Podcast สาระนานาประโยชน์ เช่นจิตวิทยา ปรัชญา ธรรมะ ฯลฯ และชวนคุยเรื่องปัญหาชีวิตในทุกแง่มุม ผสมผสานอย่างลงตัวด้วยความเชื่อที่ว่า 'ทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ'

ข้อความโพสต์จาก Mark Manson ได้เขียนข้อความไว้ว่า "5 วิถีทางที่เราจะเพิ่มประสิทธิผลในแต่ละวัน คือ 1. หลับให้ดีกว่าเดิม ไม่เติมคาเฟอีน เหล้า และน้ำตาลก่อนนอน 2. ตื่นให้เช้ากว่าเดิม เพื่อมาดูหนอนและนก 3. ทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน 4. ไม่ต้องดูอีเมล หรือพิมพ์ข้อความหาใคร รวมถึงเล่นโซเชียลหลังทานข้าวเที่ยง และ 5. ลุกขึ้นและไปเดินเลยตอนนี้" - เพียงแค่ไม่กี่สิ่งในชีวิต เราก็จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นได้จริง - สังเกตตัวเองในแต่ละวัน ว่าเรามีชีวิตที่ดีขึ้นหรือแย่ลงเพราะอะไร - ไม่มีคำว่าบังเอิญบนโลกใบนี้ ทุกอย่างมันมีเหตุผลที่ทำให้เราได้อะไรดี หรือได้อะไรที่ไม่ดี - รับรู้เรื่องราวความเป็นไปของคนอื่น สิ่งมีชีวิตอื่น และสิ่งแวดล้อมรอบตัวแบบพอสังเขป - ทั้งนี้ แต่ละคนจะออกแบบชีวิตต่างกัน ให้ออกแบบตามความเหมาะสมกับบริบทที่เราเป็น

หนังสือ Outlive: The Science and Art of Longevity ของ Peter Attia with Bill Gifford - คุณอยากมีชีวิตที่ยืนยาว ไปทำไม นั่นคือคำถามสำคัญของหนังสือเล่มนี้ - ทำไมการออกกำลังกายสำคัญกว่าการทานยา เพราะมันคือสิ่งที่เน้นย้ำว่าร่างกายต้องการขยับ - 5 สิ่งที่ร่างกายขาดมันไม่ได้ คือ 1. ออกกำลังกาย 2. โภชนาการ 3. การนอนหลับ 4. สุขภาพจิต และ 5. อาหารเสริมและส่วนขยายเพิ่มเติม - แก่นของร่างกายคือการขยับเขยื้อนร่างกายไปหน่อย อย่าขี้เกียจในการขยับอย่างเด็ดขาด - อายุยืนเป็นเหตุไม่ใช่ผล แสดงว่าการที่จะมีอายุยืนได้ต้องเรียนรู้ว่าร่างกายเราต้องการอะไรเป็นพิเศษนั่นเอง

มีคนมาปรึกษาว่า สวัสดีค่ะ เราแต่งงานมา 3 ปีแล้ว มาสร้างบ้านอยู่กับสามี ส่วนแม่สามี มีบ้านอยู่กับปล่อยเช่าแล้วมาอยู่กับเรา แม่แฟนอายุยังไม่มาก ตอนแรกมีงานทำอยู่ดี ๆ ก็ลาออก แล้วมานอนอยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ทำงาน เราแค่อยากถามว่า การที่เราไม่อยากรีบกลับบ้าน เพราะไม่อยากมาทำกับข้าวให้แม่แฟนกินจะผิดมากไหม แม่แกสุขภาพดีทำอาหารเป็น อยู่บ้านเราก็ซื้อวัตถุดิบไว้ให้ทำตลอด แต่แกไม่ยอมทำกินเองแล้วมารอเรากลับไปทำให้กิน บางวันเราเหนื่อย ๆ เราก็ไม่อยากทำกับข้าวหรือก็ไม่กินข้าวไปเลย แต่ต้องมาลำบากทำให้แม่แฟนกิน ถ้าวันไหนแฟนอยู่บ้าน เราก็จะทำให้แฟนกับแม่แฟนกิน แต่วันไหนแฟนไม่อยู่บ้านไปเข้าเวรกลับดึก เราก็แทบไม่อยากกลับบ้านเลย เพราะเหตุผลเดิม ซึ่งพ่อแม่เราเองอายุจะ 60 ปีละ ท่านก็ยังทำงานหาเงิน หาข้าว หาปลากินเอง ไม่เคยได้ลำบากลูกแบบเราเลย เราคิดว่าขนาดพ่อกับแม่ยังไม่ได้หาให้กินเลย แล้วแม่คนอื่นเราต้องมาหาให้กินคงไม่ใช่ แต่บางทีเราก็คิดว่ามันใจร้ายเกินไปรึเปล่า เห็นแก่ตัวไปไหม ค่าใช้จ่ายในบ้านทุกอย่างเราก็เป็นคนจ่าย แล้วต้องมาแบ่งเงินเลี้ยงแม่สามีตัวเองอีก ทั้งที่พ่อกับแม่เราก็ไม่เคยให้ด้วยซ้ำ ทุกวันนี้บ้านตัวเองแทบไม่อยากกลับ เพราะเบื่อที่ต้องหาข้าวหาน้ำให้แม่แฟนกิน วันไหนทำกินกันสองคนกับแฟน แม่สามีก็หาว่าทำน้อยอีกมีแค่นี้เหรอ เราต้องทำยังไงดีคะ อยากหาทางออกค่ะ - แม่เรากับแม่สามีหรือแม่ภรรยา ไม่เหมือนกัน การนำมาเปรียบเทียบกันบ่อย ๆ ไม่เกิดผลดี - นิ้วเรายังไม่เท่ากัน ขนาดใบหน้า รวมไปถึงดวงตาของเรายังไม่เท่ากันเลย เราจะให้สิ่งอื่นเหมือนกันได้ไง - บางทีเราก็ลืมไปว่า หน้าที่ของคน ๆ นึงคืออะไร หาเงิน ทำงาน และทำหน้าที่ภรรยาที่ดีให้กับสามี และแม่สามีก็รวมในสามีด้วย - ถ้าเหนื่อยก็พัก ไม่รักก็พอ และมีอะไรก็บอกแม่สามีตรง ๆ ไม่ต้องเก็บไปคิดมาก รอให้มันถึงขั้นที่สามีมาพูดกับเรา แล้วค่อยคุยเรื่องนี้กันอีกที - แต่ละคน แต่ละครอบครัวถูกเลี้ยงดูมาต่างกัน วัฒนธรรมของที่บ้านก็คิดอีกอย่าง ส่วนวัฒนธรรมของเราก็อีกอย่าง ลองถามพ่อแม่เราดูก็ได้

ข้อความโพสต์จาก James Clear ได้เขียนข้อความไว้ว่า "อย่ามองข้ามพื้นฐานเด็ดขาด รวมถึงไม่เพิกเฉยต้นกำเนิดใด ๆ ทั้งสิ้น คุณจะให้ต้นไม้นั้นยืนหยัดได้นานเพียงใด ถ้ามันไม่มีรากแก้ว" - หลายคนมากที่เพิกเฉยต้นกำเนิด และพื้นฐานของชีวิต เช่น ความรู้พื้นฐานหรือทักษะพื้นฐาน - เมื่อเราเพิกเฉยไปนานวันเข้า เราก็จะเริ่มสั่นคลอน ซึ่งมันไม่ใช่เพียงแค่ชีวิต แต่ความคิดและทัศนคติเราด้วย - เหตุกับผลย่อมตรงตามกัน ไม่ผิดแผกจากกัน เพราะเหตุย่อมนำมาซึ่งผลแค่นั้นเลย - หากเราต้องการความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน เราก็จำเป็นจะต้องมีพื้นฐานที่สำคัญที่เกี่ยวโยงกับความสัมพันธ์ที่ดี - ทั้งนี้ พื้นฐานต่าง ๆ วิชาที่เริ่มต้นรหัสด้วย 101 ก็คือวิชาที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต้องเรียน แล้วมันคือวิชาชีวิต 101

หนังสือ The Trading Game: A Confession ของ Gary Stevenson - เกมของความโลภ ความกลัว และความหวัง ก็คือเกมการเทรด - ไม่มีใครจะชนะตลาดได้เลย แม้แต่คนเดียว มีแต่คนที่เลือกมาชนะตัวเองเมื่อวานนี้เท่านั้น - มันเป็นงานที่เราจะแพ้ แต่มันยากมากที่เราจะชนะ แล้วหนทางนั้นยาวไกลเกินกว่าที่เราคาดคิดไว้มาก - การเทรดมันอยู่ที่จิตวิญญาณ ถ้าเราอยากชนะ เราต้องเริ่มต้นจากศูนย์เสมอ ไม่คิดไกลเกินตัวแล้วค่อย ๆ ทำ - แล้วถ้าหากเราต้องการอยากอยู่ในวงการเทรดจริง ๆ สงสัยเราควรจะต้องเริ่มจากการทำงานในแบงก์ก็เป็นได้

มีคนมาปรึกษาว่า เป็นเด็กจบใหม่ผิดมากไหมคะ ที่เรียนรู้งานไม่เร็วเท่าคนมีประสบการณ์มาเป็น 10 ปี - เด็กใหม่ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีประสบการณ์อยู่แล้ว บริษัทก็เลยอยากได้คนที่เคยผ่านการฝึกงานมาบ้าง - เรียนรู้ รับรู้ และตกตะกอนให้ได้ว่า อะไรที่เราถนัด เราทำได้ดีเยี่ยม สิ่งนั้นจะเป็นจุดแข็งของเราต่อไป - บริษัทก็ต้องการพนักงานที่เก่ง และส่วนใหญ่แล้วคนที่เก่งจริง มักจะเลือกบริษัทเฉกเช่นเดียวกัน - ประสบการณ์ 10 ปีกับมือใหม่ มันต่างกันมาก เหมือนเกมกีฬาเลยที่เราต้องใช้เวลาฝึกฝนตนเอง - เข้าใจดีว่าความรู้สึกของเด็กจบใหม่ที่โดนเปรียบเทียบ และเข้าห้องดำบ่อย ๆ เป็นอย่างไร มันคือคำถามที่เราต้องถามตัวเองว่าเราเหมาะกับที่นี่จริงไหม

ข้อความโพสต์จาก Morgan Housel ได้เขียนข้อความไว้ว่า "ผมคิดถึงจุดที่คนส่วนใหญ่มักจะเริ่มมีปัญหาทางการเงิน รวมไปถึงถังแตกเพราะเกิดจากการใช้จ่ายเกินตัวที่เราไม่ได้มีความสุขที่ได้มันมาด้วยซ้ำไป มันคือความสูญเสียเป็นสองเท่า ซึ่งมันไม่ใช่คุณที่เจอปัญหา แต่มันคือการที่เราจะไม่มีความสนุกในการใช้ชีวิตเมื่อเราถึง ณ จุดนั้นจริง" - ความสนุกของการใช้เงิน กับความทุกข์ของการใช้หนี้มันเทียบเท่าไม่ได้เลย - มนุษย์มักจะมีทีท่าของการสูญเสีย หรือการเจอปัญหามากกว่าการพบเจอความสุขหลายร้อยเท่า - หลีกเลี่ยงปัญหาระยะยาวด้วยการเผชิญหน้ากับความจริงตรงหน้าก่อน เพราะต้นทุนของการไม่เผชิญหน้ากับปัญหาสูงกว่ามาก - ถังแตกได้เพราะบริหารเงินไม่เป็น การจัดการการเงินเป็นทั้งหมดของวิชาการเงินเลย - ทั้งนี้ อย่าหลงลืมว่าสิ่งที่เราซื้อในแต่ละวัน เราต้องการมันจริง ๆ ไหม แยกให้ออกว่าอะไรจำเป็นจริง ๆ กับจำเป็นต่อใจเฉย ๆ ให้ได้

