~การมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย และ~การเกิดผลฝ่ายจิตวิญญาณ ฯลฯดังนั้น ขอให้เราจดจำไว้เสมอว่า “พระเจ้าทรงเป็นต้นกำเนิดแห่งพระพรทั้งปวงไม่ใช่ตัวเราหรือมนุษย์คนใดสร้างพรเหล่านั้นขึ้นมา!”ด้วยเหตุนี้ จงเชื่อ เชื่อฟัง และออกไปเป็นพรแก่ทุกคนที่เราได้เจอะเจอ…จะดีไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 26พฤษภาคม2026(ตอนที่56ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน รวมเป็นหนึ่งเดียว Ep.1640

    Play Episode Listen Later May 25, 2026 4:09


    พระธรรมนำชีวิตตอน รวมเป็นหนึ่งเดียว Ep.1640หลังจากพระเจ้าทรงประกาศถึงการฟื้นฟูประชากร และพระสัญญาที่ชี้ไปถึงพระเมสสิยาห์ผู้เป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดีแล้ว เยเรมีย์ 3:17-18 พระเจ้าทรงเปิดเผยภาพแห่งอนาคต ถึงวันที่พระเจ้าจะทรงรวบรวมประชากรที่แตกแยกให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง ทั้งอิสราเอลและยูดาห์จะกลับมารวมกันภายใต้การครอบครองของพระเจ้า นอกจากนั้นยังมีบรรดาประชาชาติจะเข้ามาหาพระองค์ นี่จึงไม่ใช่เพียงภาพของการกลับจากการเป็นเชลยเท่านั้น แต่เป็นภาพแห่งการสถิตแยู่ด้วยของพระเจ้า และความหวังที่สำเร็จผ่านพระเมสสิยาห์ด้วย'ในครั้งนั้นจะเรียกกรุงเยรูซาเล็มว่าเป็นพระที่นั่งของพระยาห์เวห์ และบรรดาประชาชาติจะรวบรวมกันเข้ามายังกรุงเยรูซาเล็มเพื่อพระนามของพระยาห์เวห์ และพวกเขาจะไม่ดื้อรั้นดำเนินตามใจชั่วของเขาอีกต่อไป ในเวลานั้นเชื้อสายของยูดาห์จะเดินมากับเชื้อสายของอิสราเอล เขาทั้งสองจะรวมกันมาจากแผ่นดินฝ่ายเหนือมายังแผ่นดินซึ่งเรามอบให้แก่บรรพบุรุษของเจ้าเป็นมรดก ' เยเรมีย์ 3:17-18พระเจ้าตรัสว่า วันหนึ่งเยรูซาเล็มจะถูกเรียกว่าพระที่นั่งของพระยาห์เวห์ คือสถานที่แห่งการครอบครองของพระเจ้า และการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอิสราเอลอีกต่อไป เพราะบรรดาประชาชาติจะรวบรวมกันเข้ามา ภาพนี้กำลังชี้ไปถึงยุคพระเมสสิยาห์ที่ผู้คนจากทุกชนชาติจะเข้ามาหาพระเจ้า พระวจนะยังกล่าวว่า “พวกเขาจะไม่ดื้อรั้นดำเนินตามใจชั่วอีกต่อไป” นี่คือการฟื้นฟูที่แท้จริงไม่ใช่แค่เพียงกาาเปลี่ยนสถานการณ์ภายนอก แต่พระเจ้าทรงเปลี่ยนหัวใจภายในของมนุษย์ และพระเจ้าตรัสว่า “ยูดาห์จะเดินมากับอิสราเอล” อาณาจักรที่เคยแตกแยกกันจะกลับมาเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง นี่คือพระคุณที่ไม่เพียงให้อภัย แต่ยังฟื้นฟูสิ่งที่แตกสลายให้กลับมา เพราะพระเจ้าทรงสามารถสร้างสิ่งที่พังไปแล้วให้กลับขึ้นมาใหม่และดีกว่าเดิมได้'แต่บัดนี้ในพระเยซูคริสต์ ท่านทั้งหลายซึ่งเมื่อก่อนอยู่ไกล ได้เข้ามาใกล้โดยพระโลหิตของพระคริสต์ เพราะว่าพระองค์เองทรงเป็นสันติภาพของเรา โดยร่างกายของพระองค์ ทรงทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นหนึ่งเดียวกัน และทรงรื้อกำแพงที่แยกระหว่างสองฝ่ายคือการเป็นศัตรูกัน ' เอเฟซัส 2:13-14พระเยซูคริสต์ทรงเป็นความสำเร็จของพระสัญญานี้ พระองค์นำมนุษย์ที่เชื่อและวางใจในพระองค์ให้กลับมาหาพระเจ้า และพระองค์ทรงสามาาถช่วยรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่แตกแยกให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยได้ โดยไม้กางเขนนั้น พระเยซูทรงทำลายกำแพงแห่งความบาป ความเกลียดชัง และการเป็นศัตรู วันนี้พระเจ้าจึงยังทรงทำงานฟื้นฟูหัวใจ และฟื้นฟูชีวิตของผู้ที่ยอมกลับมาหาพระเจ้าเสมอ เราอาจมีความสัมพันธ์ที่แตกแยก พังลง มีใจที่ห่างจากพระเจ้า มีชีวิตที่แตกแยกพราะความบาป แต่พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าสามารถรวบรวมสิ่งที่แตกแยกให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันได้ ขอเพียงเราเปิดใจให้พระเจ้ามาครอบครอง เพราะเมื่อพระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางของชีวิต การฟื้นฟูที่แท้จริงจะเริ่มต้นขึ้นทั้งในชีวิตของคนนั้นครับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่55) จะดูใจกัน ต้องดูที่ตรงไหน?

    Play Episode Listen Later May 25, 2026 5:36


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่55)จะดูใจกัน ต้องดูที่ตรงไหน?““เปโตรทูลพระองค์ว่า“แม้ทุกคนจะทิ้งพระองค์ไป ข้าพระองค์จะไม่มีวันทิ้งพระองค์เลย””‭ ~มัทธิว 26:33 THSV11‬‭ ‬“Peter said to him, “Even if everyone else abandons you, I never will.””‭‭ ~Matthew‬ ‭26‬:‭33‬ ‭GW‬‬ในคืนก่อนที่พระเยซูจะถูกจับกุม(และนำไปสู่การถูกตรึงบนกางเขน)หลังจากที่พระเยซูคริสต์เพิ่งตรัสกับสาวกว่าทุกคนจะหนีไปจากพระองค์!“ในคืนวันนี้พวกท่านทุกคนจะทิ้งเรา เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า‘เราจะประหารผู้เลี้ยงแกะ และแกะฝูงนั้นจะกระจัดกระจายไป'”‭‭ ~มัทธิว‬ ‭26‬:‭31‬ ‭THSV11‬‬เปโตรก็กล่าวตอบกลับด้วยความมั่นใจว่า เขาจะไม่มีวันทิ้งพระเยซูคริสต์แม้คนอื่นจะทอดทิ้งพระองค์ไปหมดก็ตาม“เปโตรทูลพระองค์ว่า“แม้ทุกคนจะทิ้งพระองค์ไป ข้าพระองค์จะไม่มีวันทิ้งพระองค์เลย!””‭‭ ~มัทธิว‬ ‭26‬:‭33‬ ‭THSV11‬‬เปโตรคงจะพูดด้วยความรัก จริงใจ และคิดว่าตัวเองเข้มแข็งพอจะยืนหยัดได้ แต่ท้ายที่สุด เปโตรก็ทิ้งพระเยซูและปฏิเสธพระองค์ไปถึงสามครั้ง!ทำให้คิดถึงคำโบราณที่กล่าวไว้ว่า“ดูผัวให้ดูตอนเมียป่วยดูเมีย ให้ดูตอนผัวจนดูลูก ให้ดูตอนพ่อแม่แก่ชราเดินไม่ได้ดูพี่น้องคลานตามกันมา ให้ดูตอนแบ่งมรดกดูญาติมิตร ให้ดูยามเราล้มดูคนคบ ให้ดูยามทุกข์ร้อนดูน้ำใจคน ให้ดูตอนหมดผลประโยชน์เพราะความจริงของคน จะโผล่ให้เห็นในวันที่เราไม่มีอะไรเหลือให้แลก!”จากเรื่องราวในพระคัมภีร์ตอนนี้เราคงต้องเพิ่มข้อความเข้าไปอีกประโยคหนึ่งว่า“ดูลูกศิษย์ ให้ดูยามครูมีภัย”ไม่ทราบพี่น้องอ่านหรือฟังแล้วเห็นด้วยไหม?แล้วเราได้บทเรียนอะไรบ้าง จากพระคัมภีร์ตอนนี้?​อย่าให้เรามั่นใจในตัวเองมากเกินไปเพราะเราอาจอ่อนแอมากกว่าที่เราคิด เราอาจคิดว่า~“ฉันไม่มีวันทำแบบนั้น”~“ฉันรับมือไหว”~“ฉันไม่ทิ้งใครเลยแน่นอน“แต่พระคัมภีร์เตือนว่า “เหตุฉะนั้น คนที่คิดว่าตนเองยืนอยู่แล้ว จงระวังให้ดี มิฉะนั้นจะล้มลง”~1 โครินธ์ 10:12​อย่าติดตามพระเจ้าด้วยแค่ความฮึกเหิมทางอารมณ์ หรือแค่ด้วยความตั้งใจดีเท่านั้น แต่เราต้องอาศัยการถ่อมใจและพึ่งพาพระคุณพระเจ้าเสมอแม้เปโตร “ตั้งใจ” จะซื่อสัตย์ แต่เมื่อความกลัวเข้ามา เขาก็ล้มเหลวนี่เป็นเครื่องเตือนเราว่า1).เราต้องอธิษฐานและติดสนิทกับพระเจ้าและพี่น้องอยู่เสมอ2).เราต้องเฝ้าระวังใจ ชีวิตและคำพูดของเราตลอดเวลา3).เราต้องทูลขอให้พระเจ้าทรงเสริมกำลังเรา(ทั้งฝ่ายกาย จิตใจและจิตวิญญาณ)ไม่ให้ขาดพระเยซูเองก็ตรัสเตือนไว้ล่วงหน้าแล้วว่า“จิตใจพร้อมก็จริง แต่เนื้อหนังอ่อนกำลัง!”~มัทธิว 26:41ส​อย่าให้เราท้อแท้ใจ แม้แต่ในยามที่เราผิดพลาดและทิ้งใครบางคนไปแล้ว(โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่เรารักหรือนับถือ) แต่ขอจดจำไว้ว่า เมื่อ1).เมื่อเราล้ม หรือแม้แต่ 2).เมื่อเราทอดทิ้งพระเยซู แต่กระนั้น พระเยซูก็ไม่ทอดทิ้งเรา!อย่างเช่น ในกรณีของเปโตรแม้เขาจะปฏิเสธพระเยซูแต่พระเยซูก็ไม่ได้ปฏิเสธเปโตรเลย!และหลังจากที่พระองค์การฟื้นคืนพระชนม์ เป็นขึ้นจากความตายพระเยซูก็ทรงฟื้นฟูเปโตร และทรงใช้เขาทำการยิ่งใหญ่มากมายในเวลาต่อมานี่คือข่าวดี​พระเจ้าไม่ได้รักเรา”เพราะเราดีสมบูรณ์แบบ”​พระเจ้าไม่ได้รักเรา“เพราะว่าเราไม่เคยพลาด”แต่พระองค์ทรงเต็มไปด้วยพระคุณมากล้นอัศจรรย์ต่อคนที่กลับใจและกลับมาหาพระองค์เสมอใช่ครับ ความล้มเหลวไม่จำเป็นต้องเป็นจุดจบ หากเรายังยอมให้พระเจ้าทรงฟื้นฟูและนำชีวิตของเรา!พี่น้องที่รักจงดูใจ และดูแลใจของเราให้ดี!จงถ่อมใจ ติดสนิทกับพระเจ้าและพึ่งพระคุณพระองค์เสมออย่าให้เรามั่นใจเกินไปจนหลงในตัวเองอย่าให้เราสิ้นหวังหากเราเคยผิดบาปจนชีวิตพัง แต่จงเริ่มต้นใหม่กับพระเจ้าอย่าให้เราดูหมิ่น ดูถูก ละทิ้ง หรือ ทอดทิ้งผู้ใด ที่ผิดพลาดล้มเหลวแต่จงมีใจเมตตาช่วยเขาให้เริ่มต้นใหม่ อย่างมีศักดิ์ศรีอีกครั้งเช่นกัน…จะดีไหม?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 25พฤษภาคม2026(ตอนที่55ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ผู้เลี้ยงที่ดี Ep.1639

