Podcast สาระนานาประโยชน์ เช่นจิตวิทยา ปรัชญา ธรรมะ ฯลฯ และชวนคุยเรื่องปัญหาชีวิตในทุกแง่มุม ผสมผสานอย่างลงตัวด้วยความเชื่อที่ว่า 'ทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ'

หนังสือ ทำไมเราเลี้ยง PIG แต่กิน PORK ของ ชัชพล เกียรติขจรธาดา - การใช้ภาษาต่างกันไป ตามแต่ละพื้นที่ซึ่งมันเป็นคำที่ใช้เรียกเพื่อป้องกันความสับสน - รากศัพท์ส่วนใหญ่มีที่มาจากภาษาท้องถิ่นโบราณ ซึ่งบางทีมันก็อยู่ในสิ่งที่เราใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว - ฝึกฝนภาษาอังกฤษแบบที่เราไม่เคยเรียนรู้มาก่อน นั่นก็คือฝึกการใช้คำที่มันมาจากความไม่รู้ของเราให้บ่อยขึ้น - แม้กระทั่งภาษาสันสกฤตก็มาเป็นภาษาที่ใช้กันถึงทุกวันนี้ มันมีรากฐานจากอินเดีย แล้วก็ยุโรปบางส่วนด้วย - เรื่องของภาษาไม่เคยหยุดนิ่ง มันคือการสื่อสาร แล้วศิลปะมันจึงปรากฏเด่นชัดขึ้นจากการที่เราสื่อสารอย่างสมดุล

มีคนมาปรึกษาว่า สวัสดีค่ะ หนูขอใช้นามสมมุตินะคะ หนูชื่อ แพท อายุ 23 ปีค่ะ คือโดนแฟนน้าสาวหอมหัว แล้วพูดชักชวนประมาณว่า มีเซ็กซ์กันประมาณนั้นค่ะ เขาให้เหตุผลว่าไม่ได้มีอะไรกับน้าสาวหนูนานแล้วค่ะ แต่หนูปฏิเสธไปและขึ้นห้องของหนูไปค่ะ แต่เขาก็ยังมาเคาะประตู เพื่อมาพูดว่าไม่ได้ทำอะไรหรอกไม่ต้องกลัว แต่หนูก็ไล่ให้เขาไปนอนค่ะ แล้วครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นนะคะ หนูควรทำยังไงดีคะ - เหมือนแฟนน้าสาวที่เป็นแฟน เป็นสามี หรือใครก็ตาม เขาไม่มีสิทธิ์มาโดนตัวเราเด็ดขาด - เมื่อเราโตมากขึ้น มันเป็นสิ่งที่สำคัญว่าเขาอาจจะเอ็นดูเรา แต่บางครั้งเขาก็อยากให้เราเป็นมากกว่านั้น - อารมณ์ ฮอร์โมน สรีระ หรือว่าอะไรก็ตามแต่ เพศตรงข้ามมักจะมีอารมณ์ทางเพศทั้งนั้น บางคนก็ถือและบางคนก็ไม่ถืออะไร - ให้ลองดูทีท่าอีกครั้งหนึ่งดู เพราะเหตุการณ์นี้คือครั้งแรก ถ้ามีอีกครั้งให้บอกไปตรง ๆ ว่าเราควรจะต้องรับมืออย่างไรกับแฟนน้าสาว - ทั้งนี้ เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณที่ไม่ดี แต่น้าชายที่เป็นแฟนน้าสาวอาจจะดูทีท่าเราเช่นกัน ให้เราวางตัวปกติ แต่ตอบปฏิเสธไปอย่างหนักแน่นเหมือนเดิม

ข้อความโพสต์จาก James Clear ได้เขียนข้อความไว้ว่า "ผลงานที่ไม่สมบูรณ์แบบที่คุณทำสำเร็จ มีคุณค่ามากกว่าผลงานที่สมบูรณ์แบบแต่คุณไม่เคยทำมันสำเร็จ" - หนทางที่ยากที่สุดก็คือ เราไม่รู้ว่าอะไรคือหนทางกันแน่ - สังเกตชีวิตตัวเองให้ได้ว่าอะไรคือ ต้นทุนที่เราจำเป็นจะต้องเสียมันไป แล้วสังเกตมันให้ได้มากที่สุด - ไม่มีอะไรที่จะทำลายเราได้ เว้นแต่เราเอาความคิดของตัวเองทำลายตัวของเราเอง ดูความคิดของเราให้มาก - เหมือนว่าปัญหาใหญ่ของการทำงานสำเร็จ กับไม่สำเร็จจะดูง่ายกว่า การที่งานนั้นสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์อย่างไร - จุดอ่อนของเราก็คือ เรามักจะอยากให้ทุกสิ่งออกมาสมบูรณ์แบบ จนลืมไปว่าอะไรกันแน่ที่ควรทำให้สมบูรณ์ที่สุด

หนังสือ If You're In My Office, It's Already Too Late: A Divorce Lawyer's Guide to Staying Together ของ James J. Sexton - ทนายด้านการหย่าร้าง เป็นทนายที่น่าจะรับมือกับคู่รักที่ทะเลาะเบาะแว้งมานับไม่ถ้วน - ซึ่งปัญหาใหญ่ของความสัมพันธ์ไม่ใช่การหมดรัก แต่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันก่อนแต่ง หรือหลังแต่งงานไป - ยังไงแล้วสินสมรสก่อนแต่ง (Prenup) เป็นส่วนที่เราจำเป็นจะต้องศึกษาเอาไว้บ้าง เพราะยังไงก็จำเป็นต้องใช้แน่นอน - บางคนมีสัญญาก่อนแต่งประมาณว่า ถ้าภรรยาน้ำหนักเกินเท่านี้ จำเป็นจะต้องจ่ายเงินค่าน้ำหนักเกินมาให้สามี - เมื่อเราถามว่า ความรักคืออะไร ทุกคนจะมีมุมมองที่แตกต่างกันไป ทว่ามันคือโจทย์ใหญ่ของทนายว่าอะไรกันแน่ที่เรากำลังคบหากัน

มีคนมาปรึกษาว่า มีเรื่องอยากปรึกษาค่ะ หนูอายุ 31 ปี และแฟนอายุ 34 ปี คบกันมาประมาณ 5-6 ปี เริ่มจากเจอกันที่ทำงาน แล้วหนูชอบเขาค่ะ จีบเขาก่อน แต่เขายังไม่มีลูกไม่มีเมีย บ้านเขาอยู่ตรงข้ามที่ทำงาน สืบแล้วก็ว่าโสดจริง แล้วหนูก็ได้สมหวังกับเขาค่ะ แรก ๆ ดีค่ะ บ้านเขาต้อนรับหนู โดยที่แฟนหนูเล่าให้ฟังว่า เขาพาผู้หญิงเข้าบ้านคนที่บ้านไม่เคยมายุ่ง แต่ห้ามทะเลาะกัน ให้อยู่กันดี ๆ อยู่ ๆ ไปก็เริ่มมีหนี้ค่ะ สร้างร่วมกันประมาณ 6 แสนบาท แต่สาเหตุที่อยากจบความสัมพันธ์นี้ เพราะแฟนกลับมาใช้ยาเสพติด แต่เขาก็ไม่ได้มาทำร้าย หรือขโมยของนะคะ แต่เริ่มไม่ทำงาน เขาบอกต้องดูแลยาย ยายเขาผ่าดวงตามา ต้องหยอดตาทุก 2 ชั่วโมง เงินเขาก็ขอยายเขาได้ แต่เราไม่มีคือต้องอด เพราะไม่กล้าเข้าไปกิน จะไปกินที่บ้านพ่อแม่ ก็กลัวเขาจะห่วง ทุกครั้งที่ทะเลาะกันก็จะเลิกกัน เขาก็มักพูดว่าแล้วแต่เลย แค่นั้น กลับมาที่ตัวหนูเองที่ไม่กล้าตัดสินใจค่ะ มันเก็บไว้คนเดียวมาเป็นปี ๆ ไม่คุยให้ใครฟัง กลัวเขาจะมองสามีเราไม่ดี แต่ตอนนี้เก็บไม่ไหวแล้ว อยากจะเลิกให้มันรู้แล้วรู้รอด ซึ่งจริง ๆ แล้วตัวหนูเองก็ไม่ใช่คนดีอะไร แค่ขอคนที่คุยกันรู้เรื่อง พากันเดินไปข้างหน้า แต่แฟนหนูคุยไม่ได้ค่ะ พอถามให้เขาตัดสินใจก็จะบอกแค่ แล้วแต่ หนูเลยรู้สึกว่ามันก็ไม่ต่างจากการใช้ชีวิตคนเดียว - การเลิกกันเป็นส่วนหนึ่งของโชคชะตา แต่การไม่ตัดสินใจเป็นส่วนหนึ่งของอนาคต - มีหลายคนมากที่ไม่ยอมตัดสินใจอะไร เพียงเพราะอยากให้ทุกอย่างตัดสินใจให้แทน - ผลเสียของการไม่ยอมตัดสินใจย่อม ส่งผลกระทบต่อมุมมองและความกล้าในการตัดสินใจต่อไปได้ - ถึงจุดหนึ่งเราทุกคนต้องรู้จักเป็นผู้ใหญ่ ที่รับผิดชอบผลที่เรากระทำลงไป แน่นอนมันมีสิ่งที่ดีและไม่ดีคละเคล้ากันเสมอ - ทั้งนี้ หลายคนมากที่ไม่เคยรู้จักตัวเองว่า ตัวเราเองต้องการอะไรจริง ๆ เลือกคู่ชีวิตให้ดี ๆ คำว่าแล้วแต่ มีความหมายมากกว่านั้นเยอะ

ข้อความโพสต์จาก Ray Dalio ได้เขียนข้อความไว้ว่า "ทักษะในการร่วมมือจะสร้างให้ความสัมพันธ์ ชนะ-ชนะ ไปพร้อมกันทั้งคู่ มันจะช่วยให้จัดการพลังงานไปในทางที่ถูกและเพิ่มผลตอบแทนมวลรวม พร้อมกับลดความเจ็บปวดจากปัญหาที่เผชิญ เมื่อเราจำเป็นต้องจัดการกับผู้คนในองค์กรก็ตามแต่ การมองเห็นสายตาเดียวกับคนตรงข้ามเราอย่างกระจ่างแจ้ง จะช่วยให้อะไร ๆ มันง่ายขึ้น เช่น อะไรที่ไม่ควรโอนอ่อนตาม นั่นคือกุญแจของการทำให้ทุกอย่างดีขึ้น" - หากเราปรารถนาที่จะอยู่ในสถานการณ์ของการชนะทั้งสองฝ่าย เราจำเป็นจะต้องเจรจา - แล้วเมื่อเราเจรจาแล้ว ก็ต้องตระหนักว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญของคู่สนทนาของเรา เพื่อที่จะรู้หนทางในการแลกเปลี่ยนกัน - ศาสตร์ของการเจรจานั้นไม่มีหลักการตายตัว แต่แน่นอนว่าทุกคนมีสิ่งที่ต้องการ และสิ่งที่ได้รับกันอยู่แล้ว - ความสัมพันธ์ที่ดีมักจะมีข้อแลกเปลี่ยนที่ตรงไปตรงมา นั่นจึงเรียกว่าความจริงใจต่อกันและกันจริง - ไม่มีอะไรที่จะเสริมสร้างองค์กรให้แข็งแกร่ง ไปมากกว่าความรู้ของคนตรงข้ามเราหรือคนที่เราปรารถนาที่จะเจรจาด้วย