หนังสือ เพื่อนเก่าที่หายสาบสูญ: สุขภาพดีด้วยการดูแลระบบนิเวศในร่างกาย ของ ชัชพล เกียรติขจรธาดา - เชื้อโรคเป็นสิ่งที่เราอยู่กับมันมาตลอด แต่แล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้แต่อยู่ที่การวิวัฒนาการ - ระบบนิเวศ สร้างให้เรามีอากาศใช้ แต่มันก็แฝงไปด้วยความน่าสงสัยว่าทำไมแบคทีเรียในร่างกายจึงจำเป็น - โอกาสที่เราจะถูกเชื้อโรคฆ่าตายมีอยู่เยอะมาก โดยเฉพาะภูมิแพ้ของตัวเราเอง - อย่างการทานยาปฏิชีวนะบ่อยทำไมถึงไม่ดี แล้วสิ่งที่ไม่ดีมันคืออะไร ร่างกายหรือตัวยาเอง - ทั้งนี้ โรคภัยไข้เจ็บอาจจะเกิดจากสิ่งภายนอกเข้ามาในร่างกายก็จริง แต่ภายในร่างกายที่ต้องต่อสู้ก็สำคัญมากกว่า

มีคนมาปรึกษาว่า ขอวิธีรับมือกับลูกชายอยู่ช่วงวัยรุ่น อายุ 15 ปี และแม่ก็คือตัวเราเองในวัยที่หมดประจำเดือน อายุ 51 ปีหน่อยค่ะ พยายามรับมือเองแล้ว แต่เหนื่อยมาก - เมื่อเราตัดสินใจมีลูกช้าหน่อยนั่นก็แปลว่า เราเริ่มมีลูกตอนอายุ 36 ปีอาจจะช้าไปก็ได้หรือพอดีก็ได้ - เหนื่อยกับการเลี้ยงลูกก็ยังดีกว่าเหนื่อยกับการที่เราไม่ได้ทำอะไรให้มันสร้างสรรค์เลย - เมื่อลูกชายอายุ 15 ปีกำลังอยู่ในช่วงขวานผ่าซาก หรือว่าเขาเริ่มกำลังจะเป็นวัยรุ่นตอนต้นนั่นเอง - ให้โอกาส ให้พื้นที่ และรับฟังความคิดเห็นของเขาหน่อย เราเหนื่อยเพราะเรากำลังคิดว่าเรากำลังเลี้ยงลูก แต่ลูกเขาเริ่มโตแล้วมากกว่า - ทั้งนี้ เด็กแต่ละคนแตกต่างกัน เราไม่จำเป็นจะต้องไปคิดแทนเขาทุกเรื่อง ปล่อยให้เขาตัดสินใจ และฝึกสังเกตการตัดสินใจร่วมกันด้วย

ข้อความโพสต์จาก Mark Manson ได้เขียนข้อความไว้ว่า "แค่กับการที่ว่าเรารู้สึกดีกับบางสิ่ง นั่นไม่ได้หมายความว่ามันเป็นสิ่งที่ดีต่อชีวิตจริง และแค่กับการที่ว่าเราชอบใครสักคน นั่นก็ไม่ได้หมายถึงว่าเขาจะดีกับคุณเสมอ" - อย่าเอาคำว่าแค่รู้สึกดีเป็นมาตรวัดกับการตัดสินใจใหญ่ ๆ ในชีวิตเด็ดขาด - บางทีมันมาเป็นตัวหลอกล่อเรา ให้เราติดกับดักของชีวิตว่า เราต้องเลือกมันเพราะเหตุผลที่ไม่ค่อยดี - รับรู้ให้ได้ว่า การเรียนรู้เรื่องการรู้จักตัวเองเป็นทั้งหมดของชีวิต ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีใครสอนเรามากเท่าไหร่ แต่มันสำคัญ - หากว่าปัญหาของเราในวันนี้ก็คือ เราชอบและไม่ชอบใครเต็มไปหมดเลยในชีวิต ก็ให้ปรับมุมมองว่าเขาไม่ดีหรือดีอย่างนั้นจริงไหม - ทั้งนี้ ทุกคนมีความเห็นต่อเรื่อง ๆ หนึ่งได้เสมอ แต่ไม่ใช่การออกความเห็นทำได้ทุกจังหวะเวลา เนื่องจากมันจะมีช่วงเวลาที่ให้ออกความเห็นและไม่ให้ออก

หนังสือ A Pragmatist's Guide to Leveraged Finance: Credit Analysis for Below-Investment-Grade Bonds and Loans ของ Robert S. Kricheff - การใช้เครื่องทุ่นแรงหรือว่าการกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุนนั้น เปรียบเสมือนเพิ่มเงินทุนเป็น 2 เท่าหรือมากกว่านั้น - วิธีในการตรวจสอบว่าบริษัทไหนมั่นคง เราอาจจะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า อัตราการกู้ยืมต่อผู้ถือหุ้นหรือว่าต่อสินทรัพย์ - แต่แล้วการที่จะวิเคราะห์ว่า บริษัททางการเงินมีเงินกู้เยอะ แล้วปล่อยกู้เยอะกว่าในบางช่วงเวลานั้น อาจจะไม่ใช่สัญญาณอันตราย - ระมัดระวังการเติบโตด้วยเครื่องทุ่นแรงที่เกินกว่า 100% เช่นมีเงิน 1 ล้าน แต่ใช้วงเงินกู้เต็มจำนวนเกินกว่า 1 ล้านมากเกินไป - ทั้งนี้ บางช่วงเวลาเราได้ตัวช่วยให้ไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้ไว แต่บางช่วงเราอาจจะสูญเสียและทำให้เวลาถูกถ่างออกไปด้วย จังหวะคือทุกสิ่ง

มีคนมาปรึกษาว่า สวัสดีค่ะ เรื่องมีอยู่ว่าแฟนเรากับเพื่อน 2 คน จัดตั้งบริษัทเล็ก ๆ ขึ้นมา เป็นบริษัทฟรีแลนซ์ ทุกคนมีงานประจำอยู่แล้ว แต่แฟนเราก็มีชื่อเป็นกรรมการ ส่วนอีกคนเป็น CEO จัดการทุกอย่าง แต่ละคนมีหน้าที่ดังนี้ค่ะ 1. คนที่เป็น CEO ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานในช่วงแรก มีหน้าที่แค่จ่ายเงินเข้าบริษัทให้มีเงินหมุนคล่องขึ้น แทนชื่อว่าพี่ เอ 2. คนนี้เป็นคนจัดการทุกอย่างตั้งแต่จัดตั้งบริษัท และในการเปิดครั้งนี้เพราะต้องการลดค่าใช้จ่ายเรื่องภาษีของตัวเอง หาเงินมาใช้หนี้ในส่วนของตัวเอง จึงได้ไปขอทุนจากพี่เอในการทำงานครั้งนี้ แทนชื่อว่าพี่ บี และ 3. แฟนเรามีหน้าที่หลัก ๆ คือ CFO และจัดการปัญหาทุกอย่างที่พี่บีไม่สะดวกทำ เรื่องคือเปิดบริษัทมาจะ 2 ปีแล้ว มักจะมีปัญหาเดิม ๆ ไม่ได้รับการแก้ไขใด ๆ ก็คือ 1. หมุนเงินไม่ทันในบริษัท เพราะพี่บีไม่ชี้แจงการเงิน ว่าเอากำไรจากที่ได้มาไปทำอะไรบ้าง ทำไมไม่เหลือติดบัญชีไว้จ่ายภาษีเลย ทั้งที่พี่เอ ก็เติมเงินมาตลอด เดือนละเป็นล้านแต่ไม่ว่าจะเติมเท่าไหร่พอสิ้นเดือน ตัวเลขก็ยังติดลบอยู่ดี ทั้งที่คำนวณแล้วว่ามันต้องมีกำไรในบรรทัดสุดท้ายแน่นอน จนล่าสุด 6 เดือนมานี้พี่เอเข้ามามีบทบาทที่จะมาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ จนให้คำชี้ขาดว่าถ้าถึงกำหนดครบแล้วถ้าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข เขาจะขอถอนตัวจากบริษัท แล้วเหมือนปัญหาหลักก็คือไม่อยากจ่ายภาษีแค่นั้นเลย 2. ทุกครั้งที่พี่บีพาฟรีแลนซ์คนอื่นเข้ามา ก็มักจะมีปัญหาตามมา เพราะเขาเข้ามาทำงานแล้วไม่โอเค ให้แฟนเราเข้าไปคุยว่าไม่โอเคที่จะจ้างต่อ ซึ่งแฟนเราก็เตือนตลอดเวลาจะรับใครเข้าทำงาน และ 3. พี่เอกับพี่บี มักจะโทษแฟนเราว่าทำงานไม่คุ้มเงินเดือน เขาทั้ง 2 เป็นคนมาคุยกับเราเอง มาถามเราถึงทราบเรื่องว่าทุกคนคิดยังไงกับแฟนเรา ทั้งที่ความจริงแฟนเราทุ่มเทกับงานให้พวกเขามาก ๆ จนกระทบกับความสัมพันธ์ของเราด้วย ความคิดของพี่ ๆ ก็คือช่วงนี้แฟนเราเป็นอะไรรึเปล่า ทำให้บริษัทเสียเงินตลอด ไม่เสียค่าอะไรเลย แต่ก็ยังได้เงินเดือนอยู่ แล้วสถานการณ์ล่าสุดก็คือ แฟนเราไปเปิดบัตรเครดิตและจะให้พี่บีเอาไปใช้หมุนเวียนในบริษัท ซึ่งเราก็บอกแฟนไปว่าไม่โอเคที่ทำแบบนั้น เราไม่รู้ว่าเราใจแคบไปไหม แต่ปัญหาในบริษัทเรารับรู้หมด เราอยากรู้ว่าควรจะคุยกับแฟนยังไง และมั่นใจว่าแฟนจะเจอปัญหาใหญ่ถ้าเลือกทำแบบนี้ต่อไป ประวัติทั้งสามคนก็สนิทกันตั้งแต่เด็ก สมัยอนุบาลเลย ขอบคุณที่อ่านจบค่ะ - ปัญหาใหญ่ของเรื่องนี้ก็คือ บริหารเงินกันไม่เป็นเลย แบบต้องมาทบทวนการเงินใหม่ทั้งหมด แถมการเพิ่มทุนทุกเดือนก็ไม่สมควรด้วย - การจะทำงานเป็นทีมจำเป็นจะต้องจัดบทบาทที่เราถนัด และมีความสามารถในจุดนั้นจริง เหมือนว่า CFO ไม่ได้รู้เรื่องการเงินเลย - พื้นฐานการจ่ายภาษีรายได้ที่พึงมี เป็นหน้าที่ของผู้ที่มีเงินได้ตามกำหนดทุกคนตามกฎหมาย ไม่มีเหตุผลที่ไม่อยากจ่ายภาษี - แถมการจะเอาเงินหมุนจากบัตรเครดิตเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง เพราะดอกเบี้ยจ่ายสูงถึง 16% หากผิดนัดชำระก็เพิ่มขึ้นไปอีก - ทั้งนี้ ปัญหานี้รอวันสุกงอมอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไร เพราะคนรับฟังได้แค่การรับฟัง อยากให้เคสนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า เรื่องบางเรื่องดูไว้แต่อย่าทำตามพอ

