ประชาไท พอดแคส | Prachatai Podcast | ใต้โต๊ะนักข่าว

หมายเหตุประเพทไทย [Live] เทปนี้ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี และปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ แนะนำบทความ “Misunderstood Differences: Perception, Media, and Out-Group Animosity in Thailand” (2025) ผลงานของนักวิจัยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เผยแพร่ใน Journal of East Asian Studies, Cambridge University Press [อ่านวิจัยที่ https://www.pier.or.th/files/dp/pier_dp_194.pdf] งานวิจัยดังกล่าวค้นหาคำตอบทำไมคนไทยถึง “คุยกันไม่รู้เรื่อง”? ซึ่งหลายครั้งไม่ใช่เพราะเราเห็นต่างจนอยู่ร่วมกันไม่ได้ แต่เป็นเพราะเรา "ทึกทัก"ไปเองว่าอีกฝ่ายคิดต่างจากเราแบบสุดขั้ว (false polarization) งานวิจัยสำรวจคนไทย 2,000 คนช่วงปี 2564 พบว่า ความขัดแย้งทางการเมืองและการไม่ไว้วางใจกัน เกิดจาก “ความต่างที่เราคิดไปเอง” มากกว่า “ความต่างทางความคิดจริง ๆ” ที่มักไม่ได้ไกลกันมาก เมื่อเรารับข่าวสารด้านเดียว ความเข้าใจผิดเหล่านี้ยิ่งถูกขยาย บั่นทอนกระบวนการสร้างฉันทามติในสังคม ทำให้เรื่องที่จริง ๆ แล้วคนส่วนใหญ่เห็นพ้องกัน ไม่สามารถถูกผลักดันให้เกิดขึ้นได้ ในงานวิจัยทำความเข้าใจแนวคิด การแบ่งขั้วทางอารมณ์ (affective polarization) คือภาวะที่คนรู้สึกไม่ชอบ ไม่ไว้วางใจ และไม่อยากร่วมมือกับ “คนนอกกลุ่ม” มากกว่าคนในกลุ่มเดียวกัน จนกระทบต่อการหารือ การหาฉันทามติ และการผลักดันนโยบายในสังคมประชาธิปไตย พร้อมชวนขบคิด ก่อนจะเถียงกันเรื่อง “ความคิด” เรากำลังเถียงกับ ความจริง หรือเถียงกับ ภาพในหัว ที่เรากำลังเชื่อกันแน่ #หมายเหตุประเพทไทย #EchoChambers #FalsePolarization

เชื่อแน่ว่าคุณต้องมีความคิดอะไรสักอย่างกับ 'นางแบก' คุณรู้ว่าคือกลุ่มคนที่ชื่นชมพรรคเพื่อไทย แต่คุณอาจไม่รู้ว่าพวกเธอและเขาเป็นใคร คิดอะไร ทำอะไร #BookBar ตอนนี้เราพาไปคุยกับนลินรัตน์ เลิศลีลาวิราม เจ้าของวิทยานิพนธ์ 'แดงไหน: คนเสื้อแดงรุ่นใหม่ในยุคการเมืองที่พลิกผัน' ผู้ลงไปค้นหาว่านางแบกรุ่นใหม่เป็นใคร ทำไมจึงเลือกเป็นนางแบก

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนอ่านและแนะนำวิทยานิพนธ์ “แดงไหน”: คนเสื้อแดงรุ่นใหม่ในยุคการเมืองที่พลิกผัน” (2567) ผลงานของ นลินรัตน์ เลิศลีลาวิราม ซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์สังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใช้การศึกษาด้วยแนวทางชาติพันธุ์วรรณนาแบบผสม (hybrid ethnography) ทั้งในพื้นที่ออนไลน์และออฟไลน์ ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปี [อ่านวิทยานิพนธ์ที่ https://ethesisarchive.library.tu.ac.th/thesis/2024/TU_2024_6408030549_19969_31503.pdf] งานศึกษานี้ชี้ให้เห็นการก่อรูปอัตลักษณ์ทางการเมืองแบบใหม่ของคนเสื้อแดงรุ่นหลัง ที่เปลี่ยนจากการเคลื่อนไหวบนท้องถนน มาสู่การต่อสู้เชิงวัฒนธรรมบนโลกดิจิทัล ผ่านภาษาอารมณ์ ภาษาเควียร์ มีม แฮชแท็ก วัฒนธรรมแฟนคลับ และการ “ติ่งนักการเมือง” โดยเฉพาะในกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “นางแบก” ซึ่งกลายเป็นอีกสเปกตรัมสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองในยุคดิจิทัล โดยนิยาม “นางแบก” ไม่ได้เป็นเพียงมีม คำล้อเลียน หรือภาพแทนของความจงรักภักดีต่อพรรคการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่เป็นการเมืองของอารมณ์ ความทรงจำ และประสบการณ์ชีวิต ที่เชื่อมโยงระหว่างคนเสื้อแดงรุ่นก่อนกับคนรุ่นใหม่ มีเหตุการณ์สำคัญอย่างคลิปนิสิตจุฬาฯ “ขอโทษคนเสื้อแดง” ในช่วงการชุมนุมปี 2563 ซึ่งทำหน้าที่ปลดล็อกความทรงจำและตัวตนของคนเสื้อแดงที่เคยถูกกดทับให้กลับมาปรากฏในพื้นที่สาธารณะอีกครั้ง ในส่วนของ “ระบบนิเวศนางแบก” ในฐานะการรวมกลุ่มทางสังคมแบบหลวมที่มีความหลากหลายสูง ตั้งแต่ลูกหลานคนเสื้อแดง กลุ่ม LGBTQ แฟนคลับนักการเมือง ไปจนถึงอดีตผู้สนับสนุนพรรคการเมือง ที่ใช้ประสบการณ์ตรงและอารมณ์เป็นฐานในการต่อรองอำนาจและสร้างความชอบธรรมทางการเมือง ผ่านนโยบายที่จับต้องได้ มากกว่าการยึดอุดมคติแบบนามธรรม ในช่วงท้าย รายการยังชวนตั้งคำถามต่อความหมายของ “ประชาธิปไตย” ในสายตาของนางแบก ซึ่งไม่ได้ตายตัวอยู่กับอุดมการณ์ แต่แสดงออกผ่านชีวิตประจำวัน การเล่นสนุก การเสียดสี และการมีส่วนร่วมทางการเมืองบนโลกออนไลน์ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นทั้งศักยภาพและข้อควรระวังของพื้นที่ดิจิทัล ในฐานะสนามใหม่ของการเมืองไทยร่วมสมัย

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ ชวนสำรวจบทบาทของสื่อ Boys' Love (BL) ไทย ในฐานะเครื่องมือซอฟต์พาวเวอร์ ผ่านงานศึกษา Thai Boys' Love media as a means of Soft Power among International Students in Thailand (2025) ของ Daniela Agostinho จาก Lund University งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษานักศึกษาต่างชาติและนักศึกษาแลกเปลี่ยนในกรุงเทพฯ เพื่อทำความเข้าใจว่า สื่อ BL ไทยไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่ทำหน้าที่สร้าง “ความคุ้นเคยทางอารมณ์” ต่อประเทศไทย จนมีผลต่อการตัดสินใจเลือกมาเรียนต่อ การเรียนภาษาไทย การเลือกสาขาอย่าง gender studies ไปจนถึงการย้ายถิ่นฐานเพื่อการศึกษา อ้างอิงนิยามซอฟต์พาวเวอร์ของ Joseph Nye จะเห็นว่า BL ทำหน้าที่โน้มน้าวผ่านความผูกพัน ไม่ใช่การบีบบังคับ โดยช่วยสร้างภาพจำเกี่ยวกับชีวิตมหาวิทยาลัย ค่านิยม วัฒนธรรม และความหลากหลายทางเพศของไทย รวมถึงช่วยลดอาการ cultural shock เมื่อเดินทางมาใช้ชีวิตจริง ขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรมอง BL ในด้านโรแมนติกเพียงอย่างเดียว แต่ควรตั้งคำถามถึงช่องว่างระหว่าง “ภาพในซีรีส์” กับ “ความจริงของสังคมไทย” ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความสัมพันธ์ในรั้วมหาวิทยาลัย และการสนับสนุนเชิงโครงสร้างต่อสิทธิความหลากหลายทางเพศ พร้อมอภิปรายแนวคิด “ปิตาธิปไตยแบบผ่อนปรน” (Moderated Heteropatriarchy) ที่ชี้ว่า BL ไทยเปิดพื้นที่จินตนาการได้ แต่ยังหลีกเลี่ยงการเมืองเรื่องสิทธิอย่างจริงจัง ช่วงท้ายพูดถึงงานของ Thomas Baudinette เรื่อง Celebrity, Fans, and Transnational Asian Queer Popular Culture ที่มองว่า BL ไทยได้ก้าวจากการรับอิทธิพลญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ไปสู่การเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมเควียร์แบบข้ามชาติ ผลิต “BL Machine” ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมบันเทิง การท่องเที่ยว การศึกษา และการทูตวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน พร้อมเสนอมุมมอง BL ไทยในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ที่ทั้งทรงพลัง ซับซ้อน และควรถูกมองอย่างวิพากษ์ไปพร้อมกัน #Boyslove #ซีรีส์วาย #หมายเหตุประเพทไทย

หมายเหตุประเพทไทย [Live] สัปดาห์นี้ ชวนทบทวนนโยบายต่างประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่กรณีสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา นโยบายต่อกรีนแลนด์ ไปจนถึงอิหร่าน ผ่านคำถามสำคัญว่า ตรรกะทางนโยบายของทรัมป์สอดคล้องหรือใกล้เคียงกับ Grand Strategy หรือทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบใด นักวิชาการและนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยเสนอว่า แนวคิดของทรัมป์มีความใกล้เคียงกับกรอบ สัจนิยมใหม่ (Neorealism) และในเชิงยุทธศาสตร์มหภาค มีลักษณะทับซ้อนกับแนวคิดอย่าง Selective Engagement, Restraint และ Offshore Balancing ซึ่งเป็นกรอบที่ให้ความสำคัญกับดุลอำนาจ การจำกัดภาระของสหรัฐฯ และการเลือกแทรกแซงเฉพาะจุดที่กระทบผลประโยชน์หลัก พร้อมทบทวนแนวคิดของ John Mearsheimer ทั้งในฐานะนักทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผู้เสนอ Offshore Balancing ผ่านงานเขียนสำคัญ เช่น The Tragedy of Great Power Politics (2001) บทความใน Foreign Affairs (2016) และ “The Inevitable Rivalry: America, China, and the Tragedy of Great-Power Politics (2021) เพื่อทำความเข้าใจว่าแนวคิดเหล่านี้อธิบายพฤติกรรมของสหรัฐฯ ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ตั้งแต่จีน–ไต้หวัน รัสเซีย–ยูเครน ไปจนถึงบทบาทขององค์การระหว่างประเทศ ได้อย่างไร ติดตามได้ในหมายเหตุประเพทไทย