    Play Episode Listen Later May 24, 2026 4:26


    พระธรรมนำชีวิตตอน ผู้เลี้ยงที่ดี Ep.1639หลังจากพระเจ้าทรงเรียกประชากรให้กลับใจ พระองค์ไม่ได้เพียงสัญญาว่าจะให้อภัย แต่ยังทรงเปิดเผยภาพแห่งการฟื้นฟูในอนาคต ทั้งการรวบรวมอิสราเอลและยูดาห์กลับมาเป็นหนึ่งเดียว รวมถึงการประทับอยู่ด้วยของพระเจ้าในรูปแบบใหม่ นักอธิบายพระคัมภีร์หลายท่านมองว่า เยเรมีย์ 3:15-16 กำลังชี้ไปไกลถึงยุคพันธสัญญาใหม่ผ่านพระเมสสิยาห์ ผู้ที่จะทรงนำประชากรกลับมารู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง'“และเราจะให้บรรดาผู้เลี้ยงแกะคนที่เราพอใจแก่พวกเจ้า ผู้ซึ่งจะเลี้ยงเจ้าด้วยความรู้และความเข้าใจ และเมื่อพวกเจ้าทวีและเพิ่มขึ้นในแผ่นดินนั้น ในเวลานั้น” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ “เขาทั้งหลายจะไม่กล่าวอีกว่า ‘หีบพันธสัญญาแห่งพระยาห์เวห์' เรื่องนี้จะไม่มีขึ้นในใจ ไม่มีใครกล่าวถึง ไม่มีใครนึกถึง จะไม่ทำขึ้นอีกเลย ' เยเรมีย์ 3:15-16พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะประทานผู้เลี้ยงแกะ คำนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงผู้ดูแลฝูงแกะ แต่ยังหมายถึงผู้นำ กษัตริย์ และผู้นำฝ่ายวิญญาณด้วย นี่เป็นภาพสำคัญที่กำลังชี้ไปถึงพระเมสสิยาห์ ผู้ที่พระเจ้าทรงพอพระทัย ผู้เลี้ยงที่จะทรงนำประชากรด้วยความรู้และความเข้าใจ ตรงนี้หมายความว่า ผู้เลี้ยงนี้ไม่ได้พาคนติดอยู่กับวัตถุหรืิพิธีกรรมภายนอก แต่พาผู้คนกลับมารู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง และสิ่งที่น่าแปลกใจคือ พระเจ้าตรัสว่า วันหนึ่งผู้คนจะไม่กล่าวถึงหีบพันธสัญญาอีกต่อไป ตอนนั้นหีบพันธสัญญาเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของอิสราเอล และเป็นสัญลักษณ์แห่งการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า พระเจ้ากำลังเปิดเผยว่า ในอนาคตความสัมพันธ์กับพระเจ้านั้นจะสำคัญกว่าวัตถุหรือพิธีกรรม พระเจ้าต้องการหัวใจ ไม่ใช่เพียงศาสนพิธี และสิ่งนี้ก็เป็นจริงสำเร็จในพระเยซูคริสต์ ผู้เป็นพันธสัญญาใหม่ ผู้ทรงประทับอยู่ภายในชีวิตของผู้เชื่อทุกคน พระเยซูก็แนะนำตัวเองว่า พระองค์เป็นพระเจ้า ผู้เลี้ยงแกะที่ดี'เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ ' ยอห์น 10:11พระเยซูตรัสว่า “เราเป็น” คำนี้เชื่อมโยงกับพระนามของพระเจ้าในอพยพ 3:14 ที่พระเจ่าทรงสำแดงพระองค์แก่โมเสสว่า “เราเป็นซึ่งเราเป็น” พระเยซูจึงกำลังเปิดเผยว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ทรงเป็นผู้เลี้ยงที่ดีที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ พระเยซูทรงเชื่อฟังพระเจ้าพระบิดาอย่างสมบูรณ์ แม้ในภารกิจที่ยากที่สุด คือการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน แม้พระเยซูจะทรงทุกข์ใจจนอธิษฐานขอให้ถ้วยนั้นเลื่อนผ่านไป แต่พระองค์ก็ยังตรัสว่า “อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” นี่คือหัวใจของผู้เลี้ยงที่ดี ผู้ยอมสละชีวิตเพื่อฝูงแกะ วันนี้โดยพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นพันธสัญญาใหม่ เราจึงไม่ต้องพึ่งพาวัตถุหรือพิธีกรรมอะไรเพื่อจะเข้าถึงพระเจ้าอีกแล้ว เพราะผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเยซูได้กลายเป็นพระวิหารที่สถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าแล้ว ให้เราขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับพระเมตตาและพระคุณของพระองค์ ที่พระองค์ประทานทางรอดแก่เรา และขอให้เราใช้ชีวิตตามแบบอย่างผู้เลี้ยงที่ดี คือยอมให้พระทัยของพระเจ้าสำเร็จเหนือความต้องการของตัวเราเอง โดยเราจะพึ่งพากำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่ในเรา เพื่อชีวิตของเราจะเป็นไปตามพระทัยของพระบิดาผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่54) ข้าไม่สบายใจเลย(2)

    Play Episode Listen Later May 24, 2026 5:58


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่54)ข้าไม่สบายใจเลย(2)“ข้าไม่สบายใจเลย ทั้งข้าก็ไม่สงบ ข้าไม่ได้หยุดพัก แต่ความทรมานก็มาหา>>”‭‭ ~โยบ‬ ‭3‬:‭26‬ ‭TH1971‬‬“I have no peace or rest— only troubles and worries.”‭‭ ~Job‬ ‭3‬:‭26‬ ‭CEV‬‬มีคำกล่าวว่า“การไม่มีความสุขมักไม่ได้มาจากชีวิตที่แย่แต่มาจากการที่เราไม่เคยพอใจกับตัวเองเลย!”(Unhappiness often comes not from a bad life,but from never being at peace with yourself.)ปกติคนเรามักไม่สบายใจ หรือ ไม่มีความสุขในใจด้วยสาเหตุหลากหลายแตกต่างกันไปแต่สาเหตุใหญ่ก็คือ ​การไม่พอใจในตัวเอง และ​การถูกคนอื่นไม่พอใจแล้วโดยปกติ อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเราไม่มีความสุข?​ถูกเลี้ยงมาอย่างเข้มงวดและขาดความรัก​ถูกปฏิเสธหรือไม่ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง​มองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง​ชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น​มักตั้งความคาดหวังส่วนตัวสูงเกินไป​ถูกคาดหวังไว้มากเกินกว่าที่จะตอบสนองได้​มุ่งแสวงหาแต่ความสมบูรณ์แบบ​ไม่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นมาตั้งแต่แรก​มุ่งแสวงหาการยอมรับจากคนอื่นมากเกินไป​ขาดเป้าหมายที่มีคุณค่าและท้าทายชีวิต​ติดตามและติดยึดกับค่านิยมผิดๆที่สร้างทุกข์ให้แก่ตัวเอง​วิตกกังวลหรือกลัวในบางอย่างเกินเหตุหรือเกินควร​เบื่อหน่ายและอ่อนล้ากับภาระที่มาก หนัก และนานเกินไป​มักจดจ่ออยู่กับความล้มเหลวหรือความผิดพลาดและละวางไม่ได้​แบกรับความผิดหวังและความพ่ายแพ้ไว้ไม่ไหว​ไม่สามารถทนรับการวิพากษ์วิจารณ์ ความคิดเห็นต่าง หรือคำตำหนิ​ไม่ยอมให้อภัยคนที่ทำผิดพลาดหรือคนที่ทำให้เราเจ็บ​ไม่ยอมรับตัวเองตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบันฯลฯพี่น้องที่รัก ถ้าตอนนี้ คุณไม่มีความสุข ไม่สบายใจ ใจไม่สงบ หรือใจเหน็ดเหนื่อยไม่หยุด หรือไม่ได้พัก…อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น?ปัญหามักมาจากปัจจัยภายในมากกว่าปัจจัยภายนอกนั่นคือ เราไม่มีความสุข เพราะว่าเราไม่พอใจในตัวเองหรือเรื่องเกี่ยวกับตัวเราเอง!เหมือนคำที่กล่าวไว้ว่า“คนที่ไม่มีความสุขกับตัวเองต่อให้เขามีทุกอย่าง เขาก็ยังขาดความสุขอยู่ดี!”(A person who is unhappy with themselves, no matter how much they have, still lacks happiness.)ดังนั้น เราต้อง​รู้จักยอมรับตัวเรา ตามที่พระเจ้าทรงสร้างมาหรือตามที่เป็นอยู่​ไม่ไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ​ไม่คาดหวังตัวเองสูงเกินไป​เรียนรู้ที่จะชื่นชมและมีความสุขกับ1).สิ่งที่เป็น2).สิ่งที่มี และ3).สิ่งที่ทำเพราะสิ่งเหล่านี้ จะช่วยเยียวยารักษา“อาการไม่สบายใจ ไม่สงบ และ ไม่ได้หยุดพัก“ ของเราได้บ้างเหมือนคำกล่าวที่ว่า“การยอมรับตัวเอง คือจุดเริ่มต้นของการเยียวยาหัวใจ!”(Self-acceptanceis the beginning of healing.)…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 24พฤษภาคม2026(ตอนที่54ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ยังรอคอยเสมอ Ep.1638