ข้อความโพสต์จาก Morgan Housel ได้เขียนข้อความไว้ว่า "พันธบัตร Austrian อายุ 100 ปีที่เริ่มขายตั้งแต่ปี 2020 ตอนนี้ราคาร่วงกว่า -75% โดยหลักแล้วมันคือหุ้นมีม" - เมื่อเราลงทุนกับสินทรัพย์อะไร ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ หรือตราสารทุน รวมไปถึงสินทรัพย์อื่น ๆ เราก็ต้องรับความเสี่ยงให้ได้ - ตราสารหนี้ก็คือเรามีบทบาทเป็นเจ้าหนี้ ที่ถือครองพันธบัตรนั้น ๆ แล้วส่วนใหญ่พันธบัตรจะมีอายุตามหน้าตั๋วที่เราถือครอง - ดอกเบี้ยนโยบายที่ขึ้น ทำให้ตราสารหนี้มีความผันผวนเพราะมันคือ fixed rate หน้าตั๋วอยู่แล้ว ถ้าดอกเบี้ยสูงแล้วตั๋วเราต่ำมันก็จะกดผลตอบแทนรวมไป - อัตราเร่งของการร่วงลงของราคาตราสารหนี้ส่วนใหญ่ก็คือ สภาวะเศรษฐกิจมวลรวม เมื่อภาวะมันอึมครึม การลงทุนแบบมั่นคงอาจจะดีกว่าในระยะยาว - ดังนั้น การที่เราจะถือครองสินทรัพย์ใด เราจำเป็นจะต้องศึกษาเศรษฐศาสตร์มหภาคให้ดี ๆ เพราะแต่ละจังหวะลงทุนต่างกัน

หนังสือ The Diary of a CEO: The 33 Laws of Business and Life ของ Steven Bartlett - หนังสือของเจ้าพ่อพอดแคสต์ The Diary of a CEO - การสัมภาษณ์ที่ทรงคุณค่านั่นก็คือการสนทนา ที่เปี่ยมไปด้วยสาระประโยชน์มากมาย - ชีวิตเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้กันอยู่เนือง ๆ อย่าเพิกเฉยต่อชีวิตเด็ดขาด - การงาน การเงิน และความสัมพันธ์ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่จะสมบูรณ์พร้อม - สิ่งที่เราจะประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ใช่เราได้รับอะไร แต่เราเริ่มมอบอะไรให้กับผู้คนมากกว่า

มีคนมาปรึกษาว่า เรื่องประมาณว่าหนูไม่กล้าเปิดใจกับใคร เพราะคนล่าสุดทำกับหนูจนไม่กล้ารักใครอีกแล้วค่ะ ฝากด้วยนะคะ - การเปิดใจไม่สามารถให้ใครทำแทนเราได้ เราต้องทำด้วยตัวของเราเอง - ลองดู ลองทำมันดู ลองเริ่มต้นใหม่บ้าง อะไรที่ไม่เคยก็ลองดูแค่นั้นเลย - ไม่มีใครทำให้เรากลัวที่จะเริ่มต้นใหม่ได้จริง ๆ อย่าโทษคนอื่น จงสำรวจตัวเองก่อน - ถ้าเรากลัวความผิดหวัง ชีวิตเราจะเศร้าสร้อยไปทั้งชีวิต ลุกขึ้นสู้กับความเป็นจริงแล้วเราจะมีความสุขเอง - ทั้งนี้ ชีวิตไม่ใช่ว่าเจอสิ่งที่ดีแล้วเราจะกล้า หรือว่ารอให้สมหวังในความรักก่อนจึงจะกล้ารัก แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะสมหวังก่อนกล้าที่จะรัก

ข้อความโพสต์จาก Morgan Housel ได้เขียนข้อความไว้ว่า "ทุกอย่างของการลงทุนนั้นคือ พฤติกรรม จิตใจ สังคม และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การลงทุนที่ผิดพลาดมักจะไม่ได้เกิดเพราะนักลงทุนไม่ได้เข้าใจการเงินอย่างถ่องแท้ แต่มันเกิดจากสิ่งที่เขาเหล่านั้นเข้าใจเพียงแค่การเงินก็เท่านั้นเอง" - ไม่ใช่ว่านักลงทุนที่ดีเยี่ยมจะมีแค่วิชาการเงิน แต่เขามีวิชามากกว่านั้นเยอะ - พอร์ตการลงทุนจะเป็นตัวการันตีว่าเราสามารถทำได้มากน้อยเพียงใด มันขึ้นอยู่กับทักษะและจังหวะ - เหมือนว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของการลงทุนก็คือ เราคิดว่าการบริหารการเงินคือทุกสิ่ง แต่มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งก็เท่านั้น - ทุกส่วนประกอบจะมาเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการตัดสินใจ และเลือกสินทรัพย์ลงทุน ซึ่งมันอยู่ที่ประสบการณ์ของเราด้วย - วิชาที่เราควรเข้าใจที่มีผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนก็คือ วิชาชีวิต เราต้องตระหนักรู้ถึงความแตกต่างระหว่างมีวิชานี้กับไม่มี

หนังสือ Purple Cow: Transform Your Business by Being Remarkable ของ Seth Godin - ธุรกิจคุณเป็นวัวสีม่วงรึเปล่า มันคือสิ่งที่ทลายกำแพงวัวสีขาวดำออกไปกลายเป็นสีม่วงที่แตกต่าง - คนที่ใช่จะต้องอยู่ในจุดที่ใช่ด้วย เมื่อสองสิ่งมาเรียงตรงกันมันจึงเกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นได้ - หาทีมที่ใช่ เราจะได้เป็นธุรกิจที่เป็นวัวสีม่วง ซึ่งในความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องเป็นสีอะไร ขอแค่แตกต่างอย่างลงตัวพอ - การตลาดในอนาคตก็คือการแย่งชิงชิ้นเค้กกัน แล้วแน่นอนว่าชิ้นเค้กจะอยู่ที่ตลาดที่เราเข้าไปเล่น - ไม่มีอะไรที่จะขวางกั้นข้อมูลที่รั่วไหลได้ การจะทำให้มันแพร่หลายได้นั้นไม่ยาก แต่ส่วนใหญ่จะจบลงไปภายในไม่กี่วัน

มีคนมาปรึกษาว่า สวัสดีค่ะ คือหนูเลิกคบกับเพื่อนคนนึงมาสักพักแล้ว หนูถามเหตุผลนะคะว่าทำไมถึงเลิกคบกับหนูไป หนูทำอะไรไม่ดีหรือเปล่าบอกได้ไหม หนูจะได้ปรับปรุงตัว แต่เขาก็ไม่ยอมบอกเหตุผล ที่แยกออกไปเขาบอกเรื่องมันผ่านมาแล้วไม่อยากพูดถึงอีก ส่วนตัวหนูก็ไม่อยากไปคาดคั้นเขาแล้วเพราะหนูก็ไม่รู้อยู่ดีว่าทำอะไรผิดถึงโดนแบบนี้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วหนูแทบไม่ได้สนิทกับคนที่เลิกคบไปค่ะ จะสนิทกับอีกคนนึงมากกว่า แต่คนที่เลิกคบกับหนูไปก็ไปบอกกับเพื่อนอีกคนว่า ไม่สนิทใจกับหนู ถ้าจะให้หนูมาด้วยเขาไม่พร้อมจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบไปพูดกับเพื่อนคนอื่น ๆ ค่ะ แล้วเพื่อนคนอื่นก็เลยลำบากใจที่จะชวนหนูไปด้วย หนูเลยอยากปรึกษาว่าควรทำยังไงดีคะ หนูปล่อยเรื่องนี้มาพักใหญ่ แล้วหนูก็ไม่เคยคิดเรื่องเขาเลยค่ะ แต่เขาก็ชอบเอาเรื่องหนูไปพูด จนไม่รู้จะทำยังไงแล้ว เขาแยกไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนอีกกลุ่มนึง แต่เวลาจะไปเที่ยวก็มักจะชวนเพื่อนหนูไปกับกลุ่มใหม่เขาด้วย หนูจะรู้สึกนอยด์เวลาเพื่อนหนูไปด้วย แต่เพื่อนในห้องก็มีมาถามว่า ทำไมเป็นอะไรกัน หนูก็เลยไม่รู้จะตอบยังไงก็เลยตอบแค่ว่า แยกออกไปเฉย ๆ ไม่มีอะไร พักหลังโดนถามบ่อยครั้งเข้าก็เลยไม่ไหวแล้วค่ะ จะจัดการกับเพื่อนหรือเรื่องนี้ยังไงดีคะ - เพื่อนที่ดีจะบอกว่าเราผิดอะไร เขาถึงมีท่าทีที่เปลี่ยนไป แต่เพื่อนที่ไม่ดีจะทำตรงกันข้าม - นี่คือสังคม สังคมไม่ได้บอกเราเสมอว่าเราจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร ให้สังเกต เพราะการสังเกตคือทุกสิ่ง - หากว่ามีเพื่อนคนนึงกำลังพูดโน้มน้าวให้เพื่อนอีกคนนึงเปลี่ยนใจ ไม่ว่าจะจากอะไร แล้วมีผลกระทบต่อเราโดยตรงนั่นเป็นสัญญาณที่ไม่ดี - จับสัญญาณให้ดี ๆ ทุก ๆ เทอม และทุก ๆ ปี เราอาจจะได้ย้ายห้อง เปลี่ยนกลุ่มเพื่อนหรือว่าย้ายโรงเรียน ไม่ว่าอะไรก็ตามสัญญาณการเปลี่ยนแปลงย่อมชัดเจน - บางคนอาจจะอิจฉา หมั่นไส้ ไม่ชอบหน้า เคมีไม่ตรงกันบลา ๆ รวมถึงอะไรก็ตามแต่ ขอให้เราตระหนักว่าคนไม่ชอบเรา เราก็ไม่ดีในสายตาเขาอยู่ดี สำรวจตัวเองพอประมาณ