หนังสือ Fight Right: How Successful Couples Turn Conflict Into Connection ของ John M. Gottman and Julie Schwartz Gottman - ปัญหาของความสัมพันธ์มากกว่ากึ่งหนึ่ง มาจากความไม่เข้าใจทุกครั้งที่ทะเลาะเบาะแว้งกัน - รับรู้ให้ได้ว่าการต่อสู้ เถียง หรือว่าทะเลาะ เราจะนำไปซึ่งความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นไม่ใช่ลดน้อยลง - ความลับที่ไม่ลับในการสร้างความสัมพันธ์ให้ยั่งยืนผ่านการปรับความเข้าใจ ก็คือสัดส่วนมหัศจรรย์ 5 ต่อ 1 - สังเกตท่าทีของปัญหาก่อนที่เราจะตัดสินว่า มันเป็นอย่างไร เพื่อให้เราตระหนักว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ - ทุกความสัมพันธ์มักมีผู้หลีกเลี่ยง ผู้ลังเล และผู้ตรวจสอบ แล้วเราจะต้องรับมือกับความหลากหลายเหล่านั้น

มีคนมาปรึกษาว่า ขอวิธีอดทนกับการกดดันที่ไม่ได้มาจากงาน แต่มาจากคน เราควรทำยังไงดีคะ ขอบคุณค่ะ - เมื่อความกดดัน หรือแรงกดดันมันมาจากสังคม ผู้คนหรือว่าอะไรมันจะเรียกว่า แรงกดดันทางสังคม (Social Pressure) - แล้วสังคมทำอะไรเราได้บ้าง ก็มีตัวอย่างให้เห็นอย่างดาษดื่น เช่น ชีวิตที่ดีกว่า ครอบครัวที่อบอุ่นกว่า ร่ำรวยมากกว่า และอื่น ๆ อีกมากมาย - การมีตัวตนที่ชัดเจนคือสิ่งที่ทำให้เรารับรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่จะเน้นย้ำว่าปัญหาที่ภายนอกคืออะไร แล้วควรรับมืออย่างไร - โจทย์ของการรับมือแรงกดดันจากสังคม มักจะเป็นการที่เราโดนกระหน่ำจากความรู้สึกที่เราพร่องในใจของเราเอง - แน่นอนว่าการโดนกระแทกกระทั้นบ่อยครั้ง ใจเราก็บางได้เหมือนกัน แต่มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องจัดการกับตัวเองให้ได้มากที่สุด

ข้อความโพสต์จาก Morgan Housel ได้เขียนข้อความไว้ว่า "มังเกอร์ในอดีตเขามักจะค้นหาการลงทุนที่ยอดเยี่ยมได้เพราะ มันไม่เคยง่าย แล้วมันจะยากขึ้นกว่าเดิมอีก" - การเลือกลงทุนที่ยอดเยี่ยมมันไม่เคยง่ายเลย แล้วหนทางนั้นยากกว่าที่ผ่านมาอย่างแน่นอน - โจทย์ของชีวิตก็คือการปรับตัวเพื่อที่จะเรียนรู้ว่า อะไรก็ตามในชีวิตที่ทำอยู่มันจะยากขึ้นตามลำดับ - สิ่งที่ง่ายที่สุดก็คือ ถามคนอื่นว่าหุ้นตัวไหนดี แล้วให้คนอื่นคิดให้ ซึ่งความเป็นจริงไม่ใช่เป็นแบบนั้นเลย - เมื่อสายตาของเราเลือกมองอะไรง่าย ๆ ชีวิตเราก็จะมักจะคิดอะไรง่าย ๆ โดยที่เราไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีต่อชีวิต - กว่าจะมาเป็นเซียนหุ้น เราต้องบ่มเพาะทั้ง อดทน วินัย สติปัญญา รวมถึงเวลาที่เราใช้ไปในแต่ละวันกับอะไร

หนังสือ Eight Dates: Essential Conversations for a Lifetime of Love ของ John M. Gottman and Julie Schwartz Gottman - 8 สิ่งที่สำคัญที่ทำให้การแต่งงานนั้นประสบผลสำเร็จคือ 1. ความซื่อสัตย์ 2. เซ็กซ์ที่ดี 3. แบ่งหน้าที่กันทำ 4. รายได้อย่างพอเหมาะ 5. การทำความสะอาดบ้าน 6. แบ่งปันความเชื่อความศรัทธา 7. แบ่งปันความสนใจ และ 8. การมีลูก - ผู้คนที่มีความรัก มักจะลงเอยด้วยการแต่งงาน แต่ไม่ใช่ทุกความรักจะต้องแต่งงานเสมอไป บางทีการมีปัญหาเรารับมืออย่างไรมากกว่า - ความขัดแย้งมักจะทำให้ความสัมพันธ์นั้นเติบโตขึ้น โดยมีข้อแม้เดียวคือทั้งคู่ต้องศรัทธาในตัวกันและกัน - เราไม่จำเป็นต้องเสียสละทุกอย่างเพื่อความรักและความสัมพันธ์ เพราะความสัมพันธ์ที่ดีในทุก ๆ บริบทย่อมต้องสนับสนุนอีกคนนึงเสมอ - ทั้งนี้ หลายคนอาจจะคาดหวังให้อีกฝ่ายนั้นมอบความรักให้กับเรา แต่ความสัมพันธ์ที่ดีในแง่มุมของการครองคู่กัน มันเป็นการแบ่งปันความคาดหวังร่วมกัน

มีคนมาปรึกษาว่า ขอกำลังใจหน่อยค่ะ มีปัญหาครอบครัวค่ะ เรามีพี่น้อง 3 คนซึ่งเราเป็นคนกลางผู้หญิงคนเดียว หลังจากพ่อเสียไป เราก็รับภาระหนี้สินพร้อมทั้งยกที่ดินที่บ้านให้กับเรา ส่วนมรดกของน้องชาย ยังเป็นชื่อปู่อยู่ยังไม่ได้มีการโอนให้ แต่เขาก็มีโอกาสได้แน่นอนค่ะ พ่อเหมือนเลือกแบ่งให้ ราคาทรัพย์สินใกล้เคียงกันทั้งหมด พี่ชายแยกบ้านไปแล้วก็ได้เหมือนกันกับพี่น้องค่ะ ตอนนี้คนในบ้านเหลือแม่กับน้องใช้ น้องสะใภ้และลูกของน้องอีก 2 คน เราเป็นคนลงทุนเปิดกิจการใหม่ แม่ก็พอมีรายได้เลี้ยงครอบครัวน้อง ส่วนน้องได้เงินอะไรมาก็เก็บไว้กินส่วนตัว ซึ่งเราก็ไม่เคยว่าอะไรเลยค่ะ พอเราอยากจบปัญหาเรื่องมรดกด้วยการขายที่แล้วย้ายไปอยู่ที่อื่น ทางบ้านก็รุมด่าเรา งงมาก เพราะว่าตอนพ่ออยู่เราไม่เคยต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้เลย เราเป็นคิดอะไรทำอะไรเหมือนพ่อ ก็คือผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก ส่วนแม่เราเป็นคนลำเอียงไม่ค่อยมีเหตุผล รักแต่ลูกชายอย่างเดียว แต่แม่ก็ยังมาขอเงินเราเหมือนเดิมแถมไปให้ลูกชายเขาตลอด ตอนนี้คิดถึงพ่อมาก ๆ ได้แต่เอาธรรมะมาช่วย พอฟังแล้วก็สบายใจ พอไม่ได้ฟังธรรมะก็จะฟุ้งซ่านต่ออีก อยากได้กำลังใจมาก ๆ เลยค่ะ รู้ว่าทำดียากมีแต่อุปสรรค แต่เราสัญญากับตัวเองว่าเราจะไม่ระเบิดอารมณ์ แบบประมาณว่าไล่แม่ไปอะไรแบบนี้ เพราะแม่ห่วงน้องมาก ๆ ชีวิตไม่เป็นโล้เป็นพาย ติดกัญชาไม่ได้ทำงานเลยทั้งน้องชายแและน้องสะใภ้ เราจะใช้คำว่าสิ่งที่เจออยู่คือกรรมที่เราทำไว้ เราจะไม่ให้วิบากมันเพิ่มขึ้นเลยอยากได้กำลังใจค่ะ พร้อมกับทำเพื่อน้องตัวเล็กที่อยู่ในท้อง 2 เดือนอยู่ด้วย ก็ได้แต่สงสารลูกในท้อง พยามยามฟังธรรมะต่อไปค่ะ จะสู้ให้ได้ - ปัญหาภาระหนี้สินเป็นส่วนหนึ่ง แต่ปัญหาครอบครัวเรื่องการจัดการมรดกที่ไม่เท่าเทียมใหญ่กว่า - บางทีมันมีอารมณ์ร่วมไปด้วย มันจึงใช้เหตุและผลยากขึ้น เช่น น้องชายไม่เอาไหนเลยไม่อยากช่วยน้องเท่าไหร่ - การช่วยเหลือก็คือการช่วยเหลือ แม่รักน้องมากกว่าอาจจะมีหลายเหตุผล แล้วเรื่องที่พ่อเสียไปก็ส่วนหนึ่งที่ทำให้เราต้องตัดสินใจ - เรื่องบ้านที่เราตั้งใจจะขาย เพราะมันเป็นบ้านของครอบครัว ส่วนพี่น้องคนอื่นได้สินทรัพย์ที่อาจจะแปลงเป็นเงินสดได้ง่ายกว่า เพราะไม่ติดพันธะใด ๆ - ทั้งนี้ ลองจับเข่าคุยกับแม่ดู เพราะน้องน่าจะอาการหนักพอสมควร แล้วให้เรามองมุมแม่ไม่ใช่มองมุมเรา เพราะมันเป็นหนทางเดียวที่จะเชื่อมกันติด