    Play Episode Listen Later May 23, 2026 4:00


    พระธรรมนำชีวิต ตอน ยังรอคอยเสมอ Ep.1638 หลังจากพระเจ้าทรงกล่าวถึงการเล่นชู้ฝ่ายวิญญาณ การพิพากษา และความหน้าซื่อใจคดของยูดาห์ พระเจ้าทรงเปิดเผยพระทัยที่เต็มด้วยความรักมั่นคงผ่านคำตรัสสั้น ๆว่า “กลับมาเถิด” ชีวิตของเราก็อาจเคยห่างจากพระเจ้า ทำให้พระองค์เสียใจซ้ำ ๆ หรือแม้แต่หันหลังให้พระองค์ไปแล้ว แต่พระวจนะตอนนี้กำลังย้ำกับเราว่า พระเจ้ายังทรงอยากได้เรากลับมาหาพระองค์เสมอ'พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า ลูกหลานที่กลับสัตย์เอ๋ย กลับมาเถิด เพราะเราเป็นนายเหนือพวกเจ้า เราจะรับพวกเจ้ามาเมืองละคนและตระกูลละสองคน และเราจะนำเจ้ามาถึงศิโยน” ' เยเรมีย์ 3:14คำว่า “กลับสัตย์” หมายถึง คนที่หันหลัง ถอยห่าง และดื้อรั้นต่อพระเจ้า แม้ประชากรจะเป็นเช่นนั้น แต่พระองค์กลับตรัสว่า “กลับมาเถิด” คำว่า “นายเหนือพวกเจ้า” มีความหมายว่า เจ้าของ ผู้ปกครอง และสามีผู้มีสิทธิในพันธสัญญา ผู้เชี่ยวชาญภาษาฮีบรูอธิบายว่า คำนี้เป็นการเล่นคำของคำว่า “בעל” (บาอัล) เพื่อย้ำว่า พระบาอัลไม่ใช่เจ้าของหรือสามีของพวกเขา แต่พระเจ้าต่างหากที่ทรงเป็นเจ้าของชีวิตของพวกเขาอย่างแท้จริง และในคำตรัสนี้ เราเห็นพระเจ้าผู้ทรงเต็มด้วยความรักมั่นคง พระองค์เฝ้ารอการกลับมาของประชากรของพระองค์อยู่เสมอ แม้ว่าพวกเขาจะล้มเหลว พระเจ้าก็ยังไม่ทอดทิ้ง “เราจะรับพวกเจ้ามาเมืองละคนและตระกูลละสองคน” ภาพนี้สะท้อนว่า พระเจ้าทรงใส่ใจแต่ละชีวิตเป็นการส่วนตัว พระองค์ไม่ได้มองเราเป็นฝูงชน แต่พระองค์ตามช่วยชีวิตที่แตกหักกลับมาทีละคนด้วยความรักและพระคุณของพระองค์หลายครั้งเราอาจคิดว่า ตัวเองผิดพลาดมากเกินไป ห่างไกลจากพระเจ้ามามากเกินไป ไม่สมควรกลับมาหาพระองค์อีกแล้ว พระวจนะตอนนี้กำลังย้ำว่า พระเจ้าไม่ได้กำลังมองหาคนที่สมบูรณ์แบบ แต่พระองค์กำลังเรียกคนที่ยอมกลับมาหาพระองค์ พระเจ้ายังทรงรู้จักเรา พระองค์ทรงเห็นน้ำตาของเรา และยังฟังเมื่อเราร้องเรียกขอการช่วยเหลือจากพระองค์ เพียงแต่เราต้องกลับใจและกลับมา คือหันกลับจากทางเดิมแล้วเดินกลับมาหาพระเจ้า'จงฉีกใจของพวกเจ้า ไม่ใช่ฉีกเสื้อของเจ้า” จงกลับมาหาพระยาห์เวห์พระเจ้าของพวกท่าน เพราะว่าพระองค์ทรงเปี่ยมด้วยพระคุณและพระกรุณา พระองค์กริ้วช้าและบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง และเปลี่ยนพระทัยไม่ลงโทษ ' โยเอล 2:13ไม่ว่าเราจะเคยล้มเหลว ห่างไกล หรือหันหลังให้พระเจ้ามานานมากแล้ว พระเจ้ายังคงเปิดทางให้เรากลับมาเสมอ ทางนั้นคือพระเยซู เพราะพระเจ้าของเราทรงเต็มด้วยพระกรุณาและความรักมั่นคง หากวันนี้เรายังได้ยินเสียงของพระองค์ อย่าเพียงแค่รู้สึกผิด แต่ขอให้เรากลับมา เพราะพระเจ้ายังทรงรอคอยเราอยู่เสมอ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    พระธรรมนำชีวิต ตอน กลับมาเถิด Ep.1637

    Play Episode Listen Later May 22, 2026 5:39


    พระธรรมนำชีวิต ตอน กลับมาเถิด Ep.1637ความรู้สึกผิดและความอาย มักทำให้เราคิดว่าพระเจ้าคงไม่รับเราอีก แล้ว เยเรมีย์ 3:11-13 เปิดเผยหัวใจของพระเจ้าว่า แม้ประชากรของพระองค์จะกลับสัตย์และทรยศต่อพระองค์ พระเจ้าก็ยังตรัสว่า กลับมาเถิด พระเจ้าไม่ได้กำลังมองหาคนที่ไม่เคยผิดพลาด แต่ทรงเรียกคนที่ยอมกลับใจ สำนึกผิดให้กลับมาหาพระองค์อีก'แล้วพระยาห์เวห์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “อิสราเอลผู้กลับสัตย์ยังสำแดงตัวว่าชอบธรรมยิ่งกว่ายูดาห์ที่ทรยศ จงไปประกาศถ้อยคำเหล่านี้ทางทิศเหนือกล่าวว่า อิสราเอลผู้กลับสัตย์เอ๋ย กลับมาเถิด พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ เราจะไม่มองดูพวกเจ้าด้วยความโกรธ เพราะเรามีความรักมั่นคง เราจะไม่โกรธอยู่เป็นนิตย์ ' เยเรมีย์ 3:11-12อิสราเอลเหนือจะถูกอัสซีเรียกวาดต้อนไปเป็นเชลยและล่มสลายไปแล้ว เพราะพวกเขานมัสการรูปเคารพ แต่พระเจ้ากลับตรัสว่า “อิสราเอลผู้กลับสัตย์ยังชอบธรรมยิ่งกว่ายูดาห์ที่ทรยศ” นี่ไม่ใช่อิสราเอลดีกว่า แต่เป็นเพราะว่า ยูดาห์มีบทเรียนอยู่ตรงหน้า เห็นการพิพากษาเห็นผลของบาปจากอิสราเอล แต่ก็ยังไม่ยอมกลับใจจริง พระเจ้าสั่งให้เยเรมีย์ไปประกาศทางทิศเหนือ ประกาศว่า “กลับมาเถิด” ขณะนั้นอิสราเอลล่มสลายไปแล้วกว่า 100 ปี ในสายตาของมนุษย์ อิสราเอลคือคนที่หมดหวังแล้ว แต่พระเจ้ากลับยังเรียกพวกเขาให้กลับมา คำว่า “กลับมา” ในภาษาเดิมไม่ได้หมายความว่า แค่รู้สึกผิดหรือเสียใจชั่วคราว แต่หมายถึงหันกลับเปลี่ยนทิศทางชีวิต พระเจ้าจึงไม่ได้เรียกพวกเราให้ร้องไห้หรือพูดคำสวยงาม แต่พระองค์ทรงเรียกให้พวกเราหันหลังให้บาป แล้วกลับมาหาพระองค์ด้วยสุดใจ พระเจ้าตรัสว่า “เพราะเรามีความรักมั่นคง” คำว่า “ความรักมั่นคง” หมายถึงความรักที่ซื่อสัตย์และไม่ทอดทิ้ง แม้คนของพระองค์จะทรยศ จะละทิ้งพระองค์ พระเจ้าก็ยังทรงซื่อสัตย์ต่อพระสัญญาของพระองค์ ความรักมั่นคงนี้ทำให้เราเห็นว่า นี่แหละคือพระคุณ แม้พวกเขาจะไม่สมควรได้รับ แต่เป็นเพราะความรักมั่นคงทีพระองค์ทรงมีพระองต์มีพระเมตตาและพระคุณมาถึงเรา 'เพียงแต่ยอมรับความผิดของเจ้า ว่าเจ้าได้กบฏต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า และเที่ยวเอาใจบรรดาพระอื่นที่ใต้ต้นไม้เขียวสดทุกต้น และพวกเจ้าไม่ได้ฟังเสียงของเรา พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 3:13สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการนั้นไม่ได้มีพิธีกรรมอะไรที่พิเศษ “เพียงแต่ยอมรับความผิดของเจ้า” พระเจ้าไม่ได้เรียกร้องให้เราชดใช้บาปด้วยตัวเราเอง หรือทำดีเพื่อชดใช้บาปที่เราทำไป แต่พระองค์ต้องการหัวใจที่หยุดแก้ตัว ยอมรับต่อพระองค์ว่า เราผิดจริง เราสำนึกผิด และต้องการหันกลับมาหาพระองค์ พร้อมหันหลังให้บาปอย่างจริงจัง'แล้วเขาก็ลุกขึ้นไปหาบิดา แต่เมื่อเขายังอยู่แต่ไกล บิดาก็เห็นเขาและมีใจสงสาร จึงวิ่งออกไปกอดคอและจูบแก้มของเขา ' ลูกา 15:20พระเจ้าผู้ทรงมีพระทัยเมตตา ทรงให้อภัยเสมอ เมื่อเรายอมรับความผิด กลับใจ และหันกลับมาหาพระองค์เหมือนพ่อที่วิ่งออกไปต้อนรับบุตรน้อยที่หลงหายคนนี้ ใน 1 ยอห์น 1:9 ก็บอกไว้ชัดมาก ๆ ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น สิ่งที่ขวางเราไว้จากพระเจ้า ไม่ใช่พระเจ้าไม่ให้อภัย แต่เพราะเราเองที่ไม่ยอมกลับมา ขอให้เราสำนึกผิด กลับใจ และกลับมาหาพระองค์ อย่าปล่อยให้ความรู้สึกผิดทำให้เราหนีจากพระเจ้าไปเรื่อย ๆ เพราะพระคุณของพรเจ้ายิ่งใหญ่กว่าความล้มเหลวของเราเสมอ วันนี้พระเจ้ายังตรัสว่า “กลับมาเถิด” ไม่ว่าชีวิตของเราจะล้มเหลวแค่ไหน ผิดพลาดซ้ำกี่ครั้ง หรือห่างจากพระเจ้าไปนานเพียงใด ขออย่าคิดว่าเราหมดโอกาสแล้ว เพราะพระคุณและความรักมั่นคงของพระเจ้ายังคงมั่นคงอยู่เสมอ เป็นของใหม่ในทุกเวลาเช้า สิ่งเดียวที่จะทำให้เราไม่ได้รับการอภัย คือตัวเราเองที่ยังดื้อรั้นไม่ยอมกลับมา ขอให้เราหยุดวิ่งหนี และเดินกลับมาหาพระเจ้า ผู้ยังคงรอเราอยู่ด้วยความรักมั่นคงของพระองค์นะครับ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่53) ทำไมตัวฉันจึงไม่มีความสุข?