ข้อความโพสต์จาก Morgan Housel ได้เขียนข้อความไว้ว่า "พวกเราสร้างโฆษณาเพื่อให้ผู้คนได้อ่านมัน แต่คุณไม่สามารถรักษาจิตวิญญาณของผู้ที่ปราศจากจิตวิญญาณไว้ได้เลย - David Ogilvy" - มันเป็นข้อความที่ดี ที่จะนำไปใช้ทุก ๆ การสื่อสารได้ทั้งหมดเลย - ปัญหาใหญ่ของการโฆษณาก็คือ เราต้องให้ผู้คนเชื่อในสิ่งที่เราส่งข้อความไปด้วย - ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะรับสารตรงกับสารที่สื่อไป เพราะทุกการสื่อสารมันย่อมคลาดเคลื่อนเป็นเรื่องธรรมดา - นักสื่อสารทุกคนจึงจำเป็นจะต้องสอบทาน ตรวจสอบ และพยายามหาทางออกว่า คนใดที่ต่อให้สื่อสารแค่ไหนก็ไม่ได้ผลเลย - ทั้งนี้ คนที่ไม่มีจิตวิญญาณที่จะต้องการอะไร ต่อให้เราเสนออะไรไปเขาก็ปฏิเสธทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องปกติสามัญอยู่แล้ว

หนังสือ สงครามที่ไม่มีวันชนะ ของ ชัชพล เกียรติขจรธาดา - เชื้อโรคเป็นสิ่งที่เราเรียนรู้กันว่า มันเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่แล้วบางมุมก็ย่อมดีได้ - การใช้ประโยชน์จากโรคภัย ก็จะทำให้สามารถสร้างวัคซีน ช่วยเหลือชาวโลกได้จริง - ถ้าไม่มีแพทย์นักวิจัย เราก็จะไม่มีตัวช่วยเหลือยามยาก เวลาเราประสบกับเชื้อมหันตภัย - แม้กระทั่งการล้างมือ ก็อาจจะเพิ่งเริ่มต้นขึ้นมาไม่นาน แถมมันสามารถลดการติดเชื้อได้เยอะขึ้นมหาศาล - ความสะอาดจึงเป็นของคู่โลก แต่มันไม่ใช่สิ่งที่สาธารณะเลย ทุกวันนี้ยังมีคนเสียชีวิตจากเชื้อโรคอยู่เสมอ

มีคนมาปรึกษาว่า สวัสดีค่ะ ตอนนี้หนูเลิกกับแฟนที่คบกันได้ 3 ปีกว่า ตอนนี้เลิกกันมาได้ 3 เดือนแล้วค่ะ แต่หนูยังรู้สึกว่ายังออกจากวังวนนี้ไปไม่ได้ พยายามทุกวัน คุยกับเพื่อนบ้าง เพื่อนก็ชอบด่าเราแรง ๆ เลยเลือกที่จะเก็บไว้คนเดียว ยังติดต่อกับแฟนเก่าอยู่บ้าง เพราะเหมือนเขาเป็นเพื่อนและครอบครัว หนูรู้สึกทรมานทุกวัน ที่มีเวลาว่างเยอะ ๆ เหมือนไม่รู้จะออกไปไหน จะหาอะไรมาช่วยเยียวยาได้บ้างคะ รบกวนขอคำแนะนำหน่อยค่ะ - ความเหงากับความรักแยกให้ออกก่อนเลย ถ้าแยกไม่ออกปัญหาใหญ่จะตามมา - คิดจะตัดอะไร ต้องตัดให้ขาด พอตัดไม่ขาดมันก็จะยืดเยื้อยาวนาน เรื้อรังแบบนี้ต่อไป - สังเกตใจของเราให้ดีว่า เราต้องการอะไรระหว่าง หากิจกรรมทำยามเบื่อหรือว่าเราต้องการแฟนเก่าจริง - เพื่อนชอบด่าเราแรง ๆ แล้วเราคิดอะไรได้บ้างไหม หรือว่าแค่รู้สึกเจ็บปวดที่ด่าเท่านั้น เพราะบางคำมันมีส่วนที่ทำให้เราได้ฉุกคิด - ทุกกิจกรรมมันพอช่วยได้บ้าง แต่การตัดใจไม่ยุ่งกันไปก่อนน่าจะดีที่สุด แฟนเก่าเป็นของแสลงของจิตใจที่ผูกพัน ไม่ควรยุ่งเกี่ยวจะดีสุด

ข้อความโพสต์จาก Morgan Housel ได้เขียนข้อความไว้ว่า "ทุกอดีตของตลาดที่ร่วงลงไป คล้ายกันกับโอกาสที่ดี และทุก ๆ อนาคตที่ลดต่ำลงไปก็คล้ายกันกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น" - อดีตคือโอกาส อนาคตคือความเสี่ยง แปลว่าวันนี้ของอนาคต คืออดีตทันที - การลงทุนคือความเสี่ยง หากเราไม่สามารถวัดมวลของระยะเวลาได้ - บางทีอาจจะแปลว่า เราควรจะต้องนึกถึงอนาคตให้มากที่สุด เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่เราไม่รู้ว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้น - แต่การมองย้อนกลับมา มันก็เหมือนตัวลวงเราว่า วันนั้นเราน่าจะลงทุนมากกว่านี้หรือว่าควรจะเข้าไปช้อนซื้อบ้างก็ยังดี - ทั้งนี้ เรื่องของเวลาเป็นเรื่องที่เราไม่สามารถจะกำหนดมันได้ อย่าลืมว่าเวลาเป็นอนันต์ไม่มีจุดเริ่มต้น หรือจุดจบที่แท้จริง

หนังสือ The Having: The Secret Art of Feeling and Growing Rich ของ Suh Yoon Lee and Jooyun Hong - ความลับของความมั่งมีคือสิ่งใด ทำไมคนส่วนน้อยประมาณ 1% ถึงมีสินทรัพย์ 99% ของคนทั้งโลก - คนที่มีทัศนคติของความมั่งมีเท่านั้น ที่จะได้มีสิ่งที่เขาเหล่านั้นปรารถนาได้ - กูรู หรือคนที่รู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลุ่มลึกและลึกซึ้งอย่างยิ่งนั้น อาจจะเป็นเพียงแค่ไกด์นำทางให้กับเราเท่านั้น - ตลาดของการเงินนั้นใหญ่มาก ๆ มันอยู่ที่ว่าเราอยากเข้าไปในตลาดไหน เพื่ออะไร และเพราะอะไรถึงเข้าไป - การจะมีสิ่งของที่มีมูลค่าที่สูง อาจจะไม่เทียบเท่ากับคุณค่าที่สูงได้ นั่นจึงเป็นมาตรวัดทางสังคมที่อาจจะไม่มีวันบรรจบกัน

มีคนมาปรึกษาว่า ขอวิธีจัดการกับความรู้สึกตอนตกงานหน่อยค่ะ ตอนนี้ตกงานสมัครไว้หลายที่ยังไม่มีการเรียกคุยใด ๆ เลย ก็เลยทำงานรายวันไป เพื่อให้อยู่รอดไปพลาง ๆ แล้วช่วงนี้ก็รับงานไม่ได้มา 4-5 วันแล้วเงินเก่าก็ใกล้จะหมดลง หนี้สินก็ยังต้องใช้อยู่ ทางบ้านก็ต้องส่งไปให้เขาอีก ตอนนี้รู้สึกแอบกังวลและเคว้งมากเลยค่ะ จะจัดการกับความรู้สึกนี้ยังไงดีคะ - การหางานใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ยังไงก็ท่องเอาไว้ว่าต้องรอด - แต่ละคนจะมีพลังในการสู้ชีวิตต่างกัน จิตวิญญาณนักสู้จะทำให้เรารอดพ้นจากช่วงอุปสรรคไปได้ - ปัญหาใหญ่ของผู้คนก็คือไม่ได้รับรู้ว่า เราควรจะสำรองเงินสดไว้กี่เดือน อย่างน้อยที่ควรก็คือ 3-6 เดือนเป็นอย่างต่ำ - ความรู้ทางการเงิน ทักษะทางการเงิน และการตระหนักรู้ทางการเงิน เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง มันขาดไปไม่ได้เลยในยุคทุนนิยม - หลายครัวเรือนก็จึงประสบปัญหาการเงินอย่างไม่มีวันจบสิ้น ทั้งหนี้สินที่รุงรัง และการเงินที่ตึงมือ นั่นจึงเป็นเหตุให้เกิดหายนะทางการเงินได้

ข้อความโพสต์จาก Ryan Holiday ได้เขียนข้อความไว้ว่า "8 นิสัยที่จะช่วยสร้างให้ชีวิตดีขึ้นได้จริงคือ 1. วารสาร เตรียมพร้อมสำหรับขั้นตอนต่อไป 2. ออกไปเดิน 3. ทำงานที่ลุ่มลึก 4. ทำงานให้ละเอียดลออ 5. อ่าน อ่าน และอ่าน 6. ออกกำลังกายอย่างจริงจัง 7. เชื่อมโยงความสัมพันธ์เข้าด้วยกัน และ 8. ใคร่ครวญเกี่ยวกับความตาย (Memento Mori)" - การอ่านจะช่วยให้เรามีข้อมูล และการเดินทำให้สมองนั้นหยุดทำงานชั่วขณะ - ฝึกฝนที่จะทำอะไรให้ลุ่มลึกบ้าง อย่าให้มันตื้นเขินจนเกินไป เพราะมันสำคัญเวลาที่เราจะนำไปใช้ - ไม่เพิกเฉยต่อการออกกำลังกาย สิ่งเหล่านี้จะช่วยคุณได้อย่างแน่นอน อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้สดชื่น - ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดก็คือ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้ ให้ยืนยาว ยั่งยืนเท่าที่ทำได้นั่นเอง - สิ่งที่จะทำให้ความตายของเรามีความหมาย ก็คือการตระหนักว่าวันหนึ่งเราทุกคนต้องตายไม่มีใครหลีกเลี่ยงไปได้

หนังสือ How Not To Diet: The Groundbreaking Science of Healthy, Permanent Weight Loss ของ Michael Greger - ยุคสมัยใหม่ของการลดน้ำหนักนั้นคืออะไร เรากำลังทำผิดพลาดอย่างมหันต์กันอยู่รึเปล่า - หลักการง่าย ๆ ก็คือน้ำตาลไม่ใช่สิ่งที่ต้องควรลด แต่ต้องรู้ว่าร่างกายของเรากำจัดน้ำตาลได้ดีเยี่ยมไหมมากกว่า - เหมือนว่าการทำ Fasting ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่เหมือนเดิม ไม่ใช่ว่าเรามองว่ามันเป็นเรื่องเก่า แต่ทำยังไงให้มันไฉไลกว่าเดิม - การทานอาหารที่มีประโยชน์ก็ย่อมสำคัญกว่า เช่น น้ำตาลจากอาหารขยะก็ไม่เทียบเท่าน้ำตาลจากอาหารที่มีประโยชน์ เป็นต้น - โจทย์เราก็คือ ใช้ชีวิตให้ยืนยาวด้วย แข็งแรงด้วย และก็สามารถมีความสุขไปพร้อมกันด้วย เป้าหมายหลักคือทำอย่างไรให้รักษาร่างกายที่แข็งแรงไปได้นานที่สุด