ข้อความโพสต์จาก Ray Dalio ได้เขียนข้อความไว้ว่า "ผู้คนมากมายมักถามว่า จะทำอย่างไรถึงจะเข้าใจตัวเองให้มากยิ่งขึ้น และทำอย่างไรถึงจะประสบผลสำเร็จ ผมจึงอยากจะแบ่งปันสิ่งที่ช่วยผมมาหลายปีนี้ ทั้งหมด 4 ข้อคือ 1. เข้าใจพลังของการเชื่อมโยงกับผู้คนอื่น 2. จงจดจำไว้ว่าผู้คนสร้างมาด้วยความยากลำบาก และความยากในหลายหนทาง จงมองดูและเล็งเห็นว่าอะไรบ้างที่จะเข้ากันกับงานที่เขาได้รับมอบหมาย 3. คนที่ประสบความสำเร็จมักจะสามารถอยู่เหนือตัวเองในการมีมุมมองที่แตกต่างเพื่อจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้แหลมคม และ 4. เรามักจะเกิดมาพร้อมกับคุณสมบัติที่เราสามารถช่วยเหลือตัวเองและทำร้ายตัวเองไปพร้อมกัน มันขึ้นอยู่กับการเลือกใช้" - การจะประสบผลสำเร็จไม่ใช่เรื่องของความมุ่งมั่นอย่างเดียว แต่มันคือการจัดการและบริหาร - เหมือนว่าการจัดการก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่เราจะต้องจำแนกแจกสรรว่าอะไรต้องอยู่ตรงไหน - แล้วปัญหาของการบริหารก็คือ เรายังไม่รู้ว่าบริบทนี้จำเป็นจะต้องรอคอย หรือเร่งสร้างเลยทันที - โจทย์ของการจัดการผู้คนเป็นโจทย์ที่ยากอย่างยิ่ง แล้วส่วนใหญ่บริษัทที่ใหญ่โตแถมยั่งยืน มีกลยุทธ์ที่แตกต่าง - ความยากของการหล่อหลอมบุคคลหนึ่งขึ้นมา ย่อมเป็นความยากที่หลากหลายไปตามปัจเจกชน

หนังสือ Magic Pill: The Extraordinary Benefits and Disturbing Risks of the New Weight-Loss Drugs ของ Johann Hari - วัฒนธรรมของการที่ทำให้เราห่างไกลจากความเป็นธรรมดา - เมื่อความไม่ธรรมดามาย้ำเตือนเราว่า เราควรใช้ชีวิตให้ธรรมดา - ยาวิเศษคือยาที่เราจะนำตัวเองออกจากจุดที่ควรออก ก็คือยุติการจมจ่อมกับอะไรที่ไม่มีสาระประโยชน์ - เพียงแต่ยาวิเศษไม่เพียงแต่มันคือยาที่เราจะมีสติตื่นรู้ แต่เราก็ควรระมัดระวังการทานยาอย่างไร้สติด้วย - สังคมหล่อหลอมให้เราหาทางลัด แต่ไม่มีทางลัดใดที่ดีไปกว่าการเดินทางปกติ แต่หมั่นเดินทุกวัน

มีคนมาปรึกษาว่า สวัสดีค่ะ ใครมีวิธีแนะนำเรื่องการปลดหนี้หน่อยได้ไหมคะ หรือแนะนำอาชีพเสริมหน่อยก็ได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ - ลองดูเว็บไซต์คลินิกแก้หนี้ by sam น่าจะช่วยได้มากยิ่งขึ้น - ลดรายจ่าย เพิ่มรายรับ และฝึกฝนที่จะทำงบการเงินตั้งแต่ตอนนี้เลย - อาชีพเสริมให้ลองหาในแอปฟรีแลนซ์ต่าง ๆ หรือว่าลองเข้ากลุ่มเฟซบุ๊ก - คิดถึงความเป็นไปได้ทั้งหมด ว่าเราจะสามารถพอทำอะไรได้บ้าง แล้วค่อย ๆ กลั่นมันออกมา - ทั้งนี้ ชีวิตไม่มีสูตรสำเร็จว่าเราจะต้องเดินไปทางไหนจริง ๆ แต่ให้สังเกตชีวิตของตัวเองให้มากที่สุดว่าเราทำอะไรแล้วยอดเยี่ยม

ข้อความโพสต์จาก Mark Manson ได้เขียนข้อความไว้ว่า "หนทางง่าย ๆ ที่เราจะเริ่มทำในสิ่งเล็ก ๆ นั่นก็คือ การวิ่งร้อยเมตร นั่งสมาธิในหนึ่งนาที เขียนบทความหนึ่งตอน เลิกกินขนมหวานไปหนึ่งมื้อ และอ่านหนังสือเพียงหนึ่งหน้า แล้วค่อย ๆ ท้าทายตัวเองด้วยการทำเพิ่มขึ้น หลังจากนั้นคุณจะพบว่าเพียงแค่เริ่มต้นเล็ก ๆ น้อย ๆ ย่อมทำให้ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดีต่อไป" - คนส่วนใหญ่ชอบดูแคลนคำว่าสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ และเพิกเฉยมันไป - หากเรามองข้ามบ่อย ๆ มันจะทำให้เราไม่มีความสุขในชีวิตกับความภูมิใจในชีวิตเลย - สังเกตให้ได้ว่าโลกเราใบนี้ให้ผลยุติธรรมเสมอ ไม่ว่าเราเลือกที่จะทำพฤติกรรมใดก็ตาม - แม้ว่าเราจะเลือกวิถีทางอื่นนอกจากข้อความข้างต้น มันก็เป็นสิ่งที่เน้นย้ำว่าทุกอย่างไม่มีคำว่าแค่นี้ - ทั้งนี้ แค่นี้เอง เท่านั้นเอง เล็กน้อยเอง แบบนี้เราจะประมาทในคำว่าดอกเบี้ยทบต้น การกระทำก็มีดอกเบี้ยทบต้นเช่นกัน

หนังสือ Four Ways to Beat the Market: A practical guide to stock-screening strategies to help you pick winning shares ของ Algy Hall - 4 วิถีทางที่เราจะชนะก็คือ 1. คุณภาพ 2. คุณค่า 3. รายได้ และ 4.โมเมนตัม - แม้ว่าเราจะคัดกรองหุ้นอย่างดีแล้ว มันก็จะไม่หลีกหนีกับสี่ข้อดังกล่าวไปได้ เพียงเพราะมันเป็นกลไกของตลาด - กลยุทธ์ที่เราใช้จะต้องเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจแต่ละประเทศ และอยู่ที่จังหวะด้วยว่าอะไรเหมาะสุด - บางจังหวะอาจจะเป็นหุ้นเติบโตมาแรง บางจังหวะอาจจะเป็นหุ้นคุณค่ามาแทน มันสลับกันไปมาแบบนี้ตลอด - สิ่งที่จับต้องได้ยากก็คือตลาด แต่ยังไงเราก็ต้องสอบทานงบการเงินในบริษัทอีกรอบนึงด้วยว่า เราเห็นการเปลี่ยนแปลงในแง่ใดบ้าง

มีคนมาปรึกษาว่า เราอายุ 35 ปีนะคะ มีพี่สาวอายุ 37 ปี น้องชายอายุ 21 ปี ครอบครัวเราล้มเหลวมาก เราไม่รู้ว่าทำไมครอบครัวเราถึงเป็นแบบนี้ พี่สาวเรียนจบแค่ ม.3 ไม่ได้ทำงาน สามีเป็น รปภ. ส่วนน้องชายก็ไม่เรียน ไม่ทำงาน อยู่บ้านไปวัน ๆ พ่อกับแม่ทำกับข้าวขายที่ตลาดนัดตอนเย็น บ้านเราฐานะปานกลางนะคะ ส่วนตัวเราก็แยกออกมามีครอบครัว และเราก็พยายามทำงานเลี้ยงตัวเองถีบตัวเองเรียนจบ ป.ตรี ทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง รายได้ไม่ได้ดีมาก หมื่นปลาย ๆ พ่อกับแม่เราจะชอบคิดว่าเรามีเงินเสมอ บอกก่อนนะคะว่าเราส่งให้แม่เดือนละ 2,000 บาท เพราะเรามีภาระ มีลูก แต่ทุกครั้งที่แม่โทรมาหาเราก็ไม่อยากรับสายเลยค่ะ โทรมาก็มาขอตัง 500 บ้าง 3,000 บ้าง เราก็ให้ไปบางที ไม่ให้ไปบ้าง แต่พอครั้งไหนที่เราไม่ให้แม่เราจะด่าแบบเสีย ๆ หาย ๆ มาก หาว่าพึ่งพาไม่ได้บ้างแหละ หาว่าลืมบุญคุณ อกตัญญู สารพัดสิ่ง บางทีก็มีแช่งกันด้วย แต่ถ้ารอบไหนเราให้ตัง จะชมเราสรรเสริญเลยค่ะ แต่ในครอบครัวแม่ก็ขอเราแค่คนเดียว เพราะคนอื่นเหลวไหลกับการใช้ชีวิตมาก เราเบื่อมาก ๆ เลยค่ะ ไปไหนมาไหนก็จะให้เราจ่ายทุกอย่างค่ากิน ค่าสารพัดสิ่ง แล้วเราก็เป็นแค่มนุษย์เงินเดือน เราแทบไม่อยากกลับบ้าน ไม่อยากรับสายแม่ เพราะโทรมาแม่ไม่เคยถามเลยค่ะว่ากินข้าวรึยัง เหนื่อยไหม เงินพอใช้รึเปล่า - บางทีเราก็ต้องการแค่คำปลอบประโลมจิตใจแค่นั้นเอง - แต่การใช้ชีวิตมันมักจะเล่นตลกกับเราว่า คนทำได้ก็ทำต่อไป ส่วนคนที่ทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำก็ไม่ต้องทำอะไรต่อไป - แน่นอนว่าวันนี้เราจะรู้สึกเบื่อมากที่แม่โทรมาขอเงิน วันนึงเราอาจจะสบายใจที่แม่ไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว แต่เชื่อเถอะว่าแม่เขาก็สิ้นหวังไม่แพ้กันกับเรา - พ่อแม่เรายังอุตส่าห์ทำงานหาเงิน แต่หากมองกันให้ดี ๆ ลำพังพ่อแม่ก็แก่ตัวลงทุกวัน เขาเริ่มจะไม่ไหวแล้วแต่เขาก็อยากทำหน้าที่พ่อแม่ให้ดีที่สุดก็เท่านั้นเอง - ไม่อยากให้ถือโทษโกรธแม่ ความเป็นแม่ก็ยังมีอัตตาตัวตน ทำไมเขาถึงด่าว่าเราแรง ๆ สาปแช่งต่าง ๆ นานา ก็เพียงเพราะเขารู้ไงว่าเขาต้องพึ่งพาเรา และอาจจะต้องพึ่งพาตลอดไป