    Play Episode Listen Later May 22, 2026 5:18


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่53)ทำไมตัวฉันจึงไม่มีความสุข?“เมื่อความหวาดกลัวมาถึง เขาจะแสวงหาความสงบสุข แต่ก็ไม่พบเลย”‭‭ ~เอเสเคียล‬ ‭7‬:‭25‬ ‭THSV11‬‬“When terror comes, they will seek peace in vain.”‭‭ ~Ezekiel‬ ‭7‬:‭25‬ ‭NIV‬‬ผู้เผยพระวจนะเอเสเคียล กล่าวถึงชนชาติอิสราเอลในยามที่พวกเขาหันหลังให้พระเจ้า และไปดำเนินชีวิตในความบาป ความอธรรม และการกราบไหว้รูปเคารพ จนในที่สุด…การพิพากษาก็มาถึง!พระคัมภีร์ข้อนี้เปิดเผยความจริงให้เรารู้ว่า​ความหวาดกลัวจะทำให้เราแสวงหาสันติสุขหรือความสุขสงบ~เมื่อทุกอย่างเป็นปกติ คนเราอาจคิดว่าตัวเขาเองมั่นคงดี เข้มแข็ง และควบคุมชีวิตตนได้แต่เมื่อ “ความหวาดกลัวมาถึง” เช่น วิกฤติ ความสูญเสีย ความล้มเหลว หรือความทุกข์ใจ มนุษย์เราก็จะเริ่มค้นหา “ความสุขสงบในใจ“แต่ปัญหาคือ หลายคนพยายามหาความสงบสุขจากปัจจัยภายนอก อาทิเงินทอง อำนาจ ความบันเทิง หรือ การหนีปัญหาแต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถทำให้ใจของพวกเขาสงบลงอย่างแท้จริงได้เลย​ความสันติสุขแท้ ไม่ได้เกิดจากสถานการณ์ แต่เกิดจากความสัมพันธ์กับพระเจ้า~คนในสมัยเอเสเคียลต้องการ “สันติภาพ” และ“ความสงบสุข”แต่ว่าพวกเขาไม่ต้องการกลับใจใหม่(จากบาป)พวกเขาอยากได้ความสบายใจ โดยไม่อยากเปลี่ยนชีวิตนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเขา “แสวงหา แต่ไม่พบ!”เพราะสันติสุขแท้จริง ไม่ได้มาจากการไม่มีปัญหา แต่เกิดขึ้นเมื่อเรากลับใจใหม่และกลับคืนดีกับพระเจ้า!​ความทุกข์ความว่างเปล่าอาจเป็นเครื่องมือที่พระเจ้าใช้เรียกมนุษย์ให้กลับคืนมาหาพระองค์~ความว่างเปล่า ความไม่สงบ หรือความกลัว อาจเป็นสัญญาณเตือนฝ่ายวิญญาณว่า“เรากำลังพยายามให้สิ่งอื่นมาแทนที่พระเจ้า!”ดังนั้น ความทุกข์อาจไม่ได้มีไว้เพื่อทำลายเราแต่เพื่อปลุกเราให้กลับมาหาพระองค์ ผู้เป็นแหล่งสันติสุขอันแท้จริงดังนั้น อย่าให้เราจมอยู่ในความกลัวและสภาวะไร้ความสุขนี้อีกต่อไปพี่น้องที่รัก“ความกลัวทำให้มนุษย์มองหาที่พักใจ แต่มีเพียงพระเจ้าเท่านั้น ที่เป็นที่พักพิงอันแท้จริง”(Fear makes humans look for a place of comfort, but only God is the true refuge.)ดังนั้น เมื่อความกลัวหรือปัญหาเดินหน้าเข้ามาหาเรา อย่าให้เราเพียงถามว่า“ฉันจะหนีปัญหานี้ได้อย่างไร?”แต่เราควรจะถามว่า“พระเจ้ากำลังจะใชัปัญหาใดเพื่อเรียกฉันให้กลับไปพึ่งพาพระองค์?“ความสุขสงบ หรือ สันติสุขแท้ เกิดขึ้นเมื่อ​เราหยุดดิ้นด้วยกำลังของตัวเอง​เรายอมรับความจริงในเหตุปัจจัยแห่งทุกข์โดยไม่ปฏิเสธ​เรากลับใจ กลับมาหาพระเจ้าและวางใจในพระอวค์​เราอธิษฐานและมอบภาระปัญหานั้นไว้กับพระองค์เพราะบางครั้ง“สิ่งที่มนุษย์กำลังค้นหา ไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีขึ้นแต่คือ การกลับมาหาและอยู่ใกล้พระเจ้าอีกครั้ง!”("What humanity is searching for is not a better situation, but a return to and closeness with God once again!)ใช่ครับ“สันติสุขแท้ไม่ได้เริ่มจากโลกภายนอกสงบ แต่เริ่มจากหัวใจที่กลับมาหาพระเจ้า!”…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 23พฤษภาคม2026(ตอนที่53ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่52) ลืมไปเลย?

    Play Episode Listen Later May 21, 2026 5:13


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่52)ลืมไปเลย?“ชีวิตข้าพเจ้าขาดสันติสุข จนข้าพเจ้าลืมว่าความสุขเป็นอย่างไร”~‭‭เพลงคร่ำครวญ‬ ‭3‬:‭17‬ ‭THSV11‬‬“I have forgotten what health and peace and happiness are.”‭‭ ~Lamentations‬ ‭3‬:‭17‬ ‭GNT‬‬นี่คือเสียงคร่ำครวญของคนที่เจ็บปวดร้าวลึกมากจนหัวใจด้านชา นี่คือชีวิตที่ถูกความทุกข์เกิดซ้ำทับซ้อนมายาวนานเกินไปผู้เขียนกำลังเผชิญความสูญเสีย ความพังทลาย และความทุกข์อย่างหนักจากการล่มสลายของกรุงเยรูซาเล็ม หรือบ้านเมืองที่เขาอยู่เขารู้สึกเหมือนพระเจ้าทรงอยู่ไกล ความหวังหายไป และจิตใจเหนื่อยล้าจนไม่เหลือความสุขสงบอีกแล้ว จึงพูดว่า “ฉันลืมไปแล้วว่าความสุขเป็นอย่างไร!”คุณเองเคยมีประสบการณ์ดังต่อไปนี้หรือไม่?​ชีวิตเต็มไปด้วยแรงกดดันทับซ้อน​ใจไม่สงบแม้ภายนอกดูปกติ​เคยมีความหวัง แต่ตอนนี้เหมือนมองไม่เห็นแล้ว​ความสุขกลายเป็นสิ่งไม่คุ้นเคย ฯลฯพระคัมภีร์ซื่อสัตย์ต่อความจริงของมนุษย์ โดยบอกเราว่าพระเจ้าไม่ได้ปฏิเสธความจริงเรื่องความเจ็บปวดของเราพระองค์ให้พื้นที่กับการร้องไห้ การสับสน และการคร่ำครวญสำหรับชีวิตของเราแต่พระองค์ไม่ได้ประสงค์ให้ชีวิตของเรา“จบลงที่ความรู้สึกว่างเปล่าและสิ้นหวัง!”คุณเห็นด้วยหรือไม่ ที่ว่า“วันที่เรารู้สึกว่างเปล่าที่สุด อาจเป็นวันที่พระเจ้าอยู่ใกล้เราที่สุด!”(The days we feel the emptiest may be the days God is closest.)เหมือนผู้เขียนพระธรรมตอนนี้ หลังจากที่เขาระบายความทุกข์เจ็บปวดใจออกมาเพราะรู้สึกว่า พระเจ้าทอดทิ้งและอยู่ไกลจากตัวเขาเขากลับค่อยๆระลึกได้ถึงพระลักษณะของพระเจ้าอันทรงพระคุณนิรันดร์เขาจึงคิดได้และเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาชีวิตของเขา และประกาศว่า“ความรักมั่นคงของพระยาห์เวห์ไม่เคยหยุดยั้งและพระกรุณาของพระองค์ไม่มีสิ้นสุดเป็นของใหม่ทุกเวลาเช้า!”~ เพลงคร่ำครวญ 3:22-23 เขายืนยันว่า แม้ว่าเวลานั้นเขาเคยลืมไปว่า“ความสุขเป็นอย่างไร”แต่เวลานี้ เขาระลึกได้ว่าความรักมั่นคงของพระเจ้าไม่เคยหยุดยั้งเลยเช่นเดียวกันไม่ว่า วันนี้ตัวเราอาจจะลืมไปว่า“ความสุขเป็นอย่างไร”แต่พระเจ้าไม่เคยลืมเราและไม่เคยหยุดรักเราแม้ว่าความสุขของเราอาจดู หายไปชั่วคราวแต่พระเมตตาคุณของพระเจ้ายังทำกิจอยู่ในชีวิตของเราตลอดเวลาแม้แต่ในวันเวลาที่หัวใจของเรามืดมนที่สุดก็ตาม!พี่น้องที่รักคนทุกคนแม้แต่คนของพระเจ้าก็อาจมีวันที่หมดแรงได้เราอาจประสบกับความทุกข์ที่ยาวนานจนทำให้ใจด้านชาเราอาจเคยร้องคร่ำครวญต่อพระเจ้าแล้วไม่ได้รับการช่วยเหลือในทันทีจนลืมว่า “ความสุขนั้นเป็นอย่างไร?”แต่อย่าให้เราสิ้นหวังและเสียโอกาสในการพัฒนาความสัมพันธ์กับพระเจ้าให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นไปอีกขอให้เราจดจำไว้ว่าความหวังเริ่มต้นจากการ “ระลึกถึงพระเจ้า!” แม้บางครั้ง ”รอยยิ้ม“ของเรายังไม่กลับมาแต่ชีวิตแห่งสันติสุขของเราสามารถเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเมื่อเราระลึกถึงความรักมั่นคงของพระเจ้า และหันกลับมาหาพระองค์ แม้ว่าขณะนั้นยังมีคราบน้ำตาอยู่ก็ตามคุณเห็นด้วยหรือไม่ กับคำกล่าวที่ว่า“ความเจ็บปวดอาจทำให้เราลืมความสุข บแต่พระคุณของพระเจ้าจะค่อยๆ พาเรากลับมามีชีวิตอีกครั้งอย่างนุ่มนวล!”( Pain may make us forget happiness, but God's grace gently brings us back to life again.)…ช่วยตอบที?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 22พฤษภาคม2026(ตอนที่52ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต (Post 2) ตอน เห็นแล้วแต่ยังไม่เปลี่ยน Ep.1636

    Play Episode Listen Later May 21, 2026 6:07


    พระธรรมนำชีวิต (Post 2)ตอน เห็นแล้วแต่ยังไม่เปลี่ยน Ep.1636พระเจ้าทรงคาดหวังว่ายูดาห์จะกลับมาหาพระองค์ แต่ก็ไม่ ซึ่งพระเจ้าได้ปล่อยอิสราเอลพี่สาวด้วยหนังสือหย่า ซึ่งหมายถึงการพิพากษาและการตัดขาดความสัมพันธ์ในพันธสัญญาของพระเจ้า แต่ยูดาหืก็ไม่กลัว คำว่า ไม่กลัว ไม่ได้หมายถึงแค่ ไม่ตกใจกลัว แต่หมายถึง กาาไม่ความยำเกรง ไม่ใส่ใจ และไม่ตระหนักว่าพระเจ้าเอาจริงกับบาป'เพราะเห็นว่าการแพศยาของเธอยังเบาไป เธอก็ทำให้แผ่นดินโสโครก โดยไปล่วงประเวณีกับศิลาและต้นไม้ แม้เป็นอย่างนี้ทั้งสิ้น ยูดาห์น้องสาวที่ทรยศของเธอก็ไม่ได้หันกลับมาหาเราด้วยสุดใจ แต่แสร้งทำเป็นกลับมา” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 3:9-10อย่างที่ผมกล่าวไปในตอนต้นแล้วสมัยของโยสิยาห์ แม้จะมีการฟื้นฟูทำลายรูปเคารพ แต่พระเจ้าตรัสว่า “ยูดาห์…ไม่ได้หันกลับมาหาเราด้วยสุดใจ แต่แสร้งทำเป็นกลับมา” ชีวิตที่ดูดีภายนอก เหมือนมีการกลับใจ มีการฟื้นฟูฝ่ายวิญญาณ แต่ภายในใจยังไม่ยอมจำนนต่อพระเจ้า การกลับใจแบบนี้จึงเป็นเพียงภาพลักษณ์ภายนอก ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงชีวิตจากข้างในจริง ๆ 'อย่าลอกเลียนแบบอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบพระประสงค์ของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม ' โรม 12:2การเห็นผลของความบาปที่พี่น้องของเราต้องเผชิญแล้ว แต่เราก็ยังไม่กลับใจหันจากบาปนั้นคือ ความหน้าซื่อใจคด ซึ่งมีรากศัพท์หมายถึงนักแสดงด้วย เราอาจจะใช้ชีวิตแสร้งทำเป็นกลับใจ เพียงเพื่อสร้างเปลือก ภาพลักษณ์ภายนอกว่า เราดูดี แต่พระเจ้าทรงมองเห็นว่าใจของเรายอมจำนนพระองค์จริงหรือเปล่า วันนี้เรากำลังเรียนรู้จากบทเรียนที่พระเจ้าส่งมาเตือน หรือเรายังไม่รุ้สึกอะไรยังเดินไปสู่ความพินาศ ขอเราอย่าเพียงแค่เห็นบทเรียนจากคนอื่น แต่ขอให้เรากลับใจจริง ๆ ก่อนที่มันจะสายเกินไป เพราะคนที่ยังดื้อเดินในทางเดิม ทั้งที่รู้ความจริงแล้ว พวกเขากำลังหลอกตัวเองอยู่ วันนี้ถ้าพระเจ้ากำลังเตือนเราอยู่ อย่าปล่อยให้มีเพียงการการฟื้นฟูเป็นเพียงภาพลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ให้เรายอมรับพระองค์เข้ามาเปลี่ยนแปลงจิตใจภายในเพื่ออุปนิสัยของเราจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อรู้จักพระเจ้าและรู้จักพระทัยของพระองค์มากขึ้น เพื่อเราจะมีชีวิตใหม่จริง ๆ เพื่อเราจะรักและติดตามพระเจ้าด้วยสุดใจของเรานะครับ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ดีแค่เปลือกนอก Ep.1635