มีคนมาปรึกษาว่า สวัสดีค่ะ เรามีเรื่องอยากปรึกษาค่ะ ก่อนหน้านี้เรากับสามี เริ่มมีปัญหากันเรื่องเงิน การเงินสะดุดหนักมาก และเหมือนเขาจะคิดว่า เราคงไม่สามารถจัดการหนี้สินที่มีทั้งหมดได้ ซึ่งหนี้สินของเรากับสามีแยกกันนะคะ จากนั้นสามีก็ขนของเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ซึ่งเป็นของส่วนตัวของเขากลับบ้านของเขาที่ต่างอำเภอกัน โดยเรายังอยู่บ้านเดิมที่เคยอยู่กับเขา แต่เขากลับเอาของไปหมดเลย จนเหลือแค่เสื้อผ้า และของใช้ส่วนตัวของเขาที่ไม่ได้จำเป็นในชีวิตประจำวันมากนัก เราก็เลยถามไปตรง ๆ ว่า จะเลิกกันเหรอ และคำตอบที่ได้คือไม่ได้จะเลิกกัน แต่คงต้องแยกกันอยู่ เพราะว่าถ้าอยู่ด้วยกันแบบนี้คงไม่มีเงินใช้ และจากการที่คุยกันวันนั้นก็โอเค เข้าใจกันด้วยดี ตอนนี้ก็เลยแยกกันอยู่กับสามีมา 2 เดือน ตลอดเวลาที่แยกกันอยู่ เขาก็จะมาหาเราในทุกวันหยุดของเรา และทุกวันเราก็จะวิดีโอคอลกันตลอด และมันก็รู้สึกว่า เราคิดถึงมากขึ้น รักกันมากกว่าเดิมอีก ซึ่งมันดีต่อใจมากค่ะ ที่เราแทบไม่ได้ทะเลาะกัน มันผิดกับตอนที่อยู่ด้วยกันมาก ๆ ตอนอยู่ด้วยกันคำว่ารัก คำว่าคิดถึงไม่เคยพูดกันเลย ทุกวันมีแต่เถียงกัน พูดไม่ดีใส่กัน แต่ตอนนี้ มันเป็นความรู้สึกเหมือนที่เราเพิ่งคบกันใหม่ ๆ เลยค่ะ เราโอเคที่แยกกันอยู่ แต่ลึก ๆ ก็อยากให้เขากลับมาอยู่กับเราเหมือนเดิม ซึ่งเรื่องหนี้สินที่เรามีเป็นหนี้ในระบบ ซึ่งเราอยู่ขั้นตอนของการจัดการหนี้สินขอผ่อนผันในจำนวนที่น้อยลง และตามกำลังที่ไหว และตอนนี้กำลังหาอย่างอื่นทำเพิ่ม เพื่อให้มีรายได้มากขึ้น แล้วเราจะจัดการความรู้สึกตัวเองยังไงดีคะ - การแก้ปัญหามันมีหลายรูปแบบ แต่ยังไงแล้วก็ตามการเงินกับความสัมพันธ์ก็เกี่ยวโยงกันอยู่แล้ว - หากว่าแยกกันอยู่แล้วสบายใจขึ้น การเงินดีขึ้นก็ลองแยกกันอยู่ไปก่อน แล้วมาหาคำตอบว่าเพราะอะไร - บริหารเงิน บริหารความสัมพันธ์ และบริหารเสน่ห์ไปพร้อมกันด้วย บางทีปัญหาใหญ่อาจจะไม่ใช่เรื่องเงิน - สัญญาณของความสัมพันธ์ที่บ่งชี้ว่าอยู่ไกลแล้วดีกว่าอยู่ใกล้ ก็อาจจะหมายถึงว่าเราไม่เหมาะที่จะอยู่ใกล้กันจริงก็ได้ - ทุกความสัมพันธ์มันอาจจะแสดงถึงความสามารถในการอยู่ร่วมกันได้ระดับนึง ต้องสังเกตกันเองว่าเราควรจะจัดวางตัวเองอยู่ตรงที่ใด

ข้อความโพสต์จาก Mark Manson ได้เขียนข้อความไว้ว่า "ไม่ต้องคำนึงถึงว่าอะไรที่คุณคิดหรือรู้สึก รวมไปถึงอะไรที่จะมันจะเกิดขึ้นจริงไหม คุณค่าที่แท้จริงของคุณจะสะท้อนมาจากสิ่งที่คุณตัดสินใจเลือกและการกระทำอยู่แล้วไม่ต้องห่วง" - คำนึงถึงสิ่งที่คุณได้ตัดสินใจและได้กระทำไปจะดีที่สุด - ไม่จำเป็นต้องไปคำนึงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว หรือยังไม่เกิดขึ้นให้มากนัก - วางแผนเท่าที่วางได้ การมีแผนสำรองก็จำเป็นหากทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวังเอาไว้ - ความรู้สึกมันเป็นเพียงแค่ตัวลวงเราเท่านั้น บางคนใช้ชีวิตตามกิเลสที่ตัวเองฟูมฟักมาเอง - ไม่สำคัญว่าอะไรจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือสิ่งที่เรากำลังสร้างให้มันเกิดขึ้นในอนาคตมากกว่า

หนังสือ ทั้งโลกนี้, มีคนแบบเธอ เพียงคนเดียว ของ ปะการัง - นักเขียนในตำนานที่มีคำพูดที่คมคาย แถมลุ่มลึกไม่เหมือนใครอีกด้วย - ชีวิตไม่จำเป็นจะต้องไปเหมือนใครเขา เพียงเพราะเขามีอย่างที่เขาต้องการนั้นหรือ - ความอยากของคนเราไม่เท่ากัน แสดงว่าความสุขของคนเราก็ต่างกันไปด้วย - มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตอื่น ก็เพียงเพราะเรามีปัญญาในการหาทางออกได้ด้วยตัวเราเอง - เราเป็นแบบเรา เป็นต้นฉบับของตัวเอง ไม่ต้องไปลอกใครเขา ไม่ต้องไปอยากเหมือนเขาเป็นตัวของตัวเองก็พอ

มีคนมาปรึกษาว่า ความสบายใจในวันนี้กับการนึกถึงอนาคตแม้ว่ามันจะลำบากในวันนี้ ควรเลือกอะไรดีคะ - เลือกอย่างสิ่งที่ตัวเองปรารถนาที่จะเลือก - ชีวิตไม่มีผิดหรือถูก มีแต่สิ่งที่เราเลือกและเราได้ตัดสินใจไปก็เท่านั้นเอง - สองสิ่งที่เราต้องคำนึงถึง ก็คือเราต้องตัดสินใจและเลือกให้ดีที่สุด หลังจากที่เราเลือกแล้วรับผลต่อเนื่องที่ตามมาด้วย - รับผิดชอบชีวิตของตัวเองให้ได้ วันหนึ่งเราจะรู้ว่าการอดเปรี้ยวไว้กินหวานคืออะไร รวมไปถึงชิงสุกก่อนห่ามคืออะไรเช่นกัน - ทุกอย่างมีเวลาของมัน วิถีชีวิตของเราไม่มีทางบังเอิญอย่างเด็ดขาด รับรู้ เรียนรู้ และเข้าใจสิ่งที่มันเป็นไปให้ได้

ข้อความโพสต์จาก Mark Manson ได้เขียนข้อความไว้ว่า "ความเจ็บปวดมาก่อนความสุข ความแข็งแกร่งทางร่างกายมาก่อนความแข็งแรง ความผิดพลาดมาก่อนความสำเร็จ และการเรียนรู้ที่จะพูดหรือได้ยินคำว่า ไม่เอา นั่นคือการสร้างความสุขของความสัมพันธ์ในระยะยาว" - ก่อนที่จะมีอะไร เราต้องเริ่มจากจุดเริ่มต้นก่อน ไม่ใช่ว่าเราอยากจะมีจนลืมเหตุที่ควรมี - กระบวนการสร้างต้องเริ่มก่อน เหมือนแสงแรกของวันต้องมาก่อน ไม่ใช่มันจะไม่เกิดขึ้นเลย - ความสุขในวันนี้ก็มีโอกาสที่เราจะทุกข์มาก่อน แต่หากว่าเราไม่เคยทุกข์มาก่อน สุขก็ย่อมไม่มี - เรียนรู้ให้ได้ว่าสิ่งที่เราจะปฏิเสธคำว่า ไม่เอา ไม่ได้ หรือไม่เป็นไร ย่อมเกิดขึ้นบ่อยในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต - สายใยของสายสัมพันธ์มันก็เหนียวแน่นได้ ซึ่งมันเกิดจากการบ่มเพาะร่วมสร้างให้มันแข็งแกร่ง ไม่ใช่มัวแต่ทำลายมันอย่างเดียว

หนังสือ How the World Really Works: A Scientist's Guide to Our Past, Present and Future ของ Vaclav Smil - โลกนี้ขับเคลื่อนด้วย สองสิ่งหลัก ๆ นั่นก็คือ การเมืองกับข่าวสาร - สิ่งที่เราดูโทรทัศน์ หรือสื่อโซเชียลต่าง ๆ มักจะเป็นสิ่งที่ชวนเชื่อมากขึ้นเป็นเท่าตัว - สินค้าและบริการก็เป็นสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องรับรู้ ว่ามันจำเป็นต่อชีวิตเราจริงไหม - พลังงานและสสารต่าง ๆ ต้องสูญเสียไปมากมายมหาศาล เพียงเพราะความโลภของมนุษย์จริงรึเปล่า - อนาคตกาลจะมีการเปลี่ยนแปลงเข้ามามากมาย ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างของโลก สิ่งมีชีวิต รวมไปถึงประเทศแต่ละประเทศด้วย

มีคนมาปรึกษาว่า จะทำยังไงดีคะ เพื่อนแถวบ้านชอบพูดว่าบ้านมึงมีเงิน พ่อแม่สร้างมาให้ เจอแบบนี้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง วันนี้เผลอพูดกลับไปว่าพ่อแม่กูเก็บขยะขายมาก่อน เขาก็ทำให้กูกับพี่กูไง พ่อแม่มึงไม่ทำงานเลย กินแต่เหล้าเบียร์ ใจนึงก็รู้สึกผิดค่ะ อยากขอโทษ อีกใจก็รู้สึกว่าไม่ต้องคุยกันก็ดีจะได้ไม่ต้องเจอคำพูดแบบนี้อีก ควรต้องไปขอโทษหรือเฉย ๆ ไปคะ - ใคร ๆ ก็อิจฉาคนที่ดีกว่า ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามแต่เราต้องรู้จักเก็บอาการบ้าง - บางคนก็เผลอพูดความจริงไป แต่ยังไงความจริงก็คือความจริง มันคือยาขม - ถ้าหากเป็นยาหวานก็คือเราก็ปลอบใจเพื่อนไปบ้าง อวยมันบ้างว่า มันมีดีอะไรในชีวิต - คนเราก็โฟกัสแต่สิ่งที่ตัวเองขาดกันทั้งนั้น ไม่มีใครสนใจสิ่งที่มีเลยสักคนเดียว - การขอโทษในการที่เราพูดความจริงอันเจ็บปวดไปก็สมควร หากว่าอีกคนเขามีภูมิคุ้มกันเรื่องความจริงน้อย

ข้อความโพสต์จาก James Clear ได้เขียนข้อความไว้ว่า "คุณไม่สามารถลบล้างอุปสรรคไปจากชีวิตได้ แต่คุณสามารถพัฒนาทักษะที่จะรับมือกับมันได้เสมอ" - จงควบคุมสิ่งที่ควบคุมได้ และเลิกคาดหวังสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ - โลกใบนี้มีจังหวะของมัน เราควรน้อมนำจังหวะของธรรมชาติให้มากที่สุด - โอกาสไม่ได้มีเข้ามาบ่อย ๆ เช่น เวลาที่เรามีความสุขเราควรสอบทานตัวเองว่าควรปรับปรุงสิ่งใด - เพราะว่าเวลาที่เราเจอปัญหา มันคือเวลาที่เราสู้ไม่ใช่เป็นเวลาที่เราฝึกปรือตนเองได้เลย - เวลาหนึ่งต้องทำสิ่งหนึ่ง อีกเวลาหนึ่งให้ทำอีกสิ่งหนึ่ง ไม่ทับซ้อนกันเด็ดขาด