ข้อความโพสต์จาก James Clear ได้เขียนข้อความไว้ว่า "การปล่อยวาง การครุ่นคิด การวิเคราะห์ และอาการกังวล และมันจำเป็นที่จะต้องควบคุมอนาคตด้วยการปล้นปัจจุบันขณะนี้ ใช่ มันคือการเตรียมตัวของชีวิต แต่การที่คุณจะคิดอะไรล่วงหน้าไปไกลเกิน มันเป็นหลักการันตีว่าคุณจะไม่มีวันมีเพลิดเพลินไปกับปัจจุบันนี้ได้เลย" - การมีสติอยู่กับปัจจุบันบ้าง เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง - คำว่าอยู่เฉย ๆ วันหนึ่งเราจะตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า มันคือสิ่งที่ขาดไปไม่ได้จากชีวิต - เหมือนเราปล้นปัจจุบันไปให้อนาคต เรากลัวปัญหา เราไม่อยากเจอปัญหา นั่นแหละจะทำให้เรายิ่งเจอมันมากขึ้น - สิ่งที่ตรงข้ามกับความกลัวไม่ใช่ความกล้า แต่เป็นเลือกที่จะโอบกอดความกลัวเอาไว้ คนที่กล้าที่จะโอบกอดคือความกล้าหาญที่แท้จริง - ไม่มีใครขวางกั้นความสุขในชีวิตไปได้มากกว่าความคิดของเราเอง เลือกคิด เลือกทำ และเลือกพูดที่มันมีส่วนให้ชีวิตเราการันตีว่าจะดีขึ้น

หนังสือ Curiosity ของ Harvard Business Review - จงใคร่รู้ ในการตั้งคำถามให้ยอดเยี่ยม นี่ย่อมเป็นหนทางของความสำเร็จ - บุคคลมากมายล้วนมีที่มาของการเปลี่ยนแปลงตัวเองมากมาย ส่วนหนึ่งก็คือทัศนคติ - เรียนรู้ เรียนรู้ และเรียนรู้ให้มากเข้าไว้ เพราะการเรียนรู้ไม่เคยหมดอายุ - การตระหนักรู้ถึงตนเอง รู้จักตนเอง รวมไปถึงการเอาใจเขามาใส่ใจเราล้วนเสริมสร้างการใคร่รู้ทั้งนั้น - ทั้งนี้ ไม่มีสูตรสำเร็จในการประสบความสำเร็จในชีวิต แต่คนที่เรียนรู้แบบไม่มีสิ้นสุด เขาจะไปต่อได้ในหนทางที่น้อยคนไป

มีคนมาปรึกษาว่า สวัสดีค่ะ ขอคำแนะนำหน่อยค่ะ เวลาที่เครียดเรื่องงานมาก ๆ อยากบ่น อยากระบาย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะระบายกับใครดีค่ะ บางทีเราก็แค่อยากพูดเฉย ๆ ไม่ต้องตอบก็ได้ ส่วนตัวเคยระบายกับแฟนแล้วค่ะ แต่ช่วงหลัง ๆ เหมือนเขาเองก็เริ่มไม่อยากฟัง เพราะเหนื่อยกับงานของเขาเองด้วย แถมยังต้องมาฟังอะไรที่เป็นพลังลบอีก จะเหนื่อยไปกว่าเดิม เราก็เลยเลือกที่จะไม่เล่าให้เขาฟัง แต่มันอึดอัดมากเลยค่ะ ใครมีวิธีแบบไหนแนะนำบ้างคะ ขอขอบคุณล่วงหน้าค่ะ - ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันเป็นสัจธรรมของโลกใบนี้ก็เท่านั้นเอง - มันไม่มีใครผิดหรือถูกในเรื่องราวของชีวิต แต่การบ่นการระบายไม่จำเป็นต้องทำกับแฟนอย่างเดียว - เหมือนว่าทุกคนก็มีภาระรับผิดชอบอยู่แล้ว ไม่มีใครเลยที่ไม่ประสบความทุกข์ มีแต่ประสบแล้วเข้าใจมากขึ้นอย่างไร - วิธีแก้ปัญหาทั้งหมด ก็คือให้เลือกแก้ที่ใจและมุมมองของเราเอง มันไม่มีใครตอบได้หรอกว่าอะไรคืออะไรจนกระทั่งเราเลือกวิถีชีวิต - ทั้งนี้ ชีวิตคู่ ครอบครัว หรือการเดินทางไกล คล้ายคลึงกัน มันต้องใช้พละกำลังมหาศาลในการประคับประคองไปต่อให้ตลอดรอดฝั่ง

ข้อความโพสต์จาก Ray Dalio ได้เขียนข้อความไว้ว่า "มีผู้คนมากมายมักจะถามผมว่า เราจะรับมือกับปัญหาอุปสรรคได้อย่างไร ผมจึงอยากจะแชร์ทั้งหมด 8 ข้อนั่นก็คือ 1. เจ็บปวด + การสะท้อน = ความก้าวหน้า 2. ล้มอย่างมีสติ 3. ไม่จำเป็นต้องรู้สึกแย่ไปกับความล้มเหลว หรือคนอื่นมาบอกว่าเราล้มเหลว จงรักเขาเหล่านั้น 4. อย่าลดมาตรฐานชีวิตลงมาเด็ดขาด 5. ยกระดับมาตรฐานใหม่ อาจจะยกเครื่องเลยก็ได้เพื่อให้ผู้คนรับรู้ตรงกันกับคุณ 6. รับผลที่ตามมา 7. ตระหนักว่าไม่มีอะไรที่คุณควรกลัวจากความจริงที่กำลังจะปรากฏขึ้น และ 8. จงจดจำไว้ว่าให้สะท้อนการกระทำใหม่ถ้าหากว่าเรารู้สึกเจ็บปวดทรมาน" - เรียนรู้จักความเจ็บปวดของชีวิต ว่ามันไม่ใช่เป็นผลลัพธ์หรือปลายทาง มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้น - ไม่มีอะไรจะขวางกั้นความเป็นจริงของชีวิตได้เลย มันอยู่ที่เราเลือกว่าอะไรคือสิ่งที่เราพอทำได้ กับทำไม่ได้เลย - สังเกตทุก ๆ แง่มุมของชีวิตไม่ว่าดีหรือแย่ เพราะสิ่งเหล่านั้นล้วนจะเป็นตัวชี้วัดของอนาคตได้อย่างแน่นอน - รับรู้ให้ได้ว่า วันพรุ่งนี้ย่อมดีกว่าวันนี้ ก็ต่อเมื่อเราทำวันนี้ให้ดีที่สุด ไม่ได้เกิดจากการรอคอยเฉย ๆ แต่อย่างใด - จงรับผลที่ตามมาให้ได้ เราเองเป็นผู้กระทำกรรม และรับผลของกรรมนั้นแต่เพียงผู้เดียว เปรียบเสมือนปลูกต้นส้มย่อมได้ผลส้มฉะนั้น

หนังสือ Order out of Chaos: Win Every Negotiation, Thrive in Adversity, and Become a World-Class Communicator ของ Scott Walker - การจะออกจากวังวนความโกลาหลได้นั้น เราจำเป็นจะต้องรู้จักสิ่งนึงที่สำคัญ การเจรจา - หากว่านักรบ ขุนพลหรือว่าแม่ทัพใดก็ตามไม่สามารถมีการเจรจาต้าอ่วยได้ กลุ่มนั้นจะเสียเปรียบอย่างมาก - คิดไปเลยว่าทุกคนต้องการได้รับ ไม่อยากสูญเสีย การสูญเสียมีอานุภาพมหาศาลกว่าการได้รับมากมายนัก - มันคือหลักการของการโน้มน้าว ชักจูง และก็ดึงให้เขาเข้ามาสู่เกมของเรานั่นเอง การคุมเกมจึงเป็นท่าไม้ตาย - ทั้งนี้ ทุกวงการโกงทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นการโน้มน้าวให้มองในจุดเดียวกัน แล้วตีแตกให้เขาเบลอว่าเขาควรจะเข้าใจอะไรก็เป็นทักษะขั้นสูงเหมือนกัน

มีคนมาปรึกษาว่า จัดการกับความรู้สึกที่ถูกกดดันจากคนรอบข้างยังไงดีคะ คือหนูเป็นเด็กจบใหม่ ที่เพิ่งว่างงานมาก่อนหน้านี้ก็ทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งมา แต่ลาออกเพราะไม่ผ่านโปร ซึ่งมันเป็นงานแรกของหนูที่ไม่ตรงสายการเรียน ตอนนี้ผ่านมาได้ 1 อาทิตย์ ครอบครัวต้องการให้หางานใหม่ภายในอาทิตย์หน้าให้ได้ หนูกลับรู้สึกกดดันมากเลยค่ะ หนูสมัครและไปสัมภาษณ์หลายที่แต่ก็ไม่มีใครติดต่อกลับมาเลยสักที่เดียว เจอแบบนี้จะรับมือยังไงดีคะ - ปัญหาของการทำงานช่วงแรก ๆ ก็คือเราอาจจะยังไม่รู้ว่าเราควรทำอะไรจริง ๆ กันแน่ - พอผ่านไปสักพักเราจะเริ่มจับหลักได้เองว่า อะไรคือสิ่งที่เราควรทำ แต่ต้องตั้งคำถามให้เร็ว - ใช้เวลาในชีวิตไปกับกิจกรรมอื่น ๆ บ้าง ไม่ใช่จมอยู่กับการทำงานอย่างเดียว ชีวิตคือการเรียนรู้ - ครอบครัวอาจจะไม่เข้าใจสถานการณ์ของเราทั้งหมด ก็ให้เราตั้งหลักให้ได้ว่า เราจะให้เวลาตัวเองเท่าไหร่ - ทั้งนี้ การสมัครงานที่ดีจำเป็นจะต้องรู้จักตัวเองด้วย หากไม่รู้จักตัวเองเท่าที่ควรเราจะเจอกับงานที่ไม่ใช่บ่อย ๆ แล้วมันจะทำให้ใจเราเสีย