    Play Episode Listen Later May 20, 2026 5:19


    พระธรรมนำชีวิตตอน ดีแค่เปลือกนอก Ep.1635คริสเตียนเรียนรู้ที่จะสร้างภาพลักษณ์ภายนอกของจิตวิญญาณได้ดูดีแบบเนียนมาก ๆ เรามีคำอธิษฐานที่สวยหรู เรารู้ว่าท่าทีหรือคำพูดแบบไหนที่จะทำให้ผู้คนเห็นว่า เราถ่อมใจและน่านับถือ แม้ว่าเราจะหลอกผู้คนได้แต่เราหลอกพระเจ้าไม่ได้ พระเจ้าทรงสัพพัญญู พระองค์ทรงเห็นลึกลงไปที่หัวใจและวิถีชีวิตจริงของเรา เยเรมีย์ 3:4-5 คือภาพของประชากรที่ยังสองใจต่อพระเจ้า ปากเรียกพระเจ้าว่าเป็นผู้นำขอวชีวิต แต่ยังอยู่ในความบาปเหมือนเดิม ปากยังพูดเหมือนรักพระเจ้า แต่ไม่ยอมใจกลับละทิ้งสิ่งที่พระเจ้าเกลียดเลย'เจ้าเพิ่งจะเรียกเราไม่ใช่หรือว่า ‘พระบิดาของข้าพระองค์ พระองค์ทรงเป็นสหายในวัยเยาว์ของข้าพระองค์ พระองค์จะทรงพระพิโรธอยู่เป็นนิตย์หรือ? พระองค์จะกริ้วอยู่จนถึงที่สุดปลายหรือ?' นี่แน่ะ เจ้าลั่นวาจาแล้ว แต่เจ้าก็ยังทำความชั่วทุกอย่างซึ่งเจ้าทำได้” ' เยเรมีย์ 3:4-5ผมมองว่าคำตรัสนี้วสะท้อนอารมณ์เจ็บปวดและความเศร้าของพระเจ้า เจ้าเพิ่งเรียกเราว่า บิดาของข้าพระองค์ ทรงเป็นสหายในวัยเยาว์ คำว่า “สหาย” คำนี้มีความหมายว่า ผู้นำ เพื่อนสนิท และสามีผู้ดูแลปกป้อง แปลความว่า พวกเขายังพูดว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้า แต่ชีวิตจริงกลับตรงกันข้าม นักอธิบายพระคัมภีร์หลายท่านอธิบายว่า คนยูดาห์รู้ว่า พระเจ้าทรงเป็นความรักที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง และมีพระทัยเมตตา จึงอ้างถึงพระลักษณะของพระองค์ว่า “พระองค์จะทรงพระพิโรธตลอดไปหรือ?” ปัญหาคือ พวกเขาไม่ได้พูดด้วยหัวใจที่กลับใจจริง เพียงแค่หวังจะได้รับการยกโทษ แต่ยังไม่อยากเลิกทำบาป ฟังดูคุ้น ๆ ไหมครับ พระเจ้าจึงตอบเขาตรง ๆ ว่า “เจ้าลั่นวาจาแล้ว แต่เจ้าก็ยังทำความชั่วทุกอย่างซึ่งเจ้าทำได้” ปัญหาไม่ใช่เขาไม่รู้จักพระเจ้า พวกเขาพูดถึงพระเจ้าแต่ใจไม่ยอมเชื่อฟังทำตามสิ่งที่ปากบอกว่ารู้จัก คำว่า รู้จัก ไม่ได้หมายความว่ารู้แค่เพียงข้อมูล แต่หมายถึงความสัมพันธ์กับพระเจ้าที่เรารู้จัก พฤติกรรมคือเครื่องยืนยันว่า ชีวิตของเรามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าจริงเปล่า พวกเขาใช้ชีวิตสวนทางกับสิ่งที่พูด พวกเราบางคนอ่านแล้วอาจจะรู้สึกเฉย ๆ แต่ขอพวกเราสำรวจใจของเราว่า ตัวเองเป็นอย่างนี้หรือเปล่าที่ยังพยายามรักษาภาพลักษณ์ภายนอกให้คนนับถือ และชีวิตจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย พระเยซูตรัสไว้ใน'“ไม่ใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า' จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้ ' มัทธิว 7:21พระเยซูไม่ได้กำลังสอนว่า เรารอดด้วยการทำดี แต่กำลังเตือนว่า ชีวิตที่รู้จักพระเจ้าจริงจะเชื่อฟังและทำตามพระทัยของพระองค์ การเชื่อฟังทำตา ไม่ใช่เงื่อนไขที่เราจะรอดพ้นจากผลของกรรมบาป แต่การเชื่อฟังเป็นผลการยอมจำนนต่อพระเจ้า และเป็นผลของการที่เราเรียกพระองค์ว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า' 1 ซามูเอล 15:22 บอกว่า “การเชื่อฟังก็ดีกว่าเครื่องสัตวบูชา” พระเจ้าชอบชีวิตที่ยำเกรงและเชื่อฟังมากกว่าคำพยานที่สวยหรูแต่ไม่มีความจริงใจ พวกเราอาจยังใช้ชีวิตตามวิถีของคริสเตียน ยังเฝ้าเดี่ยว อธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ ยังไปร่วมนมัสการ ยังพูดเป็นพยานประกาศเรื่องพระเยซู แต่เรากลับปล่อยให้ความบาปอยู่ในชีวิตโดยไม่ยอมจัดการ ขอให้เราหยุดหลอกตัวเองด้วยท่าทีหรือกิจกรรมแบบนั้น เพราะพระเจ้าต้องการหัวใจที่รัก ยำเกรง เชื่อฟังพระองค์จริง ๆ หากพระวิญญาณของพระเจ้ากำลังเตือนเรา ขอเราอย่าดื้อกับพระองค์ แต่ขอให้เราถ่อมใจกลับมาหาพระเจ้า เพราะคนที่พระเจ้าทรงใช้ ไม่ใช่คนที่ท่าทีดีและพูดเพราะที่สุด แต่คือคนที่ยอมรัก ยำเกรงและเชื่อฟังพระเจ้าด้วยทั้งหมดของหัวใจวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่51) ข้าไม่สบายใจเลย!

    Play Episode Listen Later May 20, 2026 5:18


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่51)ข้าไม่สบายใจเลย!“ข้าไม่สบายใจเลย และข้าไม่สงบ ข้าไม่ได้หยุดพักแต่ความวุ่นวายได้มาหา””‭‭ ~โยบ‬ ‭3‬:‭26‬ ‭THSV11‬‬“I have no peace, no quietness; I have no rest, but only turmoil.””‭‭ ~Job‬ ‭3‬:‭26‬ ‭NIV‬‬คนที่อ่านพระคัมภีร์มา จะรู้ได้ในทันทีว่าพระคัมภีร์ข้อนี้เป็นเสียงร้องคร่ำครวญจากหัวใจอันเจ็บปวดของโยบ ในช่วงเวลาที่ชีวิตของท่านแตกสลายที่สุด หลังจากที่ท่านสูญเสียลูก ทรัพย์สิน สุขภาพ และกำลังเผชิญความทุกข์เดือดร้อนอย่างหนักท่านจึงกล่าวว่า“1.ข้าไม่สบายใจเลย( ข้าไม่มีสันติสุข)​ข้าไม่สงบ( ข้าไม่มีความสงบ)​ ข้าไม่ได้หยุดพัก (ข้าไม่ได้พักผ่อน)(มี)แต่ความวุ่นวาย(เท่านั้น)ได้มาหา!”~ โยบ 3:26ถ้อยคำสั้นๆ นี้สะท้อน ถึง“สภาพจิตใจของมนุษย์ในวันที่เจ็บปวดจนหมดแรง”ได้ชัดเจน!ความหมายของข้อความนี้คือ​ “ข้าไม่สบายใจเลย”~โยบกำลังกล่าวว่า ภายในใจของท่านไม่มีความโล่ง ไม่มีความเบา และไม่มีความสบายใจอีกแล้ว นี่คือสภาพของคนที่~แบกความทุกข์หนัก~คิดวนคิดซ้ำ~จิตใจเหนื่อยล้า ~มองไม่เห็นทางออกน่าสนใจ ที่พระคัมภีร์ไม่ได้ปิดบังความจริงว่า“แม้แต่คนของพระเจ้า ก็มีวันที่หัวใจพังทลายได้!”​ “ข้าไม่สงบ”~โยบกำลังพรรณนาว่า ไม่ใช่แค่ปัญหาภายนอกเท่านั้น แม้แต่ “สันติสุขภายใน” ของท่านก็หายไปด้วยจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้โยบเคยมีชีวิตมั่นคงแต่ตอนนี้ทุกอย่างมลายหายไปหลายครั้งมนุษย์ก็อาจไม่ได้ทุกข์เพราะเหตุการณ์เพียงอย่างเดียวแต่อาจทุกข์เพราะ “ใจไม่รู้จะยึดอะไรต่อไปอีกแล้ว!”​ “ข้าไม่ได้หยุดพัก”~โยบพูดสะท้อนความทุกข์อันต่อเนื่องในชีวิตของท่านออกมาว่าร่างกายของท่านแม้ทรมานแต่อาจพอนอนได้แต่จิตใจสิกลับพักไม่ได้เลย เพราะความกังวลยังทำงานอยู่ตลอดเวลาเป็นสภาพของคนที่ “เหนื่อยทั้งกายและใจ”จริงๆ​ “แต่ความวุ่นวายได้มาหา”~โยบไม่ได้เป็นคนแสวงหาความทุกข์แต่ความทุกข์ “ถาโถมเข้ามา”เองแบบไม่ยั้งชีวิตบางช่วงของเรา ก็อาจเป็นเช่นนั้นได้ นั่นคือ ปัญหามาเราโดยเราไม่ทันตั้งตัวจนเราเหมือนถูกคลื่นซัดกระหน่ำไม่หยุด สิ่งสำคัญที่พระธรรมโยบกำลังสอนเราก็คือพระเจ้าทรงอนุญาตให้มนุษย์พูดความจริงจากหัวใจโยบไม่ต้องแสร้งเข้มแข็ง โยบไม่ต้องพูดภาษาสวยงามทางศาสนาที่ฟังดูดีแต่ท่านสามารถพูดออกมาตรงๆได้เลยว่าท่าน“เจ็บปวด ทรมาน สับสน เหนื่อยล้า ไม่สงบและท้อ”พระเจ้ายังทรงฟังท่าน พระองค์ไม่ได้ต้องการ “คำพูดดี ฟังดูศักดิ์สิทธิ์”เท่ากับ “หัวใจจริง”ที่จริงใจและซื่อตรงต่อพระองค์น่ายินดี ที่พระธรรมโยบไม่ได้จบที่ความสิ้นหวัง!แม้ว่าโยบจะผ่านคืนวันที่มืดมน แต่สุดท้ายท่านก็ได้พัฒนาสัมพันธภาพกับพระเจ้าให้สนิทลึกซึ้งมากขึ้นกว่าเดิม จนนำพระพรมากมายมาสู่ท่านในภายหลังใช่แล้ว ความทุกข์ไม่ได้ทำลายท่านได้อย่างถาวรดังเจตนาของมารร้ายแต่กลับกลายมาเป็นโอกาสที่ทำให้ท่านเติบโตในศรัทธาและเรียนรู้ว่า“พระเจ้า ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความรักเมตตา ผู้ทรงพระชนม์อยู่พระเจ้ายังทรงฟังคำอธิษฐานของเราในทุกสถานการณ์ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงยังมีความหวังได้อยู่เสมอ แม้แต่ในคืนที่มืดมนที่สุดของชีวิต!”ดังนั้น พี่น้องที่รัก1.ให้เรายังชื่อมั่นคงในความรักมั่นคงดำรงเป็นนิตย์ของพระเจ้าเสมอไปแม้ในยามที่เราทุกข์2.ให้เรายืนหยัดอดทนด้วยความทรหดและความหวังใจว่าเราจะผ่านพ้นทุกวิกฤติชีวิตไปได้3.ให้เรามีใจเมตตาและพร้อมยืนหยัดเคียงข้างให้กำลังใจแก่คนที่กำลังทุกข์ยากอยู่ตรงหน้าเรา…จะดีไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 21พฤษภาคม2026(ตอนที่51ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่50) ความสุขจากการเป็นตัวของเราเอง!