หนังสือ Size: How It Explains the World ของ Vaclav Smil - เมื่อพูดถึงขนาดเราควรจะพูดถึง ขนาดที่เรากำลังใช้กันอยู่ทุกวัน - มาตรวัดที่ต้องมีความสมมาตร เพียงเพราะมันคือค่าเริ่มต้นของธรรมชาตินั่นเอง - การที่เราจะหารูปแบบใดก็ตาม เราก็ต้องมองภาพนั้นเป็นสี่เหลี่ยม และมันก็อาจจะมีความเป็นสมมาตรมากกว่า - ระดับสติปัญญาของผู้คนในความเป็นจริงแล้ว สามารถเช็ครูปแบบได้ว่ามันจะเป็นรูปแบบใด - ประวัติศาสตร์ได้สะท้อนไปยังมุมมองของผู้คนว่า อะไรที่มนุษย์สามารถวัดค่าได้ มันย่อมเป็นรูปแบบของค่านิยมได้

มีคนมาปรึกษาว่า สวัสดีค่ะ อยากขอความเห็นค่ะ คือเราชอบเจอคำถามจากญาติ ๆ ว่าเงินเดือนเท่าไหร่ เงินไปไหนหมด เมื่อไหร่จะแต่งงาน เมื่อไหร่จะออกรถ อยู่คนเดียวใช้เงินกับอะไรหมด ไม่ส่งให้ที่บ้านเยอะ ๆ ดูลูกคนนั้นสิ คนนี้สิ ส่งเงินให้พ่อแม่ตั้งเท่าไหร่ เราเบื่อและเหนื่อยมากกับคำถามพวกนี้ แค่คำพูดทั่วไปว่ากินข้าวรึยัง ทำงานเป็นยังไงบ้าง ชีวิตโดยรวมเป็นยังไง กลับกลายไม่เคยได้ยินจากใครเลย ตอนนี้เราไม่กลับบ้านมา 3-4 ปีแล้ว ครอบครัวก็มาหาที่กรุงเทพบ้าง เนื่องจากเราไม่มีรถยนต์ ทำให้เวลากลับบ้านก็ค่อนข้างลำบาก ตอนนี้เงินเดือนเราประมาณ 25,000 บาท หักกองทุนประกันสังคมก็เหลือประมาณ 22,000 บาท เช่าหออยู่แถบกรุงเทพคนเดียว ส่งน้องเรียนมัธยม 5,000 ต่อเดือน ลำพังแค่ตัวเองยังพอแค่เลี้ยงปากท้องเลยค่ะ คือเราใช้ชีวิตเห็นแก่ตัวไปไหมคะ แล้วไม่รู้ว่าเงินเดือนขนาดนี้มันต้องเหลือเยอะแค่ไหนค่ะ - ปัญหาที่คนอยากรู้เรื่องของเราไม่ใช่ของเรา มันคือปัญหาของคนถาม - บางทีเราก็ต้องสังเกตตัวเราเองว่า คำถามไหนสร้างสรรค์ก็ตอบไปบ้าง ส่วนสิ่งใดที่ไม่สร้างสรรค์ก็ไม่ต้องตอบ - เมื่อเราอยู่บนสังคม มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เราควรทำ หรือไม่ควรทำ - พอถึงจุดนึงมันไม่มีใครมาบอกว่าเราต้องทำอะไร หรือไม่ต้องทำอะไร มีแต่ตัวเราเองที่ต้องสังเกตทุกเรื่องราวในชีวิต - คำถามเป็นสิ่งที่ดี ถ้าหากเราคิดต่อยอดคำถามนั้นไป เช่น เงินเก็บของเราหายไปไหนหมด บางทีก็เป็นที่เงินเฟ้อ บางทีก็เป็นที่ตัวเรา

ข้อความโพสต์จาก Morgan Housel ได้เขียนข้อความไว้ว่า "โลกนี้ประกอบไปด้วยคนสองประเภทหลัก ๆ ก็คือคนที่ไม่รู้ว่าจะหาเงินได้อย่างไร กับคนที่ไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่ควรจะหยุดหามัน - Nassim Nicholas Taleb" - คนสองประเภทที่เราจำเป็นต้องประสบพบเจอไม่ว่าจากตัวของเราเอง หรือคนรอบข้างของเรานั่นก็คือการขาดสติ - สติเป็นองค์ธรรมที่สำคัญในเรื่องของการรู้ว่า วันนี้เราควรหาเงินแล้วเราควรจะหยุดมันตอนไหน - ไม่ใช่ทุกคนจะรู้ว่าตอนนี้เราควรหยุดหรือควรทำสิ่งใด เพียงเพราะมันไม่มีใครมานั่งสอนเราเรื่องของจังหวะเวลา - ความสุขในชีวิตเนื่องด้วยการรู้จักตัวเองเป็นหลัก คนเราไม่ต้องไปตามสังคมทั้งหมด ให้ตามชีวิตที่เราเป็นพอ - เฝ้าสังเกตจิตใจ ความคิด และจิตวิญญาณของตัวเองอยู่เนือง ๆ ว่าอะไรเป็นสิ่งที่สลักสำคัญในชีวิตของเราที่สุด

หนังสือ The Holy Grail of Investing: The World's Greatest Investors Reveal Their Ultimate Strategies for Financial Freedom ของ Tony Robbins with Christopher Zook - จอกศักดิ์สิทธิ์ในการลงทุนนั้นคือ การลงทุนที่เรามั่นใจว่าสินทรัพย์นั้นจะเติบโตในระยะยาว - ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนแบบ Private Investment ซึ่งนิยมมากขึ้นในยุคความผันผวนของตลาดมหาชน - ยังไงแล้วทุกการลงทุนก็ย่อมต้องพิจารณาในเรื่องของการปรับตัว เปลี่ยนแปลง และการสั่นไหวของพื้นฐานสินทรัพย์นั้นด้วย - คนบางกลุ่มมีสายสัมพันธ์ที่ค่อนข้างพิเศษ จึงได้รับการเทียบเชิญให้ไปซื้อหุ้นที่คนส่วนน้อยนั้นลงทุนได้ แต่ในความเป็นจริงยิ่งน้อยยิ่งดี - ถึงแม้ว่าเราอาจจะเป็นประชาชนคนเดินดินธรรมดาสามัญ ทว่า ในวันหนึ่งเราอาจจะมีโอกาสได้ซื้อหุ้นในบริษัทปิดที่เขาเปิดช่วงวิกฤตของบริษัทก็เป็นได้

มีคนมาปรึกษาว่า เงินซื้อความเจ้าชู้ผู้ชายได้ไหมคะ - เงินอาจจะซื้อได้ทุกอย่าง แต่เงินจะซื้อความเจ้าชู้ของผู้ชายให้หายขาดไม่ได้เลย - แต่เงินอาจจะสามารถยื้อเวลาได้เท่านั้น พอผู้ชายมีเงินเองหรือว่าสามารถหาเงินได้เองเขาจะกลับไปเป็นแบบเดิม - ตามหลักฮอร์โมนเพศ ผู้หญิงที่มีเงิน ผู้ชายก็จะรู้สึกอยากครอบครองในช่วงแรก ๆ แต่ในใจของเขานั้นมักจะครุ่นคิดเรื่องของการนอกใจเหมือนเดิม - ความรัก ความเจ้าชู้ และเงิน น่าจะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน นั่นแปลว่าสิ่งที่เรารักในอะไรก็อาจจะหมดรักไปได้บ้าง ซึ่งแต่ละคนก็แตกต่างกันไป - เรียนรู้เรื่องความเจ้าชู้ให้ได้ ว่าอะไรทำให้ผู้ชายเจ้าชู้ จริง ๆ แล้วผู้หญิงที่มีฮอร์โมนเพศชายสูงก็มีโอกาสเจ้าชู้ก็ได้เช่นกัน

ข้อความโพสต์จาก Yuval Noah Harari ได้เขียนข้อความไว้ว่า "บางคนนั้นใช้ความน่าฉงนของจักรวาล เช่น บิ๊กแบง ดังหลักฐานที่ชี้ชัดการมีอยู่ของพระเจ้า แต่พระเจ้านั้นได้ให้คำตอบว่าระบบสุริยะ แล้วปรับเปลี่ยนเป็นกฎของโลกใบนี้แทน คนที่ประณามคนที่นุ่งห่มน้อยชิ้น หรือว่าการหย่าร้าง เขาจะมองต่างจากความเป็นจริงไป" - ยิ่งจักรวาลมีความลึกลับซับซ้อนมากเท่าใด มันก็จะยิ่งทำให้เรามีความรับผิดชอบต่อการแต่งตัวหรือพฤติกรรมทางเพศน้อยลงเท่านั้น - ปัญหาของโลกนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร แต่มันอยู่ที่มนุษย์นั้นให้ค่า เช่น พระเจ้ามีจริงไหม หรือว่าเราตายแล้วจะเกิดอีกรึเปล่า - ความซับซ้อนของจักรวาลเป็นเพียงแค่สมมติฐานกว้าง ๆ ว่า มันน่าจะเป็นสิ่งนี้ สิ่งนั้น หรือสิ่งใดก็ตามเท่านั้นเอง - กฎของโลกกำหนดโดยพระเจ้านั่นจึงเรียกว่า มันเป็นกฎที่เราตั้งมันขึ้นมาว่าสิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ - ความเชื่อมีอยู่จริง แต่ความเชื่อที่ขาดศรัทธาที่ถูกต้องก็ย่อมเป็นความงมงายไป มันต้องมีหลักที่เรียกว่าเราควรเชื่อในอะไร

หนังสือ Made Whole: The Practical Guide to Reaching Your Financial Goals ของ Tiffany the Budgetnista Aliche - เจ้าแม่การเงินที่จะช่วยให้คุณมีสุขภาพการเงินที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น - เริ่มจากจัดการหนี้สินที่เสียก่อนเลย อะไรที่เราจัดการได้ต้องเริ่มจากดอกเบี้ยสูงก่อนอันดับแรก - ให้ลองทำกระดาษจดรายรับและรายจ่ายเอาไว้ด้วย พร้อมกับใส่สินทรัพย์และหนี้สินด้วยก็ดีเหมือนกัน - สิ่งที่ยากที่สุดในการเริ่มต้นจัดการ การเงินนั่นก็คือเราไม่รู้ว่าการเงินของเราควรจะเป็นแบบไหน อะไรคือการเงินที่ดีจริง - การจัดการงบประมาณเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเรามีเงินก้อนนึงเราควรจะเอาไปทำอะไรก่อนแล้วควรทำอะไรหลัง