ข้อความโพสต์จาก Mark Manson ได้เขียนข้อความไว้ว่า "มันเป็นความจริงสามัญที่ว่า ถ้าคุณปรารถนาสิ่งใดที่มหัศจรรย์ บางสิ่งที่มันทำให้คุณโดดเด่นมากกว่าคนทั่วไป กระนั้น คุณจำเป็นจะต้องออกมาจากความสุขสบายเพื่อที่จะแตกต่าง มันเป็นสิ่งที่อาจจะเป็นความเข้าใจผิดที่ร้ายแรง แถมนำไปซึ่งปัญหาใหญ่ด้วย" - ความแตกต่างของการกระทำไม่ได้เป็นเพียงตัวชี้วัด มันมีทั้งวาสนา บุญบารมี และจังหวะ - หากว่าเราทำอะไรโดยขาดการตระหนักรู้มันเลยเป็นสิ่งที่จะชี้วัดได้ว่า ไม่มีอะไรเป็นสูตรสำเร็จโดยเด็ดขาด - ไม่มีใครจะสร้างอะไรให้กับเราได้ ระมัดระวังการทำตามหมู่ชน หรือว่าคำบางคำ ต้องใช้วิจารณญาณด้วยเสมอ - สังเกตท่าทีของชีวิตเอาไว้ เรื่องใดที่มันดีมันย่อมเสริมสร้างให้อนาคตสดใส ไม่ใช่มันเป็นสิ่งที่แย่ลงเรื่อย ๆ แบบนั้น - อยากเป็นคนที่โดดเด่นเหนือใคร เราจำเป็นจะต้องหาจุดยืนของตัวเอง และหมั่นสร้างวินัย รวมถึงความอดทนประกอบด้วย

หนังสือ ทำไมแฮมเบอร์เกอร์จึงไม่มีแฮม ของ ชัชพล เกียรติขจรธาดา - ที่มาของภาษาก็คือการรวมกันของเมือง รวมกับการพ้องเสียงเท่านั้นเอง - การที่เราใช้ภาษาทุกวันนี้ มีการถกเถียงกันมากมายว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรใช้เป็นภาษากลาง - เมื่อคนกำหนดอะไรขึ้นมา เราก็อาจจะต้องทำตามทั้งหมด แต่ยังไงการตั้งคำถามย่อมสำคัญกว่านั้นเยอะ - สังเกตไหมว่า ทำไมคำว่าอาหารเช้าถึงใช้คำว่าหยุดเร็ว Breakfast มันก็อาจจะเป็นการหยุดทำ fasting นั่นเอง - คำว่าแฮมเบอร์เกอร์ มาจากเมืองแฮมเบริกหรือฮัมบรุกในภาษาเยอรมัน ซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวกับแฮมเลยแม้แต่น้อย

มีคนมาปรึกษาว่า ควรจัดการยังไงดี คนในที่ทำงานเอาลูกมาทำงานด้วยทุกวัน ลูกอายุก็ 5-7 ขวบแล้ว แต่น้องตอนเวลาที่ไม่พอใจ ไม่ได้ดังใจก็จะร้องเสียงดังไม่ยอมหยุด ส่วนผู้ปกครองน้องก็ไม่ดุหรือสอนจริงจัง คือเรางงว่าจะไม่สอนลูกเลยก็ไม่ได้ เพราะวัยนี้ต้องสอนเรื่องมารยาทได้แล้ว แถมมีการมาบอกว่า ถือว่าเป็นการซ้อมเผื่อจะได้รับมือถูก คือเราควรจะจัดการเรื่องนี้ยังไงดีประสาทจะกิน เคยพูดอ้อม ๆ แล้วตรง ๆ ก็แล้ว - การนำลูกมาทำงานด้วยเป็นสิ่งที่ไม่ควรอย่างยิ่ง เพียงเพราะพื้นที่ทำงานก็ควรจะทำงาน - ปัญหาใหญ่ที่สุดในการเรียนรู้เรื่องของการสอน นั่นก็คือการเข้าใจว่าสอนไปเพื่ออะไรก่อน - พ่อแม่ที่ไม่ค่อยสอนลูก ก็มักจะคิดว่าลูกคงจะเติบโตเองตามธรรมชาติ ซึ่งมันก็ต้องมีการร่วมมือกันทั้งหมด - มุมมองของเราที่คิดว่าควรสอนลูก ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่บางทีอย่างที่เราคิดก็ได้ก็คือลองสอนเด็กเองเลย ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ลูกเรา - อาจจะแจ้งหัวหน้าหรือว่าใครก็ได้ที่พอจะแจ้งได้ แล้วดูท่าทีว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปไหม บางคนเขาก็อาจจะลำบากจริง ๆ เลยต้องพาลูกมาด้วย

ข้อความโพสต์จาก James Clear ได้เขียนข้อความไว้ว่า "นิสัยอะไรที่คุณก่อร่างสร้างฐานขึ้นมาแล้วมันมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการสร้างแรงกระเพื่อมให้กับชีวิตของคุณเอง" - สิ่งที่คุณจำเป็นต้องตระหนักรู้ก็คือ อะไรคือสิ่งที่คุณสร้างนิสัยแล้วมันมีผลต่อชีวิตคุณจริง - ความหมายของชีวิตจะเนื่องด้วยจาก สิ่งที่เราให้ความสำคัญกับมันมากที่สุด อะไรเล่าคือสิ่งเหล่านั้น - นิสัยคือสิ่งที่เราทำซ้ำในทุกวัน แล้วเราได้ทำอะไรในทุกวันบ้างรึเปล่า มันมีความหมายอะไรมากขึ้นไหม - สังเกตให้ได้ว่า อะไรเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้เรามีอย่างทุกวันนี้ ส่วนสำคัญกับไม่สำคัญมีอะไรบ้าง - ทั้งนี้ ไม่มีคำว่าบังเอิญบนโลกใบนี้เลย และไม่มีทางเป็นไปได้หากเราไม่เริ่มต้นทำอะไรสักอย่างเดียว

หนังสือ Black Holes: The Key to Understanding the Universe ของ Brian Cox and Jeff Forshaw - หลุมดำมันคือสิ่งที่จะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างไปในนั้น แล้วมันคืออะไรกันแน่ - ถึงแม้มันจะอยู่ในอวกาศแต่มันไม่ใช่สิ่งที่ อวกาศนั้นชื่นชอบเท่าไรนัก - หากว่าเราตั้งคำถามว่า ทำไมหลุมดำจึงเกิดขึ้นมาได้ มันก็อาจจะตอบได้ว่าเพราะมันจำเป็นต้องเกิดขึ้น - วันใดที่เราเศร้าให้นึกถึงหลุมดำ เพราะมันคือห้วงอารมณ์ที่ไร้ซึ่งความคิดและความรู้สึก แถมมีพละกำลังมหาศาลด้วย - เวลาเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่ไม่มีอะไรมาทดแทนกันได้ คนที่รู้จักใช้เวลาให้เกิดประโยชน์คือคนที่เข้าใจว่า หลุมดำของชีวิตคือการไม่ใช้เวลา

มีคนมาปรึกษาว่า เรากำลังอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษค่ะ เราอยากออกมา อยากรักตัวเอง อยากเลิกโทษตัวเอง เราจะเริ่มยังไงดีคะ เราเลิกคิดมากแค่เวลาได้อยู่กับเพื่อน พอกลับมาอยู่กับตัวเองเราฟุ้งซ่านเหมือนเดิม ไม่เป็นอันทำอะไรเลยค่ะ จะหาทางออกมาจากวังวนนี้ได้อย่างไรคะ - ปัญหาใหญ่ที่สุดของเรื่องนี้ก็คือ เราไม่รู้ว่าอะไรคือพิษหรือไม่เป็นพิษ - ความจริงแล้วทุกคนล้วนมีพิษในตัวเอง ไม่ยกเว้นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเลย - การถอนพิษที่ดีที่สุดก็คือ การมีสติตื่นรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่รับรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแค่นั้นเอง - อยากให้เราทุกคนลองหาใครบ้างที่ไม่มีพิษในตัวเองเลย แล้วเขาเหล่านั้นอยู่แห่งหนใดบนโลกใบนี้ - เมื่อเราอยู่กับตัวเราเองไม่ได้ เราจะไม่สามารถประคับประคองอะไรได้อีกต่อไป จงมีหลักก่อน หาหลักให้เจอให้ได้

ข้อความโพสต์จาก Morgan Housel ได้เขียนข้อความไว้ว่า "นักประวัติศาสตร์การเงินมักจะพูดว่า ไม่มีใครเลยที่จะสามารถรู้ชัดว่าอะไรจะเกิดขึ้นมาบ้างหลังจากนี้ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาร่วม 500 ปี" - ปัญหาไม่ได้อยู่ที่อะไรจะเกิดขึ้น แต่ว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นมากกว่า - เมื่อเราอยู่ในยุคสมัยหนึ่งและอินกับมันนานเกินไป เราจะหลงลืมไปว่ายุคสมัยเป็นเพียงขนมปังหอมกรุ่นจากเตา - ทุกอย่างมีเวลา ทุกสิ่งมีจังหวะ และทุกสรรพสิ่งรอคอยเพื่อบางสิ่งบางอย่างเสมอ - สังเกตประวัติศาสตร์ให้มากเข้าไว้ เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นซ้ำ และมันวนเวียนอยู่แบบนี้อย่างไม่รู้จบ - ทั้งนี้ ธรรมะกับธรรมชาติคือสิ่งเดียวกัน การเงินเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและมันหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงไปไม่ได้เลย

หนังสือ All In: How Great Leaders Build Unstoppable Teams ของ Mike Michalowicz - ทุ่มสุดตัวเป็นกลยุทธ์ท่าไม้ตายของหลายบริษัท แต่มันก็เสี่ยงมากอยู่ - ทีมเป็นคำตอบสุดท้ายของการตั้งบริษัทขึ้นมา เพราะเราทำเองทั้งหมดคนเดียวไม่ได้ - สัปดาห์นรก อาจจะเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องสร้างมันขึ้นมา เพื่อกลั่นกรองไอเดียถึงขั้นตกผลึก - ทักษะการปรับตัวก็เป็นหนึ่งในทักษะที่จำเป็น มันไม่ใช่ว่าจำเป็นแต่ว่ามันขาดไปไม่ได้มากกว่า - ทั้งนี้ การทำธุรกิจมันคือการหยั่งรู้ญาณทัศนะภายในตน ไม่ใช่ไปลอกเลียนแบบใคร แต่ทำให้ดีกว่าคู่แข่งนั่นเอง