    Play Episode Listen Later May 20, 2026 5:50


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่50)ความสุขจากการเป็นตัวของเราเอง!“ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์อย่างอัศจรรย์น่าครั่นคร้ามบรรดาพระราชกิจของพระองค์อัศจรรย์ ข้าพระองค์ทราบดี”‭ ~สดุดี 139:14‬‭ ‬“I praise you because I am fearfully and wonderfully made; your works are wonderful, I know that full well.”‭‭ ~Psalms‬ ‭139‬:‭14‬ ‭NIV‬‬มีคำกล่าวว่า“เมื่อเราเห็นคุณค่าของพระผู้สร้างเราจะเริ่มเห็นคุณค่าของตัวเอง”(When we see the value of the Creator, we will begin to see our own value.)เราควรเชื่อว่า พระเจ้าทรงสร้างเราอย่างมีคุณค่า!แล้วเราควรมีท่าทีอย่างไรต่อพระเจ้าและต่อการทรงสร้างของพระองค์?​เราควรมีใจขอบคุณพระเจ้าอยู่เสมอ“ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์“‭ ~สดุดี 139:14ก‬กษัตริย์ ดาวิดเริ่มต้นด้วย “การขอบพระคุณ”เพราะท่านตระหนักว่า ชีวิตของท่านไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากพระหัตถ์ของพระเจ้าเราในวันนี้ ก็สมควรขอบคุณพระเจ้าด้วยเช่นกันที่พระองค์ทรงสร้างชีวิตของเราอย่าง “มีคุณค่า”ไม่ว่าเราจะคิด จะรู้สึกอย่างไร เช่น รู้สึกไปเองว่าตัวเองด้อยค่า ไม่สมบูรณ์ หรือแตกต่างจากคนอื่นแต่ในสายพระเนตรของพระเจ้า เราคือผลงาน“ล้ำค่า”ที่พระองค์ทรงตั้งใจสร้างขึ้นด้วยความรักเราจึงสมควรที่จะขอบพระคุณแทนการกังวลบ่นว่า!​เราควรอัศจรรย์ใจกับการที่พระเจ้าทรงสร้างเรา“เพราะพระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์อย่างอัศจรรย์น่าครั่นคร้าม”‭ ~สดุดี 139:14ข‬คำว่า “อัศจรรย์น่าครั่นคร้าม” หมายถึง1).ซับซ้อนเกินมนุษย์จะสร้างขึ้นเองได้2).งดงามและเต็มด้วยสติปัญญา3).น่าเกรงขามในการทรงสร้างของพระเจ้าใช่ครับ ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ บุคลิก และชีวิตของเราแต่ละคน ล้วนสะท้อนถึงพระปัญญาและฤทธาของพระเจ้าแม้แต่สิ่งเล็กๆ อาทิ~หัวใจที่เต้นเอง~สมองที่คิดและจดจำ~จิตใจที่รักใคร่~ตาที่มองเห็น หูที่ได้ยิน และจมูกที่ได้กลิ่น ฯลฯทั้งหมดนี้ล้วนเป็น “พระราชกิจอันอัศจรรย์” น่าครั่นคร้ามในการทรงสร้างเราทั้งสิ้น​เราควรยอมรับว่าเราไม่อาจเข้าใจในพระราชกิจของพระเจ้าได้หมดสิ้น“บรรดาพระราชกิจของพระองค์อัศจรรย์”‭ ~สดุดี 139:14ค‬เราไม่อาจเข้าใจพระเจ้า และสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงสร้าง(และไม่เข้าใจตัวของเราเองทั้งหมดเลย) รวมทั้งไม่เข้าใจพระราชกิจทั้งสิ้นที่พระองค์กระทำแต่พระองค์ทรงทราบที่มาที่ไปของสิ่งทั้งปวง และทรงรู้จักเราตั้งแต่ก่อนเราเกิดพระองค์ทรงเห็นเรา ตั้งแต่เราอยู่ในครรภ์มารดา จนถึงวันเวลาของเราในอนาคต​เราควรรู้และเป็นพยานได้ดีจากประสบการณ์ชีวิตของเรา“ข้าพระองค์ทราบดี”‭~สดุดี 139:14ง‬พระเจ้าทรง “รู้จัก” และ “ใส่ใจ” ชีวิตเราอย่างลึกซึ้งเหมือนกับกษัตริย์ดาวิด เราก็รู้เรื่องนี้ดีจาก “ประสบการณ์”ที่เราติดตามพระเจ้ามาเช่นกัน ผ่าน ความกลัว ความผิดพลาด การถูกปฏิเสธ และการต่อสู้ต่างๆในชีวิตฯลฯแต่ยิ่งเราเดินกับพระเจ้าใกล้ชิดมากขึ้นเท่าไร เราก็ยิ่งมั่นใจว่า“พระเจ้าทรงแสนอัศจรรย์ และการทรงสร้างของพระองค์ก็น่าครั่นคร้ามยิ่งนัก”ดังนั้น พี่น้องที่รัก​ขออย่าให้ตัวตนของเราถูกกำหนดโดย คำพูด การเปรียบเทียบ การตัดสินของตัวเองหรือของผู้อื่น หรือโดยความล้มเหลวในอดีต​ขอให้เรามีความสุขและความชื่นชมยินดี ที่เราถูกกำหนดและถูกสร้างขึ้นอย่างอัศจรรย์ด้วยความใส่พระทัยขององค์พระผู้สร้าง​ขอให้เราบอกกับตัวเองและคนอื่นว่า 1).พวกเราล้วนมีคุณค่า 2).พวกเราไม่ใช่อุบัติเหตุของโลกนี้ เพราะพระเจ้าก.ทรงสร้างพวกเรา และข.ทรงรู้จักพวกเราลึกซึ้งยิ่งกว่าผู้ใดแม้แต่ความแตกต่างบางอย่างในตัวของเรา ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งในพระประสงค์พระเจ้า ด้วยเหตุนี้ “ยามใดที่เรายอมรับตัวตนของเราตามที่พระเจ้าทรงสร้างยามนั้น คือจุดเริ่มต้นของสันติสุขภายในตัวเรา!”ขอให้จดจำไว้เสมอว่า“พระเจ้าไม่ได้สร้างคุณมาเพื่อเป็นสำเนาของผู้ใดแต่พระองค์ทรงสร้างคุณมาเป็นต้นฉบับ อย่างตั้งพระทัยและอย่างน่าอัศจรรย์ใจ!”(God did not create you to be a copy of anyone else, but He created you to be an original intentionally and wonderfully.)ดังนั้น จากวันนี้เป็นต้นไป ขอให้เรามีความสุขจากการเป็นตัวของเราเอง!…จะดีไหม?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 20พฤษภาคม2026(ตอนที่50ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน ได้ยินไหม? Ep.1634