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ และ ประภาภูมิ เอี่ยมสม ชวนคุยถึง “กำเนิดสงครามเทคโนโลยีสหรัฐฯ–จีน” ท่ามกลางบริบทข่าวต่างประเทศที่เต็มไปด้วยคำว่า ภูมิรัฐศาสตร์ และ ภูมิเศรษฐศาสตร์ ซึ่งสะท้อนว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะเผชิญหน้าของมหาอำนาจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐฯ การแบ่งขั้วทางเทคโนโลยี ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่แสดงออกมาในรูปของมาตรการทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี รายการหยิบยกบางส่วนมาจากหนังสือเสียงของ Financial Times เรื่อง “Global Tech Wars: China's Rise to Dominate” โดยนักข่าวอาวุโส James Kynge ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน 2025 มาเล่าเป็นภาพรวม โดยเริ่มจากบทแรก “ความเร็วแบบเซินเจิ้น” นอกจากจะกลายเป็นฮับโรงงานในมณฑลกวางตุ้ง ของจีนแล้ว ยังมีตลาดหัวเฉียนเป่ย (Huaqiangbei Electronics Market) ตลาดค้าส่งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถสั่งวัตถุดิบไปขายต่อ ไปป้อนโรงงานเปิดใหม่ ไปจนถึงการซื้อขายโดรนที่มีหลายเกรด จนถึงเกรดที่ใช้ในสงคราม ฯลฯ สภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้เซินเจิ้นกลายเป็นเมืองที่เอื้อต่อการทดลอง แก้ไข และผลิตเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว จากเมืองฐานการผลิตให้บริษัทต่างชาติ เซินเจิ้นได้เปลี่ยนบทบาทจากโรงงานรับจ้างผลิต มาเป็นเมืองที่มีแบรนด์และเทคโนโลยีของตัวเอง เช่น Tencent, Huawei, BYD และ DJI พร้อมซัพพลายเชนที่พร้อมรองรับการพัฒนาและผลิตในความเร็วที่บริษัทในสหรัฐฯ และยุโรปทำได้ยาก ขณะเดียวกันการเติบโตของจีนท้าทายสมมติฐานสำคัญทางรัฐศาสตร์ที่เชื่อว่านวัตกรรมต้องมาพร้อมประชาธิปไตยและเสรีภาพในการแสดงออก โดยส่วนหนึ่งการก้าวกระโดดทางนวัตกรรมเกิดจากการแข่งขันภายในประเทศจีนเองที่รุนแรง ทำให้แต่ละบริษัทต้องเร่งพัฒนาเพื่อเอาชนะคู่แข่ง นำไปสู่การเกิดสตาร์ตอัปจำนวนมาก นอกจากนี้ จีนยังสามารถเจาะการส่งออกเทคโนโลยีไปยังยุโรป แอฟริกา กรณีประเทศเซอร์เบีย จีนเข้าไปลงทุนภาครัฐด้านเทคโนโลยีจดจำใบหน้า ส่วนทวีปแอฟริกา ที่บริษัทจีนอย่าง Transsion เดินตามรอยซัมซุง แต่สามารถครองตลาดสมาร์ตโฟน ด้วยการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง เช่น มือถือแบบหลายซิม แบตเตอรีใช้งานได้นาน ราคาถูก และเทคโนโลยีกล้องถ่ายรูปที่ปรับให้เข้ากับคนผิวสี ควบคู่ไปกับแอปเงินกู้จากจีนที่เข้ามาแทนที่ระบบการเงินทางการในพื้นที่ แต่ก็แลกกับปัญหาการทวงหนี้แบบแอปจีน ท้ายรายการกล่าวถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ–จีนที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะประเด็น “ภูมิรัฐศาสตร์ของชิป” ตั้งแต่กฎหมายด้านชิปในยุค Joe Biden มาตรการควบคุมการส่งออกอุปกรณ์ผลิตชิประดับสูง บทบาทของบรรษัทเทคไต้หวัน TSMC และเนเธอร์แลนด์ ASML ไปจนถึงความพยายามจำกัดไม่ให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง ผู้แต่งหนังสือเสียง Global Tech Wars มองว่าการแข่งขันนี้มีความสำคัญในระดับเดียวกับ “โปรเจกต์แมนฮัตตัน” หรือโครงการทดลองระเบิดปรมาณูของสหรัฐอเมริกาเมื่อศตวรรษที่แล้ว และยังนำไปสู่บรรยากาศหวาดระแวงที่นักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ของทั้งสองฝั่งถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นสายลับของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งหมดนี้คือฉากหลังของสิ่งที่เรียกว่า “สงครามเทคโนโลยีสหรัฐฯ–จีน” ซึ่งหมายเหตุประเพทไทยนำมาเล่าเพื่อให้เห็นภาพรวมของการแข่งขันครั้งสำคัญของโลกยุคปัจจุบัน #หมายเหตุประเพทไทย #GlobalTechWars #Shenzhen

หมายเหตุประเพทไทย (Live) สัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี ชวนคุยสองแนวคิดใหญ่ใช้อ่าน “บทบาทสหรัฐอเมริกา” ในเวทีโลก ผ่านเหตุการณ์ร่วมสมัยอย่างกรณีบุกจับนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซูเอล่า ไปจนถึงกรณีสหรัฐฯ ถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศที่ถูกมองว่าขัดต่อผลประโยชน์ของชาติ ช่วงแรกว่าด้วย US Interventionism หรือประวัติศาสตร์อันยาวนานของการแทรกแซงโดยสหรัฐฯ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตะวันออกกลาง แต่ลากยาวมากว่าสองศตวรรษในอเมริกาใต้ อเมริกากลาง และแคริบเบียน ทั้งแรงกดดันทางเศรษฐกิจ การใช้กำลังทหารแบบเปิดเผย การรุกราน การยึดครอง และปฏิบัติการลับที่หลายครั้งพัวพันกับการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมชวนอ่าน “กรณีเวเนซูเอลา” ในฐานะความเป็นไปได้ของการหวนกลับมาของ “จักรวรรดินิยมแบบโจ่งแจ้ง” และการขยายการปรากฏตัวทางทหาร โดยโยงถึงหลักการมอนโร (Monroe Doctrine) ที่ถูกอ้างซ้ำในภูมิภาค ถัดมาชวนทำความเข้าใจ American Exceptionalism หรือความเชื่อเรื่อง “ลักษณะพิเศษของอเมริกา” ว่าถูกใช้เป็นฐานคิดให้ความชอบธรรมกับนโยบายต่างประเทศและการแทรกแซงอย่างไร ตั้งแต่ภาพตัวเองว่าเป็น “จักรวรรดิแห่งเสรีภาพ” “นครสว่างบนเนินเขา” ไปจนถึงข้อถกเถียงเรื่อง “มายาคติ” (เช่นในงาน The Myth of American Exceptionalism ของ Stephen M. Walt) ที่ชวนตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ถูกกำหนดโดย “คุณธรรม” หรือโดย “อำนาจเชิงเปรียบเทียบ” และธรรมชาติการแข่งขันของการเมืองระหว่างประเทศกันแน่ ปิดท้ายด้วยกรอบคิดของ Michael Hardt และ Antonio Negri ที่ชี้ว่า exceptionalism มีอย่างน้อย “สองความหมาย” ที่ขัดแย้งกัน หนึ่งคือความพิเศษเชิงคุณธรรมแบบสาธารณรัฐ และอีกเรื่องคือความพิเศษในฐานะ “ข้อยกเว้น” ที่อ้างสิทธิไม่ผูกพันกฎหมาย/บรรทัดฐานระหว่างประเทศ พร้อมชวนดูว่า “ความสับสน” ระหว่างสองความหมายนี้ทำงานอย่างไรในวาทกรรมการเมืองร่วมสมัยของสหรัฐอเมริกา

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และ ประภาภูมิ เอี่ยมสม พูดคุยกับ เคท ครั้งพิบูลย์ ชวนทำความเข้าใจแนวคิด “ความหวาดกลัวต่อภัยลาเวนเดอร์” (Lavender Scare) ผ่านการชมซีรีส์ Boots (2025) ทาง Netflix โดยอ่านบริบทคู่ขนานกับประวัติศาสตร์ความหวาดกลัวทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา นอกจาก “ความหวาดกลัวต่อภัยแดง” (Red Scare) หรือคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็นแล้ว ยังมี “ภัยลาเวนเดอร์” ซึ่งนำไปสู่คำสั่งฝ่ายบริหารปี 1953 ที่ห้ามคนรักเพศเดียวกันทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ การล้างบางในหน่วยงานราชการและกองทัพ ไปจนถึงนโยบาย “Don't Ask, Don't Tell” ในปี 1993 ซึ่งแม้ดูเหมือนผ่อนคลาย แต่ยังคงบังคับให้ LGBTQ+ ต้องหลบซ่อนตัวตน Boots จึงถูกอ่านในฐานะภาพสะท้อนของสังคมอเมริกันช่วงรอยต่อ ที่ “ภัยแดง” จบสิ้นลงแล้ว แต่ “ภัยลาเวนเดอร์” ยังคงดำรงอยู่ ผ่านตัวละครอย่าง Sergeant Sullivan และ Cope ที่ต้องใช้ความเป็นชายแบบสุดโต่งเป็นเกราะกำบังเพื่อเอาชีวิตรอดในสถาบันที่ยังไม่เปิดรับความหลากหลาย ท่ามกลางนโยบายของกองทัพสหรัฐฯ ที่เริ่มโอบรับความหลากหลายทางเชื้อชาติและเพศสภาพบางส่วน กลุ่ม LGBTQ+ กลับยังเป็น “คนชายขอบกลุ่มสุดท้าย” ที่ต้องถูกตรวจสอบ ควบคุม และทำให้เงียบหาย หมายเหตุประเพทไทยเทปนี้จึงชวนตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์ระหว่างความมั่นคง รัฐ เพศสภาพ และการเมืองของอัตลักษณ์ พร้อมชวนมองว่าเหตุใดเรื่องราวเช่นนี้ยังร่วมสมัย และกลับมามีนัยสำคัญอีกครั้งในบริบทการเมืองอเมริกันปัจจุบัน

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ พูดคุยกับ เคท ครั้งพิบูลย์ อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในประเด็น 'Pink Tourism' หรือ 'LGBTQ Tourism' ในบริบทที่ประเทศไทยกำลังหาทางฟื้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ท่ามกลางการหายไปของนักท่องเที่ยวจีน การหันมาจับตลาด LGBTQ อย่างเปิดเผยของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การเปิดตัวเว็บไซต์ Go Thai Be Free หลังกฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านสภาและมีผลใช้บังคับ รวมถึงการจัดไพรด์พาเหรดที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา คำถามสำคัญคือ Pink Tourism คืออะไร และไทยกำลังมองตลาดนี้ในฐานะ 'ส่งเสริมความหลากหลาย' หรือ 'โอกาสทางเศรษฐกิจ' กันแน่ โดยช่วงแรกของรายการ อธิบายความหมายของ Pink Tourism พร้อมเปรียบเทียบประสบการณ์ของไทยกับประเทศอื่นๆ ที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้มาก่อน ทั้งในแง่รูปแบบ การตลาด และนโยบาย พร้อมชวนคิดต่อว่าไทยยังมีศักยภาพอะไรอีกบ้าง ตั้งแต่ซีรีส์ BL/GL โครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว ไปจนถึงการออกแบบพื้นที่ที่เป็นมิตรกับ LGBTQ อย่างแท้จริง ช่วงที่สองของรายการ ยังตั้งคำถามในประเด็นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวเฉพาะทาง เช่น พิพิธภัณฑ์ด้านความหลากหลายทางเพศ หรือเทศกาลศิลปะของศิลปิน LGBTQ ไปจนถึงข้อถกเถียงสำคัญว่า Pink Tourism อาจกลายเป็นเพียงการทำให้ความหลากหลายกลายเป็นสินค้า โดยไม่ได้นำไปสู่ความเท่าเทียมอย่างแท้จริงหรือไม่ ใครได้ประโยชน์จากตลาดนี้ รายได้กระจุกอยู่กับทุนเมืองใหญ่หรือกระจายไปถึง LGBTQ ในชุมชนและคนรายได้น้อยหรือเปล่า พร้อมชวนคิดต่อว่า หากไทยจะเดินหน้า Pink Tourism อย่างจริงจัง ควรเดินไปในทิศทางไหน เพื่อไม่ให้ 'ความหลากหลาย' ถูกใช้เพียงเป็นฉากหน้าในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ พูดคุยกับ ญาณี กลิ่นเมือง ผู้เขียนวิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เรื่อง “จากเครื่องสำอางสู่เวชสำอาง: โบราณคดีความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางในประเทศไทย” ชวนย้อนกลับไปสำรวจช่วงทศวรรษ 2480 ว่าเหตุใด “เครื่องสำอาง” และ “วิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง” จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสร้างชาติของรัฐไทย และแตกต่างจากการรับรู้เรื่องความงามในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นอย่างไร รายการเริ่มตั้งแต่การอธิบายบริบททางการเมืองและอุดมการณ์ของรัฐหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 บทบาทของคณะราษฎรสายสาธารณสุขอย่าง ดร.ตั้ว ลพานุกรม อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์คนแรก การริเริ่มสร้างสถาบันและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นโยบายและกฎหมายของรัฐ เช่น พ.ร.บ.ควบคุมการขายยา พ.ศ. 2479 และ พ.ร.บ.ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 ตลอดจนวิถีการใช้เครื่องสำอางของคนไทยในชีวิตประจำวัน พร้อมชวนขยายคำถามไปสู่ประเด็นความงามกับผู้ชาย มาตรฐานความงามของผู้หญิงไทยที่เริ่มเปลี่ยนแปลงในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และการเปรียบเทียบกับกระแส “ไทยนิยม” หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เพื่อทำความเข้าใจว่า ความงาม วิทยาศาสตร์ และความเป็นไทย ถูกประกอบสร้างและปรับเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์อย่างไร ทั้งหมดนี้ติดตามได้ในรายการหมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ และภาวิน มาลัยวงศ์ ชวนอ่านและวิจารณ์หนังสือ We Have Never Been Woke: The Rise of Symbolic Elites & the Meaning of Wokeness (2024) ผลงานสำคัญของ Musa al-Gharbi ซึ่งตั้งคำถามต่อความหมายของ “wokeness” และโครงสร้างอำนาจในสังคมสมัยใหม่ Al-Gharbi เสนอว่าโลกยุคปัจจุบันไม่ได้ถูกครอบงำโดยเจ้าของโรงงานหรือผู้ถือทุนแบบเดิม แต่โดย “ชนชั้นสัญลักษณ์” (symbolic authority) หรือกลุ่มคนที่ทำงานกับข้อมูล ภาษา สัญลักษณ์ และความหมาย ได้แก่ นักวิชาการ นักข่าว ข้าราชการ เอ็นจีโอ คนทำงานสื่อ กฎหมาย เทคโนโลยี และสถาบันขนาดใหญ่ต่างๆ อำนาจของพวกเขาไม่ใช่ทุนทางเศรษฐกิจ แต่คือ อำนาจในการนิยามเรื่องจริง–เท็จ กำหนดกรอบคิด และชี้นำบรรทัดฐานสังคม แม้กลุ่มนี้จะมองตัวเองว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้าและใฝ่ความยุติธรรม แต่ก็มักทำงานอยู่ในสถาบันทางสังคมที่ปิดกั้นตัวเองอย่างที่สุด เช่น มหาวิทยาลัยชั้นนำ องค์กรสื่อใหญ่ บริษัทเทคโนโลยี เอ็นจีโอระหว่างประเทศ ที่ล้วนใช้ระบบคัดเลือกเข้มงวด หลักสูตรปริญญาที่จบยาก การฝึกงานที่ไม่จ่ายเงิน และวัฒนธรรมการพูด–คิดแบบเฉพาะกลุ่ม ผลลัพธ์คือ วัฒนธรรม “woke” กลายเป็นวัฒนธรรมชนชั้นกลางระดับสูง มากกว่าจะเป็นขบวนการของประชาชน หนังสือชี้ว่าปัญหาไม่ใช่ “wokeness” ในตัวมันเอง แต่คือโครงสร้างของชนชั้นผู้ผลิตสัญลักษณ์ที่ใช้มันเป็นทั้งเกราะกำบังและเครื่องยกระดับสถานะ พร้อมเสนอให้ชนชั้นนี้ต้องหันกลับมาทบทวนอำนาจของตัวเอง ลดการเมืองเชิงสัญลักษณ์ และผลักดันความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ติดตามการสนทนาว่าด้วยชนชั้น อำนาจ และวัฒนธรรมการเมืองร่วมสมัยได้ใน #หมายเหตุประเพทไทย หกโมงเย็นวันอาทิตย์นี้ #WeHaveNeverBeenWoke #Wokeness #MusaalGharbi

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี และชานันท์ ยอดหงษ์ พูดคุยถึงบทบาทผู้หญิงไทยหลังการปฏิวัติ 2475 ผ่านงานของสุรเชษฐ์ สุขลาภกิจ “แม่และแม่บ้านสมัยใหม่: ผู้หญิงดี,ความเป็นไทย และวิทยาศาสตร์ ทศวรรษ 2460-2490” เผยแพร่ในวารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 (มกราคม -มิถุนายน 2565) (อ่านบทความ) โดยบทความนี้ศึกษาการกำเนิด “แม่และแม่บ้านสมัยใหม่” ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 25 และการจำแนก “ผู้หญิงดี” ในบริบทยุคกำเนิดรัฐชาติไทย โดยพบว่าความหมายของ “แม่” และ “แม่บ้าน” ถูกผูกเข้ากับครอบครัวในฐานะหน่วยพื้นฐานของชาติ พุทธศาสนาในฐานะองค์ประกอบของความเป็นไทย และวิทยาศาสตร์ในฐานะสัญลักษณ์ของความเป็นสมัยใหม่ โดยผู้หญิงถูกกำหนดบทบาทให้เปิดรับความรู้สมัยใหม่เพื่อดูแลตัวเองและครอบครัว แต่ก็ต้อง “รับอย่างพอดี” ไม่ล้นจนกลายเป็นความเป็นตะวันตกที่ถูกมองว่าเกินขอบเขต หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ส่งผลให้บทบาทดังกล่าวถูกส่งเสริมในระดับรัฐผ่านการรณรงค์โดยรัฐบาล นโยบายวันแม่ การปรับปรุงการศึกษา และการขยายงานสาธารณสุข ซึ่งช่วยหล่อหลอมภาพอุดมคติของผู้หญิงในฐานะ “แม่และแม่บ้าน” ให้แพร่หลายไปในสังคมไทย การเข้าสู่สมัยใหม่ของไทย สำหรับผู้หญิงไทยจึงถูกกำหนดความคาดหวังใหม่ ทั้งในฐานะผู้รักษาความเป็นไทย ผู้ดูแลครอบครัว และผู้ผลิตความเจริญให้กับชาติในยุคสมัยใหม่อีกด้วย #หมายเหตุประเพทไทย #สตรีไทย #การเปลี่ยนแปลงการปกครอง

หมายเหตุประเพทไทย Live เย็นวันอาทิตย์นี้ ชวนสำรวจรากเหง้า “นักโทษทางการเมือง” ในสังคมไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พร้อมตั้งคำถามว่าเราจะเข้าใจความยุติธรรมได้อย่างไร ในประเทศที่ยังมีผู้ต้องขังเพราะความคิดและการแสดงออกทางการเมือง โดยจนถึงปัจจุบันตัวเลขนักโทษและผู้ถูกดำเนินคดีเพราะการแสดงออกทางการเมืองก็ยังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในคดีมาตรา 112 ซึ่งถูกใช้ในระยะหลังอย่างแพร่หลาย หลายคดีไม่ได้รับสิทธิประกันตัว กระทบต่อชีวิต การศึกษา ครอบครัว เสรีภาพขั้นพื้นฐาน และจะไม่ได้รับผลนิรโทษกรรมตามร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่ปัจจุบันอยู่ในชั้นวุฒิสภา เนื้อหาพูดถึงพัฒนาการเชิงประวัติศาสตร์ของนักโทษการเมืองไทย จากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ยังไม่มีการแบ่งแยกคดีการเมือง, กรณี เทียนวรรณ และ ร.ศ.130, คดีฝ่ายซ้ายยุคสงครามเย็น, การจับกุมหลัง 6 ตุลาคม 2519, การปราบคอมมิวนิสต์–ขบวนการนักศึกษา, จนถึงคดีร่วมสมัย เช่น ไผ่ จตุภัทร์, เจ้าสาวหมาป่า และคดี 112 ในยุคปัจจุบันกว่า 284 คดี พร้อมชวนอ่านงานศึกษาสำคัญ เช่น รัฐราชทัณฑ์: อำนาจการลงทัณฑ์ในยุคสมัยใหม่ โดย ศรัญญู เทพสงเคราะห์ และ The Carceral Kingdom: Political Prisoners and History in Thailand โดย Tyrell Haberkorn

✨ เมื่อการชุมนุมประท้วงรูปแบบเดิมถูกปิดล้อม… พลังการเปลี่ยนแปลงก็หาทางใหม่เสมอ แม้ท้องถนนจะเงียบลง ภายใต้กฎหมายที่เข้มข้นกว่าที่เคย แต่เสียงของผู้คนไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว เพียงแต่ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่ลานกิจกรรมหรือบนท้องถนน วันนี้พลังเหล่านั้นได้ขยายตัวไปสู่พื้นที่ใหม่ ผ่านงานศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และกลยุทธ์ใหม่ๆ ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม .

ทำไม “ความโสด” ถึงกลายเป็นประเด็นให้คนอื่นรู้สึกว่าควรเข้ามาถาม? ทำไมในงานแต่งงาน วันรวมญาติ หรือแม้กระทั่งตอนกินข้าวกับที่บ้าน เรามักถูกยิงคำถามเดิมทุกปี “เมื่อไหร่จะแต่งงาน?” “ยังไม่มีแฟนอีกเหรอ?” ฯลฯ ” หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนสำรวจว่าเหตุใดสังคมจึงผูก “ความสำเร็จของชีวิต” เข้ากับการมีคู่ และทำให้ความโสดถูกมองว่าเป็นภาวะต้องแก้ ทั้งที่หลายคนอยู่คนเดียวได้ดีและมีความสุขกว่าที่สังคมคิด ผ่านกรอบคิดเรื่อง Singlism และการผลักให้ความโสดกลายเป็น “ปัญหา” จนเกิด Single Shaming โดยไม่รู้ตัว ชวนดูงานวิจัย สถิติ และปรากฏการณ์ในวัฒนธรรมป็อปที่ตอกย้ำว่าความโสดเท่ากับ “ยังไม่สมบูรณ์” พร้อมชวนคิดว่าเหตุใดระบบทุนนิยม เมืองใหญ่ และค่านิยมครอบครัวแบบดั้งเดิมจึงเร่งแรงกดดันนี้ขึ้นไปอีก ในขณะที่นโยบายรัฐเองก็ผูกบทบาทพลเมืองเข้ากับการแต่งงานและการมีลูก ความโสดจึงถูกตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้คุณจะโอเคกับชีวิตของตัวเองก็ตาม

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ชานันท์ ยอดหงษ์ และประภาภูมิ เอี่ยมสม พูดคุยกับ อ.ดร.ศิรดา เขมานิฏฐาไท จากสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่าด้วยจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายผู้ลี้ภัยในประเทศไทย หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ผู้หนีภัยการสู้รบที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวตามแนวชายแดนไทย–พม่า ได้สิทธิทำงานอย่างถูกกฎหมายเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปี ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา รายการชวนสำรวจบริบทเบื้องหลังนโยบายนี้ ตั้งแต่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระหว่างประเทศภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดงบความช่วยเหลือ ไปจนถึงสถานการณ์แรงงานที่ขาดแคลนกะทันหันจากความตึงเครียดไทย–กัมพูชา รวมถึงข้อเสนอเชิงนโยบายที่เตรียมการมาเป็นเวลายาวนานเพื่อผลักดันให้ผู้ลี้ภัยในค่ายผู้อพยพสามารถทำงานและบูรณาการเข้ากับสังคมไทยได้ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้รัฐไทยต้องขยับจากแนวทางเดิมที่เน้นการส่งผู้ลี้ภัยไปประเทศที่สาม มาสู่การส่งเสริมการผนวกรวมกับสังคม (local integration) เพื่อให้ผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้มีบทบาทร่วมพัฒนาสังคมไทยในระยะยาว พร้อมชวนวิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว หรือเป็นก้าวแรกของการมองผู้ลี้ภัยในฐานะเพื่อนร่วมสังคมจริงๆ

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี และชานันท์ ยอดหงษ์ พูดถึงความเป็นมาของ “โครงการศิลปาชีพ” ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นอกจากแง่มุมของการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติ และการส่งเสริมหัตถศิลป์ของกลุ่มสตรีในชนบท ซึ่งช่วยสร้างอาชีพในช่วงว่างเว้นจากภาคเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิต และส่งเสริมบทบาทสตรีในฐานะผู้สืบทอดงานศิลปะแล้ว โครงการศิลปาชีพยังถือกำเนิดขึ้นในบริบท “สงครามเย็น” ที่ขณะนั้นพื้นที่ชนบทยังคงมีอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย การขยายขอบเขตของโครงการไปสู่กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ทุรกันดาร ยังสัมพันธ์กับยุทธศาสตร์การพัฒนาชนบทของรัฐในทศวรรษ 2520 ซึ่งมุ่งดึงกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในเครือข่ายโครงการศิลปาชีพ เพื่อแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ—หนึ่งในปัจจัยที่ผลักให้หลายชุมชนเข้าร่วมกับคอมมิวนิสต์ นอกจากนี้ นายทหารระดับสูงจากกองทัพภาคที่ 2 และ 3 ยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนโครงการดังกล่าว จนเกิดภาพของ “ทหารนักพัฒนา” ขึ้นในสังคมไทย พร้อมทั้งชวนอ่านบทความ “โครงการศิลปาชีพกับการสร้างความหมาย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” โดย ธัญสินี ใยสูนโย เผยแพร่ใน อินทนิลทักษิณสาร ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 (2562) (อ่านบทความที่นี่)

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี ชวนผู้ชมตั้งคำถามต่อกรณีดรามาที่ลามไปเป็นการข่มขู่ “สว. อังคณา นีละไพจิตร” ท่ามกลางกระแสคลั่งชาติกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งสะท้อนความตึงเครียดระหว่างสองแนวคิดใหญ่ของโลกสมัยใหม่ “ชาตินิยม” ที่ยึดชาติและพรมแดนเป็นศูนย์กลาง กับ “สิทธิมนุษยชน” ที่ให้คุณค่ากับความเป็นมนุษย์และเสรีภาพปัจเจก การปะทะของสองชุดคุณค่านี้ไม่เพียงเป็นข้อถกเถียงทางการเมือง แต่ยังเผยให้เห็นคำถามพื้นฐานว่า ใครคือศัตรูของชาติ และใครคือพลเมืองของโลก และพาไปไกลกว่าความขัดแย้งแบบขั้วตรงข้าม ผ่านการวิเคราะห์แนวคิดจาก Hannah Arendt และ Martha Nussbaum ที่ชวนมองความสัมพันธ์ระหว่างรัฐชาติและสิทธิมนุษยชนในมิติที่ลึกขึ้น ว่าสิทธิมนุษยชนอาจไม่เกิดขึ้นได้ หากปราศจากสิทธิที่จะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนการเมือง และความรักชาติอาจอยู่ร่วมกับความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนสากลได้ หากเรานิยามขอบฟ้า “ความเป็นชาติ” ให้เปิดกว้างกว่าเดิม พบกับการสนทนาที่ท้าทายสองกรอบคิดระหว่างชาตินิยมสุดโต่งกับพลเมืองโลกไร้รัฐใน #หมายเหตุประเพทไทย #Nationalism #HumanRights

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี จะพาผู้ชมสำรวจโลกของกราฟฟิตี (Graffiti) ศิลปะบนกำแพงที่หลายคนอาจมองว่าเป็นการทำลายทรัพย์สิน แต่แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์การประกาศตัวตน ความอยากเป็นที่มองเห็น และการช่วงชิงพื้นที่ในเมือง จากจุดเริ่มต้นที่นิวยอร์กยุค 1960s ไปจนถึงการเดินทางสู่เอเชีย รวมถึงการถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงว่าอะไรคือ “คุณค่า” ของกราฟฟิตีอย่างแท้จริง พร้อมชวนสำรวจแนวคิดของ Henri Lefebvre ว่ากราฟฟิตีสัมพันธ์อย่างไรกับอำนาจ การจัดระเบียบเมือง และสิทธิในการใช้พื้นที่สาธารณะ พร้อมชวนคุยเรื่องการกลืนกลายพื้นที่ของทุน (Gentrification) และข้อกล่าวหาเรื่องการทำลายทรัพย์ (Vandalism) ที่แวดล้อมศิลปะชนิดนี้ ใครกันคือผู้ตัดสินความหมายของเมือง และใครกันที่ถูกผลักออกจากพื้นที่ของตัวเอง พบกับการสนทนาที่ชวนคิดต่อใน #หมายเหตุประเพทไทย #graffiti

แนวคิดอนุรักษนิยมมีส่วนกำหนดแนวคิด “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” มีอิทธิพลและกลายเป็นแกนกลางทางความคิดชนชั้นกลางในสังคมไทยได้อย่างไร หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ชานันท์ ยอดหงษ์ และต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี ยังคงชวนอ่านหนังสือ "พลวัตทางอุดมการณ์ของชนชั้นกลางไทยในคืนวันที่ผันแปร: บทสังเคราะห์โครงการวิจัย ความเปลี่ยนแปลงทางความคิด ระบบคุณค่า และระบอบอารมณ์ความรู้สึกของชนชั้นกลางไทย พ.ศ. 2500-2560" (2567) ของสายชล สัตยานุรักษ์ (อ่านหนังสือคลิกที่นี่) โดยตอนหนึ่งของหนังสืออธิบายแนวคิด “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งมีความหมาย และบริบทในแบบไทยๆ และมีพัฒนาการทางความคิดที่ไม่หยุดนิ่งตายตัว โดยคำนี้ถูกบรรจุไว้ครั้งแรกในมาตรา 2 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2492 " ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ในบริบทที่คณะราษฎรพ่ายแพ้ และแนวคิด “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” จะถูกอธิบายอีกในช่วงทศวรรษ 2510 ก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และถูกอธิบายในช่วงพฤษภาคม 2535 และในช่วงก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีคำอธิบายเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ อาทิ “ศูนย์รวมจิตใจของคนไทย” ที่พึ่งพระบารมี ไปจนถึงเป็นสถาบันทางการเมืองที่ตรวจสอบถ่วงดุลกับนักการเมืองและกองทัพ ฯลฯ โดยคำอธิบายเหล่านี้ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่างยุคต่างสมัย ผ่านนักวิชาการสำคัญที่มีอิทธิพลในสังคมไทยช่วงต่างๆ อาทิ เสนีย์ ปราโมช, คึกฤทธิ์ ปราโมช, ธีรยุทธ บุญมี, อมร จันทรสมบูรณ์, ชัยอนันต์ สมุทวณิช, ประมวล รุจนเสรี, นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ฯลฯ รวมไปถึงปฏิบัติการทางการเมืองที่ขยายมาจากสายธารแนวคิดดังกล่าว เช่น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, พระราชอำนาจ, รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 และนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ฯลฯ

จากกระแสข่าวเรื่องลิขสิทธิ์จนเกิดดราม่าการแบนสำนักพิมพ์ของนักแปลคนหนึ่งไม่ให้ออกบูธในงานมหกรรมหนังสือที่จัดขึ้นในเวลานี้ #BookBar สนทนากับธีรภัทร เจริญสุข เลขาธิการสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยหรือ PUBAT ซึ่งกล่าวว่าสำนักพิมพ์ดังกล่าวยังเปิดบูธขายได้ แต่ห้ามขายหนังสือที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไล่เรียงไปถึงกรณี ‘หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว' ซึ่งทั้งหมดนี้อาจกำลังบอกถึงกระแสคลื่นความตื่นตัวด้านลิขสิทธิ์ที่เพิ่มมากขึ้นในสังคมไทย ธีรภัทรมองว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งที่ช่วยให้วงการหนังสือไทยก้าวสู่ระดับนานาชาติได้อย่างสง่างาม ฟังทั้งหมดได้ทุกช่องทางของ 'ประชาไท' YouTube : https://youtu.be/541lMGgsC9w Spotify : https://pct.fyi/podcast-spotify Apple Podcasts : https://pct.fyi/podcast-apple Podbean : https://pct.fyi/podbeen

"จะติดตามจนกว่าคดีจะหมดอายุความ" ย้อนฟังสัมภาษณ์ กึกก้อง บุปผาวัลย์ บุตรชายของ ชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือ 'ภูชนะ' นักกิจกรรมทางการเมืองวัย 53 ปี ที่ถูกพบในแม่น้ำโขงเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2561 หลังจากลี้ภัยการเมืองไปประเทศเพื่อนบ้าน เพราะการรัฐประหาร 2557 *บทสัมภาษณ์เมื่อ 22 มกราคม 2562 อ่านทั้งหมดได้ที่: https://prachatai.com/journal/2019/01/80718 ประชาไท #อ่านให้ฟัง หยิบบทความที่น่าสนใจมาอ่านให้คุณฟัง แบบไม่ต้องอ่าน

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ชานันท์ ยอดหงษ์ และต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี แนะนำบทความ “ความรัก ความเดียวดาย และการย้ายถิ่นของหนุ่มสาวชนบทในกรุงเทพฯ ในยุคความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ทศวรรษ 2520-25301” ผลงานของพลอยสิริ คำโสภา และ ตุลย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ตีพิมพ์ในวารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน 2568) (อ่านบทความ) ผู้เขียนใช้แนวคิด “ชุมชนทางอารมณ์” (emotional community) ของ Barbara Rosenwein อธิบายหนุ่มสาวจากชนบทที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ในยุครุ่งเรืองทางเศรษฐกิจช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 3 ถึง 5 กินเวลาระหว่างทศวรรษ 2520–2530 แรงงานอพยพวัยหนุ่มสาวในช่วงนี้แม้จะมีความเป็นอิสระ ทั้งทางรายได้และการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ แต่ก็เผชิญกับความโดดเดี่ยวในมหานครที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความแปลกหน้า เมื่อไม่มีเครือข่ายญาติหรือชุมชนแบบเดิม จึงต้องหากลไกเยียวยาทางใจ ซึ่ง “ความรัก” กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการอารมณ์และการอยู่รอดทางจิตใจ โดยในที่นี้บทความวิเคราะห์ผ่านเรื่องเล่าประสบการณ์ความรักในนิตยสาร “คู่สร้างคู่สม” ในคอลัมน์ “หนุ่มจีบสาว–สาวจีบหนุ่ม” หรือ “เรื่องจริงจากทางบ้าน” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้แรงงานหนุ่มสาวจากต่างจังหวัดได้ระบายความรู้สึก คิดถึงบ้าน และแสวงหาความรักในรูปแบบที่แตกต่างจากบรรทัดฐานชนบทดั้งเดิม ในที่นี้คู่สร้างคู่สมจึงกลายเป็น “ชุมชนทางอารมณ์” รูปแบบใหม่ที่เชื่อมคนต่างถิ่นเข้าด้วยกันผ่านประสบการณ์ร่วมของความเหงาและความหวัง การขยายตัวของอุตสาหกรรมและระบบทุนนิยมเมืองในยุคแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 3–5 ทำให้แรงงานหญิงจำนวนมากจากชนบทเข้ามาทำงานในโรงงานและย่านชานเมือง ความเป็นอิสระทางรายได้และการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ทำให้พวกเขาเริ่มนิยามความรักและความสัมพันธ์ใหม่ ในฐานะพื้นที่ของความใกล้ชิดและความเข้าใจ ไม่ใช่เพียงพันธะทางครอบครัวหรือหน้าที่ทางศีลธรรมอย่างเดิม

หมายเหตุประเพทไทย Live หยิบยกภาพยนตร์ ผีใช้ได้ค่ะ (A Useful Ghost) (2025) ผลงานกำกับของรัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค ที่สร้างชื่อระดับนานาชาติด้วยรางวัลใหญ่จากเทศกาลหนังเมืองคานส์มาพูดคุย วิเคราะห์ และถอดความหมายเชิงสังคม–การเมือง ผ่านบทสนทนาระหว่างประภาภูมิ เอี่ยมสม และภาวิน มาลัยวงศ์ *หมายเหตุ: มีการเปิดเผยเนื้อหาของ ผีใช้ได้ค่ะ (A Useful Ghost) ผีใช้ได้ค่ะ เดินเรื่องจาก "มาร์ช" สูญเสียภรรยา “แนท” แต่เธอกลับมาในร่างผีที่สิงอยู่ในเครื่องดูดฝุ่น ทั้งสองพยายามรักษาความสัมพันธ์ท่ามกลางแรงกดดันจากครอบครัว แนทต้องพิสูจน์ตนเองด้วยการกำจัดผีร้ายในโรงงาน เพื่อให้ได้รับการยอมรับว่าเป็น “ผีที่ใช้ได้” โดยภาพยนตร์ใช้โครงเรื่องเหนือจริงของ “ผีในเครื่องดูดฝุ่น” เพื่อวิพากษ์สังคมไทยในกรอบทุนนิยม–ชาตินิยม ตั้งคำถามว่าใครคือ “ผีที่ใช้ได้” หรือ “คนดี” ในสายตาสังคม และชี้ให้เห็นว่าความทรงจำ–การจดจำคือพื้นที่ต่อสู้เพื่อไม่ให้ผู้ถูกกดขี่กลายเป็นเพียงฝุ่นที่ถูกกวาดทิ้งไป

เกิดอะไรขึ้นในวันที่ 19 ก.ย. 2549 ย้อนฟังเหตุการณ์คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ทำการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล 'ทักษิณ ชินวัตร' อ่านทั้งหมดได้ที่: https://prachatai.com/journal/2025/09/114708

ในโอกาสครบรอบ 80 ปี สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ชานันท์ ยอดหงษ์ และประภาภูมิ เอี่ยมสม แนะนำบทความ “บทบาทของสื่อแอนิเมชันในช่วงสงครามและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2: กรณีศึกษาสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น” (2556) โดย นิจจัง พันธะพจน์ พร้อมชวนสำรวจบทบาทของแอนิเมชันหรือภาพยนตร์การ์ตูนว่าทำหน้าที่อย่างไรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งค่าย Disney ของสหรัฐอเมริกาและแอนิเมชันของจักรวรรดิญี่ปุ่น รวมทั้งจุดเปลี่ยนเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่แอนิเมชันญี่ปุ่นหลายเรื่องมีบทบาทจรรโลงสันติภาพ หรือกล่าวถึงผลร้ายของสงครามอย่าง Astro Boy และสุสานหิ่งห้อย ฯลฯ รวมไปถึงแอนิเมชันไทยในยุคต้นสงครามเย็น ทั้งหมดนี้ติดตามได้ในรายการหมายเหตุประเพทไทย อ่านบทความที่ นิจจัง พันธะพจน์. (2556) “บทบาทของสื่อแอนิเมชันในช่วงสงครามและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2: กรณีศึกษาสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น THE ROLE OF ANIMATION MEDIA DURING AND AFTER THE SECOND WORLD WAR: CASE STUDY IN UNITED STATES AND JAPAN”, วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ, 14(2). https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jica/article/view/15155

“อิสรภาพของคนในเรือนจำ ขึ้นอยู่กับความสามัคคีในขบวนการประชาธิปไตยทุกฝั่งฝ่าย” ประชาไทพูดคุยกับ ไผ่ จตุภัทร์ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกคุมขังอีกครั้ง โดยเมื่อถามว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่เท่าไร ตัวเขาบอกว่า "จำไม่ได้" อ่านทั้งหมดได้ที่ https://prachatai.com/journal/2025/09/114659

เมื่อการได้เขียนจดหมายและได้รับจดหมายจากเพื่อนและครอบครัวของผู้ต้องขังคดีการเมือง เป็นเพียงกิจกรรมไม่กี่อย่างที่ผู้ต้องขังจะทำได้ในคุก แต่ล่าสุดเมื่อปัญหาขาด "ปากกา" ที่คนนอกคุกอาจนึกไม่ถึงว่าเป็นปัญหาได้อย่างไรเพราะแค่ปากกาหายจะหาใหม่เท่าไหร่ก็ได้กลับเป็นปัญหาที่ทำให้คนในคุกเสียช่องทางการติดต่อไปโดยปริยาย แต่เรื่องนี้ยังถูกขยายไปถึงอุปสรรคในการใช้แอพ DomiMail ที่กรมราชทัณฑ์ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือให้คนในเรือนจำได้สื่อสารกับเพื่อนและครอบครัวที่รออยู่ข้างนอก แต่เงื่อนไขต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามาภายหลังยังเพิ่มอุปสรรคที่คนในคุกจะสื่อสารกับคนข้างนอกเพิ่มขึ้นอีก อ่านทั้งหมดได้ที่ https://prachatai.com/journal/2024/09/110558

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ และประภาภูมิ เอี่ยมสม แนะนำหนังสือ “Invisible Women: Data Bias in a World Designed for Men” ผลงานของ Caroline Criado Perez ที่อธิบายเรื่อง “Gender data gap” หรือช่องว่างของข้อมูลที่จำแนกตามเพศ ที่หลายๆ ครั้งในการวิจัย การวางแผนนโยบาย การออกแบบผลิตภัณฑ์ มักใช้ผู้ชายเป็นขนาดมาตรฐาน แล้วละเลยความแตกต่างทางชีวภาพ สรีรวิทยา ตลอดจนบทบาท-ความจำเป็นเฉพาะของผู้หญิง ซึ่งผลที่ตามมาคือ ผู้หญิงมักได้รับผลกระทบในทางลบโดยที่ไม่รู้ตัว โดยตัวอย่างจากหนังสือเล่มนี้ เช่น อุปกรณ์นิรภัยในรถยนต์ที่ตอนทดสอบใช้หุ่นจำลองเพศชาย ส่งผลให้ถ้ารถเกิดอุบัติเหตุ ผู้หญิงมีโอกาสได้รับบาดเจ็บมากกว่าตอนทดสอบ หรือการทดลองยาที่ใช้ผู้ชายเป็นกลุ่มตัวอย่างหลัก หรือไม่วิเคราะห์แยกตามเพศ ทำให้ยาบางชนิด หรือบางวิธีการรักษา เมื่อใช้กับผู้หญิงจะไม่ได้ผลดีหรือมีผลข้างเคียง เช่น ผลข้างเคียงจากยา Thalidomide ต่อสตรีมีครรภ์ทำให้ทารกคลอดออกมาพิการ ช่องว่างของการเก็บข้อมูลในเรื่องเพศ ยังกระทบกับรูปแบบการจ้างงาน การออกแบบสาธารณูปโภคในเมือง เช่น งานดูแลบ้านเลี้ยงลูกของผู้หญิงไม่ได้รับค่าตอบแทน หรือการออกแบบระบบขนส่ง การเปิดปิดสถานที่ให้บริการ ไม่ได้คำนึงถึงรูปแบบการเดินทางของผู้หญิงที่ต้องทำธุระหลายที่ เช่น ออกบ้านหนหนึ่งต้องไปส่งลูก ไปซื้อของ ไปทำงาน ฯลฯ โดยผู้เขียนเสนอให้เก็บข้อมูลที่แยกตามเพศ (sex-disaggregated data) และวิเคราะห์ตามเพศ การออกแบบผลิตภัณฑ์และคิดนโยบายควรคำนึงถึงผู้หญิงตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ออกแบบสำหรับผู้ชายทั่วไป แล้วคาดหวังให้ผู้หญิงปรับตัวเองให้เข้ากับนโยบายที่คิดมา ผู้สนใจสามารถทดลองอ่านหนังสือ หรืออ่านรีวิวหนังสือได้ที่ Goodreads

ที่ผ่านมามีการถกเถียงในโลกออนไลน์เรื่องนิยามชนชั้นกลาง ข้อถกเถียงหลักมักนิยามชนชั้นกลางจากมุมเศรษฐศาสตร์เป็นหลัก เช่น ดูผ่านรายได้ กำลังการบริโภค หมายเหตุประเพทไทย Live หกโมงเย็นวันอาทิตย์นี้ชวนคุยเรื่องความหมายของชนชั้นกลางจากมุมมองของนักสังคมวิทยา Göran Therborn ผ่านบทความ DREAMS AND NIGHTMARES OF THE WORLD'S MIDDLE CLASSES (2020) ขณะเดียวกันชวนมองภาพระดับโลกเมื่อชนชั้นกลาง “ฝันร้าย” ชนชั้นกลางในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ “ขยายตัว” แต่เปราะบางเพราะไม่มีความมั่นคงและขาดสวัสดิการ เช่นเดียวกับในโลกตะวันตกชนชั้นกลาง “หดตัว” และรู้สึกไม่มั่นคงอย่างในทศวรรษ 1980s ทั้งหมดนี้ติดตามในรายการ #หมายเหตุประเพทไทย #ชนชั้นกลาง

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และภาวิน มาลัยวงศ์ รีวิวภาพยนตร์ Weapons (2025) เป็นหนังแนวลึกลับสยองขวัญเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ Zach Cregger เล่าถึงเหตุการณ์ที่เด็กนักเรียนในชั้นเรียนเดียวกันหายตัวไปอย่างลึกลับในตอนกลางคืนพร้อม ๆ กัน ทำให้คนในชุมชนสงสัย ตั้งคำถามว่าอะไรเป็นสาเหตุของการหายตัวไปของเด็ก ๆ เหล่านั้น และใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง โดยมีครูประจำชั้นอย่างจัสตินเป็นผู้ที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ นอกจากนี้ภาพยนตร์ Weapons (2025) ยังเป็นภาพยนตร์แนว Social Thriller หรือ หนังระทึกขวัญสะท้อนสังคม ที่แฝงสัญญะมากมายในตัวบททั้งเรื่อง PTSD รวมทั้งนโยบายควบคุมอาวุธปืนในสหรัฐอเมริกา

ในช่วงที่ผ่านมาเราได้ยินคำว่าสงครามบ่อยมาก เช่น สงครามข่าวสาร สงครามการค้า ดูเหมือนอะไรๆ ก็เป็นสงครามไปได้เสียหมด แต่อันที่จริงแล้ว ไม่ใช่ทุกอย่างจะถูกนับเป็นสงคราม แม้ว่าการสู้รบทางการทหารก็อาจจะไม่นับว่าเป็นสงคราม หมายเหตุประเพทไทย [Live] สัปดาห์นี้ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ และภาวิน มาลัยวงศ์ ชวนทบทวนนิยามของคำว่าสงคราม นั่นเป็นเพราะว่าการใช้นิยามอย่างเข้มงวดก็อาจจะสำคัญสำหรับการทำความเข้าใจทั้งในแง่การเมืองและวิชาการ การเหมารวมว่าทุกอย่างเป็นสงครามไปเสียทั้งหมด สุดท้ายจะทำให้ไม่มีอะไรเป็นสงครามเลย โดยข้อมูลที่เราจะใช้กันเป็นหลักสำหรับการพูดคุยวันนี้คือความหมายเชิงปรัชญาจาก Carl von Clausewitz และ ซุนวู (Sun Tsu) และกรอบการทำงานเชิงประจักษ์ของโครงการ Correlates of War (COW)

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ พูดถึงพัฒนาการแนวคิดเรื่องเชื้อชาติของญี่ปุ่น ว่าเพราะเหตุใดคนญี่ปุ่นจึงถูกมองว่ารวมเป็นเนื้อเดียวกัน ทั้งนี้แนวคิดเรื่องเชื้อชาติตั้งต้นมายุคปฏิรูปเมจิ ระบบทางสังคมญี่ปุ่นที่แยกคนในกับคนนอก ญี่ปุ่นเองเริ่มมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ เมื่อขยายดินแดนไปยังฮอกไกโด คาบสมุทรเกาหลี แมนจูเรียและเมืองท่าชายฝั่งของจีน มีการนำประชากรจากจีนและคาบสมุทรเกาหลีกลับมาเป็นแรงงานในญี่ปุ่นด้วย แต่พอสิ้นสุดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเริ่มใช้กฎหมายคนเข้าเมืองฉบับใหม่ที่ทำให้ประชากรอพยพเหล่านี้กลายเป็นพลเมืองชั้นสอง ในปี 2024 สถิติชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นมีอยู่ราว ๆ 3.5 ล้านคน หรือ 3 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด มีย่านสำคัญในโตเกียวที่สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างย่านชินโอคุโบะ (Shin-Okubo) ฯลฯ แต่กระนั้น Myth หรือความเชื่อเรื่องเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ในญี่ปุ่นก็ยังฝังรากลึกแข็งแรงอยู่ ไม่ได้หายไปไหน ทั้งหมดนี้ติดตามได้ในรายการหมายเหตุประเพทไทย คืนวันอาทิตย์นี้เวลา 20.00 น. หมายเหตุ: หนังสือแนะนำ (1) The Origin of the Myth of Ethnic Homogeneity: The Genealogy of ‘Japanese' Self-Images (1995) และ The Boundaries of the ‘Japanese': Okinawa, the Ainu, Taiwan and Korea. From Colonial Domination to the Return Movement (1998) โดย Oguma Eiji

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และประภาภูมิ เอี่ยมสม พูดถึงแอนิเมชัน Elio เพื่อนรัก ทะลุจักรวาล (2025) จากค่าย Pixar ซึ่งมีแง่มุมเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านของวัยเด็กสู่วัยรุ่น การออกผจญภัย เก็บเกี่ยวบทเรียน ค้นหาตัวตนในจักรวาลกว้างใหญ่ พร้อมเปรียบเทียบพล็อตกับ E.T. (1982) และ Inside Out (2015) ที่ตัวละครมีการค้นหาตัวเองเช่นกันแต่เป็นการเดินทางจากภายใน

หลังจากพูดถึงบทบาทกองทัพกับรัฐบาลพลเรือนไปแล้ว หมายเหตุประเพทไทย Live สัปดาห์นี้ พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและทหารในประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และทำความเข้าใจกองทัพภายใต้ระบอบอำนาจนิยม ทั้งแบบรัฐบาลทหาร รัฐบาลพรรคเดียว และกษัตริย์หรือผู้นำตามประเพณี

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้พูดคุยกับ อาจารย์โช ฟุกุโตมิ นักวิชาการ บรรณาธิการและนักแปลวรรณกรรมไทย-ญี่ปุ่น ชวนมองนิยายและซีรีส์วายไทย ที่มีพัฒนาการมาจากนิยายหรือมังงะวายญี่ปุ่นว่าปัจจุบันนิยายวาย ซีรีส์วายไทยเดินทางมาไกลจากจุดเริ่มต้นนั้นหรือยัง พร้อมชวนเปรียบเทียบเนื้อหาวายญี่ปุ่นกับไทย ทั้งพัฒนาการตัวละคร ปมปัญหาของเรื่อง และการคลี่คลาย นอกจากนี้ยังชวนตั้งคำถามว่านิยายและซีรีส์วายไทยทำให้เกิดมุมมองหรือภาพแทนเกี่ยวกับสังคมไทยในกลุ่มผู้ชมชาวญี่ปุ่นอย่างไรบ้าง

จากเหตุการณ์ความขัดแย้งพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา จนมีการพูดถึงแนวคิดเรื่อง civilian control of the military หรือหลักทหารอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้นำพลเรือน หมายเหตุประเพทไทยเทปนี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม พูดคุยกับ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ เกี่ยวกับความคิดเรื่องทหารภายใต้การควบคุมของพลเรือน ตั้งแต่เรื่องทหารอาชีพ ของ Samuel P. Huntington ข้อเสนอการทำให้ทหารเป็นส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตยของ Morris Janowitz รวมทั้งโมเดลของ Michael C. Desch เกี่ยวกับปัจจัยภัยคุกคามภายนอกที่ส่งผลต่อระดับการควบคุมกองทัพโดยพลเรือน และทีสำคัญก็คือแนวคิดเรื่องทหารภายใต้การควบคุมของพลเรือนสำคัญกับหลักการประชาธิปไตยอย่างไร ทั้งหมดนี้ติดตามได้ในรายการ #หมายเหตุประเพทไทย #civiliancontrol

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้พูดคุยกับ เคท ครั้งพิบูลย์ ถึงศัพท์ "เติมเกย์" ที่เกิดจากความลื่นล้มทางภาษา เกิดคำความหมายใหม่เมื่อบริบททางสังคมเปิดกว้างต่ออัตลักษณ์ทางเพศหลากหลายมากขึ้น "เติมเกย์" ปัจจุบันจึงมีความหมายทั้งการชื่นชอบชื่นชมคนที่เป็น LGBTQ+ ไปจนถึงหาสื่อบันเทิงที่เกี่ยวกับเกย์มารับชม เช่น ซีรีส์วาย นิยายวาย คู่จิ้นวาย ฯลฯ ทั้งหมดนี้ติดตามในรายการ #หมายเหตุประเพทไทย

หมายเหตุประเพทไทย [LIVE] หกโมงเย็นวันอาทิตย์นี้ พูดถึงซีรีส์ ‘สงครามส่งด่วน' (Mad Unicorn) ทาง Netflix ที่แรงบันดาลใจของเรื่องมาจากสตาร์ทอัพ ‘ยูนิคอร์น' ด้านการส่งพัสดุ แต่ก็ยังมีประเด็นใจกลางอีกด้านหนึ่งของเนื้อเรื่อง ได้แก่ สงครามราคา การลดต้นทุนด้วยการกดซัพพลายเชน และการแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้นำไปสู่การควบรวม ครอบงำตลาด และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจได้เห็นเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ ในชีวิตจริงๆ เช่นกัน #หมายเหตุประเพทไทย #Madunicorn

ในโอกาสที่ในห้วงสุดสัปดาห์นี้ ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา จัดงาน San Francisco Pride 2025 ภายใต้คำขวัญ “สุขของเควียร์คือการต่อต้าน” (Queer Joy is Resistance) หมายเหตุประเพทไทย LIVE สัปดาห์นี้พาย้อนกลับไปชมประวัติศาสตร์การต่อสู้ของ LGBTQ+ ที่ซานฟรานซิสโก จนกลายเป็นเมืองหลวงชาวเกย์ และย่าน Castro ที่กลายเป็นหนึ่งใน “gayborhood” ที่โด่งดังของสหรัฐอเมริกา

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ และภาวิน มาลัยวงศ์ พูดถึงภาพลักษณ์ของเกาหลีใต้ซึ่งสะท้อนออกมาผ่านซีรีย์ ซึ่งในระยะหลังสะท้อนบทบาทของเกาหลีใต้ในความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น Descendants of the Sun (2016) ที่ตัวแสดงหลักเป็นทหารที่อยู่ในกองกำลังรักษาสันติภาพในต่างประเทศ และ The Trauma Code: Heroes on Call (2025) ที่ตัวแสดงหลักอย่าง แพคคังฮยอก ศัลยแพทย์อุบัติเหตุฉุกเฉิน เคยเป็นแพทย์ที่ทำงานในสมาคมแพทย์สากลเพื่อสันติภาพมาก่อน รวมทั้งเคยเป็นแพทย์ให้กับกลุ่มทหารรับจ้าง Black Wings ซึ่งก็ตั้งชื่อพ้องกับทหารรับจ้าง Blackwater ที่มีบทบาทจริงๆ ในอิรักและอัฟกานิสถาน เป็นต้น สื่อบันเทิงจากเกาหลีใต้ นอกเหนือจากการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับเกาหลีใต้ ก็อาจเป็นเครื่องมือทางการทูตของรัฐบาลได้อีกด้วย โดยรัฐบาลเกาหลีใต้พยายามส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะผู้ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เช่นหากขึ้นเครื่องบินสายการบินของเกาหลี ก็จะมีการเรี่ยไรเข้ากองทุน UNICEF หรือแม้แต่วง BTS ก็กลายเป็นทูต UNICEF เพื่อยุติความรุนแรง หรือส่งเสริมสิทธิเด็ก ฯลฯ และจากบทความขนาดสั้นของ Steve Choe “Sympathy for the K-Drama” ที่ตีพิมพ์ในปี 2024 ใน Georgetown Journal of International Affairs ก็เสนอว่า K-Drama เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ชมในต่างประเทศรู้สึกเห็นอกเห็นใจและเป็นมิตรกับเกาหลี นอกจากนี้ผลการสำรวจของนักศึกษาในสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้เรียนภาษาเกาหลีคือความชื่นชอบ K-Pop และ K-Drama รัฐบาลเกาหลีใต้เองเล็งเห็นความสำเร็จของ K-Drama ในฐานะทั้งตัวขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศ และตัวขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐ เห็นได้ชัดเมื่อผู้นำเกาหลีเยือนสหรัฐฯ เขาเลือกเข้าพบค่ายหนังใหญ่ๆ เช่น Paramount, NBCUniversal, Sony Pictures, Disney รวมถึง Netflix ทั้งหมดนี้ติดตามได้ในรายการ #หมายเหตุประเพทไทย

Spoiler Alert! มีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์ Thunderbolts* (2025) หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี พูดคุยกันเกี่ยวกับภาพยนตร์ Thunderbolts* (2025) มุ่งไปที่ปัญหาสุขภาพจิตซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ในจักรวาลมาร์เวล์ เพราะมักจะปรากฏตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ที่มีภาวะปั่นป่วนภายในใจ เช่น Iron Man เกิดอาการวิตกกังวลหายใจไม่คล่องทุกครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์นิวยอร์กถูกโจมตี, Thor กินและดื่มอย่างหนักเพื่อจัดการความเศร้าโศก รวมทั้ง Scarlet Witch ที่โชคชะตาพรากบุคคลอันเป็นที่รักยิ่ง ด้วยขุมพลังมหาศาลของเธอ ทำให้การรับมือกับความรู้สึกยิ่งสับสนสเกลใหญ่ ฯลฯ ส่วนใน Thunderbolts* (2025) เราจะได้เห็นปัญหาปรากฏในกลุ่ม Anti-Hero ไม่ว่าจะเป็น Yelena, Red Guardian, U.S. Agent, Ghost และ Winter Soldier ทุกคนเผยร่องรอยบาดแผลในจิตใจ เจอทริกเกอร์กระตุ้นจี้ใจ และมีวิธีจัดการกับปัญหาของตัวเองแตกต่างกันออกไป ซึ่งการหยิบตัวละครรองที่ถูกมองข้ามแบบนี้มาเป็นจุดโฟกัสกลับเชื่อมโยงการเล่าเรื่องดียิ่งขึ้น ภาพยนตร์ยังเสนอให้เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องเผชิญกับภาวะสุขภาพจิตเพียงลำพัง ไม่ว่าจะคิดว่าตัวเองห่วยแตกแค่ไหน แต่ทุกคนสามารถเป็นซูเปอร์ฮีโร่ได้หากเราสามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัย Safe Zone ให้กับใครสักคน สร้างคำจำกัดความใหม่ให้แก่การเป็นซูเปอร์ฮีโร่ #Thunderbolts* #หมายเหตุประเพทไทย

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ พูดคุยกับติณณภพจ์ สินสมบูรณ์ทอง จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคุณออย แอดมินเพจน้องง ในโอกาสครบรอบ 10 ปีเพจน้องง จากเพจพาโรดี้ องค์ท่านและชายา องค์ดี๋ (ปัจจุบันไม่ทราบชะตากรรม) สู่ปฏิบัติการทางสังคม ก้าวต่อไปของการสั่งสมบุญญาบารมี และพาเหรดซักฟอกสีรุ้ง ร่วมในขบวน Bangkok Pride Parade เมื่อ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ฯลฯ #เพจน้องง #องค์ดี๋

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ชานันท์ ยอดหงษ์ และต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี แนะนำบทความ "หมา" : ประวัติศาสตร์ว่าด้วยสัตว์เลี้ยงที่ไม่ใช่แค่การเลี้ยงสัตว์ โดย พนา กันธา ที่ตีพิมพ์ในวารสารประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีรินทรวิโรฒ (2560) (อ่านบทความ) โดยงานของพนา พูดถึงประวัติศาสตร์สุนัขในฐานะสัตว์เลี้ยง ซึ่งแนวคิดของการเลี้ยงสุนัขเป็นเพื่อน เป็นสมาชิกในครอบครัวเหมือนที่เข้าใจทุกวันนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างใหม่ โดยในอดีตการเลี้ยงสุนัขเป็นไปเพื่อการใช้งาน เช่น ล่าสัตว์ เฝ้ายาม มากกว่าการเลี้ยงเพื่อความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่การเปลี่ยนแปลงการเลี้ยงสุนัขใช้งาน สู่การเลี้ยงสุนัขเป็นเพื่อนเริ่มขึ้นในศตวรรษที่ 19 โดยเริ่มต้นในตะวันตก และขยายมาสู่ประเทศไทยในภายหลัง นอกจากนี้ค่านิยมการเลี้ยงสุนัข ยังสะท้อนถึงการควบคุมธรรมชาติของมนุษย์ผ่านการคัดเลือกสายพันธุ์ การฝึก และค่านิยมทางสังคม รวมถึงบทบาทของสื่อมวลชน วิทยาศาสตร์ และธุรกิจเกิดขึ้นจากการแนวคิดเลี้ยงสุนัขเป็นสัตว์เลี้ยง ฯลฯ

หมายเหตุประเพทไทย Live สัปดาห์นี้ ร่วมส่งอำลา “จอน อึ๊งภากรณ์” อดีตวุฒิสมาชิก นักเคลื่อนไหวผู้มีบทบาทสำคัญต่อภาคประชาสังคมไทย โดยเป็นผู้อำนวยการคนแรกของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม รวมทั้งก่อตั้งองค์กรทางสังคมหลายแห่ง เช่น มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ประชาไท iLaw นอกจากนี้ยังเป็นอดีตกรรมการนโยบาย ThaiPBS ด้วย ทั้งหมดนี้ติดตามในรายการหมายเหตุประเพทไทย

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ พูดคุยกับ ติณณภพจ์ สินสมบูรณ์ทอง ถึงแนวคิดของนักสังคมวิทยาชาวมาเลเซียผู้ล่วงลับ ไซยิด ฮุสเซน อาลาตาส (Syed Hussein Alatas) ซึ่งมีคุณูปการสำคัญในการบุกเบิกสังคมวิทยามาเลเซียและสิงคโปร์ และแนวคิดหลังอาณานิคม การถอนรากอาณานิคมในสาขาวิชาสังคมศึกษา หรือ decolonizing turn ในแวดวงวิชาการมาเลเซีย สิงคโปร์ หรือประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฯลฯ ทั้งนี้งานของเขาได้รับความสนใจในแวดวงวิชาการโดยเฉพาะสังคมวิทยาในมาเลเซีย สิงคโปร์ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในวงวิชาการไทยศึกษา ซึ่งมีความสำคัญต่อวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา กลับไม่มีการพูดถึงงานของอาลาตาสมากนัก ไม่ปรากฏการนำแนวคิดหรือผลงานของเขามาใช้อธิบายในงานวิชาการของไทยโดยเฉพาะวิชาสังคมวิทยา ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังอิญ แต่มีปัจจัยทั้งภายในแวดวงสังคมวิทยาเอง และบริบททางประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรมและการเมืองของไทย ที่ทำให้ความสำคัญของอาลาตาสไม่ปรากฏ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะกึ่งอาณานิคมสยาม หรือวลีที่ว่าไทยเป็นเอกราชไม่เคยเป็นเมืองขึ้นชาติใด ฯลฯ ที่อาจทำให้ไอเดีย decolonizing practice ไม่เติบโตในแวดวงวิชาการ โดยเฉพาะสายสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา นอกจากนี้ยังชวนคิดต่อในประเด็น “autonomous knowledge” หรือ องค์ความรู้ที่เป็นอิสระ ที่พยายามนำทฤษฎี เรื่องเล่า ที่ยังไม่ได้รับการไฮไลท์มากพอ มานำเสนอ หรือทำให้ผู้ถูกกดทับถูกทำให้มองเห็น ทำให้ได้ยิน หรือตั้งคำถามกับขนบทางวิชาการสังคมวิทยาไทยด้วย ทั้งหมดนี้ติดตามได้ในรายการหมายเหตุประเพทไทย #หมายเหตุประเพทไทย #decolonizingpractice #SyedHusseinAlatas

ในห้วงสัปดาห์วันแรงงานสากล หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ชานันท์ ยอดหงษ์ และต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี แนะนำ “พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย” บนถนนนิคมมักกะสัน กรุงเทพฯ ซึ่งริเริ่มจากขบวนการแรงงาน หวังรวบรวมและจัดแสดงเรื่องราวของผู้ใช้แรงงานไม่ให้หายสาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์ไทย เปิดมาตั้งแต่ปี 2536 เล่าประวัติศาสตร์สังคมไทยจากมุมของผู้ใช้แรงงาน การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย รวมไปถึงการต่อสู้ของขบวนการแรงงานเพื่อสิทธิประกันสังคม (2533) สิทธิลาคลอด (2536) ทวงสิทธิให้กับเหยื่อเพลิงไหม้โรงงานเคเดอร์ (2536) ฯลฯ นอกจากนี้การจัดแสดงนิทรรศการ เรื่องเล่าในพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ยังสะท้อนวิธีคิดการแบ่งยุคทางประวัติศาสตร์ (Periodization) สะท้อนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่ส่งผลกระทบกับชีวิตของชนชั้นแรงงานด้วย โดยปัจจุบันนี้พิพิธภัณฑ์แรงงานไทยอยู่ระหว่างการระดมทุนเพื่อปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ และเตรียมเปิดให้บริการใหม่เร็วๆ นี้ โดยสามารถติดตามข่าวสารได้จาก Facebook เพจของพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ประภาภูมิ เอี่ยมสม และต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี พูดคุยกับ ติณณภพจ์ สินสมบูรณ์ทอง ในประเด็น "Queer in the Global South" หรือเควียร์ศึกษาในซีกโลกใต้ ที่ไม่ได้ดูแค่ประเด็นเควียร์ในอาณาบริเวณใต้เส้นศูนย์สูตร แต่ดูทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และเชิงวาทกรรมว่าอะไรถูกจัดให้อยู่เหนือกว่า สิ่งที่อยู่ต่ำกว่า ด้อยอำนาจมากกว่าในวาทกรรมการพัฒนา ทั้งนี้แม้ทฤษฎีเควียร์จะตั้งต้นมาจากฝั่งสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะมิเชล ฟูโกต์ หรือจูดิธ บัตเลอร์ แต่ก็มีอย่างน้อย 3 แนวทางของเควียร์ศึกษาในซีกโลกใต้ ได้แก่ สายแรก Globalism เควียร์ศึกษาสายตะวันตกนิยม สายที่สอง Localism หรือ สายศึกษาเควียร์ท้องถิ่น และ สายที่สาม Transnationalism หรือเควียร์ศึกษาสายข้ามชาตินิยม ทั้งหมดนี้ติดตามได้ในรายการ #หมายเหตุประเพทไทย #queerstudies

หลังจาก “กีกี้” หรือ “Shocker Combatmen” กลายเป็นประเด็นในการอภิปรายในสภาเมื่อไม่นานมานี้ หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ภาวิน มาลัยวงศ์ และปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ พูดถึงกำเนิด “คาเมนไรเดอร์' และยุคซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่แปลงร่างในวัฒนธรรมญี่ปุ่นอันเป็นผลพวงของสังคมยุคหลังสงครามแปซิฟิก และจะกลายเป็นวัฒนธรรมบันเทิงจากญี่ปุ่นในเวลาต่อมา ทั้งนี้ อิชิโนโมริ โชทาโร (Ishinomori Shotaro) ราชามังงะ ผู้สร้างตัวละคร คาเมนไรเดอร์ เป็นคนในรุ่น “ยาเคอาโตะ” “Yakeato (焼け跡) Generation” หรือคนที่เกิดระหว่างปี ค.ศ. 1929 ถึง 1941 ตอนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกเขายังเด็กเกินกว่าจะถูกเกณฑ์เข้าไปมีส่วนร่วม แต่ว่ารู้ความและทันเห็นเหตุการณ์การทิ้งระเบิดปรมาณู ตลอดจนผลพวงที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ประสบการณ์นี้สร้างความเจ็บป่วยทางจิตใจฝังรากลึก เขาเห็นตัวเองไม่มีประโยชน์ ถูกต้อนจนมุมในสถานการณ์ที่ไม่มีทางออก พอเติบโตขึ้น บางคนเป็นผู้ต่อต้านสงคราม บ้างเป็นศิลปิน นักเขียน ผู้กำกับภาพยนตร์ อิชิโนโมริสร้างสรรค์ผลงานอย่าง “คาเมนไรเดอร์” เปิดตัวในปี ค.ศ. 1971 เพื่อ Re-imagine จินตนาการความเป็นไปได้อื่น จำลองมัลติเวอร์สที่พวกเขาพอจะลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลงได้บ้าง ไม่เป็นผู้สิ้นไร้ในทุกรูปแบบ โดยซีรีส์คาเมนไรเดอร์ นับเป็นการปักหมุดจุดเริ่มต้น “ยุคทองของ โทคุชัตสึ” หมายถึงละครโทรทัศน์แนวไลฟ์แอคชันจากประเทศญี่ปุ่น เนื้อหาแนวฮีโร ใช้มนุษย์จริงแสดงประกอบกับสเปเชียลเอฟเฟ็คต่าง ๆ โดยยุคทองของโทคุชัตสึ หรือเหล่าฮีโรมนุษย์แปลงร่างอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1971 ถึง 1989 ขณะที่พล็อตเรื่องหลังยุคทองเมื่อเข้าสู่ยุคเฮเซหรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าสู่หลัง ค.ศ. 2000 ซูเปอร์ฮีโรเหล่านี้ยิ่งเดินเรื่องไปสู่เฉดเทามากขึ้น ทั้งหมดนี้ติดตามได้ในรายการหมายเหตุประเพทไทย

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ แนะนำบทความ "Embodying ‘Thainess' and the post-2006 coup crisis in Buppesannivas (Love Destiny)" ของศรัณย์ภัทร์ บุญฮก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา นำเสนอประเด็นจากละคร "บุพเพสันนิวาส" ซึ่งออกอากาศครั้งแรกทางช่อง 3 ในปี 2561 ละครโทรทัศน์เรื่องดังกล่าวเขียนบทโทรทัศน์อิงจากฉบับนวนิยายของ "รอมแพง" เล่าเรื่องราวของเกศสุรางค์ ที่ย้อนเวลาปัจจุบันกลับไปอยู่ในร่างของ "การะเกด" ย้อนกลับไปในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาพแทนของขุนนางต่างชาติที่เป็น "ตัวร้าย" และจบลงด้วยเหตุการณ์ยึดอำนาจปราบฟอลคอน และตั้งราชวงศ์บ้านพลูหลวงโดยพระเพทราชา และเนื่องจากฉบับนวนิยายตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2553 จึงมีจุดเชื่อมโยงกับบริบทการเมืองหลังรัฐประหาร 2549 โดยบทความยังเสนอว่า "บุพเพสันนิวาส" นำเสนอเรื่องเล่าหลักของแนวคิดราชาชาตินิยม กระทั่งเปิดพื้นที่ในการสนทนากับปัญหาวิกฤติชาติที่เกิดขึ้นภายหลังรัฐประหาร สะท้อนถึงความกังวลใจต่อภาวะการแบ่งขั้วทางการเมืองและการตีความเรื่อง "คนดี" ของสังคมไทย อ่านบทความที่ Saranpat Boonhok (2024) Embodying ‘Thainess' and the post-2006 coup crisis in Buppesannivas (Love Destiny), South East Asia Research, 32:3, 304-323, [https://doi.org/10.1080/0967828X.2024.2436519]

หมายเหตุประเพทไทย [Live] สัปดาห์นี้ ชานันท์ ยอดหงษ์ และปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ หยิบยกกรณีไทยส่งกลับผู้ลี้ภัยอุยกูร์กลับประเทศจีนในมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศของชาติในเอเชีย โดยเฉพาะประเด็นสิทธิมนุษยชนที่ดูเหมือนไม่แข็งขัน เมื่อเทียบกับปฏิกิริยาจากชาติตะวันตก แต่หลายสิ่งสะท้อนเช่นนั้นจริงหรือไม่ ติดตามในรายการหมายเหตุประเพทไทย