มีคนมาปรึกษาว่า ขอคำปรึกษาค่ะ คือเราอยากออกมาจากความสัมพันธ์นี้ค่ะ ขอเล่าสั้น ๆ นะคะ พ่อแม่เราบอกว่าเราทั้งคู่คบกันมานานแล้ว ถึงเวลาที่ต้องแต่งงาน แฟนเราเขาก็เข้าใจค่ะ เราสองคนก็ช่วยกัน แต่แม่แฟนอยากจัดงานเลยเขาบอกว่าแม่อยากยืมเงินก่อน เดี๋ยวแม่คืนเองเพื่อที่เขาจะอยากจัดงานแต่งให้เราทั้งคู่ แต่ปัจจุบันแม่แฟนตกงานมาเป็นปี ประเด็นอีกอย่างคือแต่งแล้วต้องไปอยู่บ้านแฟน เราก็เริ่มอึดอัดค่ะ ไม่อยากมีปัญหาเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ในอนาคต เราตัดสินใจอยากจะถอยมาตั้งแต่วันนี้ มันดีกับเราถูกแล้วใช่ไหมคะ - เรื่องราวประมาณว่าแม่ฝ่ายหญิงคิดว่าถึงเวลาที่ต้องแต่งงานแล้ว ส่วนแม่ฝ่ายชายยินยอมแต่จะขอยืมเงินก่อน - เมื่อเรื่องราวมันกลับกลายเป็นการที่จะให้แม่ฝ่ายชายตัดสินใจยืมเงิน มันจึงไม่ใช่แค่เรื่องจัดงานแต่ง แต่มันคือการหยิบยืมเงินทันที - แปลกตรงที่ทำไมฝ่ายชายถึงไม่มีเงินมาแต่งเลย แล้วแม่ฝ่ายหญิงต้องการสินสอดทองมั่นเท่าไหร่ หรือว่าตกลงกันยังไงได้คุยกันบ้างไหม - ปัญหาใหญ่คือเราก็อยากถอยมาในความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างจะไปได้ดีพอสมควร ซึ่งปัญหาหลักก็คือเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ที่มันเป็นปัญหา ณ ตอนนี้ - ชีวิตคู่มันคือการที่เราเดินไปพร้อม ๆ กันใกล้เคียงกันตลอดทั้งชีวิต แน่นอนว่าเรื่องเงินเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่ง ยังไงก็ลองตัดสินใจดูอีกทีว่าจะจับมือกันต่อหรือปล่อยมือกันไป

ข้อความโพสต์จาก Morgan Housel ได้เขียนข้อความไว้ว่า "สิ่งที่จะเป็นเครื่องวัดความมั่งคั่งได้ดีที่สุด ก็คือสิ่งที่คุณครอบครองลบด้วยสิ่งที่คุณอยาก และนี่อาจจะเป็นที่มาของคำว่าเศรษฐีหลายคนถังแตกเพราะสิ่งเหล่านี้" - เมื่อความอยากมันมากกว่าสิ่งที่เรามี นั่นคือความยากจนในแง่มุมหนึ่งของความร่ำรวย - หลายคนชอบพูดอย่างหนาหูว่า เราจะกำหนดความมั่งคั่งร่ำรวยได้อย่างไรกันแน่ - การที่เราจะถังแตกเรื่องการเงินไม่ใช่เรื่องยาก แค่เราใช้ชีวิตแบบส่งเดช แค่นั้นก็พังไม่เป็นท่าแล้ว - มันยากอย่างยิ่งที่เราจะมาเน้นย้ำว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่อย่างน้อยเราก็ต้องฝึกฝนที่จะสังเกตนั่นเอง - ทั้งนี้ ถังแตก ร่ำรวย มั่งคั่ง หรือความสำเร็จในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งเป็นเพียงแค่ชื่อเรียกของการกระทำแค่นั้นเลย

หนังสือ วิชาคนตัวเล็ก ของ พูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ - ตัวเล็กไม่ตัวใหญ่ ไม่ใช่ว่าเราจะไม่มีใครมองเห็นแต่เราจะลดแรงกดดันได้มหาศาล - เมื่อเราไม่รู้ว่าเราควรทำอะไร เราต้องเลือกและตัดสินใจ เพราะทุกหนทางไม่มีคำว่าบังเอิญ - การฝึกปรือตนเอง ทั้งบู๊และบุ๋นก็คือศาสตร์และศิลป์ที่หลอมรวมหยินหยางเข้าด้วยกัน - ทุกคนมีจุดเริ่มต้นเหมือนกันนั่นก็คือ ความไม่รู้ แล้วสักพักความรู้จะย่อมเข้ามาแทนที่เอง - หากว่าคุณต้องการแรงบันดาลใจดี ๆ หนังสือเล่มนี้คือคำตอบ แต่มันต้องนำไปประยุกต์ใช้ด้วย

มีคนมาปรึกษาว่า สวัสดีค่ะ อยากถามว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่ตอนนี้เรียกว่าโรคซึมเศร้าไหมคะ หรือแค่วิตกกังวลปกติทั่วไป อาการคือขี้น้อยใจมาก ๆ กับทุกเรื่อง ทุกคน แต่ไม่กล้าบอกใคร กลัวเขาเป็นห่วง กลัวเขารู้สึกแย่เพราะเรา เขาอาจจะต้องคิดมากเพราะเรา ร้องไห้ทุกคน สงสารทุกคน แอบร้องไห้ในห้องน้ำในที่ทำงาน ไม่ได้เหนื่อยอะไรนะคะ แต่น้อยใจแฟน น้อยใจแม่ แต่ไม่อยากบอกพวกเขาเพราะกลัวเขาจะคิดมาก คือเราไม่อยากเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่สบายใจ แล้วก็มีอาการเหม่อลอยบ้าง รู้สึกแย่กับตัวเองตลอดเวลา แต่ไม่เคยคิดสั้นหรือคิดจะทำร้ายตัวเองนะคะ เรายังรักตัวเองและครอบครัวมาก ๆ เราเลยไม่แน่ใจว่าอาการนี้เรียกโรคซึมเศร้าไหม ต้องปรึกษาหมอไหม หรือแค่คิดไปเองคะ - ถ้าถามว่าคิดไปเองไหมก็คงตอบว่าไม่ได้คิดไปเองทั้งหมด แต่มันเป็นสัญญาณว่าถ้าถลำลึกลงไปกว่านี้แย่แน่นอน - การมีสติรู้ตัวว่าเรามีอาการอย่างไร เป็นขั้นตอนสำคัญของการยกระดับจิตใจขึ้นมา ลองตั้งคำถามว่าวันนี้ฉันรู้สึกอะไรบ้าง - ผู้หญิงอาจจะมีอารมณ์อ่อนไหวกว่าผู้ชาย การนึกถึงคนอื่นหรือเป็นห่วงคนอื่นเป็นสิ่งที่ดี แต่การห่วงคนอื่นจนลืมใจตัวเองเป็นสิ่งที่ไม่ดีแล้ว - ณ ตอนนี้อาจจะยังไม่จำเป็นต้องไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง แต่อาจจะลองหาคอนเทนต์ที่ทำให้จิตใจดีขึ้นหน่อย เพื่อทดสอบว่าจิตใจเราเป็นอย่างไรบ้าง - ทั้งนี้ ถ้าลองหลายวิธีแล้ว จิตใจยังจมดิ่งแนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง รวมไปถึงการฟังธรรมตามกาลก็เป็นสิ่งที่จำเป็น รวมถึงฝึกสติในชีวิตประจำวันด้วย

ข้อความโพสต์จาก Mark Manson ได้เขียนข้อความไว้ว่า "จงยอมรับสิ่งนี้ ว่าคุณไม่ได้เกิดมาเพื่อพิสูจน์อะไรให้ใครเห็น รวมไปถึงตัวคุณเองด้วย" - เกิดมาเพื่ออะไร นั่นคือคำถามที่สำคัญต่อตัวเราเองอย่างยิ่ง - ไม่จำเป็นต้องไปพิสูจน์ตัวเองเพื่อใคร มนุษย์มีสิ่งนึงที่เรียกว่าความคาดหวังเพื่อให้ได้หวังเท่านั้นเอง - แต่การไม่หวังอะไรก็ไม่ได้ผิดอะไร เป็นเพียงสิ่งที่เราจะน้อมรับได้ด้วยว่าเราก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง - ยอมรับไปเลยตรง ๆ ว่าเราไม่ดีที่สุดในโลกใบนี้ มีคนที่ดีกว่าเราและยอดเยี่ยมกว่าเรา - ความสุขในชีวิตคือการได้ใช้ชีวิตตามใจที่เราปรารถนา ขอแค่เพียงเรารู้ว่าเราต้องการอะไรจริง ๆ ก็พอ

หนังสือ The Pumpkin Plan: A Simple Strategy to Grow a Remarkable Business in Any Field ของ Mike Michalowicz - ธุรกิจรายย่อยส่วนใหญ่จะล้มเหลวภายในไม่เกิน 5 ปี และมีเพียง 20% เท่านั้นที่รอด - กลยุทธ์แผนฝักทองก็คือ การปลูกฝักทองให้ใหญ่ที่สุด เพื่อดึงทรัพยากรจากแหล่งอื่นให้มากเข้าไว้ - เมื่อคุณรู้ว่าจะทำอย่างไรให้ชนะคู่แข่ง นั่นก็คือการลดต้นทุนให้น้อยที่สุด และรักษาลูกค้าที่กลับมาซ้ำให้ยั่งยืน - บางทีคำว่ามากกว่าก็ไม่ได้แปลว่าดีกว่า แทนที่เราจะโฟกัสกับอะไรเยอะแยะ ก็ให้โฟกัสจุดที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจมัน - ระบบหลังบ้านเป็นสิ่งที่สำคัญมากเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบ POS-Point of Sale หรือระบบ Action Plan

มีคนมาปรึกษาว่า สวัสดีครับ เรื่องมีอยู่ว่า ผมคบกับแฟนมาสักระยะแล้วครับ แต่เธอเป็นคนที่ขี้บ่นมาก บ่นไปหมด เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะให้ผมผิดหมด ผมโดนต่อว่าทุกวัน บางวันกลับมาจากทำงานก็เอาเลย บางวันก่อนไปทำงานก็บ่น เช้าวันหยุดก็บ่น เช่น สมมุติผมไปเปิดประตูเข้าห้องน้ำ แล้วมันมีเสียงประตู ผมโดนด่า เวลามีตัวอะไรไม่รู้กัดเธอ เขาก็จะบ่นทั้งหมด ตั้งแต่ตื่นยันจะนอนอีกคืน พอผมโดนต่อว่าเรื่อย ๆ ผมกลับรู้สึกว่า ตัวผมเองไม่มีอะไรดีสักอย่าง ไม่มีอะไรดีเลยครับ เหมือนทำอะไรก็ผิดไปหมด รู้สึกเบื่อด้วยครับ อาการที่เกิดขึ้นกับผมแบบนี้ ผมจะแก้มันยังไงครับ ผมไม่ได้อยากรักเธอน้อยลง หรือให้เธอบ่นทุกวันและต่อว่าผมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ดีครับ - การคบหาใครก็ตาม เราก็จำเป็นจะต้องมีความสุขไปพร้อมกันด้วย - หากว่าเราไม่มีความสุขในการคบหาใคร ก็แปลว่าเขาไม่ได้ทำให้เรารู้สึกดี - ปัญหาใหญ่ของความสัมพันธ์ก็คือ เราไม่ได้อยากหมดรักใคร อาการหมดรักเป็นกระบวนการของความรู้สึก - เมื่อเรามีความรู้สึกดีหรือสุขมากขึ้น เราจะรักมากขึ้น แต่ถ้าเรารู้สึกแย่หรือว่าทุกข์ลง เราจะหมดรักลงไปทุกวัน - ทั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูกที่คนจะบ่นเราทุกวันทุกคืน แล้วเราจะรู้สึกแย่ ถ้าโดนบ่น ต่อว่า หรือด่า แล้วรู้สึกดีแบบนี้น่าจะผิดปกติ