    Play Episode Listen Later May 19, 2026 5:08


    พระธรรมนำชีวิตตอน ได้ยินไหม? Ep.1634สัญชาตญาณที่อยู่ในตัวของมนุษย์ คือเรามักจะหาที่พึ่งที่คิดว่าช่วยเราได้ บางครั้งเราพึ่งพาเงิน พึ่งพาอำนาจ หรือพึ่งพาเส้นสาย โดยคิดว่าสิ่งเหล่านั้นจะช่วยให้เรามั่นคงอุดมสมบูรณ์ แต่ความจริงแล้ว ถ้าเรายิ่งวิ่งหาโลกมากเท่าไร เรายิ่งพบกับความแห้งแล้งในชีวิตฝ่ายวิญญาณมากขึ้น เยเรมีย์ 3:2-3 เปิดเผยสภาพหัวใจของประชากรของพระเจ้า ที่ไม่ได้เพียงหลงผิด แต่กำลังจงใจวิ่งเข้าหาพระอื่น แม้จะมีเสียงเตือนและการตีสอนแล้ว พวกเขาก็ไม่หยุด เพราะพวกเขาทำผิดจนไม่รู้สึกอายอีกต่อไปแล้ว'“จงแหงนหน้าขึ้นสู่บรรดาที่สูงโล่งนั้น และดูสิ ที่ไหนบ้างที่เจ้าไม่มีคนมานอนด้วย? เจ้าได้นั่งคอยคนรักของเจ้าอยู่ริมทางอย่างคนเร่ร่อนในถิ่นทุรกันดาร เจ้าได้ทำให้แผ่นดินโสโครก ด้วยการแพศยาอย่างชั่วร้ายของเจ้า เพราะฉะนั้น ฝนจึงถูกระงับเสีย และฝนปลายฤดูจึงขาดไป แต่เจ้ามีหน้าผากของหญิงแพศยา เจ้าปฏิเสธไม่ยอมอาย ' เยเรมีย์ 3:2-3“ที่สูงโล่ง” ตรงนี้หมายถึงสถานที่นมัสการรูปเคารพ โดยเฉพาะการนมัสการพระบาอัลซึ่งเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางเพศจริง ๆ คนคานาอันเชื่อว่า พิธีนมัสการด้วยการร่วมเพศจะช่วยนำความอุดมสมบูรณ์แผ่นดินของเขา พระเจ้าจึงเปรียบประชากรของพระองค์เหมือนหญิงแพศยาที่นั่งดักรอแขกอยู่ริมทาง นี่ไม่ใช่ภาพของการเผลอล้ม แต่คือคนที่ตั้งใจรอคอยบาปอย่างจดจ่อ คำว่า “อย่างคนเร่ร่อนในถิ่นทุรกันดาร” ภาพนี้เหมือนโจรที่กำลังดักปล้น ซุ่มรอเหยื่ออยู่ข้างทาง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการหันหลังให้พระเจ้า พระบาอัลที่พวกเขาไปนมัสการนั้น ถูกเรียกว่าเป็นเทพแห่งฝนและความอุดมสมบูรณ์ ประชาชนหวังว่า การติดตามพระบาอัลจะทำให้ชีวิตของพวกเขาสมบูรณ์มั่นคง แต่พระองค์ทรงสำแดงว่า พระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงครอบครองทุกอย่าง และเป็นผู้อวยพรให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้น “ฝนจึงถูกระงับเสีย และฝนปลายฤดูจึงขาดไป” พระเจ้าทรงทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความคาดหวังของพวกเขา นี่กำลังบอกว่า รูปเคารพที่พวกเขาวิ่งไปหา ไม่มีอำนาจควบคุมชีวิตได้จริง พวกเรามนุษย์ก็ยังเหมือนเดิม เราวิ่งหาความมั่นคงจากเงิน จากความสำเร็จ หรือคอนเนคชันความสัมพันธ์ต่าง ๆ เราวิ่งหาเพราะเร่คิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเติมเต็มชีวิตของเราได้ สุดท้ายเราจะพบเพียงความว่างเปล่า เพราะเราไม่สามารถสะสมอะไรในโลกนิรันดร์กาลของพระเจ้าได้ในข้อ 3 คือ “เจ้ามีหน้าผากของหญิงแพศยา เจ้าปฏิเสธไม่ยอมอาย” ตอนนี้ประชากรของพระเจ้าทำบาปจนไม่รู้สึกผิดอีกต่อไป บาปที่ทำซ้ำ ๆโดยไม่กลับใจ จะค่อย ๆ ทำให้ความรู้สึกผิดในชีวิตค่อย ๆ หมดไป ชีวิตฝ่ายวิญญาณของคนเราก็เช่นกัน หากเราปล่อยให้ความบาปเล็ก ๆ อยู่ในใจโดยไม่จัดการ วันหนึ่งเราจะชินกับมัน ความรู้สึกผิดและเสียงของพระเจ้าจะค่อย ๆ เบาลงจนเราไม่ได้ยินเลย'จงแสวงหาพระยาห์เวห์ ขณะที่จะพบพระองค์ได้ จงทูลพระองค์ ขณะที่พระองค์ทรงอยู่ใกล้ ' อิสยาห์ 55:6พระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่งอยู่ความอุดมสมบูรณ์ ฤดูกาลต่าง ๆ ความมั่นคงในชีวิต ไม่มีสิ่งใดที่มาแทนพระเจ้าได้จริง ๆ อย่าปล่อยให้เสียงของโลก และวิธีการของโลก ทำให้เสียงของพระเจ้าเบาลงในชีวิตของเรา วันที่หัวใจของเราไม่รู้สึกผิดอีกต่อไป ไม่ใช่สัญญาณของอิสรภาพ แต่นั่นคือสัญญาณว่า ชีวิตของเรากำลังห่างจากพระเจ้ามากขึ้นทุกที วันนี้ถ้าเรายังได้ยินเสียงเตือนของพระเจ้าอยู่ นั่นคือพระคุณของพระเจ้า ขอให้เราหยุดวิ่งตามสิ่งที่โลกกำลังเสนอให้ แล้วกลับมาพึ่งพาพระเจ้าผู้ทรงครอบครองอยู่เหนือทุกสิ่ง เพราะมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่เติมเต็มหัวใจและเป็นผู้ประทานความมั่นคงสมบูรณ์ได้อย่างแท้จริงวุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่49) ผิดตรงไหนที่จะกระตือรือร้น?(2)

    Play Episode Listen Later May 18, 2026 5:36


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่49)ผิดตรงไหนที่จะกระตือรือร้น?(2)“สิ่งที่จำเป็นนั้นมีเพียงสิ่งเดียว และมารีย์ก็เลือกเอาส่วนที่ดีนั้นใครจะชิงเอาไปจากเธอไม่ได้””‭‭ ~ลูกา‬ ‭10‬:‭42‬ ‭THSV11‬‬“but few things are needed—or indeed only one. Mary has chosen what is better, and it will not be taken away from her.””‭‭ ~Luke‬ ‭10‬:‭42‬ ‭NIV‬‬เราได้รับคำตอบไปแล้วว่าความกระตือรือร้น ทั้งใน​การรับใช้ และ​การฟังพระวจนะของพระเจ้าล้วนเป็นสิ่งดี!แต่เราได้รับคำเตือนเช่นกันว่า​อย่าให้เรายิ่งรับใช้ กลับยิ่งห่างไกลไป1).จากพระเจ้า และ2).จากคนอื่นๆที่ร่วมรับใช้ด้วยกัน หรือ ​อย่าให้ยิ่งฟังยิ่งเรียนพระคัมภีร์มากแล้ว กลับยิ่งทำให้เราห่างไกลจากพี่น้อง1).เอาแต่วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คนอื่น หรือ2).เอาแต่แยกตัวไม่ร่วมรับใช้พระเจ้ากับพี่น้องคนอื่นๆเลยเราต้องตระหนักไว้เสมอว่า พระเจ้าทรงปรารถนา“หัวใจที่ใกล้ชิด(กับพระเจ้าและพี่น้อง)” มากกว่า“กิจกรรมมากมาย”(รวมทั้งกิจกรรมศาสนาหรือพันธกิจฝ่ายจิตวิญญาณต่างๆ)ที่ทำให้คนไกลห่างจากกันเราควรมีเวลาติดสนิทพระเจ้าและใกล้ชิดพระเยซูคริสต์ ในแต่ละวันที่ทำให้เรารักพระเจ้าและรักพี่น้องของเรามากขึ้น ในพระธรรม ลูกา10:38-42 ตอนนี้​มารธา ~“วุ่นวาย” แต่​มารีย์~ “สงบ”ทั้งๆที่ทั้งสองอยู่บ้านเดียวกันและกำลังอยู่ต่อหน้าพระเยซูเหมือนกัน1).คนหนึ่งจดจ่อกับ“งาน (ปรนนิบัติ)”แต่2).อีกคนจดจ่อกับ“พระองค์(ฟังพระวจนะ)“มารธาไม่ได้ผิดที่ “การรับใช้”พระเยซูไม่ได้ตำหนิการรับใช้ เพราะการปรนนิบัติแขกเป็นสิ่งดี และเป็นการแสดงความรักปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “งาน”(ปรนนิบัติ)แต่อยู่ที่ “หัวใจที่วุ่นวาย”ของมารธา ในขณะที่รับใช้พระเยซูจึงตรัสว่า“เธอกระวนกระวายและร้อนใจหลายอย่างเหลือเกิน!”คำว่า “กระวนกระวาย” นี้หมายถึง“จิตใจไม่สงบ ถูกดึงไปหลายทางและเต็มไปด้วยความกดดัน”น่าเสียดายที่มารธาเริ่มต้นจากการรับใช้ด้วยความรักแต่สุดท้ายกลายเป็น“ความกดดัน การเปรียบเทียบ ความน้อยใจ และลงเอยด้วยความหงุดหงิดต่อทั้งพระเยซูและมารีย์น้องสาวของเธอ”นี่เป็นสิ่งที่ผู้เชื่อและผู้นำ หรือผู้รับใช้จำนวนมากกำลังเผชิญอยู่เช่นกันนั่นคือต่างก็กระตือรือร้น “ทำงานเพื่อพระเจ้า” มากจนไม่มีเวลา “อยู่กับพระเจ้า”แต่ยิ่งทำเพื่อพระเจ้ามากเท่าไร ก็ยิ่งห่างไกลจากพระทัยของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น!ในพระธรรมข้อนี้ พรรณนาว่ามารีย์เลือก “ส่วนที่ดีที่สุด!”มารีย์เลือกหยุดทุกอย่าง เพื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยซูเธอเลือก“ความสัมพันธ์”ก่อน“การทำงาน” ซึ่งก็ตรงกับพระทัยของพระเจ้าเพราะพระเยซูไม่ได้ต้องการ “การทำงาน” ของเรา(และใจมีปัญหากับพระองค์หรือพี่น้อง)มากกว่า“หัวใจ”ของเรา(ที่ถ่อมลงต่อพระองค์และต่อพี่น้องคนอื่นๆ)เราต้องระวัง เพราะว่าการรับใช้ที่ไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีสุดท้ายจะนำไปสู่ความเหนื่อยล้าฝ่ายจิตวิญญาณและความแตกสลายในสัมพันธภาพพระเยซูตรัสว่า“สิ่งที่จำเป็นนั้นมีเพียงสิ่งเดียว!”นี่ไม่ได้หมายความว่าชีวิตนี้ไม่มีเรื่องอื่นๆที่เราต้องทำแต่พระองค์กำลังบอกเราว่า มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นๆก็คือ“การอยู่ใกล้พระองค์อย่างอบอุ่นและฟังพระวจนะของพระองค์อย่างเป็นสุข!”(ไม่ใช่จมอยู่กับงาน พันธกิจ ปัญหา ความกังวล หรือความขัดแย้ง)พระเยซูไม่ได้ดุหรือดูหมิ่นสิ่งที่มารธากระทำแต่ทรงเห็นใจในความเหนื่อยลึกๆ ของนางใช่ครับ พระองค์ทรงสนใจ “สภาพจิตใจ” ของเรามากกว่า“ความสมบูรณ์แบบ”ในของงานที่เราทำเพื่อพระองค์ดังนั้น พี่น้องที่รักขอย้ำเตือนอีกครั้งถึงสิ่งสำคัญยิ่งในชีวิตของเรานั่นคืออย่าให้ความกระตือรือร้นในการรับใช้มากจนมันแทนที่ความสัมพันธ์ ระหว่าง1.เรากับพระเจ้า และ2.เรากับพี่น้องของเราพระเจ้าทรงประสงค์หัวใจที่ใกล้ชิด มากกว่ากิจกรรมหรืองานรับใช้มากมายที่ทำให้เราห่างเหินกัน!ความชื่นชมยินดีและกำลังฝ่ายวิญญาณของเราเกิดจาก“การอยู่กับพระองค์และพี่น้อง”ของเรา!แม้งานรับใช้จะสำคัญ แต่การอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์นั้นสำคัญกว่า“ความสัมพันธ์”ต้องมาก่อน“การสร้างผลงาน”!และ“การฟังพระวจนะอย่างตั้งใจ”คือส่วนที่ดีที่สุดในความสัมพันธ์นั้นดังนั้น อย่าให้ใคร หรือ อะไรมา“แย่งส่วนที่ดีนั้นไปจากเราได้!”…เห็นด้วยไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 19พฤษภาคม2026(ตอนที่49ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    พระธรรมนำชีวิต ตอน พระคุณอยู่เหนือกฎเกณฑ์ Ep.1633