มีคนมาปรึกษาว่า ขอรบกวนขอความเห็น กำลังใจ หรือข้อคิดมุมมองต่าง ๆ หน่อยค่ะ เรื่องนี้เราตัดสินใจเลิกกับแฟนไปเรียบร้อยแล้ว แต่มีความรู้สึกหนักหัวใจมาก รู้สึกผิดมาก ๆ ที่เดินออกมา คบกับแฟนมา 3 ปีค่ะ เป็นรักทางไกล เจอกันเดือนละ 1-2 ครั้ง เรามีภาระทางการเงินส่วนตัวกันอยู่แล้วค่ะ แต่ส่วนตัวเราเองบริหารจัดการได้โดยไม่เดือดร้อนอะไร เวลาเจอกันค่าใช้จ่ายจะหารกันทั้งหมด ทั้งกิน เที่ยว ค่าน้ำมันรถ เราแฟร์มากเพราะไม่อยากรู้สึกเอาเปรียบเขา แต่ก็มีบ่อยครั้งที่เราออกเงินไปก่อน แต่เขาก็ไม่มีการทวงถาม หรือขอแชร์กัน ส่วนตัวเราก็ปล่อยผ่านค่ะ แต่ปัญหาคือตลอดช่วงที่คบหากันแฟนยืมเงินบ่อยมาก ๆ ทั้งเงินสด บัตรเครดิตเพื่อรูดซื้อของ กดเงินสดจากบัตรก็มี ซึ่งเราก็พยายามเข้าใจเขานะคะ ว่าเขาจำเป็นต้องใช้ แต่มีการทยอยจ่ายมาทุกเดือน แต่ปัญหาที่ทำให้เรารู้สึกหนักใจที่สุดก็คือ ครั้งแรกเรามารู้ว่าเขาเล่นพนันเสียเงินหลักหมื่น ครั้งที่สอง เติมเกมส์เกินวงเงิน วิธีการคือต้องเชื่อมบัตรเครดิตเพื่อตัดยอดเงิน ซึ่งมันเป็นบัตรของเราค่ะ เขาทำบัตรเครดิตไม่ได้ติดเครดิตบูโรอยู่ ครั้งที่สาม เรื่องเติมเกมส์อีกครั้งค่ะ เขาขอให้เราช่วยตัดบัตรเครดิตให้ แต่ครั้งนี้เราไม่ได้ทำให้ และเป็นครั้งที่ทำให้เราตัดสินใจเดินออกมาจากจุดนั้น แล้วการตัดสินใจของเราก็คือ ระหว่างที่เขาใช้เงินกับสิ่งที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มใด ๆ เขาควรเอาเงินส่วนนั้นมาคืนเราก่อน การจัดลำดับความสำคัญของเขาผิดไป และทำให้เรารู้สึกว่าวางแผนอนาคตกับเขาไม่ได้เลย จึงตัดสินใจเลิกกับเขาไปค่ะ เขาก็เสียใจ เราก็เสียใจ แต่เราคิดว่าเราคงไปแบบนี้ต่อไปไม่ไหว แต่ความรู้สึกผิดมันแย่มาก ๆ ค่ะ ไม่รู้จะจัดการยังไงดี ขอคำแนะนำหน่อยค่ะ - มันไม่มีคำว่าผิดหรือถูกในการตัดสินใจเรื่องความสัมพันธ์จริง ๆ เลย - เมื่อเหตุการณ์หนึ่งปะทุขึ้น อีกเหตุการณ์ย่อมตามมาเป็นผลต่อเนื่องที่ขาดกันไม่ได้ - ปัญหาใหญ่คือ เราตัดสินใจไปแล้วแต่เรายังรู้สึกผิดอยู่ เหมือนว่าเราตัดสินใจทิ้งใครบางคนไว้ข้างหลัง - ถือคติว่า เราหาคู่ชีวิต หาคนร่วมทุกข์และร่วมสุข ถ้าเราอดทนก็แล้ว ฝืนก็แล้ว คู่ของเรายังไม่ดีขึ้น การทบทวนย่อมต้องเกิดขึ้น - ทุกครั้งที่ตัดสินใจอะไรใหญ่ ๆ เช่น จะคบหาใคร จะเลิกกับใคร จงเน้นย้ำว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราให้ค่ากับมัน

ข้อความโพสต์จาก James Clear ได้เขียนข้อความไว้ว่า "หลายคนมากที่มักจะเจอช่วงเวลายากลำบากในการตัดสินใจ เพียงเพราะเขาเหล่านั้นไม่รู้ว่าสิ่งใดสำคัญจริง ๆ สำหรับเขา เมื่อคุณรู้ชัดว่าอะไรสำคัญ การตัดสินใจจะง่ายดายมากยิ่งขึ้น หากว่าคุณได้ตัดสินใจไปแล้ว คุณจะไม่จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ใด ๆ เพื่อที่จะต้องทำมันเลย มันชัดเจนว่าอะไรที่คุณได้ตัดสินใจไปนั้น มันต้องกระจ่างแจ้งในเรื่องการจัดลำดับความสำคัญ เพราะหลายคนไม่ต้องการคำแนะนำความมีประสิทธิผลหรือการจัดการเรื่องเวลา เขาแค่ต้องการมีความเชื่อมั่นเท่านั้นเอง" - ไม่มีอะไรสลักสำคัญไปมากกว่า การจัดลำดับความสำคัญของการตัดสินใจ - เหตุการณ์ในชีวิตจะมี 2 เหตุการณ์หลักก็คือ 1. เหตุการณ์ใหญ่ (Major Event) กับ 2. เหตุการณ์ย่อย (Minor Event) - จงใส่ใจกับเหตุการณ์ใหญ่ ๆ และไม่เพิกเฉยต่อเหตุการณ์ย่อยอย่างเด็ดขาด - เมื่อเราฝึกฝนการตัดสินใจบ่อย ๆ เราจะเชี่ยวชาญและมีความเฉียบคมมากยิ่งขึ้น - สิ่งที่ขวางกั้นเราออกจากการตัดสินใจ ก็คือการกลัวการตัดสินใจ ชีวิตต้องการความกล้าเพื่อเลือกวิถีทาง

หนังสือ Hidden Potential: The Science of Achieving Greater Things ของ Adam M. Grant - การสร้างบางสิ่งย่อมต้องใช้เวลา แล้วนั่นแหละเป็นอัญมณีที่ล้ำค่าที่สุดในตัวของเรา - กว่าจะมีวันนี้ ก็ต้องผ่านพ้นวันนั้นมาให้ได้ คนที่ไม่รู้ว่าชีวิตที่เป็นอยู่ที่ดี สร้างมาอย่างไร เขาจะหวาดกลัวทุกวัน - ไม่มีทางง่ายในการจะเจอศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง จงหมั่นถามไถ่ตัวเองอยู่เสมอว่าตัวเราสามารถทำอะไรแบบว้าว ๆ ได้บ้างไหม - หนทางที่ยากคือคำตอบของคนที่จะเจอศักยภาพอันหาได้ยากยิ่งในตนเอง อย่าไปมัวแต่กลัวปัญหา เพราะปัญหาทำให้เรามีปัญญา - คิดในมุมโอลิมปิก ไม่ใช่คิดแต่ในมุมของการเอาชนะคนอื่น เนื่องจากระดับโลกคือระดับที่เราต้องหมุดหมายไป จะถึงไหมอีกเรื่อง

มีคนมาปรึกษาว่า ขอพื้นที่ระบายและปรึกษาค่ะ ครอบครัวสามีมีพี่น้องทั้งหมด 3 คน คนที่ 1 ทำงานบริษัทกำลังไปได้ดี แต่มามีแฟนในบริษัทกันเอง บริษัทเลยเลือกให้คนใดคนหนึ่งออกจากงานนั้น ซึ่งพี่ชายก็เลือกที่จะลาออกเอง ให้แฟนทำต่อ คนที่ 2 พี่สาวรับราชการ เขาก็ไปได้ดีเหมือนกัน ไม่มีปัญหาทางการเงินใด ๆ ทั้งสิ้น คนที่ 3 ก็คือสามีเราเองทำอาชีพอิสระ สืบเนื่องจากคนที่ 1 ลาออกจากงาน แล้วอายุเกือบจะ 40 ปีแล้ว หางานทำงาน เลยออกมาเลี้ยงวัว โดยไม่มีทุนทรัพย์ใด ๆ ทั้งสิ้น เลยใช้โฉนดของพี่น้องไป ธ.ก.ส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์) ครั้งแรกกู้มา 1 ล้านบาท ครั้งที่ 2 เพิ่มอีก และอีกหลาย ๆ ครั้ง เพิ่มไปจนถึง 3 ล้านบาท แต่ไม่ยอมบอกพี่น้อง โดยแอบให้พ่อเซ็นมอบอำนาจแล้วไปกู้เองเลย ต่อมาเงินไม่พอใช้จึงเอาที่ดินของตนเอง ในส่วนของตัวเขาเอง ไปแบ่งขายกินเรื่อย ๆ และอีกส่วนก็ทำโครงการบ้านขาย ซึ่งคนทำโครงการก็จ่ายเงินไม่หมด ผัดวันประกันพรุ่ง ทำให้สภาพการเงินของพี่ชายไม่คล่องตัว ล่าสุดเดือนที่ผ่านมาเอา ส.ป.ก. (คือเอกสารแสดงการครอบครองที่ดินที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) ของพ่อปู่ซึ่งยังไม่ได้แบ่งซึ่งก็มีส่วนของน้อง ๆ ไปเข้า ธ.ก.ส. อีก เพื่อที่จะได้มีเงินใช้ แล้วก่อนหน้านี้พี่ชายก็เอาที่ดินละแวกบ้านน้อง ๆ ไปขาย ซึ่งไม่ใช่ที่ตนเอง และเอามาเล่นหุ้น เที่ยวผู้หญิงจนหมด เหตุการณ์ที่ผ่านมาก็คิดว่ามีคนถือหางพี่ชายเอาไว้ ก็คือแม่ของเขาเอง พอมีลูกมีภรรยาก็ไม่เคยดูแลลูกเลย ดูแต่มือถือ จนลูกเป็นออทิสติกเทียม กับข้าวไม่ทำ บ้านไม่กวาด จานก็ไม่ล้าง ทำแต่งาน แม่ก็รักพี่ชายมาก จนไม่ฟังอะไร น้อง ๆ ทุกคนก็พูดอะไรไม่ได้แม้แต่นิดเดียว เรื่องบางเรื่องพี่สาวก็ไม่เคยรับรู้ เพราะอยู่ไกลบ้านมาก แต่เรากับสามีอยู่ใกล้ รู้ทุกเรื่องที่เขาจะคิด จะทำ เราก็เลยขอแค่สิทธิ์ของเราไว้ให้ลูก ๆ บ้าง ต่างคนก็ต่างมีครอบครัวกันทุกคน เราเหนื่อยมากกับเรื่องแบบนี้ จะไม่ยุ่งเดี๋ยวสามีเราก็จะไม่ได้มรดกอะไรเลย เรากับสามีก็เลยไม่คุยกับพี่ชายเลย หน้าก็ไม่มอง เลยอยากรู้ว่าจะจัดการกับคนแบบนี้ยังไง ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ - จำไว้อย่างนึงว่า อะไรที่เป็นของเรา ย่อมเป็นของเราอยู่วันยังค่ำ - และสิ่งใดก็ตามที่ไม่ใช่ของเรา มันก็ย่อมไม่เป็นของเราอยู่ดี อย่าไปกังวลในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว และยังมาไม่ถึงเลย - ทำเหตุที่ดีให้ถึงพร้อมจะดีกว่า ถ้ามันเป็นของเราจริง ๆ มันจะพิสูจน์ด้วยระยะเวลาว่ามันจะอยู่กับเราได้นาน - เคยสังเกตไหมว่า คนที่งานที่ไม่ดี สีเทาบ้าง สีดำบ้าง เงินพวกนี้มันจะเรียกว่าเงินร้อน คือมาไวก็ออกไปเร็ว - ไม่มีอะไรที่สลักสำคัญไปเท่ากับการกระทำของเรา หมั่นสำรวจความคิด คำพูด และการกระทำของเราให้ดีที่สุด

ข้อความโพสต์จาก Ryan Holiday ได้เขียนข้อความไว้ว่า "คุณรู้หรือไม่ว่า อะไรเป็นที่มาของปัญหาในความสัมพันธ์ การมีความเห็นในสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องมีความเห็นจากมัน ให้คิดถึงมันหน่อย ไม่ว่าจะเป็นคู่ครองของคุณ พ่อแม่ของคุณ ลูกของคุณ และการปะทะในความเห็นที่ไม่ได้มีผลอะไรต่ออีกฝ่ายเลย คุณเคยมีความเห็นเกี่ยวกับทรงผมของเขาไหม คุณเคยรู้สึกว่าแนวเพลงของเขามันแปลกไปสำหรับคุณ รวมไปถึงเพื่อนคุณมันสำคัญเหรอที่คุณจะคิดถึงเขาอย่างไร Marcus Aurelius ได้กล่าวไว้ว่า สิ่งต่าง ๆ ไม่ได้ถามเพื่อให้คุณตัดสินใจ แล้วเขาเขียนในหนังสือ Meditations จงจำไว้ว่าคุณไม่ได้มีอำนาจในการแสดงความเห็นใด ๆ เลย สิ่งต่าง ๆ ที่จะดีขึ้นได้โดยปราศจากคุณตัดสิน มันลอยตัวจากคุณ ถ้าคุณปรารถนาอย่างมากที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ มีเพียงการกระทำง่าย ๆ ก็คือออกความเห็นให้น้อยลงแค่นั้น" - ทุกคำวิจารณ์มักจะมีนัยยะที่สอดแทรกเข้าไปอยู่ ซึ่งเราต้องระมัดระวัง - คนส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นของตัวเอง ว่าสิ่งที่ฉันคิดมันคือสิ่งที่ถูกต้อง - เหมือนว่าหากว่าใครไม่ได้ถามอะไร ก็อย่าไปแนะนำหรือสอนเขาเหล่านั้นจะดีที่สุด - คนที่เป็นที่ปรึกษามักจะหลงลืมว่าคำของเรา หรือสิ่งที่เรากำลังจะพูดมันไปทำให้เขาต้องเปลี่ยน - ไม่ต้องออกความเห็นก็ไม่ได้แปลว่าไม่ให้พูด แค่เราเปลี่ยนเรื่องที่สนทนาบ้าง หรือว่าบางทีการรู้จักรับอารมณ์บ้างก็ดีเช่นกัน

หนังสือ The Wisdom of Morrie: Living and Aging Creatively and Joyfully ของ Morrie Schwartz - กลุ่มคนที่สนทนากันเรื่องความยั่งยืนของชีวิต จะสำคัญเท่ากับความสมบูรณ์ของชีวิตหรือ - ปรึกษาหารือกันในเรื่องของชีวิต เป็นเรื่องยากลำบาก เพราะว่ามันอาจจะไปกระทบใจคนบางคนได้ - ทุกการสนทนาล้วนมีคุณค่า โดยเฉพาะคนที่มีความคิดเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ - วันใดที่เป็นวันที่สำคัญที่สุด ก็คือวันที่เราได้ตระหนักถึงคุณค่าของตัวเราเอง - ความสุขของชีวิตคือการได้พูดได้คุย อย่าลืมหาคนที่เราพอที่จะพูดคุยได้บ้างเพื่อความสุขมวลรวม

มีคนมาปรึกษาว่า ช่วยกอดหน่อยได้ไหมคะ เพิ่งเคยโดนทิ้งเป็นครั้งแรกจากแฟนคนแรก ไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับพ่อแม่เลย - กอดแน่น ๆ สักหนึ่งครั้ง ก่อนที่เราจะเริ่มต้นชีวิตครั้งใหม่ด้วยใจที่เบิกบาน - การกอดมีความสำคัญอย่างยิ่ง อย่างน้อยมันหลั่งสารโดพามีน และออกซิโตซินระหว่างทางด้วย - ไม่มีใครรักเราได้เท่าพ่อแม่เราแล้ว คำนี้ใช้ได้กับบางครอบครัว และบางพ่อแม่ที่มีความเป็นพื้นที่ปลอดภัย - ถ้าเราสามารถปรึกษาพ่อกับแม่ได้ ก็ลุยเลยบางทีมันช่วยให้เราเข้าใจตัวเราเองมากขึ้นอีกมุม - คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนมักจะมองเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก แต่ในวัยของเราย่อมเป็นเรื่องใหญ่เพราะมันคือครั้งแรก

ข้อความโพสต์จาก Mark Manson ได้เขียนข้อความไว้ว่า "กุญแจของการมีชีวิตที่ดีก็คือการที่เราไม่เอาอะไรมากมายไปกว่านี้เยอะ ให้ความใส่ใจเกี่ยวกับความน้อยนิดของมัน และสนใจเกี่ยวกับอะไรที่มันจริงและมีความสำคัญ ณ ตอนนี้จริง ๆ ด้วย" - ปัญหาของชีวิตส่วนใหญ่ก็คือ เราไม่รู้ว่าอะไรที่สำคัญจริง ๆ สำหรับเรา - แล้วถ้าหากว่าเราสามารถทำให้มันดีขึ้นได้จริง เราก็จะสามารถเรียนรู้ปัญหาได้เยอะขึ้น - ความมากมายไม่ได้แปลว่ามันดีกว่าความน้อยนิด มันอยู่ที่เราใช้มันจริงว่า เราใช้ไปเท่าใด - รับรู้และเรียนรู้ให้ได้ว่า ชีวิตสอนอะไรกับเรา แล้วเราจะสังเกตอะไรได้จากสิ่งเหล่านั้นบ้าง - ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่ทุกคนอยากเป็น แต่ไม่ใช่ทุกคนจะได้เป็น สำรวจตัวเองแล้วเลือกวิถีทางของชีวิตให้ดี

หนังสือ Can't Hurt Me: Master Your Mind and Defy the Odds ของ David Goggins - เมื่อชีวิตมาบอกกับเราว่า ไม่มีอะไรทำร้ายเราได้ นอกจากตัวของเราเอง - การที่จะควบคุมกายหรือใจนั้น จำเป็นจะต้องสังเกตให้ได้ว่าเราจะควบคุมมันไปยังทิศทางใด - ปมปัญหาในวัยเด็กเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต แต่มันจะงอกไปทางใดทางหนึ่งแน่นอน - เรียนรู้ให้ได้ว่า การจะฝึกฝนอะไรบางสิ่งบางอย่างจะต้องมีคำว่าสมดุลอยู่ในนั้น บางตัวอย่างการทำตามทั้งหมดอาจจะเกิดผลเสีย - อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ทางบวกมากที่สุดก็คือ อ่านอย่างมีสติ และใช้วิจารณญาณด้วยว่าเราไหวแค่ไหน

มีคนมาปรึกษาว่า ขอระบายจากใจลูกคนเล็กนะคะ เราเป็นลูกสาวคนเดียว และเป็นคนสุดท้องของบ้าน เรามีพี่ชายทั้งหมด 4 คนแต่ไม่ได้สนิทกัน เราถูกเลี้ยงจากลุงกับป้า ก็คือเขาเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของพ่อ เนื่องจากพ่อแม่มีลูกเยอะ และทางบ้านก็อยู่ห่างไกลความเจริญ พ่อเราเป็นคนขยัน แต่ขี้กลัว ขี้เกรงใจ ไม่มีภาวะผู้นำ จะให้แม่เป็นผู้นำไปเสียทุกเรื่อง แต่ก็พังทุกเรื่องเช่นกัน แม่เป็นคนใช้เงินเก่ง อารมณ์หุนหันพลันแล่น ด่าแรง ๆ บางทีก็ชอบขว้างปาข้าวของใส่เวลาโมโห แล้วก็มีปัญหาเรื่องการเงินกับพ่อแม่ ส่วนใหญ่จะเป็นกับแม่ค่ะ เราบอกพ่อว่า พ่อจะมีบ้านอยู่ มีข้าวกิน ไม่อดอยาก ส่วนแม่ก็ยังอยู่กับพ่อทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราก็ให้เงินใช้ตามสมควร ไม่มากมาย เพราะเราเองก็ต้องสร้างชีวิตให้มั่นคง พอให้มากแม่ก็ชอบใช้หมด แล้วมาขโมยของพ่ออีก เราต้องให้แยกกันตลอด แถมเราก็ต้องให้ป้าด้วยค่ะ รักป้ามากเสียใจที่ลุงจากไปเร็ว วันที่แม่เราที่อายุ 70 ปีกว่ากลับไปเล่นพนันอีก เอาสร้อยทองที่ซื้อไปขาย ตั้งแต่แรก ๆ ที่ให้เลย และพยายามมาขอเงินญาติแถมก็มาขอเงินเราด้วย แบบไม่รู้สึกผิดอะไร ล่าสุดก็ไม่มีใครให้แม่แล้ว แต่ก็ไม่เข้าใจว่าแม่มีจิตสำนึกว่าต้องรู้สึกผิดบ้างไหม ทำไมเขาไม่รู้สึกผิดอะไรเลย ทำเหมือนเดิม แม้อายุมากขึ้นก็ไม่ช่วยอะไร เราก็แค่ทำหน้าที่ลูก ไม่อยากให้เขาลำบากมากเกินไป แต่ก็ตั้งใจจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องหนี้สินอีกเด็ดขาด ขอบคุณนะคะที่อ่านจบ แค่อยากบอกว่าบางทีพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ก็ไม่ได้ประเสริฐเท่าผู้ที่เลี้ยงดูด้วยความรักค่ะ - คำคมในเรื่องนี้ก็คือ พ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ก็ไม่ได้ประเสริฐเท่าผู้ที่เลี้ยงดูด้วยความรัก - เมื่อชีวิตมาสอนเราว่า ไม่มีใครได้ทุกอย่าง การที่เราคิดได้ คิดเป็น และรู้อยู่ อยู่เป็นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ - ป้ากับลุงอาจจะสอนเรามาดีก็ได้ รวมไปถึงเราเองอาจจะเป็นคนที่รักดีก็ได้เช่นกัน - ปัญหาใหญ่ที่สุดก็คงน่าจะเป็นเรื่องการเงิน หนี้สิน และความรับผิดชอบ แถมเราเองเป็นลูกก็ทำหน้าที่ต่อไป - ความยากลำบากมากที่สุดในชีวิตก็คือ เราถูกสอนว่าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเป็นเปรียบเสมือนพระอรหันต์ของบ้าน แต่ความจริงอาจจะเป็นคนที่เลี้ยงดูเราเสียมากกว่า