ข้อความโพสต์จาก James Clear ได้เขียนข้อความไว้ว่า "อย่ามองข้ามพื้นฐานเด็ดขาด รวมถึงไม่เพิกเฉยต้นกำเนิดใด ๆ ทั้งสิ้น คุณจะให้ต้นไม้นั้นยืนหยัดได้นานเพียงใด ถ้ามันไม่มีรากแก้ว" - หลายคนมากที่เพิกเฉยต้นกำเนิด และพื้นฐานของชีวิต เช่น ความรู้พื้นฐานหรือทักษะพื้นฐาน - เมื่อเราเพิกเฉยไปนานวันเข้า เราก็จะเริ่มสั่นคลอน ซึ่งมันไม่ใช่เพียงแค่ชีวิต แต่ความคิดและทัศนคติเราด้วย - เหตุกับผลย่อมตรงตามกัน ไม่ผิดแผกจากกัน เพราะเหตุย่อมนำมาซึ่งผลแค่นั้นเลย - หากเราต้องการความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน เราก็จำเป็นจะต้องมีพื้นฐานที่สำคัญที่เกี่ยวโยงกับความสัมพันธ์ที่ดี - ทั้งนี้ พื้นฐานต่าง ๆ วิชาที่เริ่มต้นรหัสด้วย 101 ก็คือวิชาที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต้องเรียน แล้วมันคือวิชาชีวิต 101

หนังสือ Less Is More: How Degrowth Will Save the World ของ Jason Hickel - น้อยคือมาก และมากคือน้อย มันเป็นคำสอนของโลกทุนนิยมสมัยใหม่ - การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข่งขัน ราวกับว่าอนาคตจะอยู่ที่วันนี้ทั้งหมด - แต่การทำลายก็ย่อมเกิดขึ้นมาก เช่น สร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจมากก็ทำให้ทรัพยากรถดถอยลง - กลับกลายเป็นการลองมองว่าใช้ทรัพยากรธรรมชาติน้อย แต่เป็นการทำให้เศรษฐกิจเติบโตมากกว่าเดิมดู - ทั้งนี้ การทำลายล้างของขั้วอำนาจได้ปรากฏเด่นชัดมากยิ่งขึ้น แต่มันก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากถึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยด้วยซ้ำไป

มีคนมาปรึกษาว่า สวัสดีค่ะ หนูอายุ 20 ปีค่ะ กำลังเรียนมหาลัยปี 1 กำลังจะขึ้นปี 2 คุณพ่อไม่ได้ส่งเสียเรื่องการเรียนเลยค่ะ หนูอยู่ฝั่งบ้านคุณพ่อนะคะ แม่เลิกกับพ่อไปก็เลยไม่ได้ติดต่อกันเลย ทีนี้ก็เลยมาหางานทำส่งตัวเองรวมกับแฟนช่วยส่งเสียเราด้วย เพราะแฟนหนูทำงานแล้วค่ะ ทีนี้พ่อก็ชอบทักมาขอเงินค่ะ พ่อบอกว่าไม่มีเงินส่งเสียเรา แต่สามารถหาเงินส่งให้แม่เลี้ยงได้ เพราะแม่เลี้ยงเพิ่งมาทำงานในกรุงเทพ ยังไม่ได้เงินเดือนค่ะ พ่อก็หาส่งให้แต่ตัวหนูพ่อกลับปล่อยเคว้งเลยค่ะ ไม่เคยคิดจะส่งมาให้หนูเลย คำถามของหนูก็คือ นอกจากจะไม่ส่งมา กลับกลายมาขอเงินจากหนูอีก หนูควรจะพิมพ์ตอบปฏิเสธไปยังไงดีคะ เพราะเคยบอกว่าไม่มีเงินแล้ว เอาเงินไปไว้กินข้าวหมด แล้วเหมือนพ่อไม่พอใจค่ะ - การจะตอบปฏิเสธคุณพ่อหรือคุณแม่ในเรื่องของ สิ่งที่เราไม่สะดวกใจที่จะมอบให้หรือทำให้ก็ให้บอกไปตรง ๆ ได้เลย - ถึงแม้ว่าพ่อแม่ท่านจะไม่เข้าใจเราในวันนี้ ก็ไม่เป็นไร เพราะวันนึงเขาย่อมต้องเข้าใจเจตนาของเรา - ปัญหาใหญ่ของครอบครัวที่มีปัญหาก็คือ การจัดบทบาทที่ไม่ตรงกับสิ่งที่ควรจะเป็น เช่น พ่อแม่ไม่ส่งเงินให้ แต่ลูกกลับต้องส่งเงินให้แทน - บางทีเราสอนคำว่ากตัญญูรู้คุณกัน แต่บางทีเราต้องย้อนกลับไปบริบทหลักว่า อะไรเป็นสิ่งที่ควรทำกับไม่ควรทำ - ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าทุกครอบครัวจะหยิบยื่นโอกาสให้ลูก แต่ก็แน่นอนว่าวันใดถ้าเราไหวก็ส่งเงินให้พ่อแม่บ้างตามกาล เอาที่เราไหวเป็นหลัก

ข้อความโพสต์จาก Mark Manson ได้เขียนข้อความไว้ว่า "5 วิถีทางที่เราจะเพิ่มประสิทธิผลในแต่ละวัน คือ 1. หลับให้ดีกว่าเดิม ไม่เติมคาเฟอีน เหล้า และน้ำตาลก่อนนอน 2. ตื่นให้เช้ากว่าเดิม เพื่อมาดูหนอนและนก 3. ทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน 4. ไม่ต้องดูอีเมล หรือพิมพ์ข้อความหาใคร รวมถึงเล่นโซเชียลหลังทานข้าวเที่ยง และ 5. ลุกขึ้นและไปเดินเลยตอนนี้" - เพียงแค่ไม่กี่สิ่งในชีวิต เราก็จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นได้จริง - สังเกตตัวเองในแต่ละวัน ว่าเรามีชีวิตที่ดีขึ้นหรือแย่ลงเพราะอะไร - ไม่มีคำว่าบังเอิญบนโลกใบนี้ ทุกอย่างมันมีเหตุผลที่ทำให้เราได้อะไรดี หรือได้อะไรที่ไม่ดี - รับรู้เรื่องราวความเป็นไปของคนอื่น สิ่งมีชีวิตอื่น และสิ่งแวดล้อมรอบตัวแบบพอสังเขป - ทั้งนี้ แต่ละคนจะออกแบบชีวิตต่างกัน ให้ออกแบบตามความเหมาะสมกับบริบทที่เราเป็น

หนังสือ Outlive: The Science and Art of Longevity ของ Peter Attia with Bill Gifford - คุณอยากมีชีวิตที่ยืนยาว ไปทำไม นั่นคือคำถามสำคัญของหนังสือเล่มนี้ - ทำไมการออกกำลังกายสำคัญกว่าการทานยา เพราะมันคือสิ่งที่เน้นย้ำว่าร่างกายต้องการขยับ - 5 สิ่งที่ร่างกายขาดมันไม่ได้ คือ 1. ออกกำลังกาย 2. โภชนาการ 3. การนอนหลับ 4. สุขภาพจิต และ 5. อาหารเสริมและส่วนขยายเพิ่มเติม - แก่นของร่างกายคือการขยับเขยื้อนร่างกายไปหน่อย อย่าขี้เกียจในการขยับอย่างเด็ดขาด - อายุยืนเป็นเหตุไม่ใช่ผล แสดงว่าการที่จะมีอายุยืนได้ต้องเรียนรู้ว่าร่างกายเราต้องการอะไรเป็นพิเศษนั่นเอง

มีคนมาปรึกษาว่า สวัสดีค่ะ เราแต่งงานมา 3 ปีแล้ว มาสร้างบ้านอยู่กับสามี ส่วนแม่สามี มีบ้านอยู่กับปล่อยเช่าแล้วมาอยู่กับเรา แม่แฟนอายุยังไม่มาก ตอนแรกมีงานทำอยู่ดี ๆ ก็ลาออก แล้วมานอนอยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ทำงาน เราแค่อยากถามว่า การที่เราไม่อยากรีบกลับบ้าน เพราะไม่อยากมาทำกับข้าวให้แม่แฟนกินจะผิดมากไหม แม่แกสุขภาพดีทำอาหารเป็น อยู่บ้านเราก็ซื้อวัตถุดิบไว้ให้ทำตลอด แต่แกไม่ยอมทำกินเองแล้วมารอเรากลับไปทำให้กิน บางวันเราเหนื่อย ๆ เราก็ไม่อยากทำกับข้าวหรือก็ไม่กินข้าวไปเลย แต่ต้องมาลำบากทำให้แม่แฟนกิน ถ้าวันไหนแฟนอยู่บ้าน เราก็จะทำให้แฟนกับแม่แฟนกิน แต่วันไหนแฟนไม่อยู่บ้านไปเข้าเวรกลับดึก เราก็แทบไม่อยากกลับบ้านเลย เพราะเหตุผลเดิม ซึ่งพ่อแม่เราเองอายุจะ 60 ปีละ ท่านก็ยังทำงานหาเงิน หาข้าว หาปลากินเอง ไม่เคยได้ลำบากลูกแบบเราเลย เราคิดว่าขนาดพ่อกับแม่ยังไม่ได้หาให้กินเลย แล้วแม่คนอื่นเราต้องมาหาให้กินคงไม่ใช่ แต่บางทีเราก็คิดว่ามันใจร้ายเกินไปรึเปล่า เห็นแก่ตัวไปไหม ค่าใช้จ่ายในบ้านทุกอย่างเราก็เป็นคนจ่าย แล้วต้องมาแบ่งเงินเลี้ยงแม่สามีตัวเองอีก ทั้งที่พ่อกับแม่เราก็ไม่เคยให้ด้วยซ้ำ ทุกวันนี้บ้านตัวเองแทบไม่อยากกลับ เพราะเบื่อที่ต้องหาข้าวหาน้ำให้แม่แฟนกิน วันไหนทำกินกันสองคนกับแฟน แม่สามีก็หาว่าทำน้อยอีกมีแค่นี้เหรอ เราต้องทำยังไงดีคะ อยากหาทางออกค่ะ - แม่เรากับแม่สามีหรือแม่ภรรยา ไม่เหมือนกัน การนำมาเปรียบเทียบกันบ่อย ๆ ไม่เกิดผลดี - นิ้วเรายังไม่เท่ากัน ขนาดใบหน้า รวมไปถึงดวงตาของเรายังไม่เท่ากันเลย เราจะให้สิ่งอื่นเหมือนกันได้ไง - บางทีเราก็ลืมไปว่า หน้าที่ของคน ๆ นึงคืออะไร หาเงิน ทำงาน และทำหน้าที่ภรรยาที่ดีให้กับสามี และแม่สามีก็รวมในสามีด้วย - ถ้าเหนื่อยก็พัก ไม่รักก็พอ และมีอะไรก็บอกแม่สามีตรง ๆ ไม่ต้องเก็บไปคิดมาก รอให้มันถึงขั้นที่สามีมาพูดกับเรา แล้วค่อยคุยเรื่องนี้กันอีกที - แต่ละคน แต่ละครอบครัวถูกเลี้ยงดูมาต่างกัน วัฒนธรรมของที่บ้านก็คิดอีกอย่าง ส่วนวัฒนธรรมของเราก็อีกอย่าง ลองถามพ่อแม่เราดูก็ได้