    Play Episode Listen Later May 18, 2026 4:21


    พระธรรมนำชีวิตตอน พระคุณอยู่เหนือกฎเกณฑ์ Ep.1633ชีวิตที่ละทิ้งพระเจ้าไม่ได้เริ่มในวันเดียว แต่เป็นเพราะเราค่อย ๆ ปล่อยหัวใจให้ห่างออกไป แต่ในขณะเดียวกัน เราเองยังคงรักษาภาพลักษณ์ภายนอกยังอธิษฐาน ยังมาคริสตจักร ยังเรียกพระเจ้าว่า พระบิดา แต่ความจริงแล้ว เรากำลังวิ่งหาสิ่งอื่นมาแทนพระองค์ เยเรมีย์ 3 บริบทประวัติศาสตร์ของพระธรรมตอนนี้ อยู่ในช่วงการฟื้นฟูครั้งใหญ่ของกษัตริย์โยสิยาห์ ตรงกับ 2 พงศ์กษัตริย์ 23 ภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย รูปเคารพถูกทลาย แต่หัวใจของผู้ตามกลับไม่ได้ยอมเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ปากของพวกเขาเรียกหาพระเจ้า แต่ใจกลับคุ้นชินกับความบาปไปแล้ว'“ถ้าชายใดหย่าภรรยาของตน และเธอก็ไปจากเขาเสีย และไปเป็นภรรยาของชายอีกคนหนึ่ง เขาจะกลับไปหาเธอหรือ? แผ่นดินนั้นจะไม่โสโครกมากมายหรือ? เจ้าได้เล่นชู้กับคนรักหลายคนแล้ว และเจ้าจะกลับมาหาเราหรือ?” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ ' เยเรมีย์ 3:1กฎนี้ถูกยกมาจากเฉลยธรรมบัญัญติ 24 ว่าคนที่หย่ากับภรรยาแล้ว หากภรรยาไปแต่งงานกับคนอื่นแล้ว หากสามีใหม่เสียชีวิต สามีเก่าไม่มีสิทธิ์จะรับนางกลับไปเป็นภรรยาได้อีก คำว่า หย่า ในบริบทของตรงนี้ กำลังหมายถึง ส่งออกไป เป็นการ การตัดขาดความสัมพันธ์ ซึ่งสำนวนในภาษาเดิมให้ภาพว่าเป็นการ การตัดขาดความสัมพันธ์อย่างสิ้นเชิง ไม่มีทางที่ฟื้นฟูกลับมาได้อีกเลย แต่ในข้อความว่า ”และเจ้าจะกลับมาหาเราหรือ?” ในภาษาเดิมถ้าแปลแบบคำต่อคำแปลว่า "แล้วจงกลับมาหาเราเถิด" พระเจ้าทรงเปิดเผยให้เห็นพระคุณของพระเจ้า แม้ว่าตามกฎเกณฑ์แล้วจะเป็นไปไม่ได้ที่จะกลับมาหาพระเจ้า แต่พระคุณของพระเจ้าก็ยังเรียกร้องให้เรากลับใจหันมาหาพระองค์ พระคุณนั้นยังมีมาถึงเราผ่านการเชื่อและวางใจในพระเยซู'เมื่อมีธรรมบัญญัติ ก็ทำให้มีการละเมิดธรรมบัญญัติปรากฏมากขึ้น แต่ที่ไหนมีบาปปรากฏมากขึ้น ที่นั้นพระคุณก็จะไพบูลย์ยิ่งขึ้น ' โรม 5:20ข้อความนี้ พระคุณไม่ได้เปิดโอกาสให้เราทำบาปมากขึ้น แต่เปิดทางให้คนบาปกลับใจและกลับมาหาพระเจ้า ในขณะที่กฎเกณฑ์และธรรมบัญญัติบอกว่าหมดสิทธิ์ เป็นไปไม่ได้แล้ว แต่พระเจ้าทรงหักข้อจำกัดนั้นด้วยพระคุณของพระองค์ พระเจ้าไม่ได้ไล่ส่ง แต่ทรงเรียกให้ประชากรของพระองค์ที่ทำตัวเหลวแหลกให้กลับใจหันมาหาพระองค์ พระคุณของพระเจ้าที่มาถึงเรานั้นอยู่เหนือเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ของมนุษย์ได้เพราะพระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขน เพื่อจ่ายราคาความบาปของบาปแทนเรา เพื่อให้คนที่หมดสิทธิ์แล้วอย่างเรา ได้กลับมาหาพระเจ้าอีกครั้ง อย่าปล่อยให้ภาพลักษณ์ภายนอกมาหลอกลงเร่ว่า เรายังโอเค ในขณะที่ลึก ๆ เราก็รู้ตัวว่าชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรานั้นเหลวแหลกจนไม่สมควรจะได้รับการอภัย ขอเราอย่าหมดหวัง เพราะพระคุณของพระเจ้าที่มาถึงเราทางพระเยซูคริสต์ยิ่งใหญ่กว่าความล้มเหลวของเรา ขอเพียงเราถอดหน้ากากออก กลับใจแล้วเดินกลับมาหาพระคุณของพระเจ้าที่มาถึงเราทางพระเยซูคริสต์นะครับ พระองค์ยังคงรอเราอยู่วุฒิ วงศ์สรรเสริญ

    สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่48) ผิดตรงไหนที่จะกระตือรือร้น?

    Play Episode Listen Later May 17, 2026 5:12


    คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่48)ผิดตรงไหนที่จะกระตือรือร้น?“แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบนางว่า“มารธา มารธาเอ๋ย เธอกระวนกระวายและร้อนใจหลายอย่างเหลือเกิน”‭‭ -ลูกา‬ ‭10‬:‭41‬ ‭THSV11‬‬““Martha, Martha,” the Lord answered,“you are worried and upset about many things,”‭‭ ~Luke‬ ‭10‬:‭41‬ ‭NIV‬‬เราควรกระคือรือร้น แต่เราไม่ควรกระวนกระวายจนเกินไป!​กระตือรือร้น (Enthusiastic / Eager) หมายความว่า“ มีความสนใจ ใส่ใจ อยากรู้อยากเห็น และขวนขวายที่จะทำสิ่งนั้นด้วยความเต็มใจ ออกอาการ ดูมีพลังงาน ตื่นตัว ตั้งใจเรียนรู้หรือลงมือทำ” 2. กระวนกระวาย (Anxious / Restless / Nervous) หมายความว่า “มีอาการร้อนใจ วุ่นวายใจ ไม่เป็นสุข หรือรู้สึกกังวลกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อยู่ไม่นิ่ง กระสับกระส่าย รอคอยไม่ได้ หรืองานบางอย่างกดดันจนทำให้เครียด”ทั้งสองคำนี้เป็นคำที่สื่อถึง"สภาวะที่มีการเคลื่อนไหวหรือใช้อารมณ์สูงกว่าปกติ" แต่มีความหมายและจุดประสงค์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง! ในพระคัมภีร์มีเรื่องหนึ่งเล่าว่า​พระเยซูกับพวกสาวกเดินทางไปด้วยกัน​พระเยซูทรงเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ​ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อมารธาต้อนรับพระองค์เข้าไปพักที่บ้านของนาง 4.มารธามีน้องสาวชื่อมารีย์​มารีย์ก็นั่งอยู่ใกล้พระบาทของพระเยซูคอยฟังถ้อยคำของพระองค์ แต่​มารธาวุ่นวายอย่างมากกับการปรนนิบัติ ​มารธามาทูลพระเยซูว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ไม่สนพระทัยหรือที่น้องสาวของข้าพระองค์ปล่อยให้ข้าพระองค์ปรนนิบัติอยู่คนเดียว? ขอพระองค์สั่งน้องให้มาช่วยข้าพระองค์ด้วย” แต่​พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบนางว่า “มารธา มารธาเอ๋ย เธอกระวนกระวายและร้อนใจหลายอย่างเหลือเกินสิ่งที่จำเป็นนั้นมีเพียงสิ่งเดียว และมารีย์ก็เลือกเอาส่วนที่ดีนั้น ใครจะชิงเอาไปจากเธอไม่ได้””‭‭ ~ลูกา‬ ‭10‬:‭38‬-‭42‬ ‭THSV11‬‬พระคัมภีร์ตอนนี้ชี้ให้เห็นความกระตือรือร้นของ2พี่น้องที่ชื่อ ​มารธา และ​มาเรีย์ นั่นคือ1).มารธากระตือรือร้นในการปรนนิบัติพระเยซู2).มารีย์กระตือรือร้นในการฟังถ้อยคำของพระเยซู…หากจะถามว่า ใครถูกใครผิด คุณจะตอบว่าอย่างไร?ถ้าบอกว่าผิด คุณจะอธิบายอย่างไร?​การกระตือรือร้นในการปรนนิบัติรับใช้ผิดตรงไหน? และ​การกระตือรือร้นในการฟังถ้อยคำของพระเยซูผิดตรงไหน?อย่างไรก็ตาม เมื่อดูโดยรวม นักวิชาการพระคัมภีร์ต่างเห็นตรงกันว่า สิ่งที่ทั้ง2กระทำแล้วแต่มีคุณค่าและมีความหมายทั้งนั้นเพียงแต่ ส่วนใหญ่พิจารณาตัดสินจากเรื่องน้ำหนักของ “ลำดับความสำคัญของชีวิตฝ่ายวิญญาณ” ระหว่าง 1).การทำเพื่อพระเจ้า กับ 2).การอยู่กับพระเจ้าในเรื่องนี้ มารธาและมารีย์ ทั้งสองต่างรักพระเยซูเหมือนกัน อย่างไรก็ตามทั้ง2 แสดงความกระตือรือร้นออกมาต่างกันดังนี้​มารธา ~“ยุ่งอยู่กับการปรนนิบัติ” -เพราะรักพระเยซู​มารีย์ ~“นั่งฟังพระวจนะใกล้พระบาทพระเยซู” -เพราะรักพระเยซูเช่นกันปัญหา คือ ความกระตือรือร้นของมารธาทำให้เธอ เริ่มเหนื่อย เครียด มีอาการร้อนใจ วุ่นวายใจ ไม่เป็นสุข หรือรู้สึกกังวล อยู่ไม่นิ่ง กระสับกระส่าย รอคอยไม่ได้ จึงน้อยใจไปฟ้องพระเยซูว่ามารีย์ปล่อยให้ตัวเธอทำงานปรนนิบัติอยู่คนเดียวแต่พระเยซูตรัสตอบมารธาว่า“สิ่งที่จำเป็นนั้นมีเพียงสิ่งเดียว และมารีย์ก็เลือกเอาส่วนที่ดีนั้น!”อะไรคือส่วนที่ดีนั้น?พี่น้องที่รัก ส่วนที่ดีที่พระเจ้าทรงประสงค์จากเราเป็นอันดับแรกคือการใช้เวลาอยู่กับพระองค์ โดยมุ่งเน้น1.สร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อพระเจ้า~เป็นอันดับแรก และ2.รักษาความสัมพันธ์ที่มีสุขกับคนอื่นๆ(ที่อยู่ด้วย)~เป็นอันดับต่อไปขอให้เราจดจำไว้ว่าพระเจ้าไม่ทรงประสงค์ให้เรากระตือรือร้นจนการรับใช้ของเรามา1).แทนที่ หรือ2).ทำลาย ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง เรากับพระเจ้าเพราะความกระตือรือร้นอย่างนั้น ไม่ใช่ความกระตือรือร้นอย่างที่พระเจ้าทรงประสงค์!…คุณเห็นด้วยไหมครับ?…………………………………………ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 18พฤษภาคม2026(ตอนที่48ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่ #ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

    Claim Soul Food Podcasts

    In order to claim this podcast we'll send an email to with a verification link. Simply click the link and you will be able to edit tags, request a refresh, and other features to take control of your podcast page!

    Claim Cancel