ข้อความโพสต์จาก James Clear ได้เขียนข้อความไว้ว่า "อย่ามองข้ามพื้นฐานเด็ดขาด รวมถึงไม่เพิกเฉยต้นกำเนิดใด ๆ ทั้งสิ้น คุณจะให้ต้นไม้นั้นยืนหยัดได้นานเพียงใด ถ้ามันไม่มีรากแก้ว" - หลายคนมากที่เพิกเฉยต้นกำเนิด และพื้นฐานของชีวิต เช่น ความรู้พื้นฐานหรือทักษะพื้นฐาน - เมื่อเราเพิกเฉยไปนานวันเข้า เราก็จะเริ่มสั่นคลอน ซึ่งมันไม่ใช่เพียงแค่ชีวิต แต่ความคิดและทัศนคติเราด้วย - เหตุกับผลย่อมตรงตามกัน ไม่ผิดแผกจากกัน เพราะเหตุย่อมนำมาซึ่งผลแค่นั้นเลย - หากเราต้องการความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน เราก็จำเป็นจะต้องมีพื้นฐานที่สำคัญที่เกี่ยวโยงกับความสัมพันธ์ที่ดี - ทั้งนี้ พื้นฐานต่าง ๆ วิชาที่เริ่มต้นรหัสด้วย 101 ก็คือวิชาที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต้องเรียน แล้วมันคือวิชาชีวิต 101

หนังสือ The Trading Game: A Confession ของ Gary Stevenson - เกมของความโลภ ความกลัว และความหวัง ก็คือเกมการเทรด - ไม่มีใครจะชนะตลาดได้เลย แม้แต่คนเดียว มีแต่คนที่เลือกมาชนะตัวเองเมื่อวานนี้เท่านั้น - มันเป็นงานที่เราจะแพ้ แต่มันยากมากที่เราจะชนะ แล้วหนทางนั้นยาวไกลเกินกว่าที่เราคาดคิดไว้มาก - การเทรดมันอยู่ที่จิตวิญญาณ ถ้าเราอยากชนะ เราต้องเริ่มต้นจากศูนย์เสมอ ไม่คิดไกลเกินตัวแล้วค่อย ๆ ทำ - แล้วถ้าหากเราต้องการอยากอยู่ในวงการเทรดจริง ๆ สงสัยเราควรจะต้องเริ่มจากการทำงานในแบงก์ก็เป็นได้

มีคนมาปรึกษาว่า เป็นเด็กจบใหม่ผิดมากไหมคะ ที่เรียนรู้งานไม่เร็วเท่าคนมีประสบการณ์มาเป็น 10 ปี - เด็กใหม่ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีประสบการณ์อยู่แล้ว บริษัทก็เลยอยากได้คนที่เคยผ่านการฝึกงานมาบ้าง - เรียนรู้ รับรู้ และตกตะกอนให้ได้ว่า อะไรที่เราถนัด เราทำได้ดีเยี่ยม สิ่งนั้นจะเป็นจุดแข็งของเราต่อไป - บริษัทก็ต้องการพนักงานที่เก่ง และส่วนใหญ่แล้วคนที่เก่งจริง มักจะเลือกบริษัทเฉกเช่นเดียวกัน - ประสบการณ์ 10 ปีกับมือใหม่ มันต่างกันมาก เหมือนเกมกีฬาเลยที่เราต้องใช้เวลาฝึกฝนตนเอง - เข้าใจดีว่าความรู้สึกของเด็กจบใหม่ที่โดนเปรียบเทียบ และเข้าห้องดำบ่อย ๆ เป็นอย่างไร มันคือคำถามที่เราต้องถามตัวเองว่าเราเหมาะกับที่นี่จริงไหม

ข้อความโพสต์จาก Morgan Housel ได้เขียนข้อความไว้ว่า "ผมคิดถึงจุดที่คนส่วนใหญ่มักจะเริ่มมีปัญหาทางการเงิน รวมไปถึงถังแตกเพราะเกิดจากการใช้จ่ายเกินตัวที่เราไม่ได้มีความสุขที่ได้มันมาด้วยซ้ำไป มันคือความสูญเสียเป็นสองเท่า ซึ่งมันไม่ใช่คุณที่เจอปัญหา แต่มันคือการที่เราจะไม่มีความสนุกในการใช้ชีวิตเมื่อเราถึง ณ จุดนั้นจริง" - ความสนุกของการใช้เงิน กับความทุกข์ของการใช้หนี้มันเทียบเท่าไม่ได้เลย - มนุษย์มักจะมีทีท่าของการสูญเสีย หรือการเจอปัญหามากกว่าการพบเจอความสุขหลายร้อยเท่า - หลีกเลี่ยงปัญหาระยะยาวด้วยการเผชิญหน้ากับความจริงตรงหน้าก่อน เพราะต้นทุนของการไม่เผชิญหน้ากับปัญหาสูงกว่ามาก - ถังแตกได้เพราะบริหารเงินไม่เป็น การจัดการการเงินเป็นทั้งหมดของวิชาการเงินเลย - ทั้งนี้ อย่าหลงลืมว่าสิ่งที่เราซื้อในแต่ละวัน เราต้องการมันจริง ๆ ไหม แยกให้ออกว่าอะไรจำเป็นจริง ๆ กับจำเป็นต่อใจเฉย ๆ ให้ได้

หนังสือ เพื่อนเก่าที่หายสาบสูญ: สุขภาพดีด้วยการดูแลระบบนิเวศในร่างกาย ของ ชัชพล เกียรติขจรธาดา - เชื้อโรคเป็นสิ่งที่เราอยู่กับมันมาตลอด แต่แล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้แต่อยู่ที่การวิวัฒนาการ - ระบบนิเวศ สร้างให้เรามีอากาศใช้ แต่มันก็แฝงไปด้วยความน่าสงสัยว่าทำไมแบคทีเรียในร่างกายจึงจำเป็น - โอกาสที่เราจะถูกเชื้อโรคฆ่าตายมีอยู่เยอะมาก โดยเฉพาะภูมิแพ้ของตัวเราเอง - อย่างการทานยาปฏิชีวนะบ่อยทำไมถึงไม่ดี แล้วสิ่งที่ไม่ดีมันคืออะไร ร่างกายหรือตัวยาเอง - ทั้งนี้ โรคภัยไข้เจ็บอาจจะเกิดจากสิ่งภายนอกเข้ามาในร่างกายก็จริง แต่ภายในร่างกายที่ต้องต่อสู้ก็สำคัญมากกว่า

มีคนมาปรึกษาว่า ขอวิธีรับมือกับลูกชายอยู่ช่วงวัยรุ่น อายุ 15 ปี และแม่ก็คือตัวเราเองในวัยที่หมดประจำเดือน อายุ 51 ปีหน่อยค่ะ พยายามรับมือเองแล้ว แต่เหนื่อยมาก - เมื่อเราตัดสินใจมีลูกช้าหน่อยนั่นก็แปลว่า เราเริ่มมีลูกตอนอายุ 36 ปีอาจจะช้าไปก็ได้หรือพอดีก็ได้ - เหนื่อยกับการเลี้ยงลูกก็ยังดีกว่าเหนื่อยกับการที่เราไม่ได้ทำอะไรให้มันสร้างสรรค์เลย - เมื่อลูกชายอายุ 15 ปีกำลังอยู่ในช่วงขวานผ่าซาก หรือว่าเขาเริ่มกำลังจะเป็นวัยรุ่นตอนต้นนั่นเอง - ให้โอกาส ให้พื้นที่ และรับฟังความคิดเห็นของเขาหน่อย เราเหนื่อยเพราะเรากำลังคิดว่าเรากำลังเลี้ยงลูก แต่ลูกเขาเริ่มโตแล้วมากกว่า - ทั้งนี้ เด็กแต่ละคนแตกต่างกัน เราไม่จำเป็นจะต้องไปคิดแทนเขาทุกเรื่อง ปล่อยให้เขาตัดสินใจ และฝึกสังเกตการตัดสินใจร่วมกันด้วย

ข้อความโพสต์จาก Mark Manson ได้เขียนข้อความไว้ว่า "แค่กับการที่ว่าเรารู้สึกดีกับบางสิ่ง นั่นไม่ได้หมายความว่ามันเป็นสิ่งที่ดีต่อชีวิตจริง และแค่กับการที่ว่าเราชอบใครสักคน นั่นก็ไม่ได้หมายถึงว่าเขาจะดีกับคุณเสมอ" - อย่าเอาคำว่าแค่รู้สึกดีเป็นมาตรวัดกับการตัดสินใจใหญ่ ๆ ในชีวิตเด็ดขาด - บางทีมันมาเป็นตัวหลอกล่อเรา ให้เราติดกับดักของชีวิตว่า เราต้องเลือกมันเพราะเหตุผลที่ไม่ค่อยดี - รับรู้ให้ได้ว่า การเรียนรู้เรื่องการรู้จักตัวเองเป็นทั้งหมดของชีวิต ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีใครสอนเรามากเท่าไหร่ แต่มันสำคัญ - หากว่าปัญหาของเราในวันนี้ก็คือ เราชอบและไม่ชอบใครเต็มไปหมดเลยในชีวิต ก็ให้ปรับมุมมองว่าเขาไม่ดีหรือดีอย่างนั้นจริงไหม - ทั้งนี้ ทุกคนมีความเห็นต่อเรื่อง ๆ หนึ่งได้เสมอ แต่ไม่ใช่การออกความเห็นทำได้ทุกจังหวะเวลา เนื่องจากมันจะมีช่วงเวลาที่ให้ออกความเห็นและไม่ให้